อนุดิษฐ์ ไทยสร้างไทย จี้ ‘กองทัพอากาศ’ เคลียร์จัดซื้อจัดจ้างค่า 4 พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551138

14 มิ.ย. 2566

อนุดิษฐ์  ไทยสร้างไทย  จี้ 'กองทัพอากาศ' เคลียร์จัดซื้อจัดจ้างค่า 4 พันล้าน

รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ยกนิ้วโฆกทอ. ทำงานไว หลังมีประเด็นว่าที่สส.ก้าวไกล แสดงความสงสัย ที่มาที่ไปโครงการจัดซื้อจัดจ้างจากเกาหลี ได้ทีย้อนศรเรียกร้อง “กองทัพอากาศ” เอาให้ชัดกับ 4 โครงการ ในสมัยที่ “กมธ. ป.ป.ช.”ร้องถามความเป็นมา ช่วยให่คำตอบ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่ นายธนเดช เพ็งสุข ว่าที่ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการจัดซื้อระเบิดร่อน และโครงการจัดทำแอปพลิเคชั่น  “นภา”  ของ “กองทัพอากาศ” ระบุว่า  “ว่าที่ สส.ใหม่ป้ายแดงของพรรคก้าวไกล เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า ได้ทราบข่าวและเห็นเอกสารการเร่งตรวจรับการจัดซื้อจัดจ้าง “ระเบิดร่อน”  ที่ซื้อมาจากประเทศเกาหลี โดยไม่ผ่านกระบวนการรับรอง (Certified) ว่าสามารถใช้งานกับอากาศยานของกองทัพอากาศ( ทอ.)ได้หรือไม่


โดยในสัญญาระบุเงื่อนไขเพียงว่า สามารถติดตั้งบนอากาศยาน แต่ไม่เขียนว่าต้องใช้งานกับอากาศยานของ “กองทัพอากาศ”  รุ่นใดบ้าง อีกทั้งการจัดซื้อครั้งนี้ยังไม่ได้เป็นความต้องการของหน่วยผู้ใช้ เพียงแต่ผู้มีอำนาจในอดีตมีความต้องการจัดซื้อให้ได้ โดยตัดงบประมาณโครงการต่าง ๆ ที่หน่วยผู้ใช้งานแต่ละหน่วยที่มีความจำเป็น เพื่อสนองความต้องการของตนเองในการจัดซื้อครั้งนี้”

น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุต่อว่า   ข้อกล่าวหานี้รุนแรงไม่น้อยทีเดียว เพราะถ้าเป็นจริงก็ถือว่ามีการทุจริต แต่โฆษกกองทัพอากาศก็ออกมาชี้แจงในทันทีว่า การจัดซื้อชุดอุปกรณ์นำวิถี และเพิ่มระยะลูกระเบิดอากาศ (Guidance-Extended Range Kits) ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์สำหรับติดตั้งกับระเบิดอากาศขนาด 500 ปอนด์ให้เป็น “ระเบิดร่อน”  ได้ระบุในเงื่อนไขการจัดซื้อว่า ต้องผ่านการรับรองการใช้งานกับเครื่องบินขับไล่แบบ F-16, F-5 และ T-50 ซึ่งถือว่าเป็นการวางแผนจัดซื้อตามอัตราอาวุธภาคอากาศ สำหรับเตรียมความพร้อมในการป้องกันประเทศ และการจัดซื้อได้ดำเนินการครบถ้วนตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

ตลอดจนคำสั่งและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจรับพัสดุด้วยความรอบคอบ ตามเงื่อนไขที่ระบุในข้อตกลงการจัดซื้อทุกประการ เห็นการตรวจสอบของ ว่าที่ สส. และการชี้แจงของโฆษกกองทัพอากาศในทันทีทันควันแล้วภูมิใจ   เพราะถือเป็นเรื่องที่ดีที่พรรคการเมือง ต้องช่วยกันตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ เป็นการทำงานแทนประชาชนที่เสียภาษี และภาครัฐเองก็ต้องชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อความโปร่งใส หากทั้ง 2 ฝ่ายทำตามหน้าที่โดยบริสุทธิ์ใจ ผู้ที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุดก็คือประเทศชาติ และประชาชนนั่นเอง

.

กดดันกองทัพอากาศ ให้คำอธิบาความเป็นมา 4  โครงการ มูลค่า 4 พันล้าน 

.

อย่างไรก็ดีในสมัยสภาฯที่แล้ว ตนทำงานใน คณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)  ที่มี  พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน ได้ทำการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างยุทโธปกรณ์ของกอง ทัพอากาศจำนวน 4 โครงการ มูลค่าหลายพันล้านบาท ซึ่งต่อมา กมธ.ป.ป.ช.ลงมติว่า มีพฤติกรรมในการจัดซื้อจัดจ้างส่อไปในทางมิชอบ และได้ส่งรายงานของ กมธ.ป.ป.ช.ไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานแล้ว      อยากให้กองทัพอากาศออกมาชี้แจงชัด ๆ เหมือนเรื่องระเบิดร่อนนี้เช่นกันว่า ปัจจุบันทั้ง 4 โครงการนี้อยู่ในขั้นตอนไหน เพราะถ้าเป็นโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างแบบถูกต้อง ทอ.จะได้ดำเนินการต่อไป แต่ถ้าไม่ถูกต้อง ก็อยากทราบว่า พบใครที่กระทำความผิดหรือไม่ และได้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดเหล่านั้นอย่างไร


“หรือท่านทั้งหลายรู้ว่าโครงการต่าง ๆ นั้นไม่ถูกต้อง แต่พร้อมใจกันนิ่งเฉย และยังปล่อยให้ตัวการสำคัญออกมารับผิดชอบโครงการใหม่ๆ ต่อไปอีก โดยไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ผู้รับผิดชอบสูงสุดของกองทัพ ย่อมถูกครหาว่าช่วยกันปกปิดความผิดเพื่อสืบทอดอำนาจกันต่อไป และย่อมส่งผลร้ายให้กับกองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ได้ยินมาจากเพื่อนพ้องน้องพี่ในกองทัพอากาศ และหวังว่าคงไม่ใช่เรื่องจริง เพราะหากผู้บริหารระดับสูงยังนิ่งเฉยเพื่อปกปิดความผิดให้ใครบางคน และปล่อยปละละเลย  แรงกระเพื่อมในกองทัพจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และจะเกิดความแตกแยกขึ้นอย่างกว้างขวาง
ถ้ายังไม่ยอมแก้ไข เชื่อได้เลยว่า ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อไปในทางมิชอบ จะหลั่งไหลออกมาอีกหลายเรื่อง และสุดท้ายชื่อเสียงของ ทอ. จะถูกทำลายจนป่นปี้อย่างแน่นอน รีบช่วยกันแก้ไขกันดีกว่า “น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ

สำหรับ 4 โครงการสำคัญของ ทอ.ที่ น.อ.อนุดิษฐ์ ติดตามตรวจสอบ ประกอบด้วย 1.โครงการพัฒนาและปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศ ระยะที่ 7 (N-SOC C2) วงเงิน 945 ล้านบาท   2.โครงการพัฒนาการป้องกันฐานที่ตั้งทางทหารของกองทัพอากาศ (GBAD) 940 ล้านบาท   3.โครงการพัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศ (ดาวเทียม) 1,400 ล้านบาท และ 4.โครงการจัดหาทดแทนวิทยุพื้นดิน-อากาศ 910 ล้านบาท  คิดเป็นมูลค่ารวม 4,195 ล้านบาท 

อนุดิษฐ์  ไทยสร้างไทย  จี้ 'กองทัพอากาศ' เคลียร์จัดซื้อจัดจ้างค่า 4 พันล้าน

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย  อดีตคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)

‘วุฒิสภา’ ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบ แคนดิเดต ‘ป.ป.ช.’ เข้ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551135

14 มิ.ย. 2566

'วุฒิสภา' ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ตรวจสอบ แคนดิเดต 'ป.ป.ช.' เข้ม

‘วุฒิสภา’ เริ่มกระบวนตรวจสอบ สมบัติ ธรธรรม ผู้ได้รับการสรรหา เป็นกรรมการ ‘ป.ป.ช.’ แทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง กำหนดกรอบระยเวลา 45 วัน เสนอที่ประชุมวุฒิสภา ลงมติในสมัยประชุมหน้า

คณะกรรมาธิการวิสามัญ ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายสมบัติ ธรธรรม ทนายความและที่ปรึกษากฎหมายอิสระ ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แทน พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2566  

คณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ นายสมชาย แสวงการ เป็นประธานมีคณะกรรมาธิการฯ รวมทั้งสิ้น 15 คน วางกรอบระยะเวลาการทำงานเบื้องต้น 45 วัน

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วย

  1. นายสมชาย แสวงการ          ประธานคณะกรรมาธิการสามัญ
  2. นายวิทยา ผิวผ่อง                รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญ
  3. นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์       รองประธานคณะกรรมาธิการสามัญ
  4. นายเจตน์ ศิรธรานนท์           ที่ปรึกษา
  5. พลเอก สกนธ์ สัจจานิตย์
  6. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์          โฆษกฯ
  7. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา        กรรมาธิการฯ
  8. นายธานี สุโชดายน
  9. พลเอกพิศณุ พุทธวงศ์
  10. นายรณวริทธิ์ ปริยฉัตรตระกูล
  11. นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์
  12. นายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร
  13. นางศิรินา ปวโรฬารวิทยา
  14. นายอนุสิษฐ คุณากร
  15. นายณรงค์ รัตนานุกูล       เลขานุการและคณะกรรมาธิการฯ

ก่อนหน้านี้ มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “แนวร่วมคนป.ป.ช.” ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่มี นายสมชาย แสวงการ เป็นประธาน

โดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อว่า อาจไม่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งหรือไม่

โดยหนึ่งในคณะกรรมาธิการฯ ยืนยันว่า กรรมาธิการ จะพิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติ ว่าที่ป.ป.ช. ในรายละเอียดต่างๆทั้งหมดทุกแง่มุม เมื่อแล้วเสร็จ จะส่งต่อให้ที่ประชุม วุฒิสภา ลงมติ ได้ในช่วงเปิดสมัยประชุมครั้งหน้า

‘เศรษฐา’ ออกตัวไม่แข่ง ‘พิธา’ แค่พร้อมเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551129

14 มิ.ย. 2566

'เศรษฐา' ออกตัวไม่แข่ง ‘พิธา’ แค่พร้อมเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า

‘เศรษฐา’ เผย นักลงทุนทั่วโลก ห่วงการจัด ‘ตั้งรัฐบาล’ มีปัจจัย ตัวแปรเยอะ ชี้หากสำเร็จพร้อมลงทุนในไทย เตรียม ลงพื้นที่คุยผู้ประกอบการ ออกตัวไม่แข่ง ‘พิธา’ บอก แค่พร้อมการเลือกตั้งอีก 4 ปีข้างหน้า นำเพื่อไทยกลับมาเป็นที่ 1 อีกครั้ง

ที่พรรคเพื่อไทย  นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นักลงทุนต่างชาติกังวลถึงสถานการณ์การเมืองไทย ว่า เมื่อวานนี้ (13 มิ.ย.) ได้ประชุมผ่านระบบออนไลน์กับนักลงทุนจากทั่วโลก 107 ราย ที่ต่างสอบถามถึงสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในการจัดตั้งรัฐบาล และอยากให้จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เนื่องจากทำให้การลงทุนหยุดชะงัก 

โดยตนเองได้ชี้แจงว่า พรรคเพื่อไทยเป็น 1 ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล และอยากให้ทั้ง 8 พรรค จัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว และมีหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากฟังจากเสียงนักลงทุนแล้ว พบว่า หากจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนดีขึ้น

ตั้งรัฐบาลตัวแปรเยอะ

เมื่อถามว่า การเลือกตั้งผ่านมา 1 เดือนแล้ว แต่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่สำเร็จ จะส่งผลต่อการลงทุนหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า มันก็เหนื่อย เพราะมีปัจจัยและตัวแปรเปลี่ยนแปลงตลอด ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศกังวล แต่หากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วก็เชื่อว่าจะไม่มีนักลงทุนย้ายฐานการผลิตออกไปจากประเทศไทย

มั่นใจรัฐบาลจาก 8 พรรคการเมืองจะให้ความสำคัญกับการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งเห็นได้จากการเดินสายพบภาคเอกชน และภาคธุรกิจ ของนายพิธา แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคเอสเอ็มอี และอุตสาหกรรม หากจัดตั้งรัฐบาลได้น่าจะช่วยดึงดูดนักลงทุนกลับมาประเทศไทยได้

เมื่อถามว่า หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จจะส่งผลต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ขอให้อยู่กับความเป็นจริง ไม่อยากให้ ถ้า หรือ สมมุติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาล และมีความเป็นไปได้สูงที่ทั้ง 8 พรรค จะตั้งรัฐบาลได้

“แม้จะมีตัวแปรทำให้การจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไปบ้าง แต่มั่นใจว่าจะจัดตั้งได้สำเร็จ ขณะที่นักลงทุนเองก็หวังจะให้จัดตั้งรัฐบาลเกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะยังมีนักลงทุนจากต่างประเทศอยากย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย เพียงแค่ยังรอรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง”

เมื่อถามย้ำว่า เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองขณะนี้หรือไม่ เพราะผ่านการเลือกตั้งมานานแต่ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่อยากใช้คำว่า เป็นห่วง แต่อยากให้จัดตั้งรัฐบาลสำเร็จโดยเร็ว และขณะนี้ตนเองขอโฟกัสการทำหน้าที่ในพรรคเพื่อไทย

สัปดาห์หน้าลุยภาคเหนือ

ทั้งนี้  สัปดาห์หน้าจะเดินทางพบนักธุรกิจขนาดย่อยในจังหวัดที่พรรคเพื่อไทยได้ สส. โดยอาจจะเป็นจังหวัดน่าน ไปดูการปลูกกาแฟ และโกโก้ เพื่อแก้ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย และการเผาป่า ที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ หรือ ฝุ่น PM 2.5

อีก 4 ปี เพื่อไทย ต้องกลับมาเป็นอันดับ1

ทั้งนี้ นายเศรษฐา ได้ออกตัวก่อนว่า การลงพื้นที่ภาคเหนือ ไม่ได้ไปหาเสียง หรือแข่งกับนายพิธา ที่ลงพื้นที่ขอบคุณประชาชนที่ภาคเหนือในขณะนี้ แต่ไปรับฟังปัญหาแล้วนำมาดูว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า พรรคเพื่อไทยจะต้องกลับมาเป็นที่ 1

ส่วนกรณีที่มีรายงานว่า กกต. ไม่รับรอง สส. กว่า 71 คน ซึ่งในจำนวนนั้นมี สส.พรรคเพื่อไทยมากที่สุด นายเศรษฐา กล่าวว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด ขอไปคุยกับหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรคก่อน แต่เชื่อว่า ผู้สมัคร สส. ของพรรคเพื่อไทย จะเคลียร์ตัวเองจากข้อกล่าวหาได้

‘ข้าราชการการเมือง’ ลาออก 3 คนรวด อ่านประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ที่นี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551127

14 มิ.ย. 2566

‘ข้าราชการการเมือง’ ลาออก 3 คนรวด อ่านประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ที่นี่

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศกระทรวงพลังงาน-กระทรวงคมนาคม เรื่อง ข้าราชการการเมืองลาออกจากตำแหน่ง 

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ประกาศกระทรวงพลังงาน และประกาศกระทรวงคมนาคม รวม 3 ฉบับ เรื่อง ข้าราชการการเมืองลาออกจากตำแหน่ง จำนวน 3 คน ในช่วงเดือนมิถุนายน 2566

เริ่มจากวันที่ 13 มิ.ย. 2566 ที่ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศกระทรวงพลังงานออกมารวมจำนวน 2 ฉบับ ในวันเดียวกัน เรื่อง ข้าราชการการเมืองออกจากตำแหน่ง

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี

โดยฉบับแรก เป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 139/2566 เรื่อง ให้ข้าราชการการเมืองออกจากตำแหน่ง โดยระบุว่า ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งที่ 175/2562 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2562

แต่งตั้ง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ให้ดำรงตำแหน่งข้าการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไป นั้น

นายพลพีร์ สุวรรณฉวีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี

เนื่องจาก นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2566 ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 10(2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 จึงให้ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ออกจากตำแหน่งเนื่องจากลาออก

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

ประกาศกระทรวงพลังงาน

ฉบับต่อมา เป็นประกาศกระทรวงพลังงาน เรื่อง ข้าราชการการเมืองลาออกจากตำแหน่ง ลงนามโดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยเนื้อหาระบุว่า

ด้วย นายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล ข้าราชการการเมือง ตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 

นายพิสุทธิ์ เพียรมนกุลนายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล

ความเป็นข้าราชการการเมืองในตำแหน่งดังกล่าวของ นายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล จึงสิ้นสุดตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม 2566 ตามนัยมาตรา 10 (2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 

ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 

ประกาศกระทรวงคมนาคม

ฉบับสุดท้ายเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 25666 เป็น ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง ข้าราชการการเมืองลาออกจากตำแหน่ง ลงนาม โดย นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยเนื้อหาระบุว่า

นางสุขสมรวย วันทนียกุลนางสุขสมรวย วันทนียกุล

ด้วย นางสุขสมรวย วันทนียกุล ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอลาออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2566 

ดังนั้น นางสุขสมรวย วันทนียกุล จึงพ้นจากตำแหน่งดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2566 ตามนัยมาตรา 10(2) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 ประกาศ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 

ที่มาข้อมูล

สภาฯ เตรียมพร้อม จัดสถานที่รับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551122

14 มิ.ย. 2566

สภาฯ เตรียมพร้อม จัดสถานที่รับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’  ชุดที่ 26

‘พรพิศ’ แถลงสภาฯเตรียมพร้อม ‘สส.ใหม่’ รายงานตัว หลัง กกต.ประกาศรับรอง สส. สั่งซักซ้อมการเตรียมพร้อมการโหวตประธานสภาและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ระบุ ‘วิโรจน์ เปาอินทร์’ ประธานสภาชั่วคราว

นางพรพิศ เพชรเจริญ เลขาธิการสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร แถลงเตรียมพร้อมจัดสถานที่ในการรายงานตัวของ สส. ชุดที่ 26 ซึ่งมีการเตรียมงานล่วงหน้ามาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน

โดยคาดว่าภายในสัปดาห์นี้ จะจัดเตรียมสถานที่แล้วเสร็จ จะแบ่งเป็นจุดรับการรายงานตัว การจัดทำคู่มือหนังสือให้สมาชิกแบบอีบุ๊คและอีฟอร์มมอบให้ในทัมพ์ไดรฟ์และจัดทำบัตรแสดงตนให้กับสมาชิก

ซึ่งในปี 2566 เปิดให้สมาชิกสามารถส่งไฟล์รูป ให้กับสำนักงานได้เพื่อนำไปทำบัตร และสำนักงานสภาจะมอบ แฟลชไดรฟ์และปากกา รวมถึงเล่มข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายให้กับ สส.ใหม่

วิโรจน์ เปาอินทร์ ประธานสภาชั่วคราว

สำนักงานเตรียมพร้อมในการโหวตเลือกตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกที่มีความอาวุโสสูงสุด พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ว่าที่ สส.พรรคเพื่อไทย จะทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมชั่วคราว ขณะเดียวกันก็เตรียมความพร้อมเรื่องคณะทำงานเพื่อรับมือสถานการณ์การโหวตตำแหน่งประธานสภาและโหวตนายกรัฐมนตรีหากมีข้อถกเถียงในข้อกฎหมาย

ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าอาจจะมีบางประเด็นที่จะต้องเป็นข้อระมัดระวังเตรียมการ จะต้องมีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับบุคลากรที่จะปฏิบัติหน้าที่ ทั้งข้อกฎหมายและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และก็เตรียมความพร้อมเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยหากในวันประชุมเพื่อโหวตนายกรัฐมนตรีมีการชุมนุม โดยรอบพื้นที่อาคารรัฐสภา ภายใต้หน่วย ปฏิบัติงาน ศูนย์ ศปก. ที่รับผิดชอบอยู่

ทั้งนี้ มีการเตรียมจัดอบรมสัมมนาให้กับ สส.ใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฎิบัติหน้าที่ ซึ่งจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการของสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสิทธิต่างๆ และระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้อง

รวมถึงการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่สมาชิกควรทราบและปฏิบัติ และมีการเตรียมพร้อมเรื่องการทูลเกล้าถวายพระราชกฤษฎีกา การประชุมรัฐสภาครั้งแรก ซึ่งจะประสานงานกับสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งจากกำหนดวันหลังจากที่ กกต. ประกาศรับรอง สส. และมีการแสดงตน ได้ในจำนวนตามที่กฎหมายกำหนด หรือ 475 คนขึ้นไป

ซึ่งจากนั้นภายใน 15 วันจะต้องมีพระราชกฤษฎีกาให้ประชุมรัฐสภาครั้งแรก และคาดว่านายรัฐพิธีจะมีผู้เข้าร่วมประชุมนับ 1000 คน ตามแบบแผนประเพณีพิธีการ ซึ่งได้มีการซักซ้อมในทุกบริบทและองคาพยพแล้ว

โดยเมื่อเข้ามาในห้องสัมนาจุดรายงานตัว สว. จะมีสถานที่รายงานตัวที่จัดโต๊ะและเก้าอี้ไว้ กว่า 50 ที่นั่ง สำหรับการกรอกเอกสารต่างๆ โดยมีป้ายแบ็คดรอปรูปอาคารรัฐสภาและมีข้อความว่า “ยินดีต้อนรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26” ซึ่งในขณะนี้เป็นการจัดเตรียมสถานที่ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับเอกสารหรับที่ใช้ในการรายงานตัว ประกอบด้วย

1.หนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้ง
2.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 

3.สำเนาทะเบียนบ้าน

4.สำเนาใบสำคัญการสมรส

5.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส

6. สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษา

7.รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา ถ่ายไว้ไม่เกิน6 เดือน ขนาด 1 นิ้ว จำนวน3รูป และขนาด 2 นิ้วจำนวน 6 รูป

ทั้งนี้บริเวณด้านหน้าห้องสัมนาซึ่งเป็นสถานที่ในการรายงานตัวของ ส.ส. มีการจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับภารกิจในช่วงเวลา 4 ปีของ ส.ส. ชุดที่25 และการเลือกตั้ง 2566 เช่นการทำงานของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้านเศรษฐกิจ , คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้านการเมือง , คณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้านสังคม

นอกจากนี้มีรายงานว่า รัฐพิธี หรือการเรียกประชุมสภาเป็นครั้งแรกนั้นจะต้องดำเนินการภายใน 15 วัน นับแต่วันประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 121 จากนั้นข้อบังคับการประชุมข้อที่ 5 และข้อที่ 19 กำหนดให้ภายใน 10 วันจะต้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานอีก 2 คน ก่อนที่จะมีการนัดกับประธานวุฒิสภาเพื่อหารือกำหนดวันเลือกผู้ที่เหมาะสมดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

‘พิธา’ ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551123

14 มิ.ย. 2566

'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน

ผู้ประกาศภาคสนามเนชั่นทีวี เกาะติดภารกิจหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่พบมวลชนที่ลำปาง “พิธา” ปราศรัย ปลุกเชื่อมั่น พร้อมทำงานไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย การเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้ รับใช้คนลำปาง  ย้ำต้องอยู่ด้วยความหวังไม่ใช่ความกลัว


อโนทัย สกุลทอง ผู้ประกาศภาคสนาม “เนชั่นทีวี” ซึ่งอยู่ที่ จ.ลำปาง รายงานว่าเวลา 12.50 น. ที่ห้าแยกตรงข้ามหอนาฬิกา อ.เมือง จ.ลำปาง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  ได้ทำกิจกรรมปราศรัยขอบคุณประชาชนที่มอบคะแนนเสียงให้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยมีประชาชนจำนวนมาก  มารอต้อนรับรวมทั้งเดินตามรถม้าเพื่อขอถ่ายรูปและให้กำลังใจ

 จากนั้น นายพิธา ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถทักทายว่า “สวัสดีลำปาง มากันเยอะขนาดนี้ ต้องบอกว่า ยินดีจ๊าดนัด” นายพิธา  ระบุว่า  หอนาฬิกาลำปาง บ่งบอกถึงเวลาและอารยะของลำปาง เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว พวกเราทำอย่างสำเร็จ โดยเฉพาะเขตนี้  ( เขต 1 อ.เมือง ) 50,000  คะแนน   ขอรับประกันว่าจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แล้วในเมื่อเวลาของพวกเรามาถึงแล้ว  จะปล่อยเวลาประวัติศาสตร์อย่างนี้ไปไม่ได้โดยเด็ดขาด 

“นี่คือเวลาของประชาชน นี่คือวาระของประชาชน นี่คือความหวังของประชาชน นี่คือความฝันของประชาชน ผมจะไม่มีวันปล่อยให้มันหลุดมือพวกเราไปโดยเด็ดขาด สำหรับคนที่เลือกพรรคก้าวไกล อย่างที่บอกไปตั้งแต่หน้าพระธาตุลำปางหลวงว่า พวกเราจะทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย ทำการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคตขอโอกาสให้นายกฯคนนี้ รับใช้ท่านคนลำปางทุกคน    โดยให้ผมเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้ท่าน ออกแบบระบบเศรษฐกิจที่ทำงานให้กับคนทุกคน ไม่ใช่แค่เจ้าสัวเพียงไม่กี่คน ถ้ามันยังไม่สุด พวกเรายังไม่หยุด เราต้องกระจายเศรษฐกิจไม่ให้คนลำปาง แก่ก่อนรวยอีกต่อไป เรามาสร้างงาน สร้างอาชีพให้ลูกหลาน ที่ต้องไปทำงานที่เชียงใหม่ กรุงเทพหรือระยอง ให้กลับมาอยู่ที่ลำปางพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครอบครัว”

นายพิธา   ปราศรัยว่า จะสู้ไปกับพวกตนหรือไม่ ยังมีงานต้องทำกันอีกมาก เพื่อสร้างการเมืองที่พลเรือนอยู่เหนือทหาร การเมืองสำหรับคนทุกคน ยอมให้คนเห็นต่างได้แย้งเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ที่ผู้นำและการออกแบบระบบ    “ไม่มีอีกแล้วรัฐประหารในประเทศนี้ ให้พวกเราพรรคก้าวไกล สส.ของท่าน ตอนนี้ 3 คน สมัยหน้าไม่แน่ จะเป็น 4 คน ทั้งลำปาง  พอกันทีคอรัปชันประเทศไทย ถ้า สส.ที่เป็นผู้แทนของประชาชน ทำตัวให้คนมั่นใจได้ ศรัทธาได้ การเมืองไทยจะไม่สะดุดหกล้มอีกต่อไป และในเมื่อมีสมาธิกับการเมืองที่เป็นระบบแล้ว เราต้องสร้างเศรษฐกิจที่เติบโต เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาให้คนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ไปพร้อมกัน ทำให้ลำปางเป็นเมืองต้นแบบห้ามพลาด  ซึ่งเรื่องนี้ยังมีงานที่ต้องทำร่วมกันอีกมาก และทุกคนรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรค ขวากหนาม แต่ด้วยอิสรภาพ เสรีภาพ ภราดรภาพ เอกภาพ และความเข้าใจกันของคนทุกคน เชื่อว่าการเดินทางครั้งนี้คุ้มค่าและไม่เหงาอย่างแน่นอน”

เขา กล่าวว่า   สำหรับคนที่ยังกลัวการเปลี่ยนแปลง คนที่ยังกลัวหอนาฬิกาเที่ยง อยู่คู่เรามาตั้งแต่ปี 2497  “การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดาของทุกสังคม บอกได้เลยว่าผู้นำคนใหม่คนนี้ รู้จักเร็วช้าหนักเบา บางเรื่องที่เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชน ต้องเร็วต้องหนัก ผมก็ตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องเร็ว บางเรื่องต้องฟังมากกว่าพูด ต้องช้า ต้องเบา ต้องค่อยๆ แล้วเรามาหาฉันทามติใหม่ในความปกติใหม่ของโลกใบใหม่ไปด้วยกัน คุณอย่ากลัวความเปลี่ยนแปลง” 

นายพิธา  กล่าวด้วยว่า รู้ว่าทุกคนเบื่อและเครียด มีคำถามว่าเมื่อไหร่จะจัดตั้งรัฐบาลได้สักที  “เมื่อไหร่จะได้ส่งผมเข้าทำเนียบสักที ผมยังยืนยันคำเดิม เราต้องอยู่ด้วยความหวังไม่ใช่ความกลัว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคขวากหนามถาโถมเข้ามา เราจะกินพวกมันเป็นอาหารเช้า และอยู่ด้วยความหวัง หวังว่าชีวิตที่ดีกว่า หวังว่าครอบครัวเราจะดีกว่า สังคมของเราจะดีกว่า แล้วต่อมาเปลี่ยนประเทศไทย เปลี่ยนโลกใบนี้ไปด้วยกัน ” นายพิธา กล่าว

หลังจากทำกิจกรรมปราศรัยที่จุดนี้เสร็จ นายพิธา  เดินทางต่อไปที่จ.ลำพูน เพื่อทำกิจกรรมที่บริเวณพระธาตุหิริภุญชัย

'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน
'พิธา' ปลุกความเชื่อมั่นชาวลำปาง ขอโอกาสให้นายกฯคนนี้รับใช้ท่าน

‘ไอลอว์-ทะลุฟ้า’ จี้ กกต. เร่งรับรองผลเลือกตั้ง เตรียมรวมพลังศุกร์นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551120

14 มิ.ย. 2566

'ไอลอว์-ทะลุฟ้า' จี้ กกต. เร่งรับรองผลเลือกตั้ง เตรียมรวมพลังศุกร์นี้

‘ไอลอว์’ ชี้ผ่านเลือกตั้ง 30 วันแล้ว ไม่มีเหตุผลใดไม่รับรอง ด้าน ‘มายด์’ เผย ปชช. แสดงชัดเจนอยากได้ ‘รัฐบาลใหม่’ ขณะที่ ‘ไผ่ ดาวดิน’ ชวนรวมพลังหน้าหอศิลป์ฯ วันศุกร์นี้

ภายมา 1 เดือนสำหรับการเลือกตั้ง กลุ่มโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมกับเครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์เลือกตั้ง และกลุ่มทะลุฟ้า ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง


นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการiLaw กล่าวว่า ขณะนี้ทราบผลแล้วว่าใครชนะในเขตไหนและคะแนนรวมออกมาเป็นอย่างไร หาก กกต. ไม่ประกาศรับรองผล ก็ไม่สามารถเปิดสภา เลือกประธานสภา และ เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเวลา 30 วัน ซึ่งถือเป็นเวลาที่นานพอสมควร แม้ กกต. มีกรอบกฎหมายในการประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ 60 วัน  แต่มองว่าไม่ควรใช้เวลานานขนาดนี้ การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่เคยใช้เวลานานขนาดนี้ ปี 2548 ใช้เวลา 16 วัน , ปี 2550 ใช้เวลา 29 วัน , ปี 2554 ใช้เวลา 24 วัน และปี 2562 แม้ใช้เวลา 45 วัน ซึ่งมีเหตุผล แต่ปีนี้กลับพบว่า นานผิดปกติ จึงทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัย

โดยก่อนหน้านี้เคยมาร้องเรียนแล้วครั้งหนึ่ง กกต. ให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องนับคะแนนใหม่ใน 47 หน่วย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็นับเสร็จแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ประกาศรับรองผลอีก รวมถึงปัจจุบันสามารถใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการรับรองผลได้ ยิ่งช้า ยิ่งทำให้ประชาชนเกิดความอึดอัด เคลือบแคลงสงสัย

ยื่นหนังสือ กกต. เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งยื่นหนังสือ กกต. เร่งประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง

ด้านน.ส. ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์ แกนนำกลุ่มราษฎร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความหวังของประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนแสดงเจตจำนงชัดเจน ต้องการเห็น “รัฐบาลใหม่” วันนี้มาด้วยเหตุผลเราไม่ได้มากดดัน เพื่อบอกว่าถ้าหากเกิดกระบวนการขัดขวางประชาธิปไตย คงไม่ใช่แค่พวกเราที่มาส่งเสียง แต่มีประชาชนอีกหลายคนที่ออกมาร่วมเช่นกัน


ด้านนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน เชิญชวนประชาชนรวมพลังที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในวันศุกร์ที่ 16 มิ.ย. เรียกร้องให้ กกต. ประกาศผลรับรอง มองว่า กกต. เป็นเครื่องมือฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพื่อขัดขวางรัฐบาลที่มาจากประชาชน

กกต. แจงปมร้อน ยันยังไม่รับรองผล 100 สส. อยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องคัดค้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551108

14 มิ.ย. 2566

กกต. แจงปมร้อน ยันยังไม่รับรองผล 100 สส. อยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องคัดค้าน

กกต.ออกโรงแจงปมร้อน ยันยังไม่มีการประกาศรับรองผล 100 สส. ตามที่บางสื่ออ้าง เผยอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบคำร้องคัดค้าน รับข้อมูลรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้งอยู่

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2566 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีเว็บไซต์ https://www.brighttv.co.th ได้โพสต์ข้อความว่า “เลือกตั้ง 66 เดินหน้าแล้วกกต.รับรองสส. แบบแบ่งเขตไปแล้วกว่า 100 รายชื่อ คาดว่าภายในพรุ่งนี้ (14 มิ.ย. 66) จะมีการรับรอง สส. แบบบัญชีรายชื่อ”

กกต. ขอชี้แจงว่า ข้อความที่นำมาโพสต์เป็นความเท็จ เนื่องจาก ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการตรวจสอบการร้องคัดค้าน รวมทั้งข้อมูลที่ได้รับรายงานจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง และข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลต่างๆ

ดังนั้น กกต. จึงยังมิได้พิจารณา หรือให้ความเห็นชอบในการประกาศผลการเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต จำนวน 100 ราย และในวันที่ 14 มิถุนายน 2566 จะไม่มีการพิจารณา หรือให้ความเห็นชอบในการประกาศผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ หรือเรียกให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดที่อาจได้รับการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้ง สส. ทั้ง 2 รูปแบบ มารับหนังสือรับรอง แต่อย่างใด

กกต. แจงปมร้อน ยันยังไม่รับรองผล 100 สส. อยู่ระหว่างตรวจสอบคำร้องคัดค้าน

อนึ่ง กกต. จะเร่งดำเนินการพิจารณาและประกาศผลการเลือกตั้งส.ส. ทั้ง 2 รูปแบบ ให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อแจ้งให้แก่ประชาชนรับทราบต่อไป ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ

คำเตือน: ผู้ใดแชร์ข่าวดังกล่าวด้วยวิธีการกดไลค์ กดแชร์ รีทวิต รีโพสต์ ทางยูทูบ ทางติ๊กต๊อก ส่งต่อทางไลน์ไปยังกลุ่มต่างๆ หรือช่องทางสื่อสารอื่นๆ จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ป.ป.ช. มึน เอกสาร ‘พิธา’ ผู้จัดการมรดก ปม ถือหุ้นสื่อไอทีวี ศาลไม่ได้เก็บไว้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551112

14 มิ.ย. 2566

ป.ป.ช. มึน เอกสาร 'พิธา' ผู้จัดการมรดก ปม ถือหุ้นสื่อไอทีวี ศาลไม่ได้เก็บไว้

เลขาธิการ ป.ป.ช. แจงการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน “พิธา” เมื่อครั้งรับตำแหน่งสส.ปี 62 กลายเป็นว่า เอกสารคำสั่งศาล อ้างถึงการเป็นผู้จัดการมรดก “ถือหุ้นสื่อไอทีวี” เมื่อครั้งปี 50 ศาลไม่ได้เก็บไว้ ต้องขอให้หัวหน้าพรรคก้าวไกล หาหลักฐานเพิ่มเข้ามา

นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  เปิดเผยว่า  จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายพิธา ลิ้ม​เจริญ​รัตน์​ หัวหน้าพรรคก้าวไกล​และแคนดิเดท​นายก​รัฐมนตรี​พรรคก้าวไกล เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ( สส. ) ปี 2562  พบว่า กรณีการ “ถือหุ้นสื่อไอทีวี”    นายพิธา แนบเอกสารคำสั่งศาล ว่า เป็นผู้จัดการมรดกมาด้วย ซึ่งเป็นเอกสารราวปี 2550 ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน  ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารกับทางศาล 

 อย่างไรก็ตามทางศาลตอบมาว่าไม่ได้เก็บเอาไว้แล้ว   แนวทางคือต้องพยายามหาเอกสารตัวนี้มาเพื่อยืนยัน ว่าเป็นเอกสารที่ศาลรับรองถูกต้องใช่หรือไม่ ทั้งนี้เอกสารที่ผู้ยื่นมาทุกอย่างป.ป.ช. จะต้องมีการตรวจสอบซ้ำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง   ส่วนเหตุที่ตรวจสอบล่าช้า เพราะจะต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ส่งสำเนาตอบกลับมาว่าจริง และเมื่อศาลระบุว่าแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก กรณีไม่ได้เก็บต้นเรื่องเอาไว้ คู่ฉบับก็ไม่มีแล้ว  ก็ต้องให้นายพิธา แนบเอกสารเพิ่มเติมเข้ามา   ส่วนคำสั่งศาลดังกล่าว  จะทำให้มีน้ำหนักหรือไม่ว่านายพิธา เป็นผู้จัดการมรดกโดยศาลสั่ง ไม่ได้เป็นผู้ที่ตั้งใจจะถือ หุ้นสื่อไอทีวี มาตั้งแต่ต้น  เรื่องเจตนาก็ต้องไปดูกัน

แต่ทรัพย์สินที่เยื่นมาไม่ว่าจะยื่นในนามส่วนตัวหรือในนามผู้จัดการมรดกได้ยื่นมา และเป็นการยื่นตามกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามการเป็น สส.  ซึ่งตามกฎหมาย ป.ป.ช. เมื่อยื่นมาก็จะตรวจสอบตามประเด็นที่ยื่น ส่วนจะเป็นผู้จัดการมรดกจริงหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมตามที่ได้ชี้แจงไว้ 

ทั้งนี้ การยื่นทรัพย์สินหลังจากพ้นตำแหน่งหากยื่นภายในวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ก็ต้องแจกแจงว่าโอนมรดกนี้ไปให้น้องชายนั้น โดยหลักแล้วจะยื่น ณ วันที่พ้นแล้วว่า มีทรัพย์สินอะไร ถ้าไม่มีหุ้นไอทีวีอยู่ก็ไม่จำเป็นต้องยื่น เพียงแต่ว่าอาจจะมีกรณีที่ป.ป.ช.อาจจะต้องสอบถามไปเพราะเป็นในกรณีประเด็นสำคัญว่าตกลงแล้วหุ้นไอทีวี  ได้มีการจำหน่าย จ่ายโอนหรือไม่จากกรณีปกติถ้าไม่มี ณ วันที่พ้น ก็ไม่ต้องยื่น

ตามกฏหมายป.ป.ช.ที่กำหนดให้มีการยื่นบัญชีจะยื่นบัญชีของผู้ยื่น ณ วันที่มีหน้าที่ ต้องยื่นต้องเป็นทรัพย์สินของตนจริง ๆ เช่น วันนี้มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนายพิธา มีการค้ำประกันให้กับบุคคลอื่น ซึ่งการค้ำประกันเมื่อยังไม่มีการผิดนัด ผู้ค้ำประกันยังไม่ถูกเรียก มูลหนี้ยังไม่เกิด ดังนั้น  นายพิธายังไม่มีหนี้ที่ต้องยื่น ซึ่งก็เหมือนกับกรณีผู้จัดการมรดก ถ้าถือในฐานะผู้จัดการมรดกก็ยังไม่รู้ว่าสัดส่วนที่จะได้รับเท่าไร หุ้นไม่มีการจ่ายในฐานะส่วนตัวหรือแบ่งแยกในฐานะส่วนตัว

ส่วนจะมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนนี้ในการเปิดบัญชีทรัพย์สิน  กรณีพ้นจากตำแหน่ง  สส. หรือไม่   ป.ป.ช. กำลังพิจารณาอยู่ และยืนยัน ว่า ป.ป.ช. พร้อมให้ข้อมูล หาก กกต. ขอข้อมูลหลักฐานส่วนนี้เข้ามา เพราะเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนอยู่แล้ว

‘แพทองธาร’ แจง ครอบครัวไม่ได้ห้าม ‘ทักษิณ’ กลับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551106

14 มิ.ย. 2566

‘แพทองธาร’ แจง ครอบครัวไม่ได้ห้าม ‘ทักษิณ’ กลับไทย

‘อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร’ ยัน ครอบครัวไม่ได้ห้าม ‘ทักษิณ’ กลับไทย โยน เจ้าตัวตัดสินใจเอง กลับตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ ลั่น ไม่ได้กลัวถูกหลอก แต่อยากให้ดูข้อมูล-สถานการณ์เหมาะสม

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกระแสข่าวว่าครอบครัวชินวัตรได้ห้ามนายทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศไทยว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย มิติทางการเมืองก็ไม่มีอะไร มีแต่มิติเรื่องครอบครัว หากเป็นเรื่องที่จริงจังขนาดนั้น ก็คงไม่ต้องนัดกันกินข้าวนอกบ้าน เพราะคุยที่บ้านก็คงจบได้ 

‘คุณหญิงพจมาน’ เสาหลักครอบครัว เป็นห่วงทุกเรื่อง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นพูดจริง ๆเป็นเพียงแค่ความห่วงใยของคุณแม่ (คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์) เพราะเป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัวที่ห่างกับพ่อมา 17 ปี แม่ก็เป็นห่วงทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องของตนเอง เวลาที่ท่านพูดก็พูดในฐานะแม่ของลูกสาว ไม่ได้พูดในฐานะแม่ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นความเป็นห่วงเป็นใยคุณพ่อ ครอบครัวมีมาเสมอ ซึ่งไม่มีมิติทางการเมืองด้านอื่นจริงๆ ตนได้อ่านข่าวก็มีการวิเคราะห์กันไปมากมาย ตนก็อยากจะบอกว่ามันไม่มีอะไรเลย มีแค่ความเป็นห่วงเท่านั้น

ส่วนสถานการณ์การเมืองขณะนี้อยากให้นายทักษิณ กลับมาอยู่อีกหรือไม่นั้น น.ส.แพทองธาร ระบุว่า เรื่องให้กลับ อยากให้กลับอยู่แล้ว แต่อยากจะให้นายทักษิณเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะอยากกลับมาตอนไหน อยากจะกลับมาอย่างไร

ส่วนตัวมองว่า คุณพ่อออกไปนานแล้วก็มีความตั้งใจอยากกลับมาหลายๆครั้ง ไม่ว่าจะเป็นปีแรกๆ ปีกลางๆ หรือ 1-2 ปีที่ผ่านมา ท่านอยากกลับมาก อยากกลับมาเลี้ยงหลาน ยิ่งเฉพาะตอนนี้เพิ่งมีหลานคนที่ 7 ก็ยิ่งอยากกลับเลย 

พร้อมยืนยันว่า ครอบครัวไม่ได้มีการเบรกคุณพ่ออย่างที่มีการเสนอข่าวมา เราพูดแค่ว่าเป็นห่วง ขอให้ดูข้อมูลให้ครบ อยากกลับมาเมื่อไหร่ก็ต้องดู นี่คือข้อความที่คุยกันเสมอว่าดูให้ดี ตัดสินใจให้ดี มันคือความเป็นห่วงของคนในครอบครัว ไม่ใช่การเบรคว่าอย่ากลับมานะ ตอนนี้ยังกลับไม่ได้

“อิ๊งค์ ว่ามันไม่แฟร์กับตัวคุณพ่อด้วยที่ออกไปกว่า 17 ปี เพราะฉะนั้นท่านจะกลับมาเมื่อไหร่ให้เป็นเรื่องที่ท่านตัดสินใจเองจะดีกว่า ชีวิตก็เป็นของท่าน”

เมื่อถามย้ำว่านายทักษิณ ก็รับฟังใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวทันทีว่า รับฟัง คือเราฟังกันอยู่แล้วในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างพี่น้อง พ่อแม่ หรืออะไรก็ตามเราฟังกัน แต่สุดท้ายการตัดสินใจเรื่องของใครก็เป็นเรื่องของคนนั้น เราเป็นอย่างนี้กันอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่านายทักษิณ ยังคงยืนยันจะกลับเดือนกรกฎาคมนี้อยู่เหมือนเดิมหรือไม่นั้น น.ส.แพทองธาร บอกว่าล่าสุดคุยกันก็ยังเป็นอย่างนั้น เมื่อถามท่านว่าดูสถานการณ์การเมืองอย่างไร ท่านก็บอกว่าดูอยู่แล้ว เขาก็ไม่ได้อยากจะกลับมาแล้วสร้างความวุ่นวาย เพราะแน่นอนคุณพ่อมีความสำคัญทางการเมือง เพราะฉะนั้นการกลับมาต้องดูความเหมาะสม ถ้าจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ต้องดูความเหมาะสมทางการเมืองต่างๆด้วย

เมื่อถามว่าหากฟังอย่างนี้มีความเป็นไปได้ว่าจะเลื่อนวันกลับหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ระบุว่า ไม่ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ที่พูดเราก็ต้องดูว่าใกล้ๆจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนคิดแทน คุณพ่อไม่ได้พูดกับตน เขาก็ยังไม่ได้บอกว่าจะเลื่อน

ส่วนกรณีที่ครอบครัวออกมาเบรกไม่อยากให้ น.ส.แพทองธารเป็นนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร กล่าวทันทีว่า นั่นไง จริงๆแล้ว ไม่ใช่ทางครอบครัวเบรก เป็นเรื่องที่คุณแม่พูดคุยกับลูกสาวคนเล็ก ที่ในใจท่านก็มีความภูมิใจลูกสาวคนเล็กที่มายืนจุดนี้ แต่ลึกๆท่านก็ยังเห็นตนเป็นเด็ก แต่ในชีวิตจริงตนก็รู้ว่าตนเองไม่ใช่เด็ก การที่คุณแม่เป็นห่วงก็ไม่รู้สึกโกรธอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเรารู้ว่าเราไม่ใช่เด็ก รู้สึกว่าเขาเป็นห่วง ทั้งตอนที่ท้องแล้วไปหาเสียงท่านก็เป็นห่วงมาก ตนก็ต้อง คอยพูดตลอดว่าตนยังโอเค หาหมอแล้ว ก็จะบอกแม่อยู่ทุกครั้ง เป็นแค่ความเป็นห่วงเท่านั้นไม่มีมิติอื่นจริงๆ

เมื่อถามย้ำว่าส่วนตัวพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ถ้าตนไม่พร้อมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็คงจะไม่เป็น ถ้าไม่พร้อมก็คงไม่ให้ชื่อตนไปลง และคุยกันในพรรคถ้าตนไม่พร้อมก็คงไม่ก้าวเข้ามาตรงนี้ เพราะ ถ้าเราไม่พร้อมก็ต้องบอกคนในพรรคว่าเราไม่พร้อม

ถามต่อแปลว่าคุณหญิงพจมาน มองข้ามช็อตที่ได้เบรกไม่ให้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แสดงว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรืออาจมีอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายพิธาถึงได้มีการพูดออกมาในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ น.ส.แพทองธาร ยิ้ม พร้อมตอบว่า ส่วนตัวมองว่า สิ่งที่คุณแม่คิดตั้งแต่ตอนแรกก่อนจะเลือกตั้ง ตนก็ต้องมีสิทธิ เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ไม่ว่าทั้งตน นายเศรษฐา ทวีสิน และนายชัยเกษม นิติสิริ ก็มีสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นอันดับ 1 แม่ก็คงคิดถึงตอนนั้นว่ายังจะเป็นแบบนี้อยู่หรือไม่ว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับหนึ่งจริงตนก็ต้องได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เราจะคุยอย่างไรกันในพรรค แม่ก็เป็นห่วงตรงนี้เสมอ ตนพูดด้วยความสัตย์จริงว่ามันเป็นแค่นั้นเองในมุมของแม่

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าในกระแสข่าวมีการระบุว่าที่ยังไม่อยากให้นายทักษิณกลับเพราะอาจจะถูกหลอก น.ส.แพทองธาร ระบุว่า คำว่าถูกหลอกมันคือ ตลอดเวลาที่พ่อของตนไม่อยู่ ประเทศไทยมา 17 ปี มันก็ต้องมีข้อมูลข่าวสารที่ท่านได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนก็ตาม ถูกบ้างผิดบ้าง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 17 ปี

“ เราไม่ได้คิดว่าใครจะมาหลอกเราเป็นพิเศษ นั่นคือสิ่งที่ครอบครัวบอกว่าให้ดูข้อมูลให้ดี ให้คิดให้ดีว่าจะทำอย่างไร มันเป็นการห่วงใย และเป็นการเตือนสติกันมากกว่า ว่าดูให้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือสิ่งที่เราเตือนกันได้ไม่ใช่ว่ามีใครจะหลอกหรืออะไร”น.ส.แพทองธาร กล่าวสรุป