นักวิชาการ มองฉากทัศน์การเมืองร้อน จับตา ขั้วอำนาจเดิม เงียบผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552627

03 ก.ค. 2566

นักวิชาการ มองฉากทัศน์การเมืองร้อน จับตา ขั้วอำนาจเดิม เงียบผิดปกติ

นักวิชาการรัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมธิราช มองโอกาสฟรีโหวตมีสูง ปมชิงประธานสภาฯ ชี้จับตาฝ่ายขั้วอำนาจเดิม เงียบผิดสังเกต หวั่นเสนอชื่อใน 8 พรรคร่วม ส่งผลจัดตั้งรัฐบาล

ความเข้มข้นของการเมือง ณ ช่วงเวลานี้ คือต้องจับตามองกันวินาทีต่อวินาที ในการขับเคี่ยว เจรจาต่อรอง ในเรื่องของการชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรระหว่าง 2 พรรคใหญ่แกนนำฝ่ายประชาธิปไตยนั่นคือพรรคก้าวไกลและพรรคพื่อไทย ซึ่งจนใกล้เข้าสู่ช่วงที่เรียกว่าโค้งสุดท้าย พรรคเพื่อไทย ก็ยังต้องมีการประชุมภายใน เพื่อให้ได้ผลมติอย่างเป็นทางการในนามพรรค

นัยว่าต้องขับเคี่ยวกันจนนาทีสุดท้าย?

รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

รศ.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้มองฉากทัศน์การเมืองอันร้อนแรงนี้ว่า ตอนนี้โอกาสที่จะเห็นการ ฟรีโหวต การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรมีความเป็นไปได้สูง เพราะถ้าเงื่อนไขยังไม่ลงตัวก็จะต้องฟรีโหวต และโอกาสที่จะลงตัวนั้นเรียกได้ว่าไม่ง่าย ถ้ามองตามสูตรที่พรรคเพื่อไทยเสนอ 14 + 1มันเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนได้ว่าพรรคก้าวไกลเสียเปรียบเต็มๆ 

เพราะ 14 + 1 แรกนั้นมันคือ 14 +1 ประธานสภาของพรรคเพื่อไทยนะครับซึ่งก็อาจจะเท่ากับ 15 นะครับแต่ว่า 14 + 1 ที่ 2 เนี่ยมันอาจจะเท่ากับ 14 ก็ได้เพราะ 14 + 1 ที่ 2 คือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของทางพรรคก้าวไกล โหวตคืนให้กับก้าวไกลได้เป็นนายกฯ แต่มันไม่ได้จบเพียงแค่นั้นเพราะว่าเสียงสุดท้ายอาจจะไม่ถึง 376 สำหรับนายกรัฐมนตรี แต่ว่ายังไม่ได้เสียงที่จะเติมจากที่สภาในสว. แต่แม้กระทั่งสส.ด้วยกันเองก็ตาม

ดังนั้นเนี่ยด้วยเงื่อนไขแบบนี้เนี่ยทางพรรคก้าวไกลก็คงจะไม่รับแน่นอน คราวนี้คงจะเป็นเรื่องที่เดินต่อยาก แม้จะมีภาพที่เคลียร์กันในระดับพรรคแล้ว ที่อาจจะดูลงตัวเพราะว่ามี MOU แล้วก็มีคณะเปลี่ยนผ่านคณะเจรจาอะไรก็ตามตรงนี้


แต่ว่าระดับมุมทางการเมืองเนี่ยมันเป็นเรื่องเล็กๆที่เขาจะมีจุดยืนแล้วก็ผลประโยชน์นะครับโดยที่อาจจะแตกต่างกัน เราโฟกัสหรือจับจ้องไปสู่การมีการเมืองระหว่างของก้าวไกลกับเพื่อไทย แต่สิ่งที่เราจะมองข้ามไม่ได้เลยนั่นก็คือเรื่องของกลุ่มขั้วอำนาจเก่าที่สามารถจับสังเกตได้ว่าเงียบผิดปกติซึ่งสวนทางกับสถานการณ์การเมืองที่ถือว่าไม่ปกติแต่กลุ่มขั้วอำนาจเดิมนั้นกลับนิ่งผิดปกติซึ่งทำให้วิเคราะห์ได้ว่ากำลังมี การเมืองอะไรซ่อนอยู่ จึงใช้คำว่าการเลือกประธานสภาฯ เหมือนกับเป็นกล่องพิศวง เพราะการเลือกประธานสภาคือการโหวตลับ แล้วนะตอนนี้ยังไม่เห็นว่าขั้วอำนาจเดิมเสนอรายชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาในขั้วของฝั่งเขา ยังไงบ้าง
 

ซึ่งณตอนนี้เราก็ยังไม่เห็นเลย มีเพียงพรรคก้าวไกลที่เสนอรายชื่อรวมทั้งฝั่งเพื่อไทยที่แสดงเจตจำนงในความต้องการตำแหน่งประธานสภา แตกต่างกับการเลือกตั้งในปี 2562 ที่ในตอนนั้น พรรคร่วมรัฐบาลนั่นคือพลังประชารัฐและประชาธิปัตย์ มีคะแนนที่เบียดกันสุดท้ายก็มาลงตัวที่ชื่อของนายชวนหลีกภัย ซึ่งแม้แต่เพื่อไทยก็ยังเสนอชื่อของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์แม้จะแพ้โหวตก็ตาม ดังนั้นจึงมองว่าขั้วอำนาจเดิมก็จะต้องทำการเสนอรายชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาแม้จะแพ้โหวตหรืออะไรต่างๆก็ตาม 


แต่เรายังไม่เห็นการเสนอจึงทำให้จับสังเกตได้ว่ากำลังจะมีกระบวนการอะไรบางอย่าง อาจจะมีการใช้จังหวะตรงนี้เสมอคนขึ้นชิงตำแหน่งประธานสภาจาก 8 พรรคร่วม โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่พรรคเพื่อไทยเพื่อให้เกิดเสียงแตก ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลต่อไปในอนาคตอีกด้วย 

เปิด’ขั้นตอนเลือกประธานสภา’ ลุ้นเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552623

03 ก.ค. 2566

เปิด'ขั้นตอนเลือกประธานสภา' ลุ้นเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ

‘ประธานสภา’จะเป็นใคร ลุ้นกันวันที่ 4 ก.ค.นี้ เปิด’ขั้นตอนเลือกประธานสภา’ หากตกลงกันไม่ได้ มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน

ขั้นตอนเลือกประธานสภา กำลังถูกจับตาในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ซึ่งถูกกำหนดไว้ในวันอังคารที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566 เวลา 09.30 น.มีวาระที่สำคัญ คือการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตามข้อบังคับการประชุมสภา พ.ศ. 2562 ข้อที่ 6 ขั้นตอนเลือกประธานสภา มีใจความสำคัญ คือ หากมีการเสนอชื่อประธานสภาในที่ประชุมเพียงคนเดียว ก็ไม่ต้องมีการลงคะแนน แต่หาก มีการเสนอชื่อมากกว่า 1 คน ต้องมีการลงคะแนนลับ เพื่อเลือกประธานสภา โดยใช้เสียงข้างมาก

หมายความว่า การเสนอชื่อประธานสภา สามารถทำได้โดย สส.เสนอชื่อและมีผู้รับรองเพียง 20 คน หากผู้ถูกเสนอชื่อไม่ปฏิเสธ หรือไม่ถอนตัว ก็ต้องมีการลงคะแนนลับเพื่อเลือก

ส่วนใครจะได้รับเลือก ตามขั้นตอนเลือกประธานสภา ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมาก เพราะข้อบังคับการประชุม ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ คะแนนขั้นต่ำเอาไว้ คุณสมบัติที่สำคัญของประธานสภาคือต้องเป็นกลางระหว่างทำหน้าที่

เช่นเดียวกับรองประธานสภา อีกสองคน ที่ต้องเลือกตามข้อบังคับการประชุมในคราวเดียวกัน

พรรคก้าวไกลเปิดชื่อแคนดิเดตประธานสภา คือ ปฎิพัทธ์ สันติภาดา ในวัยยังไม่ถึง 40 ปี และยังมีแคนดิเดตอีกคน ที่สังกัดพรรคเพื่อไทย และมีเพื่อนฝูงมากมายในสภา อย่าง สุชาติ ตันเจริญ ซึ่งยังเก็บตัวเงียบไม่แสดงท่าที ตอบรับหรือปฏิเสธ  เป็นตัวเต็งอีกคน


จาตุรนต์  ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นอีกรายชื่อ ที่ถูกระบุว่ามีคุณสมบัติสามารถทำหน้าที่ประธานสภาได้ ทวิตไว้ว่าถ้ามีข้อมูลมากขึ้น จะคุยเรื่องการเมือง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลความคืบหน้าเรื่องประธานสภา มีแต่ข่าวจากสื่อที่อ้างแหล่งข่าวระดับสูง แต่ผู้นำระดับสูงยังไม่มีใครบอกอะไรที่ชัดเจน

ได้แต่หวังว่าเรื่องประธานสภาจะลงเอยด้วยดี ไม่มีการแข่งกันเองระหว่าง2 พรรคหลักเพราะถ้าแข่งกันเองก็จะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลสะดุดได้ ยิ่งถ้าแข่งกันเองโดยมีอีกฟากหนึ่งเข้ามาผสมโรงด้วยก็จะกลายเป็นโรคแทรกซ้อน

ทำไม ‘เพื่อไทย’ อยากได้เก้าอี้ประธานสภาฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552618

ขวัญเรียม​ แก้ว​สุวรรณ​

02 ก.ค. 2566

ทำไม 'เพื่อไทย' อยากได้เก้าอี้ประธานสภาฯ

เก้าอี้ประธานสภาฯ ยังไม่ได้ข้อสรุป ในวงประชุมเผย “พรรคเพื่อไทย” เปิดปมชิงเก้าอี้ ทำเอาพรรคร่วมต่างเข้าใจ สส.ในพรรคมีคนหลายช่วงอายุ คิดเห็นไม่ตรงกัน ต่างจากพรรคก้าวไกลที่ สส.หน้าใหม่ ยังมีความเห็นเรื่องการเมืองไม่มากนัก คาดจบก่อนเที่ยงพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2566)

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวภายหลังพรรคร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” นัดประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน รวมถึงในวงประชุมยังมีการพูดถึงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่พรรคก้าวไกลในฐานะพรรคการเมืองแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยังไม่สามารถตกลงเงื่อนไขกับพรรคเพื่อไทยได้ว่าโควตาดังกล่าวควรจะเป็นของใคร 

บรรยากาศในวงประชุมเป็นไปด้วยความราบรื่น “พรรคเพื่อไทย” ได้บอกถึงเหตุผลที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนี้ เพราะสมาชิกในพรรคนั้นมีหลายช่วงอายุ และหลายคนก็เป็น สส.ผู้ใหญ่ จึงทำให้มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ต่างจาก “พรรคก้าวไกล” ที่สมาชิกพรรคส่วนใหญ่เป็นคนหน้าใหม่ ความคิดเห็นทางการเมืองอาจยังมีไม่มากนัก พร้อมปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แกนนำพรรคก้าวไกล และพรรคร่วมฯ ต่างเข้าใจถึงสถานการณ์ของ “พรรคเพื่อไทย” จึงขอรอความชัดเจนสุดท้ายอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (3 ก.ค. 2566) ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีกำหนดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และประชุม สส. ช่วงเช้า ก่อนเดินทางเข้าร่วมงานรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในช่วงบ่าย 

ขณะเดียวกันยังทราบว่า ในวงประชุมมีสมาชิกบางคนเสนอให้ขอเลื่อนวันประชุมสภาฯ นัดแรกที่มีวาระสำคัญ คือ เลือกประธานสภาฯ ออกไปก่อน เผื่อผลการเจรจายังไม่ลงตัว ทว่าเสียงสมาชิกส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการเลื่อน เหตุเพราะต้องการรีบทำงานให้ประชาชน “เราเสียเวลามามากพอแล้ว” 

ทั้งนี้ คาดว่าในวันที่ 4 ก.ค. 2566 ก่อนโหวตเลือกประธานสภาฯ พรรคร่วม “จัดตั้งรัฐบาล” จะนัดหมายร่วมหารือกันก่อนเพื่อความเข้าใจตรงกัน

บิ๊กป้อม – ธรรมนัส ประสานสียงดับฝันข่าว ‘พลังประชารัฐ’ จับมือ เพื่อไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552613

02 ก.ค. 2566

บิ๊กป้อม - ธรรมนัส ประสานสียงดับฝันข่าว 'พลังประชารัฐ' จับมือ เพื่อไทย

หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ย้ำข่าว การจับขั้วระหว่าง เพื่อไทย กับ” พลังประชารัฐ” แค่ข่าวปล่อยไม่มีน้ำหนัก ยืนกรานใครได้เสียงข้างมากก็จัดการกันไป ด้าน สส.พะเยา ธรรมนัส พรหมเผ่า ประสานเสียง เปรียบเปรยคิดเสียว่าดูละครเกาหลี ยันท่าทีพรรคจะไม่เสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภา

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ   เปิดเผยว่า  ข่าวการจับขั้วใหม่ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรค “พลังประชารัฐ” โดยจะมีการผลักดันให้   พล.อ. ประวิตร  ขึ้นเป็น
นายกรัฐมนตรี   เรื่องดังกล่าว   ไม่มี ไม่มีการพูดคุยกับพรรคการเมืองใด หรือกับกลุ่มไหนในเรื่องดังกล่าว ข่าวการจับมือกับพรรคเพื่อไทย  ข่าวก็คือข่าว ต้องไปถามคนปล่อยข่าว  ” ใครได้เสียงข้างมาก ในทางการเมืองก็ดำเนินการตามขั้นตอนกันไป ”  พล.อ.ประวิตร  ระบุ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ  กล่าวว่า    ข่าวการจับมือระหว่างเพื่อไทย และ
“พลังประชารัฐ “ ณ เวลานี้ยังไม่มีการพูดคุยหรือมีการเจรจาอย่างที่เป็นข่าว ตามที่พล.อ.ประวิตร  ระบุ ข่าวก็คือข่าวไม่มีข้อเท็จจริงอะไร “นึกเสียว่าเราดูซีรีย์เกาหลี อย่าไปคิดมาก ส่วนกระแสข่าวว่าพลังประชารัฐจะเสนอชื่อประธานสภา   เรายืนยันว่าเรามีหลักการและมารยาททางการเมือง พรรคจะไม่เสนอใครแข่งอย่างเด็ดขาด ”  สส.พะเยา  กล่าว 

‘ประพันธุ์ คูณมี’ ปฏิเสธให้ข่าวสื่อญี่ปุ่น สว.ไม่มีหน้าที่ฟังเสียงประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552602

02 ก.ค. 2566

'ประพันธุ์ คูณมี' ปฏิเสธให้ข่าวสื่อญี่ปุ่น สว.ไม่มีหน้าที่ฟังเสียงประชาชน

‘ประพันธุ์ คูณมี’ โต้สื่อโซเชียล ยืนยันไม่เคยให้ข่าวกับ The Japan Times สื่อญี่ปุ่นว่า ‘สว.ไม่มีหน้าที่ฟังเสียงประชาชน’ แจงรายละเอียดคำให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กถึงเหตุผลที่ไม่เลือก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกฯ เพราะหมิ่นเหม่เรื่องสถาบัน

นายประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ประพันธุ์ คูณมี ชี้แจงกรณีสื่อออนไลน์แห่งหนึ่ง (https://www.thaich8.com/news_detail/126346) รายงานข่าวโดยอ้างว่า นายประพันธุ์ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Japan Times สื่อจากญี่ปุ่นว่า ‘ส.ว.ไม่มีหน้าที่ฟังเสียงประชาชน แม้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลจะได้คะแนนถึง 100 ล้านเสียงก็จะไม่โหวตให้ เพราะไม่ชอบ”

ประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ภาพเฟซบุ๊ก ประพันธุ์ คูณมีประพันธุ์ คูณมี สมาชิกวุฒิสภา ภาพเฟซบุ๊ก ประพันธุ์ คูณมี

เนื้อหาที่นายประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุรายละเอียดว่า “ข่าวดังกล่าว เป็นข่าวปลอมครับ ผมไม่เคยพูดตามข้อความดังกล่าว และไม่เคยให้สัมภาษณ์สำนักข่าวนี้แต่อย่างใด เป็นวิธีสกปรกของพวกด้อมส้ม” 

ประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊กประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊ก

นอกจากนั้น คำแปลภาษาไทยเกี่ยวกับเนื้อข่าวที่ Bloomberg รายงานแปลได้ความเป็น ดังนี้…. มิใช่ข้อความตามที่พวกด้อมส้มเอามาเผยแพร่ข้อมูล โดยตัดต่อ และบิดเบือนในโลกโซเชียลให้คนเข้าใจผิดตามที่ปรากฎแต่อย่างใด

สำหรับเนื้อหาคำแปลภาษาไทยจาก Bloomberg นายประพันธุ์ คูณมี ระบุว่า 

“เรื่องที่ท้าทาย พิธา เวลานี้มากที่สุด คือ กรณี 250 วุฒิสมาชิกซึ่งเป็นคณะบุคคลที่ตั้งโดยกลุ่มทหารผู้มีความจงรักภักดีภายหลังการก่อรัฐประหารในปี 2014 (พ.ศ. 2557) คนเหล่านี้จำนวนมากไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ‘พิธา’ ที่ให้มีการลดหย่อนผ่อนโทษ ผู้ที่กระทำความผิดในการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ และดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ ไม่ได้ใยดีเลยสักนิดเดียวว่าเขา (พิธา) คือ ผู้ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงมากที่สุด

ประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊กประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊ก

“มันไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะต้องไปรับฟังเสียงของใครต่อใคร” (คนแปลภาษาไทยแปลเพี้ยนไปครับ เพราะเวลาเรา generalization ว่าเป็น ‘คนกลุ่มใหญ่ หรือคนทั่วๆ ไป’ เราจะไม่ใช้ the people การใช้คำว่า the people ตามหลักไวยากรณ์หมายถึง เฉพาะคนกลุ่มที่ผู้พูดต้องการจะพูดถึงเท่านั้น)  

“ร้อยละ 90 ของ สว.ได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว ต่อให้คุณมี 100 ล้านเสียง ผมก็จะไม่เลือกคุณ หากเป็นคนที่ผมไม่ชอบ หรือมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม” 

ประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊กประพันธุ์ คูณมี โพสต์เฟซบุ๊ก

นอกจากนั้นระบุว่า ความไม่ชัดเจนตรงนี้ส่งผลกระทบไปยังตลาดธุรกิจการค้าของประเทศไทยและนักลงทุนต่างชาติ ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ของประเทศระส่ำระสายอย่างหนักในปีนี้ ร่วงไปแล้วกว่าร้อยละ 12 และมีทีท่าจะดำดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับแต่ปี 2021 (พ.ศ. 2563)

(กรุณาอ่านเพิ่มเติม :  การพูดคุยหาข้อตกลงที่ลากยาวจะส่งผลอย่างไรต่อการช่วงชิงกันเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย)

พิธาเองลดกระแสความไม่แน่นอนและแสวงหาทางสร้างความมั่นใจให้กับผู้ให้การสนับสนุนว่า อย่างไรแล้วเขาจะต้องได้เป็นผู้นำรัฐบาลในครั้งนี้อย่างแน่นอน การส่งสัญญาณดังกล่าวเห็นได้จากการจัดประชุมหลายครั้งกับนักธุรกิจกลุ่มต่างๆ โดยเขากล่าวถึงระยะเปลี่ยนผ่านของอำนาจรัฐมายังตัวเขา และเรื่องว่าด้วย ‘หนึ่งร้อยวันแรกของการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี’

“พวกเรากำลังทำงานอย่างหนักในการทำลายกำแพง และมีความขมักเขม้นแข็งขันในการทำความเข้าใจกับสองสภา พิธา ได้กล่าวประโยคนี้ที่รัฐสภาฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ‘มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง’

“เขามั่นใจว่าจะมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ เวลานี้เขายังต้องการอีก 64 เสียง เพื่อสนับสนุนให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรี

ดูเหมือนว่า พิธา กำลังสร้างแรงกระเพื่อมและสะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีทางที่จะสกัดกั้นไม่ให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ด้วยความหวังอย่างยิ่งว่า จะเป็นแรงกดดันไปยงบรรดาวุฒิสมาชิกให้หันมาสนับสนุนเขา (เป็นคำกล่าวของ ปีเตอร์ มัฟฟอร์ด จากกลุ่มงานเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของ ‘ยูเรเซียกรุ๊ป’ แต่ดูเหมือนว่ายุทธศาสตร์ที่ใช้ยังห่างไกลความเป็นจริงอีกมาก”

การอยู่ในฐานะ “ว่าที่นายกรัฐมนตรี” ในขณะนี้ของพิธามีส่วนช่วยกระตุ้นและแรงเสริมให้กับผู้ให้การสนับสนุนพรรคก้าวไกล ซึ่งใช้การกดดันบรรดาวุฒิสมาชิก ผ่านการรณรงค์ออนไลน์ การอภิปรายสาธารณะ และการเดินประท้วงตามท้องถนนเพื่อยืนยันการให้การสนับสนุนของพวกเขาต่อตัว “พิธา” แต่ดูเหมือน “เสียงเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ได้ผลเพราะบรรดา สว.ส่วนใหญ่ค่อนข้างเก็บตัวเงียบและไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ ในที่สาธารณะว่าพวกเขาจะให้การสนับสนุนพิธาหรือไม่อย่างไร

วุฒิสมาชิกหลายท่านยังคงต่อต้านการเข้ามามีอำนาจของ ‘พิธา’ ด้วยความเห็นที่ส่วนใหญ่มองไปที่แนวทางจุดยืนของพรรคก้าวไกลที่ต้องการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในการลดโทษต่อผู้กล่าวหาจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์

บรรดา สว.ไม่เห็นด้วยกับความไม่เคารพสถาบันฯ รวมทั้งแผนการที่จะมีการปฎิรูปและถอนรากถอนโคนปัญหาต่างๆ ในสังคมไทย ทั้งนี้ วุฒิสมาชิก ประพันธ์ (วัย 69 ปี) กล่าวว่า “มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” พิธา ได้ปฎิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว “เขาบอกว่าเขาเพียงพยายามจะปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และราชวงศ์กับประชาชน”

ความเห็นของพิธาดังกล่าว ขีดเส้นใต้ให้เห็นถึงความประหลาดพิลึกกึกกือที่ถาโถมเข้าใส่พิธา และเหล่าพรรคร่วมฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยว่ามีมากแค่ไหน ยิ่งกว่านั้น เมื่อพรรคก้าวไกลได้กล่าวกับพันธมิตรของตัวเองที่อยู่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะชนะได้อย่างเด็ดขาดคือการได้เสียงสนับสนุนจากบรรดา สว. ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เรื่องลับๆ ที่ไม่ได้เปิดเผยเป็นการทั่วไป คือ พรรคก้าวไกลได้ส่งบรรดาแกนนำพรรคคนสำคัญให้ติดต่อเข้าหาบรรดาวุฒิสมาชิกโดยตรงเป็นรายบุคคล อีกทั้งยังอาศัยสายสัมพันธ์ในเชิงมิตรภาพส่วนบุคคล ความเป็นเครือญาติ ความใกล้ชิดของบรรดาผู้เกี่ยวข้องให้ช่วยทำให้แนวทางของก้าวไกลประสบความสำเร็จ

นายพริษฐ์  วัชรสินธุ์ ในฐานะผู้จัดการฝ่ายการรณรงค์ฯ พรรคก้าวไกล ได้กล่าวว่า “เวลานี้เราใช้ทุกวิถีทางที่มีในการติดต่อสื่อสารกับบรรดาวุฒิสมาชิกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตัวพริษฐ์ฯ เองเป็นอีกคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในคณะเจรจากับบรรดาวุฒิสมาชิก”

บัญญัติ -จุรินทร์ ฝากสส. ‘ประชาธิปัตย์’ ฟิ้นฟูพรรค – อุบโหวตประธานสภา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552603

02 ก.ค. 2566

บัญญัติ -จุรินทร์ ฝากสส. 'ประชาธิปัตย์'  ฟิ้นฟูพรรค - อุบโหวตประธานสภา

ประชุมสส. “ประชาธิปัตย์” โดยมี จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค “ประชาธิปัตย์”   เป็นประธาน ผู้ใหญ่ของพรรค “บัญญัติ บรรทัดฐาน” ระบุ แม้ได้ที่นั่งมาน้อย แต่ยังต้องทำงานอย่างหนักในการผลักดันกฎหมาย ส่วน “จุรินทร์”  ฝากทุกคนช่วยกันทำให้พรรคเติบโตต่อไป

ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์  ถนนเศรษฐศิริ พญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รักษาการหัวหน้าพรรค “ประชาธิปัตย์”   เป็นประธานการประชุม โดยมีสส.พรรค   ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ รวม 25 คน   เข้าร่วม   สำหรับวาระการประชุม สส.   เป็นการรับทราบพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2566 และการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มาให้ข้อมูลแนวทางปฏิบัติในเรื่องต่างๆ แก่ สส. รวมถึงยังมีวาระการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฏร และรองประธานสภาผู้แทนราษฏร 
 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมพรรค “ประชาธิปัตย์”  ว่า นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะอดีตประธานสภาผู้แทนราษฏร  และอดีตหัวหน้าพรรค ได้ย้ำสส.ให้ตั้งใจทำงานเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ ไม่ควรให้เกิดกรณีกดบัตรแทนกัน และไม่ควรเล่นการพนันโดยเด็ดขาด ขณะที่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรค กล่าวในที่ประชุมว่า   แม้ครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งมาน้อย แต่ยังต้องทำงานอย่างหนักในการผลักดันกฎหมายสำคัญหลายเรื่อง  เพื่อสร้างผลงานให้กับพรรค  นายจุรินทร์ กล่าวว่า บทบาทในสภาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ และเป็นพื้นฐานสำคัญของสส.ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ล้วนมีความจำเป็นทั้งสิ้น นอกจากสส.จะมีภารกิจในพื้นที่แล้ว ยังมีภารกิจที่ต้องช่วยกันทำให้พรรคเติบโตต่อไป

สำหรับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ในการลงมติเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร  ที่ประชุมวันนี้ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องดังกล่าว เพราะพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้น หาก 2 พรรคนี้มีความชัดเจนในวันที่ 3 ก.ค. หรืออย่างช้าในวันที่ 4 ก.ค. พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุม ส.ส. อีกรอบ เพื่อกำหนดท่าทีก่อนจะไปลงมติเลือกประธานสภาฯ 

บัญญัติ -จุรินทร์ ฝากสส. 'ประชาธิปัตย์'  ฟิ้นฟูพรรค - อุบโหวตประธานสภา
บัญญัติ -จุรินทร์ ฝากสส. 'ประชาธิปัตย์'  ฟิ้นฟูพรรค - อุบโหวตประธานสภา
บัญญัติ -จุรินทร์ ฝากสส. 'ประชาธิปัตย์'  ฟิ้นฟูพรรค - อุบโหวตประธานสภา
บัญญัติ -จุรินทร์ ฝากสส. 'ประชาธิปัตย์'  ฟิ้นฟูพรรค - อุบโหวตประธานสภา

การประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ ณ ที่ทำการพรรคฯ  โดยมี  จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รักษาการหัวหน้าพรรค “ประชาธิปัตย์”   เป็นประธานการประชุม

‘บิ๊กป้อม’ ประกาศไม่ลาออก จะดูแล ‘พลังประชารัฐ’ ไปตลอดชีวิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552599

02 ก.ค. 2566

'บิ๊กป้อม' ประกาศไม่ลาออก จะดูแล 'พลังประชารัฐ’ ไปตลอดชีวิต

‘บิ๊กป้อม’ รวมพลัง สส.พปชร. ชุดที่26 ปฐมนิเทศ ลุยทำงาน เพื่อประเทศ-ปชช. สร้างศรัทธาพัฒนา ‘พลังประชารัฐ’ สู่สถาบันการเมืองที่เข้มแข็ง ประกาศจะดูแลพรรคไปตลอดชีวิต

เมื่อเวลา 14.00 น.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จัดกิจกรรมปฐมนิเทศสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค

โดยมี สส.ทั้ง 39 คนและแกนนำพรรคให้การต้อนรับ อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค,นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค,ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา,นายวราเทพ รัตนากร กรรมการฝ่ายนโยบายพรรค พปชร.นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค,นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค และนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคพลังประชารัฐ

พล.อ.ประวิตร กล่าวมอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ สส.ว่า ขอแสดงความยินดีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใหม่ คณะกรรมการบริหารพรรค คณะยุทธศาสตร์คณะนโยบาย รวมไปถึงสมาชิกของพรรคพลังประชารัฐทุกคน ตนและคณะกรรมการบริหารพรรคขอแสดงความยินดีกับ สส.ใหม่ ทุกท่านด้วยความยินดียิ่งที่ท่านได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

2 ก.ค. 2566 ปฐมนิเทศน์ สส.ใหม่ พรรคพลังประชารัฐ2 ก.ค. 2566 ปฐมนิเทศน์ สส.ใหม่ พรรคพลังประชารัฐ

ทั้งนี้ การเลือกตั้ง 2566 มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมากกว่าทุกครั้ง จากข้อมูลการเลือกตั้งมีพรรคการเมืองมาเสนอให้กับพี่น้องประชาชนเลือกถึง 67 พรรค และมากกว่า 4,000 ผู้สมัคร 400 เขตเลือกตั้งซึ่งมีประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 75% สูงที่สุดในประวัติการณ์ 

แม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนมาเป็นอันดับ 4 ก็ตามแต่ก็ได้รับตัวแทนประชาชนมาเป็น สส.จากทั่วทุกภูมิภาค ยกเว้นกรุงเทพมหานคร จึงถือได้ว่า พวกเราได้รับความศรัทธาจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

พล.อ.ประวิตร ประกาศไม่ทิ้งพรรคพลังประชารัฐพล.อ.ประวิตร ประกาศไม่ทิ้งพรรคพลังประชารัฐ

โดยเฉพาะ สส.ที่ได้นั่งอยู่ในห้องนี้ก็ผ่านการแข่งขันที่รุนแรงอย่างมาก แต่ก็เอาชนะมาได้ ตนเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองจะต้องนำผลการเลือกตั้งไปปรับปรุงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

อย่างไรก็ตาม ขอบคุณประชาชนทั้งประเทศที่ให้ความไว้วางใจในพรรคพลังประชารัฐไปแล้วตั้งแต่ในวันที่เสร็จสิ้นการเลือกตั้ง และขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ทำงานอยู่ร่วมกันอย่างเหน็ดเหนื่อยรวมไปถึงผู้สมัครของพรรคทุกคน ทุกเขตที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ทำงานและมีส่วนร่วมสนับสนุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างดี

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำคนสำคัญ ที่นำทัพสส.ยก จ.พะเยา และภาคเหนือหลายจังหวัดร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า แกนนำคนสำคัญ ที่นำทัพสส.ยก จ.พะเยา และภาคเหนือหลายจังหวัด

“ถึงวันนี้พรรคพลังประชารัฐของเราจะต้องเดินไปข้างหน้า ตามอุดมการณ์ ตามเจตจำนงค์ของพรรคที่ขออาสาเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อเป็นพรรคการเมืองของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมขอยืนยันว่าจะดูแลพรรคพลังประชารัฐไปตลอดชีวิตของผม เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลว่า ผมจะลาออกหรือไปที่ไหน อย่างไรก็จะอยู่กับพรรคพลังประชารัฐตลอดไป”

นายสันติ นายสันติ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า หลังจากพิธีเปิดประชุมรัฐสภา 3 ก.ค.ก็จะมีการเลือกประธาน-รองประธาน สภาฯ ในวันที่ 4 ก.ค.และจากนั้นก็จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ไม่ว่าผลการจัดตั้งรัฐบาลจะออกมาในรูปใดก็ตามพรรคพลังประชารัฐยังจะเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อรับใช้ประชาชนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

น.ส. ตรีนุช เทียนทองน.ส. ตรีนุช เทียนทอง

การปฐมนิเทศในครั้งนี้ จึงอยากให้เป็นจุดเริ่มต้นที่รวมบุคลากรของพรรค ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ก็ตาม จะต้องร่วมกันทำงาน เพื่อให้พรรคพลังประชารัฐเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และเป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไป 

กรุง ศรีวิไลกรุง ศรีวิไล

โดยเฉพาะ สส.ใหม่หรือคนเก่า ไม่ว่าสมัยที่แล้วอยู่พรรคใด แต่วันนี้จะต้องมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวของพรรคพลังประชารัฐ จะต้องทำหน้าที่ทั้งในและนอกสภาฯอย่างเต็มที่ จะต้องทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ตาม เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจสนับสนุนพวกเรา เราก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่

'บิ๊กป้อม' ประกาศไม่ลาออก จะดูแล 'พลังประชารัฐ’ ไปตลอดชีวิต

“ผมอยากจะให้ข้อคิดกับ สส.ทุกท่าน เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติว่า การทำหน้าที่ สส.ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และมติข้อบังคับของพรรค อย่างเคร่งครัด รวมถึงจะต้องมีจริยธรรม โดย สส. พรรคพลังประชารัฐ จะต้องเป็นเอกภาพ ไม่มีการแบ่งกลุ่มแบ่งก๊วน เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ใดใดก็ตาม ทุกอย่างที่ผมพูดในวันนี้ไม่ใช่ว่าจะก่อประโยชน์ให้กับคนใดคนหนึ่ง แต่จะก่อให้เกิดประชาชนและประเทศชาติ สส.ของพรรคเราจะยึดประเทศชาติเป็นที่ตั้งไม่ใช่ผลประโยชน์ของพรรค และจะต้องรักษาผลประโยชน์ของพรรค ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว หากทุกคนปฎิบัติตามนี้แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และจะเป็นที่พึ่งของประชาชนตลอดไป”

'บิ๊กป้อม' ประกาศไม่ลาออก จะดูแล 'พลังประชารัฐ’ ไปตลอดชีวิต

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า การปฐมนิเทศวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ สส.จะได้ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคพลังประชารัฐในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ผมขอให้กำลังใจแก่ทุกท่านให้ปฎิบัติหน้าที่สภาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้ทุกประการ

'บิ๊กป้อม' ประกาศไม่ลาออก จะดูแล 'พลังประชารัฐ’ ไปตลอดชีวิต
'บิ๊กป้อม' ประกาศไม่ลาออก จะดูแล 'พลังประชารัฐ’ ไปตลอดชีวิต

เดือด ปม ‘หน.ปชป.คนใหม่’ ทนายเชาว์ จี้เลิกใช้สัดส่วน 70 % ของสส.ชี้ขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552594

02 ก.ค. 2566

เดือด ปม ‘หน.ปชป.คนใหม่’ ทนายเชาว์ จี้เลิกใช้สัดส่วน 70 % ของสส.ชี้ขาด

ทนายเชาว์ ชี้ปมเลือก ‘หน.ปชป.คนใหม่’ จี้เลิกใช้สัดส่วน 70 % ของ สส.ชี้ขาด เหตุุพรรคอยู่ในสภาวะไม่ปกติ ต้องให้องค์ประชุมใหญ่มีคะแนนเท่ากัน 1 เสียง 1 โหวต ทางออก ฟื้นประธาธิปัตย์

นับถอยหลังใกล้วันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ใหม่ ‘หน.ปชป.คนใหม่’ ซึ่งในอดีตมีคนสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคมากกว่าหนึ่งราย แต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวจากคนในพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ถึงตำแหน่ง ‘หน.ปชป.คนใหม่’ เป็นเพราะอะไร ?

ทนายเชาว์ หรือ นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Chao Meekhuad” ใจความดังนี้ภายใต้ในหัวข้อว่า 1 เสียง 1 โหวต ทางออก ฟื้น ปชป.

9 ก.ค.นี้ พรรคประชาธิปัตย์ มีกำหนดประชุมใหญ่ วาระสำคัญคือการเลือกผู้บริหารชุดใหม่ มาแทนชุดเดิม ที่พ้นตำแหน่งไป จากการลาออกของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เพื่อรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในคราวนี้ แตกต่างไปจากอดีตที่เคยมีมา แทบจะไม่มีใครเสนอตัวออกมาชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเลย ยกเว้น นายอลงกรณ์ พลบุตร 

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคนในพรรครู้ดีแก่ใจว่า ตำแหน่งหัวหน้าพรรค รวมถึงผู้บริหารทั้งหมด ในตอนนี้ อยู่ในอาณัติของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรคฯ ที่กุมเสียง สส.ในมือราว 20 คน จากทั้งหมด 25 คน สั่งให้ใครเป็นหัวหน้าพรรคคนนั้นก็จะได้เป็น 

เนื่องจากข้อบังคับพรรคให้น้ำหนัก สส.เป็นสัดส่วนถึง 70 % ขององค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่ในการลงคะแนน ข้อบังคับพรรคไม่ได้ผิดอะไร ที่ให้ความสำคัญกับ สส.ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน 

แต่ในอดีตก็มีการแก้ไขสัดส่วนคะแนนเสียงของ สส.มาตลอดเพื่อให้สมดุลย์เข้ากับสถานการณ์แต่ละยุค ซึ่งตอนแก้ข้อบังคับเมื่อปี 61 ก่อนหน้านี้พรรคมี สส.เกินหลักร้อยมาตลอด และใครก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะตกต่ำเหลือแค่ 25 คนในยามนี้ 

จากพรรคขนาดใหญ่ กลายเป็นพรรคขนาดกลาง และกำลังเป็นพรรคขนาดเล็ก ถือเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้จึงไม่สมควรที่จะให้ สส. 25 คน มากุมชะตากรรมพรรคเพียงลำพัง 

การเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติสามในห้าขององค์ประชุมของที่ประชุมใหญ่ให้ยกเว้นข้อบังคับข้อ 87 (1),(2) ที่ให้ถือเกณฑ์คำนวณคะแนนเสียงในการเลือกตั้งสัดส่วน สส. 70 % และสมาชิกอื่นที่เป็นองค์ประชุม 30 % เสีย 

โดยให้ใช้เสียงข้างมากของผู้ลงคะแนนเสียง เพื่อให้ทุกคะแนนเสียงขององค์ประชุมที่ประชุมใหญ่ มีหนึ่งเสียง หนึ่งโหวตเท่ากันในการกำหนดชะตาครั้งสำคัญของพรรค

“ถ้ารักพรรคจริง ต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมตัดสิน ไม่ใช่ใช้ข้อได้เปรียบจากข้อบังคับพรรคมาจ้องกินรวบพรรคอย่างที่เป็นอยู่ คนชอบพูดว่าผมเป็นคนของนายกฯอภิสิทธิ์ ผมไม่ปฏิเสธว่าเคารพรักท่าน แต่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคสำหรับผม จะชื่ออะไรก็ได้ สำคัญที่คน ๆ นั้น ต้องมีบารมี มีเจตจำนงค์ทำพรรคให้เป็นพรรค ไม่ใช่คิดแต่ใช้พรรคเป็นบันไดในการแสวงหาอำนาจ 

เรามีบทเรียนมามากพอแล้วกับการละทิ้งคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2562 ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่เปราะบาง ประชาธิป้ตย์ต้องเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้กับบ้านเมือง 

ส่วนจะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ ชี้วัดกันที่การเลือกหัวหน้าพรรควันที่ 9 ก.ค. ที่ผมยืนยันว่า ต้องยกเว้นข้อบังคับ เลิกสัดส่วน 70 % ของสส. เป็นให้ทุกคะแนนมีค่าเท่ากัน สมาชิกพรรคท่านไหนเห็นด้วยกับผม ขอให้ช่วยกันกระจายโพสต์นี้ไปทุกช่องทางสื่อสาร และเฟสบุ๊กพรรคด้วย เพื่อร่วมกันสร้างพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองอีกครั้ง”

ที่มาข้อมูล: “Chao Meekhuad”

ประชาชนปกป้องสถาบัน บุก ก้าวไกล ขอคำตอบ รังสิมันต์ เสนอเปลี่ยน ‘วันชาติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552590

02 ก.ค. 2566

ประชาชนปกป้องสถาบัน  บุก ก้าวไกล  ขอคำตอบ รังสิมันต์ เสนอเปลี่ยน 'วันชาติ'

“วันชาติ” 24 มิถุนายน จากแนวคิด “รังสิมันต์ โรม” กลายเป็นประเด็นสะท้อนกลับมาที่พรรคก้าวไกล เมื่อ กลุ่ม “ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน” (ศปปส.) ต้องการคำตอบเรื่องนี้จาก “พิธา” ติงแค่ “มาตรา 122” ยังเป็นสายล่อฟ้าไม่รู้จบ ด้านตัวแทนหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันพรรคไม่เอาด้วย

ที่พรรคก้าวไกล นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นตัวแทนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล และหัวหน้าพรรคก้าวไกล  รับหนังสือจากนายอานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และคณะ  ที่ต้องการขอทราบจุดยืนของพรรคก้าวไกลต่อแนวคิดการเปลี่ยนแปลง “วันชาติ” ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล จากวันที่ 5 ธ.ค. เป็นวันที่ 24 มิ.ย.

นายอานนท์ กล่าวว่า   นายรังสิมันต์ ไปเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเสนอที่จะเปลี่ยน “วันชาติ”  ตนอยากจะถามนายพิธาว่าจะมีจุดยืนแบบไหนในเรื่องนี้ เพราะประเด็นเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ก็พอควรแล้ว หรือเท่ากับว่านายรังสิมันต์ ต้องการสร้างความแตกแยกหรือไม่ ตนมาที่นี่ต้องการแค่นี้ ซึ่งตนสนับสนุนให้นายพิธา เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะนโยบายดี แต่นายพิธา ต้องไม่เข้าข้างคนผิด เพราะไม่อยากให้เกิดความแตกแยกขึ้นมาอีก

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอบคุณที่มาวันนี้เพื่อทำความเข้าใจกัน ยืนยันว่ารัฐบาลของพรรคก้าวไกลและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นรัฐบาลของประชาชนทุกคน ซึ่งที่ผ่านมามีข้อมูลข่าวสารที่เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งพรรคก้าวไกลไม่มีนโยบายนี้  มีจุดยืนประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีนโยบายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน   กรณีนายรังสิมันต์  เป็นเพียงการสนอข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ ไม่ได้เสนอเป็นนโยบายพรรคแต่อย่างใด  ย้ำว่าเป็นเพียงการแสดงความเห็นส่วนตัวไม่ใช่นโยบายพรรคขอให้สบายใจ  หลังมอบเอกสารแล้ว  แกนนำศปปส.  จึงเดินทางกลับ

ประชาชนปกป้องสถาบัน  บุก ก้าวไกล  ขอคำตอบ รังสิมันต์ เสนอเปลี่ยน 'วันชาติ'
ประชาชนปกป้องสถาบัน  บุก ก้าวไกล  ขอคำตอบ รังสิมันต์ เสนอเปลี่ยน 'วันชาติ'
ประชาชนปกป้องสถาบัน  บุก ก้าวไกล  ขอคำตอบ รังสิมันต์ เสนอเปลี่ยน 'วันชาติ'

อานนท์ กลิ่นแก้ว ประธานศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.)   เข้ายื่นหนังสือถึง  พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าก้าวไกล   เพื่อขอความชัดเจนในประเด็น “วันชาติ”  โดนมี  ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และ วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นตัวแทนหัวหน้าพรรคก้าวไกล   รับมอบหนังสือ 

เพื่อไทย เตรียมแถลงความชัดเจนตำแหน่งประธานสภา พรุ่งนี้เที่ยงตรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/552584

02 ก.ค. 2566

เพื่อไทย เตรียมแถลงความชัดเจนตำแหน่งประธานสภา พรุ่งนี้เที่ยงตรง

ผลการประชุม8พรรคร่วม หมอชลน่าน เผยเตรียมประชุมภายในองเพื่อไทยพรุ่งนี้ ก่อนแถลงวาระการประชุมช่วงเที่ยงตรง ก่อนการเปิดสภาด้าน พิธา ระบุไม่ต้องการให้เปิดประเด็นใหม่ปมตำแหน่งประธานสภา

ผลการประชุมภายหลังการนัดหารือของ 8 พรรคร่วมที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่รวมทั้งการพูดคุยถึงประเด็นที่เป็นปัญหาในตอนนี้นั่นก็คือเรื่องของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

เพื่อไทย เตรียมแถลงความชัดเจนตำแหน่งประธานสภา พรุ่งนี้เที่ยงตรง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีการทำงานที่หลากหลายแล้วก็มีกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยข้อบังคับพรรคเป็นการภายในจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องฟัง

เพื่อไทย เตรียมแถลงความชัดเจนตำแหน่งประธานสภา พรุ่งนี้เที่ยงตรง

เราจึงต้องนำเรื่องการพิจารณาของที่ประชุมส.สและกรรมการบริหารพรรคในวันพรุ่งนี้(3ก.ค.)จากนั้นจึงจะนำเข้าสู่การแจ้งต่อคณะเจรจาให้ทราบผลของการประชุมภายใน

และต้องขอความเห็นของสมาชิกพรรคและจึงสร้างต่อที่ประชุมในวันนี้ว่าจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของพรรคซึ่งเป็นการให้ไงในวันที่ 3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ช่วงเวลา 12.00น. โดยจะยึดมั่นเจตจำนงการตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยให้ได้ ซึ่งเรายึดหลักของทุกฝ่ายทุกพักไปใช้เฉพาะก้าวไกลและเพื่อไทยถือเป็นทางร่วมที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งหาข้อสรุปประเภทไปตามไปที่ประชาชนคาดหวังการจัดตั้งของต่อพรรคร่วมและการจัดตั้งรัฐบาลมั่นใจว่าพรุ่งนี้จะได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ในการจัดตั้งรัฐบาล 

ต่อคำถามที่ว่าพรรคก้าวไกลจะรับได้หรือไม่ต้องรอข้อสรุปจากพรรคเพื่อไทย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่าพ่อไม่ได้รอเรื่อยๆเราให้เกียรติพรรคเพื่อไทยยังพอมีเวลาอยู่ ปกติแล้วทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปและเป็นขั้นเป็นตอน

สำหรับคำถามหากมีการเสนอชื่อบุคคลอื่นเป็นประธานสภาต่างจากที่ตกลงกันเอาไว้ นายพิธา กล่าวว่า  เราไม่ควรเปิดประเด็นใหม่ควรโฟกัสประเด็นที่มีอยู่ ถ้าทำให้ประชาชนสับสนก็ต้องขออภัยเรามีความปรารถนาดีและความตั้งใจจริงในการจัดตั้งรัฐบาลและแก้ไขปัญหาของประชาชน เป็นเรื่องของความมั่นใจของสังคมรวมทั้งตลาดหุ้นอีกด้วย

ต่อคำถามที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีการเสนอชื่อประธานสภาหรือไม่โดยให้พรรคการเมืองขั้วตรงข้ามเป็นผู้เสนอ นพ.ชลน่าน บอกว่า ตอบยากแต่ทุกอย่างจะได้ข้อสรุปที่ดี และก่อนการโหวตวันที่ 4 ก.ค.นี้จะได้ข้อสรุปที่ดี