‘หมอมิ้ง’ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจงปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกฏหมาย ไม่ 2 มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566211

27 ธ.ค. 2566

'หมอมิ้ง' เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจงปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกฏหมาย ไม่ 2 มาตรฐาน

หมอมิ้ง เลขาธิกรนายกฯ ชี้แจง ปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกรอบกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรม เหมือนกันทั้งประเทศ ย้ำ ไม่ 2 มาตรฐาน รัฐบาลมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภษณ์ถึงการสร้างผลงานของรัฐบาลมาอาจจะมาสะดุด เพราะเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นนักโทษเทวดาหรือไม่ว่า เราเชื่อว่าเราทำทุกอย่างในกรอบกฎหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชน เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมีข้อวิจารณ์ต่างๆ ถ้าอยู่ในกรอบกฎหมายก็ต้องเป็นเรื่องเฉพาะ

เมื่อถามว่า เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกมองว่ากำลังถูกสั่นคลอน จากกกรณีนายทักษิณ จะเป็นปัญหากับรัฐบาลหรือไม่ นายแพทย์พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้าเราอยู่ในกรอบกฎหมาย ทุกคนมีสิทธิแบบเดียวกัน ตนว่ามันอยู่ในกรอบกฎหมายหรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณากันตรงนั้น 

“ในหลักสำคัญคือ หลักนิติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศทั้งประเทศ และไม่ควรจะเกิด 2 มาตราฐาน ฉะนั้นอะไรที่ปฎิบัติได้กับทุกคนก็เป็นอย่างนั้น”นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า บทบาทของนายทักษิณ หากพ้นโทษแล้วจะมาให้คำปรึกษารัฐบาลหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้านายทักษิณยังเป็นคนสำคัญที่ยังมีความคิด ความเห็นทันโลก และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทุกทาง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะความเห็นของนายทักษิณ แต่ความคิดเห็นทุกทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยเรารับฟังทั้งสิ้น

‘นิกร’ แจงกรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดกว้าง รอบคอบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566208

27 ธ.ค. 2566

‘นิกร’ แจงกรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดกว้าง รอบคอบแล้ว

‘นิกร’ ยัน กรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ ส่ง ครม.กว้างขวาง รอบคอบ ยึดคำมั่นสัญญา ให้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยของประชาชน ป้องกันเกิดวิกฤตรธน.

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 นายนิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวถึงกรณีที่เกิดข้อโต้แย้งจากคำถามในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ถามว่า”ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์“ ที่วิจารณ์ว่าเป็นการมัดมือชก และยัดใส้นั้น ว่า คำถามนี้เป็นมติของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ได้มาจากชุดคำถามตามข้อเสนอแนะของคณะอนุรับฟังความเห็นประชาชน แบบที่ 2 คำถามที่ 1 ที่ได้รับมาจากความเห็นส่วนใหญ่จากกลุ่มประชาชน ทั้งยังเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและประชาชนอย่างชัดเจน จากข้อตกลงร่วมกันของพรรคการเมืองก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาที่จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกันกับการที่จะไม่แก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชน

นายนิกร อธิบายว่า เป็นการประกันความร่วมมือสนับสนุนการร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่จากประชาชน ที่ได้ตอบแบบสอบถามเบื้องต้นมาตามนี้ วุฒิสภา พรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญหากไม่กำหนดให้ชัดเจนไปว่าจะไม่แก้ไขในหมวด1 และหมวด2 เอาไว้นั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นต่อประเด็นดังกล่าวให้เกิดในหมู่ประชาชนขึ้นได้อีก ทั้งในระหว่างการทำประชามติและในการนำไปสอดใส้กล่าวอ้างขอแก้ไขหมวดดังกล่าวในอนาคต เมื่อมีประชามติออกมาให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

“ที่วิจารณ์เป็นการมัดมือชก และเป็นการสอดใส้นั้น มิได้เป็นการมัดมือชก หากแต่เป็นการกระทำตามภาระกิจสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาและต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาจากการนี้อีก จึงอยากสอบถามกลับไปว่าการเปิดให้กว้างในประเด็นที่เห็นแล้วว่าอ่อนไหวมากเช่นนั้นจะไม่เป็นการเปิดมือยุยงให้ประชาชนชกกันเองหรือ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ต้องช่วยกันป้องกันสถานะการณ์เช่นนั้นมิใช่ช่วยกันสุมไฟ และอยากจะถามกลับไปอีกว่าตกลงแล้วอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดต่างๆเพื่อประชาชนหรืออยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในหมวด1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับมาตรา 112 เช่นนั้นหรือ”นายนิกร แจกแจง

นายนิกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นักวิชาการกังวลว่าทำไมถึงไม่มีคำถามล่วงหน้าเกี่ยวกับการมีสสร. มาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอเรียนว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะถามในขณะนี้ เพราะคณะกรรมการพิจารณแล้วเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้อง ว่าการออกเสียงประชามตินั้นเป็นกรณีที่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 166 เพราะในขณะที่ตั้งคำถามนั้น ยังไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมาตรา 256 แต่อย่างใด รอไว้ให้ประชาชนมีมติ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก่อน แล้วเสนอร่างแก้ไขมาตรา256 ในรายละเอียด แล้วจึงถามประชามติในตอนที่จำเป็นต้องถามอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นการป้องกันการถูกตีตกไปตั้งแต่ต้น

การตัดสินใจในการออกคำถามดังกล่าวของคณะกรรมการเพื่อเสนอให้ ครม.ตัดสินใจในครั้งนั้น ได้พิจารณาอย่างกว้างขวาง อย่างรอบคอบ อย่างรักษาคำมั่นสัญญาว่า 

“เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์” 

ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชนให้สำเร็จลงให้ได้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ สร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนขึ้นมาอีก

‘มหาดไทย’ กวาดงบประมาณ ปี2567 มากที่สุด ตามด้วย ‘ก.ศึกษาธิการ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566198

27 ธ.ค. 2566

‘มหาดไทย’ กวาดงบประมาณ ปี2567 มากที่สุด ตามด้วย 'ก.ศึกษาธิการ'

เริ่มนับแล้ว กรอบเวลา 105 วัน ถกร่างงบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ต้องเสร็จภายใน 8 เม.ย. ‘มหาดไทย-ศึกษา-คลัง-กลาโหม’ คว้า 5 อันดับ ได้รับจัดสรรงบมากสุด ส่วน 5 กระทรวงได้งบน้อยที่สุด อ่านรายละเอียดได้ที่นี่

คืบหน้าหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวานนี้(26ธ.ค.2566)เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท และส่งต่อสภาเพื่อพิจารณาเป็นวาระแรก ระหว่างวันที่ 3-5 ม.ค. 2567 นั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566 ที่่รัฐสภา ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะรักษาราชการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เอกสารร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ได้มาถึงสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2566  ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกรอบ 105 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 143 กำหนดไว้ หรือต้องให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 เม.ย.2567 

โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้กำชับ ให้เตรียมห้องประชุม สำหรับให้หน่วยงาน มาสนับสนุนข้อมูลให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชี้แจง และเมื่อถึงวันพิจารณา 3-5 ม.ค. 2567 สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักประชุม ก็จะทำหน้าที่ควบคุมเวลา ให้เป็นไปตามที่วิป 4 ฝ่าย ตกลงกัน คือรัฐบาลได้ 20 ชั่วโมง ฝ่ายค้านได้ 20 ชั่วโมง

ขณะที่บรรยากาศการรับเอกสารในวันนี้ (27 ธ.ค. 2566) บรรดา สส.ได้ให้ทีมงานมารับเอกสารร่างพ.ร.บ.งบฯ เพื่อนำกลับไปพิจารณา ประกอบด้วยหนังสือรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณคนละ 2 กล่อง ทางสภาได้จัดเตรียมไว้ 425 ชุด จากที่มี สส.500 คน เนื่องจากว่าได้ทำแบบสอบถามไปก่อนหน้านี้ว่า สส.คนใดต้องการเป็นเล่ม หรือรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งการรับเอกสารสามารถเข้ารับได้จนกว่าจะถึงวันอภิปรายฯงบประมาณปี2567

สำหรับสาระเนื้อหาร่างงบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2566 จำนวน 295,000 ล้านบาท โดยรายจ่ายประจำกำหนดไว้ที่ 2,532,826 ล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังกำหนดไว้เป็นจำนวน 118,361 ล้านบาท ขณะที่รายจ่ายลงทุนกำหนดไว้เป็นจำนวน 717,722 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ได้จัดสรรไว้เป็นจำนวน 118,320 ล้านบาท

โดยงบประมาณรายจ่ายงบกลางกำหนดไว้เป็นจำนวน 606,765 ล้านบาท สำหรับรายได้ปี 2567 คาดว่าจะจัดเก็บรายได้ประเภทต่างๆได้จำนวน 3,337,400 ล้านบาท แต่เมื่อหักการลดคืนภาษีต่างๆ จะคงเหลือรายได้สุทธิจำนวน 2,787,000 ล้านบาท และเนื่องด้วยรายจ่ายสูงกว่ารายได้ จำนวน 693,000 ล้านบาท คาดว่ารัฐบาลจะมีการกู้เงินในวงเงินดังกล่าวเพิ่ม

5 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี2567มากที่สุด

ส่วนกระทรวงที่ได้รับการจัดงบประมาณสูงสุด หลักแสนล้านบาท 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 

  1. กระทรวงมหาดไทย 353,127 ล้านบาท 
  2. กระทรวงศึกษาธิการ 328,384 ล้านบาท 
  3. กระทรวงการคลัง 327,155 ล้านบาท 
  4. กระทรวงกลาโหม 198,320 ล้านบาท 
  5. กระทรวงคมนาคม 183,635 ล้านบาท

5 กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบปี67 น้อยที่สุด

ขณะที่กระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยที่สุด 5 อันดับประกอบด้วย 

  1. กระทรวงพลังงาน 2,834 ล้านบาท 
  2. กระทรวงอุตสาหกรรม 4,559 ล้านบาท 
  3. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 5,591 ล้านบาท 
  4. กระทรวงพาณิชย์ 6,822 ล้านบาท 
  5. กระทรวงวัฒนธรรม 7,016 ล้านบาท

ดูเหมือนว่า 2 กระทรวงใหญ่ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณปี2567 มากที่สุด ทั้งอันดับ 1.กระทรวงมหาดไทย จำนวน 353,127 ล้านบาทและ อันดับ 2.กระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 328,384 ล้านบาท นั้น เป็น 2 ใน 4 กระทรวงหลัก ที่มีสายบังคับบัญชาขึ้นตรงกับ ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วย

‘วันนอร์’ กางปฏิทินการเมือง ชู ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ งานใหญ่ ปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566184

27 ธ.ค. 2566

‘วันนอร์’ กางปฏิทินการเมือง ชู ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ งานใหญ่ ปี2567

‘วันนอร์’ กางปฏิทินการเมือง ชู ‘แก้ไขรัฐธรรมนูญ’ งานใหญ่ปี2567 ประชาชนคงได้เกาะติด ขอประเมินผลงานรัฐบาลเกือบครบ 1 ปีด้วยใจเป็นธรรม เพื่อรัฐบาล-ฝ่ายค้าน นำไปปรับปรุง

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองปี 2567 โดยคิดว่า ปี2567 ประชาชนคงจะได้ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายเรื่องที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ เพื่อให้ประเทศเปลี่ยนแปลง เช่น เรื่องกฏหมายรัฐธรรมนูญ  การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่คงมีความคืบหน้าในการทำประชามติ และสรรหา หรือ เลือกกรรมการที่จะเข้ามาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอสภาฯ ต่อไป ดังนั้นประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นใหญ่ของการเมืองปี2567”ประธานรัฐสภา ระบุ

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวอีกว่า ในปี2567 รัฐบาลจะทำงานเกือบ 1 ปี ผลงานรัฐบาล ตลอดจนการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อมวลชน ประชาชนคงต้องประเมินผลทุกฝ่ายอย่างใจเป็นธรรม เพื่อจะให้ทุกฝ่ายปรับปรุงการทำงานต่อไป

“ไม่ว่า จะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือข้าราชการ เพื่อเป้าหมายที่จะทำให้ประชาชนมีความสุข ความเจริญ ให้บ้านเมืองพัฒนาต่อไปข้างหน้า” ประธานรัฐสภา กล่าวสรุป

‘หมอมิ้ง’ ยัน ‘แจกเงินหมื่น’ ยังเป็นไปตามแผน ปี2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566190

27 ธ.ค. 2566

‘หมอมิ้ง’ ยัน ‘แจกเงินหมื่น’ ยังเป็นไปตามแผน ปี2567

‘หมอมิ้ง’ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยัน ‘แจกเงินหมื่น’ ยังเป็นไปตามแผนปี2567 เชื่อ ไม่แหกกฎหมาย ก็ไม่สะดุด ไม่ตอบรับผิดชอบถึงไหน ยุบสภา-ลาออก บอกอย่าพึ่งสมมุติเรื่องที่ยังไม่เกิด ยกสมัยกองทุนหมู่บ้านก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่ใช้วิธีกู้เงิน ยึดมั่นในประโยชน์ปชช.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์นโยบายโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต หรือ แจกเงินหมื่น ยังอยู่ในจุดที่มั่นใจที่ว่าจะสำเร็จในปี2567 หรือไม่ว่า ปีหน้าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตยังเป็นไปตามแผน เรื่องที่มีข้อสงสัยหรือถกเถียงกัน เราก็ทำให้ยุติชัดเจนไปแล้ว

ขณะนี้นำไปสู่ขั้นตอนนำไปปฏิบัติให้เป็นจริง ซึ่งเราได้ถามไปยังคณะกรรมกฤษฎีกา ซึ่งเร็วๆ นี้จะได้คำตอบกลับมา แล้วเราก็จะปรับและเสนอกฎหมายที่จะต้องกู้เงินเข้าไปในสภา คงจะตามหลังร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 และเงินต่างๆ ก็คงเป็นตามแผน

เมื่อถามว่า ปี2567เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเรื่องอะไร นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญคือเรื่องเศรษฐกิจโลก เสถียรภาพของภาครัฐยืนยันว่ายังแน่นเหนียว ถ้ามุ่งประโยชน์ของประชาชนเสียงเราดัง 

“แต่ปัจจัยสำคัญคือวันนี้เศรษฐกิจของจีนไม่โตอย่างที่เคยโตมาก่อน ขณะที่ยุโรปก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สหรัฐอเมริกาที่ดูเหมือนดีแต่ก็ยังทรงๆ นี่คือความเสี่ยง เราต้องช่วยตัวเองเยอะ ฉะนั้นต้องให้ความสำคัญกับมวลรวมการใช้จ่ายในประเทศ เราจึงมีเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ คือการปรับสร้างรายได้จากศักยภาพของเรา” นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าไม่ว่ากฤษฎีกาตอบมาอย่างไรก็จะส่งเข้าสู่สภาฯ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เราเชื่อว่าสิ่งที่เราถูกกฎหมาย และกฤษฎีกาคงมีข้อแนะบางประการ อย่างไรก็แล้วแต่ ก่อนจะออกโครงการนี้เราศึกษาข้อกฎหมายต่างๆ เมื่อทางไม่ได้ราบเรียบตลอด

“ยกตัวอย่าง เมื่อสมัยกองทุนหมู่บ้าน เราพูดถึงว่าเดี๋ยวจะหางบตรงนั้นตรงนี้ เราก็ไม่มีเงินเหมือนกัน แต่เราก็ใช้วิธีการกู้เงินนี่คือในอดีต ฉะนั้นเรามีความมุ่งหมายชัดเจน มีปัญหาก็หาวิธีแก้และยึดมั่นในประโยชน์ประชาชน”

เมื่อถามว่า ถ้ากฎหมายกู้เงินไม่ผ่านจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า เรารับผิดชอบตามสิ่งที่เราทำให้ประชาชน ส่วนความรับผิดชอบสำคัญคือความรับผิดชอบประชาชน และเราไม่ได้พยายามทำแหกกฎหมาย เราศึกษากฎหมายจนชัดเจนแล้วเราเดินตาม ไม่น่าจะเกิดปัญหาสะดุดอะไร

เมื่อถามว่า ความรับผิดชอบถึงขั้นไหน นายกฯ ยุบสภาหรือลาออก นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า อย่าพึ่งสมมุติเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น เราจะทำไม่ให้มันเกิดขึ้นเลย

เมื่อถามว่า 3 เดือนที่ผ่านมามีอะไรที่ยังไม่เข้าเป้าหรือยังไม่ทันใจบ้าง นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า สิ่งที่อยากทำมีเยอะกว่านี้มาก แต่ทำแล้วอาจติดขัดข้อกฎหมาย ติดหน่วยราชการ ความเข้าใจระหว่างคนและปัญหาที่เกิดขึ้นทับถม อย่างเรื่องน้ำท่วมที่เราไม่ได้คาดคิด เรื่องสงครามอิสราเอลที่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เราเข้ามาแก้ปัญหาเมื่อเกิดปัญหาก็แก้ไขอย่างเร่งด่วน

นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในรอบ 3 เดือนนี้ คือการกอบกู้เกียรติภูมิประเทศไทยในเวทีโลก ทำให้เราเปิดตลาด และสิ่งที่อ่อนด้อยในช่วงที่ผ่านมา เราสามารถฟื้นความเชื่อมั่นในสายตาต่างประเทศ น่าจะทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตได้ 

“นอกจากเรื่องการกอบกู้วิกฤติต่างๆ เราก็ทำได้เร็ว เพราะเราเป็นรัฐบาลของประชาชนมีความตั้งใจ ท่านอาจจะเห็นว่าเราเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ที่แท้เราเป็นรัฐบาลของประชาชน”นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เลขานายกฯโอด ผลสำรวจ ‘พิธา’ เหนือ ‘เศรษฐา’ – แจงรัฐบาลทำงานมากกว่าพูด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566191

27 ธ.ค. 2566

เลขานายกฯโอด ผลสำรวจ 'พิธา' เหนือ 'เศรษฐา' - แจงรัฐบาลทำงานมากกว่าพูด

 เลขาธิการนายกรัฐมนตรี “หมอมิ้ง” แจงผลสำรวจความนิยม ที่กลายเป็น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคก้าวไกล ได้รับความชื่นชอบ เหนือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นการสะท้อนว่า การได้พูดกับการทำงาน กลายมาเป็นข้อเปรียบเทียบ ชูผลงานตลอด 3 เดือน รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาทุกมิติ

นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี   เปิดเผยว่า  ผลสำรวจความนิยมในตัวผู้นำ โดย  นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล  ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง เหนือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี  อยากให้มองว่า การได้พูดกับการได้ทำ มีความแตกต่างกัน จะเห็นว่ารัฐบาลก็มุ่งมั่นทำงานในทุกมิติตลอด 3  เดือน    ไม่ว่าจะเป็นการเกณฑ์ทหารด้วยความสมัยใจ การปรับลดกำลังพลกองทัพให้เหมาะสม ทำให้มีบทบาทเหมาะสมกับสถานการณ์โลก   การสมรสเท่าเทียม  ปัญหามภาวะ PM2.5   จนไปถึงโครงการเติมเงิน ดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นการยึดมั่นตามที่หาเสียงไว้และจะทำให้เป็นจริง  ดังนั้นจึงขอโอกาสทำงานให้ประชาชนเป็นจริง 

“เราตั้งใจทำประโยชน์ให้ประชาชนทั่วประเทศ ไม่ได้เลือกทำเฉพาะพื้นที่ๆ เรามี สส.เท่านั้น  ซึ่งความจริงใจและผลงานการปฏิบัติวัดได้   เชื่อว่าหากเราได้ปฏิบัติและเห็นถึงความจริงใจของเรา  จะเห็นว่านี่คือรัฐบาลของประชาชน สำหรับบทบาทของ  น.ส.แพทองธาร  ชินวัตร  เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญโดยให้เข้ามาช่วยงานรัฐบาล แต่แน่นอนที่สุดนายกฯ คือ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องปรับเปลี่ยน ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ระบุ

‘ฉายาสภา 2566’ สภาลวงละคร ประธานสภาฯ (วัน) นอ-มินี ‘ชลน่าน’ คว้า วาทะแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566149

27 ธ.ค. 2566

'ฉายาสภา 2566' สภาลวงละคร ประธานสภาฯ (วัน) นอ-มินี 'ชลน่าน' คว้า วาทะแห่งปี

เปิด ‘ฉายาสภา 2566’ สภาลวงละคร ประธานสภาฯ ‘(วัน) นอ-มินี’ ด้าน ‘พิธา’ คว้า ดาวดับปี 66 วาทะแห่งปี ไร้ คนดีศรีสภา-คู่กัด

เป็นอีกหนึ่งธรรมเนียมปฏิบัติประจำปีของสื่อมวลชน กับการตั้งฉายา บรรดารัฐมนตรี นักการเมือง เช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ที่มีการตั้งฉายาการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง สส. และ สว. ในฐานะที่ติดตามการทำหน้าที่ของทั้งสองสภาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในส่วนของ “ฉายาสภา 2566” สื่อสภาได้ให้ฉายาว่า “สภาลวงละคร”

โดยที่ประชุมร่วมกันของผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ได้มีความเห็นร่วมกันในการตั้ง “ฉายาสภา 2566” เพื่อสะท้อนความคิดเห็นการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีความเห็นร่วมกัน ดังนี้

1. “สภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “สภาลวงละคร”

สภาที่มีการชิงไหวชิงพริบ เพื่อเป็นเจ้าของอำนาจ มีการเจรจาจับมือกันหลายฝ่าย โดยในครั้งแรก พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทเป็นมวยรอง แต่สุดท้ายใช้สารพัดวิธี พลิกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีแต่การหักเหลี่ยมเฉือนคม ตั้งแต่การเลือกนายกรัฐมนตรี จนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้กระทั่งการหักหลังฝ่ายเดียวกันเอง ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล ที่เคยเป็นฝ่ายเดียวจับมือต่อสู้กันมาก่อน จนถึงขั้นฉีก MOU ซึ่งก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยเล่นตามบทของพรรคอันดับรอง จับมือกอดคอกันอย่างหวานเจี๊ยบ เปรียบเสมือนโรงละครโรงใหญ่ ที่มีแต่ฉากการหลอกลวง

2. “วุฒิสภา” ได้รับฉายา “แตก ป. รอ Retire”

ล้อมาจากฉายาของวุฒิสภาในปี 2565 คือ ตรา ป. ที่ สว.ทำหน้าที่รักษามรดกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อประโยชน์ของ 2 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ ป.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หรือ ป.ประวิตร แบบไม่มีแตกแถว แต่ในปีนี้ ทั้ง 2 ป. ได้แยกทางกัน ซึ่งในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา สว.ฝ่าย ป.ประยุทธ์ ได้ลงมติยอมสนับสนุนนายเศรษฐา ทวีสิน สวนทางกับ ป.ประวิตร ที่งดออกเสียง และ สว.กำลังจะหมดอำนาจหน้าที่ ในเดือน พ.ค. 2567 จึงเป็นเสมือนการรอเวลาเกษียณ หมดเวลาการทำหน้าที่ สว.

3. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา “ประธานสภาผู้แทนราษฎร” ได้รับฉายา “(วัน) นอ-มินี”

เนื่องจาก ตำแหน่งนี้ เป็นที่แย่งชิงของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยมาก่อน ก่อนที่จะเห็นร่วมกันว่า ใช้โควตาคนนอก พรรคเพื่อไทย จึงได้เสนอชื่อ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติในขณะนั้น เป็นประธานสภาฯ ซึ่งพรรคก้าวไกลก็ยอมรับ ดังนั้น นายวันมูหะมัดนอร์ จึงเป็นเสมือนนอมินีของการแย่งชิงครั้งนี้ ทั้งที่จำนวนเสียง สส.ที่มี ก็ไม่ได้เพียงพอต่อการชิงตำแหน่งประธานสภาฯ แต่ก็ถือเป็นตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคพร้อมให้การสนับสนุน ทั้งยังเคยเป็นคนของพรรคเพื่อไทยมาก่อนด้วย

4. นายพรเพชร วิชิตชลชัย “ประธานวุฒิสภา” ได้รับฉายา “แจ๋วหลบ จบแล้ว”

คำว่า “แจ๋ว” เปรียบเสมือน บทบาทของผู้รับใช้ ซึ่งเกือบ 10 ปี ที่ผ่านมา นายพรเพชร ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า เป็นผู้รับใช้ คสช. แต่เมื่อเข้าสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน บทบาทของนายพรเพชรในฐานะประธานวุฒิสภา พยายามหลบแรงปะทะ ไม่แสดงความเห็นที่เสี่ยงต่อการสร้างความขัดแย้งมากนัก รวมถึงไม่ออกสื่อ เพื่อรอเวลาวุฒิสภาหมดวาระ ในการทำหน้าที่ สว. 6 ปี ในเดือน พ.ค. 2567

5. นายชัยธวัช ตุลาธน “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นควรว่า ควรงดตั้งฉายา เนื่องจากเพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ และยังไม่ได้เริ่มทำงานในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

6. ดาวเด่น ปี 66

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา เห็นว่า “ไม่มีผู้ใดเหมาะสม” และโดดเด่นเพียงพอที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว

7. ดาวดับ ปี 66

ได้แก่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มีความโดดเด่นในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งรู้ผลเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกลได้จำนวน สส.มากที่สุด เดินสายขอบคุณประชาชน พบหน่วยงานต่างๆ ประหนึ่งว่าเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว พลอยให้บรรดาด้อมส้มเรียก “นายกพิธา” ทำให้เกิดกระแส “พิธาฟีเวอร์” แต่สุดท้ายกลับไปไม่ถึงดวงดาว สภาไม่ได้เหยียบ ทำเนียบไม่ได้เข้า เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญสั่งแขวน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จากคดีหุ้นไอทีวี ที่ยังลูกผีลูกคน จึงเป็นดาวที่เคยจรัสแสง แต่ตอนนี้ได้ดับลงแล้ว

8. วาทะแห่งปี 66 

ได้แก่ วาทะ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำทีมเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ลุกขึ้นชี้แจงคุณสมบัติของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 ที่ผ่านมาว่า “เราเห็นด้วยอย่างยิ่งที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเราเป็นพรรคอันดับสองมีความยินดีร่วมมือจัดตั้งรัฐบาล และถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับสอง สามารถที่จะแย่งชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ ถ้ากลไกการเมือง และรัฐธรรมนูญมันปกติ แต่ด้วยสภาพบังคับของรัฐธรรมนูญแบบนี้เราไม่ร่วมมือกันไม่ได้ แต่เราก็คิดผิดเพราะว่ายิ่งเราจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้”

9. “เหตุการณ์แห่งปี” คือ “เลือกนายกรัฐมนตรี”

ถือเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ ที่มีการเลือกนายกรัฐมนตรีมากถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกคือวันที่ 13 ก.ค. 2566 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ คือนายพิธา แต่ปรากฎว่าได้รับความเห็นชอบไม่ถึง 376 เสียง ทำให้มีการโหวตเลือกผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 อีกครั้งในวันที่ 19 ก.ค. 2566 แต่ปรากฎว่าในที่ประชุมรัฐสภา กลับมีการถกเถียงกันถึงข้อบังคับการประชุม ว่าจะสามารถเสนอรายชื่อ นายพิธาซ้ำได้หรือไม่ เนื่องจากมีความเห็นว่า ญัตติที่เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีตกไปแล้ว ไม่สามารถนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ แม้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา จะเปิดลงมติตามข้อตามข้อบังคับที่ 151 ปรากฎว่าเสียงกึ่งหนึ่งเห็นว่า ไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาซ้ำได้ 

จากนั้นช่วงเช้าของวันที่ 21 ส.ค. 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน ได้แถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และช่วงบ่ายของวันเดียวกันนั้น นพ.ชลน่าน ในนามของพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวจับมือตั้งรัฐบาลเพื่อไทย 314 เสียงกับ 11 พรรคการเมือง ที่เคยเป็นพรรครัฐบาลเดิม ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเหตุให้วันที่ 22 ส.ค.2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้นัดประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นครั้งที่ 3 โดยมีการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี สุดท้ายก็ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาด้วยเสียง 482 เสียง ต่อไม่เห็นชอบ 165 เสียง และงดออกเสียง 81 เสียง ทำให้นายเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30

10. คู่กัดแห่งปี

ในปีนี้ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ลงมติเห็นว่า ควรงดตั้งฉายาคู่กัดแห่งปี เนื่องจากเพิ่งเปิดสมัยประชุมได้เพียงสมัยเดียว และเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเลือกนายกรัฐมนตรี รวมถึงตรงกับช่วงปิดสมัยประชุม จึงยังไม่มีใครเป็นคู่กัดที่ชัดเจน มีเพียงการปะทะคารมในบางเหตุการณ์เท่านั้น

11. คนดีศรีสภา 66

สื่อมวลชนประจำรัฐสภามีความเห็นร่วมกันว่า ยังไม่มี สส. หรือ สว.คนใด เหมาะสมที่จะได้รับตำแหน่งดังกล่าว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

อย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนขอเป็นกำลังใจให้ สส. และ สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีอยู่แล้ว ให้มุ่งมั่น ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไป แต่ สส. และ สว.ที่บกพร่องในการทำหน้าที่ ขอให้ทบทวน ปรับปรุงตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชนต่อไป

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566126

26 ธ.ค. 2566

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาท ครอบคลุม 6 ยุทธศาสตร์ ส่งต่อเข้าสภาฯ 3-4 ม.ค. 67 เพื่อพิจารณา วาระแรก ต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 นางรัดเกล้า อินทวงค์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่มี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ และให้เสนอสภาผู้แทนราษฏรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ วาระที่ 1 ในวันที่ 3-4 มกราคม 2567 ต่อไป

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เป็นจำนวนไม่เกิน 3,480,000 ล้านบาท โดยจำแนกตามประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้

1.จำแนกตามกลุ่มงบประมาณ ดังนี้ 

  1. รายจ่ายงบกลาง จำนวน 606,765.0 ล้านบาท 
  2. รายจ่ายของหน่วยรับงบประมาณ 1,150,114.0 ล้านบาท 
  3. รายจ่ายบูรณาการ 214,601.7 ล้านบาท 
  4. รายจ่ายบุคลากร 786,957.6 
  5. รายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน 257,790.5 
  6. รายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ 346,380.1 
  7. รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 118,361.1

2.จำแนกตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐสรุปได้ ดังนี้ 

  1. ด้านความมั่นคง 390,149.3 ล้านบาท
  2. ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 393,517.9 ล้านบาท 
  3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 516,954.2 ล้านบาท 
  4. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 834,240.6 ล้านบาท 
  5. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 131,292.3 ล้านบาท และ 
  6. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 604,804.5 ล้านบาท

โดยมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 564,041.20 ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายสำหรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นการชำระหนี้ภาครัฐ และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

“ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ครม.รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็น และให้ความเห็นชอบข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ โดยให้ สงป.ดำเนินการพิมพ์ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฯ และเอกสารประกอบงบประมาณเรียบร้อยแล้ว”

พร้อมทั้ง ได้ผลิตเอกสารงบประมาณฉบับประชาชน โดยใช้ infographic เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายขึ้น ซึ่งแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ งบประมาณตามช่วงวัย ตามความสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล และตามยุทธศาสตร์ชาติ 

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

เรื่องงบประมาณประเทศเป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ประชาชนจะต้องรู้ว่าได้อะไรบ้างจากงบประมาณปี2567 ขอชวนเชิญให้สแกนคิวอาร์โค้ดได้จากเฟสบุ๊คของสำนักโฆษก​ https://www.facebook.com/ThaigovSpokesman

ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.
ครม. เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้าน-เข้าสภา 3-4 ม.ค.

ไอติม พริษฐ์ ‘โฆษกก้าวไกล’ ติงคำถาม ‘ทำประชามติ’ ขอครม.ทบทวน แนะควรเปิดกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566118

26 ธ.ค. 2566

ไอติม พริษฐ์ ‘โฆษกก้าวไกล’ ติงคำถาม ‘ทำประชามติ’ ขอครม.ทบทวน แนะควรเปิดกว้าง

ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ ‘โฆษกก้าวไกล’ ขอครม.ทบทวนคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้ รธน.ทำผู้กาบัตรลำบากใจ แนะควรเปิดกว้างให้มากสุด ไม่ยัดไส้เงื่อนไข-มัดมือชก ชี้แก้หมวด 1-2 ไม่ได้อยู่แล้ว ต้องขอประชามติก่อน

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2566 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกพรรคก้าวไกล เปิดเผยถึงมติการทำคำถามเพื่อทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญของรัฐบาล โดยยอมรับว่า คำถามทำประชามติของรัฐบาล เป็นคำถามที่พรรคก้าวไกล มีความกังวลว่า จะเป็นความเสี่ยงในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ เพราะคำถามหลัก ควรเป็นคำถามที่ถามถึงทิศทางภาพรวม และเป็นคำถามที่มีลักษณะที่เปิดกว้างที่สุด เพื่อให้ประชาชนเห็นตรงกันในภาพรวมว่า ควรมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้มีความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงรายละเอียด ก็สามารถเห็นร่วมกันได้ ที่จะทำให้เพิ่มโอกาสในการเห็นชอบในการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่รอบแรก”

แต่คำถามในมติทำประชามติ ดังกล่าวเป็นการยัดเงื่อนไข หรือรายละเอียดบางประการ ที่เสี่ยงทำให้ประชาชนบางกลุ่มอาจจะเห็นด้วย กับบางส่วนของคำถาม แต่ไม่เห็นด้วยกับรายละเอียด ทำให้คนเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่ลำบากใจ

นายพริษฐ์ ยังเห็นว่า คำถามในการกำหนดเงื่อนไขไม่แก้หมวด 1 และหมวด 2 ควรต้องแยกออกมาเป็นคำถามรอง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการผ่านการทำประชามติ จึงอยากให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ทบทวนคำถามในครั้งนี้ เพราะการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และ 2 ไม่กระทบกับรูปแบบการปกครอง หรือรูปแบบรัฐได้อยู่แล้ว 

เพราะมาตรา 255 ในรัฐธรรมนูญ กำหนดชัดว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดใดก็ตาม ต้องไม่ทำ 2 อย่าง คือไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ

“และทุกครั้งที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การแก้ไขปรับปรุงเนื้อหาหมวด 1 หมวด 2 เกิดขึ้นมาโดยตลอด แม้กระทั่งรัฐธรรมนูญ 60 ฉบับปัจจุบัน ก็ไม่ได้ห้ามเรื่องการแก้ไขหมวด 1 หมวด 2 เพียงแต่ต้องทำประชามติ”โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวสรุป

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ ย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ โดยมิชอบ ปี 54

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566109

26 ธ.ค. 2566

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง 'ยิ่งลักษณ์' ย้าย 'ถวิล เปลี่ยนศรี' โดยมิชอบ ปี 54

ศาลฎีกานักการเมือง ยกฟ้อง ‘ยิ่งลักษณ์’ สั่งย้าย ‘ถวิล เปลี่ยนศรี’ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อปี 2554 ชี้เป็นการโยกย้ายตามปกติ

26 ธ.ค.2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษาคดี ในคดีที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละ พรป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจโยกย้าย นายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบ

ศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ คดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี ศาลยกฟ้องยิ่งลักษณ์ คดีย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี

คดีดังกล่าว มีการนัดอ่านคำพิพากษา เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาเนื่องจากผู้พิพากษาถึงแก่อนิจกรรมและได้เลือกใหม่ จึงต้องให้ผู้พิพากษาที่ได้รับเลือกพิจารณาคดีได้อย่างพอเพียง และไม่กระชั้นชิด จึงมีคำสั่งให้ยกเลิกวันนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา และนัดอ่านอีกครั้งในวันนี้ 


ต่อมาเวลา 13.30 น. ศาล มีคำพิพากษา ยกฟ้อง และให้ถอนหมายจับ  น.ส.ยิ่งลักษณ์  เนื่องจากคำสั่งย้ายนายถวิล เป็นการโยกย้ายตามปกติ 

สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ลงนามในคำสั่งให้นายถวิล เปลี่ยนศรี ไปปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ ครม.มีมติแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้ดำรงตำแหน่ง เลขา สมช. ซึ่งนายถวิล ได้ยื่นต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายและ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในวันที่ 1 ก.ค.2563

และส่งให้อัยการสูงสุดส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยอัยการสูงสุดจึงได้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา และมีการออกหมายจับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เนื่องจากไม่เดินทางมาศาลโดยไม่ได้แจ้งเหตุผล