เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556569

21 ส.ค. 2566

เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30

เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’นำโดย พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย และพรรคชาติพัฒนากล้า

ไม่แก้ม.112-ไม่มีก้าวไกล-ดัน เศรษฐา ทวีสิน นายกคนที่30

สรุปคำแถลง “จัดตั้งรัฐบาล” พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมือง รวม 11 พรรค จำนวน 314 เสียง ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกล(ก.ก.)เข้าร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ ได้มีมติร่วมกันเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยต่อรัฐสภา หรือ นายคนที่ 30 เพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันที่ 22 ส.ค.

เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30

จัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี

พรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ดำเนินการรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อ“จัดตั้งรัฐบาล”ดังนี้

  • พรรคภูมิใจไทย (71 ที่นั่ง) ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 4 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย 4 ตำแหน่ง
  • พรรคพลังประชารัฐ (40 ที่นั่ง) ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 2 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย 2 ตำแหน่ง
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ (36 ที่นั่ง) ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 2 กระทรวง และรัฐมนตรีช่วย 2 ตำแหน่ง
  • พรรคชาติไทยพัฒนา (10 ที่นั่ง) ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 1 กระทรวง
  • พรรคประชาชาติ (9 ที่นั่ง) ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 1 กระทรวง
  • พรรคเพื่อไทย (141 ที่นั่ง) ทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 8 กระทรวงรัฐมนตรีช่วย และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรวม 9 ตำแหน่ง
  • พรรคอื่นๆอีกจำนวน 5 พรรค ได้แก่ พรรคชาติพัฒนากล้า 2 ที่นั่ง, พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 2 ที่นั่ง, พรรคเสรีรวมไทย 1 ที่นั่ง,พรรคท้องที่ไทย 1 ที่นั่ง,พรรคพลังสังคมใหม่ 1 ที่นั่ง
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30

พรรคเพื่อไทย แกนนำ “จัดตั้งรัฐบาล” ได้เชิญหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือ ผู้แทนที่ได้รับมอบหมายของแต่ละพรรคมาตกลงเรื่องการร่วมมือและแบ่งงานกันทำ โดยทุกพรรคบรรลุข้อตกลงร่วมกันจะนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้เป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ เช่น

  • นโยบาย Digital wallet 10,000 บาท
  • ที่ดินทำกิน
  • ขึ้นค่าแรงขึ้นต่ำ 600 บาทภายในปี 2570
  • เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท
  • เกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ
  • เพิ่มราคาพืชผลเกษตร
  • แก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
  • กัญชาทางการแพทย์และสุขภาพ 
  • แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ยังคงไว้ในส่วนของหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ 
  • ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ

ทั้งนี้ พรรคร่วมรัฐบาล จะนำนโยบายเข้ามาบูรณาการร่วม พร้อมปรับ เสริม หรือประสานนโยบายของ “พรรคร่วมรัฐบาล” ให้เป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด และนำมาจัดทำเป็นนโยบายร่วมกัน เพื่อแถลงต่อรัฐสภาต่อไป

พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขอกราบเรียนว่า ขณะนี้ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญลำดับแรกที่ต้องเร่งแก้ไขเพราะประชาชนกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ สถานการณ์หนี้สินของครัวเรือน ภาคธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางได้รับผลกระทบมาแล้วเป็นเวลานาน ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงสร้างและกลไกเพื่อนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศให้กลับคืนมาอีกครั้ง

พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลตระหนักดีว่าในสถานการณ์ดังกล่าวเราไม่อาจจะทอดเวลาไปมากกว่านี้ หรือจำนนต่อสถานการณ์ขัดแย้งที่ประเทศและประชาชนตกอยู่ในวงล้อมที่เสียโอกาสไปทุกขณะ

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้อยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อประชาชนในสถานการณ์ที่ปัญหาทุกด้านส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องรุนแรง แม้พรรคเพื่อไทยจะเผชิญกับวาทกรรมหรือคำกล่าวหาที่รุนแรงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเรารับรู้ความขัดแย้งดังกล่าวด้วยใจที่เป็นธรรม และตั้งใจมุ่งสู่เป้าหมายที่จะก้าวข้ามความขัดแย้ง ดังนั้นเป้าหมายหลักในวาระนี้คือการเข้ามาร่วมรับผิดชอบในวาระประเทศและวาระของประชาชน

พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะมุ่งมั่นดำเนินการตามนโยบายด้วยการแก้ปัญหาให้กับประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นอย่างรวดเร็ว เราต้องเร่งทำงานเพื่อฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจ กำหนดนโยบายพัฒนามาตรการกลไกเพื่อความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างสร้างสรรค์ 

พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า “ภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ถึงแม้จะมีอดีตพรรคการเมืองในรัฐบาลที่แล้วร่วมรัฐบาล แต่ทุกพรรคจะร่วมกันทำงานกับพรรคเพื่อไทยอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ดังเช่นที่ทุกพรรคการเมืองได้เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย” 

และพรรคร่วมรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรักสามัคคีปรองดองของคนในชาติ และจะร่วมกันสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติและประชาชนต่อไป

จากแถลงการณ์และเจตจำนงดังกล่าวข้างต้น เราจึง “ขอรับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน และทุกพรรคการเมือง มาร่วมกันผลักดันวาระประเทศ เพื่อดำรงความมุ่งหมายที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคงของประเทศ และดูแลสถาบันหลักของชาติเป็นสำคัญ ร่วมกันลดเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การขยายความขัดแย้งในประเทศ ร่วมกันพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและการกินดีอยู่ดีของประชาชน และมีความเป็นประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ขึ้น”

“มุ่งมั่นทำงาน แก้วิฤตการณ์ประเทศ โดยยึดวาระประชาชน”

21 สิงหาคม 2566

เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30

ประมวลภาพแถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง

เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30
เปิดคำแถลง‘จัดตั้งรัฐบาล’ชูไม่แก้ ม.112-ไม่มี ก.ก. ดัน‘เศรษฐา’นายกคนที่30

ขอบคุณที่มาภาพ:พรรคเพื่อไทย

‘ชลน่าน’ จ่อลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแน่นอน ย้ำจำเป็นต้องมี รทสช.-พปชร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556560

21 ส.ค. 2566

'ชลน่าน' จ่อลาออกหัวหน้าพรรคเพื่อไทยแน่นอน ย้ำจำเป็นต้องมี รทสช.-พปชร.

‘ชลน่าน’ เผยช่วงเวลาลาออก ‘หัวหน้าพรรคเพื่อไทย’ แน่นอน รับผิดชอบสิ่งที่เคยประกาศไว้ ย้ำจำเป็นต้องมี รทสช.-พปชร. เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เป็นนั่งร้านให้ใคร

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึง การเตรียมตัวลาออกจากตำแหน่ง หลังเคยประกาศไม่ร่วมทำงานกับ 2 พรรคลุงว่า  สาเหตุที่จำเป็นจะต้องเอาพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล คือ ซีกเดิมเรา มี 312 เสียง มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เหตุผลที่จำเป็นเราจะต้องเอา 2 พรรคเข้ามา เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้าไม่เอามา จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้แน่นอน อะไรจะเกิดขึ้นเราไม่คาดการณ์สิ่งที่จะเป็นผลร้ายกับประเทศ 

ดังนั้นทำในสิ่งที่เราเห็นและมุ่งมั่นให้กับประเทศและพี่น้องประชาชน ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ได้โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดต้องรัฐบาล ดังนั้นตัดประเด็นเรื่องพรรคเพื่อไทยเป็นแนวร่วมหรือนั่งร้านให้กับพรรคอื่น 

เมื่อถามว่า จะลาออก หรือไม่ นพ.ชบน่าน ระบุว่า “ผมตั้งใจที่จะประกาศความรับผิดชอบเรื่องนี้อยู่แล้ว ไม่ปฏิเสธว่า จะไม่ลาออก”

เมื่อถามว่า ลาออกเมื่อไหร่ นพ.ชลน่าน กล่าว ยินดีลาออกแน่นอน แต่ภารกิจการทำหน้าที่หัวหน้าพรรค มันเป็นกรรมการบริหารพรรคที่จะต้องจัดตั้งรัฐบาลในส่วนของเพื่อไทยให้สำเร็จ วันที่เสนอชื่อในส่วนของรัฐมนตรีและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเสร็จ “ผมจะประกาศอีกที” ยืนยันเคยประกาศอะไรไว้ ก็รับผิดชอบสิ่งที่ประกาศเอาไว้

เมื่อถามว่าจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งอื่นๆหรือไม่ นพ.ชลน่าน ไม่ตอบคำถาม

‘สุวัจน์’ เชื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ฟื้นความเชื่อมั่น ไม่คาดหวัง เก้าอี้ รมต.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556559

21 ส.ค. 2566

‘สุวัจน์’ เชื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ฟื้นความเชื่อมั่น ไม่คาดหวัง เก้าอี้ รมต.

ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า ‘สุวัจน์ ลิปตพัลลภ’ ไม่คาดหวังเก้าอี้ รมต. ยืนยันพร้อมสนับสนุน ‘เศรษฐา’ นั่งนายกฯ หวังให้ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ เสร็จการเมืองนิ่ง ฟื้นความเชื่อมั่นต่างชาติ-การลงทุนต่าง ๆ กลับเข้ามา ดันเศรษฐกิจดีขึ้น

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) กล่าวภายหลังการแถลงข่าวพรรคร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” กับพรรคเพื่อไทยว่า พรรคชาติพัฒนากล้า และพรรคเพื่อไทย ได้พูดคุยก่อนร่วมรัฐบาลกัน โดยจะเปิดโอกาสให้พรรคร่วมรัฐบาล ได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ ที่แต่ละพรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ 

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เป็น 1 ใน 11 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2566นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า เป็น 1 ใน 11 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2566

โดยจะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง หลัง“จัดตั้งรัฐบาล” เรียบร้อยแล้ว เพื่อมาประกอบเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อไป ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้า ขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่เชิญเข้าร่วมรัฐบาล และจะได้มีการหรือถึงการผสมผสานนโยบายโดยใช้นโยบายของพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก พร้อมยังยืนยันด้วยว่า ตั้งแต่ที่พรรคชาติพัฒนากล้า ได้รับเชิญไปหารือจัดตั้งรัฐบาล ไม่เคยมีการพูดคุยสัดส่วนรัฐมนตรีว่า จะได้รับมอบหมายงานในตำแหน่งใด 

“และภารกิจหลักในช่วงนี้ จะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้เสร็จสิ้น ให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยได้รับความเห็นชอบ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ดังนั้น พรรคชาติพัฒนากล้า จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ และไม่เคยคาดหวังตำแหน่งใด ๆ ทั้งสิ้น”

‘สุวัจน์’ เชื่อ ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ฟื้นความเชื่อมั่น ไม่คาดหวัง เก้าอี้ รมต.

นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย เตรียมเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาในวันพรุ่งนี้ (22 ส.ค.) ว่า พรรคร่วม“จัดตั้งรัฐบาล”พร้อมสนับสนุน 100% และพรรคชาติพัฒนากล้า จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งส่วนตัวก็อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เพื่อดึงความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และการลงทุนต่าง ๆ เข้ามา เพื่อให้เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น

นายสุวัจน์ ร่วมแถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง นายสุวัจน์ ร่วมแถลงจัดตั้งรัฐบาล 11 พรรค 314 เสียง

‘ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์’ ลาออก พรรคเพื่อไทย เด็ดเดี่ยวจนวินาทีสุดท้าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556552

21 ส.ค. 2566

'ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์' ลาออก พรรคเพื่อไทย เด็ดเดี่ยวจนวินาทีสุดท้าย

อดีต สส.เชียงใหม่ ‘ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์’ ประกาศลาออกจาก พรรคเพื่อไทย มีผลทันที หลังแถลง จัดตั้งรัฐบาล มีพรรค 2 ลุง

ทันทีที่พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล 314 เสียง 11 พรรคการเมือง ล่าสุด ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยประกาศลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย มีผลทันที ในเนื้อหาระบุว่า “ขอบคุณพรรคเพื่อไทย ที่ให้โอกาสทางการเมืองตลอดระยะเวลายาวนาน ครั้งนี้เป็นการตัดสินใจที่ยากมากที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิต และเข้าใจว่า พรรคมีทางเลือกที่น้อยมาก และต้องใช้ต้นทุนทุกอย่างที่มี ก็คงได้แต่ให้กำลังใจทำเพื่อประชาชนอย่างที่หวังไว้ ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านในพรรคเพื่อไทยด้วยใจ”

              ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ โพสต์ลาออกพรรคเพื่อไทยทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ โพสต์ลาออกพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ หรือ กุ้ง เกิดวันที่ 8 มี.ค. 2515 ปัจจุบันอายุ 51 ปี เป็นบุตรของนายพรทัศน์ บูรณุปกรณ์ มีน้อง 2 คน คือ ทัศนัย บูรณุปกรณ์ อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และ น.ส.ธารทิพย์ บูรณุปกรณ์ นักธุรกิจ มีศักดิ์เป็นหลานของนายปกรณ์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส. และนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วน จ.เชียงใหม่

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” เริ่มต้นเส้นทางการเมือง โดยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นใน จ.เชียงใหม่ เคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก (พ.ศ. 2546 – 2554) ต่อมาดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วน จ.เชียงใหม่ ในสมัยของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ก่อนที่จะลาออกมาลงสมัคร สส.เชียงใหม่ ในปี 2554 ในนามพรรคเพื่อไทย โดยลงในเขต 1 แทนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ขึ้นไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ และได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งแรก

ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์

หลังรัฐประหารในประเทศไทย ปี 2557 ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ เข้ารับตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่อีกครั้ง ต่อมาในเดือน พ.ค. 2559 เธอและน้องสาว ถูกนายทหารพระธรรมนูญจับกุมตัว ตามคำสั่ง คสช. เนื่องจากมีการกระทำเข้าข่ายทำผิดข้อหายุยงปลุกปั่นฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ก่อนจะนำไปปรับทัศนคติภายในมณฑลทหารบกที่ 11 รักษาพระองค์ เป็นเวลา 7 วันก่อนจะถูกปล่อยตัวในเดือน ส.ค.ปีเดียวกัน และต่อมาเธอก็ลาออกจากตำแหน่งรองนายก อบจ.เชียงใหม่ มีผลในวันที่ 1 ก.ย. 2559 และในปี 2566 ได้ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ในการเลือกตั้ง 2562 เธอได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เชียงใหม่ เขต 1 และได้รับเลือกตั้งอีกสมัย แต่ในการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ ปี 2563 เธอให้การสนับสนุน นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ซึ่งเป็นคู่แข่งของผู้สมัครที่พรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน

ทัศนีย์ มีบทบาทในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหลายครั้ง อาทิ การอภิปรายกรณีที่ได้กล่าวว่า ได้เขียนใบลาออกไว้ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนพล.อ.ประยุทธ์ ต้องออกมาตอบโต้ว่าให้เก็บไว้ใช้เอง

หนังสือขอลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยหนังสือขอลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทย

สว. ดิเรกฤทธิ์ แนะ ‘เศรษฐา’ ชี้แจงเอง ต่อรัฐสภา เคลียร์ปมคุณสมบัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556555

21 ส.ค. 2566

สว. ดิเรกฤทธิ์  แนะ 'เศรษฐา' ชี้แจงเอง ต่อรัฐสภา เคลียร์ปมคุณสมบัติ

ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา มองการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่จะมีขึ้น “เศรษฐา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจาก เพื่อไทย ควรที่จะมาชี้แจงด้วยตนเอง ในประเด็นที่ถูกหลายฝ่ายตรวจสอบคุณสมบัติ ส่วนขั้นตอนการมาชี้ แจงพรรคเพื่อไทย ควรร้องขอไปยังประธานรัฐสภา

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) เปิดเผยว่า การที่พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะ เสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (22 ส.ค.)      เห็นว่านายเศรษฐา  ควรจะมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อรัฐสภา เพื่อความชัดเจน และความสง่างาม ทั้งเรื่องคุณสมบัติ และการไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ สามารถนำพารัฐบาลของประชาชนไปสู่ความสำเร็จตามนโยบาย เพราะตัวนายเศรษฐาเอง ก็ถูกกล่าวหาเรื่องการเป็นผู้บริหารบริษัทมหาชน ที่มีพฤติการณ์ทุจริต หลบเลี่ยงภาษีด้วย 

นายดิเรกฤทธิ์   กล่าวว่า  ขณะเดียวกันต้องการให้นายเศรษฐา   รวมทั้งพรรคเพื่อไทย ชี้แจงนโยบายการประกาศจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อรัฐสภาให้ชัดเจน เพราะ สว.มีความกังวลถึงการจัดการออกเสียงประชามติ เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญ และจัดทำฉบับใหม่โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร. ดังนั้น สว.จึงต้องการความชัดเจนว่า เนื้อหาจะเป็นไปในทิศทางใด ทั้งในองค์กรที่จะมาใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน และองค์กรต่าง ๆ รวมถึงจะมีการกำหนดขอบเขตการแก้ไขในหมวด 1 รูปแบบรัฐ และหมวด 2 สถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ และเหตุใดถึงไม่ให้ สส.ที่เพิ่งได้รับการเลือกตั้งมาทำหน้าที่แทน 

“ประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถือเป็นประโยชน์ได้เสีย ที่พรรคเพื่อไทย หรือพรรคร่วมฯ สามารถทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อให้นายเศรษฐา มาชี้แจงได้ หรือหาก สส.ของพรรคเพื่อไทย จะชี้แจงแทน ก็ถือเป็นประโยชน์ได้เสียของผู้ถูกเสนอชื่อ   แต่ขอให้คำนึงถึงความน่าเชื่อถือด้วย ”  นายดิเรกฤทธิ์   กล่าว 

ด่วน ‘เทวัญ’ คัมแบ็ค นั่งหน.ชพก. ‘กำนันอู๊ด’ รั้งเลขาธิการพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556548

21 ส.ค. 2566

ด่วน ‘เทวัญ’ คัมแบ็ค นั่งหน.ชพก. ‘กำนันอู๊ด’ รั้งเลขาธิการพรรค

‘เทวัญ ลิปตพัลลภ’ น้องชาย ‘สุวัจน์’ คัมแบ็ค นั่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า ‘กำนันอู๊ด’ รั้งเลขาธิการพรรค พร้อมเปิดรายชื่อ คณะกรรมการบริหารพรรคฯชุดใหม่

วันที่ 21 สิงหาคม 2566 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมเซ็นทาราโคราช จ.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนากล้า ได้จัดประชุมใหญ่สามัญสมาชิกพรรค โดยมีแกนนำและกรรมการบริหารพรรค อาทิ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี, นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค รักษาการหัวหน้าพรรคนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ที่ปรึกษาพรรคฯและส.ส.พรรค นายประสาท ตันประเสริฐ รองหัวหน้าพรรคและส.ส.พรรค นายอรัญ พันธุมจินดา ผู้อำนวยการพรรค เป็นต้น

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้านายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

โดยในที่ประชุมมี นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค รักษาการหัวหน้าพรรค เป็นประธาน โดยวาระการประชุมประกอบด้วย รายงานผลการเลือกตั้งทั่วไป 2566,การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทั้งคณะ รวมทั้งตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

นายเทวัญ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม ว่าผู้บริหารพรรคและกรรมการบริหารพรรค 33 ท่านได้ให้ความไว้วางใจให้ผมเป็นหัวหน้าพรรค ต้องขอขอบคุณสมาชิกพรรคทุกท่าน ส่วนท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ยังคงดำรงตำแหน่งประธานพรรค และชื่อพรรคยังคงเป็นพรรคชาติพัฒนากล้า โดยมีคุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เป็นรองหัวหน้าพรรค

นายเทวัญ กล่าวถึงแนวนโยบายในการทำงาน ว่าตอนนี้คงต้องดูการเมืองก่อนว่าการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยหรือไม่ ถ้าจัดตั้งรัฐบาลได้ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความเชื่อมั่นต่างประเทศก็จะมากขึ้น ถ้าเศรษฐกิจดี แล้วพี่น้องประชาชนก็จะได้รัฐบาลที่จะมาบริหารประเทศชาติ ส่วนพรรคชาติพัฒนากล้ายังคงเน้นเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ

“จริงๆ วันนี้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในฐานะเป็นพรรคอันดับสอง เพราะพรรคอันดับ หนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคอันดับสอง ที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งพรรคชาติพัฒนากล้าก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ทำให้การเมืองนิ่ง”นายเทวัญ กล่าว

นายประสาท ตันประเสริฐ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้านายประสาท ตันประเสริฐ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า

“ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวโคราช ที่ยังให้การสนับสนุนพรรคชาติพัฒนากล้า ถึงแม้วันนี้เราจะไม่ได้รับ สส. ในจังหวัด แต่เราก็ยังทํางานเหมือนเดิมยังคงรับใช้พี่น้องประชาชนชาวโคราช” นายเทวัญ กล่าว

เปิดรายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคชาติพัฒนากล้าชุดใหม่ ประกอบด้วย

  • นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค
  • นายเทวัญ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรค
  • นายวัชรพล โตมรศักดิ์ รองหัวหน้าพรรค คนที่ 1
  • นายอดุลย์ เลาหพล รองหัวหน้าพรรค คนที่ 2
  • นายสมศักดิ์ กาญจนาวัฒนา รองหัวหน้าพรรค คนที่ 3
  • นายปกครอง ผาสุขยืด รองหัวหน้าพรรค คนที่ 4
  • นายสุเมธ ศรีพงษ์ รองหัวหน้าพรรค คนที่ 5
  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค คนที่ 6
  • พ.ต.อ. พณา เจือเพ็ชร์ รองหัวหน้าพรรค คนที่ 7
  • นายยุทธนา วิริยะกิตติ รองหัวหน้าพรรค คนที่ 8
  • นางบุษรา เสนะวีณิน รองหัวหน้าพรรค คนที่ 9
  • นายประสาท ตันประเสริฐ เลขาธิการพรรค
  • นายสมบัติ กาญจนวัฒนา รองเลขาการพรรค คนที่ 1
  • นายอรัญ พันธุมจินดา รองเลขาธิการพรรค คนที่ 2
  • น.ส.อัครวรรณ เจริญผล รองเลขาธิการพรรค คนที่ 3
  • น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ รองเลขาธิการพรรค คนที่ 4
  • พล.ต.ธชา จินตวร รองเลขาธิการพรรค คนที่ 5
  • นายองอาจ พฤกษ์พนาเวศ รองเลขาธิการพรรค คนที่ 6
  • นายนนทรัฐ ขจีกุล นายทะเบียน
  • นางอัญชลี บุสสุวัณโณ เหรัญญิก
  • นางเยาวภา บุรพลชัย โฆษกพรรค
  • นายศุภรัศมิ์ ตัณฑเศรณีวัฒน์ รองโฆษกพรรค คนที่ 1
  • น.ส.มสารัศม์ อื้อศรีวงศ์ รองโฆษกพรรคคนที่ 2

หัวหน้า-เลขาธิการ พรรคชาติพัฒนากล้าหัวหน้า-เลขาธิการ พรรคชาติพัฒนากล้า

ด่วน ‘เพื่อไทย’ แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ มีเรา มีลุง รวม 11 พรรค 314 เสียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556528

21 ส.ค. 2566

ด่วน 'เพื่อไทย' แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ มีเรา มีลุง รวม 11 พรรค 314 เสียง

11 พรรค รวม 314 เสียงพรึบ แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ มีเราร มีลุง ก้าวข้ามความขัดแย้ง พร้อมเปิดโควตา รมว.-รมช. ขอ สว.สนับสนุน ‘เศรษฐา’ นั่งนายกฯ ร่วมผลักดันวาระประเทศ-เดินหน้านโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล-กัญชาการแพทย์-ค่าแรง 600 บาท-เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท

ที่พรรคเพื่อไทยว่า วันนี้(21 ส.ค. 2566) เมื่อเวลา 13.41น.พรรคเพื่อไทยพร้อมแกนนำพรรคร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ที่จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ในการประชุมรัฐสภาวันที่ 22 ส.ค. แถลงข่าวร่วมจัดตั้งรัฐบาล ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าและเลขาธิการพรรค 

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  นำ 11 พรรคร่วม ตั้งรัฐบาล พปชร. ร่วมด้วย แบ่งกระทรวงให้ 6 พรรคใหญ่นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว นำ 11 พรรคร่วม ตั้งรัฐบาล พปชร. ร่วมด้วย แบ่งกระทรวงให้ 6 พรรคใหญ่

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคฯ, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคฯ และหัวหน้าพรรคฯ รองหัวหน้า และเลขาธิการพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล รวม 11 พรรคการเมือง ประกอบด้วย 

11 พรรคการเมือง รวม 314 เสียง จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2566 11 พรรคการเมือง รวม 314 เสียง จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เมื่อวันที่ 21 ส.ค.2566

11 พรรคการเมือง รวม 314 เสียง

  • พรรคเพื่อไทย (พท.) 141 เสียง
  • พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง
  • พรรคพลังประชารัฐ 40 เสียง
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ 36
  • พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง
  • พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง
  • พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง
  • พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง
  • พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง
  • พรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง
  • พรรคท้องที่ไทย 1 เสียง 
     
ด่วน 'เพื่อไทย' แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ มีเรา มีลุง รวม 11 พรรค 314 เสียง

นพ.ชลน่าน ได้อ่านแถลงการณ์การ”จัดตั้งรัฐบาล” ในครั้งนี้ว่า พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล โดยจะไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล และจะสนับสนุนให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้ที่ประชุมรัฐสภา พิจารณาเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (22 ส.ค.)

โดยพรรคเพื่อไทย จะทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 8 กระทรวง และรัฐมนตรีประสำนักนายกรัฐมนตรี และช่วยว่าการรวม 9 ตำแหน่ง , พรรคภูมิใจไทย จะทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการ 4 กระทรวง และช่วยว่าการ 4 ตำแหน่ง , พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ จะทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการพรรคละ 2 กระทรวง และช่วยว่าการพรรคละ 2 ตำแหน่ง , พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคประชาชาติ จะทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการพรรคละ 1 กระทรวง และทุกพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยังบรรลุข้อตกลงร่วมกัน จะนำนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ ไปปฏิบัติเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ทั้งนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล, นโยบายที่ดินทำกิน, การเกณฑ์ทหารโดยสมัครใจ, การขึ้นค่าแรง 600 บาทภายในปี 2570, นโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท, การสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายใต้, นโยบายกัญชาทางการแพทย์ และสุขภาพ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น โดยจะยังคงไว้ซึ่งหมวดพระมหากษัตริย์ โดยจะนำนโยบายของทุกพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลมารวมกันดำเนินการ เพื่อเป็นนโยบายรัฐบาล และแถลงต่อรัฐสภาต่อไป

นพ.ชลน่าน ยังยืนยันว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ที่จะต้องเร่งแก้ไข ทั้งในภาคประชาชน และภาคธุรกิจ ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ ดังนั้น พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฯ จึงตระหนักดีว่า ไม่สามารถทอดเวลาให้ประเทศไทยเสียโอกาสให้ จึงได้กำหนดพื้นฐานความรับผิดชอบต่อประชาชน แม้พรรคเพื่อไทย จะต้องเผชิญกับวาทะกรรมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาและรับทราบความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงตั้งใจที่จะก้าวข้าวความขัดแย้ง และเป้าหมายหลักของรัฐบาลในการรับผิดชอบต่อวาระประเทศ และวาระประชาชน โดยจะมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาให้ประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นอย่างรวดเร็ว ผ่านนโยบาย และมาตรการต่าง ๆ เพื่อความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กำหนดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างสร้างสรรค์

นพ.ชลน่าน มั่นใจด้วยว่า ภายใต้การนำรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ที่จะมีพรรคการเมืองในขั้วอำนาจเดิมร่วมรัฐบาลด้วย แต่ทุกพรรค ยืนยันว่า จะร่วมกันทำงานกับพรรคเพื่อไทยอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน เหมือนที่เคยร่วมงานกันผ่านรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย โดยจะใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรัก ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติต่อไป สร้างความเจริญก้าวหน้าให้ประเทศ และประชาชนต่อไป ดังนั้น พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล จึงขอเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา มาร่วมกันผลักดันวาระของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ประชาชน และสงคม ดูแลสถาบันหลักสำคัญของชาติ ลดเงื่อนไขการขยายความขัดแย้ง และร่วมกันพาประเทศสู่ความมั่งคั่ง ปะชาชนอยู่ดีกินดี มีความเป็นประชาธิปไตย มุ่งมั่นแก้ปัญหาประเทศ โดยยึดวาระประชาชน

ด่วน 'เพื่อไทย' แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ มีเรา มีลุง รวม 11 พรรค 314 เสียง
ด่วน 'เพื่อไทย' แถลง ‘จัดตั้งรัฐบาล’ มีเรา มีลุง รวม 11 พรรค 314 เสียง

ทั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะไม่ร่วมแถลงข่าวดังกล่าวแต่ให้เลขาธิการพรรค ทำหน้าที่แทน ขณะนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ก็จะไม่ร่วมแถลงข่าวดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่นายเศรษฐา และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย จะเข้าร่วมการประชุม สส.ของพรรคเพื่อไทย ที่จะมีขึ้นเวลาไล่เลี่ยกันของวันนี้

หลังจากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศวางมือจากตำแหน่งผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย หลังพรรคเพื่อไทยจับมือ 2 ลุงตั้ง #รัฐบาลเพื่อไทย หวังไปขายข้าวแกง ทั้งนี้ได้บอก ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ อุ๊งอิ๊ง เศรษฐา แล้ว

‘นายกฯ’ ไม่ใช่หัวหน้าบริษัท ‘ถวิล’ ลั่น สว.ทำหน้าที่ช่วงสุดท้ายให้ดีที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556535

21 ส.ค. 2566

‘นายกฯ’ ไม่ใช่หัวหน้าบริษัท ‘ถวิล’ ลั่น สว.ทำหน้าที่ช่วงสุดท้ายให้ดีที่สุด

ตัวแทนจากภาคประชาชน อดีตพระพุทธอิสระ-อดีตแกนนำพิราบขาว 2006 แท็กทีมบุกสภา ยื่นหนังสือ สว. ขอให้ตรวจสอบ คุณสมบัติ ‘เศรษฐา’ แคนดิเดตนายกฯ ‘ถวิล เปลี่ยนสี’ ลั่น ‘นายกฯ’ ไม่ใช่หัวหน้าบริษัทต้องเลือกคนที่ดีที่สุดมีมาตรฐานจริยธรรมที่เหมาะสมเป็นผู้นำ

นับถอยหลังใกล้วัน โหวตรนายกรอบ3 ในวันที่ 22 ส.ค. 2556 ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ ที่รัฐสภา ตัวแทนจากภาคประชาชนและตัวแทนของนายสุวิทย์ ทองประเสริฐ (อดีตพระพุทธอิสระ) นายมหัศจักร โสดี เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ สมาชิกวุฒิสภาโดยมีนายสมชาย แสวงการ , นายถวิล เปลี่ยนสี สมาชิกวุฒิสภา(สว.) และสมาชิกวุฒิสภา เข้ารับหนังสือ

สว.รับหนังสือภาคประชาชน ตรวจสอบ คุณสมบัติ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีเหมาะสมหรือไม่สว.รับหนังสือภาคประชาชน ตรวจสอบ คุณสมบัติ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีเหมาะสมหรือไม่

โดยนายมหัศจักร กล่าวว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ เพราะถือว่าเป็นประมุขของฝ่ายบริหาร จึงต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อที่จะให้คนไทยทั้งประเทศได้นายกรัฐมนตรีที่มีความเหมาะสมตามคุณสมบัติ และลักษณะตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 
 

ดังนั้น จึงขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ถูกเสนอชื่อเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตามอำนาจและหน้าที่ของวุฒิสภาที่ได้บัญญัติเอาไว้ในบทเฉพาะกาลของกฎหมายรัฐธรรมนูญ กำหนดให้วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจสำคัญคือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีจากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งเอาไว้ จึงขอให้วุฒิสภาได้โปรดดำเนินการตรวจสอบตามหน้าที่และอำนาจดังกล่าวนี้ด้วย

ทั้งนี้นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำพิราบขาว 2006 ยื่นหนังสือในประเด็น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) บรรญัติ ไว้ว่าคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่กรณีของแคนดิเดตบางคน ถูกกล่าวหาว่ากระทำการคดโกง ถ้า ประธานรัฐสภาปล่อยให้โหวตโดยที่ผู้ที่ถูกเสนอชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่เดินทางมาแสดงวิสัยทัศน์ หรือ ชี้แจงหลักฐานต่างๆ แก้ข้อกล่าวหา และประธานปล่อยให้มีการโหวตเธอว่าผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) เพราะความไม่ประจักษ์

สว.รับหนังสือภาคประชาชน ตรวจสอบ คุณสมบัติ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เหมาะสมหรือไม่สว.รับหนังสือภาคประชาชน ตรวจสอบ คุณสมบัติ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เหมาะสมหรือไม่

ด้านนายสมชาย กล่าวว่า ในฐานะสว.ที่ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ก็ต้องรอดูว่าจะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี สว.ก็ใช้มาตรฐานในการตรวจคุณสมบัติพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ด้วย ก็ต้องรอดูว่าผู้ที่ถูกเสนอชื่อจะแถลงอะไรหรือไม่ หรือจะมีผู้ลุกขึ้นชี้แจงแทนหรือไม่ ก็ต้องพิจารณาว่าคุณสมบัติครบถ้วน และให้ความไว้วางใจได้เป็นผู้แทนหรือไม่ สว.มีหน้าที่แค่ให้ความเห็นชอบหรือไม่ แต่เชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความต่อไปตรงมาซื่อสัตย์ ส่วนดุลพินิจในการโหวตของแต่ละคนเป็นเอกสิทธิ์

ขณะที่นายถวิล เปลี่ยนสี  วุฒิสมาชิก กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ใช่หัวหน้าครอบครัวหรือหัวหน้าบริษัท ฉะนั้นต้องเลือกคนที่ดีที่สุดมีคุณสมบัติมีมาตรฐานจริยธรรมที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้นำของคนทั้งประเทศ สว.ก็ต้องรับฟังข้อมูลต่างๆและปรึกษาหรือกันและมั่นใจว่าช่วงสุดท้ายของการทำงานของสว.จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด จะใช้ดุลพินิจโดยไม่ตกอยู่ในอาณัติของใครทั้งสิ้นจะพิจารณาคนที่ดีที่เหมาะสมเข้ามา โดยจะใช้ดุลยพินิจตรงนี้ให้ดีที่สุด ขอให้มั่นใจว่า สว.ทั้ง 250 คนใช้เหตุผลในการพิจารณา

สว.รับหนังสือภาคประชาชน ตรวจสอบ คุณสมบัติ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่สว.รับหนังสือภาคประชาชน ตรวจสอบ คุณสมบัติ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรี ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

‘นายกฯ’ ไม่ใช่หัวหน้าบริษัท ‘ถวิล’ ลั่น สว.ทำหน้าที่ช่วงสุดท้ายให้ดีที่สุด

‘ณัฐวุฒิ’ ประกาศยุติบทบาท ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ไม่เอา 2 ลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/556515

21 ส.ค. 2566

'ณัฐวุฒิ' ประกาศยุติบทบาท ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ไม่เอา 2 ลุง

มีลุงไม่มีเรา “ณัฐวุฒิ’ เสียงเครือ ประกาศยุติบทบาท ‘ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย’ ขอกลับบ้านไปขายข้าวแกง เอาใจช่วย ทำงานสำเร็จ

ภายหลังค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทย ประกาศร่วมรัฐบาลกับพรรค 2 ลุง คือ พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ แม้จะยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่จับตาว่า ในวันนี้ พรรคเพื่อไทย จะมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าว ที่รัฐสภา เพื่อเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลสลายขั้ว โดยก่อนหน้านี้ มีความเคลื่อนไหวของ “ณัฐวุฒิ” ที่แสดงจุดยืน หากมีลุงไม่มีเรา และพร้อมเดินออกจากพรรค หากมีการจัดตั้งรัฐบาล จับมือกับพรรค 2 ลุง

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ล่าสุด นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Live “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ตอนหนึ่งระบุว่า ได้ยุติบทบาท ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ไม่ร่วมกิจกรรมกับรัฐบาล แล้วจะกลับบ้านไปขายข้าวแกง โดยได้บอกกล่าวผู้ใหญ่ของพรรคไว้ ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา ตนรอเวลาให้พรรคการเมืองที่รัก เดินมาอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ยากลำบากนัก ถามคนสำคัญในพรรคแล้วยืนยันว่า นายเศรษฐา ผ่านในการโหวตได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน จึงตัดสินใจเดินออกมา

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การที่พรรคเพื่อไทย จับมือกับพรรค 2 ลุง เป็นเหตุผลสำคัญ ส่วนตัวเข้าใจ ไม่ได้โกรธเคือง เพียงแต่ว่าวิถีการเมืองแบบตน เมื่อได้ประกาศกับประชาชน และแสดงจุดยืนเช่นนั้นมาตลอด ก็ต้องรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่ได้ยืนยันมา การตัดสินใจยุติบทบาทครอบครัวเพื่อไทย เป็นเรื่องที่มีรอยในใจ และได้แจ้งให้ นายเศรษฐา ทวีสิน ,น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย รวมถึงทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องนายทักษิณกลับบ้าน เป็นคนละเรื่องกันกับการตั้งรัฐบาล

ณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์ในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ

“ที่นี่เป็นบ้านของผม ผมโตที่นี่ เติบโตที่นี่ สู้ที่นี่ คนในบ้านพี่น้องผมทั้งนั้น แต่ว่าถึงเวลาก็ต้องตัดสินใจ ยอมรับว่าตัดสินใจยาก ไม่ใช่เรื่องยศศักดิ์ตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องความผูกพัน ความรัก และความปรารถนา แต่ขอบอกทุกคนในเพื่อไทย และกองเชียร์ผู้สนับสนุนพรรคว่าไม่มีทางที่จะทำให้พรรคนี้เกิดความเสียหาย ไม่มีทางที่ออกมาแล้วเขวี้ยงก้อนหินใส่หลังคาบ้าน” โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวเสียงสั่น

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การที่พรรคเพื่อไทยไปเอาพรรคพลังประชารัฐ กับรวมไทยสร้างชาติมา ทำให้รัฐบาลทำงานยากมาก แต่เมื่อเป็นการตัดสินใจภายใต้ข้อจำกัด และสถานการณ์ที่ยากลำบาก ก็ขอเอาใจช่วยให้พรรคเพื่อไทยทำสำเร็จ ที่ได้ประกาศกับประชาชน อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ และกฎหมายที่ส่งผลให้ญาติผู้เสียชีวิตจากคดีสลายการชุมนุมสามารถฟ้องศาลได้โดยตรง ซึ่งหากไม่ทำตรงนี้เจอกันแน่

              ณัฐวุฒิ โพสต์เฟซบุ๊กณัฐวุฒิ โพสต์เฟซบุ๊ก

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายณัฐวุฒิ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า วิกาลเดียวดาย และยิ่งเดียวดายเมื่อปรากฎเงาหลังคนผู้หนึ่ง คนเสเพลผู้ถูกขับจากสำนัก เล่งฮู้ชง

สุราอุ่นแล้ว ปีศาจสุราล้อมวง

รสสุราซื่อสัตย์ ชาวยุทธ์บ้างเมามาย บ้างกู่ก้องถามไถ่

ข้าพเจ้าเพียงรอเวลา

และเวลาของข้าพเจ้า มาถึงแล้ว

ย้อนภาพ ประวัติศาสตร์ ‘ทักษิณ’ ก้ม กราบแผ่นดินไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/554576

21 ส.ค. 2566

ย้อนภาพ ประวัติศาสตร์ 'ทักษิณ' ก้ม กราบแผ่นดินไทย

15 ปี ที่ลี้ภัย ย้อนภาพนาทีประวัติศาสตร์ ‘ทักษิณ’ อดีตนายกรัฐมนตรี ก้ม กราบแผ่นดินไทย ภาพนั้น จะฉายซ้ำหรือไม่

การประกาศกลับประเทศไทย ไม่รู้ครั้งที่เท่าไร ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในวันที่ 22 ส.ค. 2566 ซึ่งตรงกับวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่สนามบินดอนเมือง ไม่ว่าครั้งนี้จะเป็นโรคเลื่อนอีกหรือไม่ แต่ก็ทำให้ภาพความทรงจำ ที่นับเป็นภาพประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถูกย้อนกลับมา ครั้งที่ “ทักษิณ” ก้มกราบพื้น สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อได้กลับบ้านครั้งแรก และเป็นครั้งเดียว หลังเหตุรัฐประหาร 2549

   ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

“หากผมยังมีวาสนา ผมจะขอกลับมาตายบนผืนแผ่นดินไทย เฉกเช่นคนไทยทุกคนครับ” เป็นประโยคที่ “ทักษิณ” เคยแถลงไว้ คมชัดลึก ย้อนรอยเหตุการณ์ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ต้องลี้ภัยไปต่างแดน นานหลายสิบปี ภาพประวัติศาสตร์ ก้มกราบแผ่นดินไทย กำลังจะถูก replay กลับมาอีกครั้งหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะ ทำการรัฐประหารระหว่างที่เขา เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่ 61 ที่สหรัฐฯ

การทำรัฐประหาร ทำให้ “ทักษิณ ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่ง และคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) คณะรัฐประหาร ซึ่งแปรสภาพมาจาก คปค. เป็นผู้แต่งตั้ง ทำการอายัดทรัพย์ของทักษิณ และครอบครัวในประเทศไทย รวม 76,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เขาร่ำรวยผิดปกติขณะอยู่ในตำแหน่ง ก่อนถูกถอดยศ “พ.ต.ท.” ในปี 2558

    ภาพทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดินภาพทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดิน

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาต้องลี้ภัยอยู่ต่างประเทศนานกว่า 1 ปี และได้เดินทางกลับประเทศไทยครั้งแรก วันที่ 28 ก.พ. 2551 ซึ่งภาพที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ก้มกราบแผ่นดินไทยในครานั้น กลายเป็นภาพหน้า 1 ของสื่อทุกสำนัก และถูกจารึกเป็นภาพประวัติศาสตร์การเมืองไทย

โดยวันนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” เดินทางด้วยเครื่องบิน TG 603 จากฮ่องกง มายังสนามบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 09.45 น. เมื่อมาถึง เจ้าตัวได้เข้าสวมกอดครอบครัว และทักทายบุคคลที่มารอต้อนรับ ก่อนคุกเข่า และก้มกราบพื้น 1 ครั้ง ที่หน้าห้องรับรองพิเศษ พร้อมหยุดนิ่งท่าเดิม ก่อนเงยหน้าขึ้นมา ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ

แต่เวลาแห่งความสุข ผ่านไปเพียง 5 เดือน 3 วัน “ทักษิณ ชินวัตร” ขออนุญาตศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อเดินทางออกนอกประเทศในวันที่ 31 ก.ค. 2551 อ้างว่า ต้องการไปชมมหกรรมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งครั้งนั้น เขาให้คำมั่นสัญญาว่า จะกลับเข้าประเทศในวันที่ 11 ส.ค. 2551 แต่นับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่ได้กลับเข้าประเทศไทยอีกเลย และในวันที่ 14 พ.ย. 2551 ทักษิณ ตัดสินใจจดทะเบียนหย่ากับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่สถานกงสุลใหญ่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง หลังจากสมรส 32 ปี

  ภาพข่าวทักษิณ ชินวัตรภาพข่าวทักษิณ ชินวัตร

หากนับตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2551 จนถึงขณะนี้ เป็นเวลา 15 ปีแล้ว ที่ ทักษิณ ชินวัตร ไม่เดินทางกลับประเทศไทย เพื่อรายงานตัวต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาภิเษก โดยเขาส่งแถลงการณ์จากประเทศอังกฤษ อ้างเหตุผลที่ไม่กลับประเทศไทย เพียงเพราะหวังว่าจะมีโอกาสได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ และได้รับความเป็นธรรม

ย้อนคดีลี้ภัยต่างแดน

คดีซุกหุ้น ปี 2544

  • คดีนี้ ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยด้วยเสียง 8 ต่อ 7 ว่า ทักษิณ ไม่ได้มีเจตนาในเรื่องดังกล่าว

คดีขายหุ้นกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ปี 2549

  • วันที่ 23 ม.ค. 2549 ระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ของ “ทักษิณ” ครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ ขายหุ้นของ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ที่ครอบครองอยู่ทั้งหมด ให้แก่บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จำกัด (พีทีอี) ซึ่งทักษิณชี้แจงว่า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน แต่กลับมีบุคคลบางกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง เนื่องจากเห็นว่า การแก้ไขกฎหมายที่ว่าด้วยการขายหุ้นในช่วงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกรณีดังกล่าว รวมทั้งการไม่ต้องเสียภาษีรายได้จากผลกำไรในการขายหุ้น
  • ในปี 2563 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ให้จำคุก 5 ปี ฐานแปลงสัญญาสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพสามิตเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตน

คดีที่ดินรัชดาฯ

  • เมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2551 ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ตัดสินใจไม่ไปรายงานตัวต่อศาลคดีการเมืองในคดีที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงออกหมายจับ ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ในความผิดฐานประพฤติมิชอบ ในการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก มูลค่า 772 ล้านบาท และตั้งสินบนนำจับทันที โดยคดีของ ทักษิณ มีอายุความ 15 ปี ถึงวันที่ 12 ส.ค. 2566 ส่วนคดีของคุณหญิงพจมาน มีอายุความ 10 ปี ถึงวันที่ 12 ส.ค. 2561

คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัทกฤษดามหานคร

  • คดีหมายเลขแดงที่ อม. 55/2558 ศาลออกหมายจับในวันที่ 26 ส.ค. 2558

ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 22 ส.ค. 2566 จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตา ก้าวแรกที่ ทักษิณ ชินวัตร เหยียบผืนแผ่นดินไทย ภาพประวัติศาสตร์ กราบแผ่นดิน เมื่อปี 2551 จะย้อนกลับมาอีกครั้งหรือไม่