‘นิพิฏฐ์’ ทวงจดหมายให้กำลังใจคืนจาก ‘ธาริต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553166

09 ก.ค. 2566

'นิพิฏฐ์' ทวงจดหมายให้กำลังใจคืนจาก 'ธาริต'

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ‘นิพิฏฐ์’ อินทรสมบัติ ทวงคืนจดหมายให้กำลังใจ ‘ธาริต’ เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ

นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รัฐบาลอภิสิทธิ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ขอจดหมายที่เคยเขียนถึง ธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอคืน หลังเจ้าตัวเล่าเบื้องหลัง รัฐประหารปี 57ร่วมรำลึกเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 53 มีเนื้อหาว่า

ได้ดูข่าวคุณธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาแถลงข่าว เรื่องการสลายการชุมนุม ในปี 2533 และคุณธาริต เรียกร้องรัฐบาลใหม่ ให้คืนความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง

เรื่องนี้ ปปช.และ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ว่า การชุมนุมกลุ่มนปช.ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากผู้ชุมนุมมีอาวุธและใช้อาวุธในการชุมนุม รัฐบาลจึงจำเป็นต้องรักษาความสงบ และขอพื้นที่ชุมนุมคืน

เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลเป็นพรรคเพื่อไทย จากเดิมที่คุณธาริตฟ้องกลุ่มนปช.และคนเสื้อแดง  ในข้อหาก่อการร้าย, ปล้นทรัพย์,ฆ่าผู้อื่น,วางเพลิงเผาทรัพย์ ,ทุบรถและทำร้ายเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจนเกือบเสียชีวิตในกระทรวงมหาดไทย ,และ อื่นๆ หลายข้อหา เป็นเหตุให้คนเสื้อแดงติดคุกไปหลายคน

คุณธาริตกลับเปลี่ยนดุลพินิจ มาฟ้องคุณอภิสิทธิ์-คุณสุเทพ ว่า สลายการชุมนุมโดยมิชอบ ชนิดกลับลำ 180 องศา จึงถูกคุณอภิสิทธิ์ฟ้อง ข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนศาลอุทธรณ์ จำคุกคุณธาริต 2 ปี และศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาคดีนี้ ในวันที่ 10 กรกฏาคมนี้

น่าเสียดายเมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล  ดุลพินิจของคุณธาริตก็เปลี่ยนไป คุณธาริต จึงพบกับวิบาก จนติดคุกไปหลายคดี
ถ้าจำไม่ผิด คุณธาริต ถูกศาลฎีกาจำคุกมาแล้ว 2 คดี ฐานหมิ่นประมาทคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ 1 ปี และฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการย้ายข้าราชการอีก 1 ปี

ในบั้นปลายชีวิต คุณธาริตจึง เข้าๆออกๆ เรือนจำมาหลายครั้ง
ข้าราชการที่จิตใจไม่มั่นคง ไม่ยึดหลักความถูกต้อง ก็อาจพบกับความวิบัติในชีวิตได้ อยากให้ข้าราชการทั้งหลาย ดูคุณธาริตเป็นตัวอย่าง แต่อย่าเอาอย่าง

ทั้งนี้ส่วนตัวเคยเขียนจดหมายส่วนตัว ด้วยลายมือ ถึงคุณธาริต ให้กำลังใจคุณธาริต ให้คุณธาริต เข้มแข็ง และยึดความถูกต้อง
เป็นหลัก คิดว่า น่าจะเป็นรัฐมนตรีคนเดียวที่ผ่านเหตุการณ์ชุมนุมที่ดุเดือดมา ที่เขียนจดหมายให้กำลังใจคุณธาริต

นิพิฏฐ์ ระบุอีกว่า ชีวิตธาริต พลาดและหักเห ตรงที่มีเงินโอนเข้าบัญชีภรรยา ก่อนจะถูกปปช.มีคำสั่งให้ยึดทรัพย์ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ 346 ล้านบาท  แม้รู้สึกเห็นใจ แต่เมื่อเห็นข่าวออกมาแถลงข่าว เรียกร้องรัฐบาลใหม่ให้คืนความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง จึงคิดว่าธาริต กลับไป-กลับมา และ พลาดอีกแล้ว

ประวัติศาสตร์บางเรื่อง เขาสอนให้เรียนรู้เพื่อจำ แต่ประวัติศาสตร์บางเรื่องเขาให้เรียนรู้เพื่อลืม แต่น่าเห็นใจธาริต วันนี้ เรื่องจำกลับลืม เรื่องลืมกลับจำ จนหมดความน่าเชื่อถือ กลายเป็นคนหลงๆลืมๆ ไปเสียแล้ว ถ้าคุณธาริตยังพอจำได้ ขอจดหมายที่เคยเขียนชื่นชมคุณธาริตคืน

เปิดขั้นตอน’โหวตนายกฯ’ในที่ประชุมร่วม’รัฐสภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553164

09 ก.ค. 2566

เปิดขั้นตอน'โหวตนายกฯ'ในที่ประชุมร่วม'รัฐสภา'

‘โหวตนายกฯ’13 ก.ค. นี้ มีขั้นตอนอย่างไร ใครมีคุณสมบัติถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เข้าสู่ที่ประชุมร่วม’รัฐสภา’บ้าง

การให้ ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามขั้นตอนโหวตนายกฯ มาตรา159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือ 376 เสียง

สำหรับรายชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่เสนอไว้ตอนสมัครรับเลือกตั้ง สส. โดยพรรคการเมืองที่จะเสนอรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ในขั้นตอนโหวตนายกฯ ได้ต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5 % หรือ  25 คน

ซึ่งประกอบไปด้วย พิธาจากพรรคก้าวไกล  เศรษฐา, แพทองธาร ,ชัยเกษม จากพรรคเพื่อไทย อนุทินจากพรรคภูมิใจไทย  พล.อ.ประวิตรจากพรรคพลังประชารัฐ  พล.อ.ประยุทธ์ จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และ จุรินทร์จากพรรคประชาธิปัตย์


หากที่ประชุมรัฐสภา ไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้ ให้สมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน จํานวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาเข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา

ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง แจ้งไว้ตามมาตรา 88 (นายกฯคนนอก)ได้

ในกรณีเช่นนั้น ให้ประธานรัฐสภาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยพลัน และในกรณีที่รัฐสภามีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ทั้งสองสภา ให้ยกเว้นได้ จึงกลับไป เริ่มดําเนินการ ตามขั้นตอนโหวตนายกฯใหม่  

โดยจะเสนอชื่อผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมือง แจ้งไว้ตามมาตรา 88 หรือไม่ก็ได้  นายกฯคนที่ 30 ของไทย จึงอาจพลิกจาก พิธา เป็นคนอื่นได้
 

โดยการเลือกนายกรัฐมนตรี จะใช้วิธีขานชื่อลงคะแนนโดยเปิดเปิดเผย ส่วนจะเริ่มจากสส.ก่อน หรือดำเนินการพร้อมกับ สว.ก็ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมรัฐสภา จะหารือกัน 

‘นิด้าโพล’ เชื่อ’จัดตั้งรัฐบาล’ พิธา ได้เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553160

09 ก.ค. 2566

'นิด้าโพล' เชื่อ'จัดตั้งรัฐบาล' พิธา ได้เป็นนายกฯ

กลุ่มตัวอย่าง ‘นิด้าโพล’ เชื่อ 8 พรรคร่วม ‘จัดตั้งรัฐบาล’ ดัน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ สองพรรคได้ประโยชน์จากวันนอร์

นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง ความจริงใจในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค ระหว่างวันที่ 5-7 ก.ค. 2566   จำนวน 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความจริงใจในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค  เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ 

จสำรวจนิด้าโพล เมื่อถามถึงความเชื่อของประชาชนต่อ 8 พรรคที่กำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลว่าจะร่วมมือกันอย่างจริงใจ พบว่า

  • ร้อยละ 38.40 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ
  • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ
  • ร้อยละ 16.87 ระบุว่า เชื่อมาก
  • ร้อยละ 14.43 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย



ความเชื่อของประชาชนต่อ 8 พรรคที่กำลังร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลจะสามารถผลักดันให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า ร้อยละ 38.62 ระบุว่า ค่อนข้างเชื่อ

  • ร้อยละ 26.18 ระบุว่า เชื่อมาก
  • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อ
  • ร้อยละ 10.69 ระบุว่า ไม่เชื่อเลย

นิด้าโพลยังถามเรื่องความพึงพอใจของประชาชนต่อการที่สภาฯ เลือก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร พบว่า

  • ร้อยละ 45.50 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ
  • ร้อยละ 37.40 ระบุว่า พอใจมาก
  • ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ
  • ร้อยละ 6.34 ระบุว่า ไม่พอใจเลย



ความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่จะได้รับประโยชน์จากการที่สภาฯ เลือก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร พบว่า

  • ร้อยละ 58.93 ระบุว่า ทั้งสองพรรคได้ประโยชน์พอ ๆ กัน 
  • ร้อยละ 23.13 ระบุว่า พรรคเพื่อไทยได้ประโยชน์มากกว่า
  • ร้อยละ 7.94 ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้ประโยชน์มากกว่า
  • ร้อยละ 6.95 ระบุว่า ทั้งสองพรรคไม่มีใครได้ประโยชน์เลย 
  • ร้อยละ 3.05 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจนิด้าโพล เรื่องความจริงใจ ร่วมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคผลสำรวจนิด้าโพล เรื่องความจริงใจ ร่วมจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรค

‘พิธา’ ใจชื้น สว.ท่าทีอ่อน – ยันมีแผนเดียว สุดซอย โหวตนายกรัฐมนตรี ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553146

08 ก.ค. 2566

'พิธา' ใจชื้น  สว.ท่าทีอ่อน - ยันมีแผนเดียว สุดซอย โหวตนายกรัฐมนตรี  ก้าวไกล

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ประเมินสถานการณ์นับถอยหลัง “โหวตนายกรัฐมนตรี” บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย เมื่อสว.ออกมาแสดงท่าทีตอบรับ ส่วนประเด็นมาตรา 112 ที่เป็นเหมือนสายล่อฟ้า ระบุ “สัญญากับประชาชนไว้ต้องทำ” ด้านการโหวตจะกี่ครั้งก็พร้อมรับมือ

นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงวันนี้ ( 8  ก.ค. ) ความมั่นใจว่าจะได้เสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.)  ในการ “โหวตนายกรัฐมนตรี “  มีความมั่นใจมากขึ้นตามลำดับ ได้เห็นสว.หลายท่าน  ทำจดหมายเปิดผนึกออกมาแสดงจุดยืน ซึ่งแม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อตน และชื่อพรรค แต่มองว่าเป็นโอกาสที่จะคืนความปกติให้กับระบบการเมืองไทย และให้โอกาสประเทศไทย ที่ไม่ปกติมานาน ที่มีการล้มล้างทางการเมือง และรัฐประหาร นิติสงคราม มีการยุบพรรค เป็นสิ่งที่ไม่ปกติตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญปี 60

เชื่อว่าสส.และสว. มีโอกาสที่จะคืนความปกติให้การเมือง โดยเลือกมติของรัฐบาลเสียงข้างมาก 312 เสียงถือเป็น 75% ของ สส.ทั้งหมด   “โหวตนายกรัฐมนตรี “ เป็นวาระสำคัญของประเทศที่จะบอกว่า จะไปทิศทางไหน  ส่วนเงื่อนไขของสว. เรื่องมาตรา  112  ถือเป็นเงื่อนไขที่อ่อนลงเรื่อย ๆ  เมื่อได้รับฟังคำชี้แจง และคำอธิบายถึงเหตุผล จะเห็นว่าสว. หลายท่านเริ่มเข้าใจ  เรื่องนี้ไม่ได้อิงกับพรรคการเมืองหรือนโยบายของพรรค แต่เป็นเรื่องหลักการที่จะทำให้ระบบกลับมาปกติ   ที่เหลือก็ต้องใช้สภาซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางความคิด และไม่มีใครผูกขาดนโยบายทางความคิดได้

ขณะเดียวกันก็ยังมีกรรมาธิการเพื่อขับเคลื่อนงานในสภา เมื่ออธิบายให้สว. หลายท่าน ก็มีความเบาใจและเข้าใจมากขึ้น ว่าการอนุรักษ์หรือรักษา คือทำให้เกิดการพัฒนา  เมื่อมีการพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะก็เข้าใจกันมากขึ้น เมื่อถามย้ำว่ายืนยันจะเดินหน้าการแก้ไขมาตรา 112 ตามที่หาเสียงไว้กับประชาชนใช่หรือไม่  นายพิธา กล่าวว่า  “ครับ สัญญากับประชาชนไว้ ยังไงก็ต้องทำ”  เมื่อถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะสามารถได้รับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีผ่านตั้งแต่ครั้งแรก  นายพิธา  กล่าวว่า “คิดว่าพยายามเต็มที่ที่สุด”


นายพิธา กล่าวว่า กรณีการโหวตนายกรัฐมนตรีจะกี่ครั้ง   ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้  กรณีของประธานสภาสหรัฐโหวตมากถึง 15 ครั้ง  แต่ตนไม่ได้บอกว่าจะมากน้อย หรือตัวเลขควรจะเป็นเท่าไหร่ แต่ในมุมมองของตนมองว่า ควรจะยึดมติของประชาชนเป็นหลักถ้าประชาชนไม่ถอยตนก็ไม่ถอย

“การโหวตครั้งนี้ไม่ได้โหวตให้ผม เป็นการโหวตเพื่อคืนความปกติในระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็น  ไม่ได้คิดว่าเป็นการโหวตของฝ่ายค้านให้ผมแล้ว จะเป็นการสนับสนุนผมหรือนโยบายของพรรค ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน แต่เป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตยในสภาเสียงข้างมาก  รัฐบาลผสม นี่คือหลักการที่สำคัญ เพราะเฉพาะนั้นสิ่งที่เขาจะให้คือหลักการไม่ใช่ผม “


เมื่อถามว่าคิดว่าจะต้องโหวตกี่ครั้ง ถึงจะเปลี่ยนไปเป็นการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคอันดับสอง นายพิธา  ย้ำว่า ยังไม่มีแผนสอง ทำตามแผนแผนแรกที่พรรคร่วมได้พูดคุยกันไว้ก่อน    ในช่วงท้ายผู้สื่อขาวได้ถามว่า  มานครราชสีมา จะขอพรอะไรจากย่าโม  ” ขอให้ภัยแล้งไม่หนักมาก” เมื่อถามย้ำว่า ไม่ได้ขอให้ตนเองเป็นนายกฯหรือ นายพิธากล่าวว่า “ไม่หรอกครับต้องเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง  ขอให้โคราชผ่านภัยแล้งและการท่องเที่ยวดีขึ้น”  นายพิธา  กล่าว 

.

ขอขอบคุณภาพจาก พรรคก้าวไกล

พริษฐ์ ‘ก้าวไกล’ สุดมั่น จบ 376 เสียง ส่ง ‘พิธา ‘ผงาด นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553139

08 ก.ค. 2566

พริษฐ์ 'ก้าวไกล' สุดมั่น จบ 376  เสียง ส่ง 'พิธา 'ผงาด นายกรัฐมนตรี

 สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล “พริษฐ์ วัชรสินธุ” มองโลกในแง่ดี “โหวตนายกรัฐมนตรี” 13 ก.ค. จบแบบสวย สรุป “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ขึ้นนายกรัฐมนตรี วอนสังคมอย่าเพิ่งตระหนกเพราะกลุ่มที่ปฏิเสธ ยังเป็นเพียงแค่สว.ส่วนน้อย ถึงที่สุดปักใจเชื่อ ทุกฝ่ายจะเคารพเจตจำนงประชาชน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล   ให้สัมภาษณ์ว่าการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสที่ 13  ก.ค.   พรรคก้าวไกลคาดหวังว่าจะมีเสียงสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) เพียงพอสนับสนุน ด้วยหลักการนายกรัฐมนตรีตามเสียงข้างมากของสส.   เชื่อมั่นว่าสว.จะอยากเห็นประเทศเดินหน้า ตามเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกมาผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งจำนวนเสียงสว.จะมีเพียงพอ ที่จะสนับสนุนนายพิธา   

ในการเตรียมการเรื่อง “โหวตนายกรัฐมนตรี”   พยายามสื่อสารกับสว.  เป็นวงกว้างให้มากที่สุด ซึ่งยังยืนยันหลักการเดิมว่า คาดหวังให้ สว. ลงมติให้กับนายพิธา ใช่ว่าต้องชอบนายพิธา หรือชอบพรรคก้าวไกลเป็น แต่ในฐานะของแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่มีสส.มากที่สุด และรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่ง ของ สส. ตามครรลองประชาธิปไตย  และเชื่อว่าจะมี สว.จำนวนเพียงพอที่จะลงมติตามหลักการนั้น 

“จะมี จำนวน สว.เท่าไหร่เดี๋ยวก็รู้ในวันที่ 13 ไม่อยากให้สังคมตื่นตระหนกต่อความเห็นของ สว.บางคนมากเกินไป ด้วย 2 เหตุผล คือ  1. มีสว. ที่ออกมาแสดงความเห็น หลากหลายมากทั้งที่สนับสนุน  ,ไม่สนับสนุน และสงวนท่าที แต่เมื่อรวบรวมจำนวน สว. ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งหมด ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อยมาก คงไม่สามารถคาดการณ์ตัวเลขจากความเห็นของคนไม่กี่คนได้  2.การที่ขอให้ สว.มาโหวตให้กับนายพิธา ไม่ได้อยู่ในฐานคิดว่า สว.ต้องเห็นชอบนโยบายของพรรคก้าวไกล หรือคิดว่าพรรคก้าวไกล ตอบโจทย์ของประเทศมากที่สุด เพียงขอแค่ว่าให้โหวตตามหลักการประชาธิปไตย คือหากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวบรวมเสียง สส.ได้เกินกึ่งหนึ่ง ก็ต้องให้ความเห็นชอบตามนั้น เราขอแค่ให้มี สว.เพียงพอที่เคารพหลักการแต่นั้นพอ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรวบรวมเสียงได้ไม่ถึง 376 เสียง จะทำอย่างไร นายพริษฐ์  กล่าวว่า อย่าเพิ่งคาดการณ์ไปถึงตรงนั้น ยังมีความเชื่อมั่นและคาดหวังว่า สว.จะมีเพียงพอ  ที่เคารพเสียงข้างมากของ สส.  และโหวตสนับสนุนนายพิธา  “ผมเชื่อมั่นและคาดหวังว่าโหวตครั้งเดียวจะจบ เพราะในมุมของพรรคก้าวไกล  ให้ความชัดเจนมากใน 2 ส่วน คือ 1.เรื่องจำนวนเสียงซึ่งมี 312 เสียง ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของสส.ไปพอสมควร 2.ความชัดเจนในเรื่องของรัฐบาล 8 พรรคที่จะร่วมขับเคลื่อนด้วยกัน อย่างน้อยก็มีการระบุอยู่ในบันทึกข้อตกลง  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราจะจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและเอกภาพได้ และคาดหวังว่า สว.จะโหวตตามเสียงข้างมากของสส.”  นายพริษฐ์  ระบุ

‘เพื่อไทย’ เหนื่อย ก้าวไกล เอาใจแฟนคลับ – เดิมพัน สว. โหวต พิธา นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553138

08 ก.ค. 2566

'เพื่อไทย'  เหนื่อย ก้าวไกล เอาใจแฟนคลับ -  เดิมพัน สว. โหวต พิธา นายกรัฐมนตรี

สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย สะท้อนผ่าน “เนชั่นทีวี” โหวตนายกรัฐมนตรี บรรยากาศไม่ต่างไปจาก พรรคก้าวไกล ท้าชน สว. ชี้สถานการณ์จะง่ายกว่านี้ หากพรรคอันดับหนึ่งเปิดทางดึงพรรคอื่นเข้ามา เพื่อให้มีเสียงมากพอ แต่เป็นเพราะคำนึงถึงมวลชนที่สนับสนุน กลายเป็นว่าทำอะไรไม่ได้เลย

นายพัฒนา สัพโส   สส. สกลนคร พรรคเพื่อไทย    ให้สัมภาษณ์กับ “เนชั่น ทีวี” ว่า   การ โหวตนายกรัฐมนตรี  วันพฤหัสที่ 13 ก.ค.  บรรยากาศไม่ต่างไปจากการที่พรรคก้าวไกล   ต้องสู้กับสมาชิกวุฒิสภา (สว.)   เห็นว่าในกระบวนการหาก พรรคก้าวไกล ไม่ปฏิเสธพรรคการเมืองต่าง ๆ การรวบรวมเสียงน่าจะง่ายกว่าที่เป็นอยู่ เพราะการสู้กับเสียง สว. ต้องผนึกกำลังด้วยเสียงจากสส.  อยากให้ พรรคก้าวไกล ลดเงื่อนไขตรงนี้ เพราะการทำงานในสภาผู้แทนราษฏร  จะฟังเพียงกลุ่มผู้สนับสนุน(แฟนคลับ) อย่างเดียวไม่ได้  กรณีพรรคเพื่อไทย   กลุ่มผู้สนับสนุน  ก็อยากให้เพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล แต่การทำงานในสภา เพื่อไทย ต้องเคารพให้เกียรติพรรคอันดับหนึ่ง  คือก้าวไกล


“การโหวตนายกรัฐมนตรี ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะลงคะแนนให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล แต่สิ่งที่คาดเดาไม่ถูกคือการลงคะแนนของ สว. ว่าเขาจะคิดเห็นอย่างไร เราจึงยังไม่ได้ต่อไปถึงแผนสองว่าจะดำเนินการอย่างไร  หลังการลงคะแนน คงต้องรอดูคะแนนเสียงของ สว.ก่อนว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาทางพรรคเพื่อไทย ก็ได้ช่วยพูดคุยเจรจากับบรรดา สว. อยู่แล้ว”  นายพัฒนา  ระบุ  

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์  แกนนำภาคเหนือ  พรรคเพื่อไทย   กล่าวกับ “เนชั่นทีวี”  อยากขอร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้ง สส.และ ส.ว. เห็นแก่บ้านเมือง คืนความหวังให้ประชาชน เพราะจากการลงพื้นที่พบประชาชนสะท้อนชัดเจนว่าอยากให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล  เป็นนายกรัฐมนตรี   โดยมีพรรคร่วมอื่นอีก รวม 8 พรรค  พร้อมสนับสนุนการทำงาน   

” ขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะสุญญากาศ มีรัฐบาลรักษาการก็เหมือนไม่มี ข้าราชการก็ละเลย  เป็นมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง จึงอยากให้การเลือกนายกรัฐมนตรีจบภายในวันที่ 13 ก.ค. เพื่อให้ได้รัฐบาลเข้ามาขับเคลื่อนงาน ไม่เช่นนั้นประเทศจะขับเคลื่อนไปไม่ได้ โดยเฉพราะเรื่องเศรษฐกิจที่นักลงทุนต่างรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่” นายวิสาร   ระบุ 

.

ขอขอบคุณภาพจาก พรรคก้าวไกล 

ระทึก 8 พรรรคร่วมนัดถก หงายไพ่เสียง สว. โหวต ‘พิธา’ ขึ้นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553133

08 ก.ค. 2566

ระทึก 8 พรรรคร่วมนัดถก หงายไพ่เสียง สว. โหวต 'พิธา' ขึ้นนายกฯ

ได้เวลาเอาให้ชัด 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล นำโดยเลขาธิการพรรคก้าวไกล นัดคณะกรรมการประสานพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลหารือ เตรียมความพร้อม ” โหวตนายกรัฐมนตรี ” โดยประเด็นสำคัญที่จะหารือ คือการคาดการณ์ถึงจำนวนเสียง “สว.” ที่จะหนุนหลัง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ขึ้นนายกรัฐมนตรี

 มีรายงานจาก 8 พรรคร่วมรัฐบาล ว่า นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล ได้ประสานงานมายังพรรคร่วมต่าง ๆ ทั้ง 8 พรรค เพื่อนัดหมายหารือวันอังคารที่ 11 ก.ค. เวลา 09.30น. ที่รัฐสภา เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการ  “โหวตนายกรัฐมนตรี”  ซึ่งจะมีขึ้นในวันพฤหัสที่ 13 ก.ค.  โดยวาระสำคัญคือความมั่นใจ ต่อเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา ( สว. ) ซึ่งสิ่งที่พรรคร่วมอยากได้ความชัดเจนจากพรรคก้าวไกล คือจำนวนเสียงสว. ที่จะสนับสนุนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์   หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี  

เนื่องจากที่ผ่านมา แกนนำพรรคก้าวไกลยืนยันมาโดยตลอดว่าได้เสียงสว.เพียงพอ   จึงต้องการความชัดเจนเพื่อเตรียมความพร้อมในการ  “โหวตนายกรัฐมนตรี” ในกรณีที่อ่อนไหวจะได้ประเมินในการหาทางดึงเสียงเข้ามาเพิ่ม   ขณะเดียวกันจะมีการหารือ เพื่อเตรียมตัวรับมือเกมในสภาผู้แทนราษฏร  หากฝ่ายรัฐบาลเดิมจะเดินหมากในเรื่องนี้เช่นกัน 

 ที่ห้องอเนกประสงค์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ จัดเสวนาหัวข้อ  “ออกจากกะลาไปหารัฐธรรมนูญใหม่”  โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย  นายมุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  , นายสามชาย ศรีสันต์  อาจารย์ประจำวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   , น.ส.ณัฐพร อาจหาญ  คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน  และ  นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) นักเคลื่อนไหวทางการเมือง 

นายจตุภัทร กล่าวว่า   ขณะนี้ปัญหาที่เห็นชัดเจนคือการเลือกนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกแล้วว่าจะให้ใครบริหารประเทศ เจตจำนงของประชาชนจบแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. ไม่ใช่ชัยชนะของพรรคก้าวไกลหรือพรรคเพื่อไทย แต่เป็นชัยชนะของประชาชน เป็นชัยชนะของ 24 ล้านเสียง ซึ่งทุกคนอยากเห็น พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย 8 พรรค อย่าหลงกลเขา (ขั้วอำนาจเดิม )  อย่าทะเลาะกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต  หรือ สว.จะโหวตสวน ขอให้ยึดประชาชนเป็นจุดร่วม ทั้ง 8 พรรค ต้องจับมือกันให้แน่นปกป้องเจตนารมณ์ของประชาชน

เลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สติ สว. ‘โหวตนายกรัฐมนตรี’ อย่าทำตามอำเภอใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553127

08 ก.ค. 2566

เลขาธิการพรรคประชาชาติ  ให้สติ สว.  'โหวตนายกรัฐมนตรี'  อย่าทำตามอำเภอใจ

สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ ” พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” ให้มุมมองไปถึงสว. ที่ตั้งธงต้าน ” โหวตนายกรัฐมนตรี” พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ย้ำ  หลักการเลือกนายกรัฐมนตรี  ไม่ใช่การเลือกตามอำเภอใจ ต้องเลือกตามหลักจริยธรรม เมื่อสส. เสียงข้างมากมีมติ ก็ควรเคารพ

พ.ต.อ.ทวี สองส่อง   เลขาธิการพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชาติ  เปิดเผยว่า  การ “โหวตนายกรัฐมนตรี ”  ซึ่งจะมีขึ้นในวันพฤหัสที่  13 ก.ค.  เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังสมาชิกวุฒิสภา( สว. )หลายคนออกมาสนับสนุน  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล   ขณะเดียวกันขอฝากไปถึงสว.บางฝ่ายว่า ”  หลักการเลือกนายกรัฐมนตรี  ไม่ใช่การเลือกตามอำเภอใจ ต้องเลือกตามหลักจริยธรรม ตามครรลองในการเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งสำคัญ”      ท้้งนี้หาก สส. เสียงข้างมากมีมติเลือกบุคคลใดแล้วนั้น หน้าที่ของสว. ก็ควรมีหน้าที่ให้ความเห็นชอบตามเสียงส่วนใหญ่

ขณะนี้สว.หลายคน ออกมาแสดงท่าที พร้อม ” โหวตนายกรัฐมนตรี “ ให้กับบุคคลที่มาจากพรรคการเมืองเสียงข้างมาก และเชื่อว่าคงไม่มีใครเลือกจากเสียงข้างน้อย เพราะจะส่อให้เห็นเจตนาว่าไม่ต้องการให้เป็นประชาธิปไตย  สำหรับการเตรียมความพร้อมโหวตนายกรัฐมนตรี ของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า ในวันอังคารที่ 11 ก.ค.  คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะมีการหารือกัน

โดยยืนยันมติเดิมว่าจะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามร่าง  ที่ตกลงกันก่อนหน้านี้  “ส่วนข้อเสนอของบางฝ่ายที่ระบุว่า หากรอบแรกชื่อนายพิธา ไม่ผ่าน ก็ไม่ควรเสนอชื่อซ้ำ  เรื่องนี้โดยแท้จริงไม่มีข้อกฎหมายกำหนดไว้  จะเห็นว่ากรณีการเลือกกรรมการ ขององค์กรอิสระก็มีการเลือกได้หลายครั้ง “เขา  กล่าว

‘ธาริต’ยันยอมติดคุก คดี’อภิสิทธิ์-สุเทพ’ฟ้องกล่าวหา’สลายการชุมนุม’ปี 53

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553128

08 ก.ค. 2566

'ธาริต'ยันยอมติดคุก คดี'อภิสิทธิ์-สุเทพ'ฟ้องกล่าวหา'สลายการชุมนุม'ปี 53

‘ธาริต’แถลงพร้อมติดคุกหากผิดคดี’อภิสิทธิ์-สุเทพ’ฟ้องกล่าวหาฆ่าประชาชน’สลายการชุมนุม’ปี 53 ย้ำเดินทางฟังคำพิพากษา 10 ก.ค.นี้ เปิดใจ 13 ปี ไม่เคยพูดที่ไหนถูกข่มขู่หากทำคดี 99 ศพจะรัฐประหาร

8 ก.ค.2566 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ พร้อมทนายความ และ ตัวแทนญาติของผู้บาดเจ็บ และ เสียชีวิต ร่วมกันแถลงถึงคดีที่ถูกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.

โดยมีการยื่นฟ้องนายธาริต พร้อมชุดพนักงานสอบสวนในคดีการเสียชีวิตของประชาชน 99 คน จากเหตุความรุนแรงทางการเมืองปี 2553

ซึ่งคดีถึงชั้นศาลฎีกาแล้ว และ นายธาริต ขอเลื่อนฟังคำพิพากษามาถึง 10 ครั้ง โดยศาลได้นัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้

นายธาริต ยืนยันว่าวันที่ 10 ก.ค.66 จะไปฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง และพร้อมรับฟังคำพิพากษาว่า จะไปในทิศทางใด และหากจะต้องถูกต้องโทษจำคุกก็พร้อมเข้าไปในเรือจำเช่นเดียวกับคดีที่ถูกนายสุเทพ ฟ้องคดีสร้างสถานีตำรวจ 396 แห่ง ซึ่งต้องโทษจำคุก 13 เดือนมาแล้ว 

"ธาริต"แถลงพร้อมติดคุกคดี"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ฟ้องกล่าวหาฆ่าประชาชน สลายชุมนุม ปี2553 “ธาริต”แถลงพร้อมติดคุกคดี”อภิสิทธิ์-สุเทพ”ฟ้องกล่าวหาฆ่าประชาชน สลายชุมนุม ปี2553

อดีตอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า ได้ส่งคำร้องถึงศาลฎีกา ผ่านศาลอาญาเพื่อให้พิจารณาส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการฟ้องดำเนินคดีของโจทก์ทั้ง 2 ข้อกล่าวหา ตามมาตรา 157 และ 200 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เนื่องจากคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงความไม่สงบทางการเมืองจนเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง  และในต่างประเทศถือว่ากฎหมายทั้ง 2 มาตรา ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นข้อหาที่เหวี่ยงแหกับผู้ถูกกล่าวหา กระทบสิทธิ์เจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะไม่เคยระบุถึงพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาว่าไปทำอะไรให้ชัดเจน 

โดยมีการตั้ง ศอฉ.มาควบคุมสถานการณ์ และ ออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยผอ.ศอฉ. อย่างชัดเจนถึง 5 ฉบับ ให้ทหารใช้อาวุธจริงควบคุมสถานการณ์จนทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และเสียชีวิต 99 คน คดีนี้ ในฐานะอดีตอธิบดีดีเอสไอ ก็ได้ดำเนินคดีกับโจทก์ฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และ 289 แต่กลับถูกฟ้องกลับฐาน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับโทษทางอาญา ซึ่งเห็นว่าข้อหานี้ขัดแย้งต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ถูกดำเนินคดี

สำหรับคดีนี้ นายธาริต ยอมรับว่า มีความจำเป็นต้องเลื่อนฟังคำสั่งคดีของศาลฎีกาหลายครั้ง 4 ประการ คือ 
1. มีการส่งหมายศาลไม่ถึงภูมิลำเนาของจำเลย 
2. มีอาการเจ็บป่วยเป็นโควิด-19 ถึง 2 ครั้ง และป่วยเป็นเส้นเหลืออุดตัด และต้องผ่าตัดไตถึง 2 ข้าง 
3. ญาติของผู้เสียชีวิตยื่นเรื่องขอเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 ซึ่งไม่ใช่คู่ขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย แต่ต้องการเข้ามาเป็นคู่ความในฐานะผู้เสียหาย ซึ่งต้องรอให้ศาลฎีกาพิจารณาว่าจะรับเข้าได้หรือไม่ 
4. คือกำลังยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าข้อกฎหมายที่ฟ้องนั้นมีความขัดแย้งหรือไม่ และอยู่ระหว่างรอศาลฎีกามีคำสั่ง 

ทั้งนี้ยืนยันว่าการขอเลื่อนฟังคำสั่งแต่ละครั้งเป็นไปโดยชอบของกฎหมาาย ไม่มีเจตนาหลบเลี่ยงไปฟังคำพิพากษา

อดีตอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า คดีนี้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกจำเลยทั้ง 4 คน โดยให้เหตุผลว่าการที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยนั้นไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการออกคำสั่งให้ทหารใชอาวุธจริง เนื่องจากต้องควบคุมสถานการณ์ที่มีความร้ายแรง คำสั่งดังกล่าวจึงสมควรแก่เหตุแล้ว 

หากศาลฎีกา มีความเห็นพ้องกับศาลฎีกา ก็จะแสดงให้เห็นได้ว่ากระบวนการฟ้องดำเนินคดีเรียกร้องความเป็นธรรมของญาติผู้เสียชีวิตก็จะสิ้นสุดลง และคำพิพากษาศาลฎีกาก็จะเป็นบรรทัดฐานในการพิพากษาของคดีต่อไปที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากเห็นว่าเป็นการออกคำสั่งให้ดำเนินการกับผู้ชุมนุมชอบด้วยกฎหมายแล้ว

นายธาริต ยังเห็นว่า การยกฟ้องคดีนี้ในศาลชั้นต้น แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกฟ้องนั้น เป็นช่วงที่ประธานศาลอุทธรณ์ มีกระแสข่าวว่าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. และ ช่วงที่คดีถึงชั้นศาลฎีกา ก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาอีก จึงมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งในการถูกตัดสินคดี แต่ก็พร้อมจะรับคำพิพากษาในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ 

"ธาริต"แถลงพร้อมติดคุกคดี"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ฟ้องกล่าวหาฆ่าประชาชน สลายชุมนุม ปี2553 “ธาริต”แถลงพร้อมติดคุกคดี”อภิสิทธิ์-สุเทพ”ฟ้องกล่าวหาฆ่าประชาชน สลายชุมนุม ปี2553

นายธาริต ยังอ้างว่า หลังจากเกิดเหตุการสลายชุมนุม ขณะที่เป็นอธิบดีดีเอสไอ มีทหารนายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารเมื่อปี 2557 เรียกไปเจรจาไม่ให้ดำเนินคดี 99 ศพ โดยเรียกไปพูดว่า”อย่าดำเนินคดี 99 ศพนะ ถ้าไม่ทำตาม อั๊วจะปฏิวัติ และจะโดยย้ายเป็นคนแรก”

หลังจากนั้นนายธาริต และนายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด ก็ถูกสั่งย้ายจากตำแหน่งเดิม และหากไม่ทำคดีนี้ก็จะต้องมีคนอื่นทำอย่างแน่นอน และเห็นว่าครั้งนี้เป็นการข่มขู่ครั้งแรกในการทำคดีนี้ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน 

สำหรับคดีการเสียชีวิตของ 99 คน ยังเหลืออายุความอีก 7 ปี นายธาริต เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ แต่งตั้งคณะกรรมาธิการอิสระขึ้นมาแบบระดับ Senior Super Board เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดและให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งหมด แม้ว่าที่ผ่านมาจะเคยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาในกรณีนี้แล้วก็ตาม 

นายธาริต ระบุว่าที่เพิ่งออกมาเคลื่อนไหว และแถลงต่อสื่อมวลชนนั้นเนื่องจากด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย หากออกมาพูดก็เห็นว่าจะยิ่งทำให้แย่ลง และ เห็นว่ากำลังจะมีรัฐบาลใหม่ที่จะสามารถให้ความเป็นธรรมได้ และหากถูกตัดสินจำคุก ก็ยืนยันว่าจะไม่ใช่การติดคุกฟรี จะไม่มีแค่ตัวเองเท่านั้นที่จะต้องติดคุก

ชวน ดักคอ ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’ ปูทางร่วมรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553115

08 ก.ค. 2566

ชวน ดักคอ  'หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์' ปูทางร่วมรัฐบาล

ผู้อาวุโสแห่งพรรคประชาธิปัตย์ “ชวน หลีกภัย” หวังให้ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” คนใหม่ จะเป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการสร้างความเชื่อมัน เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูพรรค ระบุ ข่าวการเลือก”หัวหน้าพรรค” ปูทางไปสู่การร่วมรัฐบาล ไม่ทราบว่ามีเรื่องนี้ เตือนหากมีจริงปิดไม่มิดแน่

นายชวน หลีกภัย  สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์   อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เปิดเผยว่า  การเลือก “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “ที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ( 9 ก.ค. ) ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  คนที่จะมาเป็นผู้นำพรรค      ต้องมีพื้นฐานมีความน่าเชื่อถือ  สามารถระดมความเชื่อมั่นในหมู่สมาชิก  หวังว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่จะได้ผูัที่มีศักยภาพ   เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ใช่เพียงเข้ามาเพื่อหวังจะไปร่วมรัฐบาล หรือหวังแต่จะทำอย่างไรจะให้ได้เป็นรัฐบาล ส่วนตัวไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่สามารถเป็นรัฐบาลก็ได้ เป็นฝ่ายค้านก็ได้  ไม่ใช่คิดเพียงแค่ว่าต้องเป็นรัฐบาลทุกสมัย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นความเป็นสถาบันของพรรคก็จะหมดไป 


ส่วนที่มีการพูดว่าการเลือก  “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” จะมีผลต่อการร่วมรัฐบาล   เรื่องนี้ไม่แน่ใจเพราะไม่มีใครยอมรับว่ามีการไปเจรจาร่วมรัฐบาล ในขณะที่ข่าวลือบอกว่ามี แต่ในระยะยาวมันปิดไม่มิด ดังนั้นใครไปทำอะไรไว้ก็ควรระวัง แม้กระทั่งคนที่เป็นรัฐมนตรี ถ้าทำถูกทำผิดวันหนึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ปรากฏ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องระมัดระวังยึดความถูกต้องชอบธรรมเอาไว้   

“สิ่งที่พอจะให้ความเห็นได้ในวันนี้ก็คือ มีคนห่วงใยพรรค มีมากกว่าคนที่จะมาสมัครเป็นหัวหน้าพรรค ยังมีคนที่รักพรรคจริงๆ เพราะยิ่งเห็นพรรคแพ้เลือกตั้งอย่างยับเยินขนาดนี้ เขาก็ยิ่งห่วงใย และคิดว่าควรใช้เหตุการณ์นี้มาฟื้นพรรค โดยการคัดเลือกคนที่มีความเหมาะสม เป็นที่เชื่อถือได้ มาเป็นผู้นำ ในการที่จะพัฒนาพรรคต่อไป ในโอกาสอนาคต   ทั้งหมดนี้คือความหวังของคนที่ห่วงใยพรรค “นายชวน  กล่าว