เปิด บัญชีทรัพย์สิน ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ รวย 5.29 ล้าน ถือหุ้น 7 บริษัท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553786

17 ก.ค. 2566

เปิด บัญชีทรัพย์สิน 'ศิริกัญญา ตันสกุล' รวย 5.29 ล้าน ถือหุ้น 7 บริษัท

ป.ป.ช. เปิด บัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ รวย 5.29 ล้าน ถือหุ้น 7 บริษัท เฉพาะ CPALL 500 หุ้น 3 หมื่นบาท

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ของบรรดา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรณีพ้นจากตำแหน่ง โดยเฉพาะ สส. จากพรรคก้าวไกล ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ

ล่าสุด มีการเปิดบัญชีทรัพย์สินของทั้ง รังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง และ “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดย “ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล” แจ้งบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 5,294,506.23 บาท มีหนี้สิน 2,013,536.33 บาท ถือหุ้น 7 บริษัท

รายได้ประจำ ได้แก่

  • เงินประจำตำแหน่งและเงินเพิ่ม 1,362,720.00 บาท
  • เบี้ยประชุม 200,000 บาท

รายได้จากทรัพย์สิน ได้แก่

  • เงินปันผล 5,000.00 บาท
  • รายได้จากการขายกองทุน 200,000.00 บาท
  • รวมรายได้ต่อปี 1,767,720.00 บาท

รายจ่ายประจำ ได้แก่

  • อุปโภคบริโภค 720,000.00 บาท
  • ค่าผ่อนที่อยู่อาศัย 250,000.00 บาท
  • เบี้ยประกัน 35,000.00 บาท
  • รายจ่ายอื่นๆ ได้แก่ เงินบริจาคพรรคการเมือง 100,000.00 บาท รวมรายจ่ายต่อปี 1,105,000.00 บาท
  • เงินได้พึงประเมิน มาตรา 40 (1) ถึง (8) รวม 1,273,731.34 บาท

บัญชีทรัพย์สิน

1. เงินฝาก 10 บัญชี เป็นเงิน 428,834.09 บาท

2. เงินลงทุน 915,472.14 บาท ที่น่าสนใจคือหนึ่งในนั้นมีหลักทรัพย์ (หุ้น) 7 บริษัท ประกอบด้วย

  • บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ ASK จำนวน 400 หุ้น มูลค่า 10,900.00 บาท
  • บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP จำนวน 1,700 หุ้น มูลค่า 4,794.00 บาท
  • บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL จำนวน 200 หุ้น มูลค่า 10,750.00 บาท
  • บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จำนวน 500 หุ้น มูลค่า 30,875.00 บาท
  • ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP จำนวน 400 หุ้น มูลค่า 25,300.00 บาท
  • บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH จำนวน 4,800 หุ้น มูลค่า 11,520.00 บาท
  • บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO จำนวน 300 หุ้น มูลค่า 30,000.00 บาท

3. โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 3,690,000.00 บาท เป็นอาคารชุด แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ซื้อมาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2558 มูลค่าปัจจุบันโดยประมาณ 3,690,000.00 บาท ไม่มียานพาหนะ สิทธิและสัมปทาน 260,200.00 บาท เป็นเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันภัย รวม 2 ฉบับ รวมทรัพย์สิน 5,294,506.23 บาท

ศิริกัญญา ตันสกุลศิริกัญญา ตันสกุล

รายการหนี้สิน 

  • เงินเบิกเกินบัญชี 40,469.76 บาท เป็นบัตรเครดิตธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) เงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทำสัญญาเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2561
  • จำนวนเงินกู้ตามสัญญา 3,100,000.00 บาท
  • ยอดหนี้คงเหลือ 1,973,066.57 บาท
  • รวมหนี้สิน 2,013,536.33 บาท

สรุป ศิริกัญญา ตันสกุล มีทรัพย์สิน 5,294,506.23 บาท มีหนี้สิน 2,013,536.33 บาท ทำให้มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 3,280,969.90 บาท

ทั้งนี้ ไหม ศิริกัญญา แจ้งสถานภาพโสด บิดา นายอรุณ ตันสกุล เสียชีวิตแล้ว มารดา นางสมปอง ตันสกุล อายุ 78 ปี มีพี่น้องร่วมกัน 3 คน ประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปี พบว่า ในปี 2561 เป็นที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท ดิแอดไวเซอร์ จำกัด และปีเดียวกัน เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย พรรคอนาคตใหม่

เรืองไกร ยื่น ประธานรัฐสภา ยับยั้ง เสนอ ‘พิธา’ โหวตนายกรัฐมนตรี ฟันธงขัดรธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553787

17 ก.ค. 2566

เรืองไกร  ยื่น ประธานรัฐสภา ยับยั้ง เสนอ 'พิธา' โหวตนายกรัฐมนตรี  ฟันธงขัดรธน.

ความพยายามในการเสนอชื่อ “พิธา” เข้าสู่กระบวนการ ” โหวตนายกรัฐมนตรี ” รอบสอง เจอขวากหนามรอบด้าน เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ แห่ง พลังประชารัฐ ร้องประธานรัฐสภา ระบุการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นครั้งที่สอง เสี่ยงขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ  เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณายับยั้งการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อพิจารณาเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2  หรือ   ” โหวตนายกรัฐมนตรี “ ในการประชุมรัฐสภา วันพุธที่ 19 ก.ค.  เนื่องจากนายพิธา ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือถูกตีตกไปแล้ว   ในขณะที่ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล  ยังจะให้โอกาสนายพิธา เป็นครั้งที่ 2 จึงเห็นว่า อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

ทราบว่าขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา อยู่ระหว่างการศึกษาว่า ญัตติที่ถูกรัฐสภาตีตกไปแล้ว รัฐสภาจะสามารถพิจารณาใหม่ในสมัยประชุมเดิม เว้นแต่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 ได้หรือไม่    โดยตามกระบวนการ จะต้องไปพิจารณาข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 36 ประกอบ 136 เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี   “โหวตนายกรัฐมนตรี”  สส.จะต้องเสนอรายชื่อบุคคล ที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

แต่กรณีของนายพิธานั้น ได้ถูก คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้าม จากการถือครองหุ้นสื่อมวลชนแล้ว ดังนั้น จึงไม่ควรเสนอชื่อนายพิธา ตั้งแต่การประชุมรัฐสภาครั้งแรก  คือ  13 ก.ค. ที่ผ่านมาแล้ว และในการประชุมวันพุธที่ 19 ก.ค.    สส. และ สว.  ควรระมัดระวังในการลงมติด้วย

เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 89 ระบุไว้ว่า การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะต้องมีคุณสมบัติถูกต้อง แต่หาก นายพิธา ที่มีตำหนิแล้ว รัฐธรรมนูญให้ถือว่า ไม่มีการเสนอชื่อบุคคลนั้น ซึ่งหากกระบวนการรัฐสภา ยังจะรอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะมีผลกระทบต่อการนำชื่อผู้ขาดคุณสมบัติขึ้นทูลเกล้าฯ ได้  ส่วนประธานรัฐสภา จะสามารถใช้อำนาจชี้ขาดให้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เสนอชื่อนายพิธาซ้ำอีกครั้งได้หรือไม่นั้น   เห็นว่า ตามคำร้องที่ยื่นยับยั้งนั้น ประธานรัฐสภา ไม่สามารถใช้อำนาจได้ พร้อมขอให้ประธานรัฐสภา ฟังความเห็นทางกฎหมายจากนายพรเพชร วิชิชลชัย ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา หรือฝ่ายกฎหมายของรัฐสภา เป็นหลักด้วย เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมากกว่า 


 
นายเรืองไกร    กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้นำรายชื่อ สส. และ สว.ที่ลงมติสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากในวันที่ 19 ก.ค. นี้ ส.ส. และ ส.ว.คนใด จะยังลงมติสนับสนุน ตนก็จะยื่นรายชื่อเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบการทำหน้าที่ต่อไป 

นายเรืองไกร   กล่าวด้วยว่า กรณีที่มีมวลชนกดดันกดให้สส. ที่ลงมติงดออกเสียง ให้กับนายพิธา รวมไปถึงผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่ไม่ได้เดินทางไปร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติ  ขอให้ลาออกจากตำแหน่ง  เห็นว่าการลงมติงดออกเสียงของสมาชิกวุฒิสภา เป็นไปตามเอกสิทธิ ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงขอให้มวลชนที่เรียกร้องดังกล่าว ไปศึกษากฎหมายด้วย ไม่ใช่เพียงแสดงความคิดเห็นกล่าวหาผู้อื่นเท่านั้น เพราะอาจจะมีความผิดทางอาญาด้วย 


ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้นายเรืองไกร ตรวจสอบการถือครองทรัพย์สินของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบเคยถือครองหุ้นบริษัทแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อกิจการคล้ายกับการประกอบธุรกิจสื่อมวลชนนั้น   ตนเองได้ไปตรวจสอบการประกอบธุรกิจดังกล่าวของนายชาดาแล้ว แต่ไม่พบข้อมูลในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงยังไม่สามารถตรวจสอบได้ พบเพียงบริษัทที่มีชื่อใกล้เคียงกัน ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยังไม่เพียงพอ และต้องรอรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม และย้ำว่า จะติดตามตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อ และการจะตรวจสอบใด ๆ นั้น จะตองพิจารณาถึงข้อเท็จจริง มีที่มาที่ไป 

‘ชลน่าน’ ย้ำ 8 พรรคร่วมจำเป็นต้องได้ข้อสรุปวันนี้ ปัดชวน ปชป.-ชทพ.ร่วม รบ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553781

17 ก.ค. 2566

'ชลน่าน' ย้ำ 8 พรรคร่วมจำเป็นต้องได้ข้อสรุปวันนี้ ปัดชวน ปชป.-ชทพ.ร่วม รบ.

‘หมอชลน่าน’ เร่งหารือฝ่ายกฎหมายเคาะเสนอชื่อ ‘พิธา’ ซ้ำได้หรือไม่ ย้ำ 8 พรรคจำเป็นต้องได้ข้อสรุปวันนี้ ปัดชวน ปชป.-ชทพ.ร่วมรัฐบาล

วันที่ 17 ก.ค.  น.พ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนก่อนการประชุมภายในพรรค โดยระบุว่า การพูดคุยกันของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ มีความจำเป็นต้องได้ข้อสรุปในวันนี้เลยว่าเราจะมีมติร่วมกันอย่างไร โดยจะประชุมกันระหว่างพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยตอน 15:00 น. และประชุม 8 พรรคฯ ร่วมตอน 17:00 น.

เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยจะเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคหรือไม่ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เป็นเพียงกระแสข่าว เรายึดมั่นในเอ็มโอยูของ 8 พรรคร่วม ซึ่งเท่าที่หารือกันในวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา ข้อเสนอจากพรรคก้าวไกลคือ ขอเสนอ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ชิงนายกฯ อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. นี้ จึงนำมาพิจารณากันในพรรค และพูดคุยกันต่ออีก 2 พรรคในช่วงบ่ายวันนี้

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ ส.ว. จะอ้างว่าการเสนอชื่อนายพิธานั้น เป็นการเสนอญัตติซ้ำ น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เราก็คำนึงถึง ก็เป็นข้อหารือในวันที่ 14 ก.ค ด้วย แต่จากระแสที่ออกมา มาจากคนที่ไม่ต้องการลงคะแนนเป็นครั้งที่สองให้นายพิธา อาจหาเหตุมา ใช้ข้อบังคับการประชุมเรื่องนี้ ทั้ง 8 พรรคเตรียมการหากฎหมายมาต่อสู้ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา แต่จากความเห็นส่วนตัวของตนเอง ในฐานะที่อยู่สภามานาน คำว่า ญัตติมีสองความหมายคือ ญัตติทั่วไป เป็นเรื่องทั่วไป ขอเสนอให้สภามีมติดำเนินการอย่างใดอย่างนึง แต่ญัตติเรื่องเลือกนายก เป็นญัตติเฉพาะที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่อง ๆ ไป ไม่ใช่บททั่วไป ซึ่งก็ต้องไปว่ากันในที่ประชุม

ส่วนกระแสข่าวการเกิดอุบัติเหตุรัฐบาลเสียงข้างน้อยในการโหวตเลือกนายกฯ วันที่ 19 ก.ค. นี้  น.พ.ชลน่านกล่าวว่า ก็กังวล แต่เป็นสิทธิที่จะดำเนินการได้ หากเกิดขึ้นจริง ก็ต้องคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เสียงข้างน้อยไม่ชนะ ซึ่งจะนำไปหารือกันในวันนี้ หากเปิดเผยแผน ก็คงไม่ใช่แผน โดยในวันนั้นอาจไม่มีเสนอชื่อมาแข่งก็ได้โดยไม่ใช่ตั้งสมมติฐานเฉย ๆ แต่ตั้งเพื่อแก้ปัญหารับมือไม่ให้สถานการณ์เกิดขึ้น 

เมื่อถามถึงความกังวลว่ามวลชนที่สนับสนุนพรรคก้าวไกลจะกดดัน ส.ว. จนทำให้ไม่โหวตให้คนจาก 8 พรรคร่วมเลยหรือไม่ น.พ.ชลน่าน กล่าวว่า ดูจากคำอภิปรายในสภา การให้สัมภาษณ์ของ ส.ว. ก็มีแนวโน้มเป็นไปแบบนั้น แม้ไม่กดดันก็พูดอยู่แล้ว ต่อให้ก้าวไกลไม่ได้เป็นแกนนำ แต่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ โดยมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย ก็จะไม่เลือก 

ส่วนกรณีที่เมื่อเช้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เผยว่าได้ชวนพรรคชาติไทยพัฒนามา-ประชาธิปัตย์มาร่วมโหวตนั้น น.พ.ชลน่าน ระบุว่า เรื่องนี้ไม่เป็นมติ 8 พรรค ที่ตกลงร่วมกัน

เป็นความเห็นของพรรคเสรีรวมไทยพรรคเดียว ไม่ใช่ความเห็นที่ประชุม 8 พรรคร่วม และแกนนำก็ไม่ใช่ผู้ดำเนินการเรื่องนี้

‘เสรี’ ประเดิมฟ้อง 2 ทนายดัง จ่อเดินหน้าฟ้องอาญา-แพ่ง คนหมิ่นประมาท-คุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553775

17 ก.ค. 2566

'เสรี' ประเดิมฟ้อง 2 ทนายดัง จ่อเดินหน้าฟ้องอาญา-แพ่ง คนหมิ่นประมาท-คุกคาม

‘เสรี’ จะไม่ทนประเดิมฟ้อง ‘ทนายเดชา-ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ‘ เหล่าสว.พร้อมเดินหน้าเอาผิดแพ่ง – อาญา คนหมิ่นประมาท – คุกคาม สว.และครอบครัว หลังลงมติไม่เห็นชอบ – งดออกเสียงพิธา ซัดไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วยนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ,นายสมชาย แสวงการ และ สว. อีกกว่า 10 คน อาทิ นายกำพล เลิศเกียรติดำรงด์ นายจเด็จ อินทร์สว่าง ,นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร ,นายออน กาจกระโทก และทีมทนายความ ร่วมกันแถลงข่าว กรณีถูกคุกคาม และได้รับความเสียหายจากสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์

สว.เดินหน้าฟ้องเกรียนคีย์บอร์ดสว.เดินหน้าฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด

โดยนายเสรี กล่าวว่า ภายหลังจากมีการลงมติเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ได้เกิดพฤติกรรมข่มขู่ คุกคามจากคนบางกลุ่ม กับ สว. ที่ได้ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นไปตามกระบวนการตามกฎหมาย แต่กลับมีคนบางกลุ่มแสดงความเกลียดชังต่อ สว.เป็นจำนวนมาก และมีการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลคนในครอบครัวและเครือญาติ กิจการธุรกิจที่ทำอยู่ 

ทั้งนี้ สว.หลายคนเห็นว่าพฤติกรรมแบบนี้ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เป็นการแสดงออกซึ่งความก้าวร้าวให้ร้ายคนอื่น ทำให้บุคคลอื่นเกรงกลัว การบังคับใช้กฎหมายให้สังคมอ่อนแอ ไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมาย ใครจะพูดอะไรก็ได้ ด่าใครก็ได้ หากไม่เห็นด้วยกับฝ่ายที่เห็นต่างก็จะออกมาให้ร้ายคนอื่น จนตอนนี้ลูกหลาน สว.ที่อยู่ในโรงเรียนก็ถูกข่มขู่ คุกคาม ลูกหลานใครที่เห็นต่างจากบุคคลกลุ่มนี้ก็จะทำการกดดัน ไม่ให้อยู่ในกลุ่มของตนเองหรือทำกิจกรรมด้วย

จึงเห็นว่าคนกลุ่มนี้ซึ่งมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง ยุงยงให้เด็กไปกระทำผิด ดูหมิ่นสถาบันฯ ไม่มีใครกล้าออกมาปกป้องกล้าพูดถึง ไม่กล้าปกป้องแม้กระทั่งตัวเองและคนในครอบครัว จึงขอแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต่อไปนี้ สว.จะไม่ทนต่อพฤติกรรมที่เลวร้ายแบบนี้ทำลายชาติทำลายสังคมทำลายวิถีชีวิตที่ดีงามของคนไทย 

สว.ไม่ทนเดินหน้าฟ้องคนที่คุกคาม-ข่มขู่สว.ไม่ทนเดินหน้าฟ้องคนที่คุกคาม-ข่มขู่

นายเสรี กล่าวอีกว่า วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นกับ สว.คือถูกด่าทอตลอดเวลา จึงจะดำเนินคดีกับคนที่ให้ร้ายคนอื่น ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพของคนอื่น โดยวันนี้ (17 ก.ค) ช่วงเช้า ทางทีมทนายของตนได้เดินทางไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาเรียบร้อยแล้ว 2 คดี โดยยื่นฟ้อง 2 ทนายคือ คือทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ และทนายอั๋น บุรีรัมย์

โดยนายเสรี กล่าวว่า ใครละเมิดทำร้ายคนอื่นด้วยถ้อยคำ คำพูดย่อมต้องรับผิดชอบ และต่อไปนี้จะมีการดำเนินคดีกับคนที่ให้ร้ายในโซเชียล ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ซึ่งหลังจากนี้จะตรวจสอบให้หมด 

ด้านนายสมชาย แสวงการ กล่าวว่า มีความพยายามในการใช้ทุกช่องทางสื่อสารมายัง สว. ถือเป็นการสื่อสารที่ผิด ในสภามีนักกฎหมายมีจำนวนมาก และเห็นตรงกันว่าไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องนี้ ตอนนี้ครอบครัวของ สว.ทั้ง 250 คน ถูกคุกคามทั้งหมด จึงได้แจ้งความดำเนินคดี พร้อมทั้งประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจสอบสวนสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จนรู้ตัวเจ้าของแอคเคาท์ทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะเพจที่เชิญชวนให้บุคคลอื่นทำการคุกคามสว. 

สว.เดินหน้าฟ้องคนคุกคามสว.เดินหน้าฟ้องคนคุกคาม

นอกจากนี้บางแอคเคาท์ข่มขู่ จะข่มขืนล่วงละเมิดทางเพศลูกสาว สว.บางคน ทั้งกาย วาจา ใจ ขณะที่จากการตรวจสอบพบว่า บางแอคเคาท์พบว่าเป็นเอไอ ยิงข้อความทีเดียว 4 แสนครั้ง หลังจากการลงมติให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้น ยืนยันจะดำเนินคดีทั้งหมด ให้ถึงที่สุด ไม่รับคำขอโทษ เพราะนี่ไม่ใช่วิถีทางในการแสดงออกถึงความเห็นต่างตามหลักประชาธิปไตย แต่เป็นการคุกคามบุคคลอื่น จึงขอเตือนให้หยุดพฤติกรรมเหล่านี้

ขณะที่นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร ระบุว่า ธุรกิจยาหมอเส็งได้รับผลกระทบอย่างมาก หลังจากการลงคะแนนเสียง โดยมีการส่งข้อความโจมตีในเพจกว่าพันข้อความ ว่าขอให้เลิกซื้อเลิกสนับสนุน ส่งผลกระทบกับธุรกิจอย่างมาก แม้ว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้อกับธุรกิจดังกล่าว เพราะเป็นธุรกิจของพ่อ 

ธุรกิจหมอเส็งได้รับผลกระทบธุรกิจหมอเส็งได้รับผลกระทบ

นายวิวรรธน์ กล่าวด้วยว่าจึงได้ปรึกษาตำรวจไซเบอร์และนักวิชาการ โดยจะดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่ง ถ้าเข้าข่ายผิดกฏหมายคอมพิวเตอร์ก็จะดำเนินการแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ แต่ หากเป็นข้อความที่มีลักษณะคุมเครือแต่สร้างความเสียหายก็จะดำเนินการเรียกค่าเสียหายในคดีแพ่ง 

โดยย้ำว่าจะไม่โหวตให้นายพิธา ในวันที่ 19 ก.ค. อย่างแน่นอน 

‘เศรษฐา’ พร้อมรับนั่ง นายกฯ ชี้ ‘ตั้งรัฐบาล’ สูตรข้ามขั้ว ไกลเกินไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553777

17 ก.ค. 2566

‘เศรษฐา’ พร้อมรับนั่ง นายกฯ ชี้ ‘ตั้งรัฐบาล’ สูตรข้ามขั้ว ไกลเกินไป

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ลั่นพร้อมรับเป็น นายกฯ หากถูกเสนอชื่อ แต่ไกลเกินไปหากมี ‘พปชร.’ ร่วมสมการ ‘ตั้งรัฐบาล’ ชี้ วันนี้เล่นการเมืองมากพอแล้ว รอ 8 พรรคร่วมหารือก่อนจะมองสูตรข้ามขั้ว

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกลขณะนี้ดูเหมือนจะมีปัญหา เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี รอบ 2 มองสถานการณ์อย่างไรว่า วันนี้ช่วง 17.00 น. จะมีการพูดคุยกัน ก็ต้องรอผลการหารือของ 2 พรรคก่อน ซึ่งช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ตนเองได้รวบรวมข้อมูลจากคณะทำงาน 12 คณะ ของพรรคเพื่อไทย ที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ มีความกังวลมาก ทั้งเรื่องภาระหนี้เสีย เรื่อง FTA ที่ยังค้างการเจรจา 

รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่มีการแย่งแหล่งเงินทุนไปพอสมควร เราต้องเร่งเจรจา ไม่เช่นนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งสถานการณ์ยังต้องเร่งให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย  เราคุยเรื่องนี้กันมา 4 เดือนที่แล้ว ถ้าเกิดไม่พร้อมก็คงไม่มีรายชื่ออยู่ใน 3 แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย และเราพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล เรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมอบหมายในวันนี้ คือ เรื่องเศรษฐกิจ และการเตรียมความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล และต้องเตรียมนโยบายในการประชุม ครม. นัดแรก เรื่องการกระตุ้นเศรฐกิจ

เศรษฐา ทวีสิน  แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

ทั้ังนี้ หากตั้งรัฐบาลไม่มีพรรคก้าวไกลนั้น ยังไม่ทราบและยังไม่ได้พูดคุยกัน หากมีความเห็นแตกต่างจาก 8 พรรค ก็ต้องกลับไปคุยกันในกรรมการบริหารพรรค ซึ่งพรรคเพื่อไทย มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน จึงต้องให้เกียรติ และไม่ขอก้าวล่วง และเรื่องนี้ยังไกลเกิน ต้องรอผลประชุม 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาลก่อน

เพราะยังมีหลักการหลายอย่างที่ต้องพูดคุยกัน พร้อมย้ำ เรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องใครจะมาร่วมหรือไม่ การจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในวันนี้


ทั้งนี้ ไม่มีเงื่อนไขการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่าไปคุยถึงเงื่อนไข เราไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น วันนี้ยังต้องไปดูเรื่องราคาน้ำมัน ภัยแล้ง และหลายๆ เรื่อง ซึ่งในระยะที่ผ่านมา มองว่า ประชาชนอาจไม่ได้พูด แต่เรื่องปากท้อง เป็นเรื่องที่ทุกคนน่าจะห่วงกันมากกว่า ต้องอย่าลืมว่าเราเป็นนักการเมือง และหน้าที่ของนักการเมืองคืออะไร คือการดูแลประชาชน

เมื่อถามถึงกระแสตีกลับมายังพรรคเพื่อไทย รวมถึงมีคนมองว่า นายเศรษฐา ก็อยากเป็นนายกรัฐมนตรี จะรับมืออย่างไร นายเศรษฐา กล่าวว่า “ผมพูดสั้นๆ ว่า ครับ ก็ต้องรับครับ แต่พูดไป 3 หนแล้ว คำว่า ครับ ไม่ได้หมายความว่า รับ หรือ ไม่รับ แต่หมายถึง รับทราบถึงเสียงที่ว่าจะอยู่ด้วยกัน 8 พรรค 

แต่วันนี้เรื่องปากท้องสำคัญ ตนเองอาจจะพูดเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แต่ค่อนข้างเป็นห่วง ถ้าจะไปกับก้าวไกลเราก็พร้อมที่จะเสนอนโยบายในการประชุม ครม. นัดแรก หรือจะเป็นเรื่องอื่นก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง


“ผมเล่นกีฬาเป็นทีมอยู่แล้ว เราเป็นประชาธิปไตย เมื่อมติเป็นอย่างไรก็พร้อมน้อมรับ และไม่อยากพูดเพื่อเป็นการกดดัน หรืออะไรทั้งสิ้น เพราะเป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคในการพิจารณา ทั้งนี้ แม้จะถูกมองว่า จะมีการข้ามขั้ว แต่มองว่า อย่าพึ่งข้ามไปเลย วันนี้ขอให้ 8 พรรคคุยกันก่อนดีกว่า และมองว่า เราเล่นการเมืองกันมาเยอะแล้ว” นายเศรษฐา กล่าวย้ำ

‘โหวตนายกฯ’ ครั้งที่ 2 ‘พิธา’ ไปไม่ถึงดวงดาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553776

17 ก.ค. 2566

'โหวตนายกฯ' ครั้งที่ 2 'พิธา' ไปไม่ถึงดวงดาว

‘พิธา’ ลุ้นมีชื่อเข้าชิง ‘โหวตนายกฯ’ ครั้งที่ 2 หรือไม่ พบด่านสกัดมากมาย ทั้งในและนอกสภา โอกาสไปไม่ถึงดวงดาวมีสูง

หนังสือนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 สมัยสามัญประจำปี 2566 วันที่ 19 ก.ค2566 ยังคงมีวาระการประชุมวาระเดียว คือการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือโหวตนายกฯ หลังจากการประชุมนัดที่ผ่านมา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้รับเสียงสนับสนุน ไม่เพียงพอ สำหรับการดำรงตำแหน่งนายกฯคนที่ 30

ฉากทัศน์การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในวันพุธนี้ อาจไปไกลถึงขั้นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา เนื่องจากมีความเห็นที่แตกต่างระหว่างการทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กับการทำหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุม โดยการโหวตนายกฯ ครั้งนี้ เป็นครั้งที่สอง ซึ่งมีความแตกต่างจากการโหวตนายกฯเมื่อปี 2562 เพราะพิธาไม่ผ่านความเห็นชอบในรอบแรก เป็นปัญหาที่ว่า การเสนอชื่อพิธา เป็นผู้เข้ารับการพิจารณา ในรอบที่สองสามารถกระทำได้หรือไม่

ฝ่ายวุฒิสภาเห็นว่าไม่สามารถทำได้ โดยอ้างข้อบังคับการประชุมรัฐสภาว่าการพิจารณาในที่ประชุม ต้องเสนอเป็นญัตติ และหากญัตติใดตกไปจะเสนอญัตติที่มีหลักการเดียวกันในสมัยประชุมนั้นอีกอีกไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายพรรคร่วม MOU  เห็นว่า โหวตนายกฯ เป็นการทำหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไปของรัฐสภา แต่ก็ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ของวุฒิสภา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน และไม่สามารถเสนอชื่อผู้ที่ไม่ผ่านความเห็นชอบกลับเข้ามาให้วุฒิสภาเลือกได้อีก

ข้อบังคับการประชุมรรัฐสภา 2563 ข้อบังคับการประชุมรรัฐสภา 2563

แต่ข้อบังคับการประชุมข้อเดียวกันนี้ ให้อำนาจประธานรัฐสภาพิจารณาอนุญาตได้ ในเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ซึ่งหากพิจารณา อำนาจประธานรัฐสภาข้อนี้ จะเห็นได้เหตุการณ์ ที่จะเปลี่ยนแปลงไปในวาระการพิจารณาวาระนี้ คือผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องไม่ใช่ พิธา  หลังจากได้ข้อสรุปว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติในที่ประชุมรัฐสภาแล้ว

แต่หากเห็นว่าการโหวตนายกฯไม่ใช่ญัตติ การเสนอชื่อ พิธา กลับเข้ามาเป็นตัวเลือกอีกครั้งต้องโหวตด้วยเสียงข้างมากในที่ประชุม หรือหากเห็นว่าเป็นปัญหาการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา  อาจถึงขั้นต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นอกจากนี้ พิธา ยังต้องลุ้นอีกว่า ในวันเดียวกับการโหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติรับคดีหุ้นสื่อไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ด้วยหรือไม่

หนังสือสำนักเลขาธิการนายกฯ เรื่องแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลฯหนังสือสำนักเลขาธิการนายกฯ เรื่องแนวทางปฏิบัติในการเสนอเรื่องที่ต้องนำความกราบบังคมทูลฯ

เพราะหากมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ นั่นหมายความว่า ประตูสู่นายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของพิธา จะปิดลงทันที เพราะคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เหมือนกับ สส.ในรับธรรมนูญมาตรา 98 (3) คือห้ามถือหุ้นสื่อ และยังถูกสำทับด้วย คำสั่งสำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี  7 ธันวาคม 2564 ที่มีเนื้อหาสำคัญว่า การเสนอขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในเรื่องต่างๆ ต้องไม่อยู่ระหว่างการฟ้องร้องต่อศาล

เปิด ‘เงินเดือน สว.’ ว้าวมากได้เยอะเป็นแสน มีทั้งค่าเดินทาง ค่าซักเสื้อผ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553774

17 ก.ค. 2566

เปิด 'เงินเดือน สว.' ว้าวมากได้เยอะเป็นแสน มีทั้งค่าเดินทาง ค่าซักเสื้อผ้า

เปิดข้อมูล ‘เงินเดือน สว.’ ว้าวมากแต่ละคนได้เยอะเป็นแสน แถมมีผู้ช่วยได้อีก 8 คน สวัสดิการอีกเพียบ เบี้ยประชุม ค่าเดินทาง แถมค่าซักเสื้อผ้า ประชาชนจับตาทำงานคุ้มเงินเดือนหรือไม่

หลังจากการแสการโหวตนายกฯ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งในวาระการโหวตพบว่ามี สมาชกวุฒิสภา (สว.) จำนวนมากที่ งดออกเสียง ส่งผลให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ผ่านการโหวตนายกฯ ในรอบแรก และจะต้องจับตาดูกันต่อในวันที่ 19 ก.ค. 2566 ว่า ท่าที่ของ สว. จะเป็นอย่างไรก็ จะยังคงสงวนสิทธิ งดออกเสียงเหมือนการโหวตรอบที่ผ่านมาหรือไม่ 

อย่างไรก็ตามจากการที่ สว. งดออกเสียงในการ โหวตนายกฯ เรียกว่าเกิดกระแสการวิจารณ์อย่างหนัก จากประชาชน ส่วนใหญ่มองว่าเป็นการทำงานที่ไม่คุ้มค่ากับเงินเดือนที่ได้รับซึ่งเป็นเงินสูงถึง 100,000 กว่าบาท และยังมีค่าสวัสดิการอื่นๆ รวมไปถึงเบี้ยเลี้ยง ค่าประชุม ด้วย โดยที่ผ่าน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เผยแพร่หนังสือคู่มือชื่อสิทธิประโยชน์ของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ ฉบับที่ตีพิมพ์เดือนเมษายน 2562  โดยรายละเอียดมีการ กำหนดค่าตอบแทนในการนั่งอยู่ในตำแหน่ง “เงินเดือน สว.” และกำหนดค่าตอบแทนสำหรับตำแหน่งต่างๆ รววมถึงค่าสวัสดิการ เพื่อสนับสนุนการทำงานของ สว. ไว้ดังนี้

1. “เงินเดือน สว.” และเงินเพิ่ม 
 
สว. ได้รับเงินประจำตำแหน่ง เดือนละ 71,230 บาท และได้รับเงินเพิ่ม เดือนละ 42,330 บาท รวมเป็นเดือนละ 113,560 บาท ประธานวุฒิสภา ได้รับเงินประจำตำแหน่ง  74,420 บาท/เดือน และได้รับเงินเพิ่ม  45,500 บาท/เดือน รวมเป็นเดือนละ 119,920 บาท ส่วนรองประธานวุฒิสภาได้รับเงินประจำตำแหน่ง  73,240 บาท/เดือน และได้รับเงินเพิ่ม 42,500 บาท/เดือน รวมเป็น 115,740 บาท/เดือน

2.ค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยประจำตัว จำนวน 8 คน ดังนี้ 
 

  • ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว. คนละ 1 ตำแหน่ง ค่าตอบแทน 24,000 บาท/เดือน
  • ผู้ชำนาญการประจำตัว สว. คนละ 2 ตำแหน่ง ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน
  • ผู้ช่วยดำเนินงานของ สว. คนละ 5 ตำแหน่ง ค่าตอบแทน 15,000 บาท/เดือน
     

3.เบี้ยประชุมกรรมาธิการ ครั้งละ 1,500 บาท 
ค่าพาหนะในการเดินทางครั้งแรกเพื่อเข้ารับหน้าที่ที่รัฐสภา และค่าเดินทางเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ 

4.สิทธิรักษาพยาบาล ผู้ป่วยใน-ผู้ป่วยนอก

กรณีรักษาผู้ป่วยใน

  • ค่าห้องและอาหารต่อวัน (ไม่เกิน 31 วันต่อครั้ง) 4,000 บาท
  • ค่าห้องไอซียู (สูงสุด 7 วันต่อครั้ง) 10,000 บาท
  • ค่ารักษาพยาบาลทั่วไปต่อครั้ง 100,000 บาท
  • ค่ารถพยาบาล 1,000 บาท
  • ค่าแพทย์ผ่าตัดต่อครั้ง 120,000 บาท
  • ค่าแพทย์เยี่ยมไข้ต่อวัน (ไม่เกิน 31 วันต่อครั้ง) 1,000 บาท
  • ค่าปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคต่อครั้ง 4,000 บาท

การคลอดบุตร

  • คลอดธรรมชาติ 20,000 บาท
  • คลอดโดยการผ่าตัด 40,000 บาท
  • การรักษาทันตกรรมต่อปี 5,000 บาท

กรณีรักษาผู้ป่วยนอก

  • ค่ารักษาพยาบาลทั่วไปต่อปี 90,000 บาท
  • อุบัติเหตุฉุกเฉินต่อครั้ง 20,000 บาท
  • ตรวจสุขภาพประจำปี 7,000 บาท

5.ค่าเดินทางไป-กลับประชุมรัฐสภา

  • เบิกตามระยะทางที่ ส.ส. และ ส.ว. ได้แจ้งไว้ครั้งแรก
  • ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในประเทศ 
  • เบี้ยเลี้ยง 270 บาท/วัน/คน

6.ค่าเช่าที่พักกรณีเบิกตามจริง 

  • ค่าห้องพักคนเดียว 2,500 บาทต่อวันต่อคน 
  • ค่าห้องพักคู่ 1,400 บาทต่อวันต่อคน 
  • ค่าห้องพักเบิกแบบเหมาจ่าย 1,200 บาทต่อวันต่อคน 

7.เบี้ยเลี้ยงเดินทางไปต่างประเทศ
กรณีเบิกเหมาจ่าย

  • ค่าเครื่องแต่งตัวเหมาจ่าย 9,000 บาท/คน
  • กรณีไม่ได้เบิกเหมาจ่าย
  • อัตราค่าเช่าที่พักแบ่งตามกลุ่มประเทศ 4,500 – 14,000 บาท/วัน/คน


รวมค่าใช้จ่าย “เงินเดือน สว.” เฉลี่ยๆ ราวมๆ 4.6 ล้านบาท/1 คน /ปี
ค่าเฉลี่ยรวม สว. 250 คนมีค่าใช้จ่ายที่ 1,128 ล้านบาท/ปี 

ไม่สนทัวร์ลง ‘ภูมิธรรม’ซัด ‘พิธา-ก้าวไกล’ ทำนอก MOU ชิงพูดก่อนได้ข้อสรุป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553770

17 ก.ค. 2566

ไม่สนทัวร์ลง ‘ภูมิธรรม’ซัด ‘พิธา-ก้าวไกล’ ทำนอก MOU ชิงพูดก่อนได้ข้อสรุป

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘ภูมิธรรม’ ซัด ‘ก้าวไกล’ ทำนอก MOU ที่ตกลงกันไว้ ชิงพูดก่อนได้ข้อสรุป ชี้ ควรเอาวาระประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง ยัน ยังหนุน ‘พิธา’ บนเงื่อนไขต้องได้เสียง สว.ใกล้เคียงความเป็นจริง ย้ำขออยู่กับความจริง ไม่ใช่ความฝัน

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าไม่กังวลและไม่คิดว่าเป็นกระแสตีกลับ แต่จริงๆตนไม่ได้อยากจะออกมาพูด เพราะการเจรจาทั้ง 2 พรรค(เพื่อไทยก้าวไกล) ยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ในที่ประชุมครั้งก่อน เราก็เห็นตรงกันในเรื่องหลักๆ แต่อาจจะแตกต่างกันในเรื่องรายละเอียด

โดยในที่ประชุมพรรคก้าวไกลได้เสนอมา 2 เรื่อง คือการแก้ไขมาตรา 272 ปิดสวิตช์ สว. และอีกเรื่องคือการจะฝ่าด่านการจัดตั้งรัฐบาลไปได้อย่างไร พรรคเพื่อไทยก็ได้เสนอไปอย่างชัดเจนว่าการแก้ไขมาตรา 272 มีความเห็นด้วยอยู่แล้วเพราะเพื่อไทยก็เคยเสนอต่อที่ประชุมสภามาแล้ว 2 ครั้ง 

ก่อนโหวตนายกฯครั้งแรก ก้าวไกล บอก สว.หนุนเป็น 100 แต่ได้ 13 เสียง

ทั้งๆ ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลก็งดออกเสียงด้วยซ้ำไป ไม่ได้สนับสนุนญัตติของเรา ตอนนี้เราเห็นว่าวาระนั้นไม่ใช่วาระสำคัญในขณะนี้ แม้จะทำคู่ขนานกันไปก็ไม่มีอะไรขัดข้องแต่สิ่งที่สำคัญวันนี้คือการที่จะผ่านไปได้อย่างไรเพราะการโหวตนายกฯครั้งแรกได้จบลงแล้ว หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ 312 เสียง และได้เสียง สว. มาแค่ 13 เสียง

ก่อนหน้านี้เราก็เคยถามว่าสามารถหาเสียง สว. ได้เท่าไหร่ เพื่อที่จะหาแนวทางช่วยกันอย่างไรให้เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่เราได้รับคือการที่แกนนำต่างๆให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่าร้อยเสียงได้แล้วบ้าง ได้เกิน 64 เสียงบ้าง หรือได้เกิน 70 เสียงไปแล้วบ้าง เราถามนายพิธาก็บอกว่ามั่นใจ จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างสบาย เมื่อได้รับคำตอบเช่นนี้เราก็ไว้วางใจเชื่อมั่นในพรรคก้าวไกลเราก็ร่วมโหวตอย่างเต็มที่ ไม่มีแตกแถวทั้ง 141 เสียง

แต่พอผลออกมา สว. เพียงแค่ 13 เสียง ก็ทำให้เราคิดว่าความเป็นจริงในการเดินหน้าจะทำได้อย่างไร เพราะมันคงไม่ใช่การโหวตเดิมๆ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ เพราะสิ่งที่ได้ยินมาคือการที่สมาชิกวุฒิสภา(สว.) จะมีการเสนอต่อที่ประชุมเรื่องหากเสนอชื่อนายพิธาอีกครั้งถือว่าเป็นญัตติ หรือเป็นญัตติที่ถูกตีตกไป ตรงนี้เราห่วงใย 

เสนอ ‘พิธา’ นายกฯ โอกาสชนะไม่มีเลย

หากเขาได้ข้อสรุปว่าเป็นญัตติที่ตกไป เราก็ต้องมาดูว่าในที่ประชุม 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่จะสร้างระบบประชาธิปไตยขึ้นมานั้นจะทำหน้าที่ได้อย่างไร หากจะเสนอนายพิธา 141 เสียงก็ยืนยันจะสนับสนุน แต่ขอมีเงื่อนไขว่าครั้งที่แล้วได้มา 13 เสียง แล้วโอกาสชนะมันไม่มี ครั้งต่อไปจะมีโอกาสหรือไม่จะทำอย่างไร ถ้าเกิดครั้งที่แล้วได้เสียงออกมาใกล้เคียงเราไม่มีปัญหาแถมจะช่วยหาเสียงเพิ่มให้อีก แต่เมื่อออกมาเพียง 13 เสียงของ สว. มันห่างไกลจากความเป็นจริงมาก

เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ต้องมาคุยกันถ้าจะให้สนับสนุนนายพี่ธาต่อไป ต้องตอบได้ว่าเราจะต่อสู้กันไปเท่าไหร่จึงจะยุติ จนสุดความสามารถ และเราเห็นว่า การแก้ไขมาตรา 272 ไม่ใช่วาระปัจจุบัน ไม่ใช่วาระสำคัญและไม่ควรเอามาเปลี่ยนเพื่อทำให้เรื่องที่สำคัญที่สุด ไม่ได้รับการพิจารณา และตนก็ได้เรียนในที่ประชุมไปแล้วว่ามาตรา 272 เป็นการเสนอที่ไม่เห็นความสำเร็จ เพราะต้องได้เสียงในรัฐสภา ซึ่งก็ยากอยู่แล้วขนาดชื่อคุณพิธาเองยังไม่ผ่าน ที่ผ่านมาก็เคยโหวตกันไปแล้ว 6-7 ครั้งก็ยังไม่ผ่าน ยังมีเงื่อนไขที่ต้องได้เสียง 1 ใน 3 ของ สว. ประมาณ 84 เสียง ขนาดเลือกนายก 64 เสียงยังไม่ได้ 84 เสียงก็ต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะหามาอย่างไร และต้องมีฝ่ายค้านอีก 20%
 

ขณะนี้ยังไม่มีรัฐบาลเลย เมื่อเสนอญัตตินี้ขึ้นมาจะหาทางออกได้อย่างไร อันนี้ตนบอกว่าเป็นเพียงการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่ใช่อิงวาระประชาชน พรรคก้าวไกลควรจะต้องพิจารณา ในความจำเป็นที่จะต้องทำ นี่คือสิ่งที่ตกลงร่วมกัน แต่สิ่งที่เราเห็นก็คืออยู่ๆ นายพิธาออกมาและก็พูดถึงวาระของพรรคก้าวไกล 

ก้าวไกล ทำนอก MOU

โดยเปิดประเด็นใหม่คือการเอามาตรา 272 มาเป็นสมรภูมิอีกอันหนึ่ง เราก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะการเปิดสมรภูมิใหม่ของพรรคก้าวไกลนั้น เป็นการเสนอประเด็นใหม่อยู่นอกเหนือ MOU ซึ่งเราไม่ได้พูดเรื่องนี้ และเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วบอกว่าเราจะสู้กับสมรภูมิ จนกว่าจะประสบความสำเร็จจนไม่สามารถไปได้แล้ว ถึงจะมอบอำนาจต่อไปให้กับพรรคอันดับ 2 ฟังดูดี แต่ถ้ามองดูอาจจะทำให้เกิดความลำบากมากขึ้น เพราะไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพราะในที่ประชุมระหว่าง 2 พรรคเพื่อไทยได้ให้ความเห็นไปแล้วว่า 272 ก็เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ มันไม่ได้รับชัยชนะ แต่การรีบตั้งรัฐบาลให้สำเร็จเราสามารถทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ทั้งระบบ สิ่งที่จะต้องแก้จะทำอย่างไรต้องมาดู เราบอกแล้วสิ่งแรกเมื่อเป็นรัฐบาลคือการลงมติให้ไปทำประชามติเพื่อเลือกตั้ง สสร. เอามาแก้ปัญหาทันที

“การที่นายพิธาออกมา เสนออย่างนี้ก็เหมือนการมัดมือชกเรา ผมจึงจำเป็นต้องออกมาพูดความจำเป็นและความเป็นจริงให้ทราบ แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ความขัดแย้ง การโกรธกันหรือไม่คุยกันหรือไม่มองหน้ากัน ยังไงก็ตามวันนี้ที่จะพบกันทั้ง 8 พรรคหรือ 2 พรรคก่อนหน้านั้น เราก็จะเสนอความเห็นที่เรามีอย่างตรงไปตรงมาทั้งหมดและเราจะคุยกัน เราจะเสนอว่าวาระประเทศหรือวาระของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่วาระของพรรคก้าวไกล และก็ไม่ใช่วาระของคุณพิธา

วันนี้จะทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าได้ ให้ปัญหาของประชาชนเดินหน้าได้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราเห็นคือภาคธุรกิจมีความจำเป็นที่อยากได้รัฐบาลที่ชัดเจน ภาคท่องเที่ยวบอกว่า high season เป็นโอกาสของการนำเงินเข้าประเทศ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ชัดเจนมันมีปัญหา ถึงขั้นเสนอว่ารัฐบาลจะประกอบไปด้วยอะไรก็ได้แต่ขอให้เกิดความชัดเจนว่านโยบายจะเป็นอย่างไรและมีอำนาจเต็มในการที่จะดำเนินการเรื่องต่างๆให้สำเร็จ” นายภูมิธรรม กล่าว

อย่าเอาปชช.มาเป็นตัวประกัน 

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ยังระบุว่า ตนเห็นนายพิธาพูดตบท้าย เวลานี้อนาคตของพรรคก้าวไกลและอนาคตของประชาชนอยู่ในมือของประชาชนแล้ว ตนคิดว่าอย่าเอาประชาชนเป็นตัวประกัน แต่วันนี้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ในมือของพรรคก้าวไกล และมือของนายพิธาแล้ว ขอให้หยิบเอาเป็นที่ตั้งตัดสินใจ ถ้าตัดสินใจครั้งนี้ผิดพลาดปัญหาประชาชนจะลำบากจะต้องอยู่กับลุงตู่ไปอีกนาน โดยการรักษาการไปเรื่อยๆ ถ้าวันนี้ตัดสินใจได้ถูกต้องชัดเจนปัญหาประเทศจะคลี่คลายนี่คือสิ่งที่ตนฝาก ให้พรรคก้าวไกลเอาไปคิด

สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือถ้าหากเขายินดีจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเราจะสู้เขาไม่ได้เพราะเขามี 188 บวกกับ สว.อีก 250 ก็ตั้งรัฐบาลได้ เราก็ต้องอยู่กับลุงไปอีก 4 ปีลุงไหนก็แล้วแต่ ถามว่าประชาชนยินดีหรือไม่หากไม่ยินดีก็ต้องมาหาทางออกเพื่อแก้ปัญหา นี่จะเป็นประเด็นหลักในการหารือระหว่างแกนนำของพรรค และจะใช้ประเด็นนี้ไปพูดคุยกับพรรคก้าวไกล พร้อมจะคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ทั้งนี้ นายภูมิธรรม ย้ำว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง แผนแรกแผนเดียวคือการจับมือกับ 8 พรรคร่วม เดินหน้าไปให้ถึงที่สุดและมีคำตอบที่ชัดเจนไม่ปล่อยให้มีการเลือกไปเรื่อยๆโดยที่ประเทศไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร เรารอไปถึงต้นปีหน้าไม่ได้เพราะปัญหาประเทศวันนี้รุนแรงมากไม่ต้องห่วงเรื่องแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ก็มีอยู่แล้ว 3 คน ถ้าวันไหนชัดเจนว่าจะให้เพื่อไทย เราก็เสนอได้ ไม่ใช่วาระที่เราจะทำเรื่องนี้ก่อน เราอยากให้ 8 พรรคร่วมเสนอคุณพิธาให้สำเร็จ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพรรคก้าวไกลว่าจะทำให้สำเร็จอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ได้จะมีวิธีไหนที่ 8 พรรคร่วม จะดำเนินการให้เกิดชัยชนะต่อไป

ส่วน 19 ก.ค. 2566 ถ้าไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้นั้น นายภูมิธรรม อธิบายว่า ถ้าเสนอไม่ได้ก็ต้องมาหารือกัน อีกทีว่าจะเดินหน้าอย่างไร แต่เราอาจจะต้องเลื่อนไป เพราะหนึ่งเราอาจจะเสนอได้เลยหรือ 2. อาจจะต้องใช้เวลาในการหารือร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจก็ขึ้นอยู่กับการหารือกันทั้ง 8 พรรคร่วมตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ต้องเตรียมเราไม่ได้ไปเอาคนนอก เรามีอยู่ในมือแล้วตามกฎหมายที่เสนอแคนดิเดตนายกฯเราเสนอ 3 คนชัดเจน นายชัยเกษม นิตสิริ มีความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน เสียงสนับสนุนจากข้าราชการเยอะ ,น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ก็เป็นคนที่มีศักยภาพสาธารณะชนยอมรับพอสมควร  และ นายเศรษฐา ทวีสิน ก็เป็นคนมีความสามารถประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจ ศักยภาพที่จะมาแก้วิกฤตได้ แต่ทั้ง 3 คนก็ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว 

พรรคเพื่อไทยไม่ได้หนักใจเรื่องนี้ ขอให้สบายใจได้ว่าถ้าเกิดถึงเวลาที่ต้องมีการเสนอ พรรคเพื่อไทยมีคนที่จะทำงานได้อย่างแน่นอน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้กับทั้ง 3 คน เพราะต้องการที่จะทำเรื่องให้ 8 พรรคร่วมและนายพิธาเป็นเรื่องหลักสำคัญ ให้มันผ่านไปได้ก่อน

ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการหารือ 8 พรรคเราก่อน การเป็นข้าวต้มมัดต้องไปด้วยกัน คิดด้วยกัน แต่สิ่งที่เราเห็นพรรคก้าวไกลแสดงออกมาและตนจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะกำลังเสนอสิ่งที่เกินเลยไป จากสิ่งที่ได้คุยกัน ตามจริงเรารอว่าแต่ละพรรคจะกลับไปคุยกันอย่างไร แต่พรรคก้าวไกลชิงเสนอสิ่งที่ตัวเองคิด โดยไม่ได้สร้างความชัดเจนว่าเป็นความคิดใคร สิ่งที่เราเสนอนั่นคือความคิดของพรรคก้าวไกลไม่ใช่ความคิดของ 8 พรรคร่วม นี่ไม่ใช่ดราม่าพระเอกนางเอกจะจูบกันแบบในละคร นี่คือชีวิตจริงเป็นปัญหาของประเทศและประชาชน

“ผมบอกว่าอย่าเดาใจพรรคเพื่อไทย แต่สิ่งสำคัญที่เราแสดงออกมาโดยตลอด เรามุ่งหวังที่จะให้ความต้องการของประชาชนประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราพิสูจน์ไปแล้วคือการที่เราเป็นพรรคอันดับ 2 ซึ่งประเพณีการปกครองที่ผ่านมา พรรคอันดับ 2 รอการจัดการของพรรคอันดับ 1 ไม่ได้ การที่พรรคเพื่อไทยยอมทิ้งโอกาสของตัวเอง จะเข้ามาร่วมกับพรรคอันดับ 2 เพื่อจะจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยให้แข็งแรง นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่าเราไม่ได้หวังเข้าสู่อำนาจเราหวังจะเห็นความต้องการของประชาชนให้เป็นความสำเร็จ 

ฉะนั้นจะดราม่าอย่างไรก็ไม่เป็นไรเพราะอยากให้เห็นความจริง วันนี้เราต้องการความสามัคคีให้คนที่คิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายประชาธิปไตยช่วยกันทำให้เกิดความสำเร็จ ไม่ใช่ไปอิงอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง หรืออิงอยู่กับความคิดใดความคิดหนึ่ง

สิ่งที่ตนพูดอาจจะเกิดความไม่สบายใจกับใครก็ตาม อาจจะมีรถทัวร์ลงก็ได้ แต่ผมคิดว่าเรายืนอยู่บนความเป็นจริง ผมอยากเห็นความเป็นจริง ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหา เราไม่อยากเห็นความเชื่อทำให้เกิดเป็นความจริง แต่อยากเห็นความจริงเอามาคลี่คลาย

ส่วนที่มีกระแสเจรจาดีลลับแจกกล้วย นายภูมิธรรม กล่าวว่าเราก็ได้ยินเรื่องนี้มาเป็นข่าวเร็วอีกข่าวหนึ่ง เมื่อมันเป็นข่าวลือก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าความเป็นจริงเป็นเช่นไร หากเป็นจริงมันเสียหาย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือการกลับไปตรวจสอบคนของตัวเอง เพราะประวัติศาสตร์การเมืองไทยเรื่องการแจกกล้วยก็ดีงูเห่าก็ดีมันเกิดขึ้นแล้ว เราจึงเสนอเพื่อให้เกิดความระมัดระวังไม่ได้เสนอไปตามข่าวลือ หรือเอาเรื่องนี้มาโจมตีกันมันต้องให้เกียรติ ทั้ง 2 พรรคมีเกียรติยศ ศักดิ์ศรีในคำมั่นที่ได้เคยให้ไว้กับประชาชน แต่เมื่อมีข่าวลือเราก็ต้องมาคุยกัน 

ในส่วนเพื่อไทยเราก็ได้พูดคุยกันในหมู่แกนนำในแต่ละภาค ว่าให้ลองไปพูดคุยดูว่ามีเรื่องเหล่านี้หรือไม่ เพื่อที่ต้องแก้ไขกันอย่างไร เรายังไม่ได้คิดไกลไปว่าจะเป็นกลุ่มภาคไหน เราให้เกียรติสมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เราจะต้องหาทางป้องกันมากกว่า มากกว่าที่จะไปเชื่อหรือไปดูหมิ่นลดค่าคนของพรรคเพื่อไทย เราเชื่อมั่นในคนของพรรคเพื่อไทยว่ามีสติปัญญามีจิตใจมุ่งมั่น พรรคเพื่อไทยอยู่มาได้ถึง 20 กว่าปี พิสูจน์ได้ว่าเรามุ่งมั่นจะทำในสิ่งที่เราให้ไว้กับประชาชน

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ชาดา’ สส.ตัวตึงอุทัยธานี ‘ภูมิใจไทย’ รวย 147 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553763

17 ก.ค. 2566

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ชาดา’ สส.ตัวตึงอุทัยธานี 'ภูมิใจไทย' รวย 147 ล้าน

ป.ป.ช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ สส.ตัวตึง อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ร่ำรวย 147 ล้าน โค-กระบือ 346 ตัว ปืน 13 กระบอก แจ้งถือหุ้นบริษัท Thai Food Network Tv.inc กว่า 3.3 ล้าน มีที่ดิน สิทธิสัมปทาน ติดหนี้ธนาคารกว่า 6 แสน

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ สส. หลายราย กรณีพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ – 20 มีนาคม2566 จำนวน 100 คน

โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจ คือ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ พ้น สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย พี่ชายของ นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รักษาการ รมช.เกษตรและสหกรณ์

โดย ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ แจ้งสถานะว่า หย่า เมื่อ 5 มิ.ย. 2544 มีทรัพย์สิน 147,047,605 บาท ได้แก่

  • เงินสด 1.5 ล้านบาท 
  • เงินฝาก 18,885,247 บาท 
  • เงินลงทุน 20,851,000 บาท 
  • ที่ดิน 57 แปลง ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี มูลค่ารวม40,187,040 บาท 
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 5 หลัง 10.8 ล้านบาท 
  • ยานพาหนะ เป็นรถยนต์ 5 คัน 
  • รถจักรยานยนต์ 7 คัน 4,850,000 บาท 
  • สิทธิและสัมปทาน 9,670,702 บาท 
  • ทรัพย์สินอื่น 41,610,000 บาท 

มีหนี้สินทั้งสิ้น 638,185 บาท โดยแจ้งว่าเป็นหนี้กับธนาคาร

ส่วนทรัพย์สินที่น่าสนใจ อยู่ในส่วนเงินลงทุน ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์ ’ แจ้งถือครองหุ้นบริษัท Thai Food Network Tv.inc จำนวน 1 หน่วย ได้มาเมื่อ 8 ก.ย. 2554 มูลค่ารวม 3,351,000 บาท 

  • มีโค 214 ตัว มูลค่า 10.7 ล้านบาท 
  • มีกระบือ 132 ตัว มูลค่า 6.6 ล้านบาท 
  • มีม้า 2 ตัว มูลค่า 2 แสนบาท
เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ชาดา’ สส.ตัวตึงอุทัยธานี 'ภูมิใจไทย' รวย 147 ล้าน

นอกจากนี้ ‘ชาดา ไทยเศรษฐ์’ ยังแจ้งถือครอง

  • พระเครื่องรวม 18 องค์ จำวันเดือนปีที่ได้มาไม่ได้ มูลค่ารวม 14,980,000 บาท 
  • ตะกรุดหลวงพ่อเดิม 6 ดอก มีดหลวงพ่อเดิม 6 เล่ม มูลค่า 1.3 แสนบาท
  • แหวนและพลอย 2 ล้านบาท 
  • สิงห์แกะงาช้าง พระเครื่องและตะกรุด 12 ชิ้น 5 แสนบาท 
  • สร้อยคอ และสร้อยข้อมือทองคำขาว 5 เส้น 1 ล้านบาท 
  • สร้อยคอทองคำขาว จี้หยก และแหวนหยก 5 ชิ้น 2.5 ล้านบาท 
  • แหวนเพชรและแหวนหยก 2 ชิ้น 1.1 ล้านบาท 
  • นาฬิกา 24 เรือน 11.9 ล้านบาท 
  • กระเป๋าเดินทาง 11 ใบ 5 แสนบาท 
  • ปืน 10 กระบอก 5 แสนบาท 
  • อาวุธปืนอีก 13 กระบอก 8 แสนบาท 
  • นาฬิกา Patek Philippe 2 เรือน ได้มาปี 2565 เรือนแรก 2.8 ล้านบาท เรือนที่สอง 2.9 ล้านบาท

ทั้งนี้ ‘ชาดา  ไทยเศรษฐ์’ มีบทบาทการอภิปรายในสภาฯ ด้วยลักษณะท่าทางดุเดือด ทำให้เป็นสีสัน และถูกจับตาหลายครั้ง กรณีล่าสุดคือการอภิปรายในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อ 13 ก.ค. 2566 โดยวิพากษ์วิจารณ์ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เอาไว้ว่า 

“คุณพิธาเป็นคนเดียวที่ยืนยันจะแก้ไข ม.112 โดยจะให้ สส. ของพรรคก้าวไกลเป็นผู้เสนอ อ้างว่าต้องทำเพื่อรักษาสถาบันฯและเจตนาดีซึ่งผมและพรรคภูมิใจไทยไม่เชื่อ อยากถามอีก 7 พรรค จะว่าไง เมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ท่านอ้าง 14 ล้านเสียง แต่ท่านต้องเป็นนายกฯของคนไทยทั้งประเทศ “

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ชาดา’ สส.ตัวตึงอุทัยธานี 'ภูมิใจไทย' รวย 147 ล้าน

เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ธรรมนัส’ และภรรยาทั้ง 2 รวมทะลุพันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553762

17 ก.ค. 2566

เปิดบัญชีทรัพย์สิน 'ธรรมนัส' และภรรยาทั้ง 2 รวมทะลุพันล้าน

ปปช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘ธรรมนัส’ พร้อมคู่สมรสทั้ง 2 คน รวมกันทะลุพันล้านแล้ว มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้าน

วันที่ 17 ก.ค.2566 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 100 คน กรณีพ้นจากตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) มีผู้ที่น่าสนใจดังนี้

รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือ “ธรรมนัส” อายุ 58 ปี แจ้งชื่อคู่สมรส คือ นางอริสรา พรหมเผ่า อายุ 55 ปี  มีทรัพย์สินรวมกัน 1,043,096,356.19 บาท 

ทั้งนี้เป็นทรัพย์สินเฉพาะ “ธรรมนัส” 802,149,770.03 บาท มีหนี้สินรวมกัน 85,080,355.97 บาท เป็นหนี้สินเฉพาะของ “ธรรมนัส” 76,265,801.66 บาท พร้อมแจ้งคู่สมรสอีก 1 คน คือ นางสาวธนพร ศรีวิราช อายุ 29 ปี มีทรัพย์สิน 108,021,974.70 บาท และ มีหนี้สิน 3,260,821 บาท

เมื่อเปรียบเทียบกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน หลังพ้นจากตำแหน่ง รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งยื่นต่อ ปปช. เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2564 พบว่า มีทรัพย์สินรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 200 ล้านบาท ส่วนคู่สมรส นางอริสรา มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น กว่า 150 ล้านบาท รวมแล้วทั้งสองคน มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มมากขึ้น กว่า 300 ล้านบาท และ มีหนี้สินรวมกันลดลง เกือบ 100 ล้านบาท ส่วนนางสาวธนพร มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 50 ล้านบาท มีหนี้สินลดลงกว่า 8 ล้านบาท

นอกจากนี้ “ธรรมนัส” เป็นบัญชีเงินฝาก 33 บัญชี กว่า 166 ล้านบาท ที่ดิน 79 แปลง มูลค่า กว่า 281 ล้านบาท รายการโรงเรือน และ สิ่งปลูกสร้าง 17 หลัง มูลค่ากว่า 52 ล้านบาท รถยนต์ 20 คัน จักรยานยนต์ 1 คันมูลค่ารวมกว่า 46 ล้านบาท สัญญาประกัน มูลค่ารวมกว่า 96 ล้านบาท พระเครื่อง 6 องค์ ประเมินค่าไม่ได้ ประกอบด้วย สมเด็จบางขุนพรหม เบญจภาคี พิมพ์ปรกโพธิ์, พระกริ่งชัยวัฒน์เนื้อทองคำ, พระยอดธง, หลวงปู่สะดุ้งกลับ, เหรียญหลวงปู่ทวด รุ่นที่ 1 และ พระรอดลำพูน พร้อมตลับทองฝังเพชร เครื่องประดับ นาฬิกา และ ปืน 7 กระบอก