‘อุ๊งอิ๊ง’ ยัน ‘เพื่อไทย’ไม่มีเกมพลิกขั้ว ย้ำหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551103

14 มิ.ย. 2566

‘อุ๊งอิ๊ง’ ยัน ‘เพื่อไทย’ไม่มีเกมพลิกขั้ว ย้ำหนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ยัน ‘เพื่อไทย’ ไม่มีเกมพลิกขั้ว ย้ำ หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ ขอ ทุกฝ่ายยึดมั่นในประชาธิปไตย เคารพเสียงประชาชน ‘ ดีใจ ‘ก้าวไกล’ หยิบนโยบายเอสเอ็มอีกลับมาใช้

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันว่า พรรคเพื่อไทยโดยกระบวนการยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง จึงอยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหนักแน่นในประชาธิปไตย เคารพเสียงของประชาชน เพราะในเมื่อประชาชนเลือกมาแล้วก็อยากจะตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหาประเทศต่อไป

เพื่อไทยไม่มีพลิกขั้ว ยัน หนุน ‘พิธา’ เป็นนายกฯ

 และขอให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณากันตามข้อมูลหลักฐาน และขอส่งกำลังใจให้หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพราะคิดว่าประชาชนและประเทศรอไม่ไหวในการที่จะเคลื่อนไปข้างหน้า สิ่งที่พรรคเพื่อไทย และครอบครัวเจอมา อยากให้ยุติลง และอยากให้มีการเมืองสร้างสรรค์ที่พร้อมพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นโดยการเคารพเสียงประชาชน

นาทีนี้ ยังไม่อยากพูดถึงกรณีหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เพราะยังไม่เกิดขึ้น แต่โจทย์ขณะนี้คือการร่วมตั้งรัฐบาลกับก้าวไกล รวมถึงกรณีเกมหุ้นสื่อไอทีวี ที่อาจทำให้นายพิธาไปไม่ถึงการเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องจับมือกันให้แน่น ซึ่งพรรคเพื่อไทยพร้อมสนับสนุน และต้องเคารพเสียงของประชาชน และให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ 

พร้อมปฏิเสธข่าวเรื่องการพลิกขั้วทางการเมือง ยืนยัน พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนที่จะพลิกไปไหน ซึ่ง งง กับข่าวที่ออกมา และไม่มีรู้เรื่องดีลลับ ไปดีลกันตอนไหน คงเป็นดีลลับมาจนไม่รู้เรื่อง จึงอยากให้หนักแน่นว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยคุยกับพรรคก้าวไกลยังคงเป็นแบบเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป

ถามว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เสียงที่ขาดอยู่กว่า 60 เสียงจะทำอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องคุยกับกรรมการบริหารพรรคที่ไปคุยกับพรรคก้าวไกลจะดีกว่า

ส่วนกระแสข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรีในโซเชียลมีเดีย ที่มีชื่อนางสาวแพทองธาร นั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีนั้น นางสาวแพทองธาร หัวเราะก่อนตอบว่า “ตายแล้ว รู้ก่อนอิ๊งค์อีกแล้ว” ซึ่งเห็นหลายทีแล้ว เขียนว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็มี และล่าสุดเป็นรองนายกรัฐมนตรี และขอขอบคุณสำหรับทุกตำแหน่ง แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่เรื่องจริง ยังไม่ทราบเรื่องนี้ และไม่ทราบว่าโผ นั้นมาจากไหน ซึ่งส่วนตัวเห็นพร้อมกับคนในโซเชียล ส่วนจะรับตำแหน่งหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ แต่เรื่องที่ออกไปยังไม่เคยรับรู้ ขอให้พรรคร่วมตกลงกันดีกว่า

ขอบคุณก้าวไกลสานต่อนโยบายเอสเอ็มอี

น.ส.แพทองธาร ยังขอบคุณที่พรรคก้าวไกลยิบหยกนโยบายเอสเอ็มอีมาขับเคลื่อน และบางนโยบายที่เป็นนโยบายเดิมของพรรคไทยรักไทย สมัยนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และในช่วงที่หาเสียง พรรคเพื่อไทยก็มีแผนที่จะเอานโยบายที่ดี เป็นประโยชน์กลับมาใช้ ถึงวันนี้จะไม่ได้เป็นพรรคอันดับ 1 แต่หลายนโยบายถูกกลับนำมาใช้ ก็รู้สึกดีใจมาก อยากเห็นความสำเร็จอีกครั้งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม วันนี้ น.ส.แพทองธาร เข้าพรรคเพื่อประชุมปรับแบรนด์และปรับการสื่อสารของพรรคเพื่อไทย หลังผลการเลือกตั้ง 2566 ไม่ได้คะแนนเสียงแบบแลนด์สไลต์ตามที่คาดหมาย 310 เสียงขึ้นไป

เปิดเอกสารหลุด ไม่ประกาศผลรับรองเลือกตั้ง 71 เขต 37 จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551095

14 มิ.ย. 2566

เปิดเอกสารหลุด ไม่ประกาศผลรับรองเลือกตั้ง 71 เขต 37 จังหวัด

เอกสารหลุด รายงานที่ประชุม สำนักงาน กกต. ไม่เสนอประกาศผล 71 เขต 37 จังหวัด กทม. ‘ไอซ์-รัชนก’ พรรคก้าวไกล โดนร้องคัดค้านด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เอกสารหลุด สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอข้อมูลประกาศผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต จำนวน 400 เขต ให้กับ กกต. เพื่อพิจารณาในการประกาศรับรองผล 


โดยเสนอประกาศผลจำนวน 329 เขต และไม่เสนอประกาศผลจำนวน 71 เขต ที่มีเรื่องร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง จากนั้นจะนำกลับไปพิจารณาให้ได้ข้อยุติ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ ที่ประชุม กกต. อีกครั้ง คาดว่าช่วงสัปดาห์หน้า 

พรรคที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด คือ พรรคภูมิใจไทย 23 เขต พรรคเพื่อไทย 17 เขต พรรคพลังประชารัฐ 16 เขต พรรคก้าวไกล 6 เขต พรรคประชาธิปัตย์ 3 เขต พรรครวมไทยสร้างชาติ 3 เขต พรรคไทยสร้างไทย 2 เขต และ พรรคเพื่อไทยรวมพลัง 1เขต 

สำหรับ 71 เขต ที่สำนักงาน กกต. ไม่เสนอประกาศผล จัดอยู่ใน 37 จังหวัด ประกอบด้วย 

– กรุงเทพมหานคร 33 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 32 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรองเขต 28 คือ น.ส.รัชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ รัชนก พรรคก้าวไกล

– กาญจนบุรี 5 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 1 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ พรรคเพื่อไทย เขต 3 นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน พรรคภูมิใจไทย และเขต 4 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ พรรคเพื่อไทย

– กำแพงเพชร 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายไผ่ ลิกค์ พรรคพลังประชารัฐ

– ขอนแก่น 11 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 9 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 4 นายเอกราช ช่างเหลา พรรคภูมิใจไทย และ เขต 11 นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ พรรคภูมิใจไทย     

– ฉะเชิงเทรา 4 เขต 
ประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 3 นายศักดิ์ชาย ตันเจริญ พรรคเพื่อไทย

– ชลบุรี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 7 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 8 นายจรัส คุ้มไข้น้ำ พรรคก้าวไกล เขต 9 นายยอดชาย พึ่งพร พรรคก้าวไกล และ เขต 10 นายสะถิระ เผือกประพันธ์ พรรคพลังประชารัฐ

– ชัยภูมิ 7 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 4 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 3 นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ พรรคภูมิใจไทย เขต 5 นายศิวะ ธงศ์ธีระดุลย์ พรรคเพื่อไทย และเขต 7 นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ พรรคพลังประชารัฐ 

– เชียงใหม่ 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 8 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู พรรคก้าวไกล และเขต 9  นายนเรศ  ธำรงทิพยคุณ พรรคพลังประชารัฐ


– ตรัง มี 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 คือ เขต 2 นายทวี สุระบาล พรรคพลังประชารัฐ 

– นครพนม มี 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคเพื่อไทย เขต 2 นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย 

– นครราชสีมา 16 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 13 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 5 นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล พรรคเพื่อไทย เขต 10 นายอภิชา เลิศพัชรกมล พรรคเพื่อไทย และเขต 12 นายนรเสรฎฐ์ ศิริโรจนกุล พรรคเพื่อไทย

– นครศรีธรรมราช มี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 6 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 7 นายษฐา ขาวขำ พรรคภูมิใจไทย เขต 8 นางมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล พรรคภูมิใจไทย เขต 9 นางอวยพรศรี เชาวลิต พรรคประชาธิปัตย์ และเขต 10  น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล พรรครวมไทยสร้างชาติ
 
– บึงกาฬ มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายสุวรรรณา กุมภิโร พรรคภูมิใจไทย

– บุรีรัมย์ มี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 6 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 4 นางรังสิกร ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย เขต 5 นายโสภณ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย เขต 6 นายศักดิ์ ซารัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ เขต7 นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน พรรคภูมิใจไทย


– ประจวบคีรีขันธ์ มี 3 เขต  
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายสังคม แดงโชติ พรรคภูมิใจไทย

– พระนครศรีอยุธยา มี 5 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 2 นายชริน วงศ์พันเที่ยง พรรคก้าวไกล เขต 3 น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ พรรคภูมิใจไทย และ เขต 5 นายประดิษฐ์ สังขจาย พรรคภูมิใจไทย 

– พังงา มี 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายอรรถพล ไตรศรี พรรคภูมิใจไทย และ เขต2 นายฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์ พรรคพลังประชารัฐ

– พัทลุง มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นางสุพัชรี ธรรมเพชร จากประชาธิปัตย์ 

– พิจิตร มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ พรรคภูมิใจไทย

– พิษณุโลก มี 5 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นายปดิพัทธ์ สันติภาดา พรรคก้าวไกล และ เขต3 นายพงษ์มนู ทองหนัก พรรครวมไทยสร้างชาติ

– เพชรบุรี มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายฤกษ์ อยู่ดี จากภูมิใจไทย

– เพชรบูรณ์ มี 6 เขต  
เสนอประกาศรับรอง 3 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 3 เขต คือ เขต 2 นายจักรัตน์ พั้วช่วย พรรคพลังประชารัฐ เขต 5 นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ พรรคพลังประชารัฐ และเขต 6 นายอัคร ทองใจสด พรรคพลังประชารัฐ

– ภูเก็ต มี 3 เขต เสนอประกาศรับรอง 2 เขต ไม่รับรอง 1 เขต คือ เขต 1 ว่าที่ร้อยตรีสมชาติ เตชถาวรเจริญ พรรคก้าวไกล, จังหวัดมหาสารคาม มี 6 เขต เสนอประกาศรับรอง 5 เขต ไม่รับรอง 1 เขต คือ เขต 2 นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ พรรคเพื่อไทย 

– มุกดาหาร มี 2 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  1 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นายวิริยะ ทองผา พรรคพลังประชารัฐ

– ยโสธร มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  2 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 1 นางสุภาพร สลับศรี พรรคไทยสร้างไทย

– ร้อยเอ็ด มี 8 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 7 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 3 นางรัชนี พลซื่อ พรรคพลังประชารัฐ  

– เลย มี 4 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 1 เขต ไม่รับรอง 3 เขต คือ เขต 1 นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล พรรคเพื่อไทย เขต 2 นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ พรรคเพื่อไทย และเขต 4 นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ พรรคเพื่อไทย 

– ศรีสะเกษ มี 9 เขต
 เสนอประกาศรับรอง 5 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 1 นายธเนศ เครือรัตน์ พรรคเพื่อไทย เขต 2 นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย เขต 3 นายธนา กิจไพบูลย์ชัย พรรคภูมิใจไทย และเขต 8 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ พรรคภูมิใจไทย 

– สกลนคร มี 7 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 5 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง  2  เขต คือ เขต 4 นายพัฒนา สัพโส พรรคเพื่อไทย และเขต 5 นายชัยมงคล ไชยรบ พปชร.

– สงขลา มี 9 เขต 
เสนอประกาศรับรอง  8 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ เขต 5 นายเดชอิศม์ ขาวทอง พรรคประชาธิปัตย์ 

– สระแก้ว มี 3 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 1 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 2 เขต คือ เขต 1 นางขวัญเรือน เทียนทอง พรรคพลังประชารัฐ และเขต 3  นายสรวงศ์ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย

– สิงห์บุรี มี 1 เขต 
เสนอประกาศไม่รับรอง 1 เขต คือ นายโชติวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ พรรคพลังประชารัฐ

– สุราษฎร์ธานี มี 7 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 6 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือเขต  2 นายพิพิธ รัตนรักษ์ รวมไทยสร้างชาติ

– อำนาจเจริญ มี 2 เขต 
เสนอไม่ประกาศรับรองทั้ง 2 เขต คือ เขต 1 นางสุขสมรวย วันทนียกุล พรรคภูมิใจไทย และเขต 2 นางญาณีนาถ เข็มนาค พรรคภูมิใจไทย

– อุดรธานี มี 10 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 9 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 1 เขต คือ ส.ส.เขต 3 นายหรั่ง ธุระพล พรรคไทยสร้างไทย

– อุบลราชธานี มี 11 เขต 
เสนอประกาศรับรอง 7 เขต 
ไม่เสนอประกาศรับรอง 4 เขต คือ เขต 1 นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ เพื่อไทย เขต 4 นางสาวกิตติ์ธัญญา วาจาดี เพื่อไทย เขต 7 นางสาวสุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ เพื่อไทย และเขต 10 นายสมศักดิ์ บุญประชม พรรคเพื่อไทรวมพลัง

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม ‘เอกสาร’ อะไรบ้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551061

13 มิ.ย. 2566

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม 'เอกสาร' อะไรบ้าง

สภากลับมาคึกคัก ‘รัฐสภา เกียกกาย’ เป็นสถานที่รองรับ ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26 รายงานตัว พร้อมโชว์นิทรรศการ ผลงาน สภาฯ ชุดที่25 รู้ยังสส.ใหม่ สส.ป้ายแดง ต้องเตรียม ‘เอกสาร’ อะไรบ้าง เช็กรายละเอียดที่นี่

นับถอยหลัง ‘สส.ใหม่’ ต้องไปรายงานตัวต่อรัฐสภา เกียกกาย หลังมีรายงานจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไป ภายในสัปดาห์นี้ 

ล่าสุด ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อรับรายงานตัว สส. หลังจากที่ กกต. ประกาศรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยจะใช้ห้องสัมมนา ชั้นบี1 รัฐสภา เกียกกาย สามเสน กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่รับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ หรือสส.ป้ายแดง รวมทั้ง สส.หลายสมัย อีกด้วย

สภาฯเตรียมต้อนรับ ‘สส.ใหม่’ ชุดที่ 26

โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้จัดโซนพื้นที่รับรายงานตัว ซึ่ง สส.ที่ผ่านการรับรองแล้ว ต้องกรอกเอกสารรายงานตัว พร้อมกับยื่นหลักฐาน ที่ประกอบการรายงานตัว 

เช็คที่นี่ ‘สส.ใหม่’ รายตัวต่อสภาฯ ต้องเตรียม 'เอกสาร' อะไรบ้าง

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้มีการติดตั้งป้ายข้อความ “ยินดีต้อบรับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26” ภายในพื้นที่ห้องรับรายงานตัว เบื้องต้นคาดว่าการติดตั้งป้ายและตกแต่งห้องรับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ นั้นจะแล้วเสร็จในอีก 1-2 วัน 

ขณะที่ระบบสารสนเทศ ของสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการรับรายงานตัว ‘สส.ใหม่’ ได้ดำเนินการทดสอบระบบ และพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการในวันรายงานตัวเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกประกาศ เรื่อง การรับรายงานตัว สส. เพื่อแจ้งถึงรายละเอียดของการเตรียมพร้อมก่อนเข้ารายงานตัว และได้เพิ่มช่องทางกรอกเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ฟอร์มเพื่อเตรียมพร้อมล่วงหน้าได้ ทั้งนี้กำหนดให้ต้องลงนามรับรองเอกสารต่อหน้าเจ้าหน้าที่

‘สส.ใหม่’ รายตัวต้องเตรียม เอกสาร อะไรบ้าง

สำหรับเอกสารที่ใช้ประกอบการรายงานตัว ประกอบด้วย 

  1. หนังสือรับรองการได้รับเลือกตั้ง 
  2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 
  3. สำเนาทะเบียนบ้าน 
  4. สำเนาใบสำคัญการสมรส 
  5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส 
  6. สำเนาหลักฐานวุฒิการศึกษา 
  7. รูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา ถ่ายไว้ไม่เกิน6 เดือน ขนาด 1 นิ้ว จำนวน3รูป และขนาด 2 นิ้วจำนวน 6 รูป

นอกจากนั้นสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังจัดโซนรับรอง สส. ที่รอการรายงานตัวในห้องสัมมนา โซนถ่ายภาพเพื่อทำบัตรประจำตัว สส. และพื้นที่สำหรับให้ผู้ติดตามหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับ สส. รอคอยบริเวณโถงด้านหน้าห้องสัมนาด้วย 

และยังพบว่า ทางเดินของโถงชั้น บี 1 มีการจัดนิทรรศการ เพื่อแสดงผลงานของ คณะกรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ด้วย ขณะที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าห้องสัมมนา ได้ติดตั้งโทรทัศน์ซึ่งเป็นจอแสดงผลความคืบหน้าของการรับรายงานตัวของ สส. ชุดที่ 26 ด้วย

เรียก ประชุมสภาฯ ได้เมื่อไหร่

สำหรับขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการสภาผู้แทนราษฎร กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 กำหนด ว่า ในการเลือกตั้งทั่วไป หากสส.ได้รับเลือกตั้ง ถึง 95% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด หรือ 475 คน จาก 500 คน หากจำเป็นต้องเรียกประชุมรัฐสภา ให้ดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาได้

เลือก ประธานสภาฯ วันไหน?

ทั้งนี้ มาตรา 121 ระบุว่า ภายใน 15 วันนับแต่วันประกาศผลเลือกตั้ง สส. ให้เรียกประชุมสภาฯ เป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึงงานรัฐพิธี และหลังจาก ที่แล้วเสร็จงานรัฐพิธีแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121 วรรคสี ประกอบข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 5 และ ข้อ19 กำหนดให้ภายใน 10 วันต้องประชุมสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ

‘อดีตเลขาฯสมช.’ เผย ชายแดนใต้ถูกกดมา 8 ปี ‘กระจายอำนาจ’ ทางออกแทน ‘แยกดินแดน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551060

13 มิ.ย. 2566

'อดีตเลขาฯสมช.' เผย ชายแดนใต้ถูกกดมา 8 ปี 'กระจายอำนาจ' ทางออกแทน 'แยกดินแดน'

‘อดีตเลขาฯสมช.’ เผย ชายแดนใต้ถูกกดมา 8 ปี ถึงเวลาสร้างสันติสุขร่วมกับคนในพื้นที่ เชื่อ ‘รัฐบาลใหม่’ แก้ปัญหาได้และเร็ว ชี้ น.ศ. เสนอทำประชามติ คือ เสรีภาพเชิงวิชาการ ไม่ใช่ยุยงปลุกปั่น

ความคิดเห็นของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการแก้ปัญหาชายแดนใต้ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีกลุ่ม PELAJAR BANGSA ขบวนนักศึกษาแห่งชาติ เสนอประชามติแยกดินแดน โดยมองว่า การที่ออกมาเวลานี้ เพราะถูกรัฐบาลยึดอำนาจและกดมาตั้ง 8-9 ปี ประกอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงตั้งแต่ปี 2547 กำลังจะครบ 20 ปี เป็นสภาพที่กดสังคมในพื้นที่และสันติภาพยังไปไม่ถึงไหน 

สร้างสันติภาพไปสู่สันติสุขต้องเกิดจากการพูดคุย แต่ที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ เป็นปรปักษ์กับกลุ่มที่จะพูดคุย แต่ไม่เกิดประสิทธิภาพลักษณะเหมือน “ซอยเท้าอยู่กับที่” ให้เกิดการเคลื่อนไหวแต่ไม่น่าเดิน ส่วนอีกฝ่ายซื้อเวลาเพื่อรอ “รัฐบาลประชาธิปไตย” เมื่อเวลามาถึงพร้อมเดินหน้า มีส่วนร่วมแสดงทัศนคติ 

ส่วนที่แม่ทัพภาค 4 ออกบอว่า การทำประชามติผิดกฎหมาย คนพูดก็เป็นคนที่อยู่ในเงื่อนไข เอียงซ้ายเอียงขวา เพราะ 8 ปีที่ผ่านมา “รัฐบาลเผด็จการ” ใช้ทหารเป็นหัวหอกในการแก้ปัญหา ประกาศกฎอัยการศึก กดทับสิทธิเสรีภาพเขาเอาไว้ ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเลย ดังนั้นต้องใช้กระบวนการสันติวิธีที่คนกลุ่มนี้เข้าใจว่า ปลายทางไปไม่ถึง แต่จะพบกันครึ่งทางได้อย่างไร เช่น การกระจายอำนาจ จังหวัดจัดการกันเอง หากไปถามประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เค้าต้องการกระจายอำนาจที่มีความสมเหตุสมผลพอควร ซึ่งถ้าอธิบายด้วยเหตุด้วยผล เชื่อว่าไม่บานปลาย 

พล.ท.ภราดร มั่นใจ “รัฐบาลใหม่” จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอนและไปได้เร็ว หากไม่เกิดการยึดอำนาจ ป่านนี้เหตุการณ์ชายแดนภาคใต้คลี่คลายแล้ว พร้อมยืนยันพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นด้วยแน่กับการแบ่งแยกดินแดนแต่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจที่เหมาะสม

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตรพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร

ทั้งนี้กิจกรรมของกลุ่มนักศึกษาเป็นลักษณะทางวิชาการที่พูดคือหัวข้อ “การกำหนดอนาคตตนเอง (Self Determination) กับสันติภาพปาตานี” ไม่ได้เป็นการยุยงปลุกปั่น หากดูในบริบทหัวข้อของนักศึกษากลุ่มนี้ไปทางวิชาการ บุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นนักศึกษา จัดในเป็นสถานศึกษา ไม่ใช่เวทีHyde Park

ถ้าดูจากประเด็นข้อเท็จจริงตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ฝ่ายความมั่นคงจะต้องไปแสวงหาว่า การข่าวจะมีการทำประชามติแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ อาจเป็นแค่ถกแถลงเท่านั้น และต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องสิทธิประชาชนพลเมือง สามารถพูดคุยได้ แต่ในกฎหมายไทยก็มีรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ประเทศไทยรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ มาตรา 2 ปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้เช่นกัน 

แต่การแสดงออกของนักศึกษากลุ่มนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญไทย หมวดสิทธิเสรีภาพ มาตรา 34 ว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงข้อคิดเห็น รวมถึงเสรีภาพทางเชิงวิชาการที่จะนำเสนอพูดกันได้ ซึ่งสอดรับกัน แต่แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น “การสื่อสารหรือการแสดงสิทธิเสรีภาพ ห้ามส่งผลกระทบที่เป็นปัญหาในความมั่นคง ดังนั้นรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะเข้ามาใช้กฎหมายดูแลได้” ทำให้เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา เพราะข้อยกเว้นนี้ไว้ซึ่งการระงับยับยั้งตอนที่จะเกิดเหตุบานปลายเกี่ยวกับความมั่นคง จึงเป็นเส้นบางๆที่เจ้าหน้าที่จะต้องใช้ดุลยพินิจว่าขัดหรือไม่ 

พล.ท.ภราดร ระบุว่า หากมีการพูดคุยกันลึกจนถึงหัวข้อแบ่งแยกดินแดงต้องกลับมาดูว่าความเป็นไปได้และกระทบความมั่นคงหรือไม่ รวมถึงต้องมาดูด้วยว่า มีกระบวนการเบื้องหลัง มีกองกำลังสนับสนุนหรือไม่ ถ้าแบบนี้ถึงจะเข้าเกณฑ์ผิดกฎหมาย แต่หากไม่มี คือ เรื่องสิทธิเสรีภาพ และการกล่าวหาจะต้องมีหลักฐานชัดเจน ปราศจากข้อสงสัยก่อน โดยการสอบสวนชั้นต้นจะใช้เหมือนกฎหมายอาญาปกติไม่ได้ ต้องมีทหาร ตำรวจ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม บริบทและพื้นที่ที่พูดในประเด็นนี้แตกต่างจากพื้นที่ปกติ เพราะเป็นพี่น้องชาวมุสลิมพูด พื้นที่มีประวัติศาสตร์ ศาสนา ชาติพันธุ์ ขนบธรรมเนียมประเพณี 

ทนายรัชพล ฟัด คิมห์ สิริทวีชัย – เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551063

13 มิ.ย. 2566

ทนายรัชพล  ฟัด คิมห์ สิริทวีชัย  - เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร

ปมถือหุ้นสื่อไอทีวี คราวนี้  “ทนายรัชพล” เข้าร่วมวง แจ้งความตำรวจสน.ทุ่งสองห้อง ขอให้เรียกสอบ คิมห์ สิริทวีชัย และ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ กรณีใช้บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี เข้าข่ายแจ้งความเท็จ ใช้เอกสารปลอม  รับที่ต้องออกมาชนเอง เพราะเกี่ยวพันไปถึงชะตากรรม “พิธา”

ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ( สน.ทุ่งสองห้อง)  กรุงเทพฯ  แขวงตลาดบางเขต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ  นายรัชพล ศิริสาคร  “ทนายรัชพล” เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน เพื่อให้สอบสวน นายคิมห์ สิริทวีชัย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานประชุมผู้ถือหุ้นไอทีวี  และ ลงนามบันทึกการประชุม และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ กรณีใช้บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี ประจำปี 2566 เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา ขัดแย้งกับคลิปวีดีโอการประชุมผู้ถือหุ้น เข้าข่ายแจ้งความเท็จ เเละ การใช้เอกสารปลอม    ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตรวจสอบ หากพบว่ากระทำผิดจริง ขอให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย เอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ  โดยเรื่องดังกล่าวเกี่ยวพันมาถึงประเด็นคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 

การมาเเจ้งความเพื่อเอาผิด  นายคิมห์ สิริทวีชัย และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  เนื่องจากพบเห็นพิรุธ เรื่องที่เข้าข่ายการกระทำความผิดในเบื้องต้น ซึ่งที่เห็นมีพบความผิด 3 ประการ  ประการเเรก คือ ทั้งคลิปวีดีโอทีเผยแพร่ และ  เนื้อหาเอกสารการประชุม ไม่ตรงกัน  ,  ถัดมาคือ นายจตุรงค์ สุขเอียด อดีตพนักงานไอทีวี อ้างว่ามีการลบไฟล์ทิ้ง ซึ่งไม่รู้ว่าลบทำไม ลบหรือหรือไม่ เรื่องนี้อาจต้องให้ความเป็นธรรม ต้องไปเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆว่ ามีการลบหรือไม่  3 .กรณีการพิรุธ ของ นายคิมห์ ที่ไปออกหนังสือฉบับหนึ่งขอให้มีการตรวจสอบคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่จริง นายคิมห์ ต้องออกมาขี้เเจง เพราะตัวนายคิมห์เอง เป็นประธานในการประชุม เเละเป็นคนเซ็นต์เอกสารเอง  

สำหรับนายเรืองไกร อาจพูดอะไรก็ได้  ซึ่งตำรวจมีอำนาจในการเรียกสอบสวนได้ ซึ่งหากยื่นจริง มีการสืบไปสืบมา เเล้วมีเจตนาในการกลั่นเเกล้ง ยื่นเอกสารเท็จ ก็สามารถดำเนินเนินคดีกับนายเรืองไกรได้  ” ผมมองว่าเรื่องที่เกิดมันเป็นเรื่องสำคัญ ระดับประเทศ เพราะมีผลต่อตัว นายกรัฐมนตรี หากมีการกลั่นเเกล้ง ใส่ร้าย คนที่ทำความผิดจะต้องรับโทษ ส่วนพรรค หัวหน้าพรรคที่เกี่ยวข้อง ลูกน้องน้องทำผิดก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม   สำหรับการแจ้งความเท็จเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ผู้ที่ทำเอกสารปลอม จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรร 264 จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ”

 เขากล่าวว่า  ” นิติสงคราม ”  คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ การกระทำความผิด หากทำความผิดชัดเจน ความผิดกฎหมายคนทำผิดก็ต้องรับโทษอยู่เเล้ว เเต่ถ้าหากใช้กลั่นเเกล้งกันทางการเมือง ถือเป็นคนจิตใจที่สกปรก  ส่วนกรณีที่นายเรืองไกร ระบุว่า คลิปวิดีโอการประชุม ไม่ใช่สาระสำคัญไม่ได้มีน้ำหนัก ต่อการถือหุ้นของนายพิธา ตนมองว่าเวลาพิจารณา ย่อมใช้ทุกส่วนประกอบ เชื่อว่าหลักฐานใหม่มีน้ำหนักอยู่เเล้ว  หลังจากนี้หากทางนายคิมห์ หรือ นายเรืองไกล จะฟ้องกลับตนเองก็ไม่กลัว เพราะเป็นสิทธิของพลเมืองที่พบเห็นสิ่งผิดปกติและอยากให้มีการตรวจสอบ ส่วนที่ตนไม่ไปยื่นให้ คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต. ) ตรวจสอบ มองว่า เป็นการทำงานที่ล่าช้าเพราะหาก กกต.ตรวจสอบ พบความผิดก็ต้องมาแจ้งความที่ สน. เช่นกัน

ทนายรัชพล  ฟัด คิมห์ สิริทวีชัย  - เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ  แจ้งความเท็จ ปลอมเอกสาร

รัชพล ศิริสาคร  “ทนายรัชพล” เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง  เพื่อให้สอบสวน คิมห์ สิริทวีชัย และ เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ   กรณีใช้บันทึกการประชุมผู้ถือหุ้น ไอทีวี ประจำปี 2566 เข้าข่ายแจ้งความเท็จ เเละ การใช้เอกสารปลอม

เปิดประวัติ ‘มัลลิกา’ หนึ่งในอดีตคนไอทีวี ผู้ชี้ว่า ITV ยังเป็นสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551053

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

13 มิ.ย. 2566

เปิดประวัติ ‘มัลลิกา’ หนึ่งในอดีตคนไอทีวี ผู้ชี้ว่า ITV ยังเป็นสื่อ

ส่องประวัติ ‘มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข’ อดีตคนไอทีวี ที่มั่นใจว่า ITV เป็นสื่อ และชี้ว่า ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ถือหุ้นมา 17 ปี ไม่มีคุณสมบัติสมัคร สส.

“เถียงอะไรกันนัก! ไอทีวี #ITV เป็นสื่อตั้งแต่การจดทะเบียนวัตถุประสงค์บริษัท สิ้นสุดกระแสความที่ตรงนี้ค่ะ ไม่ต้องเถียงกันหรือหาหลักฐานอะไรมาว่าไอทีวีจะกลับมาเป็นสื่ออีกหรือไม่”

หนึ่งในข้อความบนทวิตเตอร์ของ “ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตกรรมการพรรคและอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ทวีตรัวๆถึงกรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ยังคงสถานะสื่ออยู่หรือไม่

การทวิตข้อความของมัลลิกา ทำให้หลายคนสนใจว่า มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข คือใคร มาจากไหน ทำไมถึงมาสนใจเรื่องหุ้นไอทีวีด้วย

คำตอบก็คือ มัลลิกา เป็นหนึ่งในคนไอทีวีในยุครุ่งเรืองด้วยเช่นกันนั่นเอง

คมชัดลึก รวบรวมประวัติคร่าวๆของมัลลิกาพอให้ได้รู้จักว่า เขาเกี่ยวอะไรกับไอทีวีมาก่อน

มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ชื่อเล่นว่า “ติ่ง” และที่เพื่อนๆในวงการสื่อเรียกว่า “มอลลี่” เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2516 ที่อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีเชื้อสายไทลื้อจากผู้เป็นตาและยาย

จบการศึกษาจากโรงเรียนปงรัชดาภิเษก โรงเรียนพะเยาพิทยาคม ปริญญาตรีคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และจบการศึกษาปริญญาเอก วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง มหาวิทยาลัยรังสิต 

เป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย และเป็นนักกีฬายิงปืนสมัครเล่นของชมรมยิงปืนรบพิเศษ และจบหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงมหานคร3 กับ นมธ.9 หรือหลักสูตรธรรมศาสตร์เพื่อสังคม

ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

ด้านชีวิตส่วนตัว มัลลิกา บุญมีตระกูล ได้เข้าพิธีมงคลสมรสกับ นายณัฐพล มหาสุข ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัลกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557 โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ปีเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีสมรสพระราชทานแก่คู่บ่าวสาว ณ อาคารชัยพัฒนา สวนจิตรลดา พร้อมการจดทะเบียนสมรส ณ วังสวนจิตรลดา ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้นามสกุลของสามีตามที่ได้จดทะเบียนและนำนามสกุลเดิมจดทะเบียนเป็นชื่อกลางจึงมีชื่อตามบัตรประชาชนใหม่ว่า นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข

การทำงาน

มัลลิกาเป็นที่รู้จักจากการเป็นพิธีกรและผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวี รายการร่วมมือร่วมใจ รายการสน.ไอทีวี ซึ่งเป็นแนวรายการชาวบ้านร้องทุกข์

เปิดประวัติ ‘มัลลิกา’ หนึ่งในอดีตคนไอทีวี ผู้ชี้ว่า ITV ยังเป็นสื่อ

ต่อมามัลลิกาได้ลาออกจากไอทีวีและลงสมัครในโดยในการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2548 สังกัดพรรคมหาชน การเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2550 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และการเลือกตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยทั้งหมดเป็นการลงสมัคร ส.ส. ในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยา แต่ไม่เคยได้รับการเลือกตั้ง

โดยเคยมีประสบการณ์ทางการเมืองเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติปี พ.ศ. 2549 หลังการรัฐประหารในกลางปีเดียวกัน และเป็นผู้ช่วย เลขานุการ รัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ล่าสุดได้ประกอบธุรกิจส่วนตัวผลิตภัณฑ์ด้านความงามและเป็นประธานบริหารธุรกิจศูนย์การค้า เป็นต้น

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2562 เธอลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 30 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

เปิดประวัติ ‘มัลลิกา’ หนึ่งในอดีตคนไอทีวี ผู้ชี้ว่า ITV ยังเป็นสื่อ

ต่อมาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) จนเมื่อ พ.ศ. 2565 เมื่อไชยยศ จิรเมธากร ได้ขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ ทำให้มัลลิกาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ไชยยศ ซึ่งนางมัลลิกาได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) 

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 มิลลิกาได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ ในลำดับที่ 19
 

ข้อความบนทวิตเตอร์ที่ระบุว่า ITV ยังเป็นสื่อ

วันที่ 12 มิ.ย. 66 มัลลิกาทวีตข้อความถึงกรณีสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ยังคงสถานะสื่ออยู่หรือไม่ว่า “เถียงอะไรกันนัก! ไอทีวี #ITV เป็นสื่อตั้งแต่การจดทะเบียนวัตถุประสงค์บริษัท สิ้นสุดกระแสความที่ตรงนี้ค่ะ ไม่ต้องเถียงกันหรือหาหลักฐานอะไรมาว่าไอทีวีจะกลับมาเป็นสื่ออีกหรือไม่!!!!

พิธาหรือใครที่ถือหุ้นสื่อ โดยที่จะเป็นโทรทัศน์ หรือจะเป็นบริษัทที่จดทะเบียนวัตถุประสงค์เป็นสื่อและยังไม่ได้ปิดบริษัท ต่างก็ล้วนกระทำผิดไปแล้ว การโอนหุ้นออกอันนั้นเพื่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง #ปิดไม่มิด กับการกระทำที่เกิดขึ้นไปแล้ว

ดังนั้นการจะจับโกหกนิกม์ หรือการจะเอาผู้สื่อข่าวคนใดมาเปิดหลักฐานใดก็ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ #ถือหุ้นสื่อ ถืออยู่ ถือแล้ว ถือเอง 17 ปี

ส่วนเรื่องไอทีวี #ITV เขาจะกลับมาเป็นสื่อหรือทำธุรกรรมอะไรของเขา มันเป็นเรื่องที่เขาพยายามมานานแล้วตั้งแต่ปี 53 ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพิธาหรือผู้ใด #พิธา ไม่ได้สำคัญมากขนาดที่ไอทีวีต้องวางแผนตั้งแต่ปี 53 มั้ง

การถือหุ้นสื่อในบริษัทที่จดวัตถุประสงค์เป็นสื่อ จึงไม่มีคุณสมบัติที่จะสมัคร สส. และเมื่อเทียบกับคนของพรรคไทยภักดีก่อนหน้านี้เขามีหุ้นสื่อช่องหนึ่งเพียงแค่ 1 หุ้น=5บาท เขาก็โดนตัดสิทธิ์ไปแล้วเรียบร้อย !! #จบเนาะ”

พิธา มั่นใจกรณี ‘หุ้น itv’ มีกระบวนการสกัดกั้นเส้นทางสู่นายกฯคนที่ 30

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551051

13 มิ.ย. 2566

พิธา มั่นใจกรณี 'หุ้น itv' มีกระบวนการสกัดกั้นเส้นทางสู่นายกฯคนที่ 30

พิธา มั่นใจกรณี ‘หุ้น itv’ มีกระบวนการสกัดกั้นเส้นทางสู่นายกฯ คนที่ 30 พร้อมงัดหลักฐานทุกชิ้นมาต่อสู้ 18 มิ.ย.นี้ พร้อมยื่นทรัพย์สินต่อป.ป.ช.

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องการเปิดเผยคลิปเรื่องของ “หุ้นitv” นี้มีขบวนการหรือใครอยู่เบื้องหลังหรือไม่นั้นที่ผ่านมาตัวเองเคยโพสต์ไปแล้วว่ามีความต้องการจะฟื้นคืนชีพ itv เพราะมีคนส่งข้อมูลมาให้เรื่อยเรื่อย ตั้งแต่คนทำเอกสารการประชุมก่อนที่จะมีการเปิดเผยคลิป โดยคณะทำงานกฎหมายของพรรคได้รับข้อมูลเข้ามาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องในขบวนการเหล่านี้ ซึ่งทั้งหมดเคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ แต่มั่นใจในข้อมูลที่มี ทั้งหลักฐานข้อมูลทุกอย่างหากถึงเวลาที่จะต้องเอาขึ้นมาต่อสู้ก็พร้อม

ส่วนเรื่องมาตรา 151 ที่ กกต. มีการตั้งเรื่องก่อนจะส่งศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยจะมีผลหรือเป็นการสกัดกั้นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายพิธา ระบุว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และเป็นฉากทัศน์ที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่สมัยนั้นนายชัย ชิดชอบนั่งทำหน้าที่ประธานสภา ก่อนที่จะมีการประกาศยุติบทบาทหน้าที่ สส. ซึ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีตัวเองจะสามารถถูกเสนอชื่อได้ ซึ่งไม่ได้สกัดกั้นการเป็นนายกฯคนที่ 30 ของประเทศ  

ขณะเดียวกันในตอนนี้มีผู้หวังดีส่งข้อมูลต่างๆมาให้ตัวเอง ทั้งข้อมูลลายลักษณ์อักษร และคลิป ซึ่งพรรคก้าวไกลกำลังอยู่ระหว่างการคัดกรองข้อมูล เชื่อว่าจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อสู้ในชั้นศาลได้ 

กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้ความเห็นเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายพิธา ระบุว่า 
นายวิษณุอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะช่วงเวลานั้นนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภา และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นหลังจากโหวตเลือกประธานสภา ที่เป็นนายชวน หลีกภัยแล้วส่วนตัวมองว่ายังมีสิทธิที่จะสามารถถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมเชื่อว่าไม่เป็นอุปสรรคการเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศ

นายพิธา ยังกล่าวถึงกรณีเมื่อวานนี้มีการเผยแพร่คลิปการประชุมผู้ถือหุ้น ที่ไม่ตรง กับบันทึกการประชุมฉบับเต็มที่ออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเรื่องนี้ตามหลักกฎหมายไม่สามารถนำมาหักล้างการถือหุ้นของตัวเอง ว่า  ยังคงยืนยันต่อสู้ทุกรายละเอียด ตัวเองได้เทียบเคียงการถือหุ้นสื่อในอดีต และนำคำตัดสินของศาลมาเป็นบรรทัดฐาน เบื้องต้นก็ยังคงมั่นใจในข้อมูลหลักฐานที่มี และยังมั่นใจในหลักกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลที่จะสร้างหลักฐานเท็จมาเอาผิดตัวเองนั้น ยิ่งทำให้มั่นใจว่าจะสามารถว่าจะต่อสู้ในเรื่องนี้ได้แน่นอน ส่วนเรื่องงบการเงินที่มีการระบุ ในปี 2565 ในเอกสารขอไปตรวจสอบเอกสารทางการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนี้ก่อน แต่ก็ยังคงมั่นใจว่าไม่ส่งผลต่อการต่อสู้คดี

  • รวบรวมหลักฐานยยื่นทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ภายใน 18 มิ.ย. 2566

นายพิธา สำหรับกรณีการยื่นตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินต่อ ปปช. ที่จะหมดเขตใน วันที่ 18 มิ.ย. 2566  ตัวเองทำทุกอย่างตามที่กฎหมายกำหนด ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารอย่างละเอียดไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด โดยการยื่นเอกสารด้วยตัวเองจะสิ้นสุดภายในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ซึ่งหากไม่ทันก็จะรวบรวมทั้งหมดยื่นผ่านช่องทางออนไลน์หรือไปรษณีย์ ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด คือ 18 มิ.ย. 2566 ยืนยันว่าทุกอย่างทำด้วยความรัดกุม

‘กกต.’ รับรองผลเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต 330 คน – รอบหน้าประกาศทางการ 400 เขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551054

13 มิ.ย. 2566

'กกต.' รับรองผลเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต 330 คน -  รอบหน้าประกาศทางการ 400 เขต

ที่ประชุม “กกต.” ได้ข้อสรุปวันนี้ “รับรองผลเลือกตั้ง “เป็นสส. 330 คน เนื่องจากเชื่อได้ว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต ส่วนจำนวนที่เหลือคาดประกาศรับรองพร้อมกันหมด 400 เขต ในสัปดาห์หน้า ชี้เงื่อนไขที่ต้องเร่งรัด เพราะไม่อาจสืบสวนสอบได้เสร็จก่อนกรอบเวลา 60  วัน

ที่ประชุมคณะกรรมการ​การ​เลือกตั้ง​ (กกต.)​ มีมติรับทราบรายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้น  ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนและเชื่อได้ว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ที่กกต.สามารถประกาศ  “รับรองผลเลือกตั้ง” หรือรับรองการเป็นสส. ได้จำนวน 330 เขตเลือกตั้ง ตามที่สำนักงาน กกต.เสนอ แต่ทั้งนี้กกต.เห็นว่าตามพระราชบัญญัติ​ประกอบ​รัฐธรรมนูญ​ (พ.ร.ป.)​ ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. 2561 มาตรา 127 กำหนดให้ “กกต.” ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด

จึงให้สำนักงานฯไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เหลือให้ครบตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดและเสนอให้ “กกต. “ พิจารณาในคราวเดียว   ต่อการ “รับรองผลเลือกตั้ง” หรือรับรองการเป็นสส.ทำให้ในวันนี้ ยังไม่มีการประกาศรับรองผลส.ส.รายใด และคาดว่าสำนักงานฯจะมีการเสนอเรื่องดังกล่าวอีกครั้งในการประชุมสัปดาห์หน้า อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 95 ของจำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่มีทั้งหมด 400 คน ก็คือ 380 คน เมื่อวันนี้กกต.รับทราบผลการตรวจสอบสส.กลุ่มที่ไม่มีเรื่องร้องเรียนจำนวน 330 คน แล้ว

จะเหลือสส. ในส่วนที่สำนักงานฯจะต้องดำเนินการให้ครบร้อยละ 95 อีกเพียง 50 คน เท่านั้น  แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่กกต.จะประกาศรับรองสส.แบบแบ่งเขต ครบทั้ง 400 คน  และสส.แบบบัญชีรายชื่อครบทั้ง 100 คน    เนื่องจากรายงานผลการตรวจสอบของผู้ตรวจการเลือกตั้งที่กฎหมายกำหนดให้กกต.ต้องรับฟัง และความเห็นของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ส่วนใหญ่เสนอว่าเรื่องร้องเรียนผู้ได้รับเลือกตั้ง จังหวัดไม่อาจดำเนินการสืบสวนสอบสวนได้เสร็จก่อนกรอบเวลา 60  วัน ที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งกกต.ต้องการดำเนินการเรื่องการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี   กรรมการการเลือกตั้งจะพ้นจากตำแหน่ง

กรรมการ สว. ตรวจสอบเข้มโปรไฟล์ ‘สมบัติ ธรธรรม’ ว่าที่ ป.ป.ช. คนใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551049

13 มิ.ย. 2566

กรรมการ สว. ตรวจสอบเข้มโปรไฟล์ 'สมบัติ ธรธรรม' ว่าที่ ป.ป.ช. คนใหม่

‘สมบัติ ธรธรรม’ ผู้ได้รับการสรรหาเป็น กรรมการ ป.ป.ช. ต้องฝ่าด่านการพิจารณาคุณสมบัติเข้มข้นจากคณะ ’15 สว.’ ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรม ก่อนส่งให้ที่ประชุม วุฒิสภา ลงมติ ด้านคน ป.ป.ช. ร้องคุณสมบัติอาจไม่เหมาะ

ภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ได้ลงคะแนนเสียงเลือก สมบัติ ธรธรรม เป็นบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กรรมการ ป.ป.ช. แทนกรรมการที่พ้นวาระการดำรงตำแหน่ง ทาง 15 สว. จะทำหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเข้มข้น ก่อนส่งชื่อให้ที่ประชุมวุฒิสภา หรือ สว. ลงมติต่อไป
 

ทั้งนี้ นายสมบัติ ได้รับการสรรหาแทน พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการ ป.ป.ช. ที่พ้นวาระการดำรงตำแหน่ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2566 โดยขั้นตอน สมบัติ ธรธรรม จะต้องฝ่าด่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากคณะกรรมาธิการสามัญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ที่มีนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทำหน้าที่ประธานกรรมการ 

รองประธานกรรมการ ประกอบด้วย นายวิทยา ผิวผ่อง และนายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ โดยมีกรรมการรวมทั้งสิ้น 15 คน มีหน้าที่ตรวจสอบคุณสมบัติจากข้อร้องเรียนต่างๆ อย่างละเอียดอีกครั้ง เมื่อแล้วเสร็จจะนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่วุฒิสภา เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบต่อไป

สำหรับ สมบัติ ธรธรรม ประกอบอาชีพทนายความ และที่ปรึกษากฎหมายอิสระ ก่อนหน้านี้ได้รับคะแนนการสรรหา 5 คะแนน จากกรรมการสรรหา 6 คน ขณะที่ นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อดีตรองอัยการสูงสุด ได้รับการโหวต 1 คะแนน ซึ่ง นายสมบัติ ได้คะแนนมากกว่า 3 ใน 4 ของคณะกรรมการสรรหาทั้งหมด จึงได้รับการสรรหารให้เป็นว่าที่กรรมการ ป.ป.ช. คนใหม่ 

ย้อนไปพิจารณาประวัติของ นายสมบัติ เคยเป็นที่ปรึกษา พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง อดีตกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากนี้ ขณะเป็นกรรมการบริหารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก่อนหน้านี้เคยถูกร้องเรียนกรณีจัดประกวดให้เช่าเนื้อที่โฆษณาบนรถเมล์ปรับอากาศ จำนวน 1,109 คัน และคดีขาดอายุความ ในเวลาต่อมา นายสมบัติ จึงได้ทำหนังสือขอพักการปฏิบัติหน้าที่จากการเป็นที่ปรึกษา แต่ในที่สุดก็สามารถเสนอตัวจนได้เป็นผู้ถูกเสนอชื่อ กรรมการ ป.ป.ช. และได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา

สำหรับขั้นการพิจารณาของวุฒิสภาจะแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม และขั้นการพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยการดําเนินการในขั้นตอนการพิจารณาให้ความเห็นชอบของวุฒิสภานี้เป็นเช่นเดียวกับกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า “แนวร่วมคนป.ป.ช.” ได้ทำหนังสือร้องเรียนถึงประธานคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่มี นายสมชาย แสวงการ เป็นประธาน โดยเนื้อหาในหนังสือร้องเรียนได้ตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อว่า อาจไม่มีคุณสมบัติ และความเหมาะสมต่อการดำรงตำแหน่งหรือไม่

กกต.รับรอง สส.แบ่งเขตแล้ว 100 คน ส่วน “ปาร์ตี้ลิสต์” รับรองต่อพรุ่งนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/551033

13 มิ.ย. 2566

กกต.รับรอง สส.แบ่งเขตแล้ว 100 คน ส่วน “ปาร์ตี้ลิสต์” รับรองต่อพรุ่งนี้

กกต.รับรองผล สส.แบบแบ่งเขตแล้ว 100 คน ส่วน สส.ปาร์ตี้ลิสต์ เริ่มพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) คาดภายในมิถุนายนรับรองครบ 95% จำนวน 475 คน เพื่อให้เปิดสภาได้

วันที่ 13 มิ.ย. 2566 มีรายงานจากที่ประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมในวันนี้ได้มีการพิจารณาการรับรอง สส.ในการเลือกตั้งทั่วไป 2566 ซึ่งเบื้องต้นที่ประชุมได้มีการรับรอง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปแล้ว 100 คน ในขณะที่การรับรอง สส.บัญชีรายชื่อจะมีในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย. 2566) ต่อ

โดยการประชุมครั้งนี้ไม่ได้มีการแจ้งกับสื่อมวลชนถึงเรื่องวาระแต่อย่างใด รวมถึงการแถลงอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมและรับรอง สส.ทั้งแบบเขต และบัญชีรายชื่อให้ครบ หากไม่ครบในสัปดาห์หน้าก็จะเป็นการนำเรื่องเข้าที่ประชุมอีกครั้งในสัปดาห์ถัดไป

ซึ่งที่ประชุม กกต.จะพยายามรับรอง สส.ให้ได้ไม่เกินเดือนมิถุนายนนี้ และภายในเดือนเดียวกันนี้ หาก กกต.รับรอง สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อได้ครบ ก็จะแจ้งให้ผู้ที่เป็น สส.มารับเอกสารรับรองต่อไป

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ กกต.ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ เนื่องด้วยจะรอให้มีการรับรอง สส.ให้ได้ 95% ก่อน และจะมีการแจ้งพร้อมกันอีกครั้ง

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมอีกว่า ในวันพรุ่งนี้ (14 มิ.ย.) เวลา 14.00 น. กลุ่มตัวแทนโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” จะเดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อยื่นร้องให้ กกต.เร่งรับรองผลเลือกตั้ง สส.โดยเร็ว

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง  หรือ ประธาน กกต.นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง หรือ ประธาน กกต.

วันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ได้จัดทำอินโฟกราฟิกประชาสัมพันธ์ ข้อกฎหมายและโทษเกี่ยวกับการลงสมัคร สส. ในกรณีที่หากรู้ว่าขาดคุณสมบัติแต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้งจะมีผลอย่างไร ในทางกฎหมาย ตามมาตรา 151 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. 2561 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 โดยจะมีโทษทั้งจำคุก และปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 20 ปี

กกต.รับรอง สส.แบ่งเขตแล้ว 100 คน ส่วน “ปาร์ตี้ลิสต์” รับรองต่อพรุ่งนี้