‘เพื่อไทย’ เยือน ‘กัมพูชา’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571097

18 มี.ค. 2567

16:21 น.

‘เพื่อไทย’ เยือน ‘กัมพูชา’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

‘พรรคเพื่อไทย’ เยือน ‘พรรคประชาชนกัมพูชา’ กระชับความสัมพันธ์สองประเทศ เตรียมเจรจาลดค่าตั๋วเครื่องบิน ดันลงทุน – ท่องเที่ยว

18 มี.ค.2567 คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย นำโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เข้าพบสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา โดยมี นาย ฮุน มานี รัฐมนตรีกระทรวงข้าราชการพลเรือน ให้การต้อนรับที่สนามบิน

‘เพื่อไทย’ เยือน ‘กัมพูชา’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

การมาเยือนกัมพูชาครั้งนี้ เป็นการประชุมระดับพรรคการเมือง เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนกัมพูชา ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เชื่อว่าการกระชับความสัมพันธ์ครั้งนี้ นำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอย่างดีขึ้นตามลำดับ

นางสาวแพทองธาร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้รับเชิญจาก ฯพณฯ อดีตนายกฯ ฮุนเซ็น ให้มาเยือนกัมพูชา พร้อมแสดงความยินดีในโอกาส ฯพณฯ นายกฯ ฮุน มาแนต ที่ได้เข้ารับตำแหน่ง ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาลไทยขณะนี้ มีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะทำงานร่วมกับพรรคของ ฯพณฯ ฮุนเซ็น และรัฐบาลของ ฯพณฯ ฮุน มาแนต เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชาให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยพื้นฐานความใกล้ชิดระหว่างทั้งสองพรรคเป็นต้นทุนเดิมที่สำคัญ เพราะเชื่อว่าการสร้างความใกล้ชิดและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศผ่านกลไกพรรคการเมืองจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาอย่างยั่งยืน

‘เพื่อไทย’ เยือน ‘กัมพูชา’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ นางสาวแพทองธารได้หารือถึงแนวทางในการใช้กลไกต่างๆ ที่มีอยู่เพื่อการแลกเปลี่ยนและส่งเสริมการติดต่อระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน วัฒนธรรม และ การท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ พร้อมเน้นย้ำไปที่เรื่องการท่องเที่ยวเป็นพิเศษ โดยได้กล่าวว่า “ไทยและกัมพูชามีความเชื่อมโยงทั้งทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่สามารถนำมาร้อยเรียงเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวในภูมิภาคร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าสนใจสำหรับทั้งชาวไทย ชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติมากยิ่งขึ้น”

‘เพื่อไทย’ เยือน ‘กัมพูชา’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

นอกจากนี้ นางสาวแพทองธารยังได้สนับสนุนโครงการ ASEAN Drive Tourism ที่ถูกริเริ่มโดยรัฐบาลเศรษฐา ทวีสินในการประชุม ASEAN Summit ที่ผ่านมา โดยโครงการดังกล่าวมีจุดประสงค์ที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ภายใต้แนวคิด “6 Countries One Destination” ระหว่าง ไทย กัมพูชา ลาว มาเลเซีย เวียดนาม และ เมียนมา ซึ่งคาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเร็ววันนี้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับต่อนโยบายดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้หารือเพิ่มเติมถึงแนวทางในการสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสายการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและลดราคาตั๋วโดยสารซึ่งจะเป็นการดึงดูดและอำนวยความสะดวกต่อนักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ

การประชุมในวันนี้นางสาวแพทองธารได้มีการหารือเพิ่มเติมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภูมิภาคอาเซียนด้วยความร่วมมือระหว่างพรรคต่อพรรค และยังได้ติดตามความคืบหน้าความร่วมมือศูนย์เฝ้าระวัง Hotspot ระหว่างประเทศอาเซียนที่รัฐบาลไทยโดยนายกเศรษฐา ที่เคยได้หารือไว้เบื้องต้นด้วย

นางสาวแพทองธารกล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะนักการเมืองหญิงอยากเห็นความร่วมมือระหว่างนักการเมืองหญิงทั้งสองประเทศแลกเปลี่ยนความรู้และวิสัยทัศน์เพื่อพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมให้มีการเพิ่มสัดส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ สะท้อนและขับเคลื่อนประเด็นที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาของผู้หญิงอย่างยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

บรรยากาศการพบปะหารือเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดย ฯพณฯ นายกฯ ฮุน มาแนต กล่าวว่า ยินดีกับการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคของนางสาวแพทองธาร และขอแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีตนายกฯ ทักษิณ พร้อมฝากความระลึกถึงด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนกัมพูชา มีความใกล้ชิดกันมายาวนาน จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับการเยือนอย่างเป็นทางการของนางสาวแพทองธาร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและคณะในครั้งนี้

‘เพื่อไทย’ เยือน ‘กัมพูชา’ กระชับสัมพันธ์ 2 ประเทศ

โดยนายฮุน มาแนต กล่าวอีกว่าที่ผ่านมาได้พบหารือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี หลายครั้ง ล่าสุดที่ประเทศออสเตรเลีย และได้จัดตั้งแนวทางการทำงานพิเศษ (Special Working Mechanism) ระหว่างกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำงานร่วมกันตามแนวชายแดนให้เกิดสันติภาพเพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างกัน

กำหนดการวันนี้ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยได้เข้าพบคารวะ สมเด็จวิบุลเสนาภักดีซาย ชุม ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ต่อด้วยการเข้าพบคารวะ สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา และตอนเย็นของนี้นั้น (18 มีนาคม) จะมีงานเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน

คำร้องยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ ถึงศาล รธน. แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571091

18 มี.ค. 2567

15:36 น.

คำร้องยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ ถึงศาล รธน. แล้ว

กกต. ส่งคำร้องยุบพรรคก้าวไกล ถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รอลุ้น 20 มี.ค. ประชุมตุลาการ จะมีวาระพิจารณารับคำร้องหรือไม่

มีรายงานว่านายแสวง  บุญมี เลขาธิการ กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ยื่นคำร้องประกอบเอกสารต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาสั่งยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ตาม พ.ร.ป.ว่าพรรคการเมือง มาตรา 92 (1) และ (2) จากเหตุมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคก้าวไกลกระทำการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว โดยยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ  E-filing ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด

สำหรับคำร้องนี้ เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเป็นมติเอกฉันท์ ว่าการที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้นและพรรคก้าวไกล เสนอร่า ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. เพื่อยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้ง และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 วรรคหนึ่ง ซึ่งนายธีระยุทธ สุวรรณเกษร อดีตทนายความของพระพุทธะอิสระ และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องขอให้ กกต. ดำเนินการเอาผิดกับพรรคก้าวไกล ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยวันที่12 มี.ค. 2567 ที่ประชุม กกต. มีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานฯ ได้ดำเนินการยกร่างคำร้องก่อนที่ กกต. ทั้ง 6 คนจะลงนาม และยื่นคำร้องในวันนี้

โดยต้องติดตามว่าการประชุมศาลรัฐธรรมนูญ วันพุธที่ 20 มีนาคม จะมีคำร้องนี้เข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ และจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่

‘สส.เพื่อไทย’ ขู่ สว.อภิปรายปม ‘ทักษิณ’ ผิดข้อบังคับ – เสี่ยงโดนฟ้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571089

18 มี.ค. 2567

15:17 น.

‘สส.เพื่อไทย’ ขู่ สว.อภิปรายปม ‘ทักษิณ’ ผิดข้อบังคับ – เสี่ยงโดนฟ้อง

‘สส.เพื่อไทย’ ขู่ สว.อภิปรายปม ‘ทักษิณ’ ผิดข้อบังคับ – เสี่ยงโดนฟ้อง มองก้าวไม่พ้นความขัดแย้ง เชิญชวนกลับมาคิดเรื่องบ้านเมือง

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม รองประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่ สว. และฝ่ายค้านจองกฐินอภิปรายเรื่องกระบวนการยุติธรรม และอาการป่วยของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มองว่าอาจป่วยไม่จริงว่า ไม่ได้ท้าเรื่องนี้ แต่ข้อเท็จจริงก็คือข้อเท็จจริง ดูจากหน้างานหากมีการอภิปรายที่ใส่ร้ายกัน ซึ่งนายทักษิณถือเป็นบุคคลภายนอกสภา หากไปอภิปรายเรื่องส่วนตัวก็ถือว่าผิดข้อบังคับ ก็ต้องมีการประท้วงและชี้แจงกัน ดีไม่ดีอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ และคิดว่าเรื่องอาการป่วยของนายทักษิณมีการพูดไปไกลมากแล้ว ซึ่งความจริงนายทักษิณออกจากโรงพยาบาลมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ที่ผ่านมาก็มีการวิพากษ์วิจารณ์อาการป่วยทุกวัน จึงคิดว่าเป็นเพราะไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้นพวกตนไม่ได้ท้าทาย แต่เชื่อว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมจะตอบทุกคำถาม รวมถึง พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ และเคยตอบกระทู้ไปหลายครั้งแล้ว จึงคิดว่าไม่น่ากังวล
 

ส่วนจะต้องมีทีมกฎหมายมาจับตาดูหรือไม่นั้น นายครูมานิตย์ กล่าวว่า การจับตาถือเป็นเรื่องปกติแต่ไม่ถึงกับต้องตั้งวอร์รูม เพราะในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็มี นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นที่ปรึกษาวิป ถือเป็นกฎหมายชั้นยอดของรัฐบาลอยู่แล้ว และพวกตนซึ่งมีประสบการณ์ในสภาก็คงจะวินิจฉัยได้ว่าอะไรถูกหรือผิด อะไรพูดได้ พูดไม่ได้ จึงไม่น่าหนักใจ


ส่วนถึงขั้นจะฟ้องร้องหรือไม่ เป็นเรื่องของคู่กรณี พวกตนซึ่งเป็น สส. มีหน้าที่ลุกขึ้นชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจข้อบังคับรัฐธรรมนูญ และข้อเท็จจริงในบางส่วน เพราะตาของตนกับเขามองคนละมุม เหมือนเลข 6 กับ เลข 9 ถ้ามองคนละมุม ก็มองต่างกันได้ ส่วนการฟ้องร้องเป็นเรื่องของบุคคลภายนอก หากมีการใส่ร้าย ก็เป็นเรื่องที่คนนอกจะฟ้องร้อง เพราะกฎหมายไม่ได้

เมื่อถามว่ามองอย่างไรกับการที่ นายทักษิณ พบประมวลชน จะทำให้คะแนนของพรรคเพื่อไทย ได้รับความนิยมมากขึ้นหรือไม่ นายครูมานิตย์ บอกว่า วันนี้ยังประเมินอะไรไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งคือคนที่รักนายทักษิณก็มาให้กำลังใจมากมาย ไม่ใช่เฉพาะคนเชียงใหม่ แต่คนเชียงรายลำพูน และคนอีสาน ก็ไปหา เชื่อว่าความเป็นห่วงเป็นใยของนายทักษิณกับประชาชนที่มีความศรัทธากันในอดีต ซึ่งจะอยู่ต่างประเทศ 17 ปี ถ้าไม่ใช่นายทักษิณประชาชนก็คงลืมไปแล้ว วันนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า 17 ปียังไม่ได้จางหาย ถือเป็นเรื่องปกติของความศรัทธาแต่เรื่องอย่างอื่นที่เกี่ยวกับกระบวนการการเมืองนั้นตนคิดว่าเร็วเกินไปที่จะประเมิน

ส่วนที่คนบางส่วนมองว่านายทักษิณหายเร็วเกินไป และไม่เชื่อว่าป่วยจริง นายครูมานิตย์ กล่าวว่า แล้วแต่มุมมองแต่ละคน แต่ขอให้เชื่อว่าคนอายุ 75 ปี สภาพร่างกายก็จะไม่ค่อยปกติ เป็นเรื่องธรรมดา ก็แล้วแต่มุมมอง ถ้าคนที่ชอบ ก็มองด้วยความเป็นธรรม แต่ถ้าคนไม่ชอบถึงจะนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล แม้ไม่เห็นหน้า ก็สามารถวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานาได้ ทั้งนี้เชื่อว่าสิ่งที่ทำให้นายทักษิณหายเร็วคือกำลังใจ เชื่อว่ายาไม่ได้ทำให้หายไวแต่กำลังใจทำให้หายไวกว่า

นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่มาถามและไม่เชื่อเรื่องอาการป่วยของนายทักษิณ เราต้องถามตัวเองว่าเรามองปัญหานี้เป็นปัญหาส่วนรวม หรือเป็นปัญหาการเมือง เป็นปัญหาความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมาหรือไม่ และเราก้าวพ้นเรื่องนี้หรือยัง ตนอยากให้เอาคำถามนี้กลับมาถามตัวเอง แล้วสุดท้ายจะรู้ว่าเป็นอย่างไร และส่วนตัวคิดว่าการตั้งคำถามแบบนี้เป็นการถามเพื่อมีความเห็นและรู้สึกว่าความขัดแย้งยังมีอยู่ และยังก้าวไม่พ้นเรื่องพวกนี้เลย ตนขอเชิญชวนทุกคนมาคิดเรื่องบ้านเมือง เรื่องพีเอ็ม 2.5 เรื่องเศรษฐกิจ ก้าวข้ามเรื่องเหล่านี้จะดีกว่า การที่จะมาตัดสินใจว่าป่วยจริงหรือไม่ คำถามคือใครเป็นคนชี้และตัดสินใจ ซึ่งตนเชื่อว่านายทักษิณไม่ได้ตัดสินใจเอง ว่าตัวเองป่วยหรือหาย แต่เรื่องนี้มีคนรับผิดชอบหรือคณะกรรมการ ตัดสินใจและชี้แจงมาโดยลำดับ ดังนั้นโดยรวมอยากให้ก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้ และอย่าเอามาเป็นประเด็น ท้ายสุดก็จะวนเวียนกับเรื่องนี้ ประเทศไทยจึงก้าวไม่พ้นอะไรกันสักที แล้ววนกลับไปที่เดิม

เปิดงบปี 67 กลาโหม – มหาดไทย ถูกปรับลดมากที่สุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571082

18 มี.ค. 2567

13:53 น.

เปิดงบปี 67 กลาโหม – มหาดไทย ถูกปรับลดมากที่สุด

สภาฯ พิจารณางบปี 67 วาระ 2 – 3 วันที่ 20 – 22 มี.ค.นี้ ปรับลดงบ 28 กระทรวง/หน่วยงาน ‘กลาโหม’ ปรับลดมากที่สุด 2,485 ลบ. รองลงมา ‘มหาดไทย’ ปรับลด 1,529 ลบ. ‘งบกลาง’ ได้เพิ่มมากสุด 8,178 ลบ. ส่วนใหญ่เป็นบำเหน็จ บำนาญ ค่ารักษาพยาบาล ขรก.

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านบาท ล่าช้ากว่าปกติมาเกือบ 6 เดือน กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาเนื้อหารายมาตราวาระ 2 และเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. ทั้งฉบับวาระ 3 ระหว่างวันที่ 20-21 มีนาคมนี้ ซึ่งภาพรวมมีการปรับลดงบประมาณ 28 หน่วยรับงบประมาณ 9,204,109,400 บาท

กระทรวงกลาโหม ถูกปรับลดมากที่สุด 2,485,096,500 บาท ประกอบด้วย

– กองทัพเรือ ถูกปรับลด 1,841,295,000 บาท

– กองทัพบก ถูกปรับลด 498,201,500 บาท

– กองทัพอากาศ ถูกปรับลด 103,600,000 บาท

– กองบัญชาการกองทัพไทย ถูกปรับลด 30,000,000 บาท

– สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ถูกปรับลด 10,000,000 บาท

– สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ถูกปรับลด 2,000,000 บาท

รองลงมาคือกระทรวงมหาดไทย ถูกปรับลด 1,529,332,400 บาท ประกอบด้วย

– กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ถูกปรับลด 1,468,332,400 บาท

– กรมโยธาธิการและผังเมือง ถูกปรับลด 50,000,000 บาท

– กรมการพัฒนาชุมชน ถูกปรับลด 10,000,000 บาท

– กรมที่ดินถูกปรับลด 1,000,000 บาท

วงเงินที่ถูกปรับลดทั้งหมด 9.2 ล้านล้านบาท จะนำไปเพิ่มให้ 6 หน่วยรับงบประมาณ ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย , กระทรวงแรงงาน , หน่วยงานของศาล , หน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ , แผนงานบุคลากรภาครัฐ , และงบกลาง ซึ่งได้รับเพิ่มสูงสุดถึง 8,178,366,700 บาท โดยส่วนใหญ่เป็นเงินเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ 3,613,366,700 บาท , ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 3,565,000,000 บาท , เงินสำรองจ่ายทุกกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 1,000,000,000 บาท

เมื่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาวันที่ 26 มีนาคม และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันที่ 3 เมษายน คาดว่าจะโปรดเกล้าฯ ลงมา ประกาศราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ได้ ภายในเดือนเมษายนนี้

‘โรม’ มอง ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่คึกคักกว่า ‘เศรษฐา’ ตั้งข้อสังเกตไม่ได้ป่วยจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571073

18 มี.ค. 2567

12:06 น.

‘โรม’ มอง ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่คึกคักกว่า ‘เศรษฐา’ ตั้งข้อสังเกตไม่ได้ป่วยจริง

‘โรม’ มอง ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่คึกคักกว่า ‘เศรษฐา’ ตั้งข้อสังเกตไม่ได้ป่วยจริง ต้องยืนยันกับสังคมด้วยตัวเอง ‘พิธา’ ลงพื้นที่เป็นสิทธิ์ ลงพื้นที่แก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการลงพื้นที่ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่อยู่ระหว่างการพักโทษว่า ไม่แน่ใจว่าสังคมมองกรณีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อย่างไร แต่ส่วนตัวตนถูกสอนมาจากมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาว่า การโกหกเป็นเรื่องไม่สมควรทำ ถ้าในทางพุทธก็ต้องบอกว่าผิดศีล และเชื่อว่าทุกศาสนาก็กำหนดในลักษณะนี้ด้วย จึงไม่แน่ใจว่าสังคมไทยจะยอมรับได้แค่ไหน เมื่อเห็นนายทักษิณ บางวันก็มีเฝือกดามคอ บางวันก็ไม่มี บางวันก็ถอดเฝือกคอออกให้เห็น สรุปแล้วนายทักษิณเป็นบุคคลที่ป่วยร้ายแรงหรือไม่ หรือป่วยมากกว่านักโทษคดีการเมืองคนอื่นหรือไม่ ต้องยอมรับว่าเราไม่เห็นเอกสารทางการแพทย์ที่จะออกมายืนยันได้ เราจึงสงสัย

ส่วนการชี้แจงของหน่วยงานราชการเกี่ยวกับอาการป่วยของนายทักษิณ ก็ไม่สามารถทำให้สังคมสิ้นข้อสงสัยได้ พร้อมยกตัวอย่างที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาแถลงอาการของนายทักษิณ ว่าเป็นเส้นเอ็นเปื่อยยุ้ย เช่นเดียวกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่มาระบุว่านายทักษิณต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน แต่สุดท้ายนายทักษิณก็ดูแข็งแรงดีในการลงพื้นที่ สามารถนั่งยองคุยกับประชาชนที่มารอรับได้ ดังนั้นสังคมไทยต้องถามตัวเอง ไม่ใช่ถามนายทักษิณ ว่าเราจะยอมรับได้แค่ไหนที่จะเห็นนักการเมืองพูดมุสา

พร้อมเรียกร้องให้นำเอกสารทางการแพทย์มายืนยันอาการป่วย ไม่ต้องไปอ้างว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้นายทักษิณมายืนยันด้วยตัวเอง และอย่ามาบอกว่านายทักษิณไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองแล้ว เพราะการลงพื้นที่เชียงใหม่ในครั้งนี้คึกคักกว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เสียอีก จึงต้องยอมรับว่านายทักษิณมีความไม่ธรรมดาอยู่แล้ว สังคมไทยก็ต้องตอบตัวเองว่าจะยอมรับได้แค่ไหน เกี่ยวกับการโกหก

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ลงพื้นที่ดับไฟป่าช่วงที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ว่า การที่นายพิธาจะไปที่ไหนก็เป็นสิทธิ์ จะไปลงพื้นที่เชียงใหม่ ไปช่วยดับไฟป่า ก็คิดว่าเขามีเจตนารมณ์ที่ดี ต้องยอมรับว่า จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือหลายๆ จังหวัด ก็มีฝุ่นควันเยอะ อากาศแย่ ทำรายการท่องเที่ยว การที่นายพิธามีความ ตั้งใจที่ดีในการแก้ปัญหา พยายามทำให้ทุกคนมีความสนใจที่จะแก้ปัญหา และทำให้ภาครัฐหลายส่วนช่วยกันแก้ปัญหา มองว่าไม่น่าจะผิดอะไร

“มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ หรือการไม่มีมารยาท ตนว่าอย่าพูดแบบนี้ดีกว่า เข้าใจว่า สส.ที่พูดแบบนี้อยู่ฝั่งรัฐบาล แทนที่จะว่าฝ่ายค้าน เอาเวลาไปกระทุ้งรัฐบาลให้แก้ปัญหาให้จริงจังดีกว่า เพราะรัฐบาลไม่ใช่มือใหม่ บริหารงานมาหลายเดือนแล้ว ควรใช้โอกาสตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ดีกว่า หากคิดว่าเชียงใหม่ เป็นเมืองหลวงและฐานที่มั่นสำคัญของรัฐบาล ก็ช่วยดูแล อย่างน้อยสภาพอากาศต้องดีขึ้น””นายรังสิมันต์ กล่าว

‘เศรษฐา’ เบรกขบวนรถ ลงข้างทาง ตรวจไฟป่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571071

18 มี.ค. 2567

12:03 น.

‘เศรษฐา’ เบรกขขบวนรถ ลงข้างทาง ตรวจไฟป่า

‘เศรษฐา’ สั่งเบรคขบวนรถ ระหว่างเดินทางจากเชียงใหม่ – พะเยา ลงตรวจพื้นที่ไฟไหม้ป่า สั่งเจ้าหน้าที่ระวัง 24 ชม. มีโอทีให้

นายเศรษฐา​ ทวี​สิน​ นายก​รัฐมนตรี​และ รมว.​กระทรวง​การคลัง​ พร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดพะเยา​ เพื่อตรวจราชการและติดตามแผนงานโครงการต่างๆ​ โดยระหว่างการเดินทาง​บนถนนชนบทหมายเลข​ 120  เชียงใหม่​ -​ พะเยา​ เกิดเหตุไฟไหม้ป่าและมีเจ้าหน้าที่ใช้รถน้ำฉีดสกัดกั้น​อยู่​ นายกรัฐมนตรี​ ได้ลงตรวจจุดเกิดเหตุในทันที​ โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงสาเหตุขอการเกิดเพลิงไหม้ว่ามาจากการเผาป่าหรือไม่​  พร้อมกับระบุว่า​ ถ้าไม่ใช่ก็ถือว่าเป็นอุบัติเหตุก็แล้วกัน​

เมื่อถามว่าสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้เกิดจากการทิ้งก้นบุหรี่ใช่หรือไม่​ นายก​รัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ ก็เป็นหนึ่งในข้อสันนิษฐาน​ได้​ ซึ่งเหตุการณ์​ครั้งนี้ไม่น่าจะเป็นการเผาป่า​ หรือเผาเศษวัชพืชอย่างแน่นอน​ เนื่องจากเหตุเกิดที่บริเวณข้างทาง​ รวมไปถึงสภาพพื้นที่ก็มีความแห้งแล้งมาก​ ใบไม้ร่วงมาเยอะมาก​ และมองว่าเป็นอะไรที่ประชาชนควรให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องนี้​ ความมักง่ายกับเรื่องนิดๆ หน่อยๆ​ ทำให้เกิดความเสียหายได้เยอะเหมือนกัน​ ต้องระมัดระวัง​

จากนั้นนายก​รัฐมนตรี​ได้สั่งการให้มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง​ 24  ชั่วโมง​ และจะต้องมีค่าตอบแทนพิเศษให้​ ก่อนที่จะสอบถามถึงแหล่งน้ำที่ใช้ดับไฟ​ มีระยะ​ 10 กิโลเมตร​ พร้อมกับสอบถามถึงความเป็นไปได้ถึงการป้องกันว่าสามารถฉีดน้ำตลอดแนวได้หรือไม่​  ซึ่งเจ้าหน้าที่รายงานว่า​ มีพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางมาก​ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี​และคณะจะเดินทางไปลงพื้นที่จังหวัดพะเยาต่อ

‘สมชาย’ ชี้ ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่ได้ ไม่ได้ป่วยจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571067

18 มี.ค. 2567

11:34 น.

‘สมชาย’ ชี้ ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่ได้ ไม่ได้ป่วยจริง

‘สมชาย’ ชี้ ‘ทักษิณ’ ลงพื้นที่ได้ ไม่ได้ป่วยจริง รบ. – กระทรวงยุติธรรม – กรมคุมประพฤติ ต้องรับผิดชอบ ‘นายก – รมต.’ แห่ต้อนรับ ไม่เหมาะสม

เมื่อปรากฎภาพร่วมกันระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่ระหว่างการพักโทษ กับนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงการคลัง โดยนายเศรษฐา ยอมรับด้วยว่ามีโอกาสควงนายทักษิณลงพื้นที่ร่วมกันในอนาคต

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สังคมตั้งคำถาม เนื่องจากเป็นนักโทษขั้นเด็ดขาดและอยู่ระหว่างการพักโทษ แต่การลงพื้นที่ครั้งนี้ทำตัวเสมือนเป็นนายกรัฐมนตรี ร่วมงานสังสรรค์ในร้านอาหารกับเพื่อนนักเรียนมงฟอร์ต มีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการ ปลัดกระทรวง อธิบดีกรมต่างๆ รองผู้บัญชาการตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด ไปรายงานการปฎิบัติการ เป็นความไม่เหมาะสม ย้ำว่านายทักษิณยังอยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งตำรวจสั่งฟ้อง แต่ยังคงรออัยการดำเนินการ ซึ่งจะพิจารณาในวันที่ 10 เมษายนนี้

ผมคิดว่าเรื่องนี้จะทำการเมืองตกต่ำ ลงโดยเฉพาะต่อรัฐบาล ความไม่เหมาะสม บุคคลที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ รวมถึงนายกรัฐมนตรี คิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน นอกจากเรื่องของความไม่เหมาะสม ไม่สมควร เราต้องตรวจสอบต่อ คลิปที่ถ่ายต่างกรรมต่างวาระ แสดงถึงอาการที่หายป่วยของคุณทักษิณเกือบ 100% หรืออาจป่วยไม่เยอะอย่างที่หลายหน่วยงานทั้งนายกรัฐมนตรี แพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่ออกมาระบุว่าป่วยวิกฤติต่อเนื่องร้ายแรง ถ้าไม่อยู่ในการรักษาต้องเสียชีวิต” นายสมชาย กล่าว

นายสมชาย ยังกล่าวว่า จากพฤติการณ์ของนายทักษิณในการลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ครั้งนี้ ทั้งการโหนขึ้นรถกอล์ฟ การปลูกต้นไม้ ซึ่งสวนทางกับข้อเท็จจริงที่แพทย์เคยออกมาระบุว่ามีอาการกล้ามเนื้อเปื่อยยุ้ย และยังอ้างอิงข้อมูลจากแพทย์ที่ได้พูดคุยมาว่าหากดูจากทางกายภาพของนายทักษิณถือว่ามีสุขภาพที่แข็งแรง 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช. ตรวจสอบว่าข้าราชการเอื้ออำนวยต่อนายทักษิณหรือไม่ ย้ำว่าจะต้องเร่งมือซึ่งทราบว่าอยู่ระหว่างการหาข้อมูล เพื่อที่จะส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะมีมติให้ไต่สวนหรือไม่ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการของวุฒิสภา 2 คณะ ได้ส่งเอกสารที่มีการสอบไปแล้วให้กับ ป.ป.ช. ส่วนตัวจึงเห็นว่า ป.ป.ช. ควรมีมติไต่สวนเพิ่มเติม

“ไต่สวนและผู้ที่รับผิดชอบคือ 1.นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับรัฐบาล ประธาน ก.ตร. เป็นผู้ดูแลโรงพยาบาลตำรวจ ว่าการเจ็บป่วยที่รักษา 180 วัน โดยแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมีผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งขึ้นมาจากแพทย์ใหญ่ และแพทย์ทำการรักษา มีข้อเท็จจริงประการ เวชระเบียน ซึ่ง ป.ป.ช. มีอำนาจเรียกมาตรวจ หากผิดไปจากความเป็นจริงก็จะเข้าข่ายการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบของส่วนแพทย์” นายสมชายกล่าว

นอกจากนี้หน่วยที่ 2 ที่จะต้องมีการตรวจสอบ คนที่รับผิดชอบคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมชุติ ปลัดยุติธรรม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คณะกรรมการพักโทษ จะต้องมีการสอบสวนว่าได้ใช้อำนาจหน้าที่ในการอนุมัติตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2566 ด้วยระบบที่ถูกต้องหรือไม่ ที่ให้นายทักษิณไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ และการอนุมัติให้รักษาตัวต่อในโรงพยาบาลเป็นไปตามกฏหมายหรือไม่

และส่วนที่ 3 ที่ต้องถูกตรวจสอบคือกรมคุมประพฤติ ในการอนุญาตให้ไปพักโทษในการคุมขังนอกเรือนจำตามระเบียบ ซึ่งในเงื่อนไข 8 ประการ มีกำหนดห้ามดื่มเหล้า ที่หมายถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่กรณีการอนุญาตให้ดื่มไวน์ได้ รวมถึงการอนุญาตให้ไปไหว้สุสาน แต่กำหนดการที่สื่อมวลชนได้รับจากการเผยแพร่เปรียบเป็นกำหนดการตรวจราชการ กำหนดการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนของนักโทษ ไปสวนสัตว์ไนท์ซาฟารี เมื่อเปรียบเทียบกับบรรทัดฐานที่ปฏิบัติกับนักโทษรายอื่น

“ที่กล่าวมาเป็นการทำหน้าที่ในฐานะวุฒิสภา ตรวจสอบแทนประชาชนตรงไปตรงมาตรง ไม่ได้มีอคติใดๆ กรณีนายทักษิณกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นเห็นด้วย แต่กรณีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งนายกรัฐมนตรีและข้าราชการประจำ หากมีการเอื้ออำนวยให้เกิดปัญหาการเบ็ดเบี้ยวและทำให้เสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม และเกิดวิกฤติศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะนำไปสู่วิกฤตศรัทธาในอนาคต โดยจะนำเข้าสู่กรรมาธิการต่อไป พร้อมจี้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วเพื่อให้ความขลังใจของสังคมหมดไป” นายสมชายกล่าว

‘คำนูณ’ มั่นใจ ‘เพื่อไทย’ พบ ‘ฮุนเซน’ วันนี้ เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571065

18 มี.ค. 2567

11:15 น.

‘คำนูณ’ มั่นใจ ‘เพื่อไทย’ พบ ‘ฮุนเซน’ วันนี้ เจรจาพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้

‘คำนูญ’ พร้อมอภิปรายผลประโยชน์อ่าวไทย เตือน รบ.ระวังการเจรจากับกัมพูชา ไม่กังวล ‘เพื่อไทย’ พบ ‘ฮุนเซน’ วันนี้ เพราะการเจรจาเริ่มไม่ได้ ต้องผ่านรัฐสภา ตั้ง คกก. JTC ฝ่ายไทย

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 153 วันที่ 25 มีนาคมนี้ว่า เตรียมอภิปรายเรื่องการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ขุมทรัพย์ใต้อ่าวไทย 20 ล้านล้านบาท กับกัมพูชา เพื่อชี้ให้เห็นว่ามีข้อควรระวังอะไร แนวความคิดที่จะมีการเจรจาแยกกันระหว่างการแบ่งปันผลประโยชน์กับการเจรจาแบ่งเขตแดนมีความอันตรายอย่างไร ขัดกับเอ็มโอยู 2544 อย่างไร ทางเลือกที่ดีที่สุดควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะใช้เวลาชี้แจงเรื่องนี้ให้มีความกระจ่างอย่างน้อยเพื่อเป็นการบันทึกไว้ แม้จะไม่เสร็จในเร็ววัน แต่จะเป็นข้อมูลเพื่อให้รัฐบาลได้ฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน
 

ส่วนที่นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะเดินทางไปกัมพูชาวันนี้จะมีผลอะไรหรือไม่นั้น นายคำนูญ กล่าวว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ถือว่าการเจรจายังไม่เริ่มต้นขึ้น การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นก็ต่อเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการ JTC  ฝ่ายไทยขึ้นม


“ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งก็ยังไม่มีการเจรจา แน่นอนว่าการที่ผู้นำพบปะกันอย่างเป็นทางการอาจจะมีการพูดคุยกันเรื่องนี้หรือไม่ก็ได้ แต่ในทางปฏิบัติในทางกฎหมายก็ต้องถือว่าการเจรจายังไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ไม่น่าจะต้องกังวลอะไร ถึงที่สุดแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปมุบมิบเจรจากันได้ง่ายๆ เพราะเมื่อจะต้องทำเป็นข้อตกลงก็จะเข้าข่ายเป็นข้อตกลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 187 ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นเรื่องนี้ในทางปฏิบัติน่าจะอีกยาวพอสมควร” นายคำนูญกล่าว

รบ. เร่งแก้ปัญหา ‘ฟินแลนด์’ ระงับวีซ่าแรงงานเบอร์รี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571061

18 มี.ค. 2567

11:02 น.

รบ. เร่งแก้ปัญหา ‘ฟินแลนด์’ ระงับวีซ่าแรงงานเบอร์รี่

รองโฆษกรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา กรณีฟินแลนด์ระงับวีซ่าคนไทยเก็บเบอร์รี่ชั่วคราว เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงานในทุกรูปแบบ

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า จากกรณีกระทรวงการต่างประเทศฟินแลนด์ ตัดสินใจระงับการรับคำร้องขอตรวจลงตราของคนเก็บเบอร์รี่ป่าในไทย โดยใช้บังคับกับผู้สมัครที่เป็นแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าทุกคนที่ยื่นคำร้องขอตรวจลงตราที่สถานทูตฟินแลนด์ในกรุงเทพฯ ซึ่งครอบคลุมถึงผู้สมัครทั้งจาก ไทย กัมพูชา และเมียนมา (การตรวจลงตราประเภทเชงเก้น) ในฤดูเก็บเกี่ยวช่วงหน้าร้อนปี 2567 นั้น เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ปัญหาระยะยาวและครอบคลุมในการเข้าประเทศของคนเก็บเบอร์รี่ป่าในฟินแลนด์ตั้งแต่ฤดูเก็บเกี่ยวปี 2568 เป็นต้นไป  

นายคารม กล่าวต่อไปว่า รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยกรมการกงสุล และกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ มิได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น และระยะยาว ดังนี้

ระยะสั้น – ชะลอการจัดส่งแรงงานไปเก็บผลไม้ป่าในสาธารณรัฐฟินแลนด์และสวีเดน จนกว่าจะปรับระเบียบกฎหมาย ข้อบังคับต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับแรงงานไทยที่จะเดินทางไปเก็บผลไม้ป่า รวมถึงนายจ้างต้องยอมรับเงื่อนไขที่กำหนด โดยหากเป็นการเดินทางไปเก็บผลไม้ป่าในรูปแบบนายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน นายจ้างต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดลูกจ้างจะต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมย์มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ การคุ้มครองและการรักษาสิทธิของแรงงานไทยตลอดจนความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้แก่แรงงานไทย

ระยะยาว – ปรับปรุงแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงานไทยที่ไปเก็บผลป่าที่ราชอาณาจักรสวีเดนและสาธารณรัฐฟินแลนด์ และกำหนดโทษนายจ้าง/ผู้ประสานงานให้ชัดเจน ทั้งต้องหารือระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐฟินแลนด์ เพื่อหาแนวทางในการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือในการจัดส่งแรงงานไทยต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างประเทศ (MOU) หรือถึงแม้ว่าอาจจะต้องใช้ระยะเวลานานก็ตาม เพื่อให้ทั้งสองประเทศร่วมกันในการแก้ไขปัญหาต่อไป

“รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาต่อต้านการค้ามนุษย์ พร้อมเดินหน้าต่อต้านการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง เพื่อปกป้อง คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึงเพื่อขจัดการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในทุกรูปแบบ ” นายคารม ย้ำ

‘เศรษฐา’ ย้ำ คดีบิ๊กโจ๊ก ยึดตามกฎหมาย – ไม่มีช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/571040

17 มี.ค. 2567

19:33 น.

‘เศรษฐา’ ย้ำ คดีบิ๊กโจ๊ก ยึดตามกฎหมาย - ไม่มีช่วย

นายกฯ​ ยืนยันคดี ‘บิ๊กโจ๊ก‘ ยึดตามกฎหมาย ไม่มีช่วย ถูกหมายเรียก ยังไม่ออกหมายจับ ปฎิบัติหน้าที่ต่อได้ ผบ.ตร.ทราบอยู่แล้วควรดำเนินการอย่างไร

นายเศรษฐา​ ทวีสิน​ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์​ หักพาล​ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถูกออกหมายเรียกว่า​ จะต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะปัจจุบัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์​ ถูกออกหมายเรียก ยังไม่ถูกหมายจับ จึงยังปฏิบัติหน้าที่ได้ และระหว่างนี้ ก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม และก็ต้องให้ความยุติธรรมกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์​ด้วย 

นายกรัฐมนตรี ยังยอมรับว่า วันนี้ (17 มี.ค.) ตนได้พบกับพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ และทักทายว่า แต่งตัวผิดหูผิดตา หล่อจนจำแทบไม่ได้​ ซึ่งเป็นชุดนอกเครื่องแบบ และสวมหมวก

ส่วนจำเป็นจะต้องให้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์​ สุขวิมล​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกคำสั่งให้พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์​ หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี​ ระบุว่า ไม่ เพราะเชื่อว่า ผบ.ตร.​ทราบอยู่แล้วว่า ควรทำอย่างไร เพราะ ผบ.ตร.ทราบกระบวนการทางกฎหมาย และขณะนี้ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว และฝ่ายตำรวจ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องแล้ว

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นถูกตั้งคำถามการมาพบนักการเมืองระดับสูง เพื่ออาจเป็นการขอให้ช่วยเหลือหรือไม่ โดยย้ำว่า ไม่มี พร้อมยืนยันว่า ไม่มีการพูดถึงคดีของใครทั้งสิ้น รวมถึงพลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ก็ทราบว่า ตนเองเป็นคนอย่างไร เพราะเรื่องพวกนี้ ตนไม่ยุ่งอยู่แล้ว และให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย พร้อมย้ำว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ส่วนจะต้องเรียกประชุมคณะกรรมการตำรวจ หรือ​ ก.ตร.ในเร็ว ๆ นี้หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะไม่มีการเรียกประชุม ก.ตร.นัดพิเศษ นอกจากมีข้อมูลใหม่ เนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมแล้ว ซึ่งในเดือนนี้ คาดว่า จะมีการประชุมตามปกติ 1 ครั้งในช่วงปลายเดือนนี้

ส่วนเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ จะต้องมีการกำชับ ผบ.ตร.อย่างไรหรือไม่​นั้น นายกรัฐมนตรี​ ย้ำว่า​ เวลาตนเชิญ ผบ.ตร. หรือ​ พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ​ พันธุ์​เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.​มาพูดคุย ก็จะเน้นเรื่องเนื้องานเป็นหลัก หากไม่ใช่เรื่องของประชาชน ตนก็จะไม่ยุ่ง ฉะนั้น เรื่องของกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องว่าไปตามกระบวนการ และเมื่อถึงจุดที่กฎหมาย บอกให้หยุดปฏิบัติหน้า ที่ก็ต้องหยุด แต่ขณะนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่า ยังไม่ถึงจุดนั้น

ส่วนจะต้องมีการกำชับเรื่องการปราบปรามการพนันออนไลน์หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า เรื่องดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ให้ความสำคัญ เพราะการพนันออนไลน์ อยู่ตามแนวตะเข็บชายแดน และตนได้พบกับนายกรัฐมนตรีของสปป.ลาว ในคราวงประชุมอาเซียน-ออสเตรเลีย ก็มีการพูดคุยกันว่า จะต้องมีการทำงานร่วม ระหว่างตำรวจ 2 ประเทศ รวมถึงได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้วด้วย เพราะเรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ