‘เศรษฐา’ นำประชุม สส.เพื่อไทย ‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำมีแผนปรับความพร้อมพรรคทุกด้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561823

24 ต.ค. 2566

‘เศรษฐา’ นำประชุม สส.เพื่อไทย ‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำมีแผนปรับความพร้อมพรรคทุกด้าน

‘เศรษฐา’ นำประชุม สส.เพื่อไทย แนะอย่าลืมวางยุทธศาสตร์เลือกตั้งท้องถิ่นเพื่อชัยชนะระดับชาติ ด้าน ‘อุ๊งอิ๊ง’ ย้ำมีแผนปรับความพร้อมทุกด้านของพรรค

วันที่ 24 ต.ค. เมื่อเวลา 16.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นส.แพทองธาร ชินวัตร กรรมการบริหาร และ สส.พรรคเพื่อไทย ได้ร่วมประชุมประจำสัปดาห์ โดย นส.แพทองธาร ได้กล่าวกับที่ประชุม ว่า เราได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงมากมาย 1-2 เดือนที่ผ่านมา จะผลงานมากมายของนายกฯ เรามีแผนที่จะปรับเปลี่ยนพรรคให้มีความพร้อมมากขึ้นในทุกด้าน ทั้งถนัดและไม่ถนัด 

“พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ตนต้องการความร่วมมือจากพรรคร่วมรัฐบาล และจากพรรคเพื่อไทย มาแลกเปลี่ยนความรู้ในแต่ละด้าน เพราะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งอาจจะไม่มีความรู้ในกระทรวงต่างๆ จึงอยากให้แชร์ความรู้ ประสบการณ์ ความสามารถร่วมกัน เชื่อว่า สส. ที่อยู่ในกระทรวงต่างๆ อยากจะเรียนรู้ร่วมกัน” น.ส.แพทองธาร กล่าว

ด้านนายเศรษฐา  กล่าวถึงความกังวลใจในการเลือกตั้งซ่อม สส. และการเลือกตั้งท้องถิ่น ได้เน้นย้ำให้ สส. มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เมื่อเป็นรัฐบาลจะลืมการเลือกตั้งท้องถิ่น ถือว่าเป็นสัญญาณไม่ดีสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป

ส่วนความสัมพันธ์ของรัฐบาล-สส. หลายคนทำงานหนัก แต่ก็ต้องดูผลงานระยะสั้นเพื่อจะทำนโยบายบรรเทาทุกข์ให้กับประชาชน “ผมจะเข้าพรรคให้บ่อยขึ้น จะต้องรับฟังปัญหาของประชาชนผ่าน สส.ในพื้นที่ แก้ไขปัญหา ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น“ นายเศรษฐา กล่าว

ทั้งนี้นายเศรษฐา กล่าวทิ้งท้ายในที่ประชุมว่า ผมขอชวนไปดูหนังเรื่องสัปเหร่อ วันพรุ่งนี้ (25 ต.ค.) เวลา 19.45 น. ขอให้ทุกคนแต่งตัวจัดให้เต็ม ผ้าขาวม้า โจงกระเบนมาให้หมดให้เป็นซอฟต์พาวเวอร์

ครม.ไฟเขียว ‘พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ’ นั่งเลขา ป.ป.ส.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561794

24 ต.ค. 2566

ครม.ไฟเขียว 'พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ' นั่งเลขา ป.ป.ส.

ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ “พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ” ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็น เลขาฯ ป.ป.ส. หลัง กระทรวงยุติธรรม รับโอนย้าย

24 ต.ค.2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม มีวาระเพื่อพิจารณาที่สำคัญหลายวาระ และหนึ่งในวาระที่เป็นที่จับตา คือ การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เลขาป.ป.ส.) ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2566 กระทรวงยุติธรรม ได้ส่งหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรื่องขอรับโอนข้าราชการ โดยพิจารณาเห็นว่า พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.)  เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จึงมีความประสงค์ขอรับโอน ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประเภทบริหารระดับสูง 

ครม.ไฟเขียว พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ นั่งเลขาฯ ป.ป.ส.ครม.ไฟเขียว พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ นั่งเลขาฯ ป.ป.ส.

ล่าสุด นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทนักบริหารระดับสูง ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ ให้โอนข้าราชการตำรวจ พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  (ผช.ผบ.ตร.) มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ (ประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ทั้งนี้ หากย้อนไปในอดีต มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ส. จนถึงปัจจุบัน มาแล้ว 19 คน โดยในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 12 คน และอีก 7 คน มาจากตำรวจ โดยตำรวจที่เคยโอนมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ ป.ป.ส. รายล่าสุดคือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. คนที่ 14 ดำรงตำแหน่งในช่วงปี 2555-2557

มท.1 ลงนามตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561798

24 ต.ค. 2566

มท.1 ลงนามตั้ง "ไตรศุลี ไตรสรณกุล" เป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย

รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่ง แต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็น โฆษกกระทรวงมหาดไทย

มท.1 ลงนามตั้ง "ไตรศุลี ไตรสรณกุล" เป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย

ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป เพื่อให้การดำเนินการด้านการประชาสัมพันธ์ การชี้แจงข้อมูลข่าวสาร การเผยแพร่ภารกิจและการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงมหาดไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สำหรับประวัติของ น.ส.ไตรศุลี นั้น  เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2532 ที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นบุตรสาวของนายวิชิต ไตรสรณกุล นักการเมืองท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ จบการศึกษาด้านรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มท.1 ลงนามตั้ง "ไตรศุลี ไตรสรณกุล" เป็นโฆษกกระทรวงมหาดไทย

น.ส.ไตรศุลี ได้รับการทาบทามจากพรรคภูมิใจไทยและการสนับสนุนจากบิดา จึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเป็นครั้งแรก ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 ลำดับที่ 30

แม้จะไม่ได้รับเลือกตั้งในการลงสมัครครั้งนี้ แต่น.ส.ไตรศุลี ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย น.ส.ไตรศุลี จึงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้นจากการเป็นผู้แถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี

ในปี 2566 ไตรศุลี ได้รับแต่งตั้งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวง

เปิดใจ ‘แรมโบ้อีสาน’ ลาออก ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่ทิ้งการเมือง-ถอยมาตั้งหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561782

24 ต.ค. 2566

เปิดใจ ‘แรมโบ้อีสาน’ ลาออก ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่ทิ้งการเมือง-ถอยมาตั้งหลัก

‘แรมโบ้อีสาน’ ดร.เสกสกล เปิดใจ ลาออกสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ทิ้งสนามการเมือง แต่ขอถอยห่างออกมา เป็นกองหนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคที่ทุ่มทุนสร้างมากับมือ ส่งผลให้ แม่เลี้ยงติ๊ก เลื่อนระบบบัญชีรายชื่อของพรรคขึ้นมาลำดับ 15 แทน

เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2566 มีรายงานว่า “แรมโบ้อีสาน” หรือ ดร.เสกสกล อัตถาวงศ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี(นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค)และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นนายทะเบียนพรรคการเมืองแล้ว ตั้งแต่ ต้นเดือนตุลาคม 2566

แรมโบ้อีสานแรมโบ้อีสาน

“แรมโบ้อีสาน” ถือเป็นผู้ก่อตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีชื่อเป็นผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับที่ 15 ซึ่งหากดร.เสกสกล ลาออกจะเลื่อนผู้สมัครลำดับถัดไปขึ้นมาคือ นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู หรือ แม่เลี้ยงติ๊ก อยู่ลำดับที่ 16 เพราะขณะนี้บัญชีรายชื่อของพรรคถึงลำดับที่ 14 แล้ว

ดร.เสกสกล ผู้ก่อตั้งพรรคและเป็นรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแม่ทัพประสานงานผู้สมัคร สส.ในภาคอิสาน ถือเป็นกำลังสำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติคนหนึ่ง และมีจุดยืนที่ชัดเจน เป็นเงาตามตัวเคียงข้าง ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนานกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมา

แรมโบ้อีสาน มีจุดยืนที่ชัดเจน เป็นเงาตามตัวเคียงข้าง ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี แรมโบ้อีสาน มีจุดยืนที่ชัดเจน เป็นเงาตามตัวเคียงข้าง ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี

“แรมโบ้อีสาน” เปิดใจ กับ ‘คมชัดลึก’ ว่าได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ และมีผลทำให้หลุดจากทุกตำแหน่งของพรรคด้วย การลาออกครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเลิกเล่นการเมือง หรือทิ้งสนามการเมือง

ยืนยันไม่เลิกเล่นการเมือง แต่ถอยออกมาตั้งหลัก อยากเป็นคนอยู่เบื้องหลัง ทำคุณประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมืองได้เหมือนกัน อีกทั้งเป็นช่วงเวลาต้องดูแลรักษาสุขภาพตามแพทย์สั่งหลังผ่าตัดเข่า

“ผมพอใจที่พรรคร่วมไทยสร้างชาติ เติบโตและมี สส.ถึง 36 คน แม้ไม่บรรลุเป้าหมาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผมอยากเห็นการเมืองใหม่ การเมืองที่เปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ ได้มารับไม้ต่อจากนักการเมืองรุ่นพี่ๆ เพื่อดูแลบ้านเมืองเราสงบสุขเจริญรุ่งเรือง”

เปิดใจ ‘แรมโบ้อีสาน’ ลาออก ‘รวมไทยสร้างชาติ’ ไม่ทิ้งการเมือง-ถอยมาตั้งหลัก

นักวิชาการ มอง เปลี่ยนซื้อ เรือฟริเกต เหมาะกับการใช้งาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561767

24 ต.ค. 2566

นักวิชาการ มอง เปลี่ยนซื้อ เรือฟริเกต เหมาะกับการใช้งาน

นักวิชาการดังม.รังสิต วิเคราะห์ปม เปลี่ยนเรือดำน้ำเป็นเรือฟริเกต ชี้แม้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มแง่บำรุงรักษา แต่ศักยภาพการปฏิบัติงานเหมาะสมกับการใช้งาน


จากกรณีประเด็นร้อนในเรื่องของยุโธปกรณ์ของกองทัพเรืออย่าง เรือดำน้ำ ที่ยังไม่มีวี่แววได้ข้อยุติ ซึ่ง นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เปิดเผยว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงจากเริอดำน้ำ เป็นเรือฟริเกต ซึ่งมีแนวทางว่าเหมาะสม และคุ้มค่าในการเปลี่ยนแปลง

รวมทั้งการให้สัมภาษณ์รอบล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องนี้ของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า ขอให้นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ชี้แจง หากมีข้อมูลครบแล้วค่อยดำเนินการเจรจา แต่เชื่อว่าจะมีข่าวดีและมีความคืบหน้าไปได้ด้วยดี ฉะนั้นขอให้เกียรติทางกระทรวงกลาโหมทำงานก่อนหลังไปเจรจามาแล้ว พร้อมยืนยันว่า การพูดคุยเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี

นักวิชาการ มอง เปลี่ยนซื้อ เรือฟริเกต เหมาะกับการใช้งาน
เมื่อถามย้ำว่า ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบในเรื่องนี้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวสั้นๆในทำนองที่ว่าไม่เสียเปรียบ

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายทหารและความมั่นคง ได้แสดงความเห็นในกรณีดังกล่าวอย่างน่าสนใจว่า การที่เปลี่ยนเป็นเรือฟริเกต นั้น เป็นการลดแรงเสียดทานทางการเมือง เพราะรู้ทั้งรู้ว่าว่า ถ้ายังดึงดันที่จะซื้อเรือดำน้ำต่อไป ก็อาจจะเสียค่าโง่

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

เพราะมีเงื่อนไขที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในเรื่องของเครื่องยนต์ของเรือที่จะต้องเป็นสเปกจากเยอรมนี ในข้อนี้ทางจีน ไม่สามารถทำตามข้อเสนอฝั่งไทยได้ การปรับเปลี่ยนข้อเสนอครั้งนี้ อ.วันวิชิต มองว่าเป็นไปเพื่อรักษาสัมพันธภาพ และเรือฟริเกต มีความคุ้มค่าในแง่ศักยภาพ แต่มันก็จะมีคำถามที่ตามกลับมาด้วยว่า ค่าใช้จ่าย ค่าทำนุบำรุง หรือพื้นที่ในการจอดเรือฟริเกต ก็มีค่าใช้จ่ายงบประมาณไม่น้อย ที่ผ่านมาน่านน้ำของไทย เรือที่มีประสิทธิภาพอย่าง เรือพิฆาตขนาดเล็ก หรือ คอร์เวต เช่น เรือหลวงสุโขทัยที่จมไปนั้น ถ้าจะหาลำใหม่มาทดแทน ควรจะปรับเปลี่ยนคุณสมบัติให้มีความสอดคล้องกับภูมิประเทศทางกายภาพ ความมั่นคง

เรือฟริเกตเรือฟริเกต

ซึ่งเรือคอร์เวต มีราคาถูก และคุ้มค่ากว่า รวมทั้งสามารถนำมาทดแทนเรือที่เก่า ชำรุด ประเด็นตรงนี้ถ้าฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกลาโหม หรือพรรคเพื่อไทยเองทำการบ้าน มองว่า ควรจะเชียร์ หรือ แนะนำว่า ถ้าสเปกที่กองทัพเรือควรใช้ในการปฏิบัติตามภารกิจจริง  โดยที่ฝ่ายการเมืองสนับสนุนในแนวทางกันได้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีทิศทางที่จะไม่ผลักดันในการที่จะซื้อเรือดำน้ำ รวมทั้งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ในช่วงเป็นฝ่ายค้านก็มีความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน ดังนั้นเป็นการตอบโจทย์ในทางการเมืองในฝ่ายตัวเองด้วย และความคาดหวังทางสังคมด้วยเช่นกัน
 

” ประเด็นสาระสำคัญ ในการจัดซื้อที่ผมเข้าใจว่า ในการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในการจัดซื้อเรือฟริเกตแทนเรือดำน้ำ แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้ามองในแง่คุณูปการ มันเป็นเรือรบพิฆาตแบบ 3 มิติ มีศักยภาพสามารถปฏิบัติงานร่วมกับกองทัพอากาศได้ เป็นสิ่งที่ก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีข้อดีในส่วนนี้ การดำเนินการของกองทัพเรือ ไม่ว่าจะปฏิบัติงานจริง หรือทำการซ้อมรบ สามารถร่วมปฏิบัติการกับกองทัพอากาศได้ ขณะเดียวกันมีที่จอดเฮลิคอปเตอร์ รวมทั้งยังมีศักยภาพในรูปแบบของการปราบปรามเรือดำน้ำได้”

อ.วันวิชิต มองต่อไปว่า  ในแง่นี้ ถ้ามองในเรื่องของขีดความสามารถ เรือฟริเกตมีศักยภาพสูง เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะให้ความนิยมเรือคอร์เวต ซึ่งเป็นเรือพิฆาตขนาดเล็ก ที่มีความคล่องตัว แต่เรือฟริเกต เป็นเรือที่แสดงออกถึงแสนยานุภาพ และมีพัฒนาการเทคโนโลยีที่อัทเกรดตลอดเวลา เพราะประเทศที่เป็นต้นทางหรือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศนั้น ของทางเรือ เรือฟริเกตมีการแข่งขันที่สูงมาก มากกว่าเรือประเภทอื่นๆ ถ้าข้ามเรือดำน้ำไป เรือฟริเกต เป็นที่นิยมในกลุ่มประเทศเศรษฐีใหม่ เพื่อเสริมความสามารถให้กองทัพเรือของตนเอง 

ดังนั้นจึงมองว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะทำให้ไม่ถูกมองว่า ทั้งไทยและจีนมีความรู้สึกเสียหน้า ทางจีนก็จะมีความเข้าใจในมิติที่ว่า ทางการไทยต้องการสเปกเครื่องยนต์เยอรมนี แต่ทางจีนไม่สามารถทำให้ในตามข้อบังคับต่างๆ และทางไทย ก็มีคำอธิบายในทางสังคมว่า การเปลี่ยนไปเป็นเรือประเภทอื่นที่มีความคุ้มค่า ในแง่ของการปฏิบัติงานที่มากกว่าเรือดำน้ำนั้น น่าจะได้เสียงสนับสนุนจากสังคมมากกว่า ที่จะเดินหน้าซื้อเรือดำน้ำตามแผนเดิม.

ส่วนที่มีข้อมูลในโลกออนไลน์ ที่มองว่า ทำไมรัฐบาลไม่มีการทวงเงินในส่วนที่จ่ายไปของเรือดำน้ำคืนมา อ.วันวิชิต กล่าวว่า การทวงเงินส่วนก่อนหน้านี้คือ เกรงว่าจะกระทบต่อความรู้สึก หรือสัมพันธภาพ ความเชื่อมั่นระหว่างกันหรือไม่ เพราะว่า เป็นโครงการสืบเนื่องที่ส่งต่อมาให้รัฐบาลใหม่ การที่จะปฏิเสธไม่ซื้อเรือดำน้ำต่อ ด้วยข้ออ้างที่ว่า สเปกของทางจีนไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ และการที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เพิ่งเดินทางกลับมาจากการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่นาน คงไม่กล้าที่จะสร้างเงื่อนไขในการที่จะไปทวงเงินคืน จึงเป้นการปรับเปลี่ยนไปยังยุทโธปกรณ์ที่คุ้มค่าและเหมาะสมแทน หรืออยู่ในเงื่อนไขที่ทางการไทยได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการรักษาความรู้สึกและสัมพันธภาพระหว่างกันและกัน 

เปิดทางคนรุ่นใหม่ ‘ประเสริฐ’ ขอไม่รับตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรคเพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561758

24 ต.ค. 2566

เปิดทางคนรุ่นใหม่ ‘ประเสริฐ’ ขอไม่รับตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรคเพื่อไทย’

‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ ขอไม่รับตำแหน่ง ‘เลขาธิการพรรคเพื่อไทย’ ชี้เป็นเวลาคนรุ่นใหม่ หลังมีกระแสข่าว สรวงศ์ เทียนทอง นั่งเลขาฯ ‘แพทองธาร’ เป็นหัวหน้าพรรค

ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรักษาเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 27 ต.ค. นี้ ซึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตอบรับเป็นหัวหน้าพรรค ว่า วันที่ 27 ต.ค. จะมีการประชุมใหญ่วิสามัญ พรรคเพื่อไทย เนื่องจาก นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ได้ลาออกจากหัวหน้าพรรค ก็ดำเนินการตามวาระ ซึ่งวาระสำคัญคือ การเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ขอให้รอดูว่ากรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จะเป็นใครบ้าง เพราะต้องรอให้สมาชิกได้ลงคะแนนเสียงก่อน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรักษาเลขาธิการพรรคเพื่อไทยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรักษาเลขาธิการพรรคเพื่อไทย

ส่วนกระแสข่าว น.ส.แพทองธาร เป็นหัวหน้าพรรค และ นายสรวงศ์ เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรคนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ก็เป็นกระแสข่าว แต่หลายคนเห็นว่า น.ส.แพทองธาร มีความเหมาะสม มีภาวะผู้นำ มีองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนพรรคได้ ขอให้รอดูการโหวตก่อน

เมื่อถามว่า ในฐานะรักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อาจได้รับการเสนอชื่อให้เป็นเลขาพรรคอีกครั้ง จะรับตำแหน่งอีกหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเวลาของคนรุ่นใหม่ จะได้เข้ามาทำงานในพรรค ตนเคยรับตำแหน่งนี้มา 3 ปีพอดี คิดว่าเป็นโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้สร้างคนใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ให้รอดูที่ประชุมเสนอ แต่คิดว่าน่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่ตนแล้ว

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

ส่วนทิศทางของพรรค เพื่อไทย หลังจากได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แล้วนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า จะมีสิ่งใหม่ เกิดขึ้นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การวางยุทธศาสตร์เตรียมพร้อมในการเลือกตั้ง ครั้งต่อไป และองคาพยบต่างๆในพรรคคงมีการดำเนินการหลายอย่าง

‘สมชาย’ จี้ 357 คดีโกงเลือกตั้งเงียบ ‘กกต.’ โต้ มี 90 เรื่องลุ้น 6 เสือเคาะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561738

23 ต.ค. 2566

‘สมชาย’ จี้ 357 คดีโกงเลือกตั้งเงียบ 'กกต.' โต้ มี 90 เรื่องลุ้น 6 เสือเคาะ

‘สมชาย’ กระทุ้ง 357 คดีโกงเลือกตั้ง ผ่าน 6 เดือนยังเงียบ กกต.โต้กลับสอบทุจริตเลือกตั้ง สส. อยู่ขั้นตอนแสวงหาข้อเท็จจริง ข้อมูล-พยานครบ พร้อมชง 6 เสือพิจารณา 90 เรื่องต้องลุ้น

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2566 นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่ อย่าขี้ลืม เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ผ่านมาเกือบ 6 เดือนแล้ว คดีเลือกตั้งทุจริตไม่ชอบ 278 คำร้อง ความปรากฏ 38 เรื่อง เบาะแส 41 เรื่อง รวม 357 เรื่อง คดีหายไปไหน ไม่มีใครถูกสอย

ล่าสุดแหล่งข่าวจาก กกต. เปิดเผยว่า ภายหลังจาก กกต.มีมติประกาศผลการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 เขต และแบบบัญชีรายชื่อครบทั้ง 100 คน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตามกฎหมาย กกต.ยังมีอำนาจพิจารณาการสืบสวนไต่สวนตามมาตรา 138 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หากมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต กกต.จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง 

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างที่สำนักงานฯดำเนินการตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริง เมื่อข้อมูลพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ก็จะเสนอเรื่องให้ที่ประชุมกกต.พิจารณา ซึ่งต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่สำนักประชาสัมพันธ์ กกต. ได้เผยแพร่ข้อมูลว่า ในการเลือกตั้ง สส.มีคำร้อง ความปรากฏ ข้อมูลเบาะแสจำนวนทั้งสิ้น 357 เรื่อง โดยข้อมูล ณ วันที่ 23 ตุลาคม 2566 ประกอบด้วยคำร้อง 278 เรื่อง ความปรากฏ 38 เรื่อง และข้อมูลเบาะแส 41 เรื่อง

ทั้งนี้ได้มีการดำเนินการแล้วเสร็จ 267 เรื่อง ประกอบด้วย การพิจารณาคำร้อง 236 เรื่อง สั่งไม่รับ รวบรวมเป็นข้อมูล 156 เรื่อง และ ไม่มีมูล ยกคำร้อง สั่งยุติเรื่อง 80 เรื่อง โดยมีการ วินิจฉัยชี้ขาดสำนวน 31 สำนวน เป็นการยกคำร้อง 27 สำนวน ดำเนินคดีอาญา 3 สำนวน และยื่นคำร้องต่อศาล 1 สำนวน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ 90 เรื่อง

สำนักงาน กกต. ขอแจ้งว่า ทุกคำร้องได้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการสืบสวนไต่สวน ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 รวมถึงแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566 และเรื่องที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ได้มีหนังสือแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องให้ทราบเป็นรายคดีแล้ว สำหรับเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

‘สมชาย’ จี้ 357 คดีโกงเลือกตั้งเงียบ 'กกต.' โต้ มี 90 เรื่องลุ้น 6 เสือเคาะ

‘วันชัย’ สุดเศร้า พิทักษ์ทรัพย์ 11 แกนนำพธม. จี้ ‘นิรโทษกรรม’ สลายขัดแย้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561732

23 ต.ค. 2566

‘วันชัย’ สุดเศร้า พิทักษ์ทรัพย์ 11 แกนนำพธม. จี้ ‘นิรโทษกรรม’ สลายขัดแย้ง

‘วันชัย’ วุฒิสมาชิก โพสต์ โคตรสะเทือนใจ แกนนำม็อบ ถูกคดี-ยึดทรัพย์ ทั้งที่ต่อสู้เพื่อส่วนรวม พร้อมทวงบุญคุณให้ รัฐบาลข้ามขั้วสำนึก จี้ ‘นิรโทษกรรม’ เดินหน้าปรองดอง สลายความขัดแย้ง

เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2566 นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “ยึดสนามบินกับยึดอำนาจรัฐ” ระบุว่าผมได้เห็นข่าวแกนนำพันธมิตร หรือเสื้อแดงเสื้อเหลือง นปช.หรือกปปส.หรือผู้ร่วมขบวนการถูกศาลพิพากษาจำคุก เข้าๆออกๆหลายหนหลายคดี ทั้งถูกฟ้องคดีแพ่งคดีอาญา รู้สึกสะท้อนใจถึงขั้นเจ็บปวดแทน ยิ่งได้ข่าวว่าแกนนำพันธมิตร 11 คนถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลายยิ่งสะเทือนใจหนัก บางคนถูกยึดอายัดทรัพย์สินที่ดิน เงินเดือนเงินสำรองเลี้ยงชีพ บางคนตายไปแล้วทรัพย์สินของเมียก็ถูกตามยึด

บอกตรงๆว่าโคตรสะเทือนใจ คนเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ทำไมเขาต้องมาโดนแบบนี้ วีรบุรุษนักสู้ในขณะนั้นต้องจบชีวิตแบบนี้หรือ ใครจะรู้สึกอย่างไรหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ผมรู้สึกเศร้า สะเทือน เจ็บปวด

ผมไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำรัฐบาลและนายกฯเศรษฐา ที่ข้ามขั้วสลายสีสลายความขัดแย้งจะรู้สึกอย่างไรหรือไม่กว่าที่พวกคุณจะมาเป็นรัฐบาล ก้าวข้ามคนที่บาดเจ็บล้มตายมาหลายร้อยหลายพันคน ตั้งแต่การชุมนุมประท้วงต่อสู้กันทางความคิดทางการเมือง ห้ำหั่นกันทั้งในสภาทั้งนอกสภา จนนำมาสู่การรัฐประหารถึง 2 ครั้ง แตกแยกแบ่งสี 

แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาเกือบ 20 ปี มีความเสียหายจากเหตุการณ์ต่างๆมากมายมหาศาล จากเหตุการณ์ในวันนั้นจนกระทั่งถึงวันนี้ ผ่านการยึดกรุงเทพฯ ยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน และยึดอำนาจรัฐ ทั้งคนตาย คนพิการ คนติดคุก คนอยู่ระหว่างดำเนินคดีทั้งชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา มากมายเสียเหลือเกิน กลุ่มที่ยึดอำนาจรัฐกลับได้รับการนิรโทษกรรม แต่กลุ่มประชาชน กลุ่มสีต่างๆยังต้องรับเวรกรรมกันอยู่ แต่ละคนที่ลอยหน้าลอยตามีตำแหน่งแห่งหนอยู่ ทั้งที่ผ่านมาและในปัจจุบัน ไม่รู้สึกรู้สากันบ้างหรือไร ไม่คิดจะช่วยเหลืออะไรเขาบ้างหรือ

นักต่อสู้พวกนี้เขาต่อสู้เพื่อตัวเองกันหรือเปล่า เขาทุจริตคิดชั่วหรือเป็นโจรเลวทรามต่ำช้ากระนั้นหรือ ไม่ใช่เลย  เขาทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ต่างแต่อุดมการณ์และความคิดกันเท่านั้น  ณ วันเวลานี้ เลิกได้ควรเลิก จบได้ควรจบ อย่าถือสาหาความต่อกัน ถ้าจะว่าผิดมันก็ผิดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าจะว่าถูกมันก็ถูกด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครผิดใครถูกหรือใครดีกว่ากัน. ยิ่งยึดอำนาจรัฐ สาหัสสากรรจ์กว่าเขาเสียอีก ไม่เห็นเป็นอะไรเลย

ผมขอเรียกร้องรัฐบาลว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็รีบทำซะ อย่ามัวแต่แต่งตัวโชว์ไปโชว์มา มันหมดเวลากับความขัดแย้งแล้ว ปรองดองกันให้จริงเสียทีเถอะ เป็นรัฐบาลก็เป็นแล้ว มีอำนาจก็มีแล้ว ไม่ทำตอนนี้จะทำตอนไหน หรือจะรอให้เขายึดอำนาจรัฐอีกที

‘นายกฯ’ วอนแรงงานไทยกลับบ้าน ก่อนมีปฏิบัติการภาคพื้นดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561727

23 ต.ค. 2566

'นายกฯ' วอนแรงงานไทยกลับบ้าน ก่อนมีปฏิบัติการภาคพื้นดิน

‘นายกฯ’ เผยพบปัญหาพาแรงงานไทยกลับ นายจ้างยื้อเวลาจ่ายเงิน 10 พ.ย. หวั่นเกิดเรื่องก่อน วอนรีบตัดสินใจกลับก่อนมีปฏิบัติการภาคพื้นดิน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแรงงานไทยรอิสราเอล ต้องการเดินทางกลับประมาณ 8500 คน กลับมาแล้วประมาณกว่า 3,000 คน ซึ่งเรามีขีดความสามารถรับกลับได้วันละ 800 คน หรือเพิ่มกว่านั้นได้อีก แต่ปัญหามีคนเปลี่ยนใจไม่กลับเยอะพอสมควร เพราะนายจ้างดึงเรื่องการจ่ายเงินไป 10 พ.ย. และอัพค่าจ้างจูงใจให้แรงงานอยู่ต่อ ซึ่งทางเราประชุมกันแล้วยืนยัน แม้ถล่มเบาบางลง แต่ความเข้มข้นของสงครามไม่ได้ลดลง มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นและขยายวงไปยังประเทศใกล้เคียง ที่น่าเป็นห่วงจริงๆ เป็นอะไรที่มั่นใจว่าจะเลวร้ายลงไปอีก

ประกอบกับมีข่าวจะมีการปฏิบัติการภาคพื้นดินในอีก 2-3 วันนี้ จึงขอเตือน “กลับมาเถอะครับ” ขอให้ญาติพี่น้องที่อยู่ที่ไทย บอกญาติพี่น้องตัวเอง กลับมาช่วงนี้ยังกลับได้อยู่ หากมีปฏิบัติการภาคพื้นดินจะทำให้การกลับเข้ามาจะลำบาก เดินทางเข้ามาศูนย์อพยพหรือสนามบินก็จะยากขึ้น เป็นเรื่องที่เราจำเป็นต้องพูด 

ทั้งนี้ได้สั่งการกระทรวงแรงงาน โดยรมว.แรงงาน รับปากจะไปดูแลแรงงงานที่กลับเข้ามา เพิ่มแรงจูงใจให้รีบกลับมา จากคนที่กลับมาแล้วได้ค่าเยียวยา 15,000 บาท อาจจะเพิ่มอีก ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เป็นห่วงและช่วยคิดวิธีการ ถ้าแรงงานไทยกลับมาแล้วทำงานอะไร เพราะส่วนใหญ่ไปทำงานเกี่ยวกับเกษตรใช้เทคโนโลนีชั้นสูง ดังนั้นการกลับเข้ามา กระทรวงเกษตรเองก็มีความต้องการใช้แรงงานในส่วนนี้ก็พยายามที่จะประกาศออกไปเพื่อให้ทุกท่านทราบว่ากลับมายังมีงานทำอยู่ 

นายกรัฐมนตรีย้ำอีกครั้งถึง นายจ้างจ่ายเงินค่าจ้าง 10 พ.ย. ว่า เราจ่ายเงินวันที่ 31 ต.ค. ทำให้ชวนคิดว่าทำไมถึงต้องเป็นวันที่ 10 พ.ย. แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่ เป็นอะไรที่น่าคิดจริงๆ แต่ตนเชื่อว่าประเด็นนี้ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องมีประเด็น แต่ต้องพูด ถ้าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น คุณจะได้เงินหรือไม่ ตรงนี้อยากให้พี่น้องแรงงานที่อยู่ที่นั่น คิดให้ดีๆว่าอยู่แล้วจะคุ้มหรือไม่ 

หลังจากนี้จะท่านทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ ละเอียดอ่อนมาก อย่าเอาเงินมาแลกกับชีวิตพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งจะโทรไปขอร้องและต่อว่าด้วยว่า เรื่องพวกนี้ต้องดูแลเราให้ดีกว่านี้ ถ้าจะกลับวันไหนก็ควรจะจ่ายวันนั้น ไม่ใช่เอาเงินมาล่อให้อยู่ หากมีการสูญเสียจะเกิดเป็นเรื่องใหญ่ 

ส่วนมีจำนวนแรงงานไทยที่ถูกยื้อเท่าใดนั้น ไม่ทราบ แต่เป็นข้อมูลที่ตรงกัน ยื้อถึงวันที่ 10 พ.ย. นายจ้างเขาโทรคุยกันเอง ซึ่งเชื่อว่ามีหลายเจ้าเหมือนกัน และจะให้ท่านทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยประสานงานด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ 

“หากตีกลับก็ต้องรับ  หน้าที่ผมคือดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยทุกคน ผมน้อมรับ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

ส่วนการประสานปล่อยตัว ยังยืนยัน เราใช้ทุกวิถีทาง รวมถึงไปคุยกับกษัตริย์โอมาน กษัตริย์บาห์เรน มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ทุกท่านตระหนักดี ทราบถึงสถานภาพของคนไทยที่เราไม่ใช่คู่กรณีหรือคู่ขัดแย้ง แต่เราสูญเสียสูงมาก ตัวประกันคนไทย 19 คน ไม่รู้ชะตากรรม ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของเราบินไปแต่ไม่ขอเปิดเผยว่าบินไปไหนไปพบกับใคร 

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ ‘พรรคเพื่อชาติ’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561720

23 ต.ค. 2566

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ 'พรรคเพื่อชาติ' สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งเรื่อง ‘พรรคเพื่อชาติ’ สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง

ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีประกาศนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖ เรื่อง รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคเพื่อชาติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น

นายเทวกฤต พรหมมา รองหัวหน้าพรรคเพื่อชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทน หัวหน้าพรรคเพื่อชาติได้มีหนังสือแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อชาติเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้เลิกพรรคเพื่อชาติ ตามข้อบังคับพรรคเพื่อชาติพ.ศ. ๒๕๖๖ ข้อ ๑๒๐ วรรคแรก กรณีดังกล่าว จึงเป็นเหตุให้พรรคเพื่อชาติสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง ตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงประกาศให้พรรคเพื่อชาติสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองตามมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง (๗) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๖๐

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปประกาศ ณ วันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖

อิทธิพร บุญประคอง

ประธานกรรมการการเลือกตั้ง

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ 'พรรคเพื่อชาติ' สิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมือง