โฆษกปชป. อ้ำอึ้ง อภิสิทธิ์ ลงชิง ‘หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553094

07 ก.ค. 2566

โฆษกปชป.  อ้ำอึ้ง อภิสิทธิ์ ลงชิง 'หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์'

โฆษกพรรคฯ ระบุ ประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์ วันเสาร์ที่ 8 ก.ค. โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ การเลือก”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” ถึงนาทีนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า จะมีใครลงชิง นอกจาก อลงกรณ์ พลบุตร ชี้ตัวแปรสำคัญอยู่ที่การเสนอชื่อจากที่ประชุมและเสียงรับรอง

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า   การประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่    8  ก.ค.  ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์  กรุงเทพฯ  มีวาระสำคัญคือการเลือก “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”  โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมรวม  367 คน   ขณะที่การประชุมตามข้อบังคับพรรค จะดำเนินการได้ต้องมีองค์ประชุม 250 คนขึ้นไป   อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่ามีชื่อใครบ้าง ที่จะสมัครแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะทราบเป็นทางการในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 8  พร้อมกันในที่ประชุม แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะมีการแสดงเจตนารมณ์ของนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคที่ ต้องการเข้ามาทำหน้าที่กอบกู้พรรค 

ต่างไปจากอดีต   ที่มีการไปหยั่งเสียงสมาชิกทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการประกาศตัว ก่อนจะถึงวันเลือก “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “ แต่ครั้งนี้เนื่องจากเวลาที่จำกัด   จึงใช้การรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกทั่วประเทศ และเข้ามาเป็นองค์ประชุม    สำหรับกระแสข่าวที่นายอภิสิทธิ์ จะหวนกลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค   เชื่อว่าทุกคนทราบดีว่า   นายอภิสิทธิ์ เป็นบุคคลที่มีศักยภาพและเป็นคนที่มีความเป็นประชาธิปัตย์  มีเสียงสะท้อนจากสมาชิกที่อยากให้กลับมา

หากนายอภิสิทธิ์ จะกลับมาลงแข่งขันตำแหน่งหัวหน้าพรรค ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการข้อบังคับพรรค และ เชื่อว่า สมาชิกยินดีที่จะให้บุคคลเสนอชื่อเข้ามาแข่งขันกัน แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่านายอภิสิทธิ์  จะลงแข่งขันหรือไม่เพราะตามข้อ บังคับพรรคไม่ได้ระบุให้ผู้ที่จะสมัครเป็นหัวหน้าพรรค มายื่นใบสมัครต่อสำนักงานเลขาธิการพรรค แต่เป็นการเสนอชื่อต่อที่ประชุมและขอเสียงรับรอง รวมทั้งท่าทีของบุคคลดังกล่าว ว่าจะตอบรับหรือไม่  หากได้รับการเสนอชื่อ

‘มัลลิกา’ ฉะคนในพรรค กดดันโหวตหนุน ‘พิธา’ ลืมรากเหง้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553085

07 ก.ค. 2566

'มัลลิกา' ฉะคนในพรรค กดดันโหวตหนุน ‘พิธา’ ลืมรากเหง้า

‘ติ่ง มัลลิกา’ อัดคนในพรรคลืมรากเหง้า ปชป. กดดันให้โหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ชี้ทำผิดอุดมการณ์พรรคแล้วจะเป็นสมาชิกทำไม อย่าโหนกระแสประชาธิปไตยแบบก้าวไกล

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ให้ความแสดงเห็นกรณีต่อกรณีสมาชิกพรรคบางคน ประกาศสนับสนุนให้พรรคโหวตให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า

พวกที่กดดันให้พรรค โหวตพิธานี่ตรรกะแปลกๆนะ ลืมรากเหง้าของความเป็นพรรคประชาธิปัตย์มาได้ยังไงและลืมธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์มาได้อย่างไร ลืมอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไร

การโหวตพรรคก้าวไกลที่มีมติแก้กฎหมาย 112 เท่ากับ การยกเลิก และเมื่อได้อ่านกฎหมายฉบับที่ก้าวไกลเขียนก็ชัดเจนแล้วว่าเจตนา“เอาออกจากหมวดความมั่นคงและลดความสำคัญลง”

ดังนั้นการกดดันให้พรรคโหวตพิธา ก็เท่ากับการทำผิดอุดมการณ์ของพรรคแล้วจะเป็นสมาชิกพรรคอยู่ได้อย่างไร ธรรมนูญของพรรคเก่าเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไรรึ ? ยังค่ะ ยังไม่เปลี่ยนอุดมการณ์และธรรมนูญพรรค

และเราทุกคนยังเชื่อมั่นในกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ว่าจะไม่ทำอะไรที่สิ้นคิดแบบนั้นหรอกค่ะ

จะโหนกระแส ประชาธิปไตยแบบก้าวไกลทำไม ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเผด็จการ ที่ชี้นิ้วสั่งคนนั้นคนนี้และกดดันคนนั้นคนนี้ที่คิดเห็นต่างจากตน 

“เชื่อมั่นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่โหวตพิธา หรอกค่ะ ” อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ 

รองหน.ก้าวไกล มั่นใจ ‘โหวตนายกรัฐมนตรี ‘ ได้เสียงสว. ปิดบัญชี พิธา ขึ้นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553086

07 ก.ค. 2566

รองหน.ก้าวไกล มั่นใจ  'โหวตนายกรัฐมนตรี ' ได้เสียงสว. ปิดบัญชี  พิธา ขึ้นนายกฯ

รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่หนักใจหลังมีประเด็นรายวัน สว.ไม่เอาด้วย “โหวตนายกรัฐมนตรี” ให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อ้างข้อมูลในมือขณะนี้ “ก้าวไกล” คาดได้เสียง สว. 64 คน ค้ำให้ “พิธา” แต่เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ยังคงมีการเดินหน้าหาเสียงเพิ่ม รับมือสว. เปลี่ยนท่าที

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล  เปิดเผยว่า   โอกาสที่สมาชิกวุฒิสภา ( สว.  )   ไม่โหวตให้ นายพิธา  ลิ้มเจริญรัตน์   ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี   เรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของ  พรรคก้าวไกล   ทำให้ต้องหาเสียงสนับสนุนจากสว.ให้ได้มากเกินกว่าที่จำเป็น   เพื่อรองรับในกรณีที่สว.เปลี่ยนท่าที   ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่า สว.จะสนับสนุนไม่ถึง 10 คน นั้น   ยืนยันว่าในฐานข้อมูลของพรรคก้าวไกล ไม่ได้เป็นไปแบบนั้น และยังคงมั่นใจว่าในวันที่ 13 ก.ค.  นี้ ที่จะมีการ “โหวตนายกรัฐมนตรี”     จะได้เสียง สว.ยกมือสนับสนุนนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีครบถ้วนในครั้งแรก

ขณะนี้เสียงสว. ได้ครบแล้ว  คือ  64  เสียง  แต่ยังคงต้องทำงานต่อเนื่อง เผื่อมีกรณีที่บางรายอาจเปลี่ยนใจ จะได้มีสำรองเอาไว้ เพราะไม่มีทางทราบได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหน้างาน   สว.บางส่วนที่พูดผ่านสาธารณะ และพูดคุยในวงเจรจา ซึ่งอาจไม่ตรงกัน  ก็เป็นสิทธิของ ส.ว.ในการให้ข่าวหรือชี้แจงกับสาธารณะ  สิ่งที่พรรคก้าวไกล อยากสื่อสารก็คือ   ต่อการ ” “โหวตนายกรัฐมนตรี”   ก็คือขอให้ สว.ทุกคน ยึดหลักการประชาธิปไตยเสียงข้างมาก  

“อยากจะอธิบายว่า   ไม่จำเป็นที่จะต้องรักเรา ไม่จำเป็นต้องเชียร์เรา เชียร์ก้าวไกล หรือ เชียร์นายพิธา ขอแค่เคารพเสียงของประชาชนที่ได้เลือกเรามา ให้เป็นพรรคที่ได้เสียงอันดับ 1 และรวมตัวจัดตั้งรัฐบาล ได้คะแนนเสียงข้างมากในสภา ยึดหลักการง่ายๆ  แค่นี้  เพื่อให้ประเทศไทยได้เดินหน้าต่อ ให้โอกาสประเทศไทยได้ไปต่อ  ”  รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ

ภูมิธรรม อาสาขอเสียง สว. ร่วมโหวต ‘พิธา’ นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553068

07 ก.ค. 2566

ภูมิธรรม อาสาขอเสียง สว. ร่วมโหวต ‘พิธา’ นายกรัฐมนตรี

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ‘ภูมิธรรม’ ย้ำจุดยืนเพื่อไทยผลักดัน ก้าวไกล เป็นแกนตั้งรัฐบาล มี ‘พิธา’ เป็นนายกฯ พร้อมช่วยขอเสียงสนับสนุนจาก สว.ทุกช่องทาง – แนะนำก้าวไกลพูดคุยทำความเข้าใจนโยบาย ม.112 กับสภาสูง-รัฐบาลเก่า

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของ สส.พรรคเพื่อไทย สำหรับการประชุมรัฐสภา เพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ว่า พรรคเพื่อไทย มีการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทิศทางในการลงมติ ตั้งแต่การเลือกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นไปตามความมุ่งหวังของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล 

พร้อมยืนยันว่า พรรคเพื่อไทย มีจุดมุ่งหมายในการจับมือกัน ระหว่าง 8 พรรคร่วมฯ จัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ ดังนั้น เสียงของพรรคเพื่อไทย ก็จะเป็นไปตามที่ตกลงไว้ตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าก่อนจะมีการลงมติเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี อาจจะมีการสัมมนา สส. เพื่อเตรียมการทำงานของ สส.ในสภา เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำความเข้าใจระหว่ากัน และพรรคเพื่อไทย ยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน เพื่อแก้ไขจุดอ่อนต่าง ๆ เพื่อเดินหน้า จึงอาจมีการปรับองค์กร หรือปรับขบวนใหม่ ซึ่งส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับสภา ก็อาจจะมีการพูดคุยร่วมกัน เพื่อให้ สส.ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนจะหารือ 8 พรรคร่วมรัฐบาลก่อนโหวตเลือกนายกฯ หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับพรรคแกนนำ แต่เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้มีการประสานงานไปเบื้องต้นกับพรรคก้าวไกล ก่อนการประชุมรัฐสภาแล้วว่า ควรจะต้องประเมินสถานการร์ร่วมกันก่อนที่จะมีการลงมติว่า มีสิ่งใดที่จะต้องปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง ให้เป็นไปในลักษณะทิศทางร่วมกันหรือไม่ หรือหากพรรคก้าวไกลประเมินแล้วว่า ไม่มีความกังวลใด ๆ ที่จะต้องประชุมร่วมกันแล้ว ก็อาจจะไม่ประชุมก็ได้ 

“แต่ในความเห็นส่วนตัวนั้น เห็นว่า ควรจะมีการสักครั้ง เพื่อสรุปปัญหา และทำความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และชี้แจงให้ สส.ของพรรคเข้าใจ และเดินต่อไปในทิศทางร่วมกัน”นายภูมิธรรม ระบุ

ส่วนความหมายภายในข้อตกลงระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ที่จะต้องสนับสนุนให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสุดความสามารถ นั้น เป็นข้อตกลงร่วมกันในการตัดสินใจให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร 

ซึ่งความหมายดังกล่าวในข้อตกลง คือ การแสดงเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นในการจับมือกันอย่างมั่นคง และ 8 พรรคร่วมฯ ก็จะแสดงความมั่นคงให้ประชาชนมั่นใจ ในการผลักดันให้เกิดรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มีพรรคก้าวไกล เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และมีนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะไปได้อย่างไรต่อไปนั้น จะต้องให้พรรคก้าวไกล เป็นผู้ประเมินตามสถานการณ์ และหากจะมีประเด็นต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็จะต้องนำเข้าหารือในที่ประชุม 8 พรรคร่วมฯ

“ยืนยันว่า ความชัดเจนของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลขณะนี้ คือ การผลักดันนายพิธา ให้ประสบความสำเร็จ และยังไม่อยากพิจารณาถึงเหตุการณ์สมมติอื่น ๆ เพราะหัวหน้าพรรคก้าวไกล ก็แสดงความมั่นใจแล้วว่า ได้มีการพูดคุยกับ สว.แล้ว พรรคเพื่อไทย จึงเชื่อมั่นในสิ่งที่พรรคก้าวไกลได้ดำเนินการ พรรคเพื่อไทย ไม่มีความคลางแคลงใจในเรื่องดังกล่าว และพร้อมผลักดันนายพิธาเต็มที่”นายภูมิธรรมระบุ

อีกทั้งเชื่อว่า สถานการณ์ต่าง ๆ จะผ่านไปด้วยดี เพราะหลาย ๆ ปัจจัยอย่างเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ก็ไม่สามารถรวมกันได้ 188 เสียงในขั้นต้น ซึ่ง 71 เสียงของพรรคภูมิใจไทย ก็สะท้อนว่า ไม่พร้อมจะจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และอยากให้เสียงของประชาชนเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งการลงมติงดออกเสียงในการลงมติเพื่อเลือกนายประดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก พรรคก้าวไกล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ได้เป็นการปฏิเสธไม่เห็นชอบกับพรรคก้าวไกล แต่จะได้เสียงมาสนับสนุนหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับคำตอบของพรรคภูมิใจไทย และขึ้นอยู่กับพรรคก้าวไกล ว่าจะตัดสินใจใช้ทางเลือกเพื่อสู้เป้าหมายอย่างไร รวมถึงการขอเสียงสนับสนุนจาก สว.ให้ครบ 64 เสียง หรืออาจขอให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิม สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่ได้เข้าร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลด้วย หรือวิธีการอื่น ๆ ที่พรรคก้าวไกลจะตัดสินใจ

“การเจรจากับวุฒิสภา เพื่อขอเสียงสนับสนุนให้กับนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นภารกิจของ 8 พรรคร่วมฯ ที่จะต้องดำเนินการร่วมกัน แต่พรรคแกนนำ ก็อาจจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก และย้ำว่า พรรคเพื่อไทย พร้อมสนับสนุนเต็มที่ทุกช่องทาง เช่น สว.คนนี้ สนิทสนมกับ สส.ของพรรคจังหวัดใด ก็จะสามารถช่วยประสานพูดคุย ทำความเข้าใจร่วมกันได้”นายภูมิธรรม ระบุ

ทั้งนี้ หากนโยบายแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกล อาจจะเป็นเงื่อนไขทำให้ไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจาก สว. และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมนั้นสำหรับพรรคเพื่อไทย มองว่า หากมีเรื่องใด ที่เป็นปัญหา เป็นความแตกต่าง ก็ควรจะมีการหารือกันให้ทั่วถึง และหลีกเลี่ยงความเห็นที่ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด ควรมีการเปิดเวทีพูดคุยกันให้กว้างขวาง หรือใช้กระบวนการรัฐบาล หรือองค์กรอื่น ๆ เพื่อหาช่องทางให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ และแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด

‘เศรษฐา’ ไม่เห็นด้วยหลังลือหึ่งซื้อเสียง สว.โหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553071

07 ก.ค. 2566

'เศรษฐา' ไม่เห็นด้วยหลังลือหึ่งซื้อเสียง สว.โหวต 'พิธา' นั่งนายกฯ

‘เศรษฐา’ ย้ำไม่เห็นด้วยหลังมีเสียงลือซื้อเสียง สว.โหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ ชี้ ‘ทักษิณ’ กลับบ้านเป็นเรื่องส่วนตัว ห่วงเศรษฐกิจทรุดหากตั้งรัฐบาลล่าช้า

วันที่ 7 ก.ค. นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเสียงสะท้อนจากรัฐบาลขั้วปัจจุบัน ถึงขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรี ถ้าหากไม่ผ่านครั้งแรกแล้ว ควรจะให้โอกาสพรรคอันดับที่สอง ไม่ควรเลือกซ้ำ เพราะไม่ใช่การเลือกหัวหน้าห้อง ว่า จำไม่ได้เพราะเป็นเรื่องสมัยยังเด็ก ตรงนี้ต้องดูตัวเลขหากใกล้เคียงความจริง ควรให้โอกาสเขาโหวตครั้งที่สอง

ส่วนกระแสข่าวว่า ส.ว. จะไม่สนับสนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ จึงมีการซื้อเสียง ส.ว. โหวตให้ นายเศรษฐา ระบุว่า ตนไม่ทราบเรื่องซื้อเสียง เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว ต้องใช้เหตุผลในการคุย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องของประเทศชาติ ประชาชนพูดเสมอว่าอยากให้ฝ่ายไหนมาเป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล

ส่วนเงื่อนไขของพรรคก้าวไกลคือ มาตรา 112 จะสามารถใช้เป็นข้ออ้างสำหรับการโหวต นายพิธา ได้หรือไม่นั้น ส.ว. แสดงความเห็นแต่ไม่เกิน 10 คน แต่ ส.ว. มี 250 คน ตนเชื่อว่าจะมีพลังเงียบที่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล ลุล่วงไปด้วยดี

เมื่อถามถึง MOU 8 พรรคร่วมจัดตั่งรัฐบาล ไม่มีเรื่อง 112 ทำไมพรรคก้าวไกลถึงไม่ลดเพดาน เพื่อผลักดันให้ นายพิธา เป็นนายกฯ นายเศรษฐา ย้ำว่า ต้องไปถามกับพรรคก้าวไกล เพราะเขาเป็นคนเขียนเอ็มโออยู่ฉบับนี้ เราเป็นพรรคอันดับสอง

“การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าประชาชน ปัญหานี้ตนชี้นำมานานแล้ว นักการเมืองลืมไปว่าเรามาเพื่ออะไร เพื่อช่วยเหลือประชาชน จะสองเดือนแล้วที่มีการเลือกตั้ง และผลออกมาชัดเจน กกต. รับรองแล้ว แต่ไม่มีนายกฯ เป็นเรื่องลำบากในการบริหารประเทศ หากเลือกนายกฯ ได้เร็ว และตั้งรัฐบาลได้ภายในต้นเดือนสิงหาคม งบประมาณของ ปี 67 กว่าจะใช้ได้ก็เดือนมีนาคม จึงอยากให้ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี พรคเพื่อไทยต้องทำงานกันไปก่อน หากได้ตั้งรัฐบาลที่ถูกต้อง เราจะได้ดำเนินงานได้เลย นี่คืองานที่เราวางไว้” นายเศรษฐากล่าว

เมื่อถามว่า มองภาพรวมเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ในเรื่องของความเชื่อมั่นที่นักลงทุนที่มีต่อรัฐบาลใหม่ นายเศรษฐา เผยว่า มีผลต่อภาคลงทุนแน่นอน ตอนนี้เราอยู่ปากเหว ตัวเลขส่งออกติดลบ การลงทุนจากต่างประเทศก็ชะงัก ไม่แน่ใจในทิศทางของรัฐบาลใหม่ อีกสามเดือนจะเข้าสู่ไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว ปัญหาเรื่องวีซ่าจากกลุ่มใหญ่ชวนจีน ที่จะเข้ามาท่องเที่ยว โลจิสติกส์ภายในประเทศ การบริหารจัดการสายการบินที่ยังมีปัญหา ค่อนข้างน่าเป็นห่วง

ส่วนการเลือกนายกฯ ถ้าหากเกินสามครั้งแล้วยังไม่ได้ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ “ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็น ไม่เข้าใจกติกาโหวตกี่ครั้ง หากพูดแบบคนธรรมดาทั่วไปก็ควรจะให้โอกาส มองในฐานะส่วนตัว

เมื่อถามถึงการแบ่งเค้กรัฐมนตรี จะมองประเด็นนี้อย่างไร นายเศรษฐา เผยว่า ไม่ได้อยู่ในคณะชุดนี้ ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ยังมีการต่อรองอยู่ คาดว่าลงตัวแล้วตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

ส่วนกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าจะกลับมาในเดือนนี้ “ตนยังไม่ทราบข่าว แต่ท่านยืนยันหลายครั้ง ถ้าจะกลับก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่าน ทุกอย่างทำตามขั้นตอนการกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย”

หาก นายทักษิณ กลับมา ทิศทางการเมืองจะเปลี่ยนไปหรือไม่ นายเศรษฐา ย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ได้เกี่ยวกับการบริหารประเทศ

‘นายกคนที่30’ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘MOU’ พรรคร่วมรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553070

07 ก.ค. 2566

'นายกคนที่30'ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ 'MOU' พรรคร่วมรัฐบาล

ใครจะเป็น’นายกคนที่30′ เงื่อนไข ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ‘MOU’ 8 พรรคร่วม แต่อยู่ที่ว่าใครจะรวมเสียงได้ โดยไม่ต้องอาศัย สว. มากนัก

ใครจะเป็นนายกคนที่ 30 ของประเทศไทย  เป็นคำถามที่คาดการได้แต่อาจไม่ใช่คำตอบ แม้พรรคก้าวไกลจะชนะเลือกตั้ง แต่ยังไม่ใช่หลักประกันว่า พิธา จะได้เป็นนายกฯ  เพราะในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 กำหนดให้ต้องเลือกในที่ประชุมรัฐสภา ที่มีสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. เป็นไม้เบื่อไม่เมากับพรรคก้าวไกลรวมอยู่ด้วย หลักเกณฑ์ที่ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา  จึงกลายมาเป็นเงื่อนไข เพราะก้าวไกลรวมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้ไม่พอ  บรรดาสว.จึงมีแต้มต่อทางการเมือง

การเลือกนายกคนที่30 ครั้งแรก ถูกกำหนดไว้ในวันที่ 13 ก.ค. 2566  ว่ากันว่า รอบนี้จะเป็นการเลือกตาม MOU นั่นคือมีการเสนอชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพียงลำพังจากฝั่งประชาธิปไตย ส่วนพรรคนอก MOU  พรรคใดจะเสนอเข้าชิง  ก็ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม  รอบนี้ หาก พิธา ฝ่าด่านไม่ได้ ก็ต้องหารือกันใหม่ แต่จะสามารถส่งชื่อ พิธา ให้ที่ประชุมเลือกได้อีกครั้งหรือไม่

ขึ้นอยู่กับว่าที่ประชุมรัฐสภา จะเห็นด้วยกับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภา ที่ให้ยึดหลักการในการให้ความเป็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ มาใช้ในการเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่ หากที่ประชุมอนุญาตให้นำมาใช้ ก็หมายความว่าโอกาสของ พิธา ไม่มีแล้ว

หากการเลือกนายกฯครั้งที่สอง ถูกกำหนดไว้วันที่ 19 ก.ค.  สมมติว่า พิธาไม่ผ่านในรอบแรกและมติที่ประชุมรัฐสภา เห็นว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำเป็นครั้งที่สองได้ พรรคเพื่อไทยก็จะมีความความชอบธรรมที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะพรรคอันดับ 2  โดยความเห็นชอบร่วมกัน ของพรรคร่วม MOU จัดตั้งรัฐบาลฝั่งประชาธิปไตย  

โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ยังอยู่ในเงื่อนไขล่มหัวจมท้ายไปด้วยกัน แต่มีโอกาสที่ได้เสียงเกินครึ่งของรัฐสภาเพราะเพื่อไทยมีพรรคพวกในสภาฯมากกว่าพรรคก้าวไกล และอยู่ในเงื่อนไขต้องไม่แก้ไข ม.112  เพื่อไทยอาจได้เสียงสนับสนุนจาก สส.มากพอ โดยไม่ต้องง้อวุฒิสภา เว้นเสียแต่ว่า สส.จากพรรคการเมืองที่จะเติมเข้ามารังเกียจพรรคก้าวไกล ก็อาจจำเป็นต้องมีการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่ สุดทาง MOU กับก้าวไกลแล้ว

หากการเลือกนายกคนที่30 ครั้งที่ 3 ถูกกำหนดไว้วันที่ 20 ก.ค. 2566  เพื่อไทยยังเหลือแคนดิเดตนายกฯ อีกสองคน มีสส.มากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับพรรคอันดับสามอย่างภูมิใจ มากกว่าพลังประชารัฐ100 เสียง เพียงพอจะจับขั้วรัฐบาลใหม่ หากก้าวไกลฉีก MOU แยกตัวออกไป ไม่น่าจะมีปัญหารวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทย แต่กลับสอดรับเงื่อนไข ไม่เอาพรรคก้าวไกลของ สว.  เว้นเสียแต่ว่าจะมีคำสั่งวุฒิสภา ให้เลือกลุง

เศรษฐา เชียร์พลังเงียบสว. โหวต ‘พิธา’ ขึ้นนายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553065

07 ก.ค. 2566

เศรษฐา เชียร์พลังเงียบสว. โหวต 'พิธา' ขึ้นนายกรัฐมนตรี

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เศรษฐา ทวีสิน ลุ้นให้ สว. สายพลังเงียบ ร่วมกันเทเสียงสนับสนุนให้ ” พิธา เจริญรัตน์” ได้เป็นนายกรัฐมนตรี รับอยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลลุล่วง เพราะปัญหาท้าทายทางเศรษฐกิจรออยู่ ย้ำเสียง “เพื่อไทย” ไม่แตก หนุนหัวหน้าพรรคก้าวไกลเท่านั้น

นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย   ให้สัมภาษณ์ว่า  การ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสที่ 13   หากประเมินจากท่าทีของสมาชิกวุฒิสภา ( สว. )  จะเห็นว่า  เงื่อนไขหลักของ  สว.  ต่อการโหวตให้กับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล อยู่ที่ประเด็นการแก้ไขมาตรา 112  ที่จะนำมาเป็นข้ออ้างในการไม่โหวตเลือกนายพิธา  ซึ่งหากพิจารณาจากความเคลื่อนไหวดังกล่าว  จะเห็นว่า มีสว. ที่ตั้งธงแบบนี้  รวม 10 ราย ด้วยกัน   แต่ด้วยจำนวนสว.  ที่มีถึง 250 คน   ทำให้เชื่อว่าอาจมีพลังเงียบ ที่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย  หันมาสนับสนุนโหวตให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรี     เบื้องต้นยังเชื่อว่า พรรคก้าวไกล และนายพิธา  จะหาเสียงสนับสนุนได้ที่ 376  เสียง

นายเศรษฐา   กล่าวว่า อยากให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น  เพราะผ่านมา 2  เดือน  ที่มีการเลือกตั้ง  ผลออกมาชัดเจนและ คณะกรรมการเลือกตั้ง  (  กกต. )  ก็รับรองแล้ว แต่ยังไม่มีนายกรัฐมนตรี จะบริหารจัดการประเทศอย่างไร  ถ้ามีการเลือกนายกรัฐมนตรีได้เร็ว  และฟอร์มรัฐบาลได้ภายในเดือนส.ค.  กว่าจะใช้งบประมาณของปี 2567 ได้ก็คือเดือนมี.ค.ปี  67   จะเห็นว่าความล่าช้าในแต่ละเรื่องล้วนมีผล    ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ถือว่าซบเซา  การได้รัฐบาล ได้นายกรัฐมนตรี  “โหวตนายกรัฐมนตรี”  จึงมีส่วนสำคัญ 

 “ในทางเศรษฐกิจ ตอนนี้เรายืนอยู่บนปากเหว ตัวเลขส่งออกติดลบ หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 90% การลงทุนจากต่างประเทศก็ชะงัก เพราะไม่แน่ใจในทิศทางของรัฐบาลใหม่  อีกสามเดือนก็จะเข้าสู่ไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว แต่ยังมีปัญหาเรื่องวีซ่า เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องการบริหารจัดการสายการบิน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องรีบดูแล เราเลือกตั้งเสร็จแล้ว เลือกตั้งจบแล้ว  ก็อยากให้การโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 ก.ค.  เป็นไปด้วยดี  ท่าทีของพรรคเพื่อไทยไม่แตกแถว สนับสนุนนายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย”  นายเศรษฐา ระบุ 

ยอมถอย ‘เชาว์’ เลิกนัด ‘คนรัก ปชป.’ ชวนไปวันประชุมใหญ่ 9 ก.ค. แทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553054

07 ก.ค. 2566

ยอมถอย ‘เชาว์’ เลิกนัด ‘คนรัก ปชป.’ ชวนไปวันประชุมใหญ่ 9 ก.ค. แทน

‘เชาว์’ ยอมถอย เลิกนัดพบ คนรัก ปชป. หวั่นครหากดดัน สส.-กก.บห. ชวนไปรวมพล 9 ก.ค. แทน ย้ำต้องงดเว้นข้อบังคับ ที่ให้น้ำหนัก สส. เป็นสัดส่วนในองค์ประชุม 70 % เปลี่ยนทุกเสียงมีค่าเท่ากัน ไม่กินรวบ

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ Chao Meekhuad ” เรื่อง ยกเลิกนัดวันที่ 8 กรกฎาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ได้ประกาศนัดพบปะสมาชิกในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม ที่ลานพระแม่ธรณี พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก่อนวันเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค 

เนื่องจากในวันดังกล่าว ได้ตรงกับการประชุมของ สส. และกรรมการบริหารพรรคด้วย จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อครหา ไปทำนองว่าเป็นการจัดม็อบเพื่อกดดันการประชุม สส. และกรรมการบริหารพรรค ซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆ ต่อพรรคในสถานการณ์เช่นนี้ 

ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาที่เกิดขึ้น และเพื่อลดบรรยากาศความตึงเครียดก่อนการเลือกตั้ง จึงขอยกเลิกนัดวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม หากสมาชิกท่านใดประสงค์จะพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ขอให้ไปในวันประชุมใหญ่วันที่ 9 กรกฎาคม ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์

“ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า ทุกความเคลื่อนไหวที่ได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เกิดจากความเป็นห่วงพรรค จากสัญญาณที่เห็นชัดว่า อาจมีการนำพาพรรคไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง อันจะกระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ในระยะยาว จนยากที่จะกอบกู้ได้ 

การเลือกหัวหน้าและผู้บริหารพรรคใหม่ เป็นประตูบานแรกที่จะสร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนว่า พรรคยังคงเป็นสถาบันการเมืองที่ประชาชนเชื่อถือและพึ่งพาได้ ไม่ใช่พรรคการเมืองที่มุ่งแต่แสวงหาอำนาจเท่านั้น 

การตัดสินใจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จึงควรเปิดกว้างให้ทุกเสียงในที่ประชุมมีสิทธิเท่ากัน ด้วยการงดเว้นการใช้ข้อบังคับที่ให้น้ำหนัก สส. เป็นสัดส่วนในองค์ประชุม 70 % นี่เป็นข้อเสนอที่ผมคิดว่าจะเป็นทางออกที่ดี มีคำตอบชัดว่าเสียงส่วนใหญ่ของพรรคต้องการกำหนดอนาคตไปในทิศทางใด”นายเชาว์ ระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายเชาว์ มีขวด จัดได้ว่าเป็นคนหนึ่งที่คอยเกาะติด กระตุ้นเตือนการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ และกรรมการบริหารพรรคคนใหม่มาตลอด จนกระทั้งโค้งสุดท้าย ก่อนวันเลือกหัวหน้า และกรรมการบริหารพรรคคนใหม่ ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 ก.ค.2566 นี้  ที่่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ กรุงเทพมหานคร

สิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น ‘ชัยธวัช’ เชื่อ สว.หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553039

07 ก.ค. 2566

สิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น ‘ชัยธวัช’ เชื่อ สว.หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

‘ชัยธวัช’ บอก สิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น หวังเฉลิมฉลองเลือกนายกฯ ได้วันแรก ยังเร่งเดินสายทำความเข้าใจ สว. ก่อนโหวตเลือก เตรียมหารือ ‘วันนอร์’ ให้แคนดิเดตนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ก่อนลงคะแนน ยันเสนอ ‘พิธา’ ชื่อเดียว ยังไม่มีคนของเพื่อไทย

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี สว. จะไม่โหวตสนับสนุนให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี จากประเด็นมาตรา 112 ว่า เป็นแค่ความเห็นของ สว.บางคน แต่สว.ส่วนใหญ่ยังไม่แสดงออกเกี่ยวกับมาตรา 112 คิดว่าจะแสดงออกกันในวันโหวตเลือกนายกฯ

เชื่อสว.โหวตหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

“ขออย่าเพิ่งประเมินสถานการณ์จากสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็นก็ได้ อีกครั้งยังมั่นใจว่าการที่ไปเจรจากับสว. จะทำให้ผ่านไปได้ด้วยดี และมั่นใจในวิจารณญาณของ สว. ส่วนใหญ่ ว่าอยากเห็นประเทศชาติเดินหน้าอย่างไร และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนได้แสดงออกว่าต้องการคืนความปกติให้กับระบอบประชาธิปไตยของไทย ซึ่งผมยังเชื่อมั่นใน สว.จำนวนมากที่จะให้โอกาสนี้กับประเทศไทย”

เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะได้เสียงสว.อีก 60 เสียงทั้งหมด หรือได้เสียง สส. มาด้วยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของท่านแต่ละคน เพราะเราไม่ได้ชวนมาจัดตั้งรัฐบาล แต่จะมี สส.หลายคนใช้จุดยืนของตัวเอง ใช้สถานะผู้แทนของตัวเองปกป้องระบบไว้ให้ได้ ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

ส่วนจะมีการถอยบางเรื่องหรือไม่ เพื่อให้นายพิธาได้เป็นนายกฯ นายชัยธวัช กล่าวว่า จะเน้นเรื่องการพูดคุยและทำความเข้าใจ เพราะส่วนใหญ่ส.ว.จะรับรู้ข้อมูลจากสื่อมวลชนแบบสั้นๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

เมื่อถามย้ำว่า สรุปจะไม่ลดเพดานเรื่องที่สว. ต้องการใช่หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเพดานที่สว.ต้องการหมายถึงอะไร แต่ที่ผ่านมาพยายามอธิบายตลอดเวลาว่าเจตนารมย์ของก้าวไกลเป็นอย่างไร มองเห็นปัญหาอย่างไร ซึ่งการทำของเราแบบนี้ดีต่อแนวทางประชาธิปไตย และดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล

สัปดาห์น้า ‘พิธา’ เดินสายพบปชช.

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันที่จะแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ แม้จะมีการทักท้วงจาก สว. นายชัยธวัช ยังมั่นใจว่าถ้าได้อธิบายเหตุผล สว. ก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งต้องทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งในสัปดาห์หน้านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแกนนำพรรคก้าวไกล จะไปพูดคุยกับสังคมและประชาชน ซึ่งจะได้สะท้อนผ่านไปยังสว.ด้วย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

แต่วันนี้จะมีการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เรื่องการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเสนอชื่อ ว่าก่อนโหวตควรจะมีเวลาและกระบวนการแสดงวิสัยทัศน์อย่างไร และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายหรือซักถามอย่างเต็มที่ เพื่อให้โอกาสแคนดิเดตนายกฯ ทุกคนที่ถูกเสนอรายชื่อขึ้นมา ได้ตอบคำถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนลงมติ

เชื่อ โหวตเลือกนายกฯ ครั้งเดียวผ่าน

ส่วนที่มีการวิเคราะห์กันว่าการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรก นายพิธาอาจจะไม่ผ่านนั้น นายชัยธวัช ย้ำว่า สิ่งที่เป็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็น ซึ่งหากวันที่ 13 ก.ค. ยังไม่ผ่านการคัดเลือกก็อาจต้องเสนอชื่อซ้ำในวันที่ 19 ก.ค. โดยจะไม่มีการเสนอครั้งเดียวแน่นอน แต่ก็ยังเชื่อว่าน่าจะจบในครั้งเดียว 

อีกทั้งไม่กังวลหากจะมีการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองอื่นขึ้นมาแข่ง เพราะถือเป็นเรื่องปกติในระบบรัฐสภา ที่ฝั่งเสียงข้างน้อยจะเสนอขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อว่าสว.จะสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมขออย่าพึ่งสรุปว่าต้องโหวตกี่ครั้งถึงจะได้นายกฯ โดยขอให้ดูจากสถานการณ์ที่เป็นจริง เพราะมีหลายปัจจัย และอย่าพึ่งตัดว่าจะจบในครั้งเดียว


เมื่อถามว่าก่อนการโหวตเลือกนายกฯ จะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้มีการสอบถามข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับนายพิธาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า สิ่งนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นสิ่งที่ตนเตรียมหารือกับประธานสภาฯ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะจะดีกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกลจะยอมให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ หรือไม่ นายชัยธวัช ยืนยันว่าแคนดิเดตนายกฯ ยังมีคนเดียว อย่าพูดไปถึงตอนนั้น ขณะเดียวกันตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้เสียงสว.มาโหวตอีกหรือไม่ เพราะสว.ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกมาพูดความเห็นของตัวเอง มีเพียงส่วนน้อยที่ออกมาให้ความเห็น แต่ก็เชื่อมั่นว่าเสียงสว. ที่ยังเงียบอยู่ จะเป็นเสียงที่เปิดโอกาสคืนความปกติให้กับระบบการเมืองไทยให้เดินหน้าไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า สว.สายทหาร จะไม่มีการโหวตให้นายพิธานั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งดูถูกอาชีพทหาร เพราะทหารจำนวนมากมีความหวังดีต่อประเทศชาติ ซึ่งตนได้มีโอกาสไปพูดคุยและอธิบายเหตุผลให้ได้รับฟัง ซึ่งทำทุกวัน ทั้งทหาร พลเรือน ตำรวจ และข้าราชการ ทำเต็มที่ที่สุดจนถึงวันสุดท้าย โดยยืนยันว่ายังมีแสงสว่างในเรื่องนี้ ชีวิตต้องมีความหวัง

ปกป้องระบบไม่ใช่ปกป้องบุคคล

ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะออกมากดดันในการโหวตเลือกนายกฯ เป็นห่วงหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งบอกว่ามาสนับสนุนพรรคก้าวไกล จากที่ตนเห็นแคมเปญ respect my vote คงเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียง ว่าให้เคารพผลเลือกตั้งและคะแนนเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ คือต้องการให้ทุกฝ่ายปกป้องระบบที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ปกป้องตัวบุคคลใดหรือพรรคการเมืองใด และไม่ทราบว่าจะมีกลุ่มใดออกมาทำอะไรบ้าง 

แต่การออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองก็ไม่อยากให้มีความรุนแรง ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะประธานสภาได้ให้นโยบายไว้พอสมควร

เมื่อถามว่า หากนายพิธาไม่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ ถึง 2 ครั้ง อาจมีการแสดงความเห็นในโลกโซเชียล ซึ่งน่ากลัวกว่าการลงถนนหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนตอบแทนประชาชนทั้งหมดไม่ได้ และอย่าเพิ่งไปคิด แต่อยากให้มองว่าอาจได้เฉลิมฉลองกันในช่วงเย็นวันที่ 13 ก.ค. 2566 

พร้อมยอมรับว่าหากมีการโหวตเลือกนายกฯ เนิ่นนานเกินไป อาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและครม. ที่ล่าช้า เพราะจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม และการพิจารณางบประมาณปี 2567 รวมถึงนโยบายเร่งด่วน อาทิ ภัยแล้ง เศรษฐกิจที่นักลงทุนชะลอการลงทุน เพราะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย ซึ่งจะกระทบไปหมด ดังนั้นถ้าเรื่องจบเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี และเป็นการจบแบบเคารพผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพ

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ ย้ำไม่มีแผนสอง หากโหวตเลือกนายกฯ ‘พิธา’ ไม่ผ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553032

07 ก.ค. 2566

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ ย้ำไม่มีแผนสอง หากโหวตเลือกนายกฯ ‘พิธา’ ไม่ผ่าน

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ ย้ำไม่มีแผนสอง หากเสนอชื่อ ‘พิธา’ นั่งนายกฯ แล้วโหวตไม่ผ่าน ยังไม่คุยเสนอชื่อคนอื่นแทนหรือไม่ ชี้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต้องคุยกัน ปัดแนะนำ ‘ก้าวไกล’ เชื่อมีความสามารถอยู่แล้ว

โหวตเลือก ‘นายกคนที่30’ ในสัปดาห์หน้ากลายเป็นประเด็นถกเถียงของสังคมไทย ด้วยมีกระแสเสียงสนับสนุนอาจไม่ถึง 376 เสียง เนื่องจากต้องอาศัยเสียงจากวุฒิสมาชิก หรือ สว. นั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

โดยนายประเสริฐ จันทรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ‘เลขาฯเพื่อไทย’ กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ ว่า เท่าที่ฟังมา มีเพียง สว.บางส่วนที่แสดงความคิดเห็น ซึ่งเข้าใจว่า สว.ส่วนมาก ยังสงวนท่าที และคิดว่าการตัดสินใจของ สว. น่าจะตรงกับความต้องการของประชาชน

ส่วนข้ออ้างเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ที่ สว.ยกมาเป็นเหตุผลนั้น ก็คงเป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคหลัก จะต้องคิดในเรื่องนี้ เพราะเป็นข้อเสนอหลักของกลุ่ม สว. หลายคน ขณะที่พรรคร่วมหลายพรรคก็เคยพูดคุยเรื่องนี้กันมาก่อน จนมีความชัดเจนระหว่าง 7 พรรค กับพรรคก้าวไกล

“การโหวตนายกฯ เป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกล ต้องไปปรับกลยุทธ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการโหวตนายกฯ เอง” นายประเสริฐ กล่าว

ส่วนท่าทีของ สว. ที่ค้านการแก้ไข มาตรา 112 ที่อาจทำให้การเสนอชื่อ นายพิธา ไม่ผ่านในรอบแรกนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการได้ฟังแกนนำพรรคก้าวไกล มีความมั่นใจว่าจะโหวตผ่าน จึงขอให้ดูการโหวตก่อน เพราะก้าวไกลให้ความมั่นใจมาตลอดว่าฝั่ง สว. จะสนับสนุน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการเดินสายเพื่อเจรจากับ สว. ในการโหวตนายกฯ ด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ บอกว่า พรรคเพื่อไทยช่วยเป็นบางส่วน การพูดคุยหลักเป็นหน้าที่ของพรรคก้าวไกล และแกนนำทั้ง 8 พรรคร่วมฯ หากใครรู้จัก สว. ท่านใด ก็พยายามไปทำความเข้าใจอยู่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ได้ช่วยพูดคุยกับ สว. เป็นจำนวนมากอยู่ ในช่วง 2-3 วันนี้ก็ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพราะใกล้ถึงวันโหวตเลือกนายกฯ แล้ว

ส่วนในช่วงโค้งสุดท้ายอยากจะฝากให้พรรคก้าวไกล ไปขยับเพิ่มเติมหรือไม่ นายประเสริฐ ระบุว่า ตนไม่อยากแนะนำพรรคก้าวไกล เพราะมีความสามารถอยู่แล้ว แต่อยากให้ทุกฝ่ายได้สร้างบรรยากาศในการเลือกนายกฯ ไม่ว่าจะฝั่ง สส. , สว. หรือประชาชนก็ดี ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนประเทศชาติจะได้รับ เป็นหลักในการพิจารณา

เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล หากเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในครั้งแรกไม่ผ่าน และ สว. ไปโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเสียงข้างน้อย นายประเสริฐ ย้ำว่า ไม่มีแผนสำรอง ถ้าโหวตในรอบแรกไม่ผ่าน แกนนำ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็คงต้องหันกลับมาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

เบาใจ 2 พรรคไม่หนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย

“กรณีมีข้อกังวลว่าจะมีพรรคขั้วเก่าของรัฐบาลเดิมเสนอชื่อแข่งนั้น ผมฟังจากการให้สัมภาษณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคภูมิใจไทย จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย เรื่องนี้ก็เบาใจไปได้ระดับหนึ่ง แต่การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จึงเป็นเรื่องที่แกนนำ 8 พรรค ต้องประเมินสถานการณ์ดีๆ” นายประเสริฐ กล่าว

พรรคเพื่อไทยไม่มีงูเห่า

นายประเสริฐ ยังมองกระแสข่าวที่เริ่มมีการจองตัวซื้องูเห่ากันแล้ว ว่า ยังไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่ยืนยันพรรคเพื่อไทยไม่มี เพราะแน่ชัดแล้วว่าใครเป็นงูเห่า เลือกตั้งแต่ละครั้งสอบตกหมด

“ผมคิดว่าคราวนี้เราได้คัดเลือกสมาชิกพรรคด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ เรื่องงูเห่ามั่นใจไม่เกิดขึ้น และในวันเลือกนายกฯ เราได้กำชับ และประชุม ส.ส.พรรค อย่างชัดเจน โหวตอย่างเปิดเผย เชื่อว่างูเห่าไม่กล้า ใครทำเท่ากับฆ่าตัวเอง” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับความเป็นไปได้เรื่องการเสนอชื่อบุคคลอื่น หากโหวตไป 2-3 ครั้ง แล้ว นายพิธา ยังไม่ผ่าน หรือจะเสนอชื่อนายพิธา ไปเรื่อยๆ นายประเสริฐ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ 8 พรรคต้องมาคุยกันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ตนคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ไหนๆ เราเดินทางด้วยกันแล้ว จะโหวตกี่ครั้ง 2-3 ครั้ง ก็ต้องคุยกันก่อน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย จะสะกิดบอกพรรคก้าวไกลหรือไม่ว่า เรามีแคนดิเดตนายกฯ ถึง 3 คน ให้หันมาทางนี้บ้าง เพื่อให้มีนายกฯ จากฝั่งประชาธิปไตย นายประเสริฐ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว พรรคก้าวไกลทราบอยู่แล้วว่าเรามีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน แต่ทางก้าวไกลมีแค่คนเดียว ซึ่งก็ยังไม่มีการคุยในประเด็นนี้ และเราไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้แต่อย่างใด รอดูหน้างานทีละขั้น

เมื่อถามย้ำ หากโหวตเลือกนายกฯไม่ผ่าน 2-3 ครั้ง จะมีการพูดคุยถึงการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนคนใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องมาคุยกันว่า 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล มีความเห็นว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

ปิดทางรัฐบาลแห่งชาติ

ส่วนข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หากโหวตนายกฯ ไม่สำเร็จ ไม่มีใครยอมใคร นายประเสริฐ มองว่า คงไม่เดินไปถึงจุดนั้น เชื่อว่าสุดท้ายประเทศมีทางออก รัฐบาลแห่งชาติไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีอำนาจถ่วงดุล ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คิดว่าเรื่องนี้สมาชิกรัฐสภาใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจได้ และคงไม่เกิดขึ้น