#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
-
“กยศ.”ออก8มาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืม”ลด-พัก-ผ่อนผันชำระหนี้”ฝ่าวิกฤติโควิด-19
1 เมษายน 2563 – 18:50 น.
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศยุติการเรียนการสอนแบบปกติพร้อมสั่งการ เปิดคลาสเรียนออนไลน์ ทุกวิชาทันที อย่างช้าสุดภายใน 23 มีนาคม เพื่อ รองรับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ยังมีมาตรการ อาทิ งดจัดและเข้าร่วมกิจกรรม โครงการ สัมมนา และการประชุมทางวิชาการทุกประเภทที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 50 คนขึ้นไป ยกเว้นเป็นการดำเนินการจัดแบบออนไลน์เท่านั้น
ให้บุคลากรและนักศึกษาทุกคนกรอกข้อมูลประวัติการเดินทางและข้อมูลที่เกี่ยวข้องลงในแบบฟอร์มตามที่สถาบันกำหนด กรณีบุคคลภายนอกที่เข้าออกสถาบัน ให้ส่วนงานวิชาการและสำนักงานบริหารทรัพยากรกายภาพและสิ่งแวดล้อมบันทึกภาพและเก็บข้อมูลตามแบบฟอร์มที่สถาบันกำหนดเปิดช่องทางในการติดต่อสื่อสารผ่านเว็บไซต์ http://www.kmitl.ac.thFacebook :www.facebook.com/kmitlofficial/Line : @KMITL
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า โมเดลคลาสเรียนออนไลน์จะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และตอบสนองประกาศของสจล. ที่มุ่งลดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและจะต้องดำเนินการเรียนการสอนให้แล้วเสร็จนั้น สจล.ยังตั้งทีมไอทีให้คำปรึกษาและอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ผู้สอนจัดคลาสเรียนออนไลน์
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
โดยสามารถเลือกประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มการสอนที่เหมาะสม อาทิ Facebook Broadcast, Microsoft Team, Google Classroom หรือ Moodle อีกทั้ง สจล.ยังตั้งเป้าให้ทุกชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยนำโมเดลคลาสเรียนออนไลน์ไปประยุกต์ใช้ในภาวะการระบาดของเชื้อโควิด-19 ตลอดจนการประยุกต์ใช้ในระยะยาว ตามแนวคิดของสจล. ในการ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาดิสรัปต์การเรียนรู้ในยุคปัจจุบันที่สามารถเรียนได้ทุกที่ อย่างไร้ขีดจำกัด (KMITL Go Beyond the Limit)
สถานศึกษาหรือหน่วยงานอื่นต้องมีแนวทางการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติซึ่งประกอบด้วย 1.สถานศึกษาต้องมีผู้บัญชาการรับผิดชอบดูแลเรื่องวิกฤติโดยตรง สามารถประสานงานได้ตลอดเวลา 2.สถานศึกษาต้องมีระบบการสื่อสารที่เข้าใจง่าย รวดเร็ว แม่นยำ เข้าถึงทุกคนได้ และต้องมีโฆษกหลักทำหน้าที่ชี้แจงข้อมูลให้เข้าใจตรงกัน 3.สถานศึกษาต้องมีโครงสร้างบริหารความเสี่ยงชัดเจน กระชับ ตัดสินใจได้เร็ว และสามารถลงมือดำเนินการได้ทันที และ 4.สถานศึกษายุคดิสรัปชั่นต้องใช้เทคโนโลยีสู้ภัยวิกฤติ รวมถึงโควิด-19 ตลอดจนสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ในการพัฒนาการเรียนออนไลน์อย่างจริงจังเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดจากการพบปะกันท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงเช่นนี้

ดร.กุลชัย กุลตวนิช ผู้ช่วยคณบดีเทคโนโลยีการเกษตรสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวเพิ่มว่า สาขาวิชานิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.มีการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบคลาสเรียนออนไลน์อยู่แล้วในหลายวิชา เนื่องจากองค์ความรู้ของคณะ มุ่งเน้นการเรียนการสอนที่สามารถนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ได้ ทำให้คณะสามารถนำวิธีการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทันที และพร้อมเผยแพร่โมเดลคลาสเรียนออนไลน์ดังกล่าวให้แก่ทุกคณะในมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานและภาคการศึกษาต่างๆ ที่สนใจนำโมเดลดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อให้การเรียนหรือทำงานจากที่บ้าน (work / study from home) มีประสิทธิภาพสูงสุด

หลักการของคลาสเรียนออนไลน์ คือองค์ความรู้ในการเรียนการสอนต้องครบถ้วนเหมือนการเรียนในชั้นเรียน แต่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการพบปะกันและอาจเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส โดยสื่อในการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ที่สาขาวิชานิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.เลือกใช้คือการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook broadcast) ผ่านกลุ่มปิด (Closed group) ที่ตั้งขึ้นตามรายวิชาเพื่อให้นักศึกษาสามารถกลับมาดูบันทึกวิดีโอย้อนหลังและทบทวนบทเรียนได้
เหตุผลที่เลือกใช้การถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก เพราะเป็นแพลตฟอล์มสื่อสารทางออนไลน์ที่นักศึกษาใช้กันทุกคน มีวิธีการใช้ที่ไม่ยุ่งยาก แตกต่างจากการใช้เครื่องมือออนไลน์อื่นๆ เช่น Microsoft Team, Google Classroom หรือ Moodle ที่อาจต้องมีการจัดอบรมขึ้นเพื่อความเข้าใจในการใช้เครื่องมือ นอกจากนี้การถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กยังมีฟังก์ชันกลุ่มเรียนรู้ทางโซเชียล (Facebook social learning) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการอัปโหลดเอกสาร เนื้อหาการเรียนรู้เป็นยูนิตให้ผู้เรียนเลือกดาวน์โหลดตามบทเรียนได้ ทั้งนี้ผู้สอนยังสามารถนำเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ได้ ซึ่งสาขาวิชานิเทศศาสตร์เกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล.มีทีมงานเข้าไปให้ความรู้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเรียนคลาสออนไลน์ได้

นอกจากคลาสเรียนออนไลน์ที่ สจล.นำร่องใช้ในการเรียนการสอนออนไลน์เกือบทุกคณะไปเป็นที่เรียบร้อยและยังมีมาตรการรับมือกับภาวะการระบาดของโควิด-19 อาทิ มาตรการการทำความสะอาดอาคารเรียน มาตรการคัดกรองนักศึกษา บุคลากร รวมถึงบุคคลภายนอกก่อนเข้าอาคาร บริการแจกเจล–สเปรย์แอลกอฮอล์เพื่อใช้ล้างมือป้องกันเชื้อโรค ผลงานของคณะวิทยาศาสตร์ สจล.พร้อมทั้งมีประตูสแกนอุณหภูมิติดตั้งที่คลินิกเวชกรรม สจล. ซึ่งเป็นผลงานที่ผลิตขึ้นโดยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ฯลฯ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/kmitlofficial หรือเว็บไซต์ www.kmitl.ac.th
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

17 มี.ค.2563-ดร.ไกรยส ภัทราวาท รองผู้อำนวยการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เปิดเผยว่า กสศ. ได้รับเชิญจากมูลนิธิเลโก้หรือ LEGO Foundation หนึ่งในองค์กรด้านการเรียนรู้ที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ เข้าร่วมประชุมประจำปีของมูลนิธิ หรือ LEGO Idea Conference ระหว่างวันที่ 10 -11 มี.ค.ซึ่งถือเป็นงานประชุมที่มีส่วนสำคัญในการกำหนดวาระการปฏิรูปและการพัฒนานวัตกรรมด้านการเรียนรู้ในระบบการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยปีนี้เป็นการประชุมในหัวข้อ Creating Systems-how can education systems reform to enhance learners creativity skills? ซึ่งมุ่งสังเคราะห์ประสบการณ์การปฏิรูประบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติให้สามารถส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับสมบูรณ์ ได้ที่www.eef.or.th
ดร.ไกรยส กล่าวว่า เนื่องจากมีอุปสรรคจากการระบาดของโคโรน่าไวรัสทำให้ไม่สามารถจัดการประชุมในประเทศเดนมาร์กได้ มูลนิธิเลโก้ได้เปลี่ยนมาจัดการประชุมทางไกล Virtual-conference ผ่านทาง legoideaconference.net มีผู้แทนหน่วยงานด้านการศึกษาระดับนานาชาติกว่าหลายสิบประเทศเข้าร่วม โดย กสศ. ได้รับเชิญร่วมเวทีสังเคราะห์ประสบการณ์ปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ร่วมกับผู้กำหนดนโยบายอีก 4 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สก็อตแลนด์ และเวลส์ เข้าร่วม โดย กสศ. ได้นำเสนอประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์การ OECD และอีก 14 ประเทศ ในการวิจัยพัฒนาเครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และการคิดวิเคราะห์ ซึ่งได้ทดลองประสบความสำเร็จแล้วในโรงเรียน 400 แห่งทั่วประเทศที่ดำเนินการมาแล้ว 3 ปี นับเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมอย่างมากในการใช้เครื่องมือนี้หนุนเสริมกระบวนการปฏิรูปความเสมอภาคทางการศึกษาเชิงระบบทั้งในด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเพิ่มคุณภาพการศึกษาควบคู่กันไป เนื่องจากกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่มีเด็กกลุ่มเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า จากการสำรวจผู้จ้างงานตลอด 5-10 ปีที่ผ่านมา ทักษะความคิดสร้างสรรค์เป็น 1 ใน 3 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงสุดในตลาดแรงงานทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย หากเด็กเยาวชนได้รับการส่งเสริมพัฒนาทักษะดังกล่าวตั้งแต่ในวัยเรียน ย่อมจะเป็นประโยชน์ทั้งในการศึกษาต่อ และการประกอบอาชีพในอนาคต ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม หากเด็กเยาวชนในครอบครัวที่มีรายได้น้อยได้รับการพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับค่าตอบแทนสูงขึ้น ช่วยให้พวกเขาสามารถนำพาครอบครัวก้าวออกจากความยากจนได้ในอนาคต ทักษะความคิดสร้างสรรค์ยังเป็นประโยชน์ต่อการก้าวออกจากประเทศรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายใน 20 ปีของประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความท้าทายของสังคมสูงวัยในปัจจุบัน ซึ่งประชากรที่ออกจากกำลังแรงงานมีจำนวนมากกว่าประชากรวัยแรงงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่กำลังแรงงาน ดังนั้นหากสัดส่วนกำลังแรงงานรุ่นใหม่ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มีผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วยทักษะความคิดสร้างสรรค์ ที่จะเป็นประโยชน์ในเมื่อถูกใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ในยุค 5G ย่อมจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยที่มั่นคงและยั่งยืนได้ในอนาคต สู่การก้าวออกจากกับดักรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้สูงตามเป้าหมาย 20 ปีของประเทศ
“รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ โดยในปีการศึกษา 2563 สพฐ. มีแผนที่จะร่วมสนับสนุนการขยายผลการใช้เครื่องมือนี้ สู่ 42 เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาทั่วประเทศ ผ่านกลไกของศึกษานิเทศก์และสถานศึกษาแกนนำเขตละ 2 สถานศึกษา รวมทั้งในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเป็นกลไกในการขยายผลการดำเนินงานในระดับประเทศต่อไป โดย กสศ. ทำหน้าที่ในฐานะตัวกลางประสานงานกับทุกฝ่าย ทั้งจากกระทรวงศึกษาธิการ องค์การภาครัฐ เอกชน หน่วยงานวิชาการจากทั้งในและต่างประเทศ ในการนำมาตรการที่ร่วมกับ OECD มาปฎิบัติ เพื่อให้เด็กไทยมีทักษะคิดวิเคราะห์ และคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนโรงเรียนต้นแบบที่ใช้เครื่องมือส่งเสริมและประเมินทักษะความคิดสร้างสรรค์และทักษะการคิดวิเคราะห์ในทุกชั้นเรียนของโรงเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษาในอนาคต” ดร.ไกรยส กล่าว
ขณะที่ นายจอห์น กู๊ดวิน ผู้บริหารของมูลนิธิเลโก้ CEO the LEGO Foundation กล่าวว่า จากการประชุมในครั้งนี้สามารถสรุป 10 บทเรียนความสำเร็จในการปฎิรูปเพื่อพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1.การเรียนรู้ผ่านการเล่น 2.การสนับสนุนอย่างมีประสิทธิภาพ 3.การเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เพียงแค่หน่วยงานรัฐ 4.การแบ่งปันความเข้าใจ ภาษา และนิยามของความคิดสร้างสรรค์จะช่วยให้เกิดการนำมาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง 5.องค์กรระหว่างประเทศสามารถเข้ามาสนับสนุนการปฎิรูปได้ 6.คุณครูและผู้นำท้องถิ่นมีบทบาทหลักในการปฎิรูป 7.หลักสูตรที่ชัดเจนจะเป็นแนวทางให้กับนักเรียนและคุณครู 8.ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ 9.การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบถือเป็นหลักการสำคัญ และ 10.การประเมินวัดผล
“เป้าหมายในการจัดการประชุมครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อให้เป็นแนวทางและจุดริเริ่มของนานาประเทศในการปฎิรูประบบการศึกษาในประเทศของตัวเองเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยความรู้และวิธีการที่ถ่ายทอดอยู่ในรายงานทั้งหมดไม่มีผิดหรือถูก มีเพียงแต่ความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพบริบทของสังคมและธรรมชาติของผู้เรียนเท่านั้นเป็นสำคัญ ทางมูลนิธิเลโก้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลการศึกษาในครั้งนี้ จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้มีการปฎิรูปเพื่อความคิดสร้างสรรค์ เป็นแหล่งข้อมูลและเป็นแรงบันดาลใจสำหรับแนวทางการปฎิรูปการศึกษา และเป็นเหมือนตัวจุดประกายให้เกิดการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมด้านความคิดสร้างสรรค์ในวงการการศึกษาต่อไป” นายจอห์น กล่าว
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ด้วยความไม่แสดงอาการของผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัส รวมถึงไม่ได้กักตัวเองตามการคำแนะนำการป้องกันและควบคุม โควิด-19 ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อในกลุ่มคนหมู่มาก แม้จะใกล้ช่วงเปิดเทอมของนักเรียน นิสิตนักศึกษา แต่ก็มีสถานศึกษา โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยหลายแห่งทยอย งดการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัย แล้วจัดการเรียนการสอนรูปแบบ ออนไลน์ เพื่อไม่ต้องให้นิสิตนักศึกษาเดินทางมาเรียน หรือต้องมารวมกลุ่มกัน
เริ่มด้วย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้ออกประกาศ เรื่อง มาตรการและคำแนะนำการป้องกันควบคุม โรคไวรัสโคโรนา 19 (โควิด-19) (ฉบับที่ 6) มีข้อความตอนหนึ่งว่า การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นภาวะการแพร่ระบาดใหญ่ระดับโลก (Pandemic) ขณะเดียวกันได้ตรวจพบมีนักศึกษาของ มธ.จำนวนหนึ่งเคยไปในสถานที่ที่มีความเสี่ยง แม้ว่าจะมีการกักตัวตามมาตรการการควบคุมโรคแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันการ แพร่ระบาด ลดความแออัดและโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อของคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ได้มีการ งดการเรียนการสอน ใน มธ.ท่าพระจันทร์ และศูนย์รังสิต ระหว่างวันที่ 16-22 มีนาคม พ.ศ.2563 และให้เปิดการเรียนการสอนอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2563 หรือจนกว่าจะมีการประกาศเป็นอย่างอื่น โดยคณะต่างๆ เตรียมระบบสนับสนุนการจัด การเรียนการสอนแบบออนไลน์ และดำเนินการให้สามารถเปิด การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ได้ภายในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563
อ่านข่าว-ปิดผับ-สนามมวย-โรงเรียน-มหาวิทยาลัย มีผล 18 มี.ค.นี้


ขณะที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ประกาศหยุดการเรียนการสอนที่ บางเขน 16-22 มีนาคม 2563 และเปิดเรียนตามปกติ 23 มีนาคม 2563 เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยของนิสิต บุคลากร และคณาจารย์ เพื่อลดภาวะความเสี่ยงของการระบาด โดยมหาวิทยาลัยจะมีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดอาคารและสถานที่ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยตามมาตรฐานของ สธ. นอกจากนั้นในมหาวิทยาลัยมีการจัดเตรียมระบบการสนับสนุน การเรียนการสอนออนไลน์ และการ ทำงานแบบออนไลน์ ไว้รองรับนิสิต คณาจารย์และบุคลากรไว้เรียบร้อยแล้ว
ต่อด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จุฬาฯ) ได้ออกประกาศมาตรการหลังพบ ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด–19) รายที่ 1 โดยขณะนี้ได้ให้คณะนิติศาสตร์ปิดทำการเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่ 16-22 มีนาคม 2563 เพื่อฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดตามมาตรฐานทางสาธารณสุขและมีการสอบสวนวงจรการแพร่กระจายเชื้อ โดยบุคลากร ผู้สัมผัสใกล้ชิด ทั้งคณาจารย์ นิสิต เจ้าหน้าที่ของคณะนิติศาสตร์ และสมาชิกในครอบครัวเข้ารับการคัดกรอง และให้หยุดกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งไม่ถือเป็นวันลา และหากมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมทางมหาวิทยาลัยยินดีรับผิดชอบทั้งหมด
ส่วน มหาวิทยาลัยศรีปทุม (ศรีปทุม) ได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ โควิด-19 โดยปิดทำการ ม.ศรีปทุม บางเขน ตั้งแต่วันที่ 15-20 มีนาคม 2563 เพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อทั้งภายในและภายนอกอาคารสถานที่ ตลอดจนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย โดยบุคลากรปฏิบัติงานจากที่บ้าน จะมีการจัด การเรียนการสอนออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม 2563 ซึ่งนักศึกษาไม่ต้องเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัย
เช่นเดียวกับ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ที่มีการระงับการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย วิทยาเขตศาลายา ซึ่งมีนักศึกษาจากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬาติดเชื้อ โควิด-19 มหาวิทยาลัยจึงหยุดการเรียนการสอนในส่วนของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ระหว่างวันที่ 14-22 มีนาคม 2563 และได้จัด การเรียนการสอนออนไลน์ หรือดำเนินการเรียนการสอนเพิ่มเติมในภายหลัง พร้อมทั้งมหาวิทยาลัยได้ประกาศ หยุดเรียนวิทยาเขตศาลายา ระหว่างวันที่ 16-20 มีนาคม 2563 สำหรับส่วนที่มีความพร้อมให้การดำเนินงานจัด การเรียนการสอนออนไลน์ ได้

ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) มีการจัดทำข้อเสนอการแก้ไขการแพร่ระบาด โควิด-19 ในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ขณะนี้ และมีมหาวิทยาลัยบางแห่งสร้างระบบ ป้องกัน ล่วงหน้าไว้แล้วอย่างดี เช่นให้มี การเรียนการสอนผ่านทางระบบออนไลน์ เป็นต้น แต่ยังเป็นการดำเนินการเป็นรายเฉพาะเท่านั้น ยังไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างทั่วทุกสถาบัน ซึ่งข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยาบ่งบอกชัดแจ้งแล้วว่าการระบาดครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ ทปสท.จึงขอนำเสนอและเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเพิ่มมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดที่รัดกุมและครอบคลุมครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ และมหาวิทยาลัยเอกชน ขอให้เพิ่มมาตรการการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้นักศึกษา ตลอดจนหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย
โดยปรับระบบวิธีการทำงานให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยทำงานผ่าน ระบบออนไลน์ เป็นหลักในที่พักของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางและการรวมกลุ่มกันในสถาบันอุดมศึกษา หากมีภารกิจที่ต้องมาปฏิบัติงานในสถานที่ทำงานให้ดำเนินการเป็นกรณีเฉพาะเป็นครั้งๆ ไป อาทิ การประชุมคณะกรรมการ ฯลฯ เพื่อลดการพบปะกันเป็นหมู่คณะให้มากที่สุด

ตบท้ายด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) ออกประกาศ หยุดการเรียนการสอน 13-16 มีนาคม 2563 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ประกาศหยุดการเรียนการสอน 16 มีนาคม–19 เมษายน 2563 โดยจะใช้การเปิดสอนผ่านทางระบบ ออนไลน์ ทดแทน และ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) จะเปิดสอนผ่านระบบออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 เมษายน–11 พฤษภาคม 2563
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประกาศยกเลิกการเรียนการสอนในห้องเรียนตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2563 และจะจัดการเรียนการสอนออนไลน์เต็มรูปแบบ รวมถึง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) งดการเรียนการสอนในชั้นเรียนของทุกรายวิชาในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2563
ทั้งนี้ขอให้อาจารย์ผู้สอนทำการสอนชดเชยโดยใช้เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงได้ตามความเหมาะสม และยกเลิกการจัดสอบกลางภาคโดยส่วนทะเบียนและประมวลผล ระหว่างวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม ถึงวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2563 โดยให้อาจารย์ผู้สอนและ/หรืออาจารย์ผู้ประสานงานรายวิชาพิจารณาดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการวัดและประเมินผลตามความเหมาะสม
อย่างไรก็ตามด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โควิด-19 ขยายในวงกว้าง ส่งผลให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศงดการเรียนการสอนในชั้นเรียนและจัด การเรียนการสอนออนไลน์ หรือมีมาตรการต่างๆ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอนของนิสิตนักศึกษา และเพื่อป้องกัน โควิด-19
ทปสท.เรียกร้องทำงานที่บ้าน
ที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) ได้จัดทำข้อเสนอการแก้ไขการแพร่ระบาด โควิด-19 ในสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ขณะนี้ และมีมหาวิทยาลัยบางแห่งสร้างระบบป้องกันล่วงหน้าไว้แล้วอย่างดี เช่น ให้มีการเรียนการสอนผ่านทางระบบออนไลน์ เป็นต้น แต่ยังเป็นการดำเนินการเป็นรายเฉพาะเท่านั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นในวงกว้างทั่วทุกสถาบัน ซึ่งข้อเท็จจริงทางระบาดวิทยาบ่งบอกชัดแจ้งแล้วว่าการระบาดครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ ทปสท.จึงขอนำเสนอและเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเพิ่มมาตรการในการป้องกันการแพร่ระบาดที่รัดกุมและครอบคลุมครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับ และมหาวิทยาลัยเอกชน ขอให้เพิ่มมาตรการการจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ให้นักศึกษา
ตลอดจนหลีกเลี่ยงการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย โดยปรับระบบวิธีการทำงานให้บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยทำงานผ่านระบบออนไลน์เป็นหลักในที่พักของตนเพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางและการรวมกลุ่มกันในสถาบันอุดมศึกษา หากมีภารกิจที่ต้องมาปฏิบัติงานในสถานที่ทำงาน ให้ดำเนินการเป็นกรณีเฉพาะเป็นครั้งๆ ไป อาทิ การประชุมคณะกรรมการ ฯลฯ เพื่อลดการพบปะกันเป็นหมู่คณะให้มากที่สุด
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

การป้องกัน การเฝ้าระวัง การควบคุมโรคโควิด-19 ที่ดีที่สุด ต้องเริ่มจากทุกคนช่วยกันดูแลตัวเอง และหากมีภาวะความเสี่ยง มีอาการไข้หวัด ควรรีบไปพบแพทย์ หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด พื้นที่สาธารณะ และควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ต้องร่วมด้วยช่วยกัน
อ่านข่าว… กระทรวงอุดมศึกษา สั่งเรียนออนไลน์ เลื่อนรับปริญญาไม่มีกำหนด
ขณะนี้สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิด -19 ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ในการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดจนเข้าสู่ระยะที่ 3 (ปัจจุบันไทยอยู่ในระยะที่ 2)
ในส่วนสถาบันการศึกษา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวัง ดูแลนักเรียนนักศึกษาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาจีน บุคลากรจีนมาเรียน มาทำงานอยู่จำนวนมาก อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มีนักศึกษาจีนมาเรียนประมาณ 3,000 คน ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ และปรับเปลี่ยนวิธีสอบไฟนอลเป็นการประเมินผลผ่านโครงงานแทน

ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม
ผศ.ดร.ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์และพบผู้ป่วยไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มหาวิทยาลัยมีความเป็นห่วงนักศึกษาจีนที่มาเรียนประมาณ 3,000 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ประเทศจีนยังไม่กลับมา ประมาณ 2,400 คน และอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัยเพียง 600 คน
โดยมีการคัดกรองส่วนกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงจะออกพาสปอร์ตเหลืองให้ ต้องมาตรวจวัดไข้ 14 วัน ถ้า 14 วันไม่มีอาการใดๆ จะได้พาสปอร์ตเขียว ปัจจุบันนี้นักศึกษาจีนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทั้ง 600 คนถือพาสปอร์ตสีเขียว และทุกทางขึ้นอาคารต่างๆ หน้าลิฟต์และหน้าห้องเรียน จะมีเจลล้างมือ ไว้ให้บริการ และเน้นทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย และรณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัยพร้อมทั้งจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ผ่าน Teacher mate ของ Tencent ให้แก่นักศึกษาที่อยู่ที่ประเทศจีน และปรับวิธีการสอบไฟนอลมาเป็นการประเมิินผลจากการส่งโครงงาน หรือ project based ส่งอาจารย์ผู้สอนแทน

นอกจากนั้นในมหาวิทยาลัยได้มีการเฝ้าระวัง มีมาตรการการป้องกัน อาทิ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคบริเวณรอบมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง จะมีเจ้าหน้าที่ทำการวัดไข้ให้นักศึกษาทุกคนก่อนเข้าห้องเรียน และที่พักอาศัย จัดเตรียมหน้ากากอนามัยไว้บริการนักศึกษาฟรี และเน้นย้ำให้นักศึกษาใส่หน้ากากอนามัยเข้าเรียนทุกคน และได้ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมาทำงานตามปกติ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้ความสำคัญในการดูแล เฝ้าระวังทั้งนักศึกษาจีน นักศึกษาไทย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคนด้วยมาตรการที่เข้มข้น
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัยได้มีมาตรการในการดูแล เฝ้าระวังทั้งนักศึกษาจีน และนักศึกษา รวมถึงคณาจารย์และบุคลากรต่างๆ เตรียมพร้อม เฝ้าระวัง หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่ชุมชน กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เป็นต้น

ทำงานที่บ้านผ่านดิจิทัล
จากสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการระบาดเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งเกาหลี อิตาลี อิหร่าน และสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในกรณีที่มีการระบาดอย่างกว้างขวางในประเทศ โดยหน่วยงานราชการถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมทำงานที่บ้านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งระบบการทำงานและระบบออนไลน์เพื่อให้การทำงานของหน่วยราชการนั้นๆ และการให้บริการประชาชนไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดความรุนแรงของการระบาด
ซึ่งขณะนี้หน่วยงานราชการก็มีระบบการทำงานผ่านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ได้แก่ เอกสารดิจิทัล (E-Doccument) การประชุมขนาดเล็กผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Meeting) และการประชุมขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ระบบ E-conference ที่เป็นการประชุมขนาดใหญ่ก็มีระบบที่รองรับซึ่งมีความพร้อมในระดับหนึ่ง เหลือเพียงกฎระเบียบบางเรื่องที่ยังคงต้องมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติงานจริง
ขณะเดียวกันบริษัทเอกชนต่างๆ มีแนวโน้มให้พนักงานทำงานที่บ้านเช่นกัน เช่น “แกร็บ” บริษัทแกร็บ โฮลดิ้งส์ อิงค์ ประกาศปิดสำนักงานในไทยและสิงคโปร์เป็นเวลา 5 วัน แนะนำให้พนักงานทำงานที่บ้านจนถึงวันที่ 13 มีนาคม เพื่อให้บริษัททำความสะอาดและฆ่าเชื้อในสำนักงาน

“เครือเจริญโภคภัณฑ์”ทำงานที่บ้านกรณีพนักงานผู้ซึ่งตนเองหรือผู้ที่พักอาศัยอยู่ด้วยกันเดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้ผู้บังคับบัญชาแจ้งพนักงานผู้นั้นทำงานที่บ้านและสังเกตอาการเป็นเวลา 14 วันนับจากวันที่เดินทางกลับ
ธนาคารกรุงเทพ ได้สั่งพนักงานทำงานที่บ้าน 14 วัน หลังพบพนักงานติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่ชั้น 26 อาคารแสงทองธานี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ออกประกาศมาตรการให้พนักงานและลูกจ้างทำงานที่บ้าน และงดให้บุคคลภายนอกเข้าอาคาร Circle Living Prototype เป็นเวลา 14 วัน เนื่องด้วย ททท. ได้รับแจ้งจากนิติบุคคลอาคารชุดว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 59
กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานที่เดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงติดโรคตามประกาศของสำนักงานกสทช. หรือมีเหตุสงสัยว่าติดเชื้อ ให้ผู้นั้นปฏิบัติงานในที่พัก 14 วันโดยไม่ถือเป็นวันลา
3-เทคนิคทำงานที่บ้าน
Work from home ดูจะเป็นคำตอบของสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นหลายประเทศ เริ่มใช้มาตรการแก้ไขควบคู่ไปกับการป้องกันในหลากหลายมิติ ไม่เว้นแม้แต่การปิดออฟฟิศและอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ ที่เราเริ่มเห็นหลายๆ องค์กรระดับโลกตัดสินใจนำมาใช้ แต่การทำงานนอกสถานที่หรือทำงานที่บ้านจำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือที่มีความครบเครื่องและครบครันมากที่สุด ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้เราทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่สะดุด ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างจากการทำงานในออฟฟิศ
เทคโนโลยีและเครื่องมือดิจิทัลโปรแกรม LINE คือคำตอบที่ทำให้คนทำงานสามารถใช้ชีวิตแบบดิจิทัลไลฟ์สไตล์ผ่านโทรศัพท์มือถือของตัวเองได้ แม้ไม่เจอกันก็ใกล้กันได้ สื่อสารกันได้ ทำงานด้วยกันได้ทุกที่ ทุกเวลาด้วยเทคนิคที่ช่วยการทำงานที่บ้าน (Work from Home)
ออฟฟิศเสมือนจริง ควรสร้างบรรยากาศทำงานจริงๆ เสียก่อน เพราะหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับการทำงานที่บ้าน จึงต้องจัดเตรียมพื้นที่ทำงานที่บ้านให้เหมาะสม และสร้างบรรยากาศให้พร้อมทำงานเหมือนกำลังอยู่ในสำนักงาน เพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้มากขึ้นด้วยกำหนดเวลาการทำงานให้ชัดเจนที่ขาดไม่ได้คือสัญญาณอินเทอร์เน็ตต้องไม่สะดุด และเพื่อให้เราโฟกัสกับการทำงานมากขึ้น
การสื่อสารก็เป็นหัวใจของการทำงานที่บ้านหลายคนรู้แล้วว่าหากมีเรื่องไม่ด่วนก็ทักแชตส่วนตัวหรือต้องการคุยงานแบบหลายคน ก็สร้างกลุ่มแชตที่จะทำให้เพื่อนร่วมงานได้อัพเดทไปพร้อมๆ กันทั้งยังสามารถใช้ในรูปแบบ Voice หรือ VDO เพื่อประชุมเรื่องสำคัญให้ทุกคนรับรู้พร้อมกันทั้งเสียงและวิดีโอสามารถคอมเมนต์ แสดงความคิดเห็น ระหว่างที่มีสมาชิกในกลุ่มมีฟีเจอร์ช่วยรับส่งไฟล์ เอกสารไฟล์ขนาดใหญ่ ก็สามารถใช้ฟีเจอร์สแกนข้อความตัวอักษรโดยไม่ต้องพิมพ์
อย่างไรก็ตามข้อดีของการทำงานในสำนักงานคือเห็นการทำงานของกันและกันได้อย่างชัดเจน ส่วนการทำงานที่บ้าน หากมีเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ก็สามารถช่วยให้ทำงานได้ดีไม่ต่างจากสำนักงานจึงควรจัดลำดับความสำคัญของงาน และกำหนดระยะเวลาให้งานแต่ละชิ้น เพื่อจะได้จัดสรรเวลาได้ถูกต้อง เมื่อถึงเวลาพักก็ต้องพัก และพร้อมทำงานชิ้นใหม่
#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีจุดศูนย์กลางในประเทศจีน อัตราผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากหลักสิบปลายปีที่แล้วทะยานสู่หลักหมื่นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ การรับมือของจีนที่เราเห็นไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์แพทย์พยาบาลกว่า 4 หมื่นคน สร้างโรงพยาบาลภายในเวลาไม่กี่วัน และการใช้มาตรการที่เข้มข้น รวมถึงเทคโนโลยี ทำให้สถานการณ์โรคเริ่มชะลอในขณะนี้
อ่านรหัสพันธุกรรมใน1สัปดาห์
หลังจากที่พบผู้ป่วยคนแรกช่วงสิ้นเดือนธันวาคม 2562 นักวิทยาศาสตร์จีนและประเทศต่างๆ ได้แยกตัวเชื้ออย่างรวดเร็ว สามารถเพาะเชื้อและอ่านรหัสพันธุกรรมได้ภายใน 1 สัปดาห์ โดยเพาะเลี้ยงเชื้อ 104 สายพันธุ์ จากคนไข้ 104 คน พบว่า มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกับค้างคาว 96% แต่ที่ยังไม่ทราบคือมาจากค้างคาวโดยตรงหรือไม่
เมื่อเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม 104 ตัวอย่าง พบว่าเกือบจะเหมือนกัน 99.9% แสดงว่าเชื้อในผู้ป่วยแต่ละคนเป็นชนิดเดียวกัน ทำให้มองเห็นแล้วว่าต้องจัดการอย่างไร สุดท้ายคือการวิเคราะห์การชันสูตรผู้เสียชีวิตว่าเชื้อเข้าไปอย่างไร อวัยวะมีปัญหาอย่างไร โดยรายงานผลพบว่าพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่ปอดทำให้แพทย์สามารถเตรียมการได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 16-24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลจีนและนานาชาติ รวมทั้งหมด 25 คน จาก 8 ประเทศ ลงพื้นที่ 4 มณฑล ได้แก่ ปักกิ่ง เสฉวน (เมืองเฉินตู) กวางตุ้ง (เมืองกวางเจา และเสิ่นเจิ้น) และหูเป่ย (เมืองอู่ฮั่น) ทั้งหมด 9 วัน เพื่อพบปะ สัมภาษณ์ ผู้ปฏิบัติงานและผู้บริหาร ศึกษาข้อมูลสถานที่เกิดเหตุจริง ศึกษาบทเรียนที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทั่วโลกเพื่อให้เกิดข้อแนะนำและป้องกันออกมาเป็นรายงานฉบับย่อมเพื่อเป็นกรณีศึกษาในการรับมือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึงในอนาคต

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล
ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักการวิจัยแห่งชาติ กล่าวในงานสัมมนาวิชาการ “องค์การอนามัยโลก เจออะไรที่ประเทศจีน” บทเรียนสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติว่า ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเห็นได้ชัดว่าโควิด-19 เป็นเหตุการณ์ใหญ่ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและแพร่กระจายไปทั่วโลก มาตรการที่ถูกนำไปใช้จึงต้องใหญ่ ทั้งด้านกำลังคนในการส่งแพทย์พยาบาลมากกว่า 4 หมื่นคนเข้าไปในหูเป่ย เพื่อควบคุมโรคภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เราเห็นข่าวสร้างโรงพยาบาลสนาม และมีการเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลที่มีอยู่ 45 แห่ง มาดูแลคนไข้กลุ่มนี้โดยเฉพาะ แบ่งเป็น 9 แห่งดูแลคนไข้หนัก ต้องอยู่ในไอซียู ใส่เครื่องช่วยหายใจ และอีก 36 แห่งที่จำเพาะสำหรับดูแลคนกลุ่มนี้ ในขณะเดียวกันก็มีข่าวดี คือในช่วงที่ผ่านมาจำนวนผู้ติดเชื้อในจีนลดลงเรื่อยๆ ในระดับที่ระบบพอจะจัดการได้
ความน่าสนใจของรายงานพบว่ารายงานฉบับแรกบอกว่าจีนพบผู้ป่วยรายแรกประมาณ 30-31 ธันวาคม แต่จีนได้มองย้อนกลับไปเคสแรกที่อาจจะเจอคือวันที่ 8 ธันวาคม 2562 (ยืนยันผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ) หรือประมาณ 2 ธันวาคม 2562 (การวินิจฉัยทางคลินิกรายแรก)

ทั้งนี้อาการของผู้ป่วยที่พบ 87.9% มีไข้ และ 2 ใน 3 หรือ 67.7% ไอแห้ง 38.1% อ่อนเพลีย 33.4% ไอมีเสมหะ 18.6% หายใจลำบาก 14.8% ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดข้อ 13.9% เจ็บคอ 13.6% ปวดศีรษะ 11.4% หนาวสั่น 5.0% คลื่นไส้ อาเจียน 4.8% คัดจมูก 0.9% ไอเป็นเลือด และ 0.8% ตาแดง
หากดูอัตราการติดเชื้อและอัตราการตายในแต่ละกลุ่ม พบว่า อายุน้อย ป่วยน้อยไม่รุนแรง ส่วนคนที่อายุมาก จะป่วยมากกว่า และอาการรุนแรง ปัจจุบันอัตราตายโดยเฉลี่ย 0.7% เนื่องจากองค์ความรู้ดีขึ้นทำให้อัตราตายลดลง ความเป็นไปของโรค 80% เป็นคนไข้ที่มีอาการเบา 14% ป่วยหนักประมาณ 6% ต้องเข้าไอซียู ใช้เครื่องช่วยหายใจ และเสียชีวิต 1 ใน 3 ของคนที่ป่วยหนัก ส่วนพยาธิสภาพที่ทำให้เสียชีวิต คือ ปอดได้รับอันตราย มีมูก มีเลือดออกในถุงลม คล้ายปอดอักเสบจากไวรัสอื่นๆ บุคลากรทางการแพทย์ติดเชื้อ 2,055 ราย จาก 476 โรงพยาบาลทั่วประเทศจีน ส่วนใหญ่ติดเชื้อในช่วงต้นของการระบาด

นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์
มาตรการจีน 4 ระดับ 9 ด้าน
นพ.ศุภมิตร ชุณห์สุทธิวัฒน์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในรายงานของ WHO ระบุว่าจีนมีการจัดโครงสร้างการรับมือตอบโต้การระบาด โดยใช้แผนที่มีอยู่คล้ายๆ กับไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ แต่เนื่องจากประเทศจีนใหญ่ จำนวนประชากรมากกว่าไทย ดังนั้นเขาต้องเตรียมแผนโดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และตำบลหมู่บ้าน
ทั้งนี้ในการตอบโต้เชื้อไวรัสของจีนมีการจัดระบบกลไกทำงาน 9 ด้าน คือ 1.ด้านการประสานงาน 2.การระบาดวิทยาสอบสวนป้องกันโรค 3.ดูแลรักษาผู้ป่วย 4.ด้านการวิจัย 5.สื่อสารสาธารณะ 6.ประสานงานระหว่างประเทศ 7.การจัดหาเวชภันฑ์ที่จำเป็นมาใช้ 8.ช่วยเหลือดูแลประชาชนให้สามารถใช้ชีวิตโดยปกติ และ 9.รักษาความมั่นคงของสังคม
“การเตรียมงานแต่ละด้านจะมีหัวหน้าผู้กำกับดูแลการทำงานในระดับกระทรวง แบ่งหน้าที่ให้แต่ละกระทรวงกันไปทำ โดยมีกฎหมาย ระเบียบต่างๆ รองรับอย่างเข้มแข็ง ยกระดับการควบคุมโรค เป็นระดับประเทศ ทุกจังหวัดต้องดูแลอย่างเข้มข้นภายใน 1 เดือนนับตั้งแต่การประกาศ แผนของจีนเรียกว่ายุทธศาสตร์ก็ว่าได้ เพราะรีบทำขึ้นมาและถ่ายทอดในระดับท้องถิ่น ปรับแผนให้ใช้ตามพื้นที่ โดยอาศัยองค์ความรู้และประเมินความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทแตกต่างกัน”

ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ของจีน แบ่งตามระดับความเสี่ยงและสภาพปัญหาในพื้นที่ 4 ประเภท คือ 1.พื้นที่ที่ยังไม่มีการระบาด ใช้การป้องกันอย่างเข้มงวด ดูแลเป็นพิเศษในศูนย์กลางคมนาคม รถไฟ สนามบิน เพื่อไม่ให้นำเชื้อเข้ามา 2.พื้นที่เริ่มมีผู้ป่วย ใช้มาตการ ค้นหา ควบคุมการระบาดในพื้นที่ ป้องกันไม่ให้แพร่ 3.พื้นที่มีการระบาดเป็นกลุ่ม ต้องควบคุมการแพร่โรคให้ได้มากที่สุด ป้องกันการแพร่ไปยังพื้นที่อื่น ให้การรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด และ 4.พื้นที่ระบาดอย่างมาก ใช้ยุทธศาสตร์การดูแลผู้ป่วยเป็นหลักและควบคุมการแพร่เชื้อ เพื่อให้ประชาชนดำรงชีวิตได้อย่างปกติ ขณะเดียวกันก็ควบคุมการเดินทางให้อยู่ที่บ้านเป็นหลักอีกด้วย
งดฉลองตรุษจีนทั่วประเทศ
สำหรับการจัดความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยของประเทศจีนจุดที่โดดเด่น คือ ระดมผู้ป่วยมาอยู่ด้วยกัน ในสถานที่เดียวกัน และระดมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทรัพยากร เวชภัณฑ์ต่างๆ ให้การรักษาแบบโรงพยาบาลพิเศษ มีการก่อสร้างโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วรองรับผู้ป่วย ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วตอนซาร์ส ถัดมาคือให้ทุกเมืองทุกอำเภอปรับโรงพยาบาล รองรับผู้ป่วย ให้ทีมแพทย์ พยาบาล และทรัพยากรต่างๆ ดูแลในจุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
จุดเด่นของจีนคือลดการสัมผัสในพื้นที่อย่างเข้มข้น สั่งไม่ให้ฉลองตรุษจีนทั่วประเทศ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะตรุษจีนของจีนใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงอีเวนท์ งานมหรสพทุกอย่างงดหมด ทำให้การแพร่โรคป้องกันได้มาก มีการเหลื่อมเวลาการทำงาน ควบคุมการเดินทางเข้าออกจากพื้นที่ที่มีการระบาดอย่างเข้มข้น ในพื้นที่ที่มีการระบาดไม่มากก็ควบคุมอย่างเหมาะสม แม้ของไทยจะยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่หากเตรียมระยะ 3 จะต้องเพิ่มมาตรการตรงส่วนนี้ เรียนรู้จากจีน จะเป็นไปได้หรือไม่หากเราจะงดเทศกาลสงกรานต์ เรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ
“นอกจากนี้ยังมีการดูแลจิตใจของประชาชน โดยระดมหน่วยงาน อาสาสมัครระดับประเทศ ชุมชน ดูแลในส่วนนี้เพื่อให้คนที่อยู่บ้านมีอาหาร จีนมีพลังทางด้านไอที ซึ่งเขาได้เอามาใช้ทำให้คนอยู่บ้านมีข้าวของ ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ”
นพ.ศุภมิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการทำงานของไทย เริ่มต้นรับมือกับโควิด-19 มาตั้งแต่เดือนมกราคม หลังจากทราบว่ามีเหตุการณ์ผิดปกติในจีน เราเริ่มต้นคัดกรองผู้เดินทางโดยเฉพาะจากอู่ฮั่น และจากจีนทั้งหมดต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำได้ค่อนข้างรวดเร็ว เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์เพราะไทยมีประสบการณ์รับมือไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ ระหว่างนั้นเราก็มีประสบการณ์โรคเมอร์ส และความเสี่ยงอีโบล่า ดังนั้นศักยภาพเดิมเรามีพอสมควรทำให้เริ่มต้นได้เร็ว
“เราผ่านระยะที่ 1 มาแล้ว ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 คือ เริ่มมีการติดเชื้อในประเทศ ในวงจำกัด แต่ยังมีความกังวลว่าบางคนอาจจะติดเชื้อมา แต่อาการน้อย อยู่ในระยะฟักตัว เราต้องเผื่อว่าอาจจะมีระยะ 3 คือ มีการแพร่โรค ขยายตัวออกไป จนถึงระดับที่เราตามไม่ถูกว่ามาจากไหน จึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อความไม่ประมาท ต้องป้องกัน เพื่อไม่ให้แพร่”

ดร.แดเนียล แฮร์เทสซ์
จำกัดเคส ปชช.ร่วมมือพาไทยผ่านวิกฤติ
ด้าน ดร.แดเนียล แฮร์เทสซ์ WHO Representative to Thailand กล่าวว่า ในฐานะ WHO มีหน้าที่ดูแลโรคติดต่อและโรคทั่วไประดับโลก จุดประสงค์ที่มาช่วยในเรื่องโควิด-19 คือการดูแล เตรียมการ ควบคุมโรค โดยทำงานร่วมกับนักวิชาการทางด้านสาธารณสุขเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ตั้งแต่การทำความเข้าใจโรค การระบาด มาตรการการรักษา เรื่องสารพันธุกรรม และร่วมมือกับห้องปฏิบัติการเพื่อศึกษาโรค ทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อดูว่ามีอาการทางคลินิกอย่างไร
สำหรับจีนสามารถจัดการกับการระบาดของโรคได้ดี การใช้มาตรการต่างๆ ทำให้ลดการติดเชื้อเป็นมาตรการควบคุมโรคทำได้เร็ว และทำได้อย่างเต็มที่ เพราะมีภาคประชาชนสนับสนุน สิ่งที่เรียนรู้จากจีนสามารถไปประยุกต์ใช้ได้ทุกที่ อันดับ 1 คือ ต้องหาเคสจำกัดการแพร่เชื้อไม่ให้ระบาดเป็นวงกว้าง ตอนนี้ไทยเป็นระยะ 2 โอกาสที่แพร่ระบาดก็ยังมี ดังนั้นต้องเตรียมตัวควบคุมเพื่อให้อยู่ในระยะเดิม เพราะหากเราป้องกันได้จะทำให้เกิดการระบาดช้าลง เตรียมพร้อมด้านสาธาณสุข ให้ประชาชนมีความรู้ และความพร้อม ต้องทำการสำรวจทุกที่ที่เป็นไปได้ หากมีผู้ป่วยต้องตรวจและรีบแยก ไม่ให้มาระบาดเพิ่มเติม รวมถึงติดตามผู้ที่เสี่ยงได้อย่างครอบคลุม จะทำให้ระบบห่วงโซ่การติดเชื้อลดลง และไทยจะสามารถผ่านวิกฤติได้

“ถัดมาคือใช้มาตรการด้านสาธารรสุขให้ประชาชนทุกคนช่วยเหลือ ป้องกัน ล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาด ด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกอฮอลล์เจล หากไอให้ไอใส่ทิชชู่ หรือแขนเสื้อ ไอแล้วให้ทิ้งทิชชู่และล้างมือ พยายามรักษาระยะห่างจากคนอื่น 1 เมตร หลีกเลี่ยงอย่าจับปาก ตา จมูก บางคนติดนิสัย ตอนนี้ต้องหยุดได้แล้ว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทุกคนทำได้ ต้องพยายามทำ เพื่อลดการระบาดโควิดและโรคอื่นๆ ด้วย” Dr.Daniel กล่าวทิ้งท้าย