เคาะแล้ว เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2 23 ก.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553711

16 ก.ค. 2566

เคาะแล้ว เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2  23 ก.ค.

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกปชป. เผย เคาะแล้ว นัดประชุมใหญ่วิสามัญเลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2 23 ก.ค.นี้ เปิดให้โชว์วิสัยทัศน์ 7 นาที มั่นใจครบองค์ประชุมหลังล่มในรอบแรก

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 ในวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2566 เวลา 8.30 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ที่ได้เลื่อนมาคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ องค์ประชุมทั้งหมดของที่ประชุมใหญ่ ได้มีการกำหนดองค์ประชุมไว้ 19 กลุ่ม ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน

เนื่องจากมีองค์ประชุมที่ไม่ได้มาร่วมประชุมในการประชุมครั้งที่แล้ว มีความสนใจเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่จะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางพรรค และถือเป็นการร่วมประวัติศาสตร์ในการเลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ คนที่ 9 

ทั้งนี้องค์ประชุมจะได้รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้สมัครหัวหน้าพรรค คนละ 7 นาที พร้อมกับมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ทั้ง 11 ตำแหน่ง รวม 41 คน ไปจนถึงเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอีกด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง มีความมั่นคงยาวนานและกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 78 ผมในฐานะที่รับหน้าที่เป็น กกต. ดูแลในส่วนของข้อบังคับ รวมถึงมีท่านองอาจ เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ก็ยืนยันที่จะเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่เป็นสมาชิกพรรคที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับพรรคได้มีการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม การจัดการประชุมมีความพร้อมเต็มที่ และขอเชิญชวนสมาชิกพรรคได้เข้ามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ในการประชุม”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค. 2566 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 วาระเลือกกรรมการบริหารพรรค ชุดใหม่ และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 แต่ปรากฏว่าการประชุมในครั้งนั้นล่ม เนื่องจากเสียงสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประกอบ หรือ 250 เสียง และล่าสุดจะจัดประชุมใหญ่ฯ อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ค. 2566

พุทธะอิสระ อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553693

15 ก.ค. 2566

พุทธะอิสระ อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

พุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. โพสต์เฟซร่ายยาว อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน ชี้แทนที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน จ้องหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความแตกแยก

อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ พุทธะอิสระ เกี่ยวกับประเด็นการเมืองเนื้อหาใจความระบุว่า  คราวที่แล้วแสดงความสงสารต่อทานอคพิโอที่ถูก สส. และ สว. รุมด่าไปแล้ว วันนี้มาขอแสดงความสงสารต่อ 14 ล้านเสียงที่ไปเลือกทานอคพิโอเข้ามา นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศก็พากันชะลอการลงทุนจนทำให้แรงงานพากันตกงานเป็นทิวแถว เศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส.

 การส่งออกก็ชะลอตัว พ่อค้าแม่ขายต่างพากันนั่งตบยุง ไล่แมลงวันกันเป็นทิวแถว มีของขายแต่ไม่มีใครซื้อ แถมน้ำมันก็ดันมาแพงไปทั่วโลก หมูก็ขึ้นราคา ไก่ก็ขึ้นราคา ไข่ก็ขึ้นราคา ค่าครองชีพก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ค่าแรงยังไม่ได้ขึ้น และก็ไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นเมื่อไหร่

ทุกปากท้องกำลังจะอดอยาก ขาดแคลน แทนที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน กลับเอาแต่จ้องหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความแตกแยก จนเป็นเหตุให้ สว. ไม่เห็นชอบในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศอย่างนี้จะไม่เรียกว่า น่าสงสารพวก 14 ล้านเสียง แล้วจะเรียกว่าอะไร
 

อีกกลุ่มบุคคลที่น่าสงสารก็คือ สว. และ สส. ที่ยกมือสนับสนุนให้ทานอคพิโอ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้อยู่ว่าพรรคก้าวไกลโดยทานิคพิโอมีเจตนาจะละเมิดรัฐธรรมนูญแก้กฎหมาย 112 สร้างความไม่มั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ

ทั้งยังเข้าข่ายล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้มูลความผิดอย่างชัดเจน กลุ่มบุคคลที่ยกมือสนับสนุนพิทาน้อยและพรรคก้าวไกล ก็เข้าข่ายเป็นตัวการร่วม  รู้เห็นเป็นใจสนับสนุนให้กัดกร่อน บ่อนแซะทำลายสถาบัน ซึ่งปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564

 เหล่านี้คือกลุ่มบุคคลที่ควรจะต้องแสดงความน่าสงสารที่อาจจะถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษา หากมีผู้ไปร้องให้ยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมือง และจะตามมาด้วยคดีอาญาอีกเป็นเข่ง เช่นนี้จะไม่สงสาร และจะเรียกว่าอะไร อีกกลุ่มบุคคลที่น่างสาร คือ ผู้ก่อตั้งพรรคที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 และ 116

 มาวันนี้ปิยบุตร ออกมาเรียกร้องให้พรรคก้าวไกลถอยมาเป็นฝ่ายค้าน แล้วให้รอแลนด์สไลด์อีก 4 ปีข้างหน้า บุตรเขาพูดเหมือนกับตัวเองและพวก จะอยู่จนถึงได้เลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็หวังว่า คงจะไม่ติดคุกหรือหนีออกทางช่องทางธรรมชาติไปอาศัยที่ฝรั่งเศสกันเสียก่อนที่จะถึงเวลาเลือกตั้งนะบุตร ฉ้อ ทอน

 วันนี้ขอระบายความสงสารไว้แค่นี้ เอาไว้วันหน้าจะมานั่งเขียนระบายความสงสารให้อ่านกันใหม่

‘กัณวีร์’ ลั่นไทยสร้าง ‘ค่ายผู้อพยพ’ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553689

15 ก.ค. 2566

'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

‘กัณวีร์ สืบแสง’ ห่วงสถานการณ์สู้รบในเมียนมา ส่งผลให้มีผู้ลี้ภัยมายังชายแดนไทย ทะลุ 8,802 คน ย้ำต้อง เปิดประตูมนุษยธรรม เป็นนโยบายเร่งด่วน ลั่นไทยสร้าง ‘ค่ายอพยพ’ ใหม่ไม่ได้แล้ว 43 ปี 91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ รัฐบาลใหม่ต้องมองการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ

นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม 1 ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เปิดเผย ถึงสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย-เมียนมา ด้าน จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลให้มีผู้หนีภัยการสู้รบมายังชายแดนประเทศไทย จำนวน 8,802 คนแล้ว ซึ่งไทยต้องประเมินสถานการณ์ให้ดี การสู้รบภายในประเทศเมียนมา ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นในประเทศหลายแสนคน 

ล่าสุดจากสถานการณ์ในรัฐคะเรนนี มีการทิ้งระเบิดและ มีการปะทะ ติดกับชายแดนไทย ฝั่ง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ติดพื้นที่พักพิง บ้านใหม่ในสอย การทิ้งระเบิดตรงนั้น ทำให้มีผู้อพยพมาเพิ่ม และแนวโน้มสถานการณ์จะยืดเยื้อ ไทยต้องเตรียมรับมือและต้องมี นโยบายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการเปิดประตูมนุษยธรรม Humanitarian Corridor ซึ่งต้องเป็นนโยบายเร่งด่วนด้วย

ถึงเวลาแล้วที่ต้อง เปิดประตูมนุษธรรม Humanitarian Corridor เป็นนโยบายเร่งด่วน ไทยมีชายแดนติดกับเมียนมายาวมาก และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ รัฐบาลใหม่ต้องมองความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา ไม่ใช่แค่ในระดับทิวภาคี แต่ต้องมองในระดับภูมิภาค และเวทีโลก ถ้าไทยไม่มีบทบาทช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแก้ปัญหาที่รากเหง้า ไทยจะถูกมองว่าไม่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องมองหาการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนให้ได้ในเมียนมา

ชาวเมียนมาอพยพเข้าไทยชาวเมียนมาอพยพเข้าไทย

ผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมาผู้ลี้ภัยสู้รบในเมียนมา

นายกัณวีร์ ระบุว่าไทยต้องช่วงชิงความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเมียนมา ไม่ได้ต้องการจะแข่งกับใคร แต่ต้องยอมรับว่าเมียนมาเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีใครสามารถจัดการแก้ปัญหาแบบเป็นระบบได้ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกับเมียนมา มีภูมิรัฐศาสตร์ ที่จำเป็นต้องเป็นผู้นำแก้ปัญหาเมียนมา จะอาศัยอาเซียนอย่างเดียว ทำไม่ได้เพราะไม่สามาถแก้ปัญหาได้

ไทยใช้ภูมิรัฐศษสตร์ ที่มีชายแดนยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร พูดคุยกับเมียนมาได้ แม้จะเป็นรัฐบาลทหาร แต่ไทยจำเป็นต้องพูดคุย ไม่ใช่แค่ทหารเมียนมา ไทยต้องคุยกับทุกกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ทำงานมนุษยธรรม และภาคประชาสังคมที่มีอยู่ ประเทศไทยต้องใช้บทบาทนี้ จะไม่ไปแทรกแซง แต่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยในเมียนมาให้ได้

ทั้งนี้ นายกัณวีร์ ได้มีโอกาสไปพบภาคประชาสังคม ใน อ.แม่สอด จ.ตาก ทราบว่าพื้นที่ชั้นในเป็นพื้นที่สงครามระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมา และกองกำลังติดอาวุธ ไปแล้ว ดังนั้นสถานการณ์จะผันผวนตลอดเวลา ผู้พลัดถิ่นในเมียนมานับแสนคน พร้อมจะอพยพมาเป็นผู้ลี้ภัยในไทย ไทยต้องเตรียมพร้อม พื้นที่ปลอดภัยปัจจุบันไม่เพียงพอ จะใช้แค่ศักยภาพ และบริบทในพื้นที่ดูแลตามยถากรรมไม่ได้ และการให้อยู่ชั่วคราวแล้วส่งกลับ เพราะบริเวณชายแดนมีการใช้กฏอัยการศึกและความมั่นคงดูแล

แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องมนุษยธรรม ไทยสามารถจับมือในภูมิภาค อาเซียน สามารถสนับสนุนไทยได้แน่นอน ที่ผ่านมาอาเซียนใช้ฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อไม่ให้ลิดรอนสิทธิกับเมียนมา แต่ไทยต้องมองปัญหาเฉพาะหน้าด้วย ต้องมองปัญหามนุษยธรรม จะสามารถเอาความร่วมมือมาผลักดัน สถานการณ์ผลกระทบในเมียนมา

ส่วนการจัดการพื้นที่ปลอดภัยที่มีอยู่ 5 แห่งแล้ว บริเวณชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน นายกัณวีร์ เห็นว่าเมื่อสถานการณ์มีแนวโน้มที่ยืดเยื้อ และมีการอพยพมาต่อเนื่อง ระบบปัจจุบันจะไม่สามารถรองรับจำนวนคนที่มากขึ้นได้แน่นอน การแก้ปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องวางแผนตั้งแต่การเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมไปถึงการพัฒนาไปด้วยจะมองแค่งานมนุษยธรรมอย่างเดียวไม่พอ ทั้งที่พักพิง อาหาร คงไม่พอ ต้องวางแผนด้วยว่าทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านี้อยู่ได้โดยไม่พึ่งพิงคนอื่นมากนัก

'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

“ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อ จะทำอย่างไรให้อยู่ได้ สามารถดึงองค์กรระหว่างประเทศมาได้ เราจะไม่สร้างค่ายผู้อพยพใหม่ เพราะการสร้างค่ายใหม่จะเกิดปัญหาเรื้อรัง อย่างที่มีมา 43 ปีที่ผ่านมา 91,000 คนยังอยู่ในค่ายผู้อพยพ ถ้าสร้างค่ายใหม่เกิดปัญหาเรื้อรังแน่นอนรัฐบาลใหม่ต้องมองการแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการส่งกลับแบบสมัครใจ

และการตั้งถิ่นฐานใหม่ ต้องมีช่องออกแต่ต้น ไม่ใช่รับมาแล้วส่งกลับ ต้องว่าจะทำอย่างไร ถ้าแนวโน้มไม่ดี จะส่งตั้งถิ่นฐานใหม่ได้ไหม ให้กระทรวงแรงงานไปดูแลไหม ต้องครอบคลุมทั้งหมด ในงานด้านมนุษยธรรม ต้องให้ เพื่อให้ยืนด้วยขาตัวเองได้ในที่สุดด้วย” นายกัณวีร์ กล่าวย้ำ

สำหรับการสู้รบในรัฐคะเรนนีที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. 2566 ถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว มีผู้หนีภัยการสู้รบจากรัฐคะเรนนี หรือรัฐคะยา ประเทศเมียนมา อพยพมายังชายแดนไทย ซึ่งมีการเปิดพื้นที่ปลอดภัย 4 แห่งบริเวณชายแดน อ.แม่สะเรียง อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ให้ผู้หนีภัยการสู้รบ รวม 5,133 คน 

และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.66 กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดในพื้นที่ค่ายผู้อพยพในรัฐคะเรนนี ตรงข้ามบ้านปางหมู ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ส่งผลให้มีผู้หนีภัยการสู้รบมายัง บ้านในสอย ต.ปางหมู อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เพิ่มอีก 3,331 คน จึงเปิดพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวอีก 1 แห่ง รวม 5 แห่ง มีผู้หนีภัยจากรัฐคะเรนนี 8,802 คน

'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ
'กัณวีร์' ลั่นไทยสร้าง 'ค่ายผู้อพยพ'ใหม่ไม่ได้-91,000 คนยังอยู่ในค่ายฯ

พรุ่งนี้มี ‘คาร์ม็อบ’ ไปส่งใบลาออกให้ สว.ผู้นำเหล่าทัพ 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553690

15 ก.ค. 2566

พรุ่งนี้มี 'คาร์ม็อบ' ไปส่งใบลาออกให้ สว.ผู้นำเหล่าทัพ 

“อานนท์ นำภา” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก นัดหมายชุมนุมคาร์ม็อบ “RespectMyVote” ในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค. 66) ไปส่งใบลาออกให้ สว.ผู้นำเหล่าทัพ

“นายอานนท์ นำภา” นักเคลื่อนไหวทางการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก นัดหมายชุมนุม คาร์ม็อบ “RespectMyVote” ในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ค. 2566) โดยมีข้อความระบุว่า พรุ่งนี้ เติมน้ำมันรถท่านให้พร้อม เราจะคาร์ม็อบเอาใบลาออกไปยื่นให้ สว. ถึงที่ เมื่อไม่ทำหน้าที่ก็ออกไปซะ !!! 13.00 น. เจอกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน 

ข้อความบนเฟซบุ๊กนายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2566ข้อความบนเฟซบุ๊กนายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2566

สำหรับ รถจักรยานยนต์รบกวนทำธงมาด้วย รถยนต์พร้อมป้ายตามสะดวก ส่วนเส้นทาง เริ่มจากถนนราชดำเนิน-กองบัญชาการกองทัพบก-กองทัพเรือ-สำนักงานตำรวจแห่งชาติ-จบที่หอศิลป์ กทม.

ด่วน ‘พิธา’ ขอสู้อีก 2 สมรภูมิ ถ้าเป็น ‘นายกฯ’ ไม่ได้ พร้อมถอยให้ ‘เพื่อไทย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553686

15 ก.ค. 2566

ด่วน ‘พิธา’ ขอสู้อีก 2 สมรภูมิ ถ้าเป็น 'นายกฯ' ไม่ได้ พร้อมถอยให้ 'เพื่อไทย'

‘พิธา’ ประกาศความพร้อม‘ก้าวไกล’ ขอทำเต็มที่ใน 2 สมรภูมินี้ หากไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย เปิดทางให้ ‘พรรคอันดับ2’ เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ภายใต้ MOU ที่ทำร่วมกันไว้

เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2566 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ทวิตข้อความผ่านทวิตเตอร์บัญชีชื่อ ‘Pita Limjaroenrat @Pita_MFP’ ใจความว่า สวัสดีทุกคนครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณสมาชิกรัฐสภา 324 เสียง โดยเฉพาะ สว. 13 ท่าน ที่โหวตเห็นชอบให้ผม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ผมทราบดีว่า สว. หลายท่านเผชิญแรงกดดันมากมาย ที่รุนแรงหนักหนาจากการตัดสินใจครั้งนี้ 

ที่สำคัญที่สุด ผมขอขอบคุณทุกแรงใจ แรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน แต่ต้องขออภัยทุกท่านที่เรายังทำไม่สำเร็จ 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะพรรคการเมืองที่ได้รับเสียงอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน คือจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ วันนี้เราพยายามทำทุกวิถีทางตามครรลองประชาธิปไตย เพื่อให้เสียงของประชาชนได้รับการตอบสนอง เจตนารมณ์ของประชาชนได้รับการเคารพ

นี่คือการต่อสู้ร่วมกันไม่ใช่แค่ของพรรคก้าวไกลและ 14 ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกล ไม่ใช่แค่การต่อสู้ของ 8 พรรค ตัวแทน 27 ล้านเสียง แต่คือการต่อสู้ของคนไทยทั้งประเทศ เพื่อยืนยันว่าเสียงของประชาชนต้องเป็นเสียงที่กำหนดอนาคตของประเทศนี้ 

ขอให้เราเดินด้วยกันต่อไป ตั้งรัฐบาลของประชาชนให้ได้ แต่เวลาของเราเหลือไม่มาก เพราะผมทราบดีว่าประเทศไทยเดินต่อไปโดยไม่มีรัฐบาลของประชาชนแบบนี้ได้อีกไม่นาน ภายใต้เวลาอันจำกัดนี้ เราเหลือโอกาสอีกไม่กี่ครั้ง ที่ต้องสู้ร่วมกัน ใน 2 สมรภูมิ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามมติมหาชนได้สำเร็จ 

สมรภูมที่หนึ่ง ที่จะเกิดขึ้นในอีก 4 วันข้างหน้า คือการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 กรกฎาคม และ

สมรภูมิที่สอง ก็คือการยื่นเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ สว. ในการเลือกนายกถาวรตลอดกาล 

ทั้งสองสมรภูมิจะไม่มีวันชนะได้ หากเราไม่สามารถเปลี่ยนใจ สว. ให้อยู่ข้างประชาชน ผมจึงขอให้ประชาชนทุกคน ร่วมทำภารกิจกับผมในสองสมรภูมินี้ โดยการ ส่งสารถึง สว. ในทุกวิถีทาง ทุกวิธีการที่ท่านนึกออก 

ย้ำ ขอเป็นวิธีการสร้างสรรค์ ช่วยกันเชิญชวนให้ สว. โหวตนายกตามมติประชาชน หรือ โหวตยกเลิกมาตรา 272 เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน 

ด่วน ‘พิธา’ ขอสู้อีก 2 สมรภูมิ ถ้าเป็น 'นายกฯ' ไม่ได้ พร้อมถอยให้ 'เพื่อไทย'

หากพวกเราทำเต็มที่ใน 2 สมรภูมินี้แล้วเป็นที่ชัดเจนว่าพรรคก้าวไกลไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้จริงๆ ผมพร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศไทย โดยเปิดทางให้พรรคอันดับสอง คือพรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลของพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค ภายใต้ MOU ที่ทำร่วมกันไว้ และผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลทุกคนพร้อมสนับสนุนแคนดิเดทนายกของพรรคเพื่อไทย 

แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราไม่ยอมแพ้แน่นอน และขอทุกคนมาร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้จนถึงที่สุด ผมคนเดียวหรือพรรคก้าวไกลเพียงพรรคเดียวไม่อาจเปลี่ยนใจ สว. และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนได้จริง 

จึงต้องขอแรงพลังจากทุกท่านร่วมทำภารกิจเพื่อให้เราสามารถจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้สำเร็จ 

อนาคตของพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาลอยู่ในมือของพวกท่านทุกคนแล้ว มาช่วยกันส่งสารเพื่อเปลี่ยนใจ สว. 

ขอบคุณครับ 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล

‘พิธา’ แจงภาพเศร้าน้ำตาคลอ หลังพ่าย ‘โหวตนายกฯ’ ครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553683

15 ก.ค. 2566

‘พิธา’ แจงภาพเศร้าน้ำตาคลอ หลังพ่าย ‘โหวตนายกฯ’ ครั้งแรก

‘ทิม พิธา’ โพสต์ไอจีสตอรี่ แจงภาพเศร้าน้ำตาคลอ หลังพ่าย ‘โหวตนายกฯ’ ครั้งแรก ลั่นสู้สุดความสามารถแน่นอน! ใจเต็ม 100 ขณะเดียวกันมีกระแสข่าว ดัน ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ชิงนายกฯ แทน

ผลพวงจากที่ประชุมรัฐสภา‘โหวตนายกฯ’ โลกโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ภาพ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล มีลักษณะคล้ายเศร้า และ ร้องไห้ 

โดยอ้างว่า เป็นภาพหลังทราบผล ‘โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี’ ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมานั้น

ล่าสุด นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้โพสต์ไอจีสตอรี่แชร์ภาพดังกล่าว ชี้แจงว่า เป็นอาการหลังจากหยอดตา เนื่องจากใส่คอนแทคเลนส์ โดยระบุข้อความดังนี้  “หยอดตา contact lens ครับสู้สุดความสามารถแน่นอน! ใจเต็ม 100!”

‘พิธา’ แจงภาพเศร้าน้ำตาคลอ หลังพ่าย ‘โหวตนายกฯ’ ครั้งแรก
‘พิธา’ แจงภาพเศร้าน้ำตาคลอ หลังพ่าย ‘โหวตนายกฯ’ ครั้งแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งที่2 จะมีขึ้นในวันพุธที่ 19 ก.ค. 2566 ท่ามกลางกระแสข่าวว่าพรรคแกนนำในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล อาจจะเปลี่ยนเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดต นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แทนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จากพรรคก้าวไกล หลังได้รับคะแนนโหวตนายกฯ 324 เสียง ห่างจากเป้าหมาย 376 เสียง หรือ ห่างอยู่ 52 เสียง

ทั้งนี้ รายงานข่าวดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายๆ วันที่ 15 ก.ค. 2566 แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากนายเศรษฐา ทวีสิน หรือแกนนำพรรคเพื่อไทย

ลูกสาว ‘หมอพรทิพย์’ โพสต์สั้นๆ แต่จุก หลังแม่งดออกเสียงโหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553674

15 ก.ค. 2566

ลูกสาว ‘หมอพรทิพย์’ โพสต์สั้นๆ แต่จุก หลังแม่งดออกเสียงโหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

ทนไม่ไหวแล้ว ลูกสาว ‘หมอพรทิพย์’ โพสต์ข้อความสั้นๆ แต่จุกว่า ‘งดทักการเมืองนะคะอายคน’ หลังแม่ งดออกเสียง โหวต ‘พิธา’ ก้าวไกล นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

แรงสั่นสะเทือนยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง จากการประชุมรัฐสภาเปิดให้โหวตเลือก ‘ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี โดยผลปรากฎว่า เห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง และ งดออกเสียง 199 ซึ่งเสียงเห็นชอบไม่ถึง 376 ทำให้นายพิธา ไม่ได้รับการเลือกให้เป็นนายกฯ คนที่ 30

ต่อมา พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้มีการโพสต์ข้อความลงอินสตาแกรมส่วนตัว ถึงกรณีการแก้ไข มาตรา 112 ของพรรคก้าวไกล ซึ่งเธอเป็นหนึ่งใน สว. ที่งดออกเสียงโดยระบุว่า “ที่สุดก็ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมต้องแก้มาตรา 112 แต่ยิ่งชัดเจนว่า พรรคก้าวไกลจะแก้ไขแน่นอน ที่สำคัญคือพรรคต่าง ๆ ที่ทำข้อตกลงร่วมกันยอมให้พรรคก้าวไกลเสนอแก้ มาตรา 112 ได้ การเมืองไทยเป็นเช่นนี้ หมอจึงได้คำตอบว่า ปิดสวิตช์ตามหลักการเดิม และปิดตลอดไปจนกว่าจะหมดวาระ

หลักการของประชาธิปไตย คือการเลือกตั้งให้ได้พรรคการเมืองมาบริหารบ้านเมืองให้สังคมมีความยุติธรรม ไม่ใช่การดำเนินการตามนโยบายของพรรคที่ได้เสียงสนับสนุน หรือเสียงข้างมากเป็นหลัก แม้นโยบายจะทำลายชาติ

ลูกสาว ‘หมอพรทิพย์’ โพสต์สั้นๆ แต่จุก หลังแม่งดออกเสียงโหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

พญ.พรทิพย์และครอบครัวพญ.พรทิพย์และครอบครัว

การเลือกตั้งในครั้งนี้มีการกระทำที่ขัดหลักการประชาธิปไตยในประเด็นสำคัญ คือ การห้ามผู้สมัครใช้อำนาจผ่านสื่อที่ตัวเองเป็นเจ้าของ หรือมีหุ้นเอาเปรียบพรรคอื่น ๆ

รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติที่มนุษย์ร่วมกันตกลงเขียนขึ้น ไม่ใช่หลักธรรมะ จึงอาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วแต่มนุษย์จะตกลง และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้มาตามครรลองประชาธิปไตย คือผ่านการลงประชามติ การทำหน้าที่ของ สว.จึงเป็นไปตามบทบาทที่กำหนด

ประเด็นสำคัญที่ สว.ติดใจคือการขอแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งจากการหาเสียงมีแนวทางที่กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ กลุ่มที่สนับสนุนสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งล้วนแสดงกิริยาให้ร้ายต่อสถาบัน มีการสนับสนุนให้หมิ่นประมาทตั้งแต่สถาบันพระมหากษัตริย์ไปจนถึงประชาชนคนธรรมดา

สิ่งสำคัญที่สุดคือหน้าที่ของทุกคนรวมทั้ง สว.คือหน้าที่รักษาชาติ หากอ้างประชาธิปไตย อ้างเสียงสนับสนุน 14 ล้านเสียง ว่าต้องรักษาประชาธิปไตย แต่ชาติจะล่มสลาย คงไม่สามารถปล่อยได้”

ล่าสุด ลูกสาว ของ หมอพรทิพย์ ‘เท็น ญารวี โรจนสุนันท์’ ได้โพสต์ข้อความลงในสตอรี่อินสตาแกรมของตัวเองสั้น ๆ ว่า “งดทักการเมืองนะคะอายคน”

ลูกสาว ‘หมอพรทิพย์’ โพสต์สั้นๆ แต่จุก หลังแม่งดออกเสียงโหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

‘พริษฐ์’ ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้ ร้อง ‘สส.-สว.’ คืนความปกติให้การเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553659

15 ก.ค. 2566

'พริษฐ์' ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้ ร้อง ‘สส.-สว.’ คืนความปกติให้การเมืองไทย

‘ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ’ ยอมรับแต่ไม่ยอมแพ้ ‘ก้าวไกล’ ลุยเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลชอบธรรม ตามหลักการประชาธิปไตย เรียกร้อง ‘สส.-สว.’ เคารพมติประชาชนจากการเลือกตั้ง คืนความปกติให้การเมืองไทย

ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และผู้จัดการรณรงค์การสื่อสารนโยบายของพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu’ ระบุว่า ยอมรับ แต่ไม่ยอมแพ้ เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีรายละเอียด ดังนี้

คงไม่มีอะไรที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของการเมืองไทย ได้ดีไปกว่าการที่การอภิปรายครั้งแรกในสภาของผมในฐานะผู้แทนราษฎร กลับต้องกลายเป็นการอภิปรายเพื่อยืนยันหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดของระบอบประชาธิปไตย – หลักการที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และว่าประชาชนทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกันในการกำหนดอนาคตประเทศผ่านการเลือกตั้ง

ผมเข้าใจว่าการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาหลายท่านเมื่อวาน อาจทำให้เราเข้าใจไปว่าแก่นสารของการพิจารณา คือการอภิปรายเกี่ยวกับความเหมาะสมของคุณพิธาในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี หรือนโยบายของพรรคก้าวไกล

ผมจึงได้ลุกขึ้นอภิปรายเมื่อวาน เพื่อพยายามชวนให้ทุกคนคิด ว่าคำถามที่สำคัญสำหรับสมาชิกรัฐสภา ณ เวลานี้ ไม่ใช่คำถามว่าพวกสมาชิกรัฐสภา 750 คนคิดเห็นอย่างไรต่อคุณพิธาหรือนโยบายของพรรคก้าวไกล แต่คือคำถามว่าสมาชิกรัฐสภาพร้อมจะเคารพเสียงของประชาชนเกือบ 40 ล้านคน ที่ได้ออกมาให้คำตอบต่อคำถามดังกล่าวผ่านคูหาเลือกตั้งเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว หรือไม่

ผลการลงมติของรัฐสภาเมื่อวานในการไม่ให้ความเห็นชอบคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐสภา (โดยเฉพาะสมาชิกวุฒิสภา) ยังไม่พร้อมจะเคารพเสียงของประชาชนที่สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้ง

ผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการเคารพเสียงของประชาชน ไม่ได้หมายถึงการเคารพเสียงของประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่หมายถึงการเคารพเสียงที่สนับสนุนทุกพรรคการเมืองหรือไม่สนับสนุนพรรคการเมืองใด แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ได้เแปร 1 สิทธิ 1 เสียงของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ออกมาเป็นผู้แทนราษฎร 500 คน ที่เป็นตัวแทนชุดความคิดที่แตกต่างหลากหลายในสังคม และเหตุการณ์ตลอด 2 เดือนหลังจากนั้น ก็ได้แสดงให้เห็น ว่า แคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้ง ได้สามารถรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองอื่นที่มีอุดมการณ์สอดคล้องกัน รวมกันเป็นจำนวน สส. เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ตามกลไกรัฐสภาและครรลองประชาธิปไตยปกติ มันคงเป็นบทสรุปที่ชัดเจนแล้วครับ ว่าใครควรได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่กติกาการเมืองวันนี้ ยังไม่ได้อยู่ในสถานะที่ปกติ เนื่องจากมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ที่ไปมอบอำนาจให้ สว ที่มาจากการแต่งตั้ง 250 คน มาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และเปิดช่องให้เกิดการแทรกแซงกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ให้ไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย

โจทย์สำคัญสำหรับการลงมติของสมาชิกรัฐสภาเมื่อวาน จึงเป็นโจทย์ว่าเราจะร่วมกันกำจัด ความผิดปกติ ที่สืบทอดมาจากอดีต เพื่อคืนความปกติให้ประเทศเดินไปสู่อนาคตได้อย่างไร

สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกที่ไม่สนับสนุนคุณพิธา (หรือซีกที่จะเป็นฝ่ายค้าน หากคุณพิธาเป็นนายกฯ) ผมได้พยายามสื่อสารว่าผมเคารพความเห็นต่างของเขาและผู้สนับสนุนของพวกเขาที่คงไม่ได้ไว้วางใจคุณพิธาหรือรัฐบาลที่นำโดยพรรคก้าวไกล และผมพร้อมจะปกป้องสิทธิของเขาในฐานะฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่อันสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของพวกเราได้อย่างเต็มที่ตลอด 4 ปีข้างหน้า แต่ผมอยากให้เขาตระหนักด้วยเช่นกัน ว่าระบอบการปกครองเดียวที่อนุญาตให้มีฝ่ายค้าน คือระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น แม้ผมทราบดีว่าในกติกาประชาธิปไตยที่เป็นปกติ เราอาจไม่คาดหวังให้เขาต้องลงมติเห็นชอบให้กับนายกฯที่ถูกเสนอชื่อโดยผู้แทนราษฎรจากอีกซีกหนึ่ง แต่ภายใต้สภาวะการเมืองไทยที่ยังไม่เป็นปกติ การลงมติให้กับคุณพิธาจึงเป็นโอกาสของพวกเขา ที่จะแสดงให้สังคมเห็นว่าเหนือความเห็นต่างทางการเมืองระหว่างเรา คือจุดมุ่งหมายที่เรามีร่วมกันในการคืนความปกติให้กับการเมืองไทย และปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่เคารพผลของการเลือกตั้งที่ทำให้ผู้แทนราษฎรทุกคนจากทุกพรรคได้มีสิทธิมาพูดและทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ต้น

สำหรับสมาชิกวุฒิสภา ที่หลายคนมีความเคลือบแคลงใจกับพรรคก้าวไกล ผมได้พยายามสื่อสารกับพวกเขา ว่าการดำรงความเป็นกลางทางการเมืองและการเคารพเสียงของประชาชนทุกฝ่ายนั้น ต้องไม่ใช่การงดออกเสียงหรือการไม่เข้าประชุม แต่คือการ

โหวตให้กับนายกฯ ที่ได้รับความไว้วางใจจากเสียงข้างมากของ ส.ส. ซึ่งมีชื่อว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

เพราะคำว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ณ เวลานี้ ไม่ได้หมายความถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

แต่คำว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ณ เวลานี้ หมายถึงการ “คืนความปกติ” ให้กับการเมืองไทย การให้โอกาสประชาธิปไตยได้ไปต่อ และการเคารพเสียงของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง อันเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ผมเห็นสมาชิกรัฐสภาทุกท่านกล่าวไว้ว่าทุกท่านยึดถือและหวงแหน

แม้ยังไม่สำเร็จวันนี้ แต่พรรคก้าวไกลขอยืนยันว่าเราจะเดินหน้าต่อ ในการพยายามรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรมตามมติมหาชนให้ได้

เดินต่อไปด้วยกัน จนกว่าจะถึงวันที่เสียงของประชาชนได้กำหนดอนาคตของประเทศไทย

เพราะประชาชนคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในระบอบประชาธิปไตย

เสรีพิศุทธ์ รับหนักใจหาเสียงหนุน เผยถ้าสุดทาง ขอ ก้าวไกล เสียสละ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553662

15 ก.ค. 2566

เสรีพิศุทธ์ รับหนักใจหาเสียงหนุน เผยถ้าสุดทาง ขอ ก้าวไกล เสียสละ

เสรีพิศุทธ์ รับหนักใจ หาเสียงหนุน ส่ง พิธา นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี เผย 8 พรรคยังเดินหน้าสนับสนุน ชี้ไม่มีข้อห้ามส่งชื่อซ้ำ ปม 112 แก้มาหลายครั้ง อัดไปศึกษาก่อนพูด แย้ม ถ้าสุดทาง ขอ ก้าวไกล ไปเป็นฝ่ายค้าน

ประเด็นร้อนการเสนอชื่อผู้จะเป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่จบ และเป็นความร้อนแรงของการเมืองในขณะนี้ ที่โรงแรมริเวอร์ไซต์ กรุงเทพฯ วันนี้ ( 15ก.ค.) มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 2/2566 ของพรรคเสรีรวมไทย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนก่อนการประชุม ในกรณีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีซ้ำในรอบที่ 2 จะเป็นการข้อบังคับหรือไม่ หรือจะต้องเสนอรายชื่อประกบเพิ่มเติมหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าวว่า จะเสนอชื่อกี่คนก็ได้ทั้งนั้น ไม่มีข้อบังคับมากำหนดไว้ สามารถเสนอได้ทั้งนั้น จะเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อีกครั้งก็ได้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรค

ที่มีการพูดถึงกล่าวอ้างเป็นเพียงข้อบังคับในการประชุมเท่านั้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเวลาอ่านหนังสือต้องอ่านให้ครบ พูดง่ายๆว่าต้องอ่านทั้งเล่ม แล้วค่อยมาคุย ไม่ใช่ว่าอ่านข้อเดียวแล้วมาคุย เพราะถ้าอ่านข้อเดียวมันก็เจอว่า ข้อบังคับ 41 ไม้วว่าจะเถียงกันอย่างไรก้แล้วแต่ เป็นเรื่องของประานสภาที่จะอนุญาตหรือไม่ ส่วนความกังวลในเรื่องวันที่ 19 ก.ค.ที่จะเป็นการโหวตรอบที่ 2 ในเรื่องการอภิปราย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าวว่า ถ้าตนเป็นประธานสภา จะไม่ให้มีการอภิปราย เพราะอภิปรายไปหมดแล้ว แล้วก็พูดซ้ำๆวนๆ ที่สำคัญในกรณีวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรค

เป็นวันเลือกนายกรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นการอภิปรายเรื่องม.112 แล้วในเรื่องแก้ไขนั้น ม.112 เป็นกฏหมายอาญา อย่างไรก็สามารถแก้ได้ รัฐธรรมนูญยังสามารถแก้ไขได้ แล้วทำไมกฏหมายอาญาจะแก้ไขไม่ได้ แล้วเรื่องนี้ในหมวดหมู่ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ แก้ไขกันมาไม่รู้จะกี่ครั้งแล้ว ไปดูบ้าง ไปอ่านดูบ้าง ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแล้วมาแสดงความคิดเห็น 

ในเรื่องของการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าวว่า มีดอกาสไม่มาก เพราะส่วนใหญ่จะปิดกั้นตัวเอง อันนั้นก็ไม่ได้ อันนี้ก็ไม่ได้ ไปยกมาตรฐานเสียสูง ไม่จำเป็นต้องฟังเสียงกลุ่มคนที่สนับสนุนจนเกิดกว่าเหตุ จะกลายเป็นผลเสีย 

ภายหลังจากการประชุมพรรค พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ ได้ให้สัมภาาร์สื่อมวลชนอีกครั้ง ในประเด็นเรื่องการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ของพรรคก้าวไกล ให้มีการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2  ว่าต้องตอบกันตามตรงว่าเป็นเรื่องที่ยากเพราะเมื่อวันที่ 13 ที่ผ่านมาก็ได้เห็นคะแนนของสว. ที่ลงคะแนนให้กับทางนายพิธาเพียง 13 คนเท่านั้นซึ่งตอนนี้ สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลาตอนนี้ก็ต้องช่วยเดินหน้าประสานขอคะแนนเสียงมาช่วยนายพิธาเพิ่มเติม ส่วนตัวก็หนักใจแทน ก็ต้องดูว่าตัวนายพิธา อยากจะสู้ต่อไป ถ้าในกรณีโหวตครั้งที่ 2 ไม่ผ่าน

ซึ่ง 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลก็จะยังสนับสนุนนายพิธาต่อไป แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็ต้องเป็นพรรคเพื่อไทยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ซึ่งแน่นอนว่าก็จะต้องมีพรรคก้าวไกลร่วมอยู่ด้วย แต่ถ้าในกรณีที่ยังมีความก้าวก่ายร่วมรัฐบาลกับทางเพื่อไทยแล้วไม่สามารถโหวตผ่านเสียงของสว.ไปได้ก็ต้องให้ทั้ง 2 พรรคไปพูดคุยตกลงกันว่าจะเอาอย่างไร ซึ่งก็ต้องดูว่าก้าวไกลอาจจะต้องเสียสละไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งก็จะสามารถเปิดพื้นที่ให้เป็นอิสระมากขึ้น ในการไปเชิญพรรคการเมืองอื่นๆมาร่วมจัดตั้งรัฐบาลเช่นพรรคภูมิใจไทยพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น ส่วนตัวมองถึงการเสียสละของพรรคก้าวไกล ก็ต้องยอมพี่จะไปเป็นฝ่ายค้านแต่ก็ต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและในกรณีที่ถ้าไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสมตนเองก็พร้อมที่จะเป็นตัวเลือกในการเป็นนายกรัฐมนตรี 

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคพล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรค

จุดยืนของพรรคเสรีรวมไทยในการปิดสวิตช์สว.นั้น ส่วนตัวมองว่ามันทำไม่ได้ที่ผ่านมามีการพยายามที่จะปิดสวิตช์สว 3-4 ครั้งก็ไม่สำเร็จมองรวมถึงครั้งนี้ก็มีแนวโน้มที่จะไม่สำเร็จด้วยเช่นกันดังนั้นควรจะมองหาวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จจะดีกว่า และการที่จะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายปิดสวิตช์สว. อาจจะเกิดตั้งคำถามจากประชาชนก็ได้ว่ายังมีญัตติที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนค้างอยู่ในสภาอีกจำนวนมากแต่ทำไมถึงมาดำเนินการในเรื่องที่เป็นประโยชน์ของตัวเองก่อน ดังนั้นจึงเรียกร้องขอให้นึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักก่อน

‘ทัวร์ส้ม’ ไประรานคนอื่น ถือเป็นการ ‘ไซเบอร์บูลลี่’ เจอคุกแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553657

15 ก.ค. 2566

'ทัวร์ส้ม' ไประรานคนอื่น ถือเป็นการ 'ไซเบอร์บูลลี่' เจอคุกแน่

“อาจารย์อุ๋ย” นักกฎหมาย-อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกโรงเตือนทัวร์ส้ม การเอาทัวร์ไปลงถือเป็นการให้ร้าย ระรานผู้อื่นทางไซเบอร์ เสี่ยงเข้าซังเต-โดนปรับ “วันนี้อบอุ่นในโลกออนไลน์ วันหน้าเดียวดายหน้าบัลลังก์”

“นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย” หรือ “อาจารย์อุ๋ย” นักกฎหมาย บอกว่า กลุ่มผู้นิยมพรรคการเมืองหนึ่ง (“ด้อมส้ม”) เข้าไปแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างก้าวร้าว ใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังหรือ hate speech ชักชวนกันเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมากในพื้นที่ของผู้ที่มีความเห็นต่างในลักษณะที่เรียกว่า “ทัวร์ลง” และใช้ถ้อยคำข่มขู่ คุกคาม ด้อยค่า ดูถูกเหยียดหยามเพื่อให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย อับอาย หรือที่เรียกว่าการบูลลี่ หรือการระรานทางไซเบอร์ หรือ “ไซเบอร์บูลลี่” นั้น เป็นการผิดกฎหมายที่บัญญัติเป็นความผิดไว้อย่างชัดแจ้ง

นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ "อาจารย์อุ๋ย" นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรือ “อาจารย์อุ๋ย”

เป็นการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม และทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท ตาม ป.อาญา มาตรา 326 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากเป็นการหมิ่นประมาทโดยเผยแพร่ต่อสาธารณะ จะเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตาม ป.อาญา มาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

“นายประพฤติ” อธิบายต่ออีกว่า “ไซเบอร์บูลลี่” หากเป็นการแสดงความเห็นในลักษณะข่มขู่ทำให้เจ้าของบัญชีเกิดความกลัว จะเข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อาญามาตรา 392 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วน “ไซเบอร์บูลลี่” ในกรณีเป็นการแสดงความคิดเห็นในลักษณะดูหมิ่นผู้อื่น และเป็นการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ จะเป็นความผิดฐานดูหมิ่นด้วยการโฆษณาตาม ป.อาญา มาตรา 393 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

และกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นภาพตัดต่อของผู้อื่นในลักษณะที่จะทำให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา16 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

นอกจากนี้ “นายประพฤติ” ยังฝากบอกถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูก “ไซเบอร์บูลลี่” ให้รวบรวมพยานหลักฐาน ได้แก่ บัญชีสื่อสังคมออนไลน์ที่กระทำความผิด ข้อมูลหรือข้อความที่ได้รับความเสียหายและเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 


“ฝากเตือนพี่น้องประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลายให้มีสติ ใช้วิจารณญาณ คิดวิเคราะห์แยกแยะ ก่อนแสดงความคิดเห็นที่ทำให้ผู้อื่นเสียหาย เนื่องจากสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี ดังที่มีผู้เคยกล่าวไว้ว่า “วันนี้อบอุ่นในโลกออนไลน์ วันหน้าเดียวดายหน้าบัลลังก์” การเคารพและให้เกียรติผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่มีความเห็นต่าง ก็ถือเป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศเจริญแล้วไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้ ให้ความสำคัญกับเรื่อง “ไซเบอร์บูลลี่” มาก” “นายประพฤติ” กล่าวทิ้งท้าย