‘วิโรจน์’ วอน ‘สุทิน’ อย่าคุย ‘เรือดำน้ำ’ กับจีนแบบรับจบ หวั่นไทยเสียเปรียบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574577

12 พ.ค. 2567

15:01 น.

'วิโรจน์' วอน 'สุทิน' อย่าคุย 'เรือดำน้ำ' กับจีนแบบรับจบ หวั่นไทยเสียเปรียบ

‘วิโรจน์’ เผย กองทัพเรือไทยไม่ได้ผิดสัญญา ‘เรือดำน้ำ’ เตือน ‘สุทิน’ ยอมเจรจารับจบ ไทยจะเสียเปรียบ CSOC ควรจ่ายอย่างน้อย 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 200 ล้านบาทตามที่เสนอ .

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร กล่าวถึงกรณีที่ นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการจัดซื้อ “เรือดำน้ำ” พร้อมเปรยว่า ทางการจีนจะส่งเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่เดินทางมาไทยภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อเจรจาหาข้อยุติสุดท้าย

นายวิโรจน์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนกังวลมากคือ รมว.กลาโหมจะไปดำเนินการเจรจาในแบบที่ประเทศไทยถูกเอาเปรียบ เพราะถ้าหากจำกันได้ในการอภิปรายงบประมาณ 2567 วาระที่ 1 รมว.กลาโหมเคยกล่าวในสภาฯ ไว้ว่าทั้งกองทัพเรือและบริษัท China Shipbuilding & Offshore International (CSOC) ต่างฝ่ายต่างก็เคยผิดสัญญาซึ่งกันและกัน 

โดยกองทัพเรือก็เคยผิดสัญญาจ่ายเงินล่าช้าในช่วงโควิด-19 ซึ่งประเด็นนี้ได้รับการยืนยันจากสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้วว่า กองทัพเรือจ่ายเงินให้กับ CSOC ตรงตามสัญญาตลอด ไม่เคยผิดสัญญา การที่ รมว.กลาโหมจะไปเจรจาโดยคิดไปเองว่า กองทัพเรือก็เคยผิดสัญญา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่เคยผิดสัญญาเลย ถือเป็นท่าทีที่ใช้ไม่ได้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศรนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

ถ้าจะมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นก็น่าจะเป็น CSOC ที่ผิดสัญญากับกองทัพเรือ เพราะสัญญาระบุเลขรุ่นเครื่องยนต์เอาไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเป็นรุ่น 16V396SE84-GB31L เท่านั้น ซึ่งจะเป็นยี่ห้ออื่นไปไม่ได้ นอกจากเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดพลังงานไฟฟ้า MTU396 โดยประเด็นนี้สำนักงบประมาณกลาโหมก็เคยมาชี้แจงยืนยันในกรรมาธิการการทหารเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2566 แล้ว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า CSOC จะอ้างการที่ตนจัดซื้อเครื่องยนต์ MTU396 ไม่ได้นั้น เป็นเหตุสุดวิสัย เป็นเหตุผลที่ยอมรับไม่ได้เลย เพราะ MTU396 เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถใช้งานได้ทั้งในเชิงพาณิชย์และทางการทหาร (Dual Use) ดังนั้นก่อนที่ CSOC จะทำสัญญาต่อเรือดำน้ำขายให้กับกองทัพเรือประเทศไทย CSOC ควรต้องสอบถามจากทางเยอรมนีก่อนว่า จะขายเครื่องยนต์รุ่นนี้ให้ได้หรือไม่ จะคิดไปเองว่า เคยซื้อเครื่องยนต์ MTU396 มาต่อเรือดำน้ำเพื่อใช้ในประเทศจีนเองแล้ว ถ้าจะซื้อมาต่อเรือดำน้ำขายให้กับประเทศอื่น เยอรมนีก็ต้องยอมขายให้ คิดแบบนี้ไม่ได้ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าที่ผ่านมา CSOC ไม่เคยอ้างสัญญาหรือเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรใด ๆ ว่า ได้รับความยินยอมจากเยอรมนีว่าจะขายเครื่องยนต์ MTU396 ให้ ดังนั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเป็นความหละหลวมของ CSOC เองทั้งสิ้น จะอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้

ต่อมาเมื่อกองทัพเรือทราบว่า CSOC ไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ MTU396 ได้ จึงได้ทักท้วงไปว่าการจ่ายเงินในงวดที่ 2 ตามสัญญาที่กองทัพเรือได้จ่ายชำระไปแล้ว CSOC จะต้องระบุรายการสั่งซื้ออะไหล่อุปกรณ์ในการประกอบเรือดำน้ำ ซึ่งเครื่องยนต์ MTU396 ก็เป็นหนึ่งในรายการอะไหล่อุปกรณ์ที่ทาง CSOC จัดซื้อ กองทัพเรือจึงได้ทวงถาม CSOC ให้ส่งหลักฐานการสั่งซื้อเครื่องยนต์ MTU396 มาให้แก่กองทัพเรือ และ CSOC ได้ตอบกลับมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 โดยแนบหลักฐานมาเพียงอีเมล 2 ฉบับ

อีเมลฉบับแรกเป็นรายละเอียดที่ CSOC ขอใบเสนอราคา (Quotation) เครื่องยนต์ MTU396 จากเยอรมนี โดยเป็นอีเมลลงวันที่ 24 ธันวาคม 2561 หลังจากที่กองทัพเรือได้ชำระเงินงวดที่ 2 ให้กับทาง CSOC ไปแล้ว 4 วัน และเป็นการขอใบเสนอราคาหลังจากที่กองทัพเรือลงนามในสัญญาสั่งซื้อเรือดำน้ำไปแล้วถึง 598 วัน จึงเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า CSOC เรียกรับชำระเงินจากกองทัพเรือโดยที่ยังไม่ได้จัดซื้อเครื่องยนต์ MTU396 ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายการผิดสัญญา 

อีเมลฉบับที่ 2 เป็นการติดตามเรื่อง แต่ทางเยอรมนีแจ้งว่ายังไม่อนุมัติ จึงเป็นเหตุให้ CSOC ต้องเสนอเครื่องยนต์ CHD620 ที่ผลิตภายในประเทศจีนมาแทนเครื่องยนต์ MTU396 พร้อมเสนอค่าชดเชยให้กับกองทัพเรือเป็นมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท โดยเป็นส่วนลด 128 ล้านบาท และเป็นการฝึกอบรมเพิ่มเติมอีกประมาณ 70 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ นายวิโรจน์ ตั้งคำถามว่า ประเทศไทยคุ้มเสี่ยงหรือไม่ ที่จะรับเอาเรือดำน้ำที่ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดพลังงานไฟฟ้า CHD620 ซึ่งพัฒนามาจากเครื่องยนต์ที่ใช้กับเรือผิวน้ำ และแม้แต่ประเทศจีนเองก็ยังไม่เคยใช้ เพราะใช้แต่เครื่องยนต์ MTU396 เข้าใจว่าปัจจุบันเรือดำน้ำที่ใช้เครื่องยนต์ CHD620 น่าจะมีแค่ที่ประเทศปากีสถานเพียง 1 ลำเท่านั้น

แม้ว่าเครื่องยนต์ CHD620 จะผ่านการตรวจสอบเบื้องต้นในห้องปฏิบัติการจากบริษัท Lloyds มาแล้ว แต่เข้าใจว่ากองทัพเรือก็ยังไม่เห็นการทดสอบการใช้งานเครื่องยนต์ CHD620 จริงในทะเล และปัจจุบันจำนวนชั่วโมงการใช้งานจริงของเครื่องยนต์ CHD620 ก็ยังถือว่าน้อยมาก ต่างจากเครื่องยนต์ MTU396 ที่มีการใช้งานจริงมาแล้วถึง 250 เครื่อง คิดเป็นชั่วโมงการทำงานกว่า 310,000 ชั่วโมง

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ตนเข้าใจว่ากองทัพเรือเคยไปดูการทดสอบเครื่องยนต์ CHD620 มาแล้วครั้งหนึ่ง และเพื่อความโปร่งใส กองทัพเรือได้ประสานไปยัง CSOC เพื่อขอนำผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไปร่วมดูการทดสอบเครื่องยนต์ CHD620 ด้วยอีกครั้งหนึ่ง แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากทาง CSOC โดยมีการระบุข้อความที่สะท้อนการไม่ให้ความร่วมมือเลยว่า “เสียเวลา (waste of time)”

“เครื่องยนต์ตัวนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีหน้าที่ปั่นไฟเพื่อชาร์ตแบตเตอร์รี่ให้เรือดำน้ำทำงานได้ ถ้าเครื่องยนต์ทำงานผิดพลาดก็อาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง และที่ผ่านมาก็เคยมีรายงานอุบัติเหตุที่น่าจะเชื่อมโยงถึงเครื่องยนต์เรือดำน้ำมาแล้ว โดยเกิดปัญหาขึ้นกับเรือดำน้ำชั้น Ming หมายเลข 361 เมื่อปี 2546 เครื่องยนต์ชาร์ตไฟเต็มแล้วไม่หยุดทำงาน ดูดออกซิเจนทั้งหมดออกจากเรือดำน้ำ จนลูกเรือหมดสติเฉียบพลัน มีลูกเรือเสียชีวิตทั้งสิ้น 70 นาย โดยเครื่องยนต์ที่ใช้ ณ ขณะนั้น คือเครื่องยนต์ Shaanxi 6E 390 ZC1 ที่ผลิตในจีน” วิโรจน์กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับค่าชดเชยที่คิดเป็นมูลค่าน้อยนิดเพียง 200 ล้านบาท คิดอย่างไร ก็เป็นค่าชดเชยที่เสียเปรียบมาก กองทัพเรือจ่ายชำระเงินค่าเรือดำน้ำไปแล้วประมาณ 8,000 ล้านบาท และมีการก่อสร้างท่าจอดเรือ ระบบสื่อสาร และโรงเก็บต่าง ๆ อีกราว 2,000 ล้านบาท รวมแล้ว 10,000 ล้านบาท จากเดิมที่กองทัพเรือจะต้องได้เรือดำน้ำลำแรกในปี 2566 แต่ขณะนี้จะต้องขยายเวลาไปอีกกว่า 1,200 วัน หรืออีก 4 ปี โดยจะได้รับในปี 2570 หากคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ซึ่งเป็นภาระทางงบประมาณของรัฐบาลไทย อย่างน้อยค่าชดเชยที่กองทัพเรือต้องได้รับจาก CSOC ควรจะต้องมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่ 200 ล้านบาทตามที่ CSOC เสนอ 

นอกจากนี้ ปัจจุบันกองทัพเรือมีแนวคิดที่จะใช้ Link Y ซึ่งอ้างอิงมาตรฐาน Link 11 และ Link 22 ขององค์การ NATO เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลของกองทัพเรือเข้ากับนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเชื่อมต่อการสื่อสารข้อมูลกับเรือดำน้ำจีนได้ ดังนั้น การสื่อสารกับเรือดำน้ำจะต้องสื่อสารด้วยเสียงผ่านวิทยุเท่านั้น ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอย่างมากในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือเอง และการปฏิบัติภารกิจร่วมระหว่างเหล่าทัพ

นายวิโรจน์ กล่าวสรุปว่า เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงประเด็นการผิดสัญญา ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ความคุ้มค่าของการชดเชย ประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจทางการทหาร ตลอดจนความจำเป็นของเรือดำน้ำ ตนจึงเสนอทางออกที่คิดว่าเป็นผลดีต่อประเทศที่สุด 2 ข้อ คือ

1) ควรยกเลิกสัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำกับทาง CSOC โดยสำหรับเงินที่จ่ายไปแล้ว ถ้าคืนเป็นเงินไม่ได้ก็เจรจาให้คืนเป็นของ แต่ต้องกระทบกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยให้น้อยที่สุด เช่น ถ้าคืนเป็นเรือจะต้องไม่คืนเป็นเรือฟริเกต เพราะกองทัพเรือมีโครงการต่อเรือฟริเกตในประเทศอยู่แล้ว โดยอาจจะคืนเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง (OPV) หรือเรือคอร์เว็ต หรือคืนเป็นเรือเปล่า แล้วให้กองทัพเรือเสนอของบประมาณเพื่อติดอาวุธเอง เพราะในปัจจุบันระบบอาวุธใหม่ของจีนไม่สามารถเข้ากับมาตรฐานอาวุธของกองทัพเรือ และตามสมุดปกขาวของกองทัพเรือก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะจัดหาระบบอาวุธที่เข้ากันได้กับอาวุธที่มีอยู่ของกองทัพเรือ

2) สำหรับเรือดำน้ำ หากพิจารณาจากเหตุผลของกองทัพเรือที่ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่มีเรือดำน้ำประจำการ และแผนการใช้เรือดำน้ำก็เป็นแผนที่ถูกร่างมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็น ถ้ามองว่าจำเป็นเช่นนั้น ก็ให้กองทัพเรือเสนอคำของบประมาณเข้ามาใหม่ในปี 2569 ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีนโยบายชดเชย หรือ Offset Policy พ่วงมาด้วย เช่น การจ้างอู่ต่อเรือในประเทศร่วมผลิตเพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการพัฒนาอุตสาหกรรมการต่อเรือที่ซบเซามาหลายปีจากการที่กองทัพเรือไม่ต่อเรือในประเทศไทย ซึ่ง Offset Policy นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ทำกันจนเป็นเรื่องปกติแล้ว

“สุดท้ายผมอยากจะย้ำกับคุณสุทินว่า กองทัพเรือไม่เคยทำผิดสัญญากับ CSOC ดังนั้นคุณสุทินในฐานะ รมว.กลาโหม ต้องห้ามคิดไปเองว่ากองทัพเรือของเราผิดสัญญา แล้วไปเจรจาให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ถ้าเรือดำน้ำจำเป็นก็ไม่ว่ากัน ก็ให้กองทัพเรือเสนองบประมาณเข้ามาใหม่ แล้วมี Offset Policy ที่เป็นประโยชนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพ่วงมาด้วย ผมว่าประชาชนรับได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปแลกเรือดำน้ำแบบได้ไม่คุ้มเสียให้ได้ สิ่งที่ผมเสนอทั้งหมดครบถ้วนแล้ว และทำได้จริง หวังว่าคุณสุทินจะพิจารณา” นายวิโรจน์กล่าว

ส้มห้าว ‘พิธา’ เขย่าแชมป์ผูกขาด ‘ปู่วิเชียร’ ปักธงยึด อบจ.ตราด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574511

11 พ.ค. 2567

11:49 น.

ส้มห้าว ‘พิธา’ เขย่าแชมป์ผูกขาด ‘ปู่วิเชียร’ ปักธงยึด อบจ.ตราด

บ้านใหญ่สู้พายุสีส้ม ปู่วิเชียร วัย 78 ปี กลุ่มลูกเมืองตราด ขอสู้กระแสพิธา ในศึกชิงนายก อบจ.ตราด ก้าวไกลมั่นใจพลังหนุ่มโค่นจอมเก๋า

ปู่วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัยปู่วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย

สุดแดนบูรพา พิธา เคลื่อนทัพชิง อบจ.ตราด ชนแชมป์ผูกขาด วิเชียร ทรัพย์เจริญ ศึกนี้มีแต้มต่อ ส่งน้องชาย สส.สีส้ม 2 สมัย ลงสนาม

วิเชียร ทรัพย์เจริญ วัย 78 ปี ฉายา ปู่ท้องถิ่น อบจ. ขอสู้ศึกอีกครั้งในนามกลุ่มลูกเมืองตราด โชว์เก๋าสู้ค่าย สส.พลังหนุ่มสีส้ม 

วันเสาร์ที่ 11 พ.ค.2567 พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำทีม สส. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายก อบจ.ตราด คือ ชลธี นุ่มหนู ที่ศาลาอเนกประสงค์ วัดหนองบัว อ.เมือง จ.ตราด

ชลธี นุ่มหนู เป็นน้องชาย ศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด 2 สมัย และเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ มีฉายา ‘มือปราบทุเรียนอ่อน’

ลึกๆแล้ว พิธา มีความมั่นใจสูงมากว่า ชลธี นุ่มหนู จะได้รับชัยชนะ เพราะมีความสดใหม่ บวกกระแสสีส้ม เหนือกว่านักการเมืองบ้านใหญ่

ฝั่งแชมป์ปัจจุบัน วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด ยังประกาศสู้ต่อขอลงสนามในนาม ‘กลุ่มลูกเมืองตราด’

วาระการดำรงตำแหน่งของ นายก อบจ.ตราด และสมาชิกสภา อบจ.ตราด จะสิ้นสุดในวันที่ 19 ธ.ค.2567 และคาดว่า จะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2568

ชั่วโมงนี้ มี 3 ผู้สมัครนายก อบจ.ตราด เปิดตัวออกมาแล้วคือ วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย ,ชลธี นุ่มหนู พรรคก้าวไกล และเจริญ ชลาลัย อดีตรองนายก อบจ.ตราด


พลังบูรพาสีส้ม

การเลือกตั้ง สส.ตราด ปี 2562 มีการพลิกโฉมทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อ ศักดินัย นุ่มหนู พรรคอนาคตใหม่ พลิกชนะธีระ สลักเพชร อดีต สส.ตราด 5 สมัย พรรค ปชป

ด้วยกระแสธนาธรที่มาแรง เสี่ยโอ๋-ศักดินัย นุ่มหนู เจ้าของธุรกิจแป้งขนมจีนใน อ.เขาสมิง จ.ตราด จึงได้เป็น สส.ป้ายแดง 

การเลือกตั้งปี 2566 สส.โอ๋ ศักดินัย ในสีเสื้อก้าวไกล โกยแต้มทิ้งห่างคู่แข่ง เพราะกระแสพิธามาแรงกว่าพ่อรักฟ้า 

การเลือกตั้งนายก อบจ.ตราด ครั้งใหม่ สส.โอ๋ จึงส่งน้องชาย ชลธี นุ่มหนู นายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนไทยภาคตะวันออก อดีต ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 ลงสนาม 

ด้วยบารมี สส.โอ๋ จึงดึง จตุพัฒน์ ฤกษ์สหกุล ประธานคณะกรรมการผู้ประกอบ การรุ่นใหม่ หอการค้าจังหวัดตราด และ ยศพัฒน์  ซื่อจงภักดิ์ สมาชิกสภา อบจ.ตราด เขต อ.เขาสมิง มาเป็นทีมรองนายก อบจ.ตราด

มีรายงานข่าวว่า สจ.เก่าหลายคน รับรู้ถึงกระแสสีส้ม จึงติดต่อแบบลับๆ ขอมาสังกัดทีมน้องชาย สส.ศักดินัย และรอเปิดตัวช่วงหมดวาระสภา อบจ.

แชมป์ผูกขาดปู่ท้องถิ่น

วิเชียร ทรัพย์เจริญ นายก อบจ.ตราด 5 สมัย และหัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด วัย 78 ปี ประกาศศักดาปู่ท้องถิ่น อบจ.ขอลุยอีกสมัย  

เดิมทีกลุ่มลูกเมืองตราด มีจุดกำเนิดจาก เจียร จินตกานนท์ นายก อบจ.ตราด คนแรก

ปี 2540 มีการยกฐานะองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่ให้นายก อบจ. มาจากการเลือกของสมาชิก อบจ. โดยมี เจียร จินตกานนท์ เป็นนายก อบจ.ตราด และวิเชียร ทรัพย์เจริญ นั่งประธานสภา อบจ.ตราด

หลังจากเจียร จินตกานนท์ มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงขอลาออก และสมาชิกสภา อบจ.ตราด ได้เลือกวิเชียร นายก อบจ.ตราด

ต่อมา มีการเลือกตั้งนายก อบจ.โดยตรงจากประชาชนอีก 4 ครั้ง วิเชียร ทรัพย์เจริญ ชนะคู่แข่งตลอด

วิเชียรอยู่ในแวดวงการเมืองมายาวนานกว่า 40 ปี ซึ่งในการเมืองระดับชาติ วิเชียรยืนข้างทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย จนถึงพรรคเพื่อไทย

จุดแข็งของ วิเชียร ทรัพย์เจริญ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มลูกเมืองตราด ได้สร้างพันธมิตรทางการเมืองไปในทุกอำเภอ

ภูษิต อินทสุวรรณ อดีตประธานสภา อบจ.ตราด และแกนนำกลุ่มลูกเมืองตราด เปิดเผยว่า สมาชิกสภา อบจ.ตราด ส่วนใหญ่ยังยืนเคียงข้างนายกฯวิเชียร


สมรภูมินายก อบจ.ตราด ต้นปี 2568 จึงจะเป็นการต่อสู้ของการเมือง 2 ระบอบคือ บ้านใหญ่ ปะทะเลือดใหม่สีส้ม แต่ลักษณะพิเศษของคนเมืองตราด มักจะแยกการเมืองระดับชาติออกจากการเมืองท้องถิ่น

ในอดีต พรรค ปชป.เคยผูกขาด สส.ตราด แต่ลงสมัครนายก อบจ. ก็แพ้ปู่วิเชียรทุกครั้ง และหนหน้านี้ คงได้พิสูจน์กันอีกครั้งว่า ปู่ท้องถิ่นยังขลังหรือไม่

โปรดเกล้าฯ แล้ว พระราชกฤษฎีกา “เลือก สว. 2567” เช็กขั้นตอน ด่วน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574507

11 พ.ค. 2567

10:59 น.

โปรดเกล้าฯ แล้ว พระราชกฤษฎีกา "เลือก สว. 2567" เช็กขั้นตอน ด่วน

“ราชกิจจานุเบกษา” ออกประกาศ พระราชกฤษฎีกา โปรดเกล้าฯ ให้มีการเลือก สว. 2567 หลังอายุของวุฒิสภา สิ้นสุดลง มีผลทันที

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศ พระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือก สว. 2567 ลงนามโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้สนองพระบรมราชโองการ โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 107 วรรคห้า และมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

มาตรา 4 ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้

หมายเหตุ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยอายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลงในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 ซึ่งมาตรา 269 (6) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติว่า

เมื่ออายุของวุฒิสภาสิ้นสุดลง ให้ดำเนินการเลือกสมาชิกวุฒิสภาตามมาตรา 107 โดยมาตรา 107 วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษา

‘พิพัฒน์’ สั่งเยียวยาเสียชีวิตแทงค์สารเคมีระเบิด 1.8 ลบ.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574475

10 พ.ค. 2567

14:02 น.

‘พิพัฒน์’ สั่งเยียวยาเสียชีวิตแทงค์สารเคมีระเบิด 1.8 ลบ.

‘พิพัฒน์’ สั่งเยียวยาเสียชีวิตแทงค์สารเคมีระเบิด 1.8 ลบ. ผู้บาดเจ็บได้รับการดูแลตามสิทธิประโยชน์กฎหมาย สอบถามโทรสายด่วน 1506

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีเกิดเหตุแทงแทงค์เก็บสารเคมีระเบิดและเพลิงไหม้ที่จังหวัดระยอง เมื่อวานนี้ (9 พ.ค.67) จนทำให้มีลูกจ้างเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บว่า ทันทีที่ทราบข่าวผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของลูกจ้างที่เสียชีวิตและขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยแรงงานทุกคน ได้รับรายงานจากนายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงานว่า ได้สั่งการให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและสำนักงานประกันสังคมจังหวัดระยองลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลสถานะของผู้ประสบอันตรายของลูกจ้างที่บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมเร่งให้การช่วยเหลือสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับตามกฎหมายโดยด่วน

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จากรายงานของสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง พบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (9 พ.ค.67) เวลา 10.45 น. ได้เกิดเหตุแทงแทงค์บรรจุสารปิโตรเคมีระเบิดและเพลิงไหม้ที่บริษัทมาบตาพุด แทงค์เทอร์มินัล จำกัด สาขาระยอง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งบริษัทดังกล่าวประกอบกิจการให้บริการคลังสินค้าจัดเก็บน้ำมัน มีลูกจ้าง 150 คน เหตุการณ์ในครั้งนี้ลูกจ้างได้รับบาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 1 ราย จากรายงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดระยอง ยังพบว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการ ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ พนักงานตรวจความปลอดภัย จะได้สอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายดังกล่าว

ผมขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของแรงงานที่เสียชีวิตและขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือเยียวยาได้มีการกำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานโดยเฉพาะสำนักงานประกันสังคมดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่พึงได้รับตามกฎหมาย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ รวมทั้งทำความเข้าใจเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาให้ญาติทราบ ดังนั้นขอให้มั่นใจได้ว่า กระทรวงแรงงานจะให้การคุ้มครอง ดูแล พี่น้องแรงงานทุกคนที่เสียชีวิตหรือประสบอันตรายในการทำงาน

นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการให้ความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงาน ผมได้รับรายงานจากเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมว่า สำนักงานประกันสังคมจังหวัดระยอง ได้ตรวจสอบเหตุการณ์ในครั้งนี้มีลูกจ้างเสียชีวิต 1 ราย เพศชายอายุ 35 ปี เป็นพนักงานของบริษัทมาบตาพุดแทงค์ฯ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย เป็นเพศชายทั้งหมด ขณะนี้ยังพักรักษาตัวอยู่ในห้อง ICU โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง 3 ราย และโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพ 1 ราย รายแรกอายุ 30 ปี เป็นลูกจ้างของบริษัทมาบตาพุดแทงแทงค์ฯ มีอาการอ่อนเพลียเนื่องจากสูดดมควัน รักษาตัวห้อง รายที่ 2 อายุ 22 ปี ลูกจ้างของบริษัทเวอร์เท็กซ์ เซอร์วิสฯ มีบาดแผลไฟไหม้ 12 % ของร่างกาย รายที่ 3 อายุ 26 ปี ลูกจ้างของบริษัทเวอร์เท็กซ์ เซอร์วิสฯ และรายที่ 4 อายุ 23 ปี ลูกจ้างของบริษัท กงพัฒนาฯ มีบาดแผลจากไฟไหม้ 50 % ของร่างกาย

นายกฯ เผย ‘กฤษฎา’ ลาออก มีผลแล้ว เตรียมคุย รทสช.

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574451

10 พ.ค. 2567

11:23 น.

นายกฯ เผย ‘กฤษฎา’ ลาออก มีผลแล้ว เตรียมคุย รทสช.

นายกฯ เผย ‘กฤษฎา’ ลาออก มีผลแล้ว เตรียมคุย รทสช. ที่ ครม.สัญจร เพชรบุรี กระชับความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล เย็นนี้รวมกันกินข้าวบ้านประภัทร โพธสุทน

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการลาออกของ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ว่า มีผลทันที ขณะนี้ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เชื่อว่าการประชุม ครม.สัญจร จ.เพชรบุรี จะได้พูดคุยกัน

นายกฯ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ 4 จังหวัดบุรี เป็นการกระชับความสัมพันธ์พรรคร่วมหรือไม่ ว่า ตนเอาประชาชนเป็นที่ตั้งดีกว่า ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ที่จะไปทุกภาคส่วน และแม้ตนเป็นนายกฯ ที่มาจากพรรคเพื่อไทย ก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกันกับพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมย้ำว่าหลักการใหญ่คือการดูแลประชาชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการลงพื้นที่ 4 จังหวัดรอบนี้ ก็ดูแลประชาชน ไปดูว่าตรงไหนสามารถช่วยอะไรได้บ้าง

ส่วนเรื่องของการกระชับความสัมพันธ์ ก็แน่นอน เพราะการอยู่ร่วมกันหลายๆพรรค ก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเย็นวันนี้จะทานข้าวที่บ้านของ นายประภัทร โพธสุทน เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา

นายกฯ สั่งตั้ง War room ติดตามไฟไหม้ มาบตาพุดแทงค์

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574410

09 พ.ค. 2567

17:57 น.

นายกฯ สั่งตั้ง War room ติดตามไฟไหม้ มาบตาพุดแทงค์

นายกฯ สั่งตั้ง War room ติดตามไฟไหม้ มาบตาพุดแทงค์ สั่งการตรงแก้ไขปัญหาทันท่วงที มีประสิทธิภาพ พื้นที่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 อพยพคนออกจากพื้นที่

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สถานการณ์เพลิงไหม้ถังเก็บวัตถุดิบ TK-1801 Pyrolysis Gasoline ของบริษัท มาบตาพุด แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด บริเวณท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง จ.ระยอง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ทราบเหตุการณ์และติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานและสั่งการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมให้ติดตามการระงับเหตุ รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชน เข้าควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ 

ภายหลังเกิดเหตุ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดระยอง ได้ร่วมกับหน่วยบริการการแพทย์ฉุกเฉิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจิตอาสา อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) ศูนย์ตอบโต้ NPC และทีมงานจากเครือ SCG ระดมสรรพกำลังเข้าปฏิบัติการควบคุมเพลิงและดับไฟ รวมถึงให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยในพื้นที่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินที่ระดับ 2 และสั่งประชาชนอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เร่งดำเนินการควบคุมไฟ เฝ้าระวังไม่ให้เกิดลุกลาม รวมทั้งเร่งอพยพประชาชนให้ออกไปยังที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด 

มีการเปิด War Room ศูนย์ประสานเหตุการณ์ในการระงับเหตุ ซึ่งทางจังหวัดระยอง ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับ 2 แล้ว และเร่งอพยพคนในพื้นที่ ทั้งพนักงาน และสถานประกอบการโรงงานทุกแห่งในพื้นที่เกิดเหตุ ให้ออกจากพื้นที่โดยด่วน ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการควบคุมเพลิงไหม้ ทั้งการใช้รถดับเพลิงและโฟม พร้อมกับเฝ้าระวังถังเก็บสารเคมีฯ ไม่ให้ลุกลามเพิ่มเติม ควบคู่กับการอพยพประชาชนให้ออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย ในส่วนผู้บาดเจ็บได้นำส่งโรงพยาบาลและอยู่ในความดูแลของแพทย์เรียบร้อยแล้ว ขณะที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้สั่งการตรวจสอบสาเหตุและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมทั้งให้บริษัทฯ ตรวจสอบความเสียหายของโครงสร้างถังสารเคมีฯ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร่งด่วน และจัดทำมาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ

“นายกรัฐมนตรีห่วงใย สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลือดูแล อพยพประชาชนที่พักอาศัยบริเวณใกล้เคียง ไม่ให้ได้รับอันตรายและผลกระทบ ให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ กำชับให้แก้ไขสถานการณ์โดยด่วน พร้อมให้หามาตรการป้องกันและควบคุมให้รัดกุมยิ่งขึ้น ไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเช่นนี้อีก” นายชัย กล่าว

เทศบาลเมืองมาบตาพุด ได้แจ้งประชาสัมพันธ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอพยพไปยังจุดปลอดภัย ได้แก่ 1. โรงเรียนมาบตาพุดพิทยาคาร 2. โรงเรียนบ้านมาบตาพุด และ 3. หาดน้ำริน บ้านฉาง และขอให้หลีกเลี่ยง 5 เส้นทาง ได้แก่ 1. ถ.สุขุมวิท 2. เส้นทางเข้าตลาดลาว 3. เส้นทางปกรณ์สงเคราะห์ 4. เส้นทางจากหนองแฟบ และ 5. ถ.เลียบชายหาดสุชาดา

เพื่อไทยรุก ‘อนุทิน-เนวิน’ กลืนเลือด ‘กัญชา’ ขาลงตามเกมนายใหญ่

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574400

09 พ.ค. 2567

17:18 น.

เพื่อไทยรุก ‘อนุทิน-เนวิน’ กลืนเลือด ‘กัญชา’ ขาลงตามเกมนายใหญ่

เกมเดินเร็ว อนุทิน-เนวิน ถอย กัญชากลับเป็นยาเสพติด พท.รุกปราบยาบ้า-กัญชาเสรี ภท.กลืนเลือด ดันกฎหมายคุมสายเขียวไม่สำเร็จ

สถานการณ์กัญชาในวันนี้ ต่างจากปี 2562 ที่เนวิน ชิดชอบ บูมกัญชาเสรีสถานการณ์กัญชาในวันนี้ ต่างจากปี 2562 ที่เนวิน ชิดชอบ บูมกัญชาเสรี

นายใหญ่รุก อนุทิน ถอย กัญชากลับเป็นยาเสพติด เพื่อไทยชิงเก็บแต้มปราบยาบ้า-กัญชาเสรี ภูมิใจไทยกลืนเลือด หลังกฎหมายไม่สำเร็จ

ดับฝันเนวิน ดันแคลิฟอร์เนียโมเดล เหตุปลดล็อกกัญชาเร็วเกินไป กฎ หมายไม่พร้อม กระแสตีกลับ ชาวบ้านต้านสายเขียวเสรี

เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะประชุมหารือการแก้ไขปัญหายาเสพติด ร่วมกับ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายก รัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย, สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข และทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม 

ในวงประชุมวันนั้น นายกฯเศรษฐา สั่งการขอให้กระทรวงสาธารณ สุขแก้ไขประกาศกระทรวง โดยดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 และเร่งออกกฎกระทรวงอนุญาตให้ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสุขภาพเท่านั้น

วันถัดมา รองนายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์ทำนองว่า ถ้าวันนี้ มีข้อมูลใหม่ ถ้ามีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ กัญชาเป็นยาเสพติดที่อันตราย ก็ต้องรับฟังและพิจารณา

รองนายกฯอนุทิน ย้ำว่า หากมีการดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดจริง ก็ไม่กระทบต่อฐานเสียงพรรคภูมิใจไทย 

นับแต่รัฐบาลประยุทธ์ปลดล็อกกัญชา เมื่อ 9 มิ.ย.2565 มีการออกกฎกระทรวงสาธารณสุขให้กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม แต่ที่มาผ่านก็เป็นการควบคุมแบบครอบจักรวาล

เนื่องจากการปลดล็อกกัญชาที่เร็วเกินไปได้สร้างช่องว่างในการกำกับดูแลจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้มีการใช้กัญชาเชิงสันทนาการ หรือกัญชาเสรี จนทำให้ประชาชนทั่วไปมองว่า เป็นการส่งเสริมให้เยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้ง่ายขึ้น

ดับฝันกัญชาเสรี

ย้อนไปเมื่อต้นปี 2562 พรรคภูมิใจไทย เปิดตัวผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้นำเสนอนโยบายกัญชาเสรี

วันนั้น ศักดิ์สยามบอกว่า กัญชาเพื่อปากท้อง เป็นแนวคิดของเนวิน “..ที่ผมพูดคือสิ่งที่พี่เนวินทำ ทำในสิ่งที่คนไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้”

แคลิฟอร์เนียโมเดล กัญชาพืชเศรษฐกิจ เป็นแนวทางที่ภูมิใจไทยนำมาประยุกต์หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากชาว บ้านจำนวนไม่น้อย

ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทย แทบจะเก็บพับนโยบายกัญชาเสรี ไม่มีการนำมาหาเสียงอย่างครึกโครมเหมือนเก่า

เหตุที่ค่ายสีน้ำเงิน ไม่บูมนโยบายกัญชา เพราะมีกระแสตีกลับจากกลุ่มผู้ปกครองที่รับไม่ได้กับลูกหลานพากันเสพกัญชา เหมือนเสพยาบ้า 

อีกด้านหนึ่ง พ.ร.บ.กัญชง กัญชา พ.ศ…ของพรรคภูมิใจไทย ถูกตีตกในสภาฯ ทำให้การปลดล็อกกัญชา ไม่มีกฎหมายรองรับ ถือว่าเป็นความล้มเหลวของพรรค จึงไม่อยากขายนโยบายนี้ 
 

กัญชง-กัญชาขาลง

ในวันที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นั่งเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข ได้ปลดล็อกกัญชง กัญชาออกจากยาเสพติด ประชาชนปลูกกัญชาได้ในครัวเรือนและเชิงพาณิชย์ รวมถึงจัดจำหน่ายกัญชาที่มีสาร THC ไม่เกิน 0.2% ซึ่งไม่ถือเป็นยาเสพติดให้โทษได้ 

ปีที่แล้ว กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า ร้านจำหน่ายกัญชามากกว่า 20,000 ร้านทั่วไทย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมกัญชา-กัญชง ในปี 2567 จะมีมูลค่าถึง 36,525 ล้านบาท 

เมื่อรัฐบาลเศรษฐา จะออกประกาศดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ย่อมทำให้อุตสาหกรรมกัญชาสั่นสะเทือน ตั้งแต่ผู้ผลิตต้นน้ำ ผู้จัดจำหน่าย ไปจนถึงผู้ใช้กัญชา

อันที่จริง ช่วงต้นปี 2567 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต รมว.สาธารณสุข ได้วางไทม์ไลน์จะออกกฎหมายห้ามการจำหน่ายและใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ภายในสิ้นปี 2567 และอนุญาตเฉพาะการใช้กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ภูมิใจไทย และรองนายกฯอนุทิน ก็พอจะประเมินได้ว่า พรรคเพื่อไทยเอาแน่ ไม่เอากัญชาเสรี จึงพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์

จังหวะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุข ชลน่าน ศรีแก้ว เป็นสมศักดิ์ เทพสุทิน นายกฯเศรษฐา จึงชิงรุกดำเนินนโยบายปราบปรามยาเสพติด เพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องของประชาชนให้จัดการปราบยาบ้าและกัญชาอย่างเด็ดขาด

‘ภูมิธรรม’ เล็งปล่อยประมูลข้าว 10 ปี ส่งออกแอฟริกา ยกกอง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574394

09 พ.ค. 2567

16:23 น.

‘ภูมิธรรม’ เล็งปล่อยประมูลข้าว 10 ปี ส่งออกแอฟริกา ยกกอง

‘ภูมิธรรม’ เล็งปล่อยประมูลข้าว 10 ปี ส่งออกแอฟริกา ยกกอง ยืนยันคุณภาพข้าวผ่านมาตรฐาน แม้สีจะเปลี่ยน แต่ละรับประทานได้

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่มีนักวิชาการออกมาแสดงความเป็นห่วงข้าวหอมมะลิในโครงการรับนำจำข้าว อาจมีสารปนเปื้อนทำให้เกิดมะเร็งได้ว่า ตนเองได้พิสูจน์ให้เห็นในขั้นตอนแรกว่า สภาพกายภาพข้าวยังอยู่ดี แม้สีจะเปลี่ยนไปบ้าง คุณภาพไม่เหมือนข้าวใหม่ และสามารถรับประทานได้ จึงขออย่าดรามาเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเพียงการสรุปสภาพทางกายภาพของข้าว และหากใครต้องการจะตรวจสอบ ก็สามารถมาตรวจสอบได้ และในการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว ก็มีทั้งสื่อมวลชน ข้าราชการ รวมถึงเซอเวย์เยอร์ ที่เป็นผู้ลงทะเบียนตรวจข้าวไปต่างประเทศที่ต่างชาติยอมรับตามมาตรฐาน รวมถึงผู้ส่งออก และโรงสีต่าง ๆ ที่มั่นใจว่า สามารถทำได้ และพร้อมประมูล ซึ่งในกระบวนการส่งออก เอกชนมีขั้นตอนในการปรับปรุงข้าว 

ส่วนจำเป็นจะต้องให้สาธารณสุข หรือนักวิชาการใด ๆ ตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ให้เป็นไปตามกระบวนการ เพราะการวิจารณ์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ กับข้าวกว่า 150,000 กระสอบ พร้อมยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ท้าทายใคร เพียงแต่ต้องการพิสูจน์ที่ตนควรจะทำ เพื่อเตรียมเปิดประมูลให้ได้ราคาในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ และหากยังดรามากันไม่จบก็กังวลว่า จะไม่สามารถประมูลได้ 

นายภูมิธรรม ยังขอให้เชื่อว่า ประเทศที่รับซื้อ หรือผู้ค้า-ผู้ส่งออก เจ้าของโรงสี ไม่นำข้าวเน่าไปขายแน่นอน และหากจะขายต้องมั่นใจ มิเช่นนั้น ขายไปแล้วก็จะไม่มีใครมาซื้ออีก และประเทศที่รับซื้อ ก็จะต้องตรวจสอบรับอย่างเต็มที่ จึงขออย่าดรามาไปมากกว่านี้ ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ตนก็เคารพ เพราะตนได้ทำตามขั้นตอนกระบวนการแรกเสร็จสิ้นแล้ว 

ส่วนข้าวดังกล่าวจะประมูลเพื่อการส่งออกเพียงอย่างเดียว หรือประมูลเพื่อจำหน่ายบริโภคในประเทศนั้น นายภูมิธรรม ชี้แจงว่า ส่งออกอย่างเดียวก็ไม่พอแล้ว โดยเฉพาะในตลาดแอฟริกา 15,000 ตัน จึงจะต้องเป็นการประมูลยกกองทีเดียว ไม่แบ่งขายในประเทศหรือนอกประเทศ 

นายภูมิธรรม ยังชี้แจงกรณีที่เคยมีผู้ชนะการประมูลข้าวดังกล่าวไปแล้ว แต่ไม่มานำข้าวออกไปว่า เกิดขึ้นจริง 4-5 ครั้งแล้ว เพราะราคาข้าวในครั้งนี้สูงมาก เมื่อประมูลแล้ว ราคากลับตก หากรับไปก็จะต้องขาดทุน ดังนั้น จึงเกิดการฟ้องร้องกัน โดยองค์การคลังสินค้า ยังอยู่ระหว่างการฟ้องร้อง จึงยืนยันว่า ที่ผู้ประมูลทิ้งข้าว ไม่ใช่เพราะข้าวเน่า แต่เพราะราคาข้าวในปีดังกล่าวตก และการประมูลในครั้งนี้ ตนก็จะเขียนกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนให้ผู้ที่ให้ราคาสูงสุด 5 อันดับแรก มีสิทธิชนะการประมูลข้าว เผื่อกรณีที่มีผู้สละสิทธิ์  และสามารถไปตรวจสอบคุณภาพข้าวก่อนได้ ซึ่งข้าวจากโครงการรับจำนำข้าวนี้ ไม่มีค้างข้างสต๊อกในโครงการรับจำนำข้าวแล้ว และโกดังดังกล่าวที่ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ ก็เป็นเพียง 2 โกดังสุดท้ายที่เหลือ

พิษจำนำข้าว ‘ภูมิธรรม’ ฝ่าดราม่ากิน ‘ข้าว 10 ปี’ ผลงานตัวละครลับ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574371

09 พ.ค. 2567

13:09 น.

พิษจำนำข้าว ‘ภูมิธรรม’ ฝ่าดราม่ากิน ‘ข้าว 10 ปี’ ผลงานตัวละครลับ

อีเวนท์ท้าพิสูจน์ ภูมิธรรม โต้ฟอกขาวจำนำข้าว อุ้มยิ่งลักษณ์ เปิดตัวละครลับโรงสีข้าวเมืองช้าง นายกเป๊ปซี่ การันตีข้าว 10 ปีกินได้



รองนายกฯภูมิธรรม เคียงข้างนายกเป๊ปซี่ และจ่าประสิทธิ์ กินข้าว 10 ปีรองนายกฯภูมิธรรม เคียงข้างนายกเป๊ปซี่ และจ่าประสิทธิ์ กินข้าว 10 ปี

ไม่ลองไม่รู้ ภูมิธรรม โต้ฟอกขาวจำนำข้าว อุ้มยิ่งลักษณ์ เปิดตัวละครลับเมืองช้าง นายกเป๊ปซี่ ผู้การันตีข้าว 10 ปี ไม่มีเน่า หุงกินได้ 

เปิดตัว นายกเป๊ปซี่ เจ้าของโรงสีข้าวเมืองช้าง มิตรร่วมรบของจ่าประสิทธิ์ เสื้อแดง อดีตกองหนุนไทยรักไทย-เพื่อไทย

อันเนื่องจากข้าวหอมมะลิ จากโครงการรับจำนำข้าวล็อตสุดท้าย ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ จัดรายการไม่ลองไม่รู้ พาสื่อมวลชนไปกินข้าวที่เก็บไว้ 10 ปี จนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง

ข้าวล็อตสุดท้ายนี้ เก็บไว้ในคลังสินค้า 2 แห่งที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งกำลังจะมีการเปิดประมูลขายภายในเดือน พ.ค. หรือช้าสุดไม่เกินเดือน มิ.ย.นี้คาดว่าอาจจะมีรายได้จากประมูลขายล็อตนี้ประมาณ 200-400 ล้านบาท

หลังอีเวนท์กินข้าว 10 ปีผ่านไป ปรากฏว่า ได้เกิดดราม่ากินข้าวล็อตนี้ได้หรือไม่ รวมถึงมีการโยงไปถึงแผนการเดินทางกลับไทยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปลายปีนี้
 

กลุ่มการเมืองที่อยู่คนละฝั่งเพื่อไทย มองว่า ความเคลื่อนไหวของภูมิธรรม น่าจะเป็นแผนสร้างความชอบธรรมให้กับโครงการรับจำนำข้าว เพราะมันเป็นบาดแผลลึกในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ 

เมื่อวันที่ 9 พ.ค.2567 รองนายกฯภูมิธรรม จึงออกมาสวนดราม่าข้าว 10 ปีว่า “อย่ามาดราม่าเลย เพราะผมไม่ชอบดราม่ากับใคร เอาความจริงมาพูด เอาปัญหามาแบ เอาสติปัญญามาแก้ปัญหา”

จริงๆแล้ว กองทัพสื่อที่เดินทางไปกับรองนายกฯ ภูมิธรรม ไม่มีใครสนใจตัวละครสำคัญในพื้นที่ จ.สุรินทร์ คือ โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ เจ้าของโรงสีข้าว ผู้ยืนเคียงข้างภูมิธรรม กินข้าวโชว์สื่อในวันนั้น

ผู้ยืนเคียงบิ๊กอ้วน


หลังขบวนรองนายกฯ ภูมิธรรม ปิดอีเวนท์ไม่ลองไม่รู้กินข้าว 10 ปี ก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ นักข่าวท้องถิ่นก็เดินไปพบกับ โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ ที่โรงสี ส.ชัยเจริญ ต.กังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

โรจนินทร์ เปิดปากยืนยันว่า ข้าวในโครงการรับจำนำข้าวที่เก็บไว้ 10 ปีนั้น นำไปหุงกินได้ ไม่ต้องซาวข้าวล้างน้ำถึง 15 ครั้ง แค่ 3-4 ครั้ง ก็หุงกินได้แล้ว

“ผมขายข้าว ยังไม่เคยได้ยินคำว่าเก็บข้าวไว้ 10-20 ปี จะทำให้ข้าวข้าวเน่า ข้าวเสีย มีแค่เปลี่ยนสีเป็นเข้มขึ้น หรือข้าวถูกน้ำถึงจะเสีย ส่วนการซาวข้าวล้างน้ำนั้น จริงๆ แล้วล้าง 3 ครั้งก็เพียงพอ”

บทสัมภาษณ์ของเจ้าของโรงสีคนดัง ได้มีการตัดคลิปเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ค และ tiktok เรียกกระแสดราม่ากินข้าว 10 ปีสนั่นโซเชียล

ตามข้อมูลจากนักข่าวท้องถิ่น โรจนินทร์ มีโรงสีข้าว 3 แห่งคือโรงสี ส.ชัยเจริญ จำกัด จ.สุรินทร์, โรงสีข้าวหิรัญเจริญ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์, และโรงสีข้าวหิรัญเจริญ จ.ศรีสะเกษ

อีกมิติหนึ่ง โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘นายกเป๊ปซี่’ ซึ่งปัจจุบัน โรจนินทร์ เป็นนายกเทศ มนตรีตำบลกังแอน อ.ปราสาท จ.สุรินทร์


เขาคือนายกเป๊ปซี่


นายกเป๊ปซี่-โรจนินทร์ หิรัญโชคอนันต์ กรรมการผู้จัดการโรงสีสุรินทร์ชัยเจริญ จำกัด เป็นผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย หรือพรรคเพื่อไทย ในพื้นที่ จ.สุรินทร์

การเลือกตั้ง สส.สุรินทร์ ปี 2562 จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ย้ายไปพรรคเพื่อชาติ จึงชักชวนนายกเป๊ปซี่ มาหนุนพรรคใหม่ของคนเสื้อแดง

นายกเป๊ปซี่ ก็ลาออกจากนายกเทศมนตรีตำบลกังแอน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 พรรคเพื่อชาติ และส่งคนสนิท จันทอง ทะนงตน ลงสมัคร สส.สุรินทร์ เขต 7

หลังเลือกตั้ง นายกเป๊ปซี่ ไม่ได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อ จึงหันหลังให้พรรคเพื่อชาติ วิ่งไปหา ธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา อดีต สส.สุรินทร์ พรรคพลังประชารัฐ 


เดือน ส.ค.2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯสมัยโน้น เสนอแต่งตั้งนายกเป๊ปซี่ เป็นข้าราชการประจำสำนักนายกฯ ต่อมา นายกเป๊ปซี่ ได้ลาออกมาลงสมัครนายกเทศมนตรีตำบลกังแอนอีกรอบ

ชั่วโมงนี้ นายกเป๊ปซี่ และจ่าประสิทธิ์ เสื้อแดงหวนกลับมาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จึงไม่แปลกทั้งคู่ จะเป็นตัวละครเอกในอีเวนท์กินข้าว 10 ปี โชว์สื่อกลางโกดังข้าวเมืองช้าง

‘พิมพ์รพี’ หนุนนายกฯ แก้ระเบียบ ยาบ้า 1 เม็ด ครอบครองยาเสพติด

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/574370

09 พ.ค. 2567

12:47 น.

‘พิมพ์รพี’ หนุนนายกฯ แก้ระเบียบ ยาบ้า 1 เม็ด ครอบครองยาเสพติด

‘พิมพ์รพี’ หนุนนายกฯ แก้ระเบียบ ยาบ้า 1 เม็ด ครอบครองยาเสพติด อุดช่องโหว่เลี่ยงกฎหมาย ผลักดันใช้ค่ายทหารเป็นสถานที่บำบัดยาเสพติด

ดร.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า จะให้กระทรวงสาธารณสุขเขียนร่างข้อบังคับให้ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณการครอบครองยาบ้าจาก 5 เม็ดเป็นผู้เสพ มาเป็น 1 เม็ดก็ผิด หากพฤติกรรมชัดว่าเป็นผู้ค้าว่า ขอสนับสนุนแนวทางนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เสนอมาอย่างต่อเนื่องว่า พิษภัยของยาเสพติดกำลังทำลายลูกหลาน และประเทศของเราอย่างรุนแรง เช่น ที่จังหวัดกระบี่มีเยาวชนติดยาเสพติดจำนวนมาก ส่วนใหญ่ที่ถูกจับได้จะพกยาบ้า 4 เม็ด เลี่ยงกฎหมายเรื่อง 5 เม็ด และมีคนใช้ประโยชน์จากเด็กเหล่านี้ ด้วยการจ้างให้ไปขโมยผลิตผลทางการเกษตรของเกษตรกร มีโจรขโมยปาล์มจำนวนมาก ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ การแก้กฎระเบียบให้มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยอุดช่องโหว่ได้ในระดับหนึ่ง แต่เรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดยังคงต้องทำอย่างบูรณาการ เดินคู่ขนานกันไปทั้งระบบ ทั้งบำบัด ป้องกัน และ ปราบปราม 

ที่ผ่านมาดิฉันเสนอให้ใช้ค่ายทหารเป็นสถานที่บำบัดผู้เสพยา แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง ล่าสุดทราบว่า นายกฯ มีแนวคิดเรื่องนี้แล้ว ก็ขอบคุณ และขอให้เดินหน้าทันที อย่างจริงจัง รวมถึงการดึงกัญชากลับมาอยู่ในบัญชียาเสพติดด้วย เพราะมีบทพิสูจน์แล้วว่า การถอดกัญชาจากบัญชียาเสพติดมีผลเสียมากกว่าผลดี ทำให้เยาวชนเข้าถึงง่าย เป็นก้าวแรก ๆ ให้ลองยาเสพติดชนิดอื่นเพิ่มขึ้น กลายเป็นนโยบายมอมเมาทั้งเยาวชนและคนไทย ไม่ควรให้กัญชาเป็นซอล์ฟพาวเวอร์ของไทย เพราะจะด้อยค่าการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาวด้วย