“เพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ ยุติวงจร “รัฐประหาร” ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575136

21 พ.ค. 2567

13:10 น.

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ ยุติวงจร "รัฐประหาร" ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

“เพื่อไทย” ออกแถลงการณ์ 10 ปีที่ผ่านไป จาก “รัฐประหาร” 22 พฤษภาคม 2557 “ยุติวงจรรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง 10 ปีที่ผ่านไป จาก “รัฐประหาร” 22 พฤษภาคม 2557 “ยุติวงจรรัฐประหาร ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” โดยมี นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นผู้แถลง

โดยในแถลงการณ์ได้กล่าวว่า “22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 อํานาจอธิปไตยของคนไทยดับสิ้นลง จากคณะรัฐประหารที่ชื่อว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ยึดอํานาจรัฐบาลเพื่อไทย รัฐบาลที่มาจากความไว้วางใจของพี่น้องประชาชน”

การกระทําการ รัฐประหาร คือ การกระทําที่ผิดกฎหมาย ทําลาย ประชาธิปไตย ผลักประเทศให้เดินถอยหลังไปสู่ความถดถอยภายใต้อํานาจเผด็จการ สิ่งที่เราสูญเสียไปคือ ‘โอกาสของประเทศ’ ทั้งที่สามารถประเมินมูลค่าได้ และอีกนานัปการที่ประเมินมูลค่าไม่ได้

พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า เราปฏิเสธการรัฐประหาร ไม่ยอมรับสารตั้งต้นที่อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขไปสู่การรัฐประหาร และปฏิเสธการนิรโทษกรรมต่อการรัฐประหารในทุกกรณี  ศาลและองค์กรรัฐอื่นๆ ต้องยกเลิกบรรทัดฐานที่ว่า การรัฐประหารโดยใช้กําลังอาวุธสําเร็จ เป็น รัฏฐาธิปัตย์

เรายืนยันแนวคิดให้มีการตรากฎหมายต่อต้านการรัฐประหารขึ้น โดยห้ามมิให้ศาลยอมรับการรัฐประหารว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และยืนยันในแนวคิดว่า ความผิดในการรัฐประหารไม่มีอายุความ โดยให้ถือเป็นประเพณีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย

พรรคเพื่อไทย ออก แถลงการณ์พรรคเพื่อไทย ออก แถลงการณ์

เพื่อไทย ยืนยันว่า การรัฐประหาร คือ อาชญากรรมร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติ เป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย เรายึดมั่นในหลักการว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย เราจะร่วมกันต่อต้านการรัฐประหาร การรัฐประหารจะต้องหมดไปจากประเทศไทย

การรัฐประหารที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ผ่านมา จะมีข้ออ้างเสมอมาว่ารัฐบาลประชาธิปไตยบริหารประเทศล้มเหลว อ้างสถานการณ์ที่นําไปสู่การยึดอํานาจโดยใช้กําลังอาวุธ แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่การรัฐประหาร นําพาประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้า มีแต่นําไปสู่ความตกต่ำ ถดถอย และล้าหลัง ดังที่เห็นกันอยู่ตลอดมา

พรรคเพื่อไทย ในฐานะสถาบันการเมือง ในฐานะแกนนํารัฐบาลของพี่น้องประชาชน เราจะบริหารราชการแผ่นดินอย่างดีที่สุด เราจะร่วมมือกันกับคนไทยผู้รัก ประชาธิปไตย ไม่ให้การรัฐประหารเกิดขึ้นในประเทศไทยอีก

แถลงการณ์แถลงการณ์

‘พิชิต’ ท้าสู้ วงจรอุบาทว์ พร้อมเปิดใจเรื่อง ‘ถุงขนม2ล้าน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575130

21 พ.ค. 2567

11:45 น.

'พิชิต' ท้าสู้ วงจรอุบาทว์ พร้อมเปิดใจเรื่อง 'ถุงขนม2ล้าน'

‘พิชิต’ ท้าสู้ ดวลตัวต่อตัวกับ วงจรอุบาทว์ พร้อมเปิดใจเรื่อง ‘ถุงขนม2ล้าน’ ลั่นเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯมาหลายคนแล้ว

นายพิชิต ชื่นบานนายพิชิต ชื่นบาน

วันที่21พ.ค.2567 นายพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีตามปกติ โดยก่อนการประชุม ให้สัมภาษณ์เปิดใจกรณีการเข้าชื่อของ 40สว. ต่อประธานวุฒิสภา ส่งต่อไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัย คุณสมบัติ การเป็น นายกรัฐมนตรี ของ นายเศรษฐา ทวีสิน  และ นายพิชิต ชื่นบาน ในฐานะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ทำอะไรผิดแผกจาก นายกรัฐมนตรี ในอดีต เพราะเวลาจัดคณะรัฐมนตรีจะต้องมีการกรอกรับรอง คุณสมบัติ ต้องห้ามเมื่อกรอกแล้ว จะมีสำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำงานอย่างมืออาชีพไม่สามารถช่วยใครได้เมื่อรับเอกสารแล้วก็จะส่งเรื่องไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  , คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ , กรมบังคับคดี 

เพื่อตรวจสอบว่าใครมีคดีในประวัติอาชญากรรม และเมื่อดูทุกเรื่องแล้ว หากมีข้อสงสัยจะส่งเรื่องไปถามกฤษฎีกา ถามว่าจะเอาผิดนายกรัฐมนตรีทำไม เพราะท่านเป็นคนตั้งใจทำงาน

ขอพูดแบบไม่อาย ว่าเป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯและพิทักษ์มาหลายนายกฯแล้ว ไม่ได้มาเพราะอภิสิทธิ์เพราะคนนั้นคนนี้ แต่มาเพราะสมอง ถ้าทำผิดทำชั่วคงไม่มายืนตรงนี้ พร้อมขอโอกาสให้นายกฯเศรษฐาได้ปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามประกาศไว้ต่อที่ประชุมรัฐสภา เพราะหลายปัญหาของประชาชนประชาชนยังต้องการการแก้ไข

นายพิชิต ย้ำว่า นายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์คิดเองทำเองใดๆทั้งสิ้น  ในการแต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรี ทำงานมา6-7 เดือน ไม่เคย ประจบสอพลอ และนายเศรษฐาเป็นคนตั้งใจทำงานตรงไปตรงมา แม้ท่านจะเมตตาตั้งตนแทบตาย ถ้าตนมีปัญหาจริงก็ตั้งไม่ได้ ไม่มีใครช่วยได้ เพราะมีระบบตรวจสอบ และก่อนหน้านี้ขอถอนตัวว่าไม่รับตำแหน่งเพราะอยากให้บ้านเมืองเดินหน้า แต่เมื่อตั้งรัฐบาลแล้ว อยากใช้ตนทำงาน ตนก็มาทำงาน ยืนยันว่าไม่มีเรื่องปัจจัยไม่มีเรื่องตัวเงินตั้งแต่แรก พร้อมยกมือไหว้ ขอวิงวอนให้นายเศรษฐาได้ทำงานต่อ

นายพิชิต กล่าวว่า ขอบคุณ 40สว. และขออโหสิกรรม ตนขอบใจมาก เพราะสิ่งที่ตนโดนกระทำ หลายคนไม่เคยศึกษาชีวิตตน  ตั้งแต่ปี 51 ตนโหยหาความยุติธรรมมาทั้งชีวิต

ทั้งนี้ มั่นใจว่าหลักนิติธรรมของศาลรัฐธรรมนูญมีจริง ไม่หวั่นไหว และคำวินิจฉัยศาลฎีกาไม่ได้ผูกพัน ศาลรัฐธรรมนูญ  เพราะฉะนั้นประเด็นตามคำสั่งศาลฎีกา ขอท้าให้ไปดูว่าหากมีตรงไหนที่ตนเป็นคนหิ้วถุง 2,000,000 บาท ตนลาออกวันนี้เลย ไม่ต้องรอให้ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย 

หลายคนที่ว่ากล่าวติติงตนว่า เป็นไอ้ทนายถุงเงิน 2,000,000 บาท เป็นการพูดอย่างคนไร้สติ ไม่มีเหตุไม่มีผล และถามว่าในสมัยที่ตนเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและมีคนหมั่นไส้ตนทำไมไม่ยื่นถอดถอนตนในข้อเท็จจริง ข้อนี้  

เรื่องคำว่า วินัย จะเริ่มจับเมื่อรับข้าราชการ จะไม่มีการจับก่อนรับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอพวก สว. ดูกันให้ดี เพราะคำว่า จริยธรรม ต้องมาใช้กับตนตอนนี้  ซึ่งคำอธิบายของกฤษฎีกาก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว ว่า ยกเว้นคำสั่งหมายความว่าตนมีคุณสมบัติและไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามเป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีอะไรเชื่อมโยงว่านายกฯเศรษฐาเป็นคนผิด

แต่ เรื่องนี้เป็นวาระวงจรอุบาทว์ ที่พยายามจะทำให้ผู้นำประเทศต้องหลุดจากตำแหน่ง ตนมีเพื่อนใน สว. และทราบดีว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร แต่ไม่ขอพูด วันนี้ขอใช้คำว่าเปิดใจ ไม่ต้องมาถามว่ากังวลไหม สบายๆ ชี้แจงได้ทุกเรื่อง

ขณะเดียวกัน นายพิชิต ยังชี้แจง ถึงกระแสข่าวกรณีการลาออกจากตำแหน่ง ว่า ทำหน้าที่โดยยึดมาตรา 164 ตามรัฐธรรมนูญ ว่า การเป็นรัฐมนตรีต้องซื่อสัตย์สุจริตคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพราะตนเข้ามาทำงานไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง

คำตอบของการแก้วงจรอุบาทว์ คือ ใครก็ได้คิดกันมาเลยบอกว่าถ้าพิชิตลาออกแล้วทุกอย่างจบ ผมจะทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ พร้อมยกมือไหว้เหนือหัว ผมพูดกลางแดดต่อหน้าพระสยามเทวาธิราช ในองค์การพยพของกระบวนการยุติธรรม ว่า สิ่งที่ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์แบบนี้ แล้วให้พิชิตลาออก มันจบปัญหา ประเทศเดินหน้าได้ วันนี้พรุ่งนี้มะรืนนี้เดือนนี้เดือนไหน ผมพร้อมเลยครับ

นายพิชิต ยังยืนยันด้วยว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับ นายกรัฐมนตรี ตนรักและเคารพนายกฯ จึงไม่อยากทำอะไรให้ลำบากใจ ตอนนี้เป็นองครักษ์พิทักษ์นายกฯเศรษฐา พร้อมบอกทั้ง 40สว. และนักกฎหมาย ทีละคน มาดวลกับพิชิตคนเดียว บางคนยื่นชื่อไปยังไม่รู้เรื่องว่าเรื่องอะไร 

เมื่อถามว่า กระบวนการที่พูดถึงมาจากขั้วอำนาจเก่าหรือไม่  นายพิชิต กล่าวว่า ไม่ขอตอบคำถาม แต่แน่นอนว่าเป็นกระบวนการที่ต้องการล้มนายกรัฐมนตรี หากตนมีคุณสมบัติต้องห้ามก็ยื่นร้องมาที่ตนคนเดียวเลย แต่บอกเลยว่าการยื่นครั้งนี้ตนขอขอบคุณเพราะเข้าทางตน ที่โหยหาความยุติธรรมมานานแล้ว

นายพิชิต ยังย้ำในช่วงท้ายว่า จะลาออกก็ต่อเมื่อ มีการพิสูจน์แล้วว่าลาออกแล้วทุกอย่างจบ เพราะการบริหารราชการแผ่นดินจะเอามันไม่ได้

ส่วนจะดำรงตำแหน่งจนกว่าจะมีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือ ให้พ้นจากหน้าที่ ใช่หรือไม่ ตนเคารพในดุลยพินิจศาลไม่ขอก้าวล่วง

ทั้งนี้ นายพิชิต ให้สัมภาษณ์เกือบ1ชั่วโมง โดยช่วงแรกมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมบอกว่า สมนามสกุล “ชื่นบาน” ขณะที่ในช่วงท้ายที่เริ่มอธิบายเข้าเนื้อหาได้มีสีหน้าจริงจังและน้ำเสียงดุดัน โดยภายหลังการให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้นก่อน จะเข้าร่วมประชุม ครม. นายพิชิตได้หันหน้ากลับมาหา สื่อมวลชนพร้อมชูกำปั้นข้างขวา เป็นสัญลักษณ์ว่าพร้อมสู้

ขณะเดียวกัน เวลา 10.30 น. ที่ สภาทนายความ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) กองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้ายื่นหนังสือ ร้องเรียนและร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ของ นายพิชิต ชื่นบาน ออกจากการเป็นทนายความ เพื่อเป็นหลักฐานเพิ่มเติมยื่นให้ ปปช.และ กกต. ถึง ศาลรัฐธรรมนูญ เอาผิดต่อการกระทำผิดของบุคคลทั้ง นายเศรษฐา และ นายพิชิต ต่อไป

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) กองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้ายื่นหนังสือ ร้องเรียนต่อสภาทนายความ ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ของนายพิชิต ชื่นบานเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ (คปท.) กองทัพธรรม และศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เข้ายื่นหนังสือ ร้องเรียนต่อสภาทนายความ ขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยคุณสมบัติต้องห้ามการเป็นรัฐมนตรี ของนายพิชิต ชื่นบาน

ทีมทนาย ‘บุ้ง ทะลุวัง’ จี้ราชทัณฑ์ขอประวัติการรักษาย้อนหลัง ‘บุ้ง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575064

20 พ.ค. 2567

11:19 น.

ทีมทนาย 'บุ้ง ทะลุวัง' จี้ราชทัณฑ์ขอประวัติการรักษาย้อนหลัง 'บุ้ง'

พี่สาว ‘บุ้ง ทะลุวัง’ มอบทนายความ ขอรับประวัติการรักษาย้อนหลังน้องสาว 5 วัน หลังเลื่อนมาแล้ว 7 ครั้ง ด้าน ราชทัณฑ์อ้างหนังสือรับมอบอำนาจมีปัญหา

การเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร หรือ บุ้ง ทะลุวัง ผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ซึ่งอดอาหารประท้วง หลังถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา จนเกิดอาการวิกฤตหัวใจหยุดเต้น ต้องส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จ.ปทุมธานี โดยแพทย์ได้ปั๊มหัวใจยื้อชีวิต (CPR) แต่ไม่เป็นผลก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

นางสาววีรดา คงธนกุลโรจน์ หนึ่งในทีมทนายความที่ได้รับมอบอำนาจจากครอบครัว นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง ทะลุวัง เดินทางมาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อขอประวัติการรักษานางสาวเนติพรย้อนหลัง 5 วัน ก่อนเสียชีวิต ซึ่งทางราชทัณฑ์แจ้งเลื่อนมอบประวัติการรักษามาแล้วถึง 7 ครั้ง 

โดยนางสาววีรดาระบุว่าก่อนหน้านี้ได้รับการติดต่อจาก พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ สายสหการณ์ เพ็ชรนรินทร์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ว่าให้มารับเอกสารวันนี้

ซึ่งเคยแจ้งกับทางราชทัณฑ์ไว้แล้วว่าได้รับมอบอำนาจจากครอบครัวนางสาวเนติพรให้มารับเอกสารตามที่แจ้งไว้ แต่พอมาถึงเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ถามถึงพี่สาวของนาวสาวเนติพรและแจ้งว่าหนังสือรับมอบอำนาจไม่ถูกต้องตามที่แจ้ง

ตนยืนยันว่าไม่ใช่คนอื่น ตนเป็นผู้ที่ได้รับมอบอำนาจจากพี่สาวของนางสาวเนติพรจริง ซึ่งวันนี้ถ้ายังไม่ได้เอกสารอีกจะถือว่าเลื่อนเป็นครั้งที่ 8 ตามที่ทนายกฤษฎางค์ นุสจรัส กล่าวอ้าง ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้รับแจ้งจากพันตำรวจเอกทวีและนายสหการณ์ว่า ให้ทีมทนายความมารับเอกสารได้เลย ซึ่งตนมารอตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเย็นก็ยังไม่ได้รับเอกสาร

ส่วนที่พี่สาวของนางสาวนิติพรไม่ได้เดินทางไปรับเอกสารด้วยตนเองวันนี้ เนื่องจากยังไม่แล้วเสร็จภารกิจงานศพของนางสาวเนติพร จึงมอบอำนาจให้ทีมทนายความมารับเอกสาร

นางสาววีรดาบอกอีกว่านายสหการณ์เป็นผู้รับปากกับทีมทนายความเอง จึงอยากถามกลับว่าถ้าเป็นแบบนี้ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบและความชัดเจนได้ เพราะที่ผ่านมาทำทุกอย่างอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด และปกติประตูทางเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็ไม่เคยปิด สามารถเดินเข้าไปได้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่าการเลื่อนออกไปหลายครั้งแบบนี้มองว่าเป็นการปาหี่หรือไม่ สำหรับทีมทนายความมองว่าไม่ได้รับความร่วมมือ เพราะที่ผ่านมาเคยถามกรมราชทัณฑ์ว่าติดปัญหาอะไรหรือไม่

ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าไม่ได้ติดปัญหาอะไร อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร ซึ่งตนมองว่าไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้ เพราะเป็นบันทึกการรักษาที่โรงพยาบาลต้องมีอยู่แล้ว และทางโรงพยาบาลก็ยืนยันว่าส่งมอบให้ทันตามที่แจ้งไว้ และส่วนตัวก็รู้สึกว่า ไม่รู้ว่ากรมราชทัณฑ์เล่นอะไรอยู่ หากมีปัญหาเรื่องการมอบอำนาจจริงทำไมไม่แจ้งแต่วันแรก หลังให้สัมภาษณ์จบ เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้เชิญให้นางสาววีรดาเข้าไปด้านใน โดยให้เพื่อนที่มาด้วยรออยู่ด้านนอก

‘สมชาย วงษ์สวัสดิ์’ อดีตนายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์ 09.00 น. ลงสมัคร สว. เชียงใหม่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575057

20 พ.ค. 2567

10:31 น.

'สมชาย วงษ์สวัสดิ์' อดีตนายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์ 09.00 น. ลงสมัคร สว. เชียงใหม่

สว.วันแรกเชียงใหม่คึกคัก ‘สมชาย วงษ์สวัสดิ์’ อดีตนายกรัฐมนตรี ถือฤกษ์ 09.00 น. เดินทางมาลงสมัครชิงเก้าอี้ สว.

วันที่ 20 พ.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่บรรยากาศผู้มาสมัคร อ.แม่ริม ส่วนใหญ่จะเป็นอดีตข้าราชการ เพราะเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ และบุคคลมีชื่อเสียง เช่น นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ธนชา ธนสาร อดีตผู้ใหญ่บ้านแหนบทองคำ กลุ่มหลากหลายทางเพศ แต่เลือกสมัครในกลุ่มเกษตรกร

โดยในเวลา 9:00 น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางนำเอกสารมาลงสมัคร ซึ่งได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เช่นเดียวกับผู้สมัครคนอื่นๆ

นอกจากนี้ และยังมีข้าราชการบำนาญ อดีตตำรวจ อีกหลายคน เช่น ร.ต.ต.สุเวช คุณวิเศษ ด.ต.พงษ์ศักดิ์ เหมือนศิริ และมีอดีตข้าราชการท้องถิ่น หัวหน้าสำนักปลัดในอำเภอแม่ริม นางศิริกาญ แก้วคำมี มาสมัครด้วย

ด้านนายนพดล สุยะ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเชียงใหม่ เดินทางมาตรวจความเรียบร้อยที่หอประชุมอำเภอแม่ริม ในช่วงเช้าวันนี้ ทั้ง 25  อำเภอ ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีปัญหาติดขัดอะไร คาดว่าการสมัครคัดเลือกสว. ครั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีผู้มายื่นลงสมัครประมาณ 1,500 คน

นาย นพดล สุยะ ผอ.กกต.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ถือว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีผู้ขอใบสมัครมากเป็นอันดับต้นต้นของประเทศไทยรองจากกรุงเทพมหานครและจังหวัดศรีสะเกษ โดยบรรยากาศเปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. วันแรกของจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ไปสังเกตการณ์อยู่สองแห่งก็คือพื้นที่อำเภอเมืองและอำเภอแม่ริม ก็มีผู้สมัครเดินทางทยอยมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในช่วงการรับสมัครนั้นไม่สามารถเปิดเผยชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งจนกว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งวันนี้ถือว่าบรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้ง 25 อำเภอ ทาง กกต. ได้ขอให้ผู้สมัครนั้นตรวจสอบคุณสมบัติของตัวเอง และต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม

ทางจังหวัดเชียงใหม่คาดว่าจะมีผู้สมัคร 1,500 คนกระจายอยู่ 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนการแนะนำตัว สามารถแนะนำตัวเองในกระดาษ A4 สองหน้ากระดาษ สามารถแนะนำตัวให้กับผู้สมัครด้วยกัน และสามารถแนะนำตัวผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ให้กับผู้สมัครด้วยกันหรือบุคคลใดใดที่สามารถเข้าถึงได้

นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำผู้สมัครให้ปฏิบัติตามกฏหมายเลือกตั้งอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีการทุจริตในรูปแบบต่างๆ และ ขอความร่วมมือสื่อสื่อมวลชน ระมัดระวังเรื่องการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่อาจจะเกิดประโยชน์หรือโทษแก่ผู้สมัคร ด้วย โดยผู้ที่สัมคร จะสามารถเปิดเผยรายชื่อและกลุ่มผู้สมัครได้หลังจากประกาศรายชื่อการรับสมัครและประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการ จาก กกต.

‘จตุพร’ เชื่อ การตาย ‘บุ้ง’ ไม่สูญเปล่า จุดประกายปฏิรูปความยุติธรรม

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575035

19 พ.ค. 2567

19:38 น.

'จตุพร' เชื่อ การตาย 'บุ้ง' ไม่สูญเปล่า จุดประกายปฏิรูปความยุติธรรม

‘จตุพร’ ร่วมงานฌาปนกิจ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ เชื่อไม่สูญเปล่า แต่จุดประกายปฏิรูปความยุติธรรม เรียกร้องนายกฯรับผิดชอบ พร้อมปล่อยผู้ต้องขังทางการเมือง

นายจุตพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางร่วมงานฌาปนกิจ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง ที่วัดสุธาโภชน์ ลาดกระบัง พร้อมเปิดเผยว่า ส่วนตัว ตนกับพ่อของ น.ส.เนติพรเป็นเพื่อนกัน เรียนมาด้วยกัน และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ฉะนั้นเราต่างมีความเข้าใจในการต่อสู้ในแต่ละยุคแต่ละสมัย

นายจุตพร เล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์พฤษภาคมปี 35 ที่มีการอดอหารประท้วงของ ร.ต.ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งนำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ รวมถึงพ่อของบุ้งก็ถูกยิงในเหตุการณ์นั้น ในตอนที่ตนอยู่บนเวที โดยเราก็ต่างเห็นร่วมกันว่า บ้านเมืองควรจะเดินไปในแนวทางที่ถูกต้อง ก่อนจะแยกไปใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเอง

สำหรับการเสียชีวิตของบุ้ง เรียกร้องให้ตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีลงมารับผิดชอบ เพราะบุ้งเสียชีวิตขณะอยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม นายกรัฐมนตรีควรจะแสดงออกเรื่องความรับผิดชอบมากกว่าการแสดงความเสียใจผ่านคำพูด ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันเหตุในอนาคต เพราะเป็นการเสียชีวิตที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เพื่อเป็นบรรทัดฐานในวันข้างหน้า

และเป็นโศกนาฏกรรมที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะคนอาจจะติดเพียงแค่ท่วงทำนอง แต่ข้อเรียกร้องไม่ใช่เพื่อตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่มีหลากหลายกระบวนการ ตั้งแต่ ตำรวจ, ดีเอสไอ, อัยการ, ศาล, ราชทัณฑ์ ไปจนถึงกรมควบคุมประพฤติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เกี่ยวกับการยกเครื่อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งที่หวังให้กับพี่น้องประชาชนได้ ฉะนั้นการตายของบุ้งจะไม่ใช่การตายที่สูญเปล่า แต่จะเป็นคุณูปการของประเทศในวันข้างหน้า เพราะข้อเรียกร้องไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่ทุกคนตระหนักแล้วว่า ความยุติธรรมไม่บังเกิด เราจะหาความสามัคคีขึ้นมาไม่ได้ภายในชาติ จึงวาดหวังว่า ข้อเรียกร้องของบุ้งจะสัมฤทธิ์ในวันข้างหน้า เพราะเขาเป็นผู้จุดประกาย

นายจตุพร ระบุว่า คนไทยจำนวนหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจและไม่ได้ดูในข้อเรียกร้อง ซึ่งเราเห็นการปราบปรามประชาชน และนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่น เทียบไม่ได้กับท่วงทำนองในการแสดงออก แต่ข้อเรียกร้องที่เป็นแกนยังเป็นหลัก และมีความหวังอยู่ เราควรมองปรากฏการณ์นี้ อย่าปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไม่มีค่า เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นการจุดประกายอย่างมีความหวังในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 

“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า แต่ชั้นพนักงานสอบสวนตำรวจวันนี้พังพินาศย่อยยับ จะเป็นที่พึ่งที่หวังของประชาชนได้ยังไง ก็ควรที่จะต้องมีการปฏิรูป อัยการปฏิรูปไปบ้างแต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ ศาลก็ปฏิรูปไปไกลแล้วเพียงแต่กระบวนการต่างๆ ต้องสอดคล้องกัน แม้กระทั่งราชทัณฑ์ ต่างก็ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวว่า การดูแลนักโทษเด็ดขาดกับคนที่ไม่ได้เป็นนักโทษ การอำนวยความยุติธรรมมันแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว และความอยุติธรรมมีมากขึ้นเท่าไหร่ ความสงบสุขก็มีน้อยมากขึ้นเท่านั้น และมองว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ควรจะตราเป็นพระราชกำหนดนิรโทษกรรม ปล่อยผู้ต้องขังที่มีแนวความคิดต่างทางการเมืองทุกคน ซึ่งเวลานี้มีอยู่ทุกฝ่าย ทุกคดีความควรได้รับการนิรโทษกรรม เพราะแม้แต่คดีกบฏก่อการร้ายก็ยังนิรโทษกรรมกันได้ เพราะฉะนั้นมาตรา 112 ก็ต้องไปได้พร้อมๆ เช่นกัน เห็นชัดอยู่แล้วว่านักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชั่นยังได้รับการดูแลเหนือกว่าผู้ต้องหาที่ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนเป็นนักโทษ ซึ่งมาตรฐานเป็นคนละเรื่อง แค่จุดสตาร์ทก็เป็นปัญหา “ถ้าเรามีผู้นำที่จิตใจใหญ่ ปลดปล่อยทุกคนออกมาได้ นั้นจะเป็นวันที่เริ่มต้นนับหนึ่งประเทศไทยกันใหม่”

‘ชัยธวัช’ ย้ำผลเลือกตั้งปี 66 พลิกประวัติศาสตร์ ‘การเมืองไทย’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575031

19 พ.ค. 2567

18:18 น.

‘ชัยธวัช’ ย้ำผลเลือกตั้งปี 66 พลิกประวัติศาสตร์ 'การเมืองไทย'

‘ชัยธวัช’ ย้ำผลเลือกตั้งปี 66 พลิกประวัติศาสตร์ ‘การเมืองไทย’ ยืนยัน ‘ก้าวไกล’ จะยังทำงานหนักเตรียม พร้อมเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุด

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาปิดงานมหกรรมนโยบายพรรคก้าวไกล Policy Fest ครั้งที่ 1นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาปิดงานมหกรรมนโยบายพรรคก้าวไกล Policy Fest ครั้งที่ 1

วันที่19พ.ค.2567 นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้า พรรคก้าวไกล กล่าวปาฐกถาปิดงาน มหกรรมนโยบายพรรคก้าวไกล Policy Fest ครั้งที่ 1 “ ก้าวไกล Big Bang ” ถึงอนาคต การเมืองไทย ว่า 3 เดือนหลังการเลือกตั้งปี 2566 ที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นหมุดหมายการเมืองใหม่ หลังการรัฐประหาร 2549 และ 2557 เป็นการสิ้นสุดการเมืองเหลือง-แดง

แต่พลังเหลือง-แดงไม่ได้หายไป เพียงแต่ผู้คนที่เคยสังกัดการเมืองสีเสื้อ ได้ตระหนักว่า ที่สุดแล้วเป้าหมายของชนชั้นนำทั้ง 2 ฝ่าย อาจไม่ได้ตรงกับประชาชน และกลายเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ระหว่างชนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำ กับการเมืองของประชาชน เพื่อประชาชน

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การจัดตั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นการเมืองของชนชั้นนำอย่างโจ่งแจ้งล่อนจ้อน การพิจารณาผู้ต้องขังคนใดป่วยมาก ป่วยน้อย ไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือสิทธิตามกฎหมาย แต่กลายเป็นเรื่องของสถานภาพทางสังคม เมื่อประชาชนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะผิดมากหรือน้อย หรือควรได้รับการประกันตัว กลายเป็นเรื่องของสถานสภาพทางเศรษฐกิจสังคม และมีข้อพิพาทกับใคร

หลายครั้งที่ระบบนิติรัฐแบบไทยๆ เป็นกลไกในการโบยตีประชาชน สะท้อนความต่ำสูงของคนไม่เท่ากัน ดังนั้น โอกาสของผู้ต้องหาการเมืองจะได้รับนิรโทษอย่างถ้วนหน้า จะถูกพิจารณาจากความพึงพอใจ หรือความเมตตาของผู้มีอำนาจต่อประชาชน และประชาชนต้องรอคอยว่า ชนชั้นนำ จะแสดงพระเดช หรือพระคุณ

นายชัยธวัช ยังเห็นว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2566 สะท้อนว่า การเมืองสิ่งเก่ากำลังจะตาย และสิ่งใหม่กำลังจะเกิด และสุดท้าย สังคมไทยในอนาคตจะเป็นอย่างไรนั้น ก็อยู่กับดุลยภาพใหม่ หรือฉันทามติ ระหว่างการเมืองของชนชั้นนำ กับการเมืองของประชาชนในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญนี้

ซึ่งเป็นสภาพการณ์สถานการณ์ปัจจุบัน โดยที่พรรคก้าวไกล จะเป็นสะพานเชื่อมแห่งยุคสมัย เชื่อมสังคมไทยแบบเก่า และสังคมไทยแบบใหม่ และเชื่อมความฝัน ความหวัง และความเป็นจริง พร้อมยืนยันว่า พรรคก้าวไกล พร้อมก้าวไปกับประชาชนทุกคน เพื่อสถาปนาการเมืองของประชาชนเพื่อประชาชน

ยอมรับว่า แม้พรรคก้าวไกล จะไม่ได้ดีพร้อมตั้งแต่วันแรก แต่ก็ได้เรียนรู้ และเติบโตขึ้นทุกวัน ทุกปี และใช้เวลาทำงานอย่างเต็มที่ในรัฐสภา เพื่อเข้าใจระบบงบประมาณ ระบบราชการ และกลไกบริหาร เพื่อเตรียมพร้อมเป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดของประชาชนให้ได้

นายชัยธวัช ยังย้ำว่า ผลการเลือกตั้ง 2566 มีความหมายต่อพรรคก้าวไกล และขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคนในการสร้างประวัติศาสตร์การเมืองไทย และแม้พรรคก้าวไกล จะไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่เสียงของประชาชนได้เปล่งออกมาชัดเจนว่า เพดานการเมืองแบบเดิมของไทยได้พังทลายลงจนหมดแล้ว และการเปลี่ยนแปลงใหญ่ผ่านระบอบประชาธิปไตยแบบการเลือกตั้งเป็นไปได้ และมีความหวังว่า การเปลี่ยนแปลงใหญ่ผ่านการเลือกตั้งเป็นไปได้ หากประชาชนร่วมแรงร่วมใจกัน

ดังนั้น ไม่ว่าจะอะไรเกิดขึ้น พรรคก้าวไกลจะทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างการระเบิดครั้งใหญ่ เพื่อปลดปล่อยศักยภาพสังคมไทย และปลดปล่อยความรู้สึกนึกคิดของประชาชน และปลดปล่อยการเมืองออกจากการเมืองของชนชั้นนำ และสถาปนาการเมืองของประชาชนเพื่อหาฉันทามติใหม่ เพื่อเชื่อมสังคมไทยแบบเก่า เข้าสู่สังคมไทยแบบใหม่ พร้อมขอให้ประชาชนก้าวไกล ก้าวไปด้วยกัน

เคลื่อนศพ “บุ้ง ทะลุวัง ” วนรอบเมรุก่อนพิธีฌาปนกิจ ไร้เงา “หยก”

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575023

19 พ.ค. 2567

16:36 น.

เคลื่อนศพ “บุ้ง ทะลุวัง ” วนรอบเมรุก่อนพิธีฌาปนกิจ ไร้เงา “หยก”

กลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำกิจกรรมวนรอบเมรุ ก่อนร่วมส่ง ” บุ้ง ทะลุวัง “ ครั้งสุดท้าย ไร้เงา “หยก” ก่อนพิธีฌาปนกิจ

ร่วมอาลัยบุ้งทะลุวังครั้งสุดท้ายร่วมอาลัยบุ้งทะลุวังครั้งสุดท้าย

จากกรณี นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือบุ้ง เสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน  วันนี้ (19 พ.ค.) เวลา 14.24  น. มีพิธีฌาปนกิจศพ โดยญาติและครอบครัว พร้อมกลุ่มเพื่อน ซึ่งมีนางสาวณัฐนิษ ดวงมุสิทธิ์ หรือ ใบปอ เป็นผู้ถือรูปหน้าศพ พี่สาวของบุ้ง ถือ กระถางธูป 

นอกจากนี้ ยังมีนายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ สายน้ำ นางสาวอรวรรณ ภู่พงษ์ หรือแบม นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเพื่อนกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเข็นรถเคลื่อนโลงศพ และมีกลุ่มประชาชน เดินต่อท้ายขบวนเพื่อเวียนรอบเมรุ จำนวน 3 รอบ 

โดยระหว่างเวียนรอบเมรุ ได้เปิดเพลงแสงดาวแห่งศรัทธา , เพื่อมวลชน , ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ รวมถึงการตะโกนเรียกร้องสิทธิการประกันตัวผู้ต้องหาคดีทางการเมือง ก่อนช่วยกันยกโลงศพขึ้นไปบนเมรุ 

จากนั้น ทางเพื่อนและครอบครัวได้มีการแสดง รำมโนราห์ และทำกิจกรรมหน้าไฟ เพื่อเป็นการไว้อาลัยให้กับบุ้งเป็นครั้งสุดท้าย

บุคคลทางการเมืองร่วมงานศพบุ้งครั้งสุดท้ายบุคคลทางการเมืองร่วมงานศพบุ้งครั้งสุดท้าย

ส่วน บุคคลสำคัญทางการเมืองที่มาร่วมงาน มีนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช.  แต่การสังเกตไม่พบเยาวชนหญิงที่เคยอยู่ในการดูแลของบุ้ง (หยก) มาร่วมงานฌาปนกิจ

ขณะที่นาย กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความจากประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน แถลงคำชี้แจงหน้าเมรุเผาศพบุ้ง หลังกรมราชทัณฑ์ออกเอกสารยืนยันการรักษา นางสาวเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง นักกิจกรรมทางการเมือง ว่าให้การช่วยเหลือตามมาตรฐานการรักษาวิชาชีพของแพทย์ 

โดยแพทย์ดำเนินการใส่ท่อช่วยหายใจ ได้นวดหัวใจ พร้อมให้ยากระตุ้นหัวใจ ยากระตุ้นความดันโลหิตตามมาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นสูง และทีมบุคลากรทางการแพทย์ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอดช่วงเวลา จนส่งตัวผู้ป่วยถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ 

หลังจากที่ ทนายกฤษฎางค์อ่านคำแถลง ชี้แจงของกรมราชทัณฑ์เสร็จก็ได้ฉีกกระดาษที่เป็นเพลสของกรมราชทัณฑ์ทันที 

จากนั้น ทนายกฤษฎางค์ ได้นำบันทึกการรักษาของ นางสาวเนติพร หรือ บุ้ง จากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ มาอ่านเพื่อชี้แจงว่า นางสาวเนติพร หมดสติในเวลา 06.23 น. ซึ่งขณะนั้นไม่มีสัญญาณชีพ และมีการทำ CPR จนกระทั่งถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ในเวลา 09.30 น. และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยสาเหตุการเสียชีวิตจากการชันสูตรพลิกศพ ลงความเห็นว่าภาวะหัวใจล้มเหลวโดยเฉียบพลัน ภาวะสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ และภาวะหัวใจโต ส่วนผลการตรวจหาสารพิษอยู่ระหว่างการรอผล

ข้อมูลการรักษาจากเวชระเบียนที่ได้รับจากโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่รับบุ้งมารักษาในเวลา  09:30 น. ขณะนั้น ไม่มีสัญญาณชีพคลื่นหัวใจแรกรับไม่มีคลื่นไฟฟ้าของหัวใจข้างล่าง (Asystole) ไม่มีเสียงลมในปอด แต่กลับได้ยินที่บริเวณลิ้นปี่ และพบท่อช่วยหายใจอยู่ในหลอดอาหารรวมถึงค่าคาบอนได


อ๊อกไซด์ ที่วัดการหายใจ ( ETCO2) เท่ากับ 0 มิลลิเมตรปรอต ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ที่ห้องฉุกเฉินและหลังใส่ท่อช่วยหายใจใหม่ก็ได้ยินเสียงลมที่ปอดทั้ง 2 ข้าง และ ค่าคาบอนไดอ๊อกไซด์ ที่วัดการหายใจ ( ETCO2) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10 มิลลิเมตรปรอท

ทนายกฤษฎางค์ ได้ตั้งข้อสงสัย ถึงการกู้ชีพ ตั้งแต่ที่ บุ้ง ล้มและไม่มีสัญญาณชีพ เมื่อตอน 06.23 น. เป็นเวลา 3 ชั่วโมง กว่าจะมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ 

ทนายกฤษฎางค์  ยังบอกอีกว่าการใส่ท่อช่วยหายใจในหลอดอาหารเป็นสิ่งที่พบได้ แต่ตามมาตรฐานวิชาชีพ การตรวจสอบเพื่อยืนยันตำแหน่งข้อช่วยหายใจทันทีเป็นเรื่องพื้นฐาน หากไม่แน่ใจต้องมีวิธีในการยืนยัน เพื่อแน่ใจว่าตำแหน่งของท่อช่วยหายใจอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่ และแม้การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่งอาจไม่ได้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตแต่ก็เป็นหนึ่งในความผิดพลาดร้ายแรงที่ทำให้โอกาสการคืนชีพของบุ้งน้อยลงจนกลายเป็นแทบไม่มีโอกาสการรอดชีวิต

ดังนั้นทนายความและครอบครัวจึงตั้งคำถามกับทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ บุ้ง ตั้งแต่การดูแลก่อนการเสียชีวิตการกู้ชีพไปจนถึงการส่งตัวเพื่อรักษาต่อ เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ทราบถึงมาตรฐานของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ถูกคุมขังคนอื่นที่ต้องใช้โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่เกิดเหตุในลักษณะเช่นเดียวกับบุ้งอีก ทนายกฤษฎางค์ ยังบอกอีกว่าสิ่งที่ตนและครอบครัวบุ้ง สงสัยนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง 

นอกจากนี้ทนายกฤษฎางค์ ยังบอกอีกว่าได้สอบถามรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ว่ารถฉุกเฉินที่นำตัวบุ้งไปยังโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ภายในมีแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์อยู่ในรถคันดังกล่าวอีกด้วย

ขณะที่ พรุ่งนี้ เวลา 09.30 น. ทีมทนายความ และกลุ่มเพื่อนจะเดินทางไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อขอประวัติการรักษาบุ้ง 5 วันก่อนเสียชีวิต หลังถูกเลื่อนการส่งเอกสารมาถึง 7 ครั้ง

‘อ.อุ๋ย’ ชี้ข้าว10ปี ต้องผ่านรับรองจาก อย. – พณ. สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/575003

19 พ.ค. 2567

13:35 น.

'อ.อุ๋ย' ชี้ข้าว10ปี ต้องผ่านรับรองจาก อย. - พณ. สร้างความเชื่อมั่นให้ ปชช.

‘อ.อุ๋ย’ เรียกร้อง อย.-พาณิชย์ ออกใบรับรองข้าว10ปี หากพบมีคุณภาพ ไร้อันตราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและผู้บริโภค

จากกรณีมีข่าวผลการตรวจแล็บข้าวล็อต 10 ปี ในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ไม่มีสารพิษ หรือสารปนเปื้อนใด ๆ ที่เป็นอันตราย 

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ อาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุ๊กว่า ต้องได้รับการรับรองจากขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) โดยระบุ

ข้าว 10 ปี ในโครงการรับจำนำข้าว ( แฟ้มภาพ)ข้าว 10 ปี ในโครงการรับจำนำข้าว ( แฟ้มภาพ)

“กรณีตรวจข้าวสิบปี ถ้าจะให้ประชาชนหรือผู้บริโภคไม่ว่าในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ มีความเชื่อมั่น ต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงซึ่งได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลทั้งอาหารสดและอาหารแปรรูป ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 

และหากจะส่งออกต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีอำนาจตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551 

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ หรือแม้กระทั่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งผมยังไม่เห็นหน่วยงานเหล่านี้ออกมาให้ความเห็นต่อประชาชนหรือออกเอกสารรับรองคุณภาพของข้าวล็อตดังกล่าวแต่อย่างใด

ผมจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการรับรองคุณภาพสินค้าอาหาร สินค้าเกษตรโดยตรง เข้ามาตรวจสอบตามมาตรฐานทางวิชาการ มีการถ่ายทอดสดกระบวนการเก็บตัวอย่างและการตรวจ และออกมาแถลงข่าวให้ความเชื่อมั่นแก่ประชน และออกเอกสารรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร ลงนามโดยผู้มีอำนาจ เพื่อให้ความมั่นใจแก่ประชาชนต่อไป ไม่ใช่เพียงแค่ให้นักข่าวเอาตัวอย่างบางส่วน ซึ่งไม่รู้ว่าสะท้อนคุณภาพของข้าวทั้งล็อตหรือไม่ เอาไปตรวจแล็บ แล้วออกมาให้ข่าวครับ”

‘ก้าวไกล’ ไม่จัดงานชน ‘เพื่อไทย’ หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574996

19 พ.ค. 2567

12:31 น.

'ก้าวไกล' ไม่จัดงานชน 'เพื่อไทย' หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

‘ก้าวไกล’ จัดงาน Policy Fest ยืนยันไม่ชน ‘เพื่อไทย’ ย้ำ พ.ค. มีหลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เทียบหากได้เป็นรัฐบาลจะระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

ในวันนี้พรรคก้าวไกลจัดงาน Policy Fest ในโอกาสครบ 1 ปี เลือกตั้ง แต่ในขณะที่พรรคเพื่อไทยก็จัดงาน “10 เดือนที่ไม่รอ ไปต่อให้เต็ม 10” เช่นกัน ถือเป็นการเลือกจัดงานชนกันหรือไม่ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าวันนั้นเป็นรัฐบาลก้าวไกล วันนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เปิดเผยว่า ใช่ครับ เราคิดว่ามี 6 ระเบิดเวลาของประเทศไทยที่หากรัฐบาลตั้งใจทำงานและมีวาระเป็นของตัวเองก็จะทำให้ระเบิดเวลาเหล่านั้นกลายเป็นศักยภาพที่ดีได้ ซึ่งตนได้เคยพูดเรื่องนี้ในการอภิปราย ม.152 ไปแล้ว ว่าเมื่อฟังรัฐบาลแล้วไม่พบว่ารัฐบาลมีวาระอะไร วันนี้จึงเป็นการแสดงว่าพรรคก้าวไกลมีวาระอะไร เมื่อเราเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกเราก็มีวาระ แต่หากเราได้เป็นรัฐบาลเราก็จะมีวาระของเรา เพราะหากรัฐบาลไม่มีวาระก็จะทำงานไปเรื่อยๆไม่มีทิศทาง จึงอยากนำเสนอว่า สิ่งที่เป็นระเบิดเวลาและเป็นศักยภาพด้วยมันตรงใจกับที่ประชาชนคิดไว้ในใจหรือไม่ โดยงานนี้เป็น Policy Fest ครั้งแรก ต่อไปก็คงมีการจัดงานลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

\'ก้าวไกล\' ไม่จัดงานชน \'เพื่อไทย\' หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

นอกจากนี้วันนี้ยังเป็นวันครบรอบการกระชับพื้นที่ กลุ่ม นปช. 19 พฤษภาคม 2553 การจัดงานมีแฝงนัยยะหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า ในเดือนพฤษภาคมมีประวัติศาสตร์ทางการเมืองเยอะ หากไปจัดในวันที่ 22 ก็จะตรงกับวันรัฐประหาร ส่วนที่จัดวันนี้ 19 พฤษภาคม หัวหน้าพรรค นายชัยธวัช ตุลาธน ยังไม่อยู่ในช่วงเช้าเพราะไปทำบุญให้กับผู้สูญเสียที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ซึ่งการคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียพี่น้องคนเสื้อแดงเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคก้าวไกลด้วย 

ส่วนจัดงานเพื่อใช้งบประมาณทิ้งทวนก่อนโดนยุบพรรคหรือไม่ นายพิธา กล่าวว่า เรายังสู้คดีเต็มที่และไม่ตีตนไปก่อนไข้ เราจัดงานเพราะครบหนึ่งปีเลือกตั้งไม่ได้เกี่ยวข้องว่าพรรคจะโดนยุบหรือไม่ยุบ เช่นกันกับที่มีคนบอกว่ามีประชุมสภาฯ วันที่ 18-19 มิถุนายน จะตรงกับวันที่พรรคโดนยุบ ตนก็ยังต้องเตรียมตัวอภิปราย พ.ร.บ.ประชามติหรืองบประมาณแผ่นดินอย่างเต็มที่ที่สุด เรื่องนี้ไม่ทำให้เสียสมาธิในการทำงาน

\'ก้าวไกล\' ไม่จัดงานชน \'เพื่อไทย\' หากได้เป็น รบ. ระเบิดเวลาจุดศักยภาพประเทศ

ด้านนายวีรยุทธ์ กาญจน์ชูรัตน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ยืนยันเป็นงานที่เตรียมล่วงหน้ามาพอสมควร งานนี้มีความตั้งใจให้เป็นหมุดหมายของการทำงานครบหนึ่งปีอยู่แล้ว หากดูจากขนาดงานที่จัดและรายละเอียดต่างๆ

สำหรับการจัดงาน Policy Fest ของพรรคก้าวไกล นายพิธา ประเมินการทำงานของ สส.พรรคก้าวไกล ว่า ทำได้อย่างเต็มที่ แต่มีเรื่องที่ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ จึงทำให้เกิดงานดังกล่าว เป็น Policy รวมกับ Festival ซึ่งพยายามมีการเทรนทั้งกรรมาธิการหรือ สก. ว่าที่ผู้สมัคร อบจ. รวมถึงท้องถิ่นที่เราชนะมาแล้ว เพื่อทำให้การเมืองเป็นเรื่องสนุก

ด้านนายวีรยุทธ์ กาญจน์ชูรัตน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า งาน Policy Fest ครั้งที่ 1 จัดขึ้นเพื่อรวบรวมนโยบาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องยาก คนอาจเข้าไม่ถึงและเป็นการสื่อสารทางเดียว พรรคก้าวไกลจึงอยากจัดในรูปแบบมหกรรมที่อยากให้คนได้มีส่วนร่วมและถือโอกาสครบรอบหนึ่งปี ภายหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เป็นการเลือกตั้งที่มีประชาชนตื่นตัวและออกมาใช้สิทธิ์มากเป็นประวัติการณ์ 

นายวีรยุทธ์ กล่าวว่า มีที่ผ่านมามีการตั้งคำถาม เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างที่สังคมไทยคาดหวังแล้วหรือยัง พรรคก้าวไกลจะมาทำให้เห็นว่า ทุกองคาพยพทำอะไรไว้บ้าง ทั้ง สก. สส. แยกรายประเด็นถึง 6 ประเด็น ให้ผู้สนใจเข้าไปเรียนรู้และให้ความเห็น เสียงตอบรับต่อนโยบายต่างๆของพรรคด้วย ทำให้พรรครู้ว่าผู้คนให้ความสนใจกับประเด็นใด

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่ามีประชาชนจำนวนมากจากในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัดเดินทางมาร่วมงาน อีกทั้งพบนายปดิพันธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง เดินทางมาร่วมงานด้วย และบอกผู้สื่อข่าวว่า “มาเยี่ยมเพื่อนๆ”

‘พิธา’ ปัด ‘ก้าวไกล’ ฉวยโอกาสโหน ‘บุ้ง ทะลุวัง’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574993

19 พ.ค. 2567

12:10 น.

'พิธา' ปัด 'ก้าวไกล' ฉวยโอกาสโหน 'บุ้ง ทะลุวัง'

‘พิธา’ ปัด ‘ก้าวไกล’ ฉวยโอกาสโหน การเสียชีวิตของ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ แนะ ตะวัน นึกถึงภาพรวม เพราะการต่อสู้ยังยาวไกล ฝาก 5 ‘ข้อเรียกร้อง’ หยิบฟืนออกจากกองไฟ

วันที่19พ.ค.2567 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ทนายความของ น.ส.เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ทะลุวัง ระบุว่า สาเหตุของการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร เนื่องจากมีการใส่ท่อช่วยหายใจผิด ว่า  อยากให้รอฟังความชัดเจนจากแพทย์ผู้ให้การรักษา ซึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมบอกว่า วันจันทร์นี้ (20 พ.ค.) จะให้ข้อมูลกับครอบครัวในเรื่องนี้ ขอให้สังคมตั้งสติ และรอฟังข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ 

ส่วนกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เนติพร ถูกนำไปโยงกับคดีมาตรา 112 นั้น นายพิธา กล่าวว่า ต้องแยกกัน เพราะการ แก้ไขมาตรา 112 เป็น สิ่งที่ น.ส.เนติพร เรียกร้อง แต่การที่ต้องอดอาหารเวลานาน เป็นการเรียกร้องสิทธิการประกันตัว เพราะการถูกฝากขังยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงได้ตัดสินใจอดอาหารประท้วง

ส่วนที่ น.ส.เนติพร เคยได้รับสิทธิ์การประกันตัวแล้วแต่กระทำผิดซ้ำ ในคดีทำร้ายเจ้าหน้าที่ศาล จึงถูกถอดสิทธิการประกันตัวนั้น  นายพิธา กล่าวว่า ไม่สามารถตอบแทนได้ เพราะ น.ส.เนติพร เสียชีวิตไปแล้ว แต่ถ้าจะให้เดาเชื่อว่า น.ส.เนติพร ไม่ได้ต่อสู้เพื่อตนเองเพียงคนเดียว แต่ต่อสู้เพื่อเพื่อนและเสรีชนที่มีความคิดแบบเดียวกัน ว่า ทุกคนเสมอภาคตามกฎหมาย และการขังคน 2-3 เดือน โดยที่เขาไม่มีความผิดเป็นเรื่องที่ เขาติดใจและเรียกร้อง ไม่ใช่เพื่อตัวเองคนเดียวแต่เพื่อคนไทยทุกคน

ผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุผลที่ ส.ส. พรรคก้าวไกล ไม่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงที่ น.ส.เนติพร ออกมาเรียกร้องแต่กลับมาแสดงความเห็นในช่วงที่ น.ส.เนติพร เสียชีวิตไปแล้ว  ถือเป็นการฉกฉวยหรือไม่ 

นายพิธา กล่าวว่า ไม่ใช่การฉกฉวยแน่นอน เพราะการเคลื่อนไหวของเยาวชนมีอิสระเป็นของตัวเองไม่ได้ยึดโยงพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง  แต่ พรรคก้าวไกล เชื่อในหลักนิติรัฐนิติธรรม เชื่อในสิทธิการประกันตัว  และสิทธิ์การเข้าถึงทนาย แต่ไม่ได้หมายความว่าพรรคก้าวไกลกับกลุ่มเยาวชนเห็นไปในทิศทางเดียวกันทุกเรื่อง พร้อมกล่าวว่า หากฝั่งตรงข้ามถูกฝากขังเราก็จะออกมาพูดเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ไม่ใช่การฉกฉวยผลประโยชน์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคก้าวไกลจะเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มผู้ต้องขัง ที่ยังอดอาหารหรือไม่ หลังสูญเสีย น.ส.เนติพร ไปแล้วหนึ่งคน

นายพิธา กล่าวว่า เราพยายามพูดคุยมาโดยตลอด  3 ปีที่ผ่านมา ว่าไม่อยากให้เอาชีวิตไปเสี่ยงเสี่ยง แต่เราไม่สามารถก้าวก่าย ความมุ่งมั่นและความเด็ดเดี่ยว และจิตใจของเขาได้ เพราะตนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่หากมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยม ก็จะบอกว่าให้เอาชีวิตตัวเองมาก่อน เพราะการต่อสู้ ยังอีกยาวนาน แต่เขาจะฟังหรือไม่ถือเป็นสิทธิ์ของเขา เพราะบางครั้งการเลือกทำแบบนี้อาจจะเพื่อให้สังคมได้รับรู้ ข้อเรียกร้อง

ส่วนอีกคนที่น่าเป็นห่วงคือ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ นั้น จำเป็นจะต้องพูดคุยหรือไม่  นายพิธา กล่าวว่า เท่าที่ทราบขณะนี้ถูกย้ายตัวมาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติแล้ว อยากให้ ทานตะวัน คิดถึงภาพรวม ซึ่งตนทราบดีว่า ตอนนี้เสียใจกับการสูญเสีย แต่ชีวิตของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทานตะวันไว้ด้วย

นายพิธา กล่าวว่า มี ข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือ ความโปร่งใสชัดเจนจากทางราชทัณฑ์ ระบบยุติธรรมที่แต่เริ่มตั้งแต่ตำรวจและอัยการ หากสองหน่วยงานนี้ได้รับนโยบายจากรัฐบาล ไม่เอาผิดผู้เห็นต่างทางการเมือง และมองผู้ที่มีความเห็นต่างกับผู้มีอำนาจเป็นเรื่องปกติ  อาจจะชะลอและรับฟังความเห็นจากรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

ทั้งนี้ มองว่าสามเสาหลักของประเทศทั้งศาล ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร น่าจะพูดคุยกันเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ 

เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม  ต้องรีบผลักดันให้ออกมาเร็ว ไม่ควรแยกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออก และไม่ควรผลักอนาคตของชาติออกไป จนไม่มีพื้นที่เหลือให้พูดคุยกัน เอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงแบบนี้ ตนหวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะเชื่อว่าหากต้นทางถึงปลายทางเห็นตรงกันเราจะหยิบฟืนออกจากกองไฟทางการเมืองได้