สตรี 1 เดียวในสภาฯ โหวต ‘พิธา’ ระบายแบบนี้เมื่อออกไปไหนมาไหน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553742

17 ก.ค. 2566

สตรี 1 เดียวในสภาฯ โหวต 'พิธา' ระบายแบบนี้เมื่อออกไปไหนมาไหน

“โหวตนายก” รอบแรก “พิธา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ได้รับการพิจารณาเห็นชอบจาก สว. จำนวน 13 คน 1 ในนั้นคือ “ประภาศรี สุฉันทบุตร” สว. แต่หลังจาก “โหวตนายก” ได้ 3 วัน “ประภาศรี” ได้พูดถึงประชาชนทำนองว่า “ไปที่ไหนชื่นใจเสมอ เมื่ออยู่เคียงข้างประชาชน”

“ประภาศรี สุฉันทบุตร” สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลำดับที่ 309 สุภาพสตรี 1 เดียวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร ที่ “โหวตนายก” ให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีในรอบแรก (14 ก.ค. 2566) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ไปที่ไหนชื่นใจเสมอ เมื่ออยู่เคียงข้าง”ประชาชน” สมัยนี้คนไทยตื่นตัว เเละสนใจเรื่องการเมืองกันมาก นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราได้เรียนรู้ประชาธิปไตยเเละการปกครองประเทศไปด้วยกันช่วงนี้ไปที่ไหนก็มีคนเข้ามาคุย ไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพก็มีคนมาทักทาย เมื่อเช้าไปร่วมงาน

ประภาศรี สุฉันทบุตร และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ ประภาศรี สุฉันทบุตร และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์


เเต่งงานที่ยโสธร ชาวยโสธรจำนวนมากมาขอบคุณที่ “เห็นชอบ” กับเสียงข้างมาก ไปเดินออกกำลังกายก็มีคนมาทักทายเเละขอบคุณ วันก่อนไปโรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์ เจ้าหน้าที่ก็มาขอถ่ายภาพด้วย 

ประภาศรี สุฉันทบุตรประภาศรี สุฉันทบุตร

“ประภาศรี สุฉันทบุตร” เล่าต่ออีกว่า ตอนนี้มาที่สนามบินอุบลราชธานีก็ได้รับการดูเเลช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากเจ้าหน้าที่สนามบินเเละยิ้มๆ ทักทายอย่างจริงใจ นั่งรอหน้า Gate ก็มีน้องๆเเละรุ่นลูกมาทักทาย “สว.ประภาศรี ใช่ไหมคะ” ขอถ่ายภาพด้วยได้ไหม ตอบว่า “ได้เลยค่ะลูก”

สตรี 1 เดียวในสภาฯ โหวต 'พิธา' ระบายแบบนี้เมื่อออกไปไหนมาไหน

“ประภาศรี สุฉันทบุตร” วัย 72 ปี เป็นชาวเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเป็น สว. ชุดที่ 12 แต่งงานกับ “นพ.หาญ สุฉันทบุตร” แพทย์ศัลยแพทย์ มีลูกด้วยกัน 4 คน คือ นพ.ต้นกล้า สุฉันทบุตร เป็นแพทย์ศัลยแพทย์, นพ.ฉายตะวัน สุฉันทบุตร เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลนายแพทย์หาญ, พญ.กลางดาว สุฉันทบุตร จบการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยม) แพทย์สาขาต่อต้านความชรา American Board of Anti-aging ปัจจุบันรับราชการแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธาน และก้องไกล สุฉันทบุตร (โสด)

“ประภาศรี สุฉันทบุตร” เคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จ.ยโสธร, ประธานหอการค้าจังหวัดยโสธร, ประธานกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชน จ.ยโสธร,  สว.ที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ชุดที่ 1, กรรมการสมาคมโรงพยาบาลเอกชนแห่งประเทศไทย, นายกสมาคมผู้นำสตรีพัฒนาชุมชนไทย สาขายโสธร นายกสมาคมสตรี จ.ยโสธร และอีกไม่ต่ำ 10 ตำแหน่ง

ขณะนี้ “ประภาศรี สุฉันทบุตร” มีธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ในฐานะประธานกรรมการบริหาร และเจ้าของโรงพยาบาลในกลุ่มโรงพยาบาลนายแพทย์หาญ เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่มีสถานะมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีส่วนแบ่งการตลาดในจังหวัดภาคอิสานตอนใต้ คือ จ.ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร และ จ.นครพนม รวมทั้งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สะหวันนะเขต) และราชอาณาจักรกัมพูชา

อานนท์ นำภา ปราศรัยปลุก 14 ล้านเสียง หนุน ก้าวไกล อย่ายอมแพ้ สว. 250 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553735

16 ก.ค. 2566

อานนท์ นำภา ปราศรัยปลุก 14 ล้านเสียง หนุน ก้าวไกล อย่ายอมแพ้ สว. 250  คน

“อานนท์ นำภา ”  ปราศรัยปิดท้ายกิจกรรม “คาร์ม็อบ” เดินสายยื่นหนังสือจี้ผู้นำเหล่าทัพ -ผบ.ตร. ขอให้ลาออก หลังพร้อมใจไม่ไปทำหน้าที่สว. โหวตนายกรัฐมนตรี เร้า 14 ล้านเสียง เลือก พรรคก้าวไกล จนถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคล้มเจ้า อย่าปล่อยให้ 250 คน ขวางนายกรัฐมนตรี ที่มาจากประชาชน

ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ    นายอานนท์ นำภา  ทนายความ ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำม็อบราษฎร  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  ได้นำมวลชนพร้อมยานพาหนะ มาปักหลักชุมนุม  หลังจากไปยื่นหนังสือถึงผู้นำเหล่าทัพ   เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตอบโต้ต่อการที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี  

นายอานนท์   กล่าวปราศรัย ให้กำลังใจถึง นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ที่เคยร่วมอุดมการณ์การเมือง เคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2557  จนถึงปี 2562  และ ตัดสินใจไปอยู่เบื้องหลัง ช่วยก่อตั้งพรรคการเมือง  คือพรรคอนาคตใหม่  กระทั่งพรรคการเมืองดังกล่าวถูกยุบ จึงตัดสินใจลงเล่นการเมืองเต็มตัวในฐานะผู้สมัคร สส. และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายหลายอย่าง และโครงสร้างของพรรคก้าวไกล  เพื่อหวังเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา   นายชัยธวัช ให้สัมภาษณ์ว่า หากพรรคก้าวไกล ถูกยุบ กรรมการบริหารพรรค จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอีก 10 ปี ตนจึงอยากขอเป็นกำลังใจให้กับ  นายชัยธวัช ขอให้รู้ว่าไม่ได้สู้เพียงลำพัง ทุกคนจะสู้เคียงข้าง

นายอานนท์ กล่าวว่า  รู้สึกอึดอัดที่การประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เสนอให้ออกกฎหมายยิงคนที่ทำผิดมาตรา 112 แล้วไม่ผิดกฎหมาย และมีการกล่าวอ้างประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นจริง   ดังนั้น 14 ล้านเสียงที่เลือกพรรคก้าวไกล และถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคล้มเจ้า อย่าปล่อยให้คนแค่ 250 คน ที่ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่เป็นเครือข่ายของเผด็จการ มาใช้ข้ออ้าง เพียงแค่เรื่องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อไม่รับรองนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชน

มั่นใจว่า ม.112 เป็นแค่ข้ออ้าง    แท้จริงแล้วกลัวว่าฝ่ายประชาธิปไตย จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสังคมเก่า ให้กลายเป็นสังคมใหม่   ม.112 ต้องผ่านการพิจารณาของสภาก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้รับความเห็นชอบหรือไม่    พล.อ.เอกประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา กลัวว่าพรรคก้าวไกล จะทำให้ถูกดำเนินคดี  จากการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงปี 53  ดังทุกคนนั้นต้องทำให้สิ่งที่กลัวให้เป็นจริง ด้วยการสนับสนุน 8 พรรคฝ่ายประชาธิปไตย  ทั้ง 8 พรรค  อย่าแตกแถวเด็ดขาด พรรคไหนแตกแถวก่อนถือว่าเป็นเผด็จการ

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม “24 มิถุนา” ปราศรัย ระบุว่า ขอส่งเสียงไปยัง 8 พรรคร่วม ขอให้แสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล และวันอังคารที่  18 ก.ค. ขอนัดมวลชน ไปรวมตัวที่ศา รัฐธรรมนูญ เวลา 11:00 น. เพราะเป็นองค์กร ที่มีผลต่อการพิจารณาสถานะของนายพิธา ที่คาดว่าศาล อาจมีคำพิพากษา 

ต่อมาเวลา 18.30 น. แกนนำได้อ่านแถลงการณ์ ของแนวร่วมประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย ระบุว่า ขอเรียกร้องไปยังรัฐสภา รวมทั้งประชาชนทั้งประเทศ

.


1.เราขอประณามสมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สว.ที่ไม่ลงมติไปตามฉันทามติเสียงส่วนใหญ่ของคน
ทั้งประเทศ ที่มุ่งหมายให้ฝ่ายประชาธิปไตยร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารบ้านเมือง

.

2.เราขอเรียกร้องให้ สว. ที่ไม่ทำหน้าที่ลงมติเห็นชอบตามเสียงของคนส่วนใหญ่ของประเทศ ลาออกจาก
ตำแหน่งทั้งหมด และให้รัฐสภาที่เหลืออยู่ทำการลงมติไปตามเสียงส่วนใหญ่ของคนทั้งประเทศต่อไป

.

3.เราขอเรียกร้องให้ 8 พรรคร่วมฝ่ายประชาธิปไตย ผนึกกำลังกันให้เหนียวแน่น เพื่อบรรลุวัตุประสงค์ตาม
คำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับประชาชน

.

4.เราขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศออกมาต่อสู้กับแนวร่วมประชาชนฝ่ายประซาธิปไตย จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ 

ก่อนที่ผู้ชุมนุมจะปิดเวที  ได้ย้ำว่าให้มวลชนเตรียมพร้อม เคลื่อนไหวอีกครั้งในวันพุธที่ 19 ก.ค.  จากนั้นยุติการทำกิจกรรมในเวลา 18.50 น.

อานนท์ นำภา ปราศรัยปลุก 14 ล้านเสียง หนุน ก้าวไกล อย่ายอมแพ้ สว. 250  คน
อานนท์ นำภา ปราศรัยปลุก 14 ล้านเสียง หนุน ก้าวไกล อย่ายอมแพ้ สว. 250  คน
อานนท์ นำภา ปราศรัยปลุก 14 ล้านเสียง หนุน ก้าวไกล อย่ายอมแพ้ สว. 250  คน
อานนท์ นำภา ปราศรัยปลุก 14 ล้านเสียง หนุน ก้าวไกล อย่ายอมแพ้ สว. 250  คน

อานนท์ นำภา   นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นำมวลชนพร้อมยานพาหนะ มาปักหลักชุมนุม  ที่ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพ    ก่อนที่จะสลายตัว หลังจากไปยื่นหนังสือถึงผู้นำเหล่าทัพ   เรียกร้องให้ลาออกจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตอบโต้ต่อการที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิโหวตนายกรัฐมนตรี  

.

ข่าว -ภาพ อโนทัย สกุลทอง ผู้ประกาศภาคสนาม NATIONTV  และ  NATION PHOTO

‘เพื่อไทย’ ออกอาการ ความอดทนมีจำกัด ขอความชัดเจน โหวตนายกรัฐมนตรี ‘พิธา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553730

16 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย' ออกอาการ ความอดทนมีจำกัด ขอความชัดเจน  โหวตนายกรัฐมนตรี  'พิธา'

ทุกอย่างมีราคา รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ย้ำท่าทีของพรรค 141 เสียง พร้อมไปในทางเดียวกัน โหวตให้ “พิธา” แห่ง “ก้าวไกล” เข้าสู่สมรภูมิชิงนายกรัฐมนตรี เป็นรอบที่ 2 แต่มีข้อแม้ว่า พรรคอันดับหนึ่งต้องชัดเจนว่าจะโหวตไปสิ้นสุดเมื่อไหร่ เพราะประเทศไทยรอ “พรรคก้าวไกล “ไม่ได้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย      เปิดเผยว่า  การ  “โหวตนายกรัฐมนตรี”  รอบ 2   ที่จะมีขึ้นในวันพุธที่ 19  ก.ค.   ยังมีปัญหาเรื่องการตีความข้อบังคับสภา ว่าสามารถเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล  ได้หรือไม่  ซึ่งในวันอังคารที่ 18 ก.ค.นี้   นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภามีการเรียกประชุมวิป 3 ฝ่าย ซึ่งต้องดูข้อสรุปตรงนั้นก่อน หากญัตติไม่ตกไป ยังสามารถเสนอชื่อนายพิธาได้ พรรคเพื่อไทยก็ยินดียกมือให้ทั้ง 141 เสียง   แต่การเสนอชื่อนายพิธา  หัวหน้าพรรคก้าวไกล  มีเงื่อนไขว่าต้องพูดให้ชัดเจนว่า 

จะโหวตไปถึงเมื่อไหร่ เพราะการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ครั้งแรกก็ชัดเจนว่าไปต่อไม่ได้  ย้ำว่าวันนี้ 312  เสียง จาก 8  พรรค ยังเหนียวแน่น  แต่เสียงสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ที่พรรคก้าวไกล คาดการณ์ไว้ว่าจะได้มา   เพื่อสนบสนุนนายพิธา    แต่ได้มาแค่ 13 เสียงซึ่งไม่พอ และเห็นว่าการจะไปหาเพิ่มอีก 50  – 60 เสียง จึงเป็นไปได้ยากที่จะได้ครบ เพราะฉะนั้นพรรคก้าวไกลต้องพูดให้ชัด ถ้าเสียงออกมาเป็นแบบนี้ได้เท่าเดิม ลดน้อย หรือได้มากกว่าเดิมแต่ได้ไม่มากพอ ก็ต้องตอบให้ชัดว่าจะจบเรื่องโหวตนายกรัฐมนตรีหรือยัง หรือจะปล่อยให้ไปเรื่อย ๆ  จน  สมาชิกวุฒิสภา (สว. ) หมดวาระในเดือน พ.ค.67   ซึ่งมองว่าเป็นไปไม่ได้ 

พรรคก้าวไกล ต้องตอบให้ชัดว่าจะเอาอย่างไร ถ้าชัดเจนทุกเรื่อง พรรคเพื่อไทยยินดีจะเสนอชื่อนายพิธาและยกเสียงให้ทั้งหมด    “เมื่อวานนี้นายพิธากล่าวว่าจะเปิด 2 สมรภูมิ  และถ้า 2 สมรภูมิ ไปไม่ได้แล้ว จะเปิดทางให้เพื่อไทย ซึ่งผมคิดว่าไม่มีทางออก เพราะการแก้ไขมาตรา 272 เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก  มีเงื่อนไขว่า ต้องได้เสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้าน 20% และขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาล ยังไม่มีฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นระหว่างที่รอเลือกนายกฯ 20% จากฝ่ายค้านจึงยังไม่เกิดขึ้น และแม้ว่ามี 20% จากฝ่ายค้าน แล้ว   แต่ยังต้องได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. 1 ใน 3 คือ 84 เสียง ซึ่งต้องตอบคำถามว่า 84 เสียงนี้หาจากไหน เพราะการเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรี ของนายพิธา  ได้แค่ 13 เสียง การเสนอแก้ไขม.272 จึงเห็นได้แล้วว่าไปไม่ได้ ดังนั้นประเทศจะรอนายพิธาหรือพรรคก้าวไกลฝ่ายเดียวไม่ได้ “

อนาคตของประเทศอยู่ที่พิธา – ก้าวไกล  

.


เขา กล่าวว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากเพื่อไทย   ทางเพื่อไทยมีพร้อมอยู่แล้วถึง 3 คน จึงไม่ต้องเตรียมอะไร สามารถเสนอได้เลย หากชัดเจนว่าให้เพื่อไทยเป็นแกนนำเพื่อไทยก็พร้อมทันที และสามารถเสนอชื่อได้ทันทีเช่นกัน   “ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในมือนายพิธาและพรรคก้าวไกลที่จะต้องตัดสินใจ ว่าจะเดินไปอย่างไรต่อไป เพื่อให้ 8 พรรค รู้สึกสบายใจในการทำงานร่วมกัน เพราะหลังการแถลงของนายพิธาเมื่อวานนี้ 8 พรรคยังไม่ได้มีการคุยกัน   การที่นายพิธาโยนความรับผิดชอบให้ประชาชนว่า ต่อไปนี้อนาคตของนายพิธา  และก้าวไกลอยู่ที่ประชาชนนั้น ก็ยังไม่เข้าใจในความหมายนี้ เพราะเวลานี้มองว่า ปัญหาประชาชน รวมถึงอนาคตของประเทศอยู่ในมือของนายพิธาและพรรคก้าวไกล ถ้าตัดสินใจได้ถูก ประเทศก็เดินหน้าต่อ ถ้าตัดสินใจไม่ถูกหรืออิงอยู่กับพื้นฐานของตัวเองเป็นหลัก ก็ไม่จบ  ทั้งที่ประเทศยังมีปัญหามาก และปัญหาของประชาชนก็รอไม่ได้เช่นกัน 

นายภูมิธรรม  กล่าวว่า   เป็นห่วงเพราะการโหวตครั้งแรกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย  ได้เสียงสว.มาแค่ 13 เสียง   ซึ่ง พรรคก้าวไกลเองก็ยอมรับว่าผิดคาด   จึงได้มีการถามกลับไปยังก้าวไกลว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ก้าวไกลเองก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะใช้วิธีการใด หรือจะได้เสียงจากสว.อีกเท่าไหร่ เพียงแต่แจ้งว่าขอเวลาแก้ปัญหานี้ ดังนั้นนายพิธาและพรรคก้าวไกลต้องตัดสินใจแล้วว่าถ้าจะไปต่อจะไปต่ออย่างไร เพื่อให้ 8 พรรคร่วมเข้าใจสถานการณ์ร่วมกัน   ส่วนเรื่องข้อบังคับที่อาจจะไม่สามารถยื่นญัตติซ้ำได้  ก็ขึ้นอยู่กับสภา เพราะมติสภาถือเป็นที่สิ้นสุด หากดำเนินการได้ก็พร้อมที่จะยกมือสนับสนุน  แต่หากขั้นตอนไปต่อไม่ได้ 8 พรรค จะต้องประชุมร่วมกันว่าจะทำอย่างไรต่อ  นายภูมิธรรม ระบุ

‘คาร์ม็อบ’ เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ – ผบ.ตร. จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553723

16 ก.ค. 2566

'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี

อานนท์ นำภา  ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำม็อบราษฎร   นำมวลชนจัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ” เคลื่อนขบวนไปยัง กองทัพบก , กองทัพเรือ , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องสว.ที่มาจากเหล่าทัพ และผบ.ตร. แสดงออกต่อการใช้สิทธิ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ลั่น 19 ก.ค. นี่ ชุมนุมใหญ่

เวลา   13.05น.     ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  นายอานนท์ นำภา  ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และแกนนำม็อบราษฎร  นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  ได้นำมวลชนพร้อมยานพาหนะ  จัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ”  เคลื่อนขบวนไปยัง กองทัพบก , กองทัพเรือ , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  , และจุดสุดท้ายที่ลานหอศิลป์ กทม.  โดยแต่ละจุดจะทำการยื่นหนังสือ เพื่อเรียกร้องให้  สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ผู้นำเหล่าทัพ   รวมถึง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร. ) ที่เป็นสว.  เคารพมติของประชาชนเสียงข้างมากในการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.ด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี จาก 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล   ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่จะขึ้นในวันพุธที่ 19  ก.ค.  หรือ ลาออก เพื่อยุติการทำหน้าที่ 

นายอานนท์ นำภา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง  กล่าวว่า    เป้าหมายของกิจกรรมครั้งนี้  ” คาร์ม็อบ” คือ
กระตุ้นจิตสำนึกของ สว.และ สส.ที่ยังไม่โหวตให้ใคร  ได้ตระหนักถึงการทำหน้าที่    ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดงพลังของประชาชน เพราะตอนนี้เหมือนประชาชนถูกปล้นคะแนนเสียงไป เนื่องจากสมาชิกรัฐสภาไม่ได้เห็นด้วยหรือเห็นชอบ  อยากให้ประชาชนทั่วประเทศลุกขึ้นมาต่อสู้   การเคลื่อนไหววันนี้เป็นการส่งเสียง เพื่อให้กำลังใจสว.ที่ยังงดออกเสียง  ได้กลับมาทำหน้าที่  เชื่อว่าหากเสียงของประชาชนดังพอ ก็จะทำให้ สว.เหล่านี้เปลี่ยนใจ   ส่วนในวันที่ 19 ก.ค.  จะมีการจัดชุมนุมครั้งใหญ่ เพื่อรณรงค์ เรื่องนี้คู่ขนานกับการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้น 

'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี
'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี
'คาร์ม็อบ' เคลื่อนขบวน ยื่นหนังสือ เหล่าทัพ - ผบ.ตร.  จี้ โหวตนายกรัฐมนตรี

อานนท์ นำภา  แกนนำม็อบราษฎร นำมวลชนพร้อมยานพาหนะ  จัดกิจกรรม “คาร์ม็อบ”  เคลื่อนขบวนไปยัง กองทัพบก , กองทัพเรือ , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  , และจุดสุดท้ายที่ลานหอศิลป์ กทม.  ยื่นหนังสือ เพื่อเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ที่มาจากผู้นำเหล่าทัพ  เคารพมติของประชาชน ด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี จาก 8  พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ในการโหวตนายกรัฐมนตรี ที่จะขึ้นในวันพุธที่ 19  ก.ค.  หรือ ลาออก เพื่อยุติการทำหน้าที่ 

ไทยสร้างไทย มองในแง่ดี  #ธุรกิจสว. #เมียน้อยสว. – ทำ สว. ตาสว่าง ‘โหวตนายกฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553719

16 ก.ค. 2566

ไทยสร้างไทย มองในแง่ดี  #ธุรกิจสว.  #เมียน้อยสว. - ทำ สว. ตาสว่าง 'โหวตนายกฯ'

ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์  พรรคไทยสร้างไทย มองวิกฤตเป็นโอกาส ปม ‘สว.’ ถูกแซะ จนเป็นที่มา  #ธุรกิจสว. และ #เมียน้อยสว.   แค่อุ่นเครื่อง ยังดีที่ไม่ราวีไปถึงการดูงาน แต่งตั้งที่ปรึกษาแบบบานตะไท หวังมาถึงขั้นนี้แล้วจะเกิดอาการตาสว่าง โหวตนายกฯ

นายปริเยศ  อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์  พรรคไทยสร้างไทย    เปิดเผยว่า  ความเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์  ต่อท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา (สว. )  จากประเด็นการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”   นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  จนเกิดแฮชแทค  #ธุรกิจสว. และ #เมียน้อยสว.     ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ “สว.” มีอำนาจเรื่องนี้  ซึ่งในฐานะนักการเมืองตนเข้าใจประชาชนที่คาดหวังว่า สว. 
พร้อมทีมงานผู้ช่วยราว 1,200  คน ที่ทำงานอยู่ในสภา ด้วยงบประมาณหลักพันล้านบาท น่าจะตอบแทนประชาชนได้มากกว่านี้ผ่านการโหวต   ดังนั้นเมื่อ สว.  ไม่สนองตอบความรู้สึก จึงเกิดกรณีดังกล่าว 


ขณะเดียวกันเชื่อว่า หากประชาชนหันมาตรวจสอบการทำงานของ “สว.” ชุดนี้ ในด้านการประชุมและงานด้านกรรมาธิการคณะต่าง ๆ  เช่น การดูงานนอกพื้นที่ การแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาหรือผู้ช่วยสว.  อาจจะกดดันมากกว่าเดิม จึงนับได้ว่าเป็นโชคดี  ที่ยังไม่ไปรื้อข้อมูลถึงขั้นนั้น และเชื่อว่าจากสถานการณ์ต่าง ๆ หากสว.  ถูกกดดันหนักเข้า อาจอดทนไม่ไหวหันกลับมาสนับสนุน แคนดิเดตนายกฝ่ายประชาธิปไตยแทนในการโหวตครั้งต่อไป 


“อยากให้ประชาชนให้โอกาส สว.ได้มีเวลาคิด เนื่องจาก สว.หลายท่าน ต้องทำงานและประชุมกรรมาธิการหลายคณะ อาจยังไม่ค่อยมีเวลาได้คุยกับทีมงานผู้ช่วย ผู้ชำนาญการ ที่ปรึกษาของ สว. ที่มีอยู่นับพันคนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง  ณ  เวลานี้  แต่เชื่อว่าท้ายที่สุดคงเห็นแก่ประเทศบ้างไม่มากก็น้อย   เมื่อมีการโหวตนายกรัฐมนตรี ครั้งต่อไป ” นายปริเยศ กล่าว

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่ ‘เมียสาว’ เอาแต่ใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553717

16 ก.ค. 2566

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่ 'เมียสาว' เอาแต่ใจ

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย อยู่กินกันด้วยการ ‘คลุมถุงชน’ จากพ่อแม่พี่น้องประชาชน แต่ ‘เมียสาว’ เอาแต่ใจไม่โอนอ่อน ยึดติดแต่ ม.112 ทำให้ผัวปวดหัว ผัวตัวดีพาลจะไปได้ ‘เมียปุ้มปุ้ย’ ซะอีก!!!

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า การเมืองเรื่องของผัวเมีย

เพื่อไทย และก้าวไกล เปรียบเสมือนคู่ผัวตัวเมีย

มาอยู่กินกันด้วยการ “คลุมถุงชน” จากพ่อแม่พี่น้องประชาชน

เมื่อเมียเรียกร้องในสิ่งที่ผัวให้ไม่ได้ แม้ปากยังพร่ำบอกว่า “จะรักกันตลอดไป”

แต่ผัวเห็นแล้วว่า หากอยู่กินกันอนาคตไปไม่รอดแน่ เพราะสาวเจ้าเอาแต่ใจ ยืนกรานไม่โอนอ่อนผ่อนตาม

มีจุดยืนที่แข็งกร้าว ไม่เปลี่ยนแปลง

ด้วยประสบการณ์คู่ครองของผัวที่เคยมีครอบครัว และหย่าร้างมาก่อน ตกพุ่มหม้ายอยู่นานหลายปี

เลยแอบไปมีกิ๊กอีหนู เจรจาฉอเลาะเข้าทำนอง “วัวเคยค้าม้าเคยขี่”

นัดหมายหาความสุข วางแผนจะไปอยู่กินกันออกหน้าออกตา แม้ว่าตอนนี้ยังติด “ทะเบียนสมรส” อยู่กับเมีย

แต่ใจชาย 3 โบสถ์ จะเอาแน่อะไรได้ วันๆ คิดแต่จะตีจาก

ชูวิทย์ เทียบ ‘เพื่อไทย-ก้าวไกล’ เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่ 'เมียสาว' เอาแต่ใจ

เห็นอีหนูดีกว่าเมียที่เอาแต่ใจ ยึดติดแต่ ม.112 ให้ปวดหัว

ก็รู้อยู่ว่า “มรดกที่ท่านปู่ทิ้งไว้” คือ สว. 250 ที่ไม่ยอมยกให้หากเมียคนนี้ยังอยู่ในบ้าน

ทำตัวเป็น “คนแก่งี่เง่า”

ครั้นผัวจะตัดขาดก็พูดไม่ออก เพราะจัดงานสมรส MOU พูดออกปากชัดว่า “จะรักเธอตลอดไป” ท่ามกลางแขกเหรื่อมากันมากมาย ต่อหน้าพ่อแม่ทั้งสองฝ่าย

นึกในใจทำไมถึงต้องมีวันนี้ อึดอัด อยากจะไปก็ไปไม่ได้ ครั้นจะอยู่ก็อยู่ยาก

อย่างเดียวที่ทำได้ คือ อยู่อย่างไร้ความรู้สึก เธอทำอะไรก็เรื่องของเธอ ชั้นก็อยู่ส่วนชั้นไป

รอจนวันที่เธอทนไม่ไหวเก็บเสื้อผ้าออกไปเอง จะได้ไม่มีใครมาติฉินนินทาว่าชั้นไม่ดี เอาใจออกห่างไปมีชู้

โถ.. เรื่องผัวๆ เมียๆ เมื่อใจผัวไม่อยู่แล้ว เมียเองก็รู้อยู่ว่าไม่รอด

จะมาบีบบังคับใจกันไปถึงไหน?

สงสารผัวบ้างเถอะ ถูกเมียทหารเพ่นกระบาลมา 9 ปีแล้ว

นึกว่างานนี้จะได้สบาย ที่ไหนได้เจอเมียสาวใจเด็ดไม่เปลี่ยนใจ อยู่กินกันไปหม้อข้าวไม่ทันดำ ขอยอมถูกเฉดหัวออกจากบ้านดีกว่า

นึกแล้วสงสารเมียสาวที่ไม่เปิดใจ แต่เพราะยังสาวอยู่ ผ่านงานนี้ไปคงได้ประสบการณ์เรื่องอยู่กิน ว่าหากอยู่ด้วยกันก็ต้องยอมๆ กันไป

ไม่งั้นอยู่คนเดียวไปเลยดีกว่า ไม่ต้องไปง้อใคร

ตอนนี้ผัวตัวดีพาลจะไปได้ “เมียปุ้มปุ้ย” เข้าไปอีก ต้องมาตัดแบ่งเค้กก้อนใหม่ให้ขายหน้า

แต่อดอยากปากแห้งอยู่คนเดียวมานาน

ทนเหงาไม่ไหวแล้วพี่น้องเอ้ย

ขอบคุณที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ 

ธนกร แนะ พิธา – ‘ก้าวไกล’ ปรามแฟนคลับ ยุติข่มขู่ – ชี้ปิดสวิตช์ สว. วืดแน่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553718

16 ก.ค. 2566

ธนกร แนะ พิธา - 'ก้าวไกล' ปรามแฟนคลับ ยุติข่มขู่  - ชี้ปิดสวิตช์ สว. วืดแน่

รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แนะ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล   และแกนนำพรรคก้าวไกล ทำได้ควรทำ ปรามแฟนคลับ “ก้าวไกล” เลิกพฤติกรรมข่มขู่สว. ชี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น ส่วนการ “ปิดสวิตช์สว.” ทำใจได้เลย ลำพังเสียงโหวตนายกรัฐมนตรี ยังหาแทบไม่ได้

นายธนกร  วังบุญคงชนะ  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ ว่า  อยากฝากไปถึง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล  และแกนนำพรรคก้าวไกล  ในการปราบผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล  ต่อการแสดงออกที่ไม่เป็นการล่วงละเมิดผู้อื่น ทั้งนี้จากกรณีที่นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค”ก้าวไกล”ได้คะแนนเสียงในรัฐสภา ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรี 
 ทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนออกมาใช้สื่อสังคมออนไลน์   เคลื่อนไหวกดดันคุกคามไปถึงสมาชิกวุฒิสภา ( สว.  )  เข้าข่ายคุกคาม  ทั้งที่ได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ  

ดังนั้นนายพิธาและพรรค “ก้าวไกล” ควรจะสื่อสารทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้สนับสนุนให้มากกว่านี้    เพราะสิ่งที่ทำเป็นการกระทำเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สร้างความแตกแยกระหว่างประชาชน และเป็นการเพิ่มอุณหภูมิความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก  ควรที่จะเคารพการตัดสินใจและประชาธิปไตยเสียงข้างมากในรัฐสภา ตามที่พรรคก้าวไกลมีเจตนารมณ์มาโดยตลอด 

“ผมเห็นว่าเวลานี้นายพิธาและพรรคก้าวไกล สมควรอย่างยิ่งที่จะเดินหน้าพูดคุยขอการสนับสนุนจากสว.
ไม่ใช่ยื่นแก้ไขมาตรา 272 เพื่อปิดสวิตช์สว. แบบนี้  เพราะจะยิ่งทำให้ยากขึ้นไปอีก จะไปเอาเสียงมาจากไหนถึง 84 สว. ขนาด 60 สว.ยังหาไม่ได้เลย   ยิ่งไปปลุกให้มวลชนไปกดดัน ข่มขู่ คุกคาม ครอบครัวสว. มองว่าจะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่าย  ทราบมาว่าทางสว.ก็ได้มีการให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมดำเนินคดีกับผู้คุกคามทุกรายแล้ว ท้ายที่สุด หากนายพิธา และพรรคก้าวไกล ยังยึดถือแนวทางการเมืองลักษณะนี้ ประเทศและประชาชนจะมีแต่ความแตกแยก “

เขา กล่าวว่า   นายพิธา รวมถึงแกนนำของพรรคก้าวไกล ควรสร้างความเข้าใจแก่ผู้สนับสนุน
ให้เคารพสิทธิของผู้อื่น เคารพกฎหมายด้วย นึกถึงประเทศชาติบ้านเมือง นึกถึงความสงบสุข ตลอด 9 ปีที่ผ่านมา เวลานี้ควรมุ่งหาเสียงสนับสนุนจากสว.    ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความจริงใจ เพื่อผ่านความเห็นชอบ ก้าวขึ้นสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ เพื่อเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ไม่ใช่การปิดสวิตซ์สว. แต่ถ้ายังคงใช้วาทกรรม ปลุกระดมมวลชนสร้างความขัดแย้งแบบนี้ สุดท้ายประเทศชาติ อาจกลายเป็นสมรภูมิรบอย่างที่นายพิธาแถลงก็เป็นได้   นายธนกร  ระบุ

‘นิด้าโพล’ 43.21% หนุน เสนอ ‘พิธา’ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553714

16 ก.ค. 2566

'นิด้าโพล' 43.21% หนุน เสนอ 'พิธา' ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น 'นายกรัฐมนตรี'

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เผยผลสำรวจของ ‘นิด้าโพล’ ในหัวข้อ ‘เลือกนายกรัฐมนตรี 2566’ พบว่า 43.21% หนุนให้เสนอ ‘พิธา’ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็นนายกฯ ตามด้วย ‘อุ๊งอิ๊ง-เศรษฐา’ 38.55% และ 35.04% ส่วน ‘บิ๊กป้อม’ อยู่ที่ 5.42%

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ‘เลือกนายกรัฐมนตรี 2566’ ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11-12 ก.ค. 2566 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรี 2566

การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรก หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้คะแนนเสียงไม่เพียงพอที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พบว่า ตัวอย่าง 

ร้อยละ 43.21 ระบุว่า ควรมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ รองลงมา 

ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ควรมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา อีก 1-2 รอบเท่านั้น 

ร้อยละ 12.98 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรยอมยกเลิกบางนโยบายที่ สว. ไม่เห็นด้วย เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 

ร้อยละ 7.94 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรเปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคแทนทันที 

ร้อยละ 4.88 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรเจรจาชวนพรรคการเมืองในรัฐบาลปัจจุบันเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น 

ร้อยละ 2.67 ระบุว่า ควรมีการชุมนุมประท้วงเพื่อกดดัน สว. ให้เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในการลงคะแนนเสียงครั้งต่อไป

ร้อยละ 2.52 ระบุว่า พรรคเพื่อไทยควรขอเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคแทนทันที 

ร้อยละ 2.29 ระบุว่า พรรคก้าวไกลควรประกาศไปเป็นฝ่ายค้านทันที

ร้อยละ 2.06 ระบุว่า พรรคเพื่อไทยควรสลับขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลทันที 

และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

'นิด้าโพล' 43.21% หนุน เสนอ 'พิธา' ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้เป็น 'นายกรัฐมนตรี'

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคลที่มีโอกาสจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี หาก นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐสภา พบว่า ตัวอย่าง 

ร้อยละ 38.55 ระบุว่าเป็น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รองลงมา 

ร้อยละ 35.04 ระบุว่าเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ร้อยละ 6.79 ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

ร้อยละ 5.65 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

ร้อยละ 5.42 ระบุว่าเป็น พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ

ร้อยละ 4.27 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล

ร้อยละ 1.45 ระบุว่าเป็น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ 

ร้อยละ 1.07 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค 

และร้อยละ 1.76 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายชัยเกษม นิติสิริ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายศิธา ทิวารี

เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.55 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 18.01 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.44 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.74 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.71 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก ตัวอย่าง ร้อยละ 48.09 เป็นเพศชาย และร้อยละ 51.91 เป็นเพศหญิง

ตัวอย่าง ร้อยละ 12.90 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 18.93 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.64 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 23.74 อายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่าง ร้อยละ 96.18 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.61 นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น ๆ

ตัวอย่าง ร้อยละ 33.13 สถานภาพโสด ร้อยละ 64.43 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ ตัวอย่าง ร้อยละ 24.81 จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อยละ 34.81 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 6.41 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 28.47 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า

ตัวอย่าง ร้อยละ 7.86 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 17.86 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.67 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 12.98 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.19 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.94 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.50 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

ตัวอย่าง ร้อยละ 20.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 19.39 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 10,000 บาท ร้อยละ 28.55 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.69 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.72 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 5.27 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 10.08 ไม่ระบุรายได้

ขอบคุณที่มา: นิด้าโพล

เคาะแล้ว เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2 23 ก.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553711

16 ก.ค. 2566

เคาะแล้ว เลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2  23 ก.ค.

ราเมศ รัตนะเชวง โฆษกปชป. เผย เคาะแล้ว นัดประชุมใหญ่วิสามัญเลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ รอบ 2 23 ก.ค.นี้ เปิดให้โชว์วิสัยทัศน์ 7 นาที มั่นใจครบองค์ประชุมหลังล่มในรอบแรก

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2566 ในวันอาทิตย์ที่ 23 กรกฎาคม 2566 เวลา 8.30 น. ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ ที่ได้เลื่อนมาคือ การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาธิปัตย์

ทั้งนี้ องค์ประชุมทั้งหมดของที่ประชุมใหญ่ ได้มีการกำหนดองค์ประชุมไว้ 19 กลุ่ม ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน

เนื่องจากมีองค์ประชุมที่ไม่ได้มาร่วมประชุมในการประชุมครั้งที่แล้ว มีความสนใจเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่จะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางพรรค และถือเป็นการร่วมประวัติศาสตร์ในการเลือก ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ คนที่ 9 

ทั้งนี้องค์ประชุมจะได้รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้สมัครหัวหน้าพรรค คนละ 7 นาที พร้อมกับมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ทั้ง 11 ตำแหน่ง รวม 41 คน ไปจนถึงเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคอีกด้วย

“พรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทางการเมือง มีความมั่นคงยาวนานและกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 78 ผมในฐานะที่รับหน้าที่เป็น กกต. ดูแลในส่วนของข้อบังคับ รวมถึงมีท่านองอาจ เป็นประธานคณะกรรมการจัดการประชุม ก็ยืนยันที่จะเปิดโอกาสให้กับทุกคนที่เป็นสมาชิกพรรคที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับพรรคได้มีการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม การจัดการประชุมมีความพร้อมเต็มที่ และขอเชิญชวนสมาชิกพรรคได้เข้ามีส่วนร่วมสังเกตการณ์ในการประชุม”โฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค. 2566 พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 วาระเลือกกรรมการบริหารพรรค ชุดใหม่ และ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 แต่ปรากฏว่าการประชุมในครั้งนั้นล่ม เนื่องจากเสียงสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประกอบ หรือ 250 เสียง และล่าสุดจะจัดประชุมใหญ่ฯ อีกครั้งในวันอาทิตย์ที่ 23 ก.ค. 2566

พุทธะอิสระ อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553693

15 ก.ค. 2566

พุทธะอิสระ อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

พุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. โพสต์เฟซร่ายยาว อัด 14 ล้านเสียง เลือก พิธา ทำเศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน ชี้แทนที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน จ้องหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความแตกแยก

อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ พุทธะอิสระ เกี่ยวกับประเด็นการเมืองเนื้อหาใจความระบุว่า  คราวที่แล้วแสดงความสงสารต่อทานอคพิโอที่ถูก สส. และ สว. รุมด่าไปแล้ว วันนี้มาขอแสดงความสงสารต่อ 14 ล้านเสียงที่ไปเลือกทานอคพิโอเข้ามา นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศก็พากันชะลอการลงทุนจนทำให้แรงงานพากันตกงานเป็นทิวแถว เศรษฐกิจเสียหายเป็นแสนล้าน

อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส. อดีตพระพุทธะอิสระ อดีตแกนนำ กปปส.

 การส่งออกก็ชะลอตัว พ่อค้าแม่ขายต่างพากันนั่งตบยุง ไล่แมลงวันกันเป็นทิวแถว มีของขายแต่ไม่มีใครซื้อ แถมน้ำมันก็ดันมาแพงไปทั่วโลก หมูก็ขึ้นราคา ไก่ก็ขึ้นราคา ไข่ก็ขึ้นราคา ค่าครองชีพก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง แต่ค่าแรงยังไม่ได้ขึ้น และก็ไม่รู้ว่าจะได้ขึ้นเมื่อไหร่

ทุกปากท้องกำลังจะอดอยาก ขาดแคลน แทนที่ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะเข้าไปแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน กลับเอาแต่จ้องหาเรื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความแตกแยก จนเป็นเหตุให้ สว. ไม่เห็นชอบในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารประเทศอย่างนี้จะไม่เรียกว่า น่าสงสารพวก 14 ล้านเสียง แล้วจะเรียกว่าอะไร
 

อีกกลุ่มบุคคลที่น่าสงสารก็คือ สว. และ สส. ที่ยกมือสนับสนุนให้ทานอคพิโอ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้อยู่ว่าพรรคก้าวไกลโดยทานิคพิโอมีเจตนาจะละเมิดรัฐธรรมนูญแก้กฎหมาย 112 สร้างความไม่มั่นคงให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และประเทศชาติ

ทั้งยังเข้าข่ายล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หากกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติชี้มูลความผิดอย่างชัดเจน กลุ่มบุคคลที่ยกมือสนับสนุนพิทาน้อยและพรรคก้าวไกล ก็เข้าข่ายเป็นตัวการร่วม  รู้เห็นเป็นใจสนับสนุนให้กัดกร่อน บ่อนแซะทำลายสถาบัน ซึ่งปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564

 เหล่านี้คือกลุ่มบุคคลที่ควรจะต้องแสดงความน่าสงสารที่อาจจะถูกศาลรัฐธรรมนูญพิพากษา หากมีผู้ไปร้องให้ยุบพรรค และตัดสิทธิ์ทางการเมือง และจะตามมาด้วยคดีอาญาอีกเป็นเข่ง เช่นนี้จะไม่สงสาร และจะเรียกว่าอะไร อีกกลุ่มบุคคลที่น่างสาร คือ ผู้ก่อตั้งพรรคที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 และ 116

 มาวันนี้ปิยบุตร ออกมาเรียกร้องให้พรรคก้าวไกลถอยมาเป็นฝ่ายค้าน แล้วให้รอแลนด์สไลด์อีก 4 ปีข้างหน้า บุตรเขาพูดเหมือนกับตัวเองและพวก จะอยู่จนถึงได้เลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็หวังว่า คงจะไม่ติดคุกหรือหนีออกทางช่องทางธรรมชาติไปอาศัยที่ฝรั่งเศสกันเสียก่อนที่จะถึงเวลาเลือกตั้งนะบุตร ฉ้อ ทอน

 วันนี้ขอระบายความสงสารไว้แค่นี้ เอาไว้วันหน้าจะมานั่งเขียนระบายความสงสารให้อ่านกันใหม่