สิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น ‘ชัยธวัช’ เชื่อ สว.หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553039

07 ก.ค. 2566

สิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น ‘ชัยธวัช’ เชื่อ สว.หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

‘ชัยธวัช’ บอก สิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็น หวังเฉลิมฉลองเลือกนายกฯ ได้วันแรก ยังเร่งเดินสายทำความเข้าใจ สว. ก่อนโหวตเลือก เตรียมหารือ ‘วันนอร์’ ให้แคนดิเดตนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ก่อนลงคะแนน ยันเสนอ ‘พิธา’ ชื่อเดียว ยังไม่มีคนของเพื่อไทย

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี สว. จะไม่โหวตสนับสนุนให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี จากประเด็นมาตรา 112 ว่า เป็นแค่ความเห็นของ สว.บางคน แต่สว.ส่วนใหญ่ยังไม่แสดงออกเกี่ยวกับมาตรา 112 คิดว่าจะแสดงออกกันในวันโหวตเลือกนายกฯ

เชื่อสว.โหวตหนุน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

“ขออย่าเพิ่งประเมินสถานการณ์จากสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เป็นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เห็นก็ได้ อีกครั้งยังมั่นใจว่าการที่ไปเจรจากับสว. จะทำให้ผ่านไปได้ด้วยดี และมั่นใจในวิจารณญาณของ สว. ส่วนใหญ่ ว่าอยากเห็นประเทศชาติเดินหน้าอย่างไร และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนได้แสดงออกว่าต้องการคืนความปกติให้กับระบอบประชาธิปไตยของไทย ซึ่งผมยังเชื่อมั่นใน สว.จำนวนมากที่จะให้โอกาสนี้กับประเทศไทย”

เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะได้เสียงสว.อีก 60 เสียงทั้งหมด หรือได้เสียง สส. มาด้วยหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของท่านแต่ละคน เพราะเราไม่ได้ชวนมาจัดตั้งรัฐบาล แต่จะมี สส.หลายคนใช้จุดยืนของตัวเอง ใช้สถานะผู้แทนของตัวเองปกป้องระบบไว้ให้ได้ ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่านที่สำคัญ

ส่วนจะมีการถอยบางเรื่องหรือไม่ เพื่อให้นายพิธาได้เป็นนายกฯ นายชัยธวัช กล่าวว่า จะเน้นเรื่องการพูดคุยและทำความเข้าใจ เพราะส่วนใหญ่ส.ว.จะรับรู้ข้อมูลจากสื่อมวลชนแบบสั้นๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

เมื่อถามย้ำว่า สรุปจะไม่ลดเพดานเรื่องที่สว. ต้องการใช่หรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเพดานที่สว.ต้องการหมายถึงอะไร แต่ที่ผ่านมาพยายามอธิบายตลอดเวลาว่าเจตนารมย์ของก้าวไกลเป็นอย่างไร มองเห็นปัญหาอย่างไร ซึ่งการทำของเราแบบนี้ดีต่อแนวทางประชาธิปไตย และดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่า

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกลนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล

สัปดาห์น้า ‘พิธา’ เดินสายพบปชช.

เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันที่จะแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ แม้จะมีการทักท้วงจาก สว. นายชัยธวัช ยังมั่นใจว่าถ้าได้อธิบายเหตุผล สว. ก็จะมีความเข้าใจมากขึ้น ซึ่งต้องทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลาที่เหลือ ซึ่งในสัปดาห์หน้านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแกนนำพรรคก้าวไกล จะไปพูดคุยกับสังคมและประชาชน ซึ่งจะได้สะท้อนผ่านไปยังสว.ด้วย

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 30

แต่วันนี้จะมีการหารือกับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ เรื่องการแสดงวิสัยทัศน์ของแคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเสนอชื่อ ว่าก่อนโหวตควรจะมีเวลาและกระบวนการแสดงวิสัยทัศน์อย่างไร และเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายหรือซักถามอย่างเต็มที่ เพื่อให้โอกาสแคนดิเดตนายกฯ ทุกคนที่ถูกเสนอรายชื่อขึ้นมา ได้ตอบคำถาม เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนลงมติ

เชื่อ โหวตเลือกนายกฯ ครั้งเดียวผ่าน

ส่วนที่มีการวิเคราะห์กันว่าการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรก นายพิธาอาจจะไม่ผ่านนั้น นายชัยธวัช ย้ำว่า สิ่งที่เป็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็น ซึ่งหากวันที่ 13 ก.ค. ยังไม่ผ่านการคัดเลือกก็อาจต้องเสนอชื่อซ้ำในวันที่ 19 ก.ค. โดยจะไม่มีการเสนอครั้งเดียวแน่นอน แต่ก็ยังเชื่อว่าน่าจะจบในครั้งเดียว 

อีกทั้งไม่กังวลหากจะมีการเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคการเมืองอื่นขึ้นมาแข่ง เพราะถือเป็นเรื่องปกติในระบบรัฐสภา ที่ฝั่งเสียงข้างน้อยจะเสนอขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ขณะเดียวกันก็ไม่เชื่อว่าสว.จะสนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย พร้อมขออย่าพึ่งสรุปว่าต้องโหวตกี่ครั้งถึงจะได้นายกฯ โดยขอให้ดูจากสถานการณ์ที่เป็นจริง เพราะมีหลายปัจจัย และอย่าพึ่งตัดว่าจะจบในครั้งเดียว


เมื่อถามว่าก่อนการโหวตเลือกนายกฯ จะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้มีการสอบถามข้อสงสัยต่างๆเกี่ยวกับนายพิธาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า สิ่งนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นสิ่งที่ตนเตรียมหารือกับประธานสภาฯ ว่าเป็นไปได้หรือไม่ เพราะจะดีกับทุกฝ่าย

เมื่อถามว่า พรรคก้าวไกลจะยอมให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย เป็นนายกฯ หรือไม่ นายชัยธวัช ยืนยันว่าแคนดิเดตนายกฯ ยังมีคนเดียว อย่าพูดไปถึงตอนนั้น ขณะเดียวกันตอนนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะได้เสียงสว.มาโหวตอีกหรือไม่ เพราะสว.ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ออกมาพูดความเห็นของตัวเอง มีเพียงส่วนน้อยที่ออกมาให้ความเห็น แต่ก็เชื่อมั่นว่าเสียงสว. ที่ยังเงียบอยู่ จะเป็นเสียงที่เปิดโอกาสคืนความปกติให้กับระบบการเมืองไทยให้เดินหน้าไปด้วยกัน

เมื่อถามว่า สว.สายทหาร จะไม่มีการโหวตให้นายพิธานั้น นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งดูถูกอาชีพทหาร เพราะทหารจำนวนมากมีความหวังดีต่อประเทศชาติ ซึ่งตนได้มีโอกาสไปพูดคุยและอธิบายเหตุผลให้ได้รับฟัง ซึ่งทำทุกวัน ทั้งทหาร พลเรือน ตำรวจ และข้าราชการ ทำเต็มที่ที่สุดจนถึงวันสุดท้าย โดยยืนยันว่ายังมีแสงสว่างในเรื่องนี้ ชีวิตต้องมีความหวัง

ปกป้องระบบไม่ใช่ปกป้องบุคคล

ส่วนที่กลุ่มผู้ชุมนุมจะออกมากดดันในการโหวตเลือกนายกฯ เป็นห่วงหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า อย่าเพิ่งบอกว่ามาสนับสนุนพรรคก้าวไกล จากที่ตนเห็นแคมเปญ respect my vote คงเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียง ว่าให้เคารพผลเลือกตั้งและคะแนนเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ คือต้องการให้ทุกฝ่ายปกป้องระบบที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ปกป้องตัวบุคคลใดหรือพรรคการเมืองใด และไม่ทราบว่าจะมีกลุ่มใดออกมาทำอะไรบ้าง 

แต่การออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองก็ไม่อยากให้มีความรุนแรง ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย ก็น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เพราะประธานสภาได้ให้นโยบายไว้พอสมควร

เมื่อถามว่า หากนายพิธาไม่ได้รับเลือกให้เป็นนายกฯ ถึง 2 ครั้ง อาจมีการแสดงความเห็นในโลกโซเชียล ซึ่งน่ากลัวกว่าการลงถนนหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนตอบแทนประชาชนทั้งหมดไม่ได้ และอย่าเพิ่งไปคิด แต่อยากให้มองว่าอาจได้เฉลิมฉลองกันในช่วงเย็นวันที่ 13 ก.ค. 2566 

พร้อมยอมรับว่าหากมีการโหวตเลือกนายกฯ เนิ่นนานเกินไป อาจส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและครม. ที่ล่าช้า เพราะจะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม และการพิจารณางบประมาณปี 2567 รวมถึงนโยบายเร่งด่วน อาทิ ภัยแล้ง เศรษฐกิจที่นักลงทุนชะลอการลงทุน เพราะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองไทย ซึ่งจะกระทบไปหมด ดังนั้นถ้าเรื่องจบเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี และเป็นการจบแบบเคารพผลการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้การเมืองไทยมีเสถียรภาพ

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ ย้ำไม่มีแผนสอง หากโหวตเลือกนายกฯ ‘พิธา’ ไม่ผ่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553032

07 ก.ค. 2566

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ ย้ำไม่มีแผนสอง หากโหวตเลือกนายกฯ ‘พิธา’ ไม่ผ่าน

‘เลขาฯ เพื่อไทย’ ย้ำไม่มีแผนสอง หากเสนอชื่อ ‘พิธา’ นั่งนายกฯ แล้วโหวตไม่ผ่าน ยังไม่คุยเสนอชื่อคนอื่นแทนหรือไม่ ชี้ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ต้องคุยกัน ปัดแนะนำ ‘ก้าวไกล’ เชื่อมีความสามารถอยู่แล้ว

โหวตเลือก ‘นายกคนที่30’ ในสัปดาห์หน้ากลายเป็นประเด็นถกเถียงของสังคมไทย ด้วยมีกระแสเสียงสนับสนุนอาจไม่ถึง 376 เสียง เนื่องจากต้องอาศัยเสียงจากวุฒิสมาชิก หรือ สว. นั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

โดยนายประเสริฐ จันทรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ‘เลขาฯเพื่อไทย’ กล่าวถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ ว่า เท่าที่ฟังมา มีเพียง สว.บางส่วนที่แสดงความคิดเห็น ซึ่งเข้าใจว่า สว.ส่วนมาก ยังสงวนท่าที และคิดว่าการตัดสินใจของ สว. น่าจะตรงกับความต้องการของประชาชน

ส่วนข้ออ้างเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ที่ สว.ยกมาเป็นเหตุผลนั้น ก็คงเป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคหลัก จะต้องคิดในเรื่องนี้ เพราะเป็นข้อเสนอหลักของกลุ่ม สว. หลายคน ขณะที่พรรคร่วมหลายพรรคก็เคยพูดคุยเรื่องนี้กันมาก่อน จนมีความชัดเจนระหว่าง 7 พรรค กับพรรคก้าวไกล

“การโหวตนายกฯ เป็นเรื่องที่พรรคก้าวไกล ต้องไปปรับกลยุทธ์ เพื่อเป็นประโยชน์ในการโหวตนายกฯ เอง” นายประเสริฐ กล่าว

ส่วนท่าทีของ สว. ที่ค้านการแก้ไข มาตรา 112 ที่อาจทำให้การเสนอชื่อ นายพิธา ไม่ผ่านในรอบแรกนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า จากการได้ฟังแกนนำพรรคก้าวไกล มีความมั่นใจว่าจะโหวตผ่าน จึงขอให้ดูการโหวตก่อน เพราะก้าวไกลให้ความมั่นใจมาตลอดว่าฝั่ง สว. จะสนับสนุน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยได้มีการเดินสายเพื่อเจรจากับ สว. ในการโหวตนายกฯ ด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ บอกว่า พรรคเพื่อไทยช่วยเป็นบางส่วน การพูดคุยหลักเป็นหน้าที่ของพรรคก้าวไกล และแกนนำทั้ง 8 พรรคร่วมฯ หากใครรู้จัก สว. ท่านใด ก็พยายามไปทำความเข้าใจอยู่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยก็ได้ช่วยพูดคุยกับ สว. เป็นจำนวนมากอยู่ ในช่วง 2-3 วันนี้ก็ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพราะใกล้ถึงวันโหวตเลือกนายกฯ แล้ว

ส่วนในช่วงโค้งสุดท้ายอยากจะฝากให้พรรคก้าวไกล ไปขยับเพิ่มเติมหรือไม่ นายประเสริฐ ระบุว่า ตนไม่อยากแนะนำพรรคก้าวไกล เพราะมีความสามารถอยู่แล้ว แต่อยากให้ทุกฝ่ายได้สร้างบรรยากาศในการเลือกนายกฯ ไม่ว่าจะฝั่ง สส. , สว. หรือประชาชนก็ดี ขอให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนประเทศชาติจะได้รับ เป็นหลักในการพิจารณา

เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล หากเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในครั้งแรกไม่ผ่าน และ สว. ไปโหวตให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเสียงข้างน้อย นายประเสริฐ ย้ำว่า ไม่มีแผนสำรอง ถ้าโหวตในรอบแรกไม่ผ่าน แกนนำ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็คงต้องหันกลับมาคุยกันอีกครั้งหนึ่ง

เบาใจ 2 พรรคไม่หนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย

“กรณีมีข้อกังวลว่าจะมีพรรคขั้วเก่าของรัฐบาลเดิมเสนอชื่อแข่งนั้น ผมฟังจากการให้สัมภาษณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคภูมิใจไทย จะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย เรื่องนี้ก็เบาใจไปได้ระดับหนึ่ง แต่การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จึงเป็นเรื่องที่แกนนำ 8 พรรค ต้องประเมินสถานการณ์ดีๆ” นายประเสริฐ กล่าว

พรรคเพื่อไทยไม่มีงูเห่า

นายประเสริฐ ยังมองกระแสข่าวที่เริ่มมีการจองตัวซื้องูเห่ากันแล้ว ว่า ยังไม่ทราบในเรื่องนี้ แต่ยืนยันพรรคเพื่อไทยไม่มี เพราะแน่ชัดแล้วว่าใครเป็นงูเห่า เลือกตั้งแต่ละครั้งสอบตกหมด

“ผมคิดว่าคราวนี้เราได้คัดเลือกสมาชิกพรรคด้วยอุดมการณ์แน่วแน่ เรื่องงูเห่ามั่นใจไม่เกิดขึ้น และในวันเลือกนายกฯ เราได้กำชับ และประชุม ส.ส.พรรค อย่างชัดเจน โหวตอย่างเปิดเผย เชื่อว่างูเห่าไม่กล้า ใครทำเท่ากับฆ่าตัวเอง” นายประเสริฐ กล่าว

สำหรับความเป็นไปได้เรื่องการเสนอชื่อบุคคลอื่น หากโหวตไป 2-3 ครั้ง แล้ว นายพิธา ยังไม่ผ่าน หรือจะเสนอชื่อนายพิธา ไปเรื่อยๆ นายประเสริฐ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่ 8 พรรคต้องมาคุยกันเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ตนคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็น ไหนๆ เราเดินทางด้วยกันแล้ว จะโหวตกี่ครั้ง 2-3 ครั้ง ก็ต้องคุยกันก่อน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทย จะสะกิดบอกพรรคก้าวไกลหรือไม่ว่า เรามีแคนดิเดตนายกฯ ถึง 3 คน ให้หันมาทางนี้บ้าง เพื่อให้มีนายกฯ จากฝั่งประชาธิปไตย นายประเสริฐ กล่าวว่า จริงๆ แล้ว พรรคก้าวไกลทราบอยู่แล้วว่าเรามีแคนดิเดตนายกฯ 3 คน แต่ทางก้าวไกลมีแค่คนเดียว ซึ่งก็ยังไม่มีการคุยในประเด็นนี้ และเราไม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้แต่อย่างใด รอดูหน้างานทีละขั้น

เมื่อถามย้ำ หากโหวตเลือกนายกฯไม่ผ่าน 2-3 ครั้ง จะมีการพูดคุยถึงการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนคนใช่หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องมาคุยกันว่า 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล มีความเห็นว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร

ปิดทางรัฐบาลแห่งชาติ

ส่วนข้อเสนอเรื่องรัฐบาลแห่งชาติ หากโหวตนายกฯ ไม่สำเร็จ ไม่มีใครยอมใคร นายประเสริฐ มองว่า คงไม่เดินไปถึงจุดนั้น เชื่อว่าสุดท้ายประเทศมีทางออก รัฐบาลแห่งชาติไม่มีฝ่ายค้าน ไม่มีอำนาจถ่วงดุล ซึ่งไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย คิดว่าเรื่องนี้สมาชิกรัฐสภาใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจได้ และคงไม่เกิดขึ้น

หากดัน’พิธา’ไปต่อไม่ได้ ‘เพื่อไทย’ต้องเป็นรัฐบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553034

07 ก.ค. 2566

หากดัน'พิธา'ไปต่อไม่ได้ 'เพื่อไทย'ต้องเป็นรัฐบาล

เฟซบุ๊กแฟนคลับพรรค’เพื่อไทย’ เรียกร้องต้องตั้งเป้าเป็นรัฐบาล ไม่ใช่ฝ่ายค้าน หากดัน’พิธา’ ไปต่อไม่ได้ ไม่ต้องกังวลเลือกตั้งครั้งหน้า

เฟซบุ๊กของ อิราวัต อารีกิจ หรือ หมออั้ม มีเนื้อหาว่า  ขั้นตอนปกติ คือ พิธา ต้องเป็นนายกฯ แต่กรณีที่แย่สุด หากพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ ก็ยังสามารถ จับมือกับพรรคเพื่อไทย ไปต่อได้ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเสียงข้างมาก อย่างน้อยก็แก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายโจรก่อน แล้วจะเลือกตั้งใหม่ หรืออะไร ก็ตกลงกัน ซึ่งหากนาทีนั้น พรรคก้าวไกลไม่ร่วมเป็นรัฐบาล ลั่นว่าจะไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วบอกว่าไม่ยึดติดอำนาจ อันนั้นเป็นสิทธิ์ของก้าวไกล แต่เช่นกันไม่มีสิทธิ์ไปดิสเครดิตพรรคอื่น

หากยังไม่เข้าใจว่า อำนาจที่ว่า ถ้าอยู่ในมือเดิมๆ มันทำร้ายประชาชนมามากพอแล้ว #ด้อมส้ม จะบอก..ยอมได้ รอได้ เป็นฝ่ายค้านได้ แล้วจะมาแค้นเพื่อไทยหรืออะไร บอกเลยไร้สาระ นั่นเป็นเรื่องของด้อมส้ม จะขู่ จะอะไรๆเพื่อไทย ก็ไม่มีผล ไม่กระทบฐานเสียงเพื่อไทยครั้งหน้า100% เพราะสำหรับด้อมแดง แบบผม รอไม่ได้

ถ้าถึงเวลานั้น หากพรรคก้าวไกลไปฝ่ายค้านจริงๆแล้วพรรคเพื่อไทย จะไปจับกับภูมิใจไทย หรือแม้แต่พรรคอื่นๆ ที่เขาได้รับเลือกมา เพื่อได้อำนาจรัฐบาลนำรัฐบาลได้ ก็โอเค เมื่อวันนั้นมาถึง จะเข้าใจคำว่ารัฐบาลผสม ที่แท้ แต่ไม่ใช่การนำของโจร ของเผด็จการอีกต่อไป ยังไงก็ยังดีกว่ากลับไปเป็นฝ่ายค้าน ในนาทีนั้นมันเสียของเปล่าๆ

หากยังยึดติดอะไรแบบสุดโต่ง คนอีกหลายล้านคนที่เลือกเพื่อไทยจริงๆ เขารับได้ ขอให้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ฟังและรับรู้เอาไว้ว่าบรรยากาศหลังเลือกตั้งใหม่ๆ กับ ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว..หลายสิ่งเกิดขึ้น จนด้อมแดงหลายๆคน หันกลับมาต่อสู้กับ วิญญาณสลิ่ม กปปส. ในร่างใหม่ เปิดหน้าปะทะแบบไม่ต้องแคร์หน้าไหน

พรรคเพื่อไทย เดินหน้าเต็มที่ได้เลย เพราะเราเข้าใจ ว่าท่าน หากช่วยพรรคก้าวไกลที่สุดแล้ว หาก ดันพิธาไม่ไหวจริงๆ..ท่านต้องเป็นรัฐบาล เท่านั้น นี่ต่างหาก คือพันธสัญญา ของท่านต่อพวกผม อย่าไปเป็นฝ่ายค้านเด็ดขาด ประเทศแย่มากแล้ว ที่สำคัญ #แคร์คนที่เลือก คนที่….อย่าไปสนใจ เพราะต่อให้ท่านช่วยเขาแค่ไหน ในสมัยหน้า เขาก็ไม่เลือกท่าน อย่าได้แคร์

‘นายกคนที่30’ จาตุรนต์ เชื่อ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสนอ ‘พิธา’ เป็น นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553028

07 ก.ค. 2566

‘นายกคนที่30’ จาตุรนต์ เชื่อ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสนอ ‘พิธา’ เป็น นายกฯ

‘นายกคนที่30’ จาตุรนต์ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย เชื่อ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เสนอ ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ให้รัฐสภาลงมติเป็น นายกฯ กี่ครั้งก็ได้ ชี้ไม่มีกฎเกณฑ์ ประธานรัฐสภาไม่ใช่ผู้กำหนด

นับถอยหลังใกล้วันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หรือ ‘นายกคนที่30’ ของประเทศไทย ในวันพฤหัสบดีที่ 13 ก.ค.2566 นี้ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากพรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างพรรคเพื่อไทย

โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แสดงความคิดเห็นถึงขั้นตอนการลงมติ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ที่หากการประชุมรัฐสภาครั้งแรกไม่สามารถได้มติที่เพียงพอ สำหรับการเลือกนายกรัฐมนตรีว่า ประธานรัฐสภา ก็ควรจะมีการนัดประชุมครั้งต่อไป 

“เพราะเมื่อถึงวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ต้องแล้วแต่ที่ประชุมรัฐสภา จะเสนอบุคคลใด ซึ่งไม่มีกฎเกณฑ์ว่า จะเสนอใครได้กี่ครั้ง”นายจาตุรนต์ กล่าว 

พร้อมกล่าวถึงกรณีของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลว่า จะต้องขึ้นอยู่กับการหารือ และจะเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีกี่ครั้งก็ได้

“เพราะประธานรัฐสภา ไม่ใช่ผู้กำหนดว่า จะเสนอรายชื่อบุคคลใดได้กี่ครั้ง และพรรคการเมืองอื่นฝั่งตรงข้าม ก็จะเสนอบุคคลอื่นแข่งด้วยก็ได้เช่นกัน”นายจาตุรนต์ ระบุ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553025

07 ก.ค. 2566

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง ‘ประธานสภาฯ’ และ ‘รองประธานสภาผู้แทนราษฎร’ แล้ว เมื่อวันที่ี 5 ก.ค.66

วันที่ 7 ก.ค. 2566 เว็บไซต์ “ราชกิจานุเบกษา” เผยแพร่ประกาศ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้

1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

2. นายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

4. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว

จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามความในมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 5 กรกฎาคม พุทธศักราช 2566 เป็นปีที่ 8 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานสภาฯ-รองประธานสภาฯ แล้ว

ภาพจากซ้ายไปขวา รองประธานสภาคนที่ 2 - ประธานสภาฯ- รองประธานสภาคนที่1ภาพจากซ้ายไปขวา รองประธานสภาคนที่ 2 – ประธานสภาฯ- รองประธานสภาคนที่1

(คลิป) ปชช. คิดอย่างไร สว. ค้าน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552999

06 ก.ค. 2566

(คลิป) ปชช. คิดอย่างไร สว. ค้าน 'พิธา' นั่งนายกฯ

เสียงจากประชาชน ถึง สว. ที่กำลังตัดสินใจโหวตหรือไม่โหวต ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ ขณะที่ ‘พิจารณ์’ เดินหน้าเจรจาต่อ

สัปดาห์หน้าขั้นตอนการโหวต “เลือกนายกรัฐมนตรี” แต่กระแสสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่โหวตเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กลับมาอีกครั้ง เนื่องจากพรรคก้าวไกลยังยืนยันจะแก้ไขมาตรา112 ต่อ ทำให้ สว. บางคนที่เคยออกมาบอกว่า จะสนับสนุนนายพิธา อยู่ในระหว่างพิจารณาใหม่ หรือ ไม่สนับสนุนแล้ว

ผู้สื่อข่าวคมชัดลึก สอบถามความเห็นประชาชน คิดอย่างไร สว. ค้าน ‘พิธา’ นั่งนายกฯ

หลังจากนี้จับตาท่าทีของ สว. ก่อนจะถึงการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 13 ก.ค. นี้ ขณะที่นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า พรรคก้าวไกลเดินหน้า พูดคุยกับ สว.ตลอดเวลา และมั่นใจว่า สว.จะเคารพเสียงของประชาชน 

ระดมพลที่ลานพระแม่ธรณีฯ ‘เชาว์’ ย้ำ ‘หัวหน้าปชป.’ ต้องไม่ใช่หุ่นเชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552996

06 ก.ค. 2566

ระดมพลที่ลานพระแม่ธรณีฯ ‘เชาว์’ ย้ำ ‘หัวหน้าปชป.’ ต้องไม่ใช่หุ่นเชิด

‘เชาว์ มีขวด’ นัดระดมพลประชาธิปัตย์ ที่ลานพระแม่ธรณีฯ ก่อนวันชิง ‘หัวหน้าปชป.’ ชูธงยกเว้นข้อบังคับพรรค ใช้สัดส่วนสส.ชี้ชะตา ย้ำหัวหน้าพรรคต้องไม่ใช่หุ่นเชิดให้ใครใช้เพื่อก้าวสู่อำนาจ

นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กกล่าวถึงการประชุมใหญ่เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ว่า จากใจ ถึงใจ คน ปชป. วันที่ 8 ก.ค.เจอกันที่ลานพระแม่ธรณีฯ พรรคประชาธิปัตย์

หลังจากที่ได้เสนอแนวคิดในการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์โดยเรียกร้องให้สมาชิกพรรคมีส่วนในการกำหนดชะตากรรมของพรรคผ่านเฟซบุ๊กไปแล้วสามครั้ง ปรากฏว่า ได้รับเสียงตอบรับจำนวนมาก

จึงขอขอบคุณสมาชิกพรรคทั้งอดีตและปัจจุบันรวมทั้งผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่มีความห่วงใยต่อพรรคประชาธิปัตย์ แม้ช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาบางท่านอาจจะไม่เลือกคนของพรรค แต่ก็ยังมีความห่วงใยต่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพรรคประชาธิปัตย์ 

จึงถือเป็นเรื่องดีที่ทุกคนจะได้กลับมาร่วมกันพัฒนาพรรคให้เติบโตเหมือนในอดีตที่ผ่านมา มีหลายคนประสานมายังผมต้องการให้ช่วยนัดวันพบปะกันระหว่างสมาชิก เพื่อแสดงจุดยืนก่อนการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม 

โดยได้ข้อสรุปว่าจะนัดเจอกันในวันเสาร์ที่ 8 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ณ ลานพระแม่ธรณี พรรคประชาธิปัตย์

โดยเริ่มต้นด้วยการสักการะขอพรพระแม่ธรณีบีบมวยผม ต่อจากนั้นก็จะเปิดเวทีเสวนาเล็ก ๆ เพื่อให้สมาชิกได้พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดทั้งวัน จึงประกาศเชิญชวนทุกท่านที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้ตามวันเวลาข้างต้นครับ

“ขอยืนยันว่าการพบปะกันในหมู่คนรักพรรค ปรารถนาที่จะเห็นการฟื้นฟูพรรคให้กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองในครั้งนี้ มิได้มีวาระซ่อนเร้นเพื่อผลักดันใครเป็นหัวหน้าพรรค แต่ต้องการเห็นพรรคกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องในทางการเมือง 

เปิดโอกาสให้ทุกเสียงในที่ประชุมใหญ่ ได้ร่วมชี้ชะตากำหนดอนาคตพรรค ด้วยการงดเว้นการใช้ข้อบังคับที่กำหนดให้ สัดส่วนของสส.คิดเป็น 70 % ขององค์ประชุมทั้งหมด เป็นทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน 

ผมเชื่อว่าถ้าลดเพดานความอยากลง หลายคนจะเห็นความจริงตรงหน้ามากขึ้นว่า หัวหน้าพรรคคนต่อไปมีความสำคัญต่อพรรค มากกว่าการเป็นหุ่นเชิดให้ใครใช้เพื่อก้าวสู่อำนาจเท่านั้น”

ประธานสภา ส่งสัญญาณ’ โหวตนายกรัฐมนตรี’ รอบแรกไม่ผ่าน – ครั้งต่อไป 19 ก.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/553000

06 ก.ค. 2566

ประธานสภา ส่งสัญญาณ' โหวตนายกรัฐมนตรี' รอบแรกไม่ผ่าน  - ครั้งต่อไป 19 ก.ค.

ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร วันมูหะมัดนอร์ มะทา ฉายภาพขั้นตอนการ “โหวตนายกรัฐมนตรี” กำหนดไว้ พฤหัสที่ 13 ก.ค. หากที่ประชุมโหวตในวันนั้น ได้ที่ขั้นต่ำ 376 เสียง ก็เป็นอันจบ แต่ถ้าเสียงไม่ถึง ก็จะจัดโหวตครั้งต่อไป วันพุธที่ 19 ส่วนการเสนอชื่อครั้งที่สอง ยังใช้ชื่อเดิม

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร  เปิดเผยว่า   การ “โหวตนายกรัฐมนตรี” ว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องกี่ครั้ง หากครั้งแรกคือวันพฤหัสที่ 13  ก.ค.  ถ้าที่ประชุมให้การรับรอง ที่  376  เสียง ก็ถือว่ายุติ แต่ถ้าไม่ครบ 376  เสียง  ก็จะเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาปรึกษากันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพราะขณะนี้ประชาชนรอรัฐบาลใหม่ จึงต้องทำให้เกิดความสมดุล และเหมาะสม   ส่วนข้อเสนอหากโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งแรกไม่ผ่าน จะนัดครั้งต่อไปเป็นวันพุธที่ 19 กรกฎาคม     ซึ่งถือว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม และเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร มีเวลาทำหนังสือแจ้งสมาชิก แต่ยังต้องดูหน้างานอีกครั้ง 


ประเด็นข้างต้นได้ปรึกษานายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา(สว.)แล้ว  ก็เห็นตรงกันว่าเหมาะสมดี ส่วนที่จะต้องเว้นไว้ 7 วัน นั้น แม้ไม่ได้มีข้อกำหนด แต่ต้องการให้สมาชิกมาประชุมโดยพร้อมกัน ทั้ง สว. และ สส.  ส่วนข้อเสนอของ สว.  ที่อยากให้เว้นระยะเวลาการประชุมรัฐสภาไว้ 14 วัน ไม่มีปัญหา ขึ้นอยู่กับหน้างาน และความเหมาะสม ส่วนตัวอยากให้เกิดความเรียบร้อย และความพร้อมให้มากที่สุด เพราะเป็นวาระสำคัญในการเลือกผู้นำประเทศ  ต้องทำให้มีความพร้อม และโปร่งใสที่สุด  และในการ “โหวตนายกรัฐมนตรี “ ในครั้งต่อไป ยังสามารถเสนอชื่อบุคคลเดิมซ้ำได้อีก

อลงกรณ์ อาสา ดึง ‘ประชาธิปัตย์’ 25 เสียง ร่วมโหวต ‘พิธา’ นายกรัฐมนตรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552987

06 ก.ค. 2566

อลงกรณ์  อาสา ดึง 'ประชาธิปัตย์'  25  เสียง ร่วมโหวต  'พิธา' นายกรัฐมนตรี

รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อลงกรณ์ พลบุตร” วิพากษ์บ้านเมืองจะไปข้างหน้าได้ สส. และ สว. ต้องเคารพเสียง เมื่อคนส่วนใหญ่ เลือก “พิธา” เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ควรทำตามฉันทามติ พร้อมผลักดันไปยังพรรคประชาธิปัตย์ให้สนับสนุนเรื่องนี้ ชี้หมดเวลา ที่จะมาเหตุผลขัดขวาง

 ที่ห้องประชุมริมน้ำ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  กรุงเทพฯ  เครือข่าย Respect My Vote จัดเสวนาหัวข้อ  “เคารพผลเลือกตั้ง ฟังเสียงประชาชน”    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมจับตาการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายอลงกรณ์ พลบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


 
นายอลงกรณ์  พลบุตรบุตร รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า   สถานการณ์ในขณะนี้
ขอเรียกร้องให้  สส. และสว. เคารพเสียงประชาชน  ด้วยการโหวตนายกรัฐมนตรี  ให้กับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ขณะเดียวกันตนจะเคลื่อนไหวในเรื่องนี้  ผ่านทางพรรคประชาธิปัตย์เช่นกัน
ด้วยการเสนอพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขอให้สส. ทั้ง 25  คน   โหวตให้นายพิธา  เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นหลักการของระบบเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร  การเปลี่ยนผ่านรัฐบาลควรราบรื่นรวดเร็ว   ครั้งนี้ต้องยอมรับว่าเสียงที่ประชาชนเลือก ต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล 

ทั้งนี้ หลักการหนึ่งที่  สส.  ,  สว. หลายคนไม่เข้าใจ ทุกรัฐธรรมนูญเขียนว่า สส. ,  สว. คือผู้แทนปวงชนชาวไทย แต่ยังไม่มีใครพูดหลักการที่ซ่อนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า สส.  , สว. มีสิทธิอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงออกเสียงตรงมาว่า ต้องการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล จึงไม่มีสิทธิไปขัดแย้ง ขัดขวาง ดังนั้น การเลือกตั้งจึงเป็นประธิปไตยสายตรงให้เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เขาเลือก โดยผู้แทนปวงชนชาวไทยต้องปฏิบัติตาม การแข่งขันเรื่องนโยบายหรือจะโต้แย้งอะไรจบแล้ว เพราะประชาชนเลือกแล้ว สส. , สว. ไม่มีสิทธิที่จะไปอ้างดุลยพินิจของตัวเองอีก 


“ถ้าเราไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับเสียงประชาชนสายตรง จะให้เลือกตั้งทำไม  เมื่อเป็นประชาธิปไตยสายตรงแล้ว คำว่าผู้แทนปวงชนต้องอยู่แถวสอง ไม่สามารถคัดค้านเสียงประชาชนได้ 
เราต้องคำนึงหลักผลประโยชน์ของประเทศชาติ การตั้งรัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว สส.  , สว. ต้องมีสปิริตประชาธิปไตย การยอมรับความพ่ายแพ้  คือการเริ่มต้นของโอกาสในการแข่งขันใหม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า  ” นายอลงกรณ์  ระบุ

.

ขอขอบคุณภาพจาก พรรคก้าวไกล 

ย้อน 23 ปี เส้นทางการเมือง 6 ‘นายกรัฐมนตรี’ ใครหลุดเก้าอี้ เพราะเหตุอันใดบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552981

06 ก.ค. 2566

ย้อน 23 ปี เส้นทางการเมือง 6 'นายกรัฐมนตรี' ใครหลุดเก้าอี้ เพราะเหตุอันใดบ้าง

ย้อนเส้นทางการเมือง 23 ปี กับ 6 ‘นายกรัฐมนตรี’ ส่วนใหญ่จบไม่สวยเพราะม็อบ พลิกสาเหตุใครหลุดจากเก้าอี้ เพราะเหตุอันใด ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

ลุ้นกันต่อไปหลังจากที่ได้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือ วันนอร์ เป็นประธานสภา และ นายประดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นรองประธานสภาคนที่ 1 และ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เป็นรองประธานสภาคนที่ 2 ไปเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยล่าสุด นายวันนอร์ ได้ระบุวันเลือก นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยมีการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  จากพรรคก้าวไกล ซึ่งจะต้องรวบคะแนน สส. และสว.ให้ได้ครบ 376 เสียงให้ได้จึงได้เป็นนายกฯ คนต่อไป

แต่ก่อนที่จะไปสู่การเลือก “นายกรัฐมนตรี” คนที่ 30 คมชัดลึก จะพาย้อนเส้นทาง 23 ปี การเมืองไทย กับการทำงานของนายกฯ ทั้งหมด 6 คน โดยเส้นทางของแต่ละคนนั้นล้วนจบลงท่ามกลางความวุ่นวายทั้งสิ้น

1.นายทักษิณ ชินวัตร  เป็น “นายกรัฐมนตรี”  ไทยคนที่ 23 ดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ. 2544–พ.ศ. 2549 โดยนายทักษิณ เข้าสู่เส้นทางการเมืองจากการชักชวนของ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ต่อมาก่อตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2541   หลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2544 พรรคไทยรักไทยได้รับเสียงข้างมากในสภาจึงดำรงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”  เป็นสมัยแรก หลังจากครบวาระ 4 ปี และมีการเลือกตั้งใหม่ในปี 2548 พรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งได้คะแนนเสียงเยอะที่สุด ทำให้ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง ด้วยคะแนนเสียงสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

แต่เส้นทางบนเก้าอี้นายกฯ สมัยที่ 2 ของ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้สวยมากหนัก เพราะหลังจากนั้นไม่นานก็เริ่มมีการประท้วง ในปี 2549  คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลทักษิณ ทำให้นายทักษิณพ้นจากตำแหน่ง โดยระหว่างนั้นนายทักษิณ ได้เดินทางไปราชการที่ต่างประเทศ นายทักษิณเคยเดินทางกลับประเทศไทยครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2551 หลังพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง แต่หลังจากนั้นอาศัยอยู่ต่างประเทศโดยตลอด

ทักษิณ ชินวัตรทักษิณ ชินวัตร

2.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 พรรคประชากรไทย ก้าวไปถึงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ได้ จากการทาบทามจาก นายทักษิณ ชินวัตร ให้ไปนำพรรคพลังประชาชน ซึ่งมาแทนที่พรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ ในปี 2551 เค้าชนะการเลือกตั้งและได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแค่ 7 เดือนกว่าๆ สมัคร จะต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะไปรับจ้างเป็นพิธีกร รายการทำกับข้าวทางโทรทัศน์ 

อย่างไรก็ตาม สมัคร สุนทรเวช  ได้ป่วยเป็นมะเร็งตับ และได้เดินทางไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ และเดินทางกลับไทย พร้อมกับพักฟื้นอยู่ที่บ้าน โดยก่อนจะถึงแก่อนิจกรรม ยังได้เข้าพักรักษาตัวอีกครั้งที่โรงพยาบาล และถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบ ด้วยโรคมะเร็งตับ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขณะมีอายุได้ 74 ปี

3.นายสมชาย วงศ์สวัส นายกรัฐมนตรีคนที่ 26  ลงจากตำแหน่งนายกฯ เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น วินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน เนื่องจากถูกข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง และ ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เค้ายังถูกจับตาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคนที่ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะเหนือพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นคู่แข่ง ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2554


นายสมชาย ถือว่าเป็นนายกคนแรกที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯในตอนนั้นขยายวงล้อมตามยุทธศาสตร์ดาวกระจาย โดยยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่น  ระหว่างนั้น สมชายไปทำงาน ณ สนามบินดอนเมืองแทน แต่ความวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น จนท้ายที่สุดถูกกดดันการปฏิวัติหน้าจอ เมื่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ขณะนั้นนำผบ.เหล่าทัพไปออกรายการของ นายสรยุทธ สุทัศนจินดา โดยบีบให้รัฐบาลลาออกจากตำแหน่ง สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน และทำให้นายสมชายพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

สมชาย วงศ์สวสดิ์ สมชาย วงศ์สวสดิ์

4.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนที่ 27  ที่ขึ้นเป็น “นายกรัฐมนตรี” ท่ามกลางภาวะตึงเครียดทางการเมือง โดยหลังจากที่นายสมชาย หลุดจากตำแหน่งไปแล้ว ได้มีการฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ในค่ายทหารก่อน อภิสิทธิ์ได้รับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีไทย ธันวาคม พ.ศ. 2551 เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือน ธ.ค. 2551 ในวัย 44 ปี 

หลังจากนั้นนายอภิสิทธิ์ ต้องเผชิญกับการประท้วงใหญ่ในเดือนเม.ย. ปี 2552 ในเดือนเม.ย. และ พ.ค. 2553 หนักที่สุดคือเหตุการสลายการชุมชนในปี 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 99 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 2,100 คน ที่ทำให้นายอภิสิทธิ์โดนกล่าวหาว่าสังหารผู้อื่น หลังแพ้การเลือกตั้งเป็นการทั่วไป ปี 2554 เขาได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคในวันที่ 4 ก.ค. 2554 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

5.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  นายกรัฐคนที่ 28 และเป็น “นายกรัฐมนตรี” หญิงคนแรกของประเทศไทย หลังจากผ่านาวะตรึงเครียดทางกลางเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยพรรคเพื่อไทย กลับมาชนะการเลือกตั้งได้ผู้แทนราษฎร 265 ที่นั่ง นับเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ไทยที่พรรคการเมืองพรรคเดียวครองเสียงข้างมากในสภา จากนั้น ยิ่งลักษณ์ ได้รับเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 5 ส.ค.. 2554 ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

แต่เส้นทางของยิ่งลักษณ์ไม่ได้ต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ มากหนัก เพราะเพียงไม่นานก็ต้องเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ สุดท้ายทนแรงกดดันไม่ไหว จนต้องประกาศสภาไปในวันที่ 9 ธ.ค. พ.ศ. 2556 และรักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากการรักษาการในวันที่ 7 พ.ค. 2557 เนื่องจากการย้ายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

6.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนที่ 28 และ นายกฯ คนที่ 29  หลังจากความวุ่นวายทางการเมืองไม่มีท่าที่ว่าจะจบลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงประกาศทำรัฐประหารในปี 2557 หลังจากนั้นในวันที่ 21 ส.ค. 2557 สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติเอกฉันท์เลือกเขาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสมาชิกสภานั้นถูก คสช. เลือกมาทั้งหมด 

พล.อ.ประยุทธ์ นับว่าเป็นนายกฯที่สามารถนั่งเก้าอี้นายกฯ ได้ถึง 2 สมัย โดยในสมัยที่ 2 มีการจัดการการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 แม้ว่าพลังประชารัฐจะไม่ได้ชนะการเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 แต่ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ตามโครงการสร้างรัฐธรรมนูญ2560 ฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ประยุทธ์ จันทรโอชา ประยุทธ์ จันทรโอชา

อย่างไรก็ตามพล.อ.ประยุทธ์ ประกาศยุบสภาในวันที่ วันที่ 20 มี.ค. 2566   และจัดให้การเลือกตั้งใหม่ในเดือน พ.ค. 2566 ท้ายที่สุดพรรคก้าวไกลเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งไปและเป็นพรรคที่มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก แม้ว่าในกระบวนการการรวบรวมเสียงข้างมากจะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่เมื่อวันที่  4 ก.ค. 2566 พรรคร่วมรัฐบาลสามารถผ่านด่านการเลือกประธานสภาได้สำเร็จ นับจากนี้คงต้องจับตากันต่อไปว่า ในวันที่ 13 ก.ค. นี้ จะสามารถยกมือเลือกนายกฯรัฐมนตรีคนที่ 30 โดยพรรร่วมทั้ง 8 พรรคจะเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพียงคนเดียวเท่านั้น และจะโหวตจนกว่าจะนายพิธาจะได้นั่งเก้าอี้นายกฯรัฐมนตรีคนต่อไป