ปลดล็อก ‘นกกรงหัวจุก’ หนุนเป็น ‘สัตว์เศรษฐกิจ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561372

19 ต.ค. 2566

ปลดล็อก 'นกกรงหัวจุก' หนุนเป็น 'สัตว์เศรษฐกิจ'

คนเลี้ยงนกเฮ จุรินทร์ หนุน ปลดล็อค ‘นกกรงหัวจุก’ เป็น ‘สัตว์เศรษฐกิจ’ หารือ กรมอุทยานฯ แล้ว แค่แก้กฎกระทรวง ให้ครม. พิจารณา

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปลดล็อคนกกรงหัวจุกจากสัตว์ป่าคุ้มครองเป็นสัตว์เศรษฐกิจว่า ตั้งใจมารับฟัง เพราะเป็นเรื่องการรับฟังความคิดเห็น หรือการทำประชาวิจารณ์ของกรมอุทยาน ในฐานะผู้สังเกตการณ์ และมีสถานะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

นายจุรินทร์ ระบุว่าต้องแยกนกกรงหัวจุกออก 2 ประเภท คือประเภทที่ 1 นกป่า ประเภทที่ 2 นกบ้าน นกป่า ต้องการให้มีการอนุรักษ์ ประเภทที่ ส่วนนกบ้าน ต้องการให้มีการปลดล็อค เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่สืบทอดมานานกว่า 100 ปี ได้สอบถามอธิบดีกรมอุทยาน ว่าวิธีการปลดล็อคนี้จะต้องทำอย่างไร

ได้รับคำตอบว่าวิธีปลดล็อคต้องแก้กฎกระทรวง หรือ ต้องออกเป็นกฎกระทรวง โดยออกเป็นมติคณะกรรมการ แล้วรัฐมนตรีก็จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ความเห็นชอบกับกฎกระทรวงนั้น หาก ครม. เห็นชอบก็ประกาศใช้  ถ้าเนื้อหากฎกระทรวงปลดล็อคก็สามารถปลดล็อคได้ 

เวทีรับฟังความเห็น ปลดล็อค นกกรงหัวจุกเวทีรับฟังความเห็น ปลดล็อค นกกรงหัวจุก

เวทีการประชุมรับฟังความคิดเห็น พร้อมทั้งร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการครอบครองและสถานภาพทางกฎหมายของ นกปรอดหัวโขน หรือ นกกรงหัวจุก มีตัวแทนจากนักวิชาการ และคนเลี้ยงนกร่วมแสดงความคิดเห็น ที่รัฐสภาเมื่อวานนี้  ยังไม่เป็นข้อสรุปในการพิจารณาถอดชื่อนกปรอดหัวโขน ออกจากบัญชีสัตว์ป่า

แต่จะเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในการตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบ ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังจะตั้งขึ้น เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกมิติ ก่อนจะสรุปข้อเท็จจริงโดยยึดหลัก เรื่องผลกระทบที่จะเกิดกับนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติ

‘เพื่อไทย’ จี้ กระทรวงดิจิทัลฯล่า เฟคนิวส์ สร้างข้อมูลให้ร้าย นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561352

18 ต.ค. 2566

'เพื่อไทย' จี้ กระทรวงดิจิทัลฯล่า เฟคนิวส์  สร้างข้อมูลให้ร้าย นายกรัฐมนตรี

รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ เหลืออด ขบวนการสร้างข่าว ทำลายชื่อเสียงนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ตลอด 1 เดือน นับจากเข้าทำหน้าที่ผู้นำประเทศ ทำงานในแบบไม่รู้เหน็ดเหนื่อย สร้างผลงาน ตั้งแต่ลดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน มาตรการฟรีวีซ่า จนมาถึงรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

น.ส. ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย รักษาการรองเลขาธิการพรรค และรักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย  เปิดเผยว่า   นับตั้งแต่รัฐบาลที่มีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง   เข้าทำงานเพียง 1 เดือนเศษ  ได้มีกลุ่มขบวนการจงใจลดทอนคุณค่าการทำงานของ นายกรัฐมนตรี  โดยการตัดต่อภาพนายกรัฐมนตรี สร้างเนื้อหาที่ผิด บิดเบือน ไปจากข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง สร้างความเกลียดชัง หวังกลบภาพการทำงานของรัฐบาล  เช่น กรณีการส่งเครื่องบินไปรับคนไทยในอิสราเอล ที่ต้องบินอ้อมด้วยเหตุผลของทางการทูต ที่บางประเทศในตะวันออกกลางไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล จึงไม่สามารถบินผ่านในระยะทางที่สั้นได้ 

.

ข่าวดีของรัฐไปไม่ถึงประชาชน

.

แต่การชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศกลับไม่ถูกขยาย หรือส่งไปไม่ถึงประชาชน เท่ากับข้อมูลเท็จ ที่จงใจปั่นกระแสให้เกิดความเข้าใจในสังคม   ทั้งที่รัฐบาลพยายามสุดความสามารถและพยายามอย่างเต็มที่ หรือในกรณีที่การสร้างข่าวปลอมโดยบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีความเป็นไปได้  ปั่นกระแสข่าวเท็จว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณ 12,000 ล้านบาท ทำ Super app ในโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ก็เป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงกระแสข่าวในเชิงลบที่ไม่มีแม้แต่ความจริง ส่งผลทำให้ข่าวดี ๆ ที่เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล ไปไม่ถึงประชาชน   จึงขอเรียกร้องไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้ามาดูแลตรวจสอบ และเอาจริงเอาจังกับการจัดการกับเฟคนิวส์ด้วย

.

ไล่ผลงานรัฐบาลนับจากประชุมครม.ครั้งแรก

.

ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก มีมติเห็นชอบพักหนี้เกษตรกร ปัจจุบันมีเกษตรกรลงทะเบียนแล้วมากกว่า 310,000 ราย , ปรับลดค่าไฟฟ้า 2 ครั้ง จากหน่วยละ 4.45 บาท เหลือ 3.99 บาท , ปรับลดราคาน้ำมันดีเซล จากลิตรละ 32 บาท เหลือ ลิตรละ 30 บาท , มาตรการวีซ่าฟรีให้นักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน และเพิ่มวันพำนักนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียจาก 30 วันเป็น 90 วัน ,แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติ ศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบด้าน , ตั้งคณะกรรมการนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต รวมทั้งล่าสุดกับ มาตรการค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ได้รับผลตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก  

.

ประกาศให้โลกรู้ไทยมีศักยภาพ

.


ขณะที่การทำหน้าที่ผู้นำประเทศ  นายกรัฐมนตรี ได้ทำหน้าที่ได้อย่างที่ให้คำสัญญาไว้กับประชาชน เพื่อเปิดตลาดการค้ากับนานาประเทศ ทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคี และการพบปะอย่างไม่เป็นทางการ ทวงคืนโอกาสที่ไทยสูญเสียไปในเวทีโลก ตลอด  9 ปีที่ผ่านมา   ให้โลกรู้ว่า ไทยมีศักยภาพและมีความพร้อมเปิดรับการลงทุน ดึงเงินเข้าประเทศ ผ่านการขยายการลงทุนเดิม เพิ่มเติมการลงทุนใหม่ๆ นับตั้งแต่การเข้าประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ (UNGA) ครั้งที่ 78  ถือเป็นการเปิดประตูของประเทศอีกครั้ง เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา


ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation: BRF ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 17 – 19 ตุลาคม 2566 ได้พบปะหารือกับบริษัทเอกชนรายใหญ่ของจีน 5 แห่ง ทั้งกลุ่ม CITIC , CRRC Group , Ping An ,XIAOMI และ Alibaba ซึ่งทุกบริษัทสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทย  และเชิญชวนให้นักธุกิจจีนลงทุนเพิ่ม  ทั้งยังได้พบกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นครั้งแรกด้วย 

'เพื่อไทย' จี้ กระทรวงดิจิทัลฯล่า เฟคนิวส์  สร้างข้อมูลให้ร้าย นายกรัฐมนตรี

ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย

.

.

ซัดขบวนการสร้างข่าวปลอมทำลายคนทำงานเพื่อชาติ 

.

ทั้งหมด ล้วนสะท้อนว่ารัฐบาลทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด เร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน ในทุกๆด้าน เพื่อที่จะนำพาประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตไปให้ได้ คืนศักดิ์ศรีประเทศไทยในเวทีโลก คืนความกินดีอยู่ดีให้ประชาชน 

“สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ คือ การสร้างเฟคนิวส์ ตัดต่อภาพ ด้อยค่าคนทำงาน มุ่งเป้าเพียงการโจมตีรัฐบาล  ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อยากให้สังคมได้ฉุกคิดว่า เฟคนิวส์ต่างๆ ส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศจริงๆ หรือไม่  อยากชวนให้สังคม พิจารณาข่าวสารให้รอบด้าน   อัลกอริธึ่ม  ของโซเชียลมีเดียต่างๆ ทำให้เราในฐานะผู้เสพสื่อมีแนวโน้มที่จะเลือกรับสารเพียงด้านเดียวหรือไม่ เฟคนิวส์ที่เรารู้ว่าเป็นความเท็จ ไม่ได้ช่วยสร้างให้สังคมพัฒนาขึ้น  มีแต่จะสร้างสังคมแห่งความเกลียดชังมากขึ้น สังคมที่จะเจริญ  ต้องพูดกันบนพื้นฐานข้อจริงและข้อมูลที่เป็นประโยชน์  ไม่ใช่คำโกหก หรือการวิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์”    รักษาการโฆษกพรรคเพื่อไทย  กล่าว
 

'เพื่อไทย' จี้ กระทรวงดิจิทัลฯล่า เฟคนิวส์  สร้างข้อมูลให้ร้าย นายกรัฐมนตรี

เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ระหว่างอยู่ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมเวทีข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation: BRF) ครั้งที่ 3 ตามคำเชิญของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน

.

ขอขอบคุณภาพจาก thaigovt

สภาโหวตคว่ำญัตติ ‘ก้าวไกล’ เสนอตั้งกมธ.แก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้สัญชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561345

18 ต.ค. 2566

สภาโหวตคว่ำญัตติ 'ก้าวไกล' เสนอตั้งกมธ.แก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้สัญชาติ

สภาโหวตคว่ำญัตติ ‘ก้าวไกล’ ด้วยคะแนน 245:164 เสียง ที่เสนอตั้งกมธ.แก้ปัญหาการศึกษาเด็กไร้สัญชาติกว่า 2 แสนคน ‘วิปรัฐบาล’ โยน กมธ.ศึกษาดู

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติเรื่อง ขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย หรือ “เด็กรหัส G” ซึ่งมีการเสนอญัตติและอภิปรายต่อเนื่องมาจากการประชุมครั้งก่อน

โดนมี สส.พรรคก้าวไกลหลายคนร่วมอภิปรายสนับสนุนญัตติดังกล่าว เช่น เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ระบุว่า ปัจจุบันมีเด็กไร้สัญชาติที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาในระบบรวมกันกว่า 2 แสนคน เนื่องจากในประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีสงครามและมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ทำให้คนส่วนหนึ่งจำเป็นต้องเข้ามาแสวงหาโอกาสเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทย 

ดังนั้นสังคมไทยต้องเปิดใจโอบรับพี่น้องแรงงานข้ามชาติ โดยมองพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และให้การศึกษาที่มีคุณภาพแก่ลูกหลานของพวกเขา ในอนาคตคนกลุ่มนี้จะเป็นคนทำงานที่มีฝีมือ เป็นผู้บริโภค และเป็นผู้เสียภาษี ย้อนกลับมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งสิ้น

การจัดการศึกษาให้กลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นภาระของสังคมไทย การใช้งบประมาณ 300-500 ล้านบาทต่อปี ไม่เกินศักยภาพที่รัฐบาลไทยจะทำได้ และถ้าหากรัฐบาลไทยมีระบบการบริหารจัดการที่ดี ก็มีโอกาสขอรับเงินช่วยเหลือจากองค์กรด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้ด้วย

ขณะที่ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เป็นผู้สรุปญัตติหลังจบการอภิปราย โดยระบุว่า เด็กทุกคนในประเทศนี้มีความคาดหวังว่าสภาแห่งนี้จะตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาไม่ให้มีเด็กคนใดตกหล่นไปจากระบบการศึกษาของประเทศนี้อีก ทุกคนน่าจะเคยอ่านหนังสือเรื่อง “เจ้าชายน้อย” มาก่อน ประโยคสำคัญของเรื่องบอกไว้ว่า เวลาเราจะคิดหรือทำอะไรในเรื่องของเด็ก ท่านจะใช้สายตาหรือใช้หัวใจในการมอง 

การลงมติเมยติอย่างนี้จึงสำคัญมาก จะตัดสินโดยใช้สายตาที่แต่ละคนสั้นหรือยาวไม่เท่ากัน มีกรอบวิธีคิดที่แตกต่างกัน หรือจะใช้หัวใจในการตัดสินใจว่าทุกคนที่เป็นเด็กในประเทศนี้คือลูกหลานของเรา 

จากสถิติเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 มีเด็กที่ไร้ทะเบียนราษฎรหรือไร้สัญชาติไทยอยู่ในโรงเรียนกว่า 3 แสนคน แต่ได้รับการยืนยันว่ามีตัวตนเพียง 1.1 แสนคน ส่วนอีกเกือบ 2 แสนคนไม่มีการลงรหัสยืนยันตัวตน นอกจากนี้ ประเด็นเด็กไร้สัญชาติไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับการลงรายการสถานะบุคคลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันมีเด็กไร้สัญชาติที่ได้รับการลงเลข 13 หลักเพียง 8.9 หมื่นคน ตกหล่นและอยู่ระหว่างการสอบประวัติอีกกว่า 4 หมื่นคน เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการแล้ว และไม่อยู่ในขอบเขตที่กรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งจะทำการศึกษาได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ที่สำคัญกว่านั้น ประเทศไทยกำลังจะถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงจากนานาอารยะประเทศในที่ประชุมคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติปลายปีนี้ รวมถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กรณีการพยายามส่งตัวเด็กไร้สัญชาติ 126 คนกลับไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในประเด็นนี้ คณะกรรมาธิการการศึกษาเพียงคณะเดียวจะสามารถตอบคำถามนี้ได้หรือไม่

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพราะเรื่องนี้ครอบคลุมใน 4 มิติ ทั้งด้านการศึกษา สุขภาพ แรงงาน และสิทธิความเป็นพลเมืองหรือความเป็นมนุษย์ ซึ่งณัฐวุฒิย้ำว่าเวลาพูดถึงสิทธิเด็ก เด็กพูดด้วยตัวเองไม่ได้ สภาแห่งนี้จึงต้องเป็นศูนย์กลางในการยืนยันเรื่องนี้

“เรากำลังพูดถึงเด็กหลายแสนคนในประเทศไทยที่ไม่มีแม้แต่โอกาสในการเดินเข้าโรงเรียน ผมอยากวิงวอนเชิญชวนให้ทุกท่านอ่านเจ้าชายน้อย และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ กล้าที่จะใช้หัวใจของท่านในการลงมติแทนการใช้สายตาแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะส่งให้คณะกรรมาธิการคณะใดคณะหนึ่งไปดำเนินการ พรรคก้าวไกลขอยืนยันให้สภาแห่งนี้ลงมติสนับสนุนการจัดตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ไม่ใช่เพื่อพรรคก้าวไกล เพื่อฝ่ายค้าน หรือสภาแห่งนี้ แต่เพื่อเด็ก ๆ ทุกคนในประเทศนี้” ณัฐวุฒิกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงก่อนการลงมติ วิปรัฐบาลได้ประสานมายังพรรคก้าวไกลว่าจะลงมติไม่เห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าว โดยมองว่าประเด็นนี้สามารถมอบให้คณะกรรมาธิการการศึกษาไปพิจารณาเพียงคณะเดียวได้ ทำให้ผลการลงมติออกมาที่เห็นด้วย 164 เสียง และไม่เห็นด้วย 245 เสียง การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้นจึงไม่เกิดขึ้น โดยคณะกรรมาธิการการศึกษาจะรับไปดำเนินการต่อ และใช้กรอบเวลา 90 วันในการดำเนินการให้แล้วเสร็จ

‘ก้าวไกล’ เมินเตะตัดขา ‘คุกคามทางเพศ’ – ลั่นตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561342

18 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' เมินเตะตัดขา 'คุกคามทางเพศ' - ลั่นตรวจสอบรัฐบาลเชิงรุก

รองโฆษกพรรคก้าวไกล เคลียร์ปม “คุกคามทางเพศ” กระบวนการของพรรคเพื่อหาความจริง ได้ตั้งคณะทำงานชุดพิเศษเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีบุคคลภายนอกร่วมอยู่ด้วย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายชื่อ ยอมรับช่วงนี้ ก้าวไกล เจอพายุข่าวฉาว กระหน่ำทุกทาง แต่พรรคพร้อมทำทุกอย่างให้ชัดเจน

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ  สส.และรองโฆษกพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า การสอบสวน สส.ปราจีนบุรี คุกคามทางเพศ   จากกระแสสังคม ที่ต้องการคำตอบ  พรรคก้าวไกล จึงได้ตั้งคณะทำงานพิเศษในเรื่องนี้ เพื่อจบเรื่องให้เร็วที่สุด และเป็นคณะทำงานที่น่าเชื่อถือต่อสังคมมากยิ่งขึ้น และเปิดทางให้บุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อทำให้ข้อครหานี้หมดไป แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ว่าเป็นใคร ซึ่งจะมีบุคคลที่อยู่ในสัดส่วนของสตรี นักกฎหมาย และนักสิทธิมนุษยชน 


ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ามีสส.พรรคก้าวไกลติดยาเสพติดนั้น  เป็นข่าวโคมลอย มีแต่คำกล่าวหา ซึ่งหากไปดูที่เพจต้นทาง ระบุว่าติดยาเมื่อปี 2016 – 2017  ผ่านมา  6 ปี แล้ว ตั้งแต่พรรคก้าวไกลยังไม่ได้เกิดขึ้นเลย จึงมองว่าเรื่องนี้ไร้สาระ  เรื่องยาเสพติด ภายในพรรค ไม่มีแน่นอน     ส่วนที่มีข่าวว่า คณะทำงานจังหวัดสกลนครของพรรคก้าวไกล ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย   ยังไม่ทราบเรื่องนี้แต่ต้องดูว่าเป็น ทีมงานอดีตผู้สมัครสส. หรือทีมงานของพรรค  และเป็นการทำร้ายร่างกายในรูปแบบใด เรื่องนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏ เป็นไปได้ทั้งการทะเลาะวิวาทหรือการทำร้ายร่างกายจริงๆ หรือเป็นข่าวที่ไม่มีมูล   ต้องใช้เวลาในการสืบสวนข้อเท็จจริง 


“ตอนนี้มีข่าวเกี่ยวกับพรรคก้าวไกลค่อนข้างเยอะ   กระแสที่เข้ามา เมื่อพรรคก้าวไกลเพลี่ยงพล้ำ ก็พยายามที่จะเตะตัดขา ทำให้ความน่าเชื่อถือของพรรคน้อยลง แต่เราก็ยังคงยืนยันว่าเราชัดเจนจริงจัง ตรงไปตรงมา อะไรที่ไม่ถูกต้อง หรือผิดกฏหมาย  พรรคก้าวไกล พร้อมนำเข้าสู่กระบวนการของกฎหมาย อย่างชัดเจน และไม่หมกเม็ด เราไม่มีนโยบาย หรืออุดมการณ์ ปกป้องคนผิด หากคนผิดนั้นเป็นคนของพรรคก้าวไกล” 

เขา  กล่าวว่า   การตั้งคำถาม ต้องแยกเป็นกรณีไป ล่าสุดที่เห็นคือเวลาที่จะตรวจสอบรัฐบาล ก็จะมีเสียงพูดมาว่า ให้ไปตรวจสอบตัวเองก่อนไหม ตนจึงขอว่าอย่าเอาความผิดพลาดบางเรื่องของก้าวไกล มาเป็นเกราะป้องกันการตรวจสอบทุจริตของรัฐบาล  และไม่ใช่ตีก้าวไกลแล้วจะถอย   ก้าวไกลยอมรับในสิ่งที่ทำผิด แต่สิ่งที่รัฐบาลทำทุจริต หรือทำไม่ถูกต้อง พรรคก้าวไกล ก็พร้อมที่จะตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้านเชิงรุก


“เรื่องคุกคามทางเพศที่ช้าเพราะผู้ร้อง ต้องเข้ามาให้ถ้อยคำด้วย เพราะเพียงข้อความจากแชตไม่กี่แชต กับโทษที่จะได้รับค่อนข้างสูงมาก ฉะนั้นการศึกษาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าตัดสินผิดไปหรือใช้ การตัดสินตามกระแสสังคม ว่าสส.เป็นผู้ล่วงละเมิดหรือคุกคาม  ก็เท่ากับว่าหมดอนาคตทางการเมืองตลอดชีวิตเลย กรรมการบริหารจึงจำเป็นจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริง จากทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง การเรียกผู้ร้องมาให้ถ้อยคำค่อนข้างใช้เวลา   เพราะผู้ร้องเองก็ยังรอเพื่อน  รอเอกสารหลักฐาน ขณะที่กรรมการวินัยที่เป็นสส.ก็ทำงานในสภา และบางส่วนเป็นบุคคลจากภายนอก ฉะนั้นเวลาที่จะนัดมาเจอกันค่อนข้างที่จะไม่ตรง ทำให้ต้องมีการเลื่อนนัดไปเรื่อย ๆ แต่ยืนยันว่าใกล้จะเสร็จแล้ว  ” นายกรุณพล  กล่าว 

‘ก้าวไกล’ เผย ‘รมช.คลัง’ ยังไม่ได้ข้อสรุป เงินดิจิทัล แนะใช้ ‘แอปเป๋าตัง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561330

18 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' เผย 'รมช.คลัง' ยังไม่ได้ข้อสรุป เงินดิจิทัล แนะใช้ 'แอปเป๋าตัง'

วรภพ วิริยะโรจน์ ‘ก้าวไกล’ ในฐานะรองประธานกมธ.การเงินการคลังฯ เผย รมช.คลัง ยังไม่ได้ข้อสรุป แนวทางที่ชัดเจน เงินดิจิทัล 10,000 บาท สะท้อนปัญหาความเดือดร้อน ปชช. ทำงานไม่ตรงทะเบียนบ้าน ทบทวนเงื่อนไข ใช้ได้รัศมี 4 กม. แนะใช้ แอปเป๋าตัง กับโครงการได้เลย

ที่อาคารรัฐสภา นายวรภพ วิริยะโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการ การเงิน การคลัง สถาบันการคลังและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการหารือร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (รมช.คลัง) ถึงกรณีเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า ซึ่งเป็นการประชุมระหว่างคณะกรรมาธิการ และ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในประเด็นเงินดิจิทัล โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่าอยู่ระหว่างกระบวนการหาข้อสรุปในระหว่างอนุกรรมการที่ ครม.แต่งตั้ง ซึ่งเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะรีบชี้แจง เป็นเรื่องที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ายังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้

นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.ก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯนายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.ก้าวไกล ในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ

เสนอรบ.ทบทวนรัศมีแจกเงินดิจิทัล

โดยตนได้สะท้อนความเห็นเรื่องนี้ว่าจริงๆแล้วสิ่งที่อยากจะให้ รัฐบาลหรือคณะกรรมการที่ ครม.แต่งตั้ง ทบทวนเงื่อนไขที่มีปัญหา เช่น การใช้ได้ในรัศมี 4 กิโลเมตร(กม.) หรือภายในอำเภอ โดยสะท้อนไปในฐานะ ประชาชนที่ไม่ได้ทำงานอยู่ในพื้นที่ตามสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังได้ให้คำตอบว่า เงื่อนไข 4 กม.ไม่ได้อยู่ เงื่อนไขที่คณะกรรมการพูดคุยกัน แต่ว่าจะใช้ในเขต ตำบลอำเภอ จังหวัดอย่างไร ยังไม่ได้ข้อสรุป 

จึงได้ยืนยันไปว่าในประชาชนที่ได้ย้ายถิ่นฐานไปแล้ว แต่ทะเบียนบ้านอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง แล้วทำงานอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง มีจำนวนมาก หากดูจากการใช้สิทธิ์เลือกตั้งนอกเขตที่มี 2 ล้านกว่าคน จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้เพราะมีประชาชนเดือดร้อนจริงๆ ถ้าต้องเดินทาง จ่ายเงินร้อยหลักพันเพียงเพื่อไปใช้เงินดิจิทัล รัฐมนตรีได้รับปากว่าจะนำกลับไปทบทวน

'ก้าวไกล' เผย 'รมช.คลัง' ยังไม่ได้ข้อสรุป เงินดิจิทัล แนะใช้ 'แอปเป๋าตัง'

นอกจากนี้คณะกรรมาธิการฯ ได้สอบถาม ว่าต้องการให้กระทรวงการคลังทำข้อสรุปออกมาว่ามีความคุ้มค่าอย่างไร และโครงการมีความเหมาะสม และมีความคุ้มค่าต่อทางเศรษฐกิจและการใช้ภาษีงบประมาณของประชาชนอย่างไร ซึ่งมีนักวิชาการ และนักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่า ในส่วนนี้รัฐมนตรีได้รับเรื่องและจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำข้อสรุปเรื่องนี้ออกมาให้เร็วที่สุด

ส่วนเรื่องแอปพลิเคชั่น ที่จะใช้โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท ในส่วนนี้ไม่ได้มีการพูดคุยกัน แต่ส่วนตัวยืนยันว่าแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง“แอปเป๋าตัง” สามารถนำมาใช้ในโครงการนี้ได้เลย ไม่จำเป็นที่ภาครัฐจะสร้างแอปฯใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เกิดการซ้ำซ้อน และสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะแอปเป๋าตังมีความพร้อมอยู่แล้ว จะวางเงื่อนไขอะไรแอปเป๋าตังก็สามารถทำได้ ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการให้ความสนใจ แต่ขณะนี้ไม่ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมมาธิการติดตาม

อย่างไรก็ตาม นายวรภพ กล่าวว่าในสัปดาห์หน้าคณะกรรมการจะเชิญผู้แทนจากกรมสรรพสามิตเข้าชี้แจงเรื่องยาสูบ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เข้าสู่การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นเรื่อง ที่รัฐบาลจะส่งเรื่องมายังกรรมาธิการ

ศาลรธน. มีมติเอกฉันท์ ศาลอาญาพิพากษา ‘แอมมี่’ วางเพลิงไม่ขัด รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561328

18 ต.ค. 2566

ศาลรธน. มีมติเอกฉันท์ ศาลอาญาพิพากษา 'แอมมี่' วางเพลิงไม่ขัด รธน.

ศาลรธน. มีมติเอกฉันท์ ศาลอาญาพิพากษา ‘แอมมี่’ วางเพลิงหน้าเรือนจำคลองเปรม เมื่อปี 2564 ไม่ขัด รธน. มาตรา 26 และมาตรา 34

กรณีศาลอาญาส่งคำโต้แย้งของจำเลย นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ ‘แอมมี่’ นักร้องวง The Bottom Blues จำเลยที่ 1 และ นายธนพัฒน์ กาเพ็ง จำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1199/2564 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ว่า ประมวลกฎหมาย มาตรา 217 ที่บัญญัติว่า ผู้ใดวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่นต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 140,000 บาท  ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34 หรือไม่ 

ซึ่งเป็นคดีที่นายไชยอมร ถูกจับกุมตามหมายจับของศาลอาญา และดำเนินคดีในข้อหา หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ, วางเพลิงเผาทรัพย์ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้พระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 บริเวณด้านหน้าเรือนจำคลองเปรม เช้ามืดวันที่ 28 ก.พ. 2564

ภายหลังถูกจับกุม แอมมี่โพสต์ข้อความว่า เหตุดังกล่าวเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของเขาต่อกรณีนักกิจกรรมถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ โดยไม่ได้รับการประกันตัว ส่วน นายธนพัฒน์ เป็นเยาวชนอายุ 18 ปี ถูกดำเนินคดี มาตรา 112 และวางเพลิงเผาทรัพย์จากเหตุดังกล่าวด้วย

ล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัย ว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 217 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 34

กมธ.ที่ดิน ชี้ “ปฏิรูปที่ดิน” ‘ส.ป.ก.’ ไม่ปลดล็อคปัญหาให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561325

18 ต.ค. 2566

กมธ.ที่ดิน ชี้ "ปฏิรูปที่ดิน" 'ส.ป.ก.' ไม่ปลดล็อคปัญหาให้เกษตรกร

นโยบายแก้ ‘ปฏิรูปที่ดิน’ ทำกิน ไม่ได้ปลดล็อคปัญหาของเกษตรกร กมธ.ชี้ แค่เลี่ยงบาลี ไม่ได้เปลี่ยน ‘ส.ป.ก.’ เป็นโฉนด

อภิชาติ ศิริสุนทร ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับฟังคำชี้แจงจากตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายปฏิรูปที่ดินว่า ผลลัพธ์ของสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการนั้น ที่ดิน ส.ป.ก. จะยังเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐเหมือนเดิม

ประชุม กมธ.ที่ดิน สภาผู้แทนราษฎรประชุม กมธ.ที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งจะไม่แก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เพราะหากจะพัฒนาสิทธิต้องปลดล็อกที่ดินจากความเป็นที่ของรัฐ และออกโฉนดครุฑแดงให้ประชาชนเท่านั้น

เปรียบเสมือนการเลี่ยงบาลี ที่ทำเพียงแค่แก้ระเบียบและเงื่อนไข แต่ไม่ได้ปลดล็อกและมอบกรรมสิทธิ์ให้ประชาชนการยกระดับที่ดิน ส.ป.ก. ครั้งนี้ เป็นการยกระดับเพียงชื่อโฉนดเท่านั้น ส่วนลักษณะแนวทางจัดการยังเป็น ส.ป.ก. แบบเดิม แค่เพิ่มเงื่อนไข คือการได้สิทธิเปลี่ยนมือไปสู่เกษตรกรด้วยกันเท่านั้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ

ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล โฆษก กมธ.การที่ดินฯ ตั้งคำถามว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการคัดกรองนอมินี เพราะหากที่ดิน ส.ป.ก. ไม่ถูกเปลี่ยนให้เป็นโฉนด อาจมีการใช้นอมินีเกิดขึ้น กลับกันหากโฉนดอยู่ในมือของกรมที่ดิน จะไม่มีการกล้าใส่ชื่อนอมินี เพราะการโอนหรือการเปลี่ยนแปลงการถือครองจะมีความชัดเจนมากขึ้น

เปิดเงินเดือน ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ สูงครึ่งแสนอยู่ปี 4 รัฐบาลจ่าย 10 กว่าล้าน

18 ต.ค. 2566

เปิดเงินเดือน 'ที่ปรึกษานายกฯ' สูงครึ่งแสนอยู่ปี 4 รัฐบาลจ่าย 10 กว่าล้าน

เปิดเงินเดือน ‘ที่ปรึกษานายกฯ’ เงินเดือนสูงครึ่งแสนทั้งเงินประจำตำแหน่ง และเงินเดือน อยู่ในตำแหน่ง 4 ปี รัฐบาลต้องควักกระเป๋าจ่ายกว่า 10 ล้านบาท

หลังจากที่ประเทศไทยมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วอย่างเป็นทางการ และเริ่มทำงานมาแล้วกว่า 1 เดือน สิ่งที่คนไทยจะได้เห็นต่อไปนี้การแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมืองมากมาย หนึ่งในนั้นคือการแต่งตั้งตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ”เพื่อเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าว แน่นอนว่าตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” ไมได้เข้ามาทำงานกันแบบไม่มีค่าตอบแทน เพราะตำแหน่งดังกล่าวมีเงินเดือนและค่าตำแหน่งให้ด้วย 

ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2566 แต่งตั้ง “ที่ปรึกษานายกฯ” เพิ่มเติมอีก 4 คน ดังนี้

  • นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
  • พลเอก นิพัทธ์  ทองเล็ก ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 
  • นายพิชัย  นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
  • นายชัยเกษม นิติสิริ  ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ครม. มีมติ แต่งตั้ง นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ไปแล้ว นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังแต่งตั้ง เกณิกา อุ่นจิตร์ เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นโควตาของพรรคพลังประชารัฐ 

สำหรับตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” แน่นอนว่าเป็นตำแหน่งที่มีค่าตอบแทน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่ง โดยตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” จะมีเงินเดือน 47,250 บาท เงินประจำตำแหน่ง 10,000  รวมเงินเดือนตำแหน่ง “ที่ปรึกษานายกฯ” อยู่ที่ 57,250 บาท 

หากลองคำนวณเงินเดือนที่ปรึกษานายกฯ จำนวน 5 คน ในระยะเวลา 4 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 13,740,000 ล้านบาท  ทั้งนี้ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ จำเป็นจะต้องมีและจะต้องมีการแต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านให้เข้ามานั่งในตำแหน่งนี้ เพื่อคอยให้คำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรี 

‘ก้าวไกล’ ตั้งคณะทำงานพิเศษ ป้องกัน ‘คุกคามทางเพศ’ ในพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561301

18 ต.ค. 2566

'ก้าวไกล' ตั้งคณะทำงานพิเศษ ป้องกัน 'คุกคามทางเพศ' ในพรรค

ปัญหา ‘คุกคามทางเพศ’ ในพรรค ‘ก้าวไกล’ ยังไม่จบ ล่าสุด มีการตั้งคณะกรรมการพิเศษ มีคนนอกเข้าร่วมแก้ปัญหา ค่านิยม อย่างจริงจังแล้ว

เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า พรรคก้าวไกลได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงทางเพศ เพื่อยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับการรับมือและการป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศ และความรุนแรงให้ทุกองคาพยพของพรรค มีความเข้าใจที่เท่าเทียมกัน สอดคล้องกับคุณค่าหลัก (Core Value) ของพรรคที่ยึดถือในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ ต่อต้านการคุกคามและยุติความรุนแรงทางเพศเพื่อให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคม

คณะทำงานพิเศษชุดนี้ จะประกอบด้วยคนในพรรคก้าวไกลและคนนอกที่มีความรู้ มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ มาทำงานร่วมกัน  สำหรับองค์ประกอบเบื้องต้น ได้แก่  นักวิชาการ / สหวิชาชีพ เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ที่จะช่วยยกระดับความเข้าใจด้านการช่วยเหลือผู้ที่ถูกคุกคามทางเพศหรือถูกกระทำความรุนแรง /

นอกจากนี้ ยังมีประธานคณะกรรมการวินัยของพรรค / ตัวแทนทีมนโยบายของพรรค / ฝ่ายจัดการอบรมของพรรค โดยในอนาคตอาจมีการร่วมออกแบบคู่มือ (Guidebook) สื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่แก่บุคลากรฝ่ายต่างๆ และ ตัวแทนจากฝ่ายเครือข่ายของพรรค เพื่อให้สามารถนำเรื่องนี้ไปทำงานในระดับพื้นที่ด้วย

เบญจาระบุว่า สิ่งที่คาดหวังจากการมีคณะทำงานพิเศษฯ นี้ ไม่ได้ต้องการเพื่อยกว่าพรรคก้าวไกลมีมาตรฐานเรื่องนี้สูงส่งกว่าคนอื่น แต่เพื่อยกระดับการทำงานของพรรค ด้านการรับมือและป้องกันปัญหาจากการคุกคามและความรุนแรงทางเพศ ให้สอดคล้องกับพลวัตของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย สร้างกระบวนการบนพื้นฐานของความเข้าใจที่ตรงกัน ส่งเสริมความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เกิดการละเมิดเสรีภาพทางเพศตามมา

โดยคณะทำงานพิเศษฯ จะจัดทำข้อเสนอต่อพรรคถึงแนวทางในปรับโครงสร้าง กระบวนการ และมาตรการต่างๆ เช่น การทบทวนองค์ประกอบและสัดส่วนกรรมการวินัย การทบทวนกระบวนการในการรับเรื่องร้องเรียนและดำเนินการ การสร้างความตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศแก่บุคลากร การสร้างสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน เพื่อแก้ไขป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศ และความรุนแรงส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ ให้สมกับที่ประชาชนคาดหวัง

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/561297

18 ต.ค. 2566

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

หลานปู่ โพสต์แจ้งข่าวสุดเศร้า ‘ขอให้ปู่ไปอยู่กับย่าบนสวรรค์นะครับ เราทุกคนรักปู่ครับ’ สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ ประเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ถึงแก่กรรมในวัย 96 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเสริฐ สะสมทรัพย์ หรือ ป๋าเสริฐ อายุ 96 ปี เสียชีวิตอย่างสงบที่โรงพยาบาลนครปฐม จังหวัดนครปฐมเมื่อเวลา 23.23 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2566

โดยในเฟซบุ๊กของ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ หลานชาย ได้โพสต์ภาพคุณปู่พร้อมหน้าครอบครัว พร้อมข้อความว่า “ขอให้ปู่ไปอยู่กับย่าบนสวรรค์นะครับ เราทุกคนรักปู่ครับ”

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี
สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

ทางครอบครัวสะสมทรัพย์ เตรียมเคลื่อนร่างนายประเสริฐ สวดอภิธรรมที่ศาลา 3 วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร ต.พระปฐมเจดีย์ อ.เมือง จ.นครปฐม

โดยจะให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น รดน้ำศพ วันที่ 18 ตุลาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป แล้วจะมีพิธีน้ำหลวงอาบศพนายประเสริฐ สะสมทรัพย์ ในเวลา 17.00 น. และสวดพระอภิธรรม ระหว่างวันที่ 19-23 ตุลาคม 2566 เวลา 18.00 น.ต่อไป

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

ประวัติ ป๋าเสริฐ ประเสริฐ สะสมทรัพย์ ตำนานบ้านใหญ่นครปฐม

นายประเสริฐ สะสมทรัพย์ หรือ ป๋าเสริฐ  เกิดเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.2469 สิริอายุ 96 ปี

นายประเสริฐ เป็นอดีตนายกสโมสรโรตารี นครปฐม และอดีตนายกสมาคมอึ้งศรี นครปฐม โดยเริ่มสร้างอาณาจักรธุรกิจในนามบริษัทกลุ่ม 79 เริ่มก่อตั้งด้วยการวิ่งรถสิบล้อ และเปลี่ยนมาทำธุรกิจรถทัวร์สาย 79 รวมถึงธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ค้าวัสดุก่อสร้าง โกดังข้าว และบริหารสนามกอล์ฟหรูระดับโลก

ป๋าเสริฐ มีบุตรชาย 4 คน ประกอบด้วย

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ อดีตรมต.แรงงาน อดีตสส.นครปฐมหลายสมัย
นายไชยยศ สะสมทรัพย์ อดีตรมช.คลัง อดีตสส.นครปฐม
นายไชยา สะสมทรัพย์ (เสียชีวิต) อดีตรมต.พานิชย์ อดีตสส.นครปฐมหลายสมัย
นายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีตผช.รมต.ทส. รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา สส.นครปฐมหลายสมัย

สิ้นแล้ว ‘ป๋าเสริฐ สะสมทรัพย์’ ตำนาน ‘บ้านใหญ่นครปฐม’ ในวัย 96 ปี

ขณะที่หลานชายของป๋าเสริฐ คือ นายจิรวัฒน์ สะสมทรัพย์ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม (บุตรนายไชยา) นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม พรรคชาติไทยพัฒนา (บุตรนายไชยา)