สรุป ปมร้อน ‘ชาดา’ ทำ สภาเดือด เปิดศึก ‘พิเชษฐ์ – รังสิมันต์ โรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569150

16 ก.พ. 2567

12:13 น.

สรุป ปมร้อน 'ชาดา' ทำ สภาเดือด เปิดศึก 'พิเชษฐ์ - รังสิมันต์ โรม'

สรุป ดราม่า สภาเดือด ‘ชาดา’ ทำ สภา ลุกเป็นไฟ เปิดศึก ‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน – รังสิมันต์ โรม’ สองวันติด ปม ป่วนขบวนเสด็จ

ยังคงสร้างสีสันความเดือดทะลุปรอทในสภา ได้อย่างไม่มีแผ่ว สำหรับ เจ้าพ่อแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง “ชาดา ไทยเศรษฐ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังเปิดศึกปะทะคารม ในที่ประชุมสภา 2 วันติด วันแรก “รังสิมันต์ โรม” ติดกันวันถัดมากับ รองประธานสภาฯ “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาล” คมชัดลึก สรุปดราม่า ชาดา ทำสภาเดือด ลุกเป็นไฟ

ยกแรก เปิดศึกสภาเดือด “รังสิมันต์ โรม-ชาดา”

1- ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 14 ก.พ. รับวันวาเลนไทน์ สส.ก้าวไกล “รังสิมันต์ โรม” นำภาพประกอบการอภิปรายฯ ขึ้นสไลด์ ซึ่งเป็นภาพกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า ศปปส. ถ่ายภาพคู่กับ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” พร้อมข้อความที่มีการเซ็นเซอร์บางส่วน อ้างถึงสัญญาณความหวาดกลัว ทั้งที่ต้องห้ามปรามไม่ให้คนฆ่าฟันกัน

2- ทันทีที่ได้ยิน ชาดา ลุกขึ้นตอบโต้ทันควัน สภาร้อนแรงขึ้นทันที ชาดา บอกว่า ผู้ที่อภิปรายส่อเจตนาไม่ดี สร้างความแตกแยก และกำลังจะนำเขาไปสู่ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้ส่วนตัวไม่คิดจะอภิปราย แต่เสียหาย ก็ต้องโต้

ชาดาชาดา

Shot สภาร้อน ยกแรก

รังสิมันต์ โรม : คือมันยังมีความรุนแรง ถ้อยคำจำนวนมาก ที่ถูกเอื้อนเอ่ย ผ่านบุคคลสำคัญจำนวนมาก แม้กระทั่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย ท่านชาดา ไทยเศรษฐ ที่พูดไปไกลถึงการเนรคุณแผ่นดิน

ชาดา : ผู้อภิปรายเมื่อสักครู่ ส่อเจตนาที่ไม่ดี ไม่ดีอย่างมาก สร้างความแตกแยก และคุณกำลังนำผมไปสู่ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับพี่น้องประชาชน

รังสิมันต์ โรม : การปลุกปั่นแบบนี้ ที่ผมพูดมา และอยู่ในญัตติ ที่ท่านฟังไม่จบ เพราะว่าท่านกำลังปลุกปั่นให้สถานการณ์มันร้ายแรง เกินกว่าความเป็นจริงมาก

ชาดา : ถ้าเป็นการแสดงออกด้วยหัวใจของคนไทย ไม่มีปัญหา แต่มันมีขบวนการ มันมีขบวนการในประเทศนี้ ที่จะล้มล้าง ที่จะบั่นทอน อย่าพูดว่าไม่มีนะครับ ถ้าพูดกับผมแบบนี้ ทำกับผมแบบนี้ เดี๋ยวผมจะพูดให้หมด อย่ามาพูดดูดีแต่ปฎิบัติไม่ดี เดี๋ยวผมจะโต้ทุกคนเลยครับที่พูด อย่าครับ อย่ามาขัดแย้งกับผม อย่ามาทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่ามาเล่นใต้ดินกับผม แล้วเรียกร้องไม่ให้คนอื่นเล่นใต้ดิน

3- หลังจากการอภิปรายจบ ปรากฎภาพ ชาดา เดินเข้าไปพูดคุยกับ รังสิมันต์ โรม เหมือนเป็นการเคลียร์ใจกัน แต่ชาดา ยืนยันว่า ไม่ได้เคลียร์ใจ แต่เดินไปตำหนิ ว่า อภิปรายไม่ชัดเจน ทำแบบแอบแฝง เป็นการกระทำที่ไม่ใช่ลูกผู้ชาย

 รังสิมันต์ โรมรังสิมันต์ โรม

ยกสอง เปิดศึกสภาเดือด “ชาดา-พิเชษฐ์”

4- การประชุมสภาผู้แทนราษฎร 15 ก.พ. 2567 หลังเสร็จสิ้นการพิจารณารายงานเรื่องแลนด์บริดจ์ กำลังเข้าสู่วาระการพิจารณาเรื่องใหม่ ชาดา ได้ลุกขึ้นตำหนิ การทำหน้าที่ของ “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” ประธานในที่ประชุม ที่ปล่อยให้มีการปล่อยภาพออกมา เหมือนทำตัวไม่เป็นกลาง พร้อมเรียกร้องให้ขอโทษ

5- แต่การเอื้อนเอ่ยของชาดา ไม่ได้รับความสนใจจากนายพิเชษฐ์ ยังปล่อยให้การประชุมดำเนินต่อไป ทำให้นายชาดาตะโกนสวนมาทันทีว่า “ประธานอยากคุยกับผมข้างนอกใช่ไหมครับ” ซึ่งนายพิเชษฐ์ตอบกลับว่า “เดี๋ยวผมทำหน้าที่ของผมก่อน ผมไม่ใช่นักเลง ไม่ใช่เจ้าพ่อ” ทำสภาเดือดขึ้นมาทันที

พิเชษฐ์พิเชษฐ์

shot สภาร้อน ยกสอง

ชาดา : ประธานพูดเอง แล้วใครนักเลง

พิเชษฐ์ : เดี๋ยวผมทำหน้าที่เสร็จแล้วเจอกันข้างนอก

ชาดา : ครับ ตอนไหนก็ได้ สำหรับผม แต่ประธานพูดเองว่า เจอกันข้างนอก

นอกจากนั้น นายชาดายังให้ขอให้นายพิเชษฐ์ถอนคำพูด คำว่า “นักเลง” ซึ่งนายพิเชษฐ์ยอมถอนคำพูด แต่ยังพูดต่อไปว่า “แล้วไปเจอกันข้างนอก” ก่อนจะตัดบทเข้าสู่วาระการประชุมต่อไป

“ภูมิธรรม” ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญ “สิทธิเสรีภาพสื่อ” ภายใต้ รธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569105

15 ก.พ. 2567

15:34 น.

"ภูมิธรรม" ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญ "สิทธิเสรีภาพสื่อ" ภายใต้ รธน.

“ภูมิธรรม” รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญ “สิทธิเสรีภาพสื่อ” ภายใต้รัฐธรรมนูญ ชี้หากล่วงเกินต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้ตอบกระทู้ถามของน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถึงการแก้ไขปัญหาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และการฟ้องสื่อมวลชนโดยเปรียบเทียบการกำจัดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวชนในยุค คสช.เปรียบเทียบกับกรณีล่าสุด ที่มีการจับกลุ่มผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไท ที่ไปทำข่าวกลุ่มเยาวชนพ่นสีกำแพงวัดพระแก้ว ซึ่งการดำเนินคดี ไม่มีหมายเรียกมาก่อน โดยยืนยันว่า รัฐบาล เข้าใจความห่วงใยของผู้ตั้งกระทู้ถามต่อการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน 

และรัฐบาลเห็นความสำคัญ เรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน รวมถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน พร้อมย้ำว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่การใช้สิทธิเสรีภาพแต่ละส่วนจะต้องเป็นไปตามอำนาจที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ หากมีสิ่งใดที่ล่วงเกิน หรือละเมิด ก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม 

และกรณีดังกล่าว ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว หมายจับนั้นออกมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งกระบวนการยุติธรรมรัฐบาลไม่สามารถก้าวก่ายล้วงลูกได้ และอำนาจรัฐบาลไม่ได้เหนือกฎหมาย พร้อมขออย่าพึ่งด่วนสรุปว่า รัฐบาลจะปิดปากสื่อมวลชน จึงขอให้ดูกระบวนการยุติธรรมก่อน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นายภูมิธรรม ยังเรียกร้องไปยังผู้ตั้งกระทู้ถามถึงการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อ ไม่ละเมิดเสรีภาพในการทำงาน ไม่ให้ถูกเซ็นเซอร์ฟ้องร้องปิดปากว่า อย่ากังวลใจ หรือหมกมุ่นกับสิ่งที่เคยเกิด หรืออย่าจินตนาการต่อเนื่อง เพราะยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ ให้ความเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน และสื่อมวลชน 

พร้อมยกตัวอย่างการเขียนวิเคราะห์บทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของสื่อมวลชน ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใด ๆ กลับ แม้จะเป็นเนื้อหาที่รุนแรง พร้อมขออย่านำบางเรื่องมาหยิบยก แล้วกล่าวหาว่ารัฐบาลคุกคามสื่อ และขอให้อยู่กับความเป็นจริง

นายกฯ นำทัพครม.ทัวร์อีสาน ติดตามนโยบาย 30 บาท-ประมงน้ำจืด-หนองวัวซอโมเดล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569103

15 ก.พ. 2567

15:15 น.

นายกฯ นำทัพครม.ทัวร์อีสาน ติดตามนโยบาย 30 บาท-ประมงน้ำจืด-หนองวัวซอโมเดล

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ นำทัพครม. เตรียมลงพื้นที่ภาคอีสานตรวจราชการ จ.นครพนม สกลนคร อุดรธานี 17-19 ก.พ.นี้ ติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ทั้ง 30 บาท-ประมงน้ำจืด-หนองวัวซอโมเดล หารือแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาของ 3 จังหวัด พร้อมพบปะปชช.

นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมลงพื้นที่ตรวจราชการ จังหวัดนครพนม สกลนคร และอุดรธานี ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2567 เพื่อตรวจติดตามโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล 

เช่น ด้านการท่องเที่ยว สถานการณ์การส่งออกและพื้นที่ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ ด่านศุลากรจังหวัดนครพนม ปัญหาความเดือดร้อนเรื่องการทำประมงน้ำจืด และการบริหารจัดการน้ำ เยี่ยมชมพื้นที่ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาคุณภาพดิน การจัดการแหล่งน้ำ ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร การพัฒนาจังหวัดสกลนครเป็นเมืองนวัตกรรมการเกษตร นโยบาย 30 บาทรักษาได้ทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว มอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้กับผู้เช่าที่ราชพัสดุตามโครงการ “หนองวัวซอโมเดล” จังหวัดอุดรธานี พร้อมหารือแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาของทั้งสามจังหวัด และพบปะประชาชนในพื้นที่

โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และนายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ร่วมคณะตรวจราชการ โดยนายกรัฐมนตรีมีภารกิจ ดังนี้

วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานนครพนม ต.บ้านผึ้ง อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยว ณ หมู่บ้านมิตรภาพไทย – เวียดนาม อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ หมู่บ้านนาจอก ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่ด่านศุลกากรจังหวัดนครพนม สะพานมิตรภาพไทย – ลาว แห่งที่ 3 ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เพื่อติดตามสถานการณ์การส่งออกและพื้นที่ศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยจะมีการติดตามและพิจารณาในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการของด่านศุลกากรฯ และการพัฒนาพื้นที่ อาทิ สถานการณ์การนำเข้า – ส่งออกสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม โครงการศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม และถนนสายเชื่อมศูนย์ซ่อมอากาศยาน – ศูนย์กลางการค้าส่งชายแดน บริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 – ถนนเชื่อมทางหลวงแผ่นดินหมายเลย 212 อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

สำหรับในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะประชุมหารือแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาของจังหวัดนครพนม ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยนครพนม ต.มะขามเฒ่า อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม โดยจะได้พิจารณาแผนงานและโครงการที่จังหวัดนครพนมขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้แก่ โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและการบริหารจัดการน้ำ การยกระดับเมืองรองเป็นเมืองหลัก Medical & Wellness Hub การเที่ยวชุมชน ยลวิถี ชุมชนคุณธรรมฯ บ้านท่าเรือ อำเภอนาหว้า และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP พร้อมกับเยี่ยมชมนิทรรศการของดีประจำ 12 อำเภอ ภายใต้ 3MUST (Eat Travel Visit) ณ บริเวณ ชั้น 1 หอประชุมมหาวิทยาลัยนครพนม ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เพื่อร่วมงานนมัสการพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และพบประชาชน แล้วออกเดินทางไป จ.สกลนคร โดยในช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีจะพบประชาชน ณ ตลาดเทศบาลนครสกลนคร ต.ดงมะไฟ อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปสักการะพระธาตุเชิงชุม ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะร่วมหารือประเด็นความเดือดร้อนเรื่องการทำประมงน้ำจืดและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่หนองหาร ณ สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา เสร็จแล้วจะเดินทางต่อไปยังวัดถ้ำผาแด่น ต.ดงมะไฟ อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร เพื่อพูดคุยประเด็นการพัฒนาจังหวัดสกลนครเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศาสนา ณ วัดถ้ำผาแด่น 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยยาง อ.เมืองสกลนคร จ.สกลนคร เพื่อเยี่ยมชมพื้นที่ต้นแบบในการแก้ไขปัญหาคุณภาพดิน การจัดการแหล่งน้ำ และประชุมหารือแผนพัฒนาและแก้ไขปัญหาของจังหวัดสกลนคร โดยจะมีการพิจารณาประเด็นการพัฒนาที่สำคัญของจังหวัดสกลนคร อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และอาหาร (Gastronomy Tourisms) และการพัฒนาและยกระดับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ โดยการใช้นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี

ส่วนในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ผ้าย้อมคราม “วิชชาลัยดอนกอย วิถีแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน” ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ซึ่งบ้านดอนกอยเป็นชุมชนมีชื่อเสียงทางด้านมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมการทอผ้าของไทย โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าอย่างครบวงจร ซึ่งได้มีการพัฒนาลวดลาย ดีไซน์ที่ทันสมัย สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบของประเทศ โดยมีปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ พลังแห่งการรู้รักสามัคคีของชาวบ้านและผู้นำในการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาหมู่บ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่นและหลากหลาย และการพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับภูมิสังคมและร่วมสมัย การบริหารจัดการตามหลักธรรมภิบาล และการบูรณาการขับเคลื่อนงานพัฒนาหมู่บ้าน ด้วยเครือข่ายพัฒนาชุมชน 

ต่อจากนั้น นายกรัฐมนตรีจะพบปะประชาชน และติดตามนโยบาย 30 บาท รักษาได้ทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ณ โรงพยาบาลบ้านม่วง ต.ม่วง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะหารือประเด็นการพัฒนาจังหวัดสกลนครเป็นเมืองนวัตกรรมการเกษตร และชมผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตร จับคู่ความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและเกษตรกร ณ อ่างเก็บน้ำห้วยโทง ต.วานรนิวาส อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ด้วย

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในวันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีจะมอบสัญญาเช่าที่ราชพัสดุให้กับผู้เช่าที่ราชพัสดุตามโครงการ “หนองวัวซอโมเดล” และเยี่ยมชมนิทรรศการวิสาหกิจชุมชนในการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ณ ที่ว่าการอำเภอหนองวัวซอ ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี จากนั้นช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะประชุมหารือแผนพัฒนาของจังหวัดอุดรธานี โดยจะมีการพิจารณาประเด็นการพัฒนาที่สำคัญของจังหวัด อาทิ แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทะเลวัวแดง และการกำจัดวัชพืช การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดอุดรธานี การเตรียมการจัดงานพืชสวนโลก ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากุมภวาปี ต.เวียงคำ อ.กุมภาวาปี จ.อุดรธานี เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีเดินทางต่อไปยังโครงการเหมืองแร่โพแทช ต.หนองไผ่ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี เพื่อพูดคุยแผนงานมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง และแผนการฟื้นฟูเหมืองแร่โพแทซ ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ ในเวลาประมาณ 16.15 น. ทั้งนี้ กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม

“การเดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.นครพนม สกลนคร และอุดรธานี ครั้งนี้ของนายกฯ เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลและนายกฯ ให้ความสำคัญอย่างมากในการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนและบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยนายกฯ ได้เน้นย้ำให้ความสำคัญในการดึงและใช้ศักยภาพด้านต่าง ๆ ที่แต่ละพื้นที่หรือจังหวัดมีอยู่ มาพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเกษตร สถานที่ท่องเที่ยว ศิลปะ ประเพณีวัฒนธรรมของท้องถิ่น ฯลฯ ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม รวมถึงการดูแลระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เพื่อการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนด้วย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

โฆษกกลาโหม เผย ‘ในหลวง​’ มีรับสั่งปรับ ‘ขบวนเสด็จ’ ให้เหมาะสม นานแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/569094

15 ก.พ. 2567

13:45 น.

โฆษกกลาโหม เผย 'ในหลวง​' มีรับสั่งปรับ 'ขบวนเสด็จ' ให้เหมาะสม นานแล้ว

โฆษกกระทรวงกลาโหม เผย ‘ในหลวง’ ทรงห่วงใยประชาชน ทรงรับสั่ง​ปรับขบวนเสด็จนานแล้ว ด้าน ‘สุทิน​’ กำชับเหล่าทัพเกาะติดกลุ่มป่วน​ หากเกินมือตำรวจ ทหารพร้อมออก​ เชื่อมีเบื้องหลังคนจุดชนวน​ 6 ตุลา

15 ก.พ. 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) นายสุทิน​ คลังแสง​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​ เปิดเผยภายหลังประชุมสภากลาโหมถึงการปกป้องสถาบัน หลังนักกิจกรรมบีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ว่า ในการประชุมสภากลาโหมวันนี้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าว และก่อนหน้านี้ก็เฝ้าติดตามสถานการณ์เรื่องนี้มาโดยตลอด พร้อมสั่งการทุกเหล่าทัพที่มีหน้าที่ในเรื่องดังกล่าว ได้เกาะติดสถานการณ์ และสกัดกั้นไม่ให้เกิดเหตุการณ์อีก 

ทั้งนี้ ในการถวายอารักขาความปลอดภัย​  กองทัพถือว่าเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด​ แต่ยังมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงคือตำรวจ และในส่วนพระองค์​ ซึ่งทางกองทัพให้การสนับสนุนและเฝ้ามอง​ ถ้าหากเกินกำลังของทั้ง​ 2 หน่วย​ กองทัพพร้อมตลอดเวลา​ วันนี้ทั้งงานด้านการข่าว การสกัดกั้นความเคลื่อนไหว กองทัพทำอยู่ และจะทำทุกวิถีทางไม่ให้เกิดเรื่องนี้ขึ้นอีก

สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม

นอกจากนี้ กองทัพยังสามารถแสดงจุดยืนได้อย่างเต็มที่​ในกรอบ​ ระเบียบ​วินัย​ ซึ่งในช่วง​ 2-3 วันที่ผ่านมา​ กองทัพก็ทำอยู่ในเกณฑ์ที่พองาม เราจะไม่ก้าวเกินจนถึงขนาดไปคุกคาม หรือละเมิดสิทธิของประชาชน เราต้องคำนึงถึง 2 เรื่องนี้​

เมื่อถามว่า มีหลายฝ่ายกังวลว่าเหตุการณ์​ดังกล่าวจะนำไปสู่​  6 ตุลาคม​ 2519 นายสุทิน​ กล่าวว่า​ เราก็ระมัดระวังเรื่องนี้ แม้จะต้องถวายอารักขาความปลอดภัยเต็มที่ แต่ก็ต้องใช้สติปัญญา โดยนำประสบการณ์ในอดีตมาดู หากเราไม่ดูแล และไม่ละเอียดอ่อน อาจจะเกิดผลในอีกทางหนึ่ง และเชื่อว่าอาจมีคนคิดทำเช่นนั้นอยู่ เราก็เฝ้ามอง รู้ทัน​ และจะไม่ตกเป็นเครื่องมือ จนปล่อยให้สถานการณ์เลยเถิดไปขั้นนั้น

เมื่อถามว่า การทำไอโอในช่วงนี้ หลังมีเรื่องป่วนขบวนเสด็จ จะทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไร นายสุทิน กล่าวว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายเรื่องการประชาสัมพันธ์ หรือ ไอโอ ต่อกองทัพว่า ให้ประชาสัมพันธ์เฉพาะผลงานรัฐบาล อย่าเอาไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ก็คงเป็นการทำความเข้าใจ ว่าอะไรควร ไม่ควร ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นการเตือนสติเท่านั้น คนในประเทศเรามีหลายระดับ มีผู้ใหญ่มีเด็ก มีคนมีวุฒิภาวะ และไม่มีวุฒิภาวะ การให้การศึกษาเรียนรู้ ตักเตือนกัน ถือว่าเป็นเรื่องทำได้ ไม่มีปัญหา

รมว.กลาโหม พร้อม คณะทำงาน ผูกเนคไทสีม่วง เพื่อถวายกำลังใจ กรมสมเด็จพระเทพฯรมว.กลาโหม พร้อม คณะทำงาน ผูกเนคไทสีม่วง เพื่อถวายกำลังใจ กรมสมเด็จพระเทพฯ

เมื่อถามว่ามีความเห็นพ้องกับ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือไม่ กรณีที่ว่ามีกลุ่มอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของกลุ่มเด็กๆ นายสุทิน ระบุว่า เมื่อวานนี้ตนไม่ได้ดูการประชุมสภา แต่มีคนมาเล่าให้ฟังว่าสภาเดือด ซึ่งไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องที่หยิบยกขึ้นมา ก็เป็นเรื่องที่พูดกันมาตลอด ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งการเคลื่อนไหวใดๆ ก็มีที่มาที่ไป

ทั้งนี้ นายสุทิน​ ยังฝากถึงประชาชนทุกกลุ่ม ว่าควรคำนึงถึง​กฎหมาย​และประเพณี​จารีต​ที่ดีงามของคนไทย​ สิ่งไหนควรไม่ควร และอยากให้ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อประเทศให้มาก การใดที่เราทำไป อาจถูกใจเรา สะใจเรา แต่ไปกระทบจิตใจคนไทยอีกฝ่ายหนึ่ง จะเกิดความขัดแย้งได้ และเมื่อเกิดแล้วก็จะเสียหายกับทุกคน อยากให้คิดเรื่องนี้ให้มาก ระมัดระวังว่าคนในประเทศไม่ได้คิดเหมือนกัน

ส่วนที่ได้ประเมินสถานการณ์หรือไม่ เรื่องการขวางขบวนเสด็จ  และในสัปดาห์นี้หน้านี้นายทักษิณ​ ชินวัตร​ อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษ​ อาจมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ สถานการณ์จะรุนแรงขึ้นหรือไม่​ นายสุทิน​ กล่าวว่า คงไม่แรงขึ้น แต่เหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย เราก็ต้องระวังอยู่ แต่จากการประเมินในขณะนี้เชื่อว่าไม่มีเหตุการณ์ในลักษณะนั้น เพราะหากเกิดแล้ว​ ทุกคนทราบว่ากระทบจิตใจกัน

ทั้งนี้ ภายหลังการให้สัมภาษ​ณ์ นายสุทิน​ ได้นำคณะทำงานที่สวมเนคไทสีม่วง​ ซึ่งเป็นสีประจำพระองค์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มายืนโชว์สื่อมวลชน​ พร้อมทั้งระบุว่า​ การสวมเนคไทวันนี้ไม่ได้เป็นการแสดงจุดยืน หรือแสดงอะไร​ แต่เป็นการถวายกำลังใจมากกว่า และอยากให้กระตุ้นเตือนคนไทยทุกคน​ พร้อมทั้งยอมรับว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราได้เห็นบรรยากาศความขัดแย้งของคนภายในประเทศ ตั้งแต่ระดับฝ่ายบริหาร เช่น​ ในรัฐสภา มวลชน เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน​ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ต้องระวัง พอเกิดอะไรขึ้นมาก็ซวยกันทั้งหมด​

ด้าน ​พลเรือตรี​ ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันไม่มีการปิดการจราจรเมื่อมีขบวนเสด็จฯ นานแล้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากขบวนเสด็จฯ ทั้งขบวนเสด็จฯของพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ จึงทรงมีพระราโชบาย มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำหนดแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้มีความเหมาะสม มีการจัดช่องทางให้เสด็จฯ ในส่วนของพระองค์ และช่องทางของประชาชน

 ​พลเรือตรี​ ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม​พลเรือตรี​ ธนิตพงศ์ สิริเศวตศักดิ์ โฆษกกระทรวงกลาโหม

ในส่วนของฝ่ายความมั่นคง ก็จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2557 และ 2560 และดำเนินการถวายพระเกียรติต่างๆ ในการปฏิบัติภารกิจ ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568997

13 ก.พ. 2567

21:33 น.

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

ดินเนอร์ชื่นมื่น “อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมฯ ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช. นายกฯ ขอ 314 เสียง เป็นลมใต้ปีกให้รัฐบาลประชาชน เจอเซอร์ไพรส์เบิร์ดเดย์

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 เวลา 19.00 น. นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางถึงโรงแรม Eastin แกรนด์พญาไท  กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมงานเลี้ยง กระชับความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล “ร่วมมือร่วมใจรัฐบาลประชาชน” โดยได้ขึ้นลิฟต์มาที่ห้องแกรนด์บอลลูม พร้อมกับ อุ๊งอิ๊ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ สส.พรรคร่วมรัฐบาล พรรคการเมืองอื่นๆ ต่างยืนรอให้การต้อนรับที่จุดลงทะเบียน และนับเป็นการดินเนอร์ครั้งที่3 ของพรรคร่วมรัฐบาล11 พรรคการเมือง 314 เสียง

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เจอเซอร์ไพรส์เบิร์ดเดย์ ล่วงหน้านายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ เจอเซอร์ไพรส์เบิร์ดเดย์ ล่วงหน้า

โดยนายกรัฐมนตรี ได้ทักทาย สส.พรรคร่วมรัฐบาล และสื่อมวลชน ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะแวะเข้าไปบริเวณบูธถ่ายภาพที่จัดเตรียมไว้ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพที่ระลึกพร้อมกับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้นำป้ายข้อความ “เมษาหน้าร้อนมีเธออ่ะน่าร้าก” มาถ่ายคู่กับนายอนุทิน โดยนายกรัฐมนตรี ได้โอบไหล่นายอนุทิน ก่อนที่สื่อมวลชนจะแซวนายกรัฐมนตรี ว่า อย่ายืนเฉยๆ นายกรัฐมนตรีจึงทำปากจู๋ หันไปคล้ายจะจุ๊บแก้มนายอนุทิน ทำให้นายอนุทิน เผลอกรี๊ดเสียงหลง และยกมือไหว้นายกรัฐมนตรี ก่อนพูดว่า “ขาอ่อนเลย”

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

จากนั้นนายอนุทิน ได้นำรูปสติ๊กเกอร์ที่ปริ้นท์ออกมาโชว์ให้ สื่อมวลชนได้ดู และก่อนที่จะเดินเข้าไปยังห้องจัดเลี้ยง นายอนุทินยังได้หยิบป้ายข้อความว่า ”ไม่หล่อแต่โอนไว“ มาโชว์ให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพด้วย

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ร่วมงานดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลครั้งที่ 3 ที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าภาพนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ร่วมงานดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลครั้งที่ 3 ที่น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าภาพ

ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาลชื่นมื่น

น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เจ้าภาพงานเลี้ยงดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล

ปรากฏว่างานเลี้ยงดินเนอร์ครั้งที่ 3 ของพรรคร่วมรัฐบาล ที่มี อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าภาพนั้น มีบรรดารัฐมนตรี ที่ปรึกษารัฐมนตรี หัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล และ สส. ต่างทยอยเดินทางมาที่ห้องแกรนด์บอลลูมอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายสมศักดิ์เทพสุทิน เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี , นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
 

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย , นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ,ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,นายวราวุธ ศิลปอาชา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ  ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนากล้า ,นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นต้น

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

อุ๊งอิ๊ง ขอบคุณพรรคร่วมฯ 6 เดือนทำงานราบรื่น

ขณะที่บรรยากาศระหว่างช่วงรับประทานอาหารภายในงานเลี้ยง ร่วมมือร่วมใจ รัฐบาลประชาชน ของพรรคร่วมรัฐบาล เมื่อเข้าสู่ช่วงพิธีการ น.ส.แพทองธาร ในฐานะเจ้าภาพการจัดเลี้ยงในวันนี้ ขึ้นกล่าวต้อนรับและทักทาย คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยฯ ที่ปรึกษารัฐมนตรี และ สส. พรรคร่วมรัฐบาล ว่า “วันนี้ดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงวันนี้ ตั้งใจว่าหลายท่านคงรอว่าใคร เป็นเจ้าภาพและจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ โดยพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคก็อยากเป็นเจ้าภาพแน่นอน”

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

“ตั้งแต่เราตั้งรัฐบาลมา ก็จะเข้าเดือนที่ 6 แล้ว การทำงานทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ต้องขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือในหลายเหตุการณ์ หรือในหลายโอกาสที่จะให้ความร่วมมือกันได้ก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ทั้งปัญหาเศรษฐกิจของบ้านเมืองที่มีมาอย่างยาวนานต้องขอบคุณทุกคนที่มาร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาให้กับประชาชน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ และภายใต้การนำของ นายเศรษฐา เราได้เกิดงานครั้งนี้ขึ้น และทานข้าวร่วมกัน วันนี้ก็มาแลกเปลี่ยนกัน อยากให้บรรยากาศเป็นไปอย่างสบาย ๆ เพราะเวลาที่เจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล หรืออาคารรัฐสภา ก็จะเป็นการคุยเรื่องงาน วันนี้จึงอยากให้คุยในเรื่องสบาย ๆ เบา ๆ บ้าง” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกท่านสนุกกับงานนี้ หวังว่าดินเนอร์ครั้งถัดไป จะอยู่ไม่ไกลเกินไป เพื่อให้เราได้รู้จักกัน และพูดคุยกันมากขึ้น รวมถึงอยู่ทำงานด้วยกัน รับใช้พี่น้องประชาชน และพระเจ้าอยู่หัวฯ ของเราอย่างเต็มที่ต่อไป

นายกฯขอ 314 เสียงเป็นลมใต้ปีกรัฐบาลของประชาชน

จากนั้นนายเศรษฐา ขึ้นกล่าวบนเวทีว่า วันนี้ถือเป็นโอกาสที่รัฐบาลของประชาชน 314 เสียง ได้มารวมตัว สังสรรค์กัน เวลาเจอกันที่ทำเนียบรัฐบาล หรือ สภาฯ ก็หมกมุ่นคุยแต่เรื่องงาน ตั้งแต่เข้ามาการเมือง ก็เจอแต่ สส. พรรคเพื่อไทย วันนี้มาได้เจอ สส. พรรคร่วมรัฐบาลขอขอบคุณ สำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น วันนี้หากใครมา ขอถ่ายรูปด้วยก็ต้องขอโทษด้วยถ้าเกิดไม่รู้จักหรือว่ายังไม่คุ้นเคย แต่หวังว่าจะมีการพบปะสังสรรกันแบบนี้บ่อยๆ 

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

“วันนี้เราเป็นรัฐบาลของประชาชนได้มาบริหารจัดการประเทศประมาณ 5 เดือน ที่ผ่านมามีอุปสรรคเยอะ ต้องขอขอบทุกท่านในที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาฯ ที่ช่วยกันปกป้องตอบคำถาม เป็นพี่เลี้ยงในการช่วยเหลือผมตอบคำถามต่างๆ และครั้งนี้ถ้าไม่มีทุกคนก็คงเหนื่อย วันนี้ก็ขอให้ทุกท่านเป็นลมใต้ปีของรัฐบาลประชาชนชุดนี้ต่อไป”นายเศรษฐา กล่าว

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

เศรษฐา เจอเซอร์ไพรส์เบิร์ดเดย์

ทั้งนี้ แกนนำพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล ได้นำเค้กมาร่วมร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ให้กับ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ล่วงหน้า ซึ่งจะมีอายุครบ 62 ปี ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้เดิน ทักทาย สส.พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาบแต่ละโต๊ะ โดย สส. ได้กล่าวขอบคุณและอวยพรวันเกิดนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า และได้ขอถ่ายรูปเซลฟี่กับนายกรัฐมนตรี 

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เดินไปที่ซุ้ม ก๋วยเตี๋ยวเรือ โดยระหว่างนั้นพิธีกรบนเวทีได้กล่าวแซวนายกฯ ว่าน่าจะเดินไปหยิบก๋วยเตี๋ยวเรือ ซึ่งเป็นอาหารโปรดของนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ไปหยิบก๋วยเตี๋ยวเรือเดินกลับมานั่งรับประทานที่โต๊ะ และร่วม รับฟังการแสดงจากวงดนตรีที่ทางพรรคเพื่อไทยได้จัดเตรียมมา

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีช่วงนึงที่พิธีกรยังได้ถามว่างานเลี้ยงครั้งต่อไปพรรคการเมืองใดเป็นเจ้าภาพ ทำให้นายอนุทินได้ยกมือขึ้น แสดงความประสงค์ ที่เป็นเจ้าภาพการจัดเลี้ยงครั้งต่อไป

ในช่วงท้ายของงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยพร้อมด้วยรัฐมนตรีและ สส.จากพรรคเพื่อไทยได้ร่วมร้องเพลงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในเพลง “ขอให้เหมือนเดิม”

มท.1-ชาดา ฮัมเพลง”เราและนาย”

นอกจากนี้นายอนุทิน พร้อมด้วยนายชาดา ได้ร่วมกันร้องเพลง “เราและนาย” โดยมีน.ส.แพทองธาร ยืนปรบมืออยู่ข้างๆ โดยในช่วงท้ายของเพลง บรรดา สส.ภูมิใจไทย ได้ตะโกนง่า “รัฐบาลตลอดไป”

รมว.เกษตร โชว์ลูกคอร้องเพลง”กลับมาทำไม”

จากนั้นได้ร่วมถ่ายรูปหมู่ และร้องเพลง ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ ก่อนที่ ร้อยเอกธรรมนัสจะโชว์ลูกคอร้องเพลง “กลับมาทำไม” โดยมีนายอนุทิน ออกสเต็ปวาดลวดลายอยู่ด้านล่างเวที พร้อมกับ น.ส.เเพรทองธาร และ นายชาดา รวมถึงสส.คนอื่นๆอีกด้วย

“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.
“อุ๊งอิ๊ง” ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาล ทำงาน 6 เดือนราบรื่น ขอทำเพื่อในหลวง-ปชช.

“ภูมิธรรม” ยัน “ดินเนอร์พรรคร่วม-สส.” เย็นนี้ ไร้นัยยะทางการเมือง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568969

13 ก.พ. 2567

16:13 น.

"ภูมิธรรม" ยัน "ดินเนอร์พรรคร่วม-สส." เย็นนี้ ไร้นัยยะทางการเมือง

“ภูมิธรรม” ยัน “ดินเนอร์พรรคร่วม-สส.” เย็นนี้ไร้นัยยะทางการเมือง บอกหารือวาระประชาชน ไม่หวั่น เวที สว.อภิปราย ไม่ต้องเตรียมตัวแค่เตรียมใจ รับฟังพร้อมชี้แจง ยัน กรณีคนชั้น 14 ไม่เกี่ยวรัฐบาล โยนเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการรับประทานอาหารร่วมกับพรรคร่วมและ สส.หรือ  “ดินเนอร์พรรคร่วม-สส.” เย็นนี้ มีนัยยะใดหรือไม่ว่า ไม่มีนัยยะสำคัญไม่ได้พิเศษไปกว่าทุกครั้ง ที่ผ่านมาการรับฟังปัญหาและความเห็นต่างๆ อย่างใกล้ชิดถือเป็นเรื่องที่ดี

 เพราะฉะนั้น การเจอครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่เจอกันในห้องประชุม เมื่อประชุมเสร็จก็แยกย้ายกัน จึงไม่ได้พูดคุยกัน ดังนั้น เวทีวันนี้จึงเป็นการให้พรรคร่วมรัฐบาล สส.ทุกพรรค ฝ่ายบริหารและคณะรัฐมนตรี ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 

ส่วน สส. เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจในวันศุกร์ก็จะแยกย้ายกลับไปในพื้นที่ของตน วันนี้ก็จะได้มาสะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ได้ทำไปแล้ว ว่าได้ประโยชน์อย่างไรจะได้มั่นใจในสิ่งที่ทำมากขึ้น เพราะฉะนั้นนัยยะสำคัญในวันนี้คือทำงานอย่างไรให้ตอบสนองประชาชนให้ได้มากที่สุดและทำให้ได้ดีที่สุด เรื่องอื่นไม่ต้องไปคิด คณะรัฐมนตรีแตกเลยต้องมาเจอ ขออย่าคาดเดา

ส่วนที่ สว. จะเปิดอภิปรายตามมาตรา 153 นั้น การรับประทานอาหารในวันนี้จะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนได้พูดไปหลายครั้งแล้ว ไม่มีอะไรที่จะต้องเตรียมรับมือ เพราะเป็นการอภิปรายที่เสนอแนะความคิดเห็น ไม่ใช่ว่าจะต้องมายกมือตัดสินว่า รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ เพราะฉะนั้น การรับฟังความเห็นจึงไม่ต้องเตรียมตัว เราเป็นเพียงผู้รับฟัง ส่วนในทางปฏิบัติหลายๆเรื่องเราทำอยู่แล้ว หากเสนอแนะมาไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เรามีอยู่ก็สามารถอธิบายและชี้แจงได้ ไม่ต้องเตรียมการอะไรเพียงแต่เตรียมใจไปรับฟัง และฟังให้กว้างที่สุด

ส่วนจะเป็นการชี้แจงกรณีที่เชื่อมโยงกับชั้น 14 ด้วยหรือไม่นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องชั้น 14 ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาล เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ท่านตัดสินใจเข้ามาประเทศก็ถือว่าตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนผู้ที่จะได้ประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากจะทำ ควรจะทำ และควรทำให้เป็นไปตามหลักสากล ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาก็เป็นประเด็นที่ควรจะทำ เพราะต้องการแก้ไขปัญหาคนล้นคุก

ส่วนจะเป็นการทำเพื่อคนๆเดียวหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า เขาทำกันก่อนที่ท่านจะกลับเข้ามาอีก ทำเพื่อคนส่วนใหญ่อยู่แล้วไม่ได้ทำเพื่อคนๆเดียว

“อุ๊งอิ๊ง” เผยข่าวดี หลังมีชื่อ“ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ “จะขนลูกไปดูแล”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568961

13 ก.พ. 2567

15:18 น.

“อุ๊งอิ๊ง” เผยข่าวดี หลังมีชื่อ“ทักษิณ” ได้รับการพักโทษ "จะขนลูกไปดูแล"

“อุ๊งอิ๊ง” รับเป็นข่าวดีหลังมีชื่อ “ทักษิณ” ได้รับพักโทษ ถูบ้านจันทร์ส่องหล้ารอ พร้อมจะขนลูกไปดูแล เชื่อหากได้พักโทษ หมออนุญาต จะออกมาพบประชาชนแน่นอน ย้ำทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการเหมือนนักโทษคนอื่น

ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นหนึ่งใน 900 กว่ารายชื่อที่ได้รับการพักโทษ ว่า ก่อนหน้านี้ยังไม่ทราบถึงรายชื่อ เพิ่งทราบจากข่าวออนไลน์ แต่ครอบครัวก็ทราบในหลักการ ที่ผ่านมายังไม่ได้เคยได้รับการยืนยัน เพิ่งทราบพร้อมประชาชน พร้อมยอมรับว่าเป็นข่าวดีของเช้านี้

ส่วนจะได้เห็นตัวนายทักษิณหรือไม่นั้น ตนยังไม่แน่ใจว่าขั้นตอนเป็นอย่างไร แต่เมื่อนายทักษิณกลับบ้าน แล้วได้พัก และหมออนุญาตก็คิดว่านายทักษิณจะออกมาข้างนอกแน่นอน เพราะนอนอยู่ในห้องมา 6 เดือนแล้ว ตอนนี้อยากให้พักผ่อนให้สบายใจเพื่อให้ออกมาอย่างแข็งแรง

ส่วนจะต้องรักษาตัวต่อหรือไม่นั้น เบื้องต้นหมอยังไม่ได้บอก แต่เคยคุยว่าถ้าได้รับการพักโทษจะให้หมอไปดูที่ตรวจเช็คสุขภาพที่บ้าน ส่วนสถานที่พักหลังจากนี้ยังคงเป็นบ้านจันทร์ส่องหล้า ซึ่งมีการเตรียมทำความสะอาดไว้แล้ว

สำหรับวันที่ครบกำหนดพักโทษจะเป็นวันที่ 18 ก.พ.หรือ 22 กุมภาพันธ์ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่าต้องถามกรมราชทัณฑ์ว่าใช้หลักเกณฑ์อย่างไร ซึ่งในการประเมินการพักโทษประกอบด้วยหลายอย่าง ไม่ใช่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง และผู้ได้รับสิทธิ์พักโทษ ไม่ใช่แค่นายทักษิณ และนายทักษิณก็ผ่านกระบวนการนี้เหมือนทุกคน

ส่วนกังวลหรือไม่ว่าจะมีหลายกลุ่มออกมาคัดค้านการพักโทษ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า “นายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำประโยชน์กับประเทศมากมาย แม้จะออกจากประเทศไป 17 ปี ตลอด 17 ปีนี้มีหลายคนไม่รู้จัก หากได้รู้จักและทราบว่าได้ทำประโยชน์กับประเทศมากมาย ได้รับความยุติธรรมและไม่ยุติธรรมปะปนกันไป 

ที่ผ่านมาครอบครัวให้ความมั่นใจกับนายทักษิณว่าการกลับมารับโทษในที่จำกัดตลอด 6 เดือน ในวัย 75 ปี วันนี้ถึงเวลาได้พักโทษ ได้กลับบ้านก็ขอให้มีกำลังกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ เพื่อออกมาใช้ชีวิตในเมืองไทย ได้อย่างมีความสุข และหวังว่าถ้าไปที่ไหนก็จะมีแต่คนรอรับตามที่เคยตั้งความหวังไว้ ว่าจะออกไปพบปะประชาชน และหวังว่าหลังจากพักโทษและกลับบ้านแล้วทุกอย่างจะเรียบร้อยดี”

เมื่อถามว่า จะไปดูแลคุณพ่อที่บ้านจันทร์ส่องหล้าหรือไม่ หลังจากที่ได้รับการพักโทษแล้ว น.ส.แพทองธาร ถามกลับมายังผู้สื่อข่าวว่า “อยากให้ลองเดา” มีผู้สื่อข่าวตอบกลับไปว่า “ไป” ทำให้น.ส.แพทองธาร หันมายิ้มและกล่าวตอบว่า ”ว่าจะขนลูกไปให้หมด“

ทั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กล่าวด้วยว่า ตนเองยังไม่ทราบกระแสข่าวว่าสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะเดินทางมาเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร

“ชลน่าน” ยัน ไม่ทบทวน กฎกระทรวงประกาศ “ยาบ้า5เม็ด” ​เป็นผู้เสพ​

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568958

13 ก.พ. 2567

14:50 น.

“ชลน่าน” ยัน ไม่ทบทวน กฎกระทรวงประกาศ “ยาบ้า5เม็ด” ​เป็นผู้เสพ​

“ชลน่าน” ยันไม่ทบทวนกฎกระทรวง ประกาศ “ยาบ้า5เม็ด” ​เป็นผู้เสพ​ ตอกกลับ “เรวัช”“ ใช้สมองคิดดีแล้ว ย้ำ​ ไม่ว่าจะเสพหรือค้า​ มีความผิดตามกฎหมายแน่นอน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.​ชลน่าน​ ศรี​แก้ว รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​สาธารณสุข​(รมว.สธ.) กล่าวถึงการที่หลายฝ่ายออกมาขอให้ทบทวนประกาศเผยแพร่กฎกกระทรวงสาธารณสุข กำหนดอัตราการครอบครองยาเสพติดประเภทหนึ่ง โดยกำหนดให้ผู้ที่มียาบ้าในครอบครองไม่เกิน 5 เม็ด “ยาบ้า5เม็ด” ถือเป็นผู้เสพ​ พร้อมตั้งคำถามว่าใช้อะไรคิด​ว่า ประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์​ ส่วนที่มีการตั้งคำถามว่าจะให้ทบทวน ตนอยากจะถามกลับว่าคนที่ตั้งคำถามว่าด้วยเหตุผลอะไร​ 

“เพราะก่อนที่จะออกมาเป็นกฎ​ เราทำร่างกฎกระทรวง​ ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นและทำประชาพิจารณ์ ตามบทบัญญัติทางกฎหมาย กรอบเวลา 15 วัน และเปิดให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น ก่อนจะนำความคิดต่างๆ ทั้งการกำหนดปริมาณ ”ยาบ้า5เม็ด“ เท่ากับผู้เสพ ซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่”นพ.ชลน่าน อธิบาย

จากนั้นนำร่างและข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) และผ่านการเห็นชอบ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 หลังจากครม.เห็นชอบก็ส่งให้กฤษฎีกาตรวจ ว่าเป็นไปตามแบบแผนการออกกฎหมายหรือไม่
 

การประกาศกฎดังกล่าว ถูกประกาศใช้เพียง 3 วันแต่กลับถูกตั้งคำถามว่าจะทบทวนหรือไม่ จึงอยากถามกลับว่าใคร​ กลุ่มไหนเป็นคนตั้งคำถาม​ รวมไปถึงต้องดูว่าผลบังคับใช้นั้นเป็นอย่างไร ประชาชนและประเทศชาติได้ประโยชน์อย่างไร​ เพราะนโยบายด้านยาเสพติด​ นายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา เรื่องการป้องกันปราบปราม บำบัดและฟื้นฟู​ ต้องทำอย่างเข้มข้นในทุกมิติ

ส่วนกรณีการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพเข้ากับผู้ป่วย เราต้องการคืนคนที่หลงผิด​ คนที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดคืนให้สังคม​ ด้วยการบำบัด​ ซึ่งหากต้องการทบทวนก็ต้องดูด้วยเหตุด้วยผล

ส่วนที่อดีตข้าราชการตำรวจ​ พล.ต.ท.เรวัช​ กลิ่นเกษร ออกมาตำหนิ ถึงการออกประกาศดังกล่าวว่าเอาอะไรคิด​ นพ.​ชลน่านกล่าวว่า​ ก็เป็นความเห็นของแต่ละคน​ แต่อยากให้เข้าใจว่าการออกประกาศกฎกระทรวง​ได้ก็ต้องมีกฎหมายแม่บังคับใช้​ ซึ่งกฎกระทรวง​เรื่องยาเสพติด​ให้โทษตามมาตรา​ 107 ซึ่งระบุไว้ถึง​ 2 วรรค​ ย้ำว่าวรรคแรกห้ามครอบครองยาเสพติด​ให้โทษประเภท​ 1 เป็นยาเสพติดร้ายแรง​ จำพวกเฮโรอีน​ ประเภท​ 2​ มอร์ฟีน​ และประเภท​ 5 จำพวกฝิ่น​ เห็ดขี้ควาย​ และกัญชา​ ซึ่งการครอบครองยาเสพติดทุกประเภทก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้ว​ แต่วรรค​ 2 ได้กำหนดไว้ว่าหาครอบครองจำนวนน้อยให้ถือว่าเป็นผู้เสพ​ ถือเป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการบำบัด​

ซึ่งการกำหนดจำกัดของยาบ้า​กฎกระทรวงต้องการสื่อว่าไม่ได้จำกัดว่าผู้เสพจะไม่ใช่ผู้ผิด แต่ต้องการดึงคนเหล่านี้ออกจากผู้ค้าเนื่องจากพฤติกรรมผู้ค้ารายย่อยมาจากการเสพยาเสพติด​ และพลิกผันสู่การเป็นผู้ค้า​ ซึ่งรัฐบาลต้องการตัดวงจรการค้ารายย่อย​ ดังนั้นตนอยากย้ำว่ากฎกระทรวงผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการทุกภาคส่วน​ อาทิเช่น​ ป.ป.ส. ,ด้านยุติธรรม​,สธ.การแพทย์​ รวมทั้งนักสิทธิมนุษยชน​

“สุดท้ายข้อสรุปออกมาที่ 5 เม็ดครับ​ ถามว่าเอาสมองส่วนไหนคิด​ ก็สมองคนเหล่านี้แหละครับที่ช่วยกันคิด”นพ.ชลน่าน กล่าว

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า​ การกำหนดจำนวน​ 5 เม็ดเท่ากับผู้เสพ​ที่ต้องเข้าสู่การบำบัด​ ตนยืนยันว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมสถานบำบัดไว้ทั้งหมดแล้ว​ โดยอาศัยโรงพยาบาลประจำจังหวัดและรพ.สต.​ โดยจะมีนักจิตวิทยา​และฝึกอาชีพด้วย​ และเมื่อผ่านขั้นตอยการบำบัดจะมีการออกใบรับรองทางการแพทย์​ ซึ่งคนเหล่านี้จึงได้รับการยกเว้นเข้ารับโทษตามกฎหมาย​

นพ.​ชลน่าน​ กล่าวอีกว่า​ แม้กฎกระทรวงจะกำหนดว่าผู้ครอบครอง “ยาบ้า5เม็ด”​ เท่ากับผู้เสพแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความผิด​ เพราะทั้งผู้เสพ​ ผู้ครอบครองถือว่าเป็นผู้กระทำความผิดทางกฎหมาย

ส่วนข้อเสนอกัญชากัญชง​ นพ.​ชลน่านยืนยันว่าได้รับรายงานจากกระทรวงยุติธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว​ โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบจากทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.)ก่อน

‘ทวี’ เผย ‘ทักษิณ’ มีชื่อเข้าเกณฑ์พักโทษ อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568928

13 ก.พ. 2567

09:55 น.

'ทวี' เผย 'ทักษิณ' มีชื่อเข้าเกณฑ์พักโทษ อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป

‘พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง’ เผย ‘นายทักษิณ ชินวัตร’ มีชื่อในจำนวน 930 นักโทษ ที่เข้าเกณฑ์ ‘พักโทษ’ ชี้ อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป เตรียมปล่อยตัวหลังรับโทษครบ 6 เดือน

13 ก.พ. 2567 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงการพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า อธิบดีกรมราชทัณฑ์ มีการเสนอรายชื่อนักโทษที่จะได้รับการพักโทษมาที่กระทรวงยุติธรรมแล้ว ซึ่งมีคณะอนุกรรมการร่วมกันพิจารณา โดยในครั้งนี้มีรายชื่อนักโทษทั้งหมด 945 คน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ อนุมัติไป 930 คน 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม


ทั้งนี้ กฎหมายราชทัณฑ์ มาตรา 52 ระบุว่า การจะพิจารณาบุคคลที่ได้รับการพักโทษก็คือ 

  • 1.รับโทษมาอย่างน้อย 6 เดือน 
  • 2.รับโทษ 1 ใน 3

หากอันไหนมากกว่ากันก็ใช้อันนั้นเป็นเกณฑ์ แต่ต้องมีโทษไม่เกิน 10 ปี ซี่งในแต่ละเดือนจะเฉลี่ยประมาณนี้

พ.ต.อ.ทวี ยังยอมรับอีกว่า ในรายงานการประชุมมีรายชื่อของ นายทักษิณ ชินวัตร ด้วย เมื่อคณะกรรมการพักโทษพิจารณาเห็นชอบตามที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์เสนอ เนื่องจากเกณฑ์ของนายทักษิณอยู่ในกลุ่มเป็นกลุ่มเจ็บป่วยร้ายแรง หรือพิการ หรืออายุ 70 ปีขึ้นไป 

ส่วนจะได้รับการพักโทษเมื่อใด โดยมากแล้วจะต้องรับโทษครบ 6 เดือนตามเกณฑ์ ก็จะได้รับการพักโทษอัตโนมัติ ส่วนจะเป็นวันที่เท่าไหร่ก็ต้องไปนับรายวันเอา ซึ่งทางราชการไม่มีวันหยุด และทางราชทัณฑ์ก็จะมีการประสานกัน พร้อมยืนยันว่าเป็นเรื่องปกติในการพักโทษ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2546 และ ถึงปัจจุบันมีอยู่ 2,240 คน อย่างไรก็ตาม นอกจากการพักโทษแล้ว ยังมีการยกเลิกการพักโทษด้วย หากไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์

“รังสิมันต์ โรม” ปัด พรรคก้าวไกล อยู่อยู่เบื้องหลัง “กลุ่มทะลุวัง”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/568905

12 ก.พ. 2567

18:11 น.

"รังสิมันต์ โรม" ปัด พรรคก้าวไกล อยู่อยู่เบื้องหลัง "กลุ่มทะลุวัง"

“รังสิมันต์ โรม” ปัดพรรคก้าวไกลอยู่อยู่เบื้องหลัง กลุ่มทะลุวัง หลังเกิดเหตุ “ตะวัน” ขับรถจี้ท้ายบีบแตรใส่ขบวนเสด็จ แนะหยุดสร้างสังคมแห่งความหวาดกลัว ลั่นเห็นด้วย รทสช.ชงญัตติ ทบทวนมาตรการอารักขาฯ ใช้เวทีสภาฯ หาทางออก

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้แจงถึงกรณีที่พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาอยู่เบื้องหลังกลุ่มทะลุวังในฐานะนายประกันโดยย้อนถามถึงหลักฐาน และไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง และไม่ได้เป็นการช่วยแก้ไขปัญหาสังคม 

“เพราะหลายครั้งที่พรรคก้าวไกลถูกปรักปรำ และแม้พรรคก้าวไกล จะเป็นนายประกันให้กลุ่มเยาวชน แต่ต้องแยกออกจากการเคลื่อนไหวในที่ชุมนุม เพราะสามารถทำได้ตามกฎหมาย และต้องให้สิทธิบุคคลเหล่านั้นในการต่อสู้คดี แต่ไม่ใช่ว่า พรรคก้าวไกลจะเห็นด้วยกับการกระทำ”นายรังสิมันต์ อธิบาย

ส่วนความพยายามเชื่อมโยงระหว่างพรรคก้าวไกล กับกลุ่มทะลุวังนั้น นายรังสิมันต์ มองว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วย กำลังดิสเครดิตกลุ่มทะลุวัง และทำลายพรรคก้าวไกล และยืนยันว่า พรรคก้าวไกล ไม่ได้อยู่เบื้องหลังใคร และไม่มีใครอยู่หลังพรรคก้าวไกล พร้อมย้ำว่า พรรคมีจุดยืนเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง เพราะเป็นการสร้างสังคมแห่งความหวาดกลัว อย่างที่ประเทศไทย เคยมีบทเรียนมาแล้ว

นายรังสิมันต์ ปฏิเสธที่จะยืนยันว่า พรรคก้าวไกล เห็นด้วยกับการกระทำของน.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ กลุ่มทะลุวังหรือไม่ โดยชี้แจงว่า จะต้องแยกแยะการกระทำของน.ส.ทานตะวัน ที่สร้างเสียงวิจารณ์ และคงสรุปยากว่า สังคมจะเห็นไปเป็นทิศทางไหน และต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า มีทั้งผู้ที่ไม่เห็นด้วย และเห็นด้วยกับการกระทำที่น.ส.ทานตะวันแสดงออก ดังนั้น การอารักขาบุคคลสำคัญยังคงต้องมี และเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ได้ และจุดยืนของพรรคก้าวไกล ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง

นายรังสิมันต์ โรม ยังกล่าวถึงการพุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคฯ และพรรคก้าวไกลว่า ไม่ใช่ครั้งแรก และพรรคพยายามให้สติกับทุกคน พร้อมเห็นด้วยกับนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) ที่จะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาทบทวนมาตรการอารักขาถวายความปลอดภัย เพราะเป็นการใช้พื้นที่ทางการเมือง เพื่อหาทางออกโดยการพูดคุย ซึ่งดีกว่าการใช้สิทธิบนท้องถนน พร้อมยกตัวอย่าง 1 กลไกทางออก คือ การนิรโทษกรรม ที่สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาแล้ว

ส่วนที่ สว. ขอให้พรรคก้าวไกล ยุติการแก้ไข และการนิรโทษกรรมคดี 112 ที่ส่งผลต่อแนวคิดของคนรุ่นใหม่นั้น นายรังสิมันต์ ย้ำว่า พรรคก้าวไกล เคยหาเสียงในเรื่องนี้ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะจุดยืนของพรรคก้าวไกล ต้องดูปัญหาของประเทศชาติ พร้อมตั้งคำถามอีกว่า คนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 นั้น ควรทำอย่างไร เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่า ได้รับความยุติธรรม และให้บ้านเมืองดีขึ้น