พท.เปิดตัวผู้สมัครสส. กทม. 33 เขต ‘แพทองธาร’ ชูเติบโตมั่นคงมั่งคั่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545511

24 มี.ค. 2566

พท.เปิดตัวผู้สมัครสส. กทม. 33 เขต ‘แพทองธาร’ ชูเติบโตมั่นคงมั่งคั่ง

พท. เปิดตัวผู้สมัครสส. กทม. 33 เขต ‘แพทองธาร’ ชูคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ดันนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย 50 เขต 50 โรงพยาบาล กรุงเทพฯ ไม่จมน้ำ

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีงาน ‘คิดใหญ่ ทำเป็น เพื่อคนกรุงเทพฯ’ จากพรรคเพื่อไทย พร้อมผู้ประสงค์ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร ทั้ง 33 คน ณ สเตเดียมวัน จุฬาซอย 6 ถนนบรรทัดทอง กรุงเทพมหานคร

น.ส.แพทองธาร กล่าวถึงเป้าหมายของพรรคเพื่อไทยที่ ‘คิดใหญ่’ เพื่อพัฒนากรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองหลวงของทุกคนภายใน 4 ปี เพราะหลายปีที่ผ่านมา อนาคตของกรุงเทพ ฯ ถูกบีบให้แคบลงเรื่อยๆ จากปัญหาความแออัดด้วยความล้าหลังของระบบราชการภายใต้รัฐบาลที่ขาดวิสัยทัศน์ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยโอกาสที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ทำให้ผู้คนยังคงดั้นด้นเดินทางมาสร้างชีวิตในที่แห่งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รวบรวมทุกความแตกต่าง ทุกคนล้วนมีเรื่องราวและความฝันเป็นของตัวเอง พรรคเพื่อไทยจึงคิดพัฒนาความเจริญทางกายภาพของกรุงเทพฯ บนฐานความเข้าใจในความหลากหลาย ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตให้กับกรุงเทพมหานคร ‘คิดใหญ่เพื่อคนรุ่นใหม่ คิดใหญ่เพื่อคนกรุงเทพฯ’ จึงเป็นแนวทางนโยบายพัฒนากรุงเทพ ฯ ของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้สมัคร สส. กทม.33 เขตพรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้สมัคร สส. กทม.33 เขต

พรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้สมัคร สส. กทม.33 เขต ส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้สมัคร สส. กทม.33 เขต ส่วนมากเป็นคนรุ่นใหม่

ขณะที่ต้องเผชิญสภาวะเศรษฐกิจถดถอย พรรคเพื่อไทยจะช่วยเติมเงินรายได้ให้ครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท ให้ถึง 20,000 บาททันที เป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นก่อนนโยบายขึ้นค่าแรง 600 บาทต่อวัน และขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำวุฒิปริญญาตรีเป็น 25,000 บาทจะสำเร็จภายใน 4 ปี

พรรคเพื่อไทยจะ ‘คิดใหญ่’ พัฒนาให้กรุงเทพ ฯ เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีทางการเงิน เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการขันเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และผลักดันให้ประชาชนได้พัฒนาศักยภาพของตนอย่างน้อยครอบครัวละหนึ่งคน ผ่านนโยบาย 1 ครอบครัว 1 Soft Power (OFOS) ให้ทุกคนได้เข้าถึงองค์ความรู้ พร้อมไปยืนบนเวทีโลก และสร้างรายได้ใหม่ด้วยทักษะของตน

คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ต้องสะดวกและปลอดภัยภายใต้การดูแลของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่จะลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เหลือ 20 บาท ตลอดสาย, เพิ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 50 แห่ง 50 เขต, แก้ไขปัญหา PM 2.5 ที่ต้นเหตุ และ วางแผนแก้ไขระยะยาว ให้กรุงเทพ ฯ ไม่จมน้ำภายในปี 2575 ด้วยนโยบายสร้างเกาะรอบกรุงเทพฯ ให้เป็นเขื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วม และลดความแออัด รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มจากที่ดินในการสร้างเกาะและเขื่อนได้อย่างมหาศาล

น.ส.แพทองธาร กล่าวปิดท้ายการปราศรัยในครั้งนี้ด้วยว่า แผนการพัฒนาของพรรคเพื่อไทย เพื่อคนรุ่นใหม่ เพื่อกรุงเทพมหานคร ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่จะใหญ่ขึ้นและสมบูรณ์ขึ้นด้วยนโยบายอีกมากมาย ให้กรุงเทพฯ เติบโตด้วยความมั่นคงและมั่งคั่ง ความหลากหลายจะต้องคงอยู่ แต่ความเหลื่อมล้ำจะหมดไป ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทย กรุงเทพฯ จะต้องใหญ่พอสำหรับทุกคน

แกนนำพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.แกนนำพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

แกนนำพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.แกนนำพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

แกนนำพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.แกนนำพรรคเพื่อไทยและว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

‘ทักษิณ’ ‘กลับบ้าน’ ปีนี้ ประกาศพร้อมรับโทษ ขอแค่ได้อยู่กับ’ครอบครัว’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545509

24 มี.ค. 2566

'ทักษิณ' 'กลับบ้าน' ปีนี้ ประกาศพร้อมรับโทษ ขอแค่ได้อยู่กับ'ครอบครัว'

‘ทักษิณ’ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดใจกับสื่อญี่ปุ่น พร้อม กลับบ้าน มารับโทษจำคุกในประเทศไทย ขอแค่ได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับ ครอบครัว มั่นใจเพื่อไทยชนะ เลือกตั้ง66

24 มี.ค. 2566 มีรายงานข่าวว่า สำนักข่าวเกียวโด และสำนักข่าว วนิเคอิ ประเทศญี่ปุ่ญ รายงานบทสัมภาษณ์ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย

นายทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อญี่ปุ่น Kyodo News โดยเขาบอกว่า พร้อมที่จะกลับมารับโทษจำคุกในประเทศไทย หากเขาได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัว ไม่ว่าผลการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในเดือน พ.ค. นี้จะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม

การสัมภาษณ์นี้ เกิดขึ้นระหว่างที่ นายทักษิณ เดินทางเยือนโตเกียว โดยเจ้าตัวกล่าวว่า เขากำลังรอเวลาก่อนที่จะกลับมาประเทศไทยในปีนี้ หลังจากใช้ชีวิตลี้ภัยในต่างประเทศมาหลายปี

ทั้งนี้ นายทักษิณ ถูกขับออกจากประเทศหลังการรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 และออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2551 เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้ากับโทษจำคุก

“ตอนนี้ผมเหมือนติดอยู่ในคุกขนาดใหญ่มา 16 ปีแล้ว เพราะพวกเขากีดกันไม่ให้ผมอยู่กับครอบครัว ผมทรมานมามากพอแล้ว ถ้าผมต้องทนทุกข์ทรมานอีกครั้งในคุกที่เล็กกว่านั้น ก็ไม่เป็นไร” ทักษิณกล่าวถึงชีวิตที่ต้องห่างไกลจากบ้านเกิด

เขาเสริมว่า “จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ราคาที่ผมต้องจ่าย แต่ผมยอมจ่ายเพราะผมอยากอยู่กับลูกหลาน ผมควรจะใช้ชีวิตที่เหลือกับลูก ๆ หลาน ๆ ของผม”

ในส่วนของการเลือกตั้งในประเทศไทยที่กำลังจะมีขึ้นในเดือน พ.คง นี้ อดีตนายกฯ แสดงความเชื่อมั่นว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งโดยได้เสียงข้างมากอย่างแน่นอน

‘สุวัจน์’ เตรียมเปิดตัว ผู้สมัครสส. โคราช ครบ 16 เขต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545503

24 มี.ค. 2566

‘สุวัจน์’ เตรียมเปิดตัว ผู้สมัครสส. โคราช ครบ 16 เขต

‘สุวัจน์’ เตรียมเปิดตัว ผู้สมัครสส. โคราช 16 เขต ‘ชาติพัฒนากล้า’ พร้อมสู้ศึก เลือกตั้ง66 ด้วยนโยบาย ‘โคราชโนมิกส์’ จันทร์ 27 นี้ที่เมืองย่าโม

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 27 มีนาคม 2566 เวลา 9.00 น.พรรคชาติพัฒนากล้า จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.โคราช ครบทั้งหมด 16 เขต ของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่สำนักงานพรรคชาติพัฒนากล้า จังหวัดนครราชสีมา

โดยมีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า จะเป็นประธานในการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสส.โคราช ครบทั้ง 16 เขต พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคชาติพัฒนากล้า และพี่น้องประชาชนชาวโคราช

นอกจากนั้น จะมีการขอพรและแสดงความมุ่งมั่นในการรับใช้พี่น้องประชาชนชาวโคราชต่อหน้าอนุสรณ์สถานพลเอกชาติชายชุณหะวัณ แล้วจะมีการปล่อยขบวนรถแห่ของว่าที่ผู้สมัครแต่ละเขต ไปตามตัวเมืองในเขตเทศบาลนครฯ แล้วคณะทุกท่านก็จะไปกราบสักการะคุณย่าโมที่บริเวณอนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี(ย่าโม) เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไป

นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้านายเทวัญ ลิปตพัลลภ เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า

เลขาธิการพรรคชาติพัฒนากล้า ยังได้กล่าวด้วยความมั่นใจว่าในการเลือกตั้ง2566 พรรคมีความพร้อมมากที่สุด มั่นใจว่า จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จังหวัดนครราชสีมา และจะนำยุคทองของเศรษฐกิจเมืองโคราชกลับมาภายใต้นโยบายเศรษฐกิจ “โคราชโนมิกส์” ที่นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรค ได้ประกาศไปแล้ว จะสร้างโคราชและภาคอีสานให้เป็นระเบียงเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย

ทีมพรรคชาติพัฒนากล้าทีมพรรคชาติพัฒนากล้า

กกต.งานเข้า ศาลรับคำร้อง ‘อรรถวิชช์’ ปม ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ กทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545495

24 มี.ค. 2566

กกต.งานเข้า ศาลรับคำร้อง ‘อรรถวิชช์’ ปม ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง' กทม.

กกต.งานเข้า ศาลปกครองสูงสุด รับคำร้อง ‘อรรถวิชช์’ ปม ‘แบ่งเขตเลือกตั้ง’ กทม. ตั้งใจทำลายเขตเลือกตั้งเดิม หรือไม่ รอศาลเรียกไต่สวน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) เปิดเผยว่า ศาลปกครองสูงสุดได้รับคำร้องปมการแบ่งเขตเลือกตั้งของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ได้ยื่นร้องไปแล้ว เป็นคดีดำหมายเลข ฟ.16/2566 ศาลปกครองสูงสุด ซึ่งรับไว้แล้วเมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ร้องได้ยื่นเอกสารหลักฐานหมดแล้ว และหลังจากนี้รอการเรียกไต่สวนตามกฎหมาย ซึ่งในขั้นตอนนี้ไม่มีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว แต่ตามกฎหมายศาลจะดำเนินการและพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อนการเลือกตั้ง

นายอรรถวิชช์ กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าในการแบ่งเขตเลือกตั้งกฎหมายให้รวมอำเภอเป็นเขตเลือกตั้ง แต่จากแบ่งเขตการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ครั้งนี้ มีเพียง 4 เขตจาก 33 เขต ที่เป็นเขตเลือกตั้งเดิม โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการตั้งใจทำลายเขตไม่ให้เหมือนเดิมหรือไม่

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้านายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า

โดยมีรายงานว่าศาลปกครองสูงสุดได้รับคำร้องการแบ่งเขตเลือกตั้งทั้ง 3 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร, สุโขทัย และสกลนคร ขณะที่ กกต. อยู่ระหว่างการเตรียมทำคำชี้แจงส่งต่อศาล

‘ดรุณวรรณ’ ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545493

24 มี.ค. 2566

‘ดรุณวรรณ’ ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้

“ดรุณวรรณ” ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” ช่วยสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคง ให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้ ส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมเสวนาพร้อมกับตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่นในงาน “เวทีประชาชน คนพิการอยู่ไหน ในการเมืองไทย” ซึ่งจัดโดย เครือข่ายคนพิการและภาคีร่วมภาคประชาชน ร่วมกับ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม คณะเศรษฐศาสตร์  และสถาบันปฏิรูปประเทศไทย มหาวิทยาลัยรังสิต 
 

นางดรุณวรรณ  รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  ได้เสนอแนวคิด “เปลี่ยนผู้ด้อยโอกาส ให้เป็นผู้ได้โอกาส” ในการทำนโยบายเพื่อคนพิการ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” ของพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนำเสนอประเด็นที่สำคัญ กล่าวคือ

"ดรุณวรรณ" ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้“ดรุณวรรณ” ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้

1. ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน และรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และสร้างเจตคติที่ดีให้เกิดการยอมรับผู้พิการภายใต้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันและ “เขาไม่ได้แตกต่างจากเรา” 


2. ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของคนพิการ เพื่อช่วย “สร้างคน” โดยพรรคฯ มีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องการศึกษา เพราะเชื่อว่าการศึกษาคือความมั่นคงของชาติ ดังนั้นการศึกษาสำหรับผู้พิการก็จะเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับผู้พิการด้วยเช่นกัน ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะขับเคลื่อน และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้พิการ โดยเฉพาะเรื่องการออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมกับประเภทและระดับความพิการแต่ละบุคคล (IEP – Individual Education Program) ซึ่งต้องสอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ตามทักษะความสามารถและสอดรับกับประเภทความพิการ (Education Choices) 
 

ในปี 2565 ถือเป็นปีที่สำคัญของการเรียนร่วม ซึ่ง ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ดูแลกำกับการศึกษาพิเศษได้ผลักดันให้เกิดการเรียนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน และต้องทำให้เกิดขึ้นในโรงเรียน 245 แห่ง เพื่อให้เป็นโรงเรียนคุณภาพต้นแบบครบทุกเขตพื้นที่การศึกษา พร้อมกับสนับสนุนเรื่องการเพิ่มอัตรากำลังของครูในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เพราะการเรียนในระบบการศึกษาพิเศษนอกจากจะต้องมีครูเพื่อให้ความรู้ทางวิชาการแล้ว ยังจำเป็นจะต้องมีครูสายสนับสนุนเพิ่มเติม ปัจจุบันได้รับการอนุมัติกรอบอัตรากำลังมาแล้ว รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จึงเชื่อมั่นว่าการมีบุคลากรเพิ่มเติมจะทำให้ระบบการศึกษาพิเศษดีขึ้น ดูแลได้ทั่วถึงมากขึ้น

"ดรุณวรรณ" ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้“ดรุณวรรณ” ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้


พรรคประชาธิปัตย์คิดเรื่อง “ทำอย่างไรจะต้องมีรายได้ระหว่างเรียน” ไม่ใช่คิดเพียงแค่ให้เรียนจบแล้วมีงานทำ เพราะการเรียนในระบบการศึกษาพิเศษนั้น นอกจากต้องส่งเสริมทักษะวิชาการแล้วยังต้องสร้างทักษะอาชีพตั้งแต่ในรั้วสถานศึกษาไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่นโรงเรียนพิษณุโลกปัญญานุกูล เป็นโรงเรียนที่นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน 100% ซึ่งการฝึกอาชีพถือเป็นการ “สร้างเงิน” สร้างงาน สร้างอาชีพให้เกิดขึ้นตั้งแต่ในรั้วโรงเรียน เพื่อช่วยให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียนช่วยลดภาระผู้ปกครอง รวมถึงจัดให้มีการเรียนรู้ทักษะ CODING  และการเรียนแบบ STEAM Education เพื่อฝึกให้นักเรียนสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม และการจัดการเรียนรู้ด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา ช่วยสร้างสมาธิและส่งเสริมความสามารถ 


3. สนับสนุนการปรับเบี้ยผู้พิการให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ริเริ่ม “เบี้ยผู้พิการถ้วนหน้า” จากจุดเริ่มต้น 500 บาท และเพิ่มขึ้นเป็น 800 บาท ในปี 2557 โดยล่าสุดปี 2565 พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค ในฐานะประธานบอร์ดผู้พิการแห่งชาติ ได้พยายามผลักดันเบี้ยผู้พิการเป็น 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า และนำเรื่องเสนอต่อ ครม. แล้ว แต่ยังไม่ได้รับความเห็นชอบเนื่องจากกรอบงบประมาณ สำหรับในเรื่องนี้หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในการเลือกตั้งที่จะถึง ก็พร้อมเดินหน้าผลักดันอย่างเต็มที่ 

"ดรุณวรรณ" ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้“ดรุณวรรณ” ชี้ยุทธศาสตร์ “สร้างเงิน สร้างคน สร้างชาติ” หนุนคนพิการพึ่งพาตนเองได้


พรรคประชาธิปัตย์ยังมีความจริงใจที่จะเปิดพื้นที่ให้กับผู้พิการได้มาร่วมทำงานทางการเมืองควบคู่ร่วมกันกับพรรค ในรูปแบบต่างๆ และพร้อมสนับสนุน ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….ของสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยและองค์การคนพิการระดับชาติ หากมีการนำเสนอร่างนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร 


“นอกจากการสร้างเงิน สร้างคน แล้ว การสร้างชาติโดยการปราบปรามยาเสพติดและทุจริตคอรัปชั่นก็สำคัญเพราะจะทำให้ประเทศมีงบประมาณนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ ภายใต้แนวทางทั้งหมดนี้ เราเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมและสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้กับผู้พิการทุกคน” นางดรุณวรรณกล่าว

สั่งจำคุก ‘ผู้สมัครสส.’ พรรค ‘ก้าวไกล’ แต่ไม่กระทบ ‘หาเสียงเลือกตั้ง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545492

24 มี.ค. 2566

สั่งจำคุก 'ผู้สมัครสส.' พรรค 'ก้าวไกล' แต่ไม่กระทบ 'หาเสียงเลือกตั้ง'

‘ผู้สมัครสส.’ พรรค ‘ก้าวไกล’ ถูกศาลสั่งจำคุก แต่รอการลงโทษไว้ 2 ปี ทำให้ไม่มีผลกระทบในการเดินหน้า ‘หาเสียงเลือกตั้ง’

โตโต้ ปิยะรัฐ จงเทพ ว่าที่ผู้สมัครสส. บางนา-พระโขนง พรรคก้าวไกล เปิดเผยกับคมชัดลึก ว่า คำสั่งจำคุก 1 เดือน แต่ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี  ไม่กระทบกับการลงสมัครรับเลือกตั้ง ฯ แต่คำสั่งให้บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ครั้งแรก  อาจอยู่ในช่วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้งพอดี

โดยกำหนดการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์นั้น  ศาลจะเป็นผู้กำหนด  ภายในภูมิลำเนาของเขา ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ที่เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสส. เพียงรายเดียวที่ต้องบำเพ็ญสาธารณประโยชน์  ตามคำสั่งศาลระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษา คดีร่วมกันมั่วสุมชุมนุม หมายเลขดำอ.2092/2564 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ ว่าที่ผู้สมัครสส.พรรคก้าวไกล อดีตหัวหน้ากลุ่มการ์ดวีโว กับพวกรวม 19 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานมั่วสุมชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป

ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ฯกระทำผิดฐานร่วมกันชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามป.อาญา มาตรา 215 วรรคแรกประกอบ มาตรา 83 พิพากษาจำคุกคนละ 1 เดือน ปรับคนละ 9,000 บาท คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกคนละ 20 วัน ปรับเงินคนละ 6,000 บาท

แต่ไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี จึงรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมประพฤติคนละ 1 ปี และรายงานตัวกับพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ให้ทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะบริการสังคมเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

รู้จัก ‘โด้ วรนนท์’ นักบริหารการเงินหมื่นล้าน ลงสนามการเมืองทำเลทองกทม.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545490

24 มี.ค. 2566

รู้จัก 'โด้ วรนนท์' นักบริหารการเงินหมื่นล้าน ลงสนามการเมืองทำเลทองกทม.

หนุ่มรุ่นใหม่ ตัดสินใจลาออกบริษัทหมื่นล้าน เลือกลงสนามการเมือง แก้วิกฤตเศรษฐกิจ พร้อมเผยสาเหตุทำไมต้องเลือก ‘โด้ วรนนท์’

เมื่อไม่กี่วันมานี้ พรรคชาติพัฒนากล้า เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 1 ในนั้น หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีนักบริหารการเงิน ดูแลทรัพย์สิน ระดับหมื่นล้าน “โด้ วรนนท์” อัศวกิตติเมธิน ว่าที่ผู้สมัครเขตสาทร ปทุมวัน ราชเทวี 

แม้จะเป็นน้องใหม่วงการการเมือง แต่เจ้าตัวมั่นใจด้วยพื้นฐานที่มีความรู้เรื่องการเงินอย่างดี ดูแลทรัพย์สินโดยรวมมากกว่า 6-7 หมื่นล้าน และชำนาญเรื่องกองทุน จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้แน่นอน

โด้ วรนนท์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวคมชัดลึกต่อว่า เคยเป็นผู้จัดการกองทุนตั้งแต่อายุ 26 ปี เคยทำงานภาครัฐบาล รับราชการ เมื่อปี 2553-2557 บริหารทรัพย์สินให้มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จากนั้นลาออกมาทำงานด้านเอกชน บริหารทรัพย์สินให้กับธุรกิจประเภท โรงแรม ที่พัก ห้างสรรพสินค้า

นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน (คนซ้าย)นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน (คนซ้าย)

ล่าสุดได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ดุสิตพร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท จำกัด มาลงสมัครรับเลือกตั้งในพื้นที่เขต สาทร ปทุมวัน ราชเทวี เพราะจุดที่ทำให้ต้องผันตัวลงสนามการเมือง คิดว่าปัจจุบันประชาชนและนักธุรกิจมีความมั่นใจในสภาพความเป็นอยู่เริ่มลดลงและความภูมิใจในความเป็นคนไทยเริ่มลดลง จึงอยากเป็นตัวแทนของนักการเมืองรุ่นใหม่ รุ่นกลาง ที่จะบอกว่า “อยากพัฒนาประเทศนี้ให้คนไทยภูมิใจในความเป็นไทยมากขึ้น” 

ส่วนทำไมต้อง “พรรคชาติพัฒนากล้า” เนื่องจากได้รับการชักชวนจากนายกรณ์ จาติกวณิช  หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า จึงคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี รวมถึงเข้าใจคนนักการเงินด้วยกันเป็นอย่างดี มีหัวหน้าพรรคเป็นนักการเงินที่ดี ชำนาญและตอบโจทย์จุดยืนของพรรคได้่ เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เชื่อว่าความสุขของประชาชน คือ เศรษฐกิจที่ดีขึ้น 

“ขณะนี้มีไฟแรงแน่นอนและมั่นใจในฐานเสียงของคุณกรณ์ เราจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้ประชาชน แม้เป็นพรรคที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมา แต่ด้วยความที่แกนนำพรรคแต่ละคนประสบการณ์โชกโชน แต่ยอมรับตนคือ หน้าใหม่ของวงการการเมือง ต้องทำงานหนักขึ้น แต่เชื่อมั่นฐานเสียงของคุณกรณ์ ประชาชนรู้จักและเห็นผลงาน”

นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน

หากไม่ประสบความสำเร็จทางด้านสนามการเมือง ก็ยังยืนยันเดินหน้ามุ่งมั่นในสิ่งที่ตัดสินใจ ตนเป็นลูกผู้ชายทำแล้วทำจริง ในหัวคนไม่เคยคิดที่จะกลับ อย่างน้อยเป็นแรงผลักดันให้คนรุ่นใหม่คิดว่า ยังมีคนที่คิดถึงเขาอยู่และอยากให้ประเทศน่าอยู่สำหรับเขา

ทำไมต้องเลือก โด้ วรนนท์ ?

การทำทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไร หลายๆอย่างต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ ตนคิดว่าเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเช่นเดียวกัน อยากจะให้เลือกและพิจารณาพรรคชาติพัฒนากล้า ซึ่งคนมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

โดยจะนำประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการเงินมาใช้ในสนามการเมือง ช่วยเรื่อง นโยบาย “กองทุนพันธบัตรป่าไม้” หันมาปลูกป่า ดูและป่า เพิ่มรายได้ที่ดีกว่า ลดคาร์บอน เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ คนทั้งประเทศได้ประโยชน์ทางอ้อมมีอากาศที่ดีขึ้น แต่ต้องใช้เวลาบ้าง ดีกว่าการไม่ทำอะไร ปล่อยให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่เคยวางแผนให้เลย 


อีกส่วนคือการเสียภาษี “เงินเดือน 40,000 บาทแรก ไม่ต้องเสียภาษี” ตนศึกษาเรียนรู้มาตลอด 20 ปี 11 ตัว จะเห็นว่าประมวลภาษีรัชฎากรเติบโตอย่างไร แต่ตัวหลักการของประมวลไม่เคยเปลี่ยน แค่มีประกาศย่อยออกมาเพื่ออัพเดทตัวหลักเท่านั้น ซึ่งล้าหลังอยู่ดี 
ผู้เสียภาษีแต่ละปีจะต้องกินต้องใช้จ่ายชีวิตประจำวัน ถึงเวลาต้องจ่ายภาษีให้รัฐ แต่วันนี้ประชาชนยังไม่พอกิน กลายเป็นการเบียดบังกำลังซื้อของพวกเขา สุดท้ายกลายเป็นรัฐเก็บมากเกินความจำเป็นและหากเก็บเข้าไปต้องไปพัฒนาเพิ่มมากขึ้น หากเงินส่วนนี้ไม่ได้กลับมา จะส่งผลต่อGDP ของประเทศ

สิ่งที่พรรคชาติพัฒนากล้าเห็นว่าสำคัญและมุ่งหมาย คือ เมื่อภาษีนิติบุคคล ถูกลดมาเกือบ10ปี เพื่อจูงใจนักลงทุน แต่พอมาเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เคยมีใครกล้าออกมาพูดชัดว่า ควรต้องลดหรือไม่ แต่คุณกรณ์กล้าที่จะออกมาพูด ถึงเวลาทแล้วที่ภาษีบุคคลธรรมดาต้องลดเช่นกัน เพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศให้สูงขึ้น และตัวเลขผู้ไม่เสียภาษีขั้นต่ำมองว่าควรอยู่ที่ 40,000 บาท เป็นตัวเลขที่เหมาะสมกับคนทุกคน สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 

นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธินนายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน

นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน และ นายกรณ์ จาติกวณิช  นายวรนนท์ อัศวกิตติเมธิน และ นายกรณ์ จาติกวณิช  

เลือกตั้ง66 : ข่าวเลือกตั้ง นโยบายพรรค ประกาศ-ระเบียบกกต. อัพเดทล่าสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545491

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง

24 มี.ค. 2566

เลือกตั้ง66 : ข่าวเลือกตั้ง นโยบายพรรค ประกาศ-ระเบียบกกต. อัพเดทล่าสุด

เลือกตั้ง 2566 : เกาะติดข่าวการเลือกตั้งล่าสุด นโยบายพรรคการเมือง การหาเสียง การแบ่งเขตเลือกตั้ง กฎหมายเลือกตั้ง ประกาศและระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง อัพเดทล่าสุดดูได้ที่นี่

คมชัดลึก เกาะติดการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป นับเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะมีการหย่อนบัตรลงคะแนนวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 2566 

โดยการเลือกตั้ง2566 เกิดขึ้นหลังจากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566” เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 66 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ตามมาตรา103 และมาตรา175 ของรัฐธรรมนูญ  

พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566

เปิดทางให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ ใช้บังคับ (อ่านรายละเอียด พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๖ ) 

จากนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดปฏิทินการเลือกตั้ง 2566 ดังนี้

  •  7 มี.ค. – 13 เม.ย. 66  ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าฯ 
  • 3-7 เม.ย. 66  รับสมัครสส.แบบแบ่งเขต 
  • 4-7 เม.ย. 66  รับสมัครรับสส.บัญชีรายชื่อ
  •  3 พ.ค.66  วันสุดท้ายเพิ่มชื่อ ถอนชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • 7-13 และ 15-21 พ.ค. 66 แจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
  • 7 พ.ค.66  วันเลือกตั้งล่วงหน้าฯ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ
  • 14พ.ค.66 วันลงคะแนนเลือกตั้ง

ปฏิทินเลือกตั้ง 2566ปฏิทินเลือกตั้ง 2566

อัพเดท ข่าวการเลือกตั้ง2566 รวมทั้งกฎหมาย-ระเบียบเลือกตั้ง ประกาศกกต. นโยบายพรรคการเมือง ที่น่าสนใจ อัพเดทล่าสุด ด้านล่างนี้

24 มีนาคม 66

23 มีนาคม 66

22 มีนาคม 66

21 มีนาคม 66

20 มีนาคม 66

‘ประชาธิปัตย์’มั่นใจกวาดที่นั่ง กทม. ยกทีม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545488

24 มี.ค. 2566

‘ประชาธิปัตย์’มั่นใจกวาดที่นั่ง กทม. ยกทีม

เลือดข้นกว่าน้ำ “ตระกูลม่วงศิริ” ผนึกกำลัง ร่วมสู้กับ สถาบันการเมือง ”ประชาธิปัตย์”มั่นใจกวาดที่นั่ง กทม. ยกทีม

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ผู้รับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งนายสากล นายสาทร นายสารัช และน.ส.วณิชชา ม่วงศิริ ร่วมกันต้อนรับ นายสุวัฒน์  ม่วงศิริ   ซึ่งได้มาสมัครสมาชิกประชาธิปัตย์แบบตลอดชีพ และเสนอตัวลงเป็นผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์
 

นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวภายหลังการมอบเสื้อและมอบบัตรสมาชิกให้กับนายสุวัฒน์ว่า ยินดีต้อนรับเข้าสู่ครอบครัวประชาธิปัตย์ พร้อมกับได้เปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตที่ 26 บางขุนเทียน เฉพาะแขวงท่าข้าม และเขตจอมทอง ยกเว้นบางขุนเทียน ที่พรรคได้สมาชิกจากครอบครัวตระกูลม่วงศิริเข้ามาร่วมในการลงสมัครผู้แทนในเขตดังกล่าว ซึ่งก็คือ นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ โดยจะลงสมัคร สส. ในเขต 26 พร้อมกับให้เหตุผลว่า จากการแบ่งเขตของ กกต. ทำให้การวางตัวผู้สมัครของพรรคซึ่งมีการวางตัวไปแล้ว มีความจำเป็นที่จะต้องปรับให้เกิดความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่

จากการพูดคุยกับนายสากล ม่วงศิริ นายสาทร ม่วงศิริ นายสารัช ม่วงศิริ ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นอดีต สส. ว่า ตนต้องการเห็นภาพคนในตระกูลม่วงศิริทั้งหมดมาอยู่รวมกัน และทำการเมืองร่วมกัน เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ในเขตฝั่งธนฯ เป็นอย่างมาก


“ขอต้อนรับสู่พรรคประชาธิปัตย์และขอต้อนรับที่จะเป็นกำลังสู้ไปด้วยกันเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ วันนี้เป็นวันที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เพชรขึ้นมาอีก 1 เม็ด คือนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ สำหรับการต่อสู้ในการเลือกตั้งครั้งนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องฝั่งธนฯ ทั้งหมดจะให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์” นายเฉลิมชัย กล่าว 
 

ด้านนายองอาจ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบดูแลพื้นที่ กทม. ขอต้อนรับ นายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ซึ่งเป็นนักการเมืองที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ เป็นอดีต สส. หลายสมัย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชนโดยเฉพาะในเขตจอมทอง ฝั่งธนบุรี เป็นระยะเวลายาวนานหลายสิบปี มีความรักผูกพันกับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก 


ขณะเดียวกันเมื่อการแบ่งเขต ต้องถูกแบ่งใหม่ทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อน จึงต้องมีการตัดสินใจผนึกกำลัง เพื่อให้การแบ่งพื้นที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ซึ่งจะเป็นการรวมพลังในพื้นที่ทั้งหมดให้นำไปสู่ชัยชนะของการเลือกตั้ง

นอกเหนือจากการทำงานด้านอื่นๆ แล้ว พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็งของผู้สมัครในฐานะที่มาจากตระกูลม่วงศิริ ก็ถือว่ามีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนายสากล ม่วงศิริ ซึ่งมีพื้นที่ทับซ้อนทั้งเขตบางขุนเทียน และเขตของนายสากล ม่วงศิริ รวมทั้งพื้นที่บางส่วนก็อยู่ในเขตของนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ ด้วย

และนอกจากนายสุวัฒน์จะดูแลพื้นที่บางขุนเทียน จอมทองแล้ว เขตของนายสากล ยังมีเขตบางขุนเทียนในหลายแขวงที่ไปรวมกับเขตบางบอน ในขณะที่เขตบางบอนเองก็ไปพันกับอีกเขตและเขตจอมทองเช่นเดียวกัน ส่วนนายสุวัฒน์เองก็เคยเป็น สส. ในพื้นที่เขตบางบอน จอมทอง และยังมีเขตหนองแขม ซึ่งมี น.ส.วณิชชา ม่วงศิริ ดูแลพื้นที่อีกด้วย 


“จะเห็นได้ว่าทั้งเขตจอมทอง บางขุนเทียนบางบอน ล้วนเกี่ยวพันกันหมด และยังมีเกี่ยวพันกับเขตหนองแขม ทั้ง 3 เขต หากเราไม่ผนึกกำลังกัน แล้วต้องแข่งขันกันเองในหมู่ญาติพี่น้อง ก็จะก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทำงานในพื้นที่เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เราได้พยายามจัดสรรบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุดในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง โดยไม่ได้มีเหตุผลอื่น แต่ต้องการทำให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสเป็น สส. เพื่อทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนและบ้านเมืองต่อไป ดังนั้นเป้าหมายสำคัญของการเชิญนายสุวัฒน์มาอยู่ในทีมเดียวกัน และทำงานร่วมกับพรรคจึงมาจากพื้นฐานของประชาชน และเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ” นายองอาจกล่าว 


นายสุวัฒน์  กล่าวถึงสาเหตุของการตัดสินใจเข้าร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ว่า เพื่อให้ตระกูลม่วงศิริไม่ต้องส่งผู้สมัครลงแข่งขันกันเอง ซึ่งจะกระทบต่อความเป็นปึกแผ่นของตระกูลม่วงศิริ และฐานเสียงของพี่น้องประชาชนเกิดความยากลำบากในการตัดสินใจ การที่ตนเข้ามาอยู่ในทีมเดียวกัน อยู่พรรคเดียวกัน ก็จะทำให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 


และเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ยั่งยืนและมีความสำคัญในการบริหารประเทศชาติ และผู้ใหญ่ในตระกูลม่วงศิริได้ขอร้องให้พวกเราดำเนินกิจกรรมทางการเมืองด้วยการเป็นทีมม่วงศิริ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับพี่น้องประชาชน อีกทั้งยังเป็นการมอบความไว้วางใจให้กับพวกเราที่เป็นทีมม่วงศิริ ซึ่งมีฐานเสียงอยู่บริเวณนั้นมาอย่างยาวนาน จึงถือว่าเป็นเหตุผลหลัก ประกอบกับการที่ กกต. เพิ่งมีการแบ่งเขตอย่างกระชั้นชิด ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจในครั้งนี้


ต่อกรณีข่าวที่ว่าการลาออกจากพลังประชารัฐของนายสุวัฒน์นั้นเป็นเพราะมีดีลที่ใหญ่กว่านั้น นายสุวัฒน์ ตอบว่าเรื่องดีลที่ใหญ่กว่านั้น ตนก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่เรื่องเขตเลือกตั้งมีความซับซ้อนกัน และแทนที่จะเห็นตระกูลม่วงศิริส่งผู้สมัครแข่งขันกันเอง แต่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากกว่าหากตนมาอยู่ร่วมกับทีมเดียวกัน และยังทำให้ประชาชนง่ายต่อการตัดสินใจ ส่วนเรื่องการร่ำลานั้นหลังจากที่มีความชัดเจนแล้วตนก็ได้บอกกล่าวกับผู้ใหญ่ พร้อมกับขอนัดหมายเข้ากราบลาท่านด้วยตัวเองแต่ยังไม่ได้รับคำตอบ สำหรับผู้สมัครบางท่านที่สนิทตนก็ได้ปรึกษาหารือ และเมื่อตนได้ตัดสินใจชัดเจนแล้วก็ได้ติดต่อกลับไปแจ้งให้ทราบแล้ว 


ด้านนายเฉลิมชัย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการตั้งเป้าตัวเลข สส. ใน กทม. ว่า เราทำเต็มความสามารถทุกเขต เพราะฉะนั้นในเป้าหมายของเรา เมื่อเราทำเต็มความสามารถแล้วก็สู้ทุกพื้นที่ เชื่อว่าพี่น้อง กทม. จะเป็นผู้ที่ตัดสินใจในเรื่องนี้ นี่คือความตั้งใจที่จะทำให้พี่น้องเห็นว่าเราตั้งใจเข้ามาทำงานอย่างแท้จริง ขอให้เป้าหมายนี้เป็นคำตอบในวันที่ 14 พฤษภาคม ตนมั่นใจทุกเขตแต่จะชนะกี่เขตขอให้ถามประชาชนก่อน


“อย่าไปดูถูกประชาชนเพราะวันนี้ต้องฟังเสียงของประชาชนก่อนว่าวันที่ 14 พฤษภาคมปิดหีบ ประชาชนให้ความไว้วางใจใครบ้าง เท่าไหร่ นั่นถึงจะเป็นคำตอบ ผมเป็นคนต่างจังหวัดเล่นละครไม่ค่อยเก่ง เล่นละครไม่เป็นด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะทำก็คือสิ่งที่มันจะเป็นความจริงเท่านั้นและมันมีโอกาสที่จะเป็นความจริง จะรู้ได้อย่างไรว่าประชาธิปัตย์จะไม่ได้มาก ให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจก่อน เพราะวันนี้ประชาธิปัตย์ก็กำลังเปลี่ยนให้คนไทยเห็นว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อความเปลี่ยนแปลงเป็นความท้าทาย ดังนั้นเมื่อประชาธิปัตย์เปลี่ยน เรามาร่วมกันเปลี่ยนมั้ย มาช่วยผมมั้ย” นายเฉลิมชัยกล่าว


พร้อมกับได้ฝากผู้สื่อข่าวไปตอบนายสกลธีว่า ดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ดีลสายเลือด ไม่มีอะไรใหญ่กว่านี้ ส่วนถ้าดีลอื่นๆ ประชาธิปัตย์ สู้ไม่ได้อยู่แล้ว


ผู้สื่อข่าวยังได้ถามความเห็นเรื่องการรับประทานอาหารร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งนายเฉลิมชัยกล่าวว่า ก็เป็นสิทธิในการรับประทานอาหาร ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับความเป็นนักการเมือง ตนก็ทานอาหารกับทุกคนเพียงแต่ตนไม่ได้โชว์ภาพเท่านั้นเอง 


“ผมเคยพูดไว้ว่า การเล่นการเมืองนั้น เล่นเพื่อที่จะทำประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนและประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเล่นการเมืองไม่ได้เข้าสู่สนามรบเพื่อฆ่ากัน แต่เข้าสู่สนามเพื่อแข่งขันกัน ถ้าทุกคนคิดอย่างนี้ประเทศไทยเดินได้” นายเฉลิมชัยกล่าว 

‘นฤมล’ แถลงน้ำตาคลอ ขอสละ ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ พลังประชารัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/545482

24 มี.ค. 2566

‘นฤมล’ แถลงน้ำตาคลอ ขอสละ ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ พลังประชารัฐ

‘นฤมล’ แถลงน้ำตาคลอ ลั่นขอสละ ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ ถึงเวลาต้องผลัดใบ เปิดทางคนรุ่นใหม่ทำงาน แต่ไม่ทิ้ง พปชร.เพราะทำให้แจ้งเกิด ปัด ไม่น้อยใจ-ไม่ขัดแย้ง เผย บิ๊กป้อมไฟเขียว ชี้ลำดับ 20-30 ไร้ที่นั่งคนรุ่นใหม่

ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวทิศทางการทำงานการเมืองกับพรรคว่า พรรคมีบุคลากรคุณภาพจำนวนมาก ทั้งผู้ร่วมก่อตั้งพรรคปี 2561 ผู้เข้าร่วมระหว่างทาง และผู้ที่เพิ่งเข้ามา ทุกคนต่างมีความสามารถที่หลากหลาย และตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน ตนตั้งใจมาทำงานเมือง ปรารถนาที่จะตอบแทนพระคุณแผ่นดิน และประชาชนที่เสียภาษีส่งตนเรียนต่อต่างประเทศ กลับมาเป็นอาจารย์ประจำ 5 ปีที่แล้ว ได้รับโอกาสจากพรรคให้ได้เข้ามาทำงานการเมือง จึงตัดสินใจลาออกจากราชการ ด้วยความหวังและความตั้งใจที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่มีมาทำประโยชน์ตอบแทนประชาชน

สละ ปาร์ตี้ลิสต์ เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่

การเลือกตั้งปี2562 ได้รับโอกาสจากผู้บริหารพรรคให้ได้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 เป็นหน้าใหม่ทางการเมือง ไม่ใช่เด็กบ้านใหญ่ ไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง การเลือกตั้ง2566 จึงอยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทางการเมืองได้เข้ามาอยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ เราที่เคยได้รับโอกาส ไม่เสียสละ คนใหม่ก็จะแทบไม่มีโอกาส จึงได้แสดงความจำนงต่อคณะกรรมการสรรหา และผู้บริหารพรรค ขอสละสิทธิเสนอชื่อใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ วันนี้พรรคจะมีการพิจารณาบัญชีรายชื่อกันใหม่อีกครั้ง

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ แถลงขะสละไม่ลงสส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ หรือสส.ระบบบัญชีรายชื่อของ พปชร.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ แถลงขะสละไม่ลงสส.ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ หรือสส.ระบบบัญชีรายชื่อของ พปชร.

ถึงเวลาพรรคพลังประขารัฐต้องผลัดใบ ให้พลังใหม่ได้เข้ามาทำงาน และการทำงานทางการเมืองไม่ได้มีเพียง สส. ยังมีงานอีกมากมายที่สามารถช่วยพรรค ช่วยผู้สมัคร และรับใช้ประชาชน ที่สำคัญที่สุด คือ อุดมการณ์ทางการเมือง เพราะสำหรับตนการทำงานการเมือง คือการเสียสละ ไม่ใช่การเอาชนะ และไม่ใช่การยึดติดในตำแหน่งแห่งที่ แหม่มเชื่อเสมอว่า เมื่อเราไม่ยึดติด เราจะมีอิสระทางความคิด ซึ่งนำไปสู่อิสระในการตัดสินใจในทุกๆ เรื่องเพื่อส่วนรวม

ไม่ไปไหน เป็นแม่ทัพ กทม. 

เมื่อถามถึงอนาคตการเมืองหลังจากที่สละไม่ลง สส.ปาร์ตี้ลิสต์ จะยังอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ และจะช่วยงานอย่างไร ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า จะช่วยงานอย่างอื่น เพราะมีความรับผิดชอบกับบุคคลที่พาเข้ามาทำงานกับพรรค และเสียใจที่ไม่สามารถทำให้ทุกคนได้สมหวังในการลงรับสมัครเลือกตั้ง ที่เป็นผลมาจากการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ และเกิดพื้นที่ทับซ้อนที่ทำให้เกิดผลกระทบ เพราะเป็นความรับผิดชอบของเราที่ต้องนำพาเขาไปสู่การเลือกตั้ง แต่ยังช่วยงานสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สมหวัง แล้ววันนี้ยังเป็นแม่ทัพในกทม.และขึ้นเวทีปราศรัยได้ไม่มีใครห้าม

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าสาเหตุเป็นเพราะลำดับปาร์ตี้ลิสต์ อยู่ลำดับที่ 20 ทำให้เกิดความไม่พอใจ หรือไม่ ศ.ดร.นฤมล ชี้แจงว่า ไม่มี และการประชุมพรรค วันที่ 22 มี.ค.ที่มีชื่อของตนอยู่ในลำดับตามที่เป็นข่าวและเป็นตามนั้นจริงๆ แต่เมื่อมองลำดับ 20-30 อันดับแรก ไม่เห็นคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจ ทุ่มเททำงานให้พรรค จะมีโอกาสเข้ามาทำงาน ถ้าเราไม่ถอย ไม่เสียสละ ถ้าคิดว่าเป็นผู้บริหารต้องได้ลำดับต้น คนรุ่นใหม่จะไม่มีทางเข้ามาได้ และหลายพรรคการเมืองก็เป็นลักษณะที่คล้ายกัน จึงอยากให้เขาเข้ามามีโอกาสทำงานการเมืองแต่โอกาสจะเป็นไปได้น้อยถ้าไม่เสียสละ ส่วนคนรุ่นใหม่ที่ต้องการให้อยู่ในบัญชีรายชื่อต้องหารือกับกรรมการสรรหาก่อนว่าจะเป็นใคร และตนได้เสนอชื่อไปและตนได้เสนอชื่อไปแล้ว เป็นคนที่ทำงานมาร่วมกัน

หากพรรคจัดลำดับให้ขยับมาอยู่ 1-3 จะเปลี่ยนใจหรือไม่ ศ.ดร.นฤมล อธิบายว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวหากดูจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคพปชร.ได้สส.ปาร์ตี้ลิสต์ 19 คน ครั้งนี้คาดว่าจะได้ใกล้ๆเดิม หากอยู่ในลำดับ10-20 ก็มีโอกาสเข้าสภาทั้งสิ้น และพล.อ.ประวิตร ไม่ได้คัดค้านโดยระบุว่าตามใจ

ยอมรับลำบากใจจัดผู้สมัคร สส.ลง 33 เขตกทม.

ทั้งนี้ หากผลเลือกตั้ง66 พรรคพปชร.ได้กลับมา 12 ที่นั่งในกทม. จะส่งผลต่ออนาคตของหรือไม่นั้น ตนยังไม่ได้คุยอะไรในเรื่องนี้ เพราะแค่จัดผู้สมัครลง 33 เขต ก็ลำบากใจแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสียสละครั้งนี้จะช่วยให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงานจริงหรือเป็นแค่การเปิดช่องให้กับเด็กของคนบางกลุ่มเข้ามาทำงาน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ได้ฝากกรรมการสรรหาพิจารณาและให้โอกาสคนรุ่นใหม่ แต่ท้ายที่สุดต้องเคารพมติของกรรมการ

สำหรับการจัดผู้สมัครในระบบปาร์ตี้ลิสต์เป็นบ้านใหญ่เป็นคนของใคร หมายถึงใคร ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่พูดหมายถึงตัวเอง เพราะการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ที่ตนชี้แจงว่าที่มาทางการเมืองมาได้อย่างไรและไม่ได้มาจากตระกูลบ้านใหญ่ แต่ได้รับความเมตตาจากผู้บริหารพรรคในขนาดนั้น ยังสำนึกในพระคุณมาตลอด

เมื่อถามว่ามีเหตุผลอื่นที่ขอสละไม่ลงสส.ปาร์ตี้ลิสต์ นอกจากที่มีความคับข้องใจหรือไม่ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ไม่ได้คับข้องใจอะไร ขอย้ำว่าเหตุผลเพราะอยากให้คนรุ่นใหม่ต้องการเข้ามาทำงานการเมืองจริงๆ ตนคุยกับคนรุ่นใหม่มาตลอดว่าต้องการเปิดให้ได้เข้ามาทำงานทางการเมือง ถ้าไม่มีช่องทาง จะไม่เห็นภาพคนรุ่นใหม่มาทำงานกับพรรคพปชร. หลายคนที่เสียสละลาออกจากงานมาทำงานให้โดยไม่ได้อะไรเลย แต่มาทำงานด้วยความหวังดีกับพรรคและประชาชน และถ้าคนรุ่นใหม่ได้มาเป็นตัวแทนก็จะเป็นประโยชน์กับพปชร. หากมีคะแนนเสียงและมีความนิยมก็จะทำให้คนเลือกพรรคมากขึ้น

เมื่อถามว่าได้แจ้งให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก่อนตัดสินใจสละลงปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า แจ้งแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่าเมื่อสละการลงปาร์ตี้ลิสต์ จะยังทำงานอยู่กับพรรคพปชร.หรือไม่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ตนยังมีความรับผิดชอบ เพราะทิ้งคนไว้กลางทางไม่ได้

เมื่อถามย้ำว่าจะลาออกจากตำแหน่งเหรัญญิกพรรคด้วยหรือไม่ ศ.ดร.นฤมลกล่าวว่า ขณะนี้ยัง เมื่อถามว่าแล้วในอนาคต จะตัดสินใจอย่างไร นางนฤมลกล่าวว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจในเรื่องนี้ เมื่อถามว่าการประกาศสละลำดับบัญชีรายชื่อจะส่งผลกระทบในช่วงเวลานี้ที่ใกล้เลือกตั้งหรือไม่ ศ.ดร.นฤมล ระบุว่า เป็นเรื่องดีเพราะจะสร้างบรรทัดฐานของนักการเมืองพรรคพปชร.ว่าเราไม่ได้ยึดติดและพร้อมเสียสละให้คนอื่นได้มีโอกาส และคิดว่าการแถลงข่าววันนี้เชื่อว่าไม่สูญเปล่าและจะทำให้ผู้สมัครมีกำลังใจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีให้กับผู้สมัคร

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีใครทาบทามให้ย้ายพรรค ไปร่วมงานด้วยหรือไม่ ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่ายังไม่มี ตนเกิดมาจากพรรคพปชร. ถ้าไม่ได้โอกาสจากผู้บริหารคงไม่ได้ทำงานมาถึงวันนี้ ถ้าจะทิ้งต้องมีสำนึกในสิ่งที่เราเคยได้รับมา และไม่มีใครกดดัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ แถลงข่าวได้มีน้ำตาคลอเมื่อเล่าถึงอดีตที่มาที่ได้รับโอกาสทำงานทางการเมืองจากผู้บริหาร ขณะที่แกนนำพรรค อาทิ นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค และพล.อ.กฤษณ์โยธิน ศศิพัฒนวงศ์ กรรมการบริหารพรรค ยืนฟังตลอดการแถลงโดยไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ บอกว่าไม่ทิ้งพปชร.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ บอกว่าไม่ทิ้งพปชร.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ บอกว่าไม่ได้รับแรงกดดันแต่อยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานการเมืองศ.ดร.นฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ บอกว่าไม่ได้รับแรงกดดันแต่อยากเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาทำงานการเมือง