’43 องค์กร’ แถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน ‘คำถามทำประชามติ’ หวั่นเกิดขัดแย้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566325

29 ธ.ค. 2566

'43 องค์กร' แถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน 'คำถามทำประชามติ' หวั่นเกิดขัดแย้ง

43 องค์กร ภาคประชาชน ออกแถลงการณ์ เรียกร้อง ครม.ทบทวน ‘คำถามทำประชามติ’ หวั่นนำไปสู่ความขัดแย้ง ขอให้รับรอง-นำคำถามประชามติที่ปชช.กว่า 211,904 ราย เสนอมา ใช้ทำประชามติคู่ขนาน ไปกับคำถามของคกก.ฯ

วันที่ 29 ธ.ค. 2566 กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (Con for All) ออกแถลงการณ์ เรื่อง ขอให้คณะรัฐมนตรีใช้คำถามประชามติที่โอบอุ้มทุกความฝัน โดยมีเนื้อหาสาระความว่า…

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือ คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ได้แถลงผลสรุปการทำงาน โดยมีสาระสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ จะมีการจัดทำประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ 3 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 การทำประชามติถามประชาชนว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ครั้งที่ 2 การทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ตามที่มาตรา 256 กำหนดไว้

ครั้งที่ 3 การทำประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

และคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติครั้งที่หนึ่งจะมีเพียงคำถามเดียว คือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไข หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์”

จากผลสรุปดังกล่าว ทำให้ภาคประชาชนผิดหวังและมีความห่วงกังวลต่ออนาคตการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชนอยู่อย่างน้อย 4 ประการ ดังนี้

1. ภาคประชาชนผิดหวังที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ ไม่สามารถออกแบบกระบวนการประชามติให้เป็นที่ยอมรับได้ ทั้งที่การทำประชามติครั้งแรกมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็น ‘ประตูบานแรก’ ไปสู่การสร้างฉันทามติในสังคมว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ดังนั้น คำถามประชามติที่จะใช้ควร “เปิดกว้าง” เพื่อโอบรับทุกความฝัน และควร “ชัดเจน” ไม่มีวาระแอบแฝง เพื่อให้การทำประชามตินั้นสะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน

2. ภาคประชาชนผิดหวังที่การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เป็นเพียงพิธีกรรม เนื่องจากตลอดระยะเวลาประมาณสามเดือนที่มีการรับฟังความคิดเห็น พบว่า มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของทางรัฐบาล แต่เวทีรับฟังความคิดเห็นทุกครั้งจะเข้าได้เฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้นโดยเอา “ธงคำถาม” ที่รัฐบาลต้องการใช้ตั้งไว้เป็นหลักในการพูดคุยและไม่เปิดให้เสนอแตกต่างเป็นอย่างอื่น ทำให้ผลสรุปออกมาเป็นไปตามที่วางธงไว้ตั้งแต่แรก กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปเพื่อสร้างความชอบธรรมให้คำตอบของรัฐบาลเท่านั้น และทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องการถ่วงเวลาแก้รัฐธรรมนูญมีน้ำหนักมากขึ้น

3. ภาคประชาชนกังวลว่า การตั้งคำถามประชามติของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหมวด 2 หรือ หมวดพระมหากษัตริย์ มาใส่ไว้ในคำถามประชามติ เนื่องจากจะทำให้บทบาทและสถานะทางกฎหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นประเด็นถกเถียงหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งและรุนแรงระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือ รัฐกับประชาชน ที่มองเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แตกต่างกัน และไม่ว่าผลการทำประชามติจะออกมาเช่นไร ตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์จะมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อย่างชัดเจนขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

นอกจากนี้ยังอาจทำให้ประเด็นการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญซึ่งมีหลากหลายประเด็นที่สำคัญ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา ยุทธศาสตร์ชาติ หรือระบบเลือกตั้ง ถูกลดความสำคัญลงและมุ่งไปที่เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แทน

4. ภาคประชาชนกังวลว่า การตั้งคำถามที่มีเงื่อนไขซับซ้อนตามใจรัฐบาลอาจทำให้เสียงของประชาชนถูกบิดเบือน เนื่องจากการตั้งคำถามเพียงคำถามเดียวแต่ประชาชนต้องพิจารณาถึงสองประเด็น ทั้งประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และการไม่แก้ไขหมวดที่ 1 และ หมวดที่ 2 จะทำให้ประชาชนที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยการประเด็นใดประเด็นหนึ่งตกอยู่ในสภาวะจำยอมและเสียงที่ลงมติไปไม่สามารถถือได้ว่าเป็นเสียงที่ตรงตามเจตนามรมณ์ของผู้ออกเสียงได้อย่างแท้จริง

ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการและตัวคำถาม หากลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจจะถูกตีความว่าไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องสะดุดลง ประชาชนก็ยังคงอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไป

ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่ต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากไปลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจจะถูกตีความได้ว่า ต้องการแก้ไขหมวดที่ 1 และ 2 หรือแปลว่า ไม่เห็นชอบกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านลบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ทางภาคประชาชนทราบดีว่า ผลสรุปของคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติฯ ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย เนื่องจากการ “เคาะ” คำถามประชามติเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งคณะกรรมการศึกษาแนวทางทำประชามติฯ จะต้องทำรายงานเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้พิจารณาต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นประมาณช่วงเดือนมกราคม 2567

ด้วยเหตุนี้ทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญจึงขอใช้โอกาสนี้มีข้อเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรีที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ให้พิจารณาประเด็นนี้ให้รอบคอบยิ่งขึ้น ดังนี้

1. ขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนการตั้งคำถามประชามติที่คณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ เสนอ และใช้คำถามประชามติที่เปิดกว้าง ชัดเจน ต่อการสร้างฉันทามติว่า ทุกฝ่ายเห็นชอบกับการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ร่วมกัน เช่น การตั้งคำถามแต่เพียงว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ให้มีจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”


ถ้าหากคณะรัฐมนตรีกังวลว่า คำถามดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมประเด็นรูปแบบของรัฐหรือสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีสามารถเติมเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 เข้ามาได้ เช่น “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าควรจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนการจะไม่แก้ไขหมวด 1 หรือหมวด 2 หรือไม่ เป็นเพียงประเด็นในเชิงรายละเอียดที่รัฐสภาหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสามารถถกเถียงและหาข้อยุติโดยใช้เสียงข้างมาก ไม่ต้องนำมาใส่ในคำถามประชามติ

2. ขอให้คณะรัฐมนตรีรับรองคำถามประชามติที่ประชาชนกว่า 211,904 รายชื่อ ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอตามกฎหมายเป็นหนึ่งในคำถามประชามติ โดยให้คณะรัฐมนตรีนำคำถามที่ประชาชนเสนอมาใช้ทำประชามติคู่ขนานไปกับคำถามของคณะกรรมการศึกษาแนวทางการทำประชามติฯ

โดยคำถามที่ประชาชนเสนอคือ “ท่านเห็นชอบหรือไม่ ว่ารัฐสภาต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน”

ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยสร้างความชอบธรรม และเพิ่มน้ำหนักของการมีส่วนร่วมจากประชาชนให้กับการทำประชามติของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

รายชื่อองค์กรภาคประชาชนที่ร่วมลงนามในแถลงการณ์

1. เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL)

2. โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

3. คณะรณรงค์เพื่อนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.)

4. เครือข่ายประชาชนสังเกตการณ์เลือกตั้ง (We Watch)

5. ห้องทดลองนักกิจกรรม (ActLab)

6. ศิลปะปลดแอก (Free Art)

7. กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)

8. มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw)

9. ประชาไท

10. คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

11. สมัชชาคนจน

12. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR)

13. ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม Lagel Center For Human Rights

14. ขบวนการอีสานใหม่ New Isan Movement

15. ขบวนการสามัญชน

16. ดาวดิน

17. ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ(CAN)

18. คณะก่อการล้านนาใหม่(Neo Lanna)

19. Cafe Democracy

20. สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.)

21. ขบวนการประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย(PDMT)

22. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม

23. เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ

24. สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

25. คณะกรรมการนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

26. องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

27. กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

28. พรรคโดมปฏิวัติ

29. สหภาพคนทำงาน

30. พิพิธภัณฑ์สามัญชน

31. ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

32. เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี

33. นครเสรีเพื่อประชาธิปไตย

34. เหนือเมฆเพื่อประชาธิปไตย

35. โมกหลวงริมน้ำ

36. ทำทาง

37. Secure Ranger

38. Law Long Beach

39. The Patani

40. We Volunteer

41. We Fair

42. WeVis

43. Vote62

‘ชัยธวัช’ เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ ปม ‘ทักษิณ’ นำไปสู่ วิกฤติศรัทธา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566311

29 ธ.ค. 2566

'ชัยธวัช' เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ ปม 'ทักษิณ' นำไปสู่ วิกฤติศรัทธา

‘ชัยธวัช ตุลาธน’ ผู้นำฝ่ายค้าน เตือน รัฐบาล อย่าปล่อยให้ปม ‘ทักษิณ’ เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว นำไปสู่วิกฤติศรัทธา หวั่น ระเบียบคุมขังใหม่เอื้ออภิสิทธิ์ชน-อิทธิพลการเมือง แซะ นโยบายเรือธง “รัฐบาลเศรษฐา” ไม่เห็นทางสำเร็จ ชี้ 3 เดือนยังทำงานไร้ทิศทาง

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงทิศทางการเมืองในปี2567 ว่า ตนคิดว่าการเมืองปีหน้า ประชาชนกำลังเฝ้ารอการทำงานของรัฐบาลว่าจะมีความชัดเจน มีทิศทางที่ประชาชนจับต้องได้เป็นรูปธรรมอย่างไร ต้องยอมรับว่า 3 เดือนที่ผ่านมา การทำงานของรัฐบาลยังดูค่อนข้างที่จะสะเปะสะปะ ไร้ทิศไร้ทาง หลายสิ่งที่พูดไว้ยังไม่เห็นแผนงานและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม สำหรับฝ่ายบริหาร ประชาชนก็ต้องคาดหวังรูปธรรมในการทำงานมากกว่านี้

ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไม่สามารถที่จะผลักดันผลงานของตัวเอง ทำให้ประชาชนพอใจ ก็จะส่งผลกระทบต่อความนิยมของรัฐบาลด้วย ยังไม่ต้องนับว่านโยบายเรือธงที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าในอนาคตจะสามารถดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่ อย่างนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจนถึงวันนี้ความชัดเจนก็ไม่มี ล่าสุดก็บอกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะให้ความชัดเจนในปีหน้า ก็เป็นความท้าทายของรัฐบาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความนิยมของประชาชนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ประชาชนก็ยังจับตาดูอยู่ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในรัฐบาลหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นก่อนหรือหลังเดือน พ.ค. 2567 ซึ่งวุฒิสภา (สว.) จะหมดอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็คงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่าเงื่อนไขของ สว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหมดไปแล้ว จะส่งผลต่อเสถียรภาพหรือองค์ประกอบภายในรัฐบาลหรือไม่

นายชัยธวัช ยังระบุว่า ประเด็นที่มีนัยสำคัญอย่างปฏิเสธไม่ได้คือกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นการใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลที่ โรงพยาบาลตำรวจ นำไปสู่คำถามว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ ตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ หรือไม่ ถือว่าเป็นการได้รับการปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานที่เหนือกว่ากรณีทั่วไปหรือไม่

รวมถึงความไม่ชัดเจนว่าระเบียบราชทัณฑ์ใหม่ ที่อนุญาตให้มีการควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำได้ ซึ่งหลักการใหญ่เป็นเรื่องที่ดี ควรจะสนับสนุน แต่เรื่องนี้ เท่าที่เราเห็นระเบียบที่ออกมา มีการให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ในการพินิจว่าใครจะได้รับสิทธิบ้าง พอไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจนก็เลยกลายเป็นใช้อำนาจโดยดุลยพินิจ ทำให้คนตั้งข้อสังเกตว่าเอื้อประโยชน์ให้คนที่มีเส้นสาย คนที่มีอิทธิพลทางการเมือง หรือคนที่มีฐานะหรือไม่ รวมถึงตัวนายทักษิณก็จะเป็นปัจจัยสำคัญ ในต้นปีด้วยว่าถ้าเกิดกรณีที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเกิดกระบวนการยุติธรรมแบบอภิสิทธิ์ชนขึ้นมา ก็น่าจะส่งผลต่อรัฐบาลเช่นกัน

“อย่าปล่อยให้เกิดเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่นำไปสู่วิกฤติศรัทธาต่อรัฐบาลได้ จะเห็นว่าตอนนี้รัฐบาลถูกถามทุกวันในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น ดีที่สุด รัฐบาลควรจะให้คำตอบ ควรชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจนให้สิ้นสงสัยให้หมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ทำถูกทุกอย่างและบอกได้ว่าไม่เป็นการใช้อภิสิทธิ์ทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น และกรณีที่จะมีการพิจารณาผู้ต้องขังที่จะไปคุมตัวนอกเรือนจำ จะไม่เอื้อประโยชน์ต่อคนใดคนหนึ่ง ถ้ารัฐบาลยังตอบเรื่องนี้ไม่ชัดเจน มันก็จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้” นายชัยธวัช กล่าว

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ’ สส.ก้าวไกล เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566309

29 ธ.ค. 2566

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ’ สส.ก้าวไกล เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ แล้ว

ประธานสภาฯ ตั้ง ‘ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล’ เป็น ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ ตามที่ผู้นำฝ่ายค้านเสนอชื่อ พร้อมกรรมการรวม 28 คน ประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภา ตรวจสอบรายชื่อได้ที่นี่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2566 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีคำสั่ง สภาผู้แทนราษฎร ที่ 66/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านเสนอรายชื่อ

โดยตั้งนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.พรรคก้าวไกล เป็น ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร รือ ประธานวิปฝ่ายค้าน พร้อมตั้งกรรมการอีก 27 คน

โดยมีหน้าที่ในการพิจารณาดำเนินการหรือประสานงานในเรื่องของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เกี่ยวข้องกับการประชุมและกิจการของสภาผู้แทนราษฎร ดำเนินการอื่นตามที่ผู้นำฝ่ายค้านมอบหมาย และ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการในเรื่องอื่นๆโดยคำสั่งลงนามในวันที่ 26 ธันวาคม 2566

กรรมการ 27 คน ประกอบไปด้วย

นายเอกราช อุดมอำนวย ,นายธีรัจชัย พันธุมาศ ,นางสาวทิสรัตน์ เลาหพล,นายชวาล พลเมืองดี,นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ, นางสาวชุติมา คชพันธ์,นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์,นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นาวสาวรัชนก สุขประเสริฐ , นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์,นายชิตวัน ชินอนุวัฒน์, นายวีรนันท์ ฮวดศรี ,นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล

นายรังสิมันต์ โรม,นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ,นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ,น่ยวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ,นางสาวภคมน หนุนอนันต์ ,นายประมวล พงศ์ถาวราเดช,นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ, นายชัยชนะ เดชเดโช ,นายร่มธรรม ขำนุรักษ์,นายชัชวาลทแพทยาไทย,นายกัณวีร์ สืบแสง

โดยมี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นเลขานุการ และมี ผู้บังคับบัญชากลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ และนางสาวณัฐกุล หาญประโคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

เปิดเซฟ ‘ศุภมาส’ รมว.อว. รวยกว่า ‘เศรษฐา’ มีทรัพย์สินกว่า 1.5 พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566252

28 ธ.ค. 2566

เปิดเซฟ ‘ศุภมาส’ รมว.อว. รวยกว่า ‘เศรษฐา’ มีทรัพย์สินกว่า 1.5 พันล้าน

ป.ป.ช. เปิดเซฟ ‘ศุภมาส อิศรภักดี‘ รมว.อว. พร้อมคู่สมรส ’พ.ต.อ.ล้ำพันธ์’ ผบก.ทท1. รวยกว่า ‘เศรษฐา’ พบทรัพย์สินรวม 1,531 ล้านบาท มีหนี้สิน 600 ล้าน ทองคำ 38 ชิ้น นาฬิกา 10 เรือน ราคารวม 22 ล้าน กระเป๋า 13 ใบ พร้อมที่ดิน-บ้านพัก แขวงทุ่งสองห้อง

เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.2566 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(รมว.อว.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมคู่สมรส พ.ต.อ.ล้ำพันธ์ พรรธนประเทศ รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบก.ทท1.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งมีบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายจำนวน 2 คน 

โดยมีทรัพย์สินรวมคู่สมรส 1,531,121,679 ล้านบาท มีหนี้สินของตนเองและคู่สมรส รวม 615,978,746 ล้านบาท

แบ่งเป็นของน.ส.ศุภมาส มีทรัพย์สินเงินฝาก 4,827,261 บาท และมีที่ดินมูลค่า 18,570,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 10,000,000 บาท และทรัพย์สินอื่น 119,485,108 บาท รวมทรัพย์สินเฉพาะตัวเอง 152,882,369 บาท

ขณะที่คู่สมรส มีเงินฝากในบัญชี 19,525,396 ล้านบาท เงินลงทุน 635,569,526 บาท ที่ดินมูลค่า 162,047,500 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 145,000,000 บาท ยานพาหนะ 96,200,000 บาท สิทธิและสัมปทาน 194,524,839 บาท และทรัพย์สินอื่น 125,372,048 บาท รวมทรัพย์สิน 1,378,239,310 บาท

นอกจากนี้ ยังมีที่ดินจำนวน 2 แปลง มูลค่า 18,570,000 บาท บริเวณแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร รวม 3 งาน 71.4 ตารางวา ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันโดยประมาณ 37,140,000 บาท

และมีบ้านพัก 2 ชั้นในแขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ จำนวน 10,000,000 บาท ด้านยานพาหนะ น.ส.ศุภมาส ไม่มียานพาหนะ โดยทั้งหมดจำนวน 7 คันเป็นของคู่สมรส อาทิ ยี่ห้อ Rolls Royce, Mercedes Benz และ LEXUS

ขณะที่รายการทรัพย์สินอื่นๆ น.ส.ศุภมาส มีนาฬิกา 10 เรือน มูลค่า 22,600,000 บาท กระเป๋า 13 ใบ 3,600,000 บาท ทองคำ 38 ชิ้น 388,438 บาท ทองคำ น้ำหนัก 13 บาท 21 ชิ้น 429,000 บาท พระเครื่องทองคำ 2 ชิ้น 200,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับน.ส.ศุภมาศ ในกรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีทรัพย์สินรวมลดลง จากเดิมที่เคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินในกรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎ จำนวน 50,487,554บาท และมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจำนวน 197,556,530 บาท

ทั้งนี้ ยังพบว่า รมว.อว.พร้อมคู่สมรส รวยกว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ที่แสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกับ ป.ป.ช. ว่ามี 1,020,468,727 บาท มีหนี้สินจำนวน 10,182,549 บาท

‘เศรษฐา ทวีสิน’ มอบคำขวัญ ‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ อยากให้เด็กไทยมีความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566237

28 ธ.ค. 2566

'เศรษฐา ทวีสิน' มอบคำขวัญ 'วันเด็กแห่งชาติ 2567' อยากให้เด็กไทยมีความสุข

นายกรัฐมนตรี ‘เศรษฐา ทวีสิน’ มอบคำขวัญ ‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ หวังเด็กไทยเติบโตขึ้นมาในประเทศที่งดงาม มีความสุข

‘วันเด็กแห่งชาติ 2567’ ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ หลายคนในแวดวงการเมืองได้ออกมาให้คำขวัญกันอย่างถ้วนหน้า ล่าสุด ‘เศรษฐา’ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ คำขวัญวันเด็ก 2567 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 13 มกราคม 2567 โดยมีดังนี้ 

คำขวัญวันเด็กปี 2567 ครับ

“มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย”

เด็กไทยเก่งครับ มีศักยภาพ มีความคิดดี และทันสมัย หน้าที่ของรัฐบาลคือการสนับสนุนให้เด็กไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีศักดิ์ศรี มีความภูมิใจในตัวเอง

คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2567คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ 2567

“ผมอยากให้เด็กไทย Enjoy กับการใช้ชีวิตในวัยเด็ก แต่ขณะเดียวกันก็มีโลกทัศน์ที่กว้าง มีความเป็นไทยพร้อมๆ กับมีความเป็นสากล เป็นพลเมืองของโลกที่สามารถเคารพความแตกต่างหลากหลายได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต่อไป

ตัวผมเองในฐานะผู้นำประเทศจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กไทยทุกคน ได้เติบโตขึ้นมาในประเทศที่งดงาม มีความสุข และมีโอกาสสำหรับอนาคตของทุกคนครับ”

เศรษฐา ทวีสินเศรษฐา ทวีสิน

เปิดเซฟ ‘เศรษฐา’ และคู่สมรส รวยรวมพันล้าน เงินฝาก-ที่ดิน นาฬิกา เต็มกรุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566236

28 ธ.ค. 2566

เปิดเซฟ 'เศรษฐา' และคู่สมรส รวยรวมพันล้าน เงินฝาก-ที่ดิน นาฬิกา เต็มกรุ

ป.ป.ช. เปิดบัญชีทรัพย์สิน ‘เศรษฐา’ และคู่สมรส รวยรวมพันล้าน เงินฝาก-ที่ดิน นาฬิกา เต็มกรุ หนี้สินมีเพียง 10 ล้านบาท

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย บัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดย ‘เศรษฐา’ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 5 กันยายน 2566 โดยมีทรัพย์สินของตนเองและคู่สมรสรวม 1,020,468,727 บาท มีหนี้สินจำนวน 10,182,549 บาท

โดยรายการทรัพย์สินของ ‘เศรษฐา’ มีจำนวน 659,391,610 บาท ซึ่งประกอบไปด้วย

  • เงินสดจำนวน 1 ล้านบาท
  • เงินฝาก 68,986,558 บาทในจำนวน 47 บัญชี
  • เงินลงทุน 1,301,668 บาท
  • ที่ดินในเขตคลองเตยพระโขนงเนื้อที่ 1 งาน 98 ตารางวามูลค่า 158,400,000 บาท
  • โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 156,423,120 บาท เป็นห้องชุด ที่หัวหินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ บ้าน 3 ชั้นที่คลองเตย กทม. มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ 50 ล้านบาท โดยมีรถยรต์ Aston Martin รุ่น DB5 มูลค่า 50 ล้านบาท
  • สิทธิ์และสัมปทาน 87,539,563 บาท 

สำหรับรายการทรัพย์สินอื่น ของ ‘เศรษฐา’ รวม 135,740,700 บาท ประกอบไปด้วย

  • นาฬิกา 38 เรือน มูลค่า 121,953,100 บาท เช่น นาฬิกา Patek Philippe 5470P-001 มูลค่า 30,000,000 บาทได้มาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565
  • พระเครื่อง-ตระกุด 6 องค์  มูลค่า 1,622,600 บาท
  • สร้อยคอทองคำ 1 เส้น 165,000 บาท
  • หีบหลุยส์วิตตอง x สุพรีม 1 ใบ 6 ล้านบาท 

และมีรายการหนี้สินเงินเบิกเกินบัญชีจำนวน 9,732,579 บาท

เปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐาเปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐา

ขณะที่คู่สมรส นางพักตร์พิไล ทวีสิน ภรรยา มีทรัพย์สิน 361,077,116 บาท ประกอบไปด้วย

  • เงินสด 1,800,000 บาท
  • เงินฝาก 38 บัญชีจำนวน 47,023,391 บาท
  • เงินลงทุน 52,352,913 บาท
  • ยานพาหนะ 2,800,000 บาท มีรถยนต์ Toyota Alphard Hybrid X2.5 1,370,000 บาท, รถยนต์ FIAT รุ่น 500 Abart Trbuto 680,000 บาท และรถยนต์ Tesla รุ่น Model Y Standard 750,000 บาท
  • สิทธิ์และสัมปทาน 845,511 บาท 

สำหรับทรัพย์สินอื่นมูลค่ารวม 256,255,300 บาท ประกอบด้วย

  • นาฬิกาจำนวน 31 เรือน มูลค่า 84,869,300 บาท
  • กระเป๋า 48 ใบ 37,010,500 บาท เช่น Hermes Birkin ไซส์ 30 Black Matte Color หนัง Porosus Crocodile มูลค่า  2,080,000 บาท
  • พระเครื่อง 2 องค์ ไพรีพินาศ และหลวงปูแหวนที่ประเมินมูลค่าไม่ได้
  • เสื้อผ้า 5 ชุด 2,820,000 บาท
  • เครื่องประดับ เข็มกลัดมุก สร้อยเพชร ไข่มุก กำไรตะปูฝังเพชร ต่างหูเพชร ที่เป็นอัญมณี แหวนเพชรอัญมณีจี้ทองฝังเพชร จี้เพชร มูลค่ารวม 131,390,500 บาท  

โดยมีรายการหนี้สินเป็นเงินเบิกเกินบัญชีจำนวน 449,970 บาท 

สำหรับข้อมูลรายได้และรายจ่ายต่อปีของ ‘เศรษฐา’ มี รายได้ประจำ เป็นเงินเดือนค่าจ้างและโบนัส 153,570,160 บาท เป็นเงินบำนาญชราภาพ 45,694 บาท, เบี้ยประชุมและค่าวิทยากร 185,000 บาท ส่วนรายได้จากทรัพย์สินเงินได้จากการสิ้นสุดสมาชิกภาพในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 65,200,328 บาท/ผลประโยชน์จากการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล 825,402 บาท ยังมีส่วนแบ่งกำไรจากกองทุน LMF กับ RMF 12,069 บาท โดยยังมีรายได้จากที่บุตรให้รายปีจำนวน 20 ล้านบาท และมีรายได้อื่นเงินชดเชยกรณีเกษียณอายุจำนวน 13,333,333 บาท รวมรายได้ต่อปีเฉพาะของนายเศรษฐา 253,636,771 บาท 

โดย มีรายจ่ายต่อปีเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว 36,500,000 บาทและค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 1,900,000 บาท มีรายจ่ายค่าอุปการะมารดา 4,762,000 ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 8 ล้านบาท ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 3,957 บาท เงินบริจาค 465,000 บาท 

นายเศรษฐา มีบุตร 3 คน นายณภัทร ทวีสิน, นายวรัตม์ ทวีสิน และ น.ส.ชนัญญา ทวีสิน โดยก่อนหน้านี้ประวัติการทำงานย้อนหลัง 5 ปี หรือ ปี 2564 นายเศรษฐา ดำรงตำแหน่งประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด มหาชน และในปี 2553 ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่

เปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐาเปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐา

เปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐาเปิดบัญชีทรัพย์สิน เศรษฐา

‘สมศักดิ์’ ออกตัวไม่ติดใจ ไม่น้อยใจ และไม่ถามนายกฯ หลังถูกเปลี่ยนงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566224

27 ธ.ค. 2566

‘สมศักดิ์’ ออกตัวไม่ติดใจ ไม่น้อยใจ และไม่ถามนายกฯ หลังถูกเปลี่ยนงาน

‘สมศักดิ์’ บอก ไม่ติดใจ ไม่น้อยใจ และจะไม่ถามนายกฯ หลังถูกเปลี่ยนงานจากกำกับดูแลงาน กระทรวงยุติธรรมไปดู สาธารณสุขแทน ไม่ทราบเปลี่ยนเป็น ‘พีระพันธุ์’ มีงานใหญ่ในอนาคตรอหรือไม่ มองเป็นเรื่องความเหมาะสม ขออย่าห่วง เคยนั่ง รมว.สธ. มาแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ให้กำกับดูแลงานกระทรวงสาธารณสุข แทนกระทรวงยุติธรรมว่านายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลเพราะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ส่วนสงสัยหรือไม่เพราะเหตุใดและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกำกับงานด้านยุติธรรมมาก่อนแล้ว แต่เหตุใดจึงเปลี่ยนให้ไปดูงานด้านสาธารณสุข นายสมศักดิ์ บอกว่า ไม่อยากถาม เพราะเราเป็นนักการเมืองต้องพร้อมที่จะทำงาน และกระทรวงสาธารณะสุขตน เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณะสุขมาก่อน ซึ่งมีงานมากกว่าทางของกระทรวงยุติธรรมหลายเท่า หากเข้าไปสอบถามอาจจะถูกมองว่าอยากทำงานเบา จึงไม่ถามดีกว่า

ส่วนที่มีการตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นเพราะตนเองออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร จนสังคมจับจ้องรัฐบาล นายสมศักดิ์ย้ำคำเดิมว่าไม่ได้สงสัยอะไร ว่ากันไปตามระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งมีแต่คนบอกว่าดีแล้วเพราะทำให้สังคมเข้าใจ และเมื่อถามย้ำว่าหากมีโอกาสจะสอบถามนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายสมศักดิ์ ยืนยันคำเดิมว่า ไม่ถามและยืนยันไม่ได้น้อยใจ

ส่วนงานกระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้เบา แต่มีปริมาณงานมากกว่า และมีความรับผิดชอบมากกว่า แต่การเปลี่ยนให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มาดูแลแทน อาจจะเหมาะสมมากกว่า หรืออาจจะไม่ใช่ หรือการเปลี่ยนงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่ให้นายพีระพันธุ์ ไปดูแลงานกระทรวงยุติธรรมแทนเพราะในอนาคตจะมีงานสำคัญหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่น่าจะมี อาจจะเป็นเรื่องของความเหมาะสม และเมื่อถามว่าในอนาคตอาจจะมีเรื่องที่ไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ นายสมศักดิ์แต่ว่าอย่าคิดมากเลย การปรับงานใหม่ ตนดีใจ และที่ผ่านมาตนใช้บริการงานด้านสาธารณสุขมาโดยตลอด จึงอาจจะเหมาะสมมากกว่า

นายสมศักดิ์ ยังบอกเลยว่า ไม่ใช่ว่าอยากดูงานกระทรวงสาธารณสุขมากกว่ากระทรวงยุติธรรม แต่การเป็นนักการเมืองต้องพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆได้ตลอด ส่วนรู้สึกโล่งใจหรือไม่ที่ไม่ต้องรับผิดชอบงานที่รับเผือกร้อน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เห็นจะเป็นเผือกร้อนอะไรเลย ทำงานมาหลายสมัย งานทุกอย่างมีทางออก เพราะมีคำตอบอยู่แล้ว ขออย่าไปซีเรียสแทนตน ทุกอย่างสบายสบาย ส่วนที่ไม่กังวลเพราะไม่ได้ถูกมองเป็นเป้าใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวติดตลกว่า เป็นเป้าก็ดีจะได้ออกทีวีทุกวัน

นายสมศักดิ์ ได้อวยพรปีใหม่ให้แก่สื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ขอให้มีความสุข ร่ำรวย คนไม่มีคู่ก็ขอให้มีคู่ และคนแต่งงานแล้วไม่มีลูกขอให้มีลูก

‘นายกฯ’ เซ็นแบ่งงาน ‘รองนายกฯ’ ใหม่ ตั้ง ‘พีระพันธุ์’ เสียบแทน ‘สมศักดิ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566223

27 ธ.ค. 2566

'นายกฯ' เซ็นแบ่งงาน 'รองนายกฯ' ใหม่ ตั้ง 'พีระพันธุ์' เสียบแทน 'สมศักดิ์'

‘นายกฯ’ เซ็นคำสั่งแบ่งงาน ‘รองนายกฯ’ ใหม่ ดึง กระทรวงยุติธรรม ยกเว้น ‘ดีเอสไอ’ ให้ ‘พีระพันธุ์’ กำกับดูแลแทน ‘สมศักดิ์’ จับตา เผือกร้อน ‘ทักษิณ’ ขังนอกเรือนจำพ่นพิษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 381/2566 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เมื่อ25 ธ.ค.ที่ผ่านมา สาระสำคัญ คือ

1.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

2.การมอบหมายและมอบอำนาจให้ รองนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงสาธารณสุข

3.การมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี ครั้งล่าสุดนี้ อาจเกี่ยวข้องกับกรณีการรักษาตัวนอกเรือนจำของอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอยู่เกิน 120 วันไปแล้วหรือไม่ โดยในช่วงที่ผ่านมา นายเศรษฐา รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ต่างปฏิเสธตอบคำถามสื่อมวลชนในหลายโอกาสถึงเรื่องนายทักษิณ พร้อมกับระบุสอดคล้องกันว่าเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ 

ขณะที่นายสมศักดิ์ มักชี้แจงประเด็นดังกล่าวที่สังคมสงสัยมาตลอด ซึ่งเกี่ยวข้องกับระเบียบกรมราชทัณฑ์ ว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ.2566 ที่กำหนดเงื่อนไขการคุมขังนอกเรือนจำ และยังเคยออกมาเตือน กมธ.ตำรวจ อาจถูกฟ้องดำเนินคดี หากเข้าตรวจค้นชั้น14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยพลการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดนายสมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์ตำหนิกรมราชทัณฑ์ ทำงานเช้าชามเย็นชามในกรณีนายทักษิณ เมื่อ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา และยังระบุว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเงื่อนไขของกฎหมายและระเบียบราชทัณฑ์มีความชัดเจน ถ้าปฏิบัติตามแนวทางและกรอบของกฎหมาย หากข้าราชการทำตามทุกอย่างก็เดินไปตามปกติ แต่ถ้าทำๆหยุดๆ ไม่จริงจัง ทำไปโดยที่ไม่เข้าใจจะเป็นปัญหา

‘หมอมิ้ง’ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจงปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกฏหมาย ไม่ 2 มาตรฐาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566211

27 ธ.ค. 2566

'หมอมิ้ง' เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจงปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกฏหมาย ไม่ 2 มาตรฐาน

หมอมิ้ง เลขาธิกรนายกฯ ชี้แจง ปม ‘ทักษิณ’ ทำตามกรอบกฎหมาย ยึดหลักนิติธรรม เหมือนกันทั้งประเทศ ย้ำ ไม่ 2 มาตรฐาน รัฐบาลมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช  เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภษณ์ถึงการสร้างผลงานของรัฐบาลมาอาจจะมาสะดุด เพราะเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรี นายทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นนักโทษเทวดาหรือไม่ว่า เราเชื่อว่าเราทำทุกอย่างในกรอบกฎหมาย รัฐบาลมีหน้าที่ทำประโยชน์ให้ประชาชน เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นมีข้อวิจารณ์ต่างๆ ถ้าอยู่ในกรอบกฎหมายก็ต้องเป็นเรื่องเฉพาะ

เมื่อถามว่า เรื่องกระบวนการยุติธรรมที่ถูกมองว่ากำลังถูกสั่นคลอน จากกกรณีนายทักษิณ จะเป็นปัญหากับรัฐบาลหรือไม่ นายแพทย์พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้าเราอยู่ในกรอบกฎหมาย ทุกคนมีสิทธิแบบเดียวกัน ตนว่ามันอยู่ในกรอบกฎหมายหรือไม่ ผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณากันตรงนั้น 

“ในหลักสำคัญคือ หลักนิติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศทั้งประเทศ และไม่ควรจะเกิด 2 มาตราฐาน ฉะนั้นอะไรที่ปฎิบัติได้กับทุกคนก็เป็นอย่างนั้น”นพ.พรหมินทร์ กล่าว

เมื่อถามว่า บทบาทของนายทักษิณ หากพ้นโทษแล้วจะมาให้คำปรึกษารัฐบาลหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ถ้านายทักษิณยังเป็นคนสำคัญที่ยังมีความคิด ความเห็นทันโลก และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทุกทาง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะความเห็นของนายทักษิณ แต่ความคิดเห็นทุกทางที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยเรารับฟังทั้งสิ้น

‘นิกร’ แจงกรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดกว้าง รอบคอบแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566208

27 ธ.ค. 2566

‘นิกร’ แจงกรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ แก้รัฐธรรมนูญ เปิดกว้าง รอบคอบแล้ว

‘นิกร’ ยัน กรรมการฯ ออกคำถาม ‘ทำประชามติ’ ส่ง ครม.กว้างขวาง รอบคอบ ยึดคำมั่นสัญญา ให้ได้ รัฐธรรมนูญฉบับประชาธิปไตยของประชาชน ป้องกันเกิดวิกฤตรธน.

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2566 นายนิกร จำนง โฆษกคณะกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางในการทำประชามติเพื่อแก้ไขปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวถึงกรณีที่เกิดข้อโต้แย้งจากคำถามในการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลที่ถามว่า”ท่านเห็นชอบหรือไม่ที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยไม่แก้ไขหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์“ ที่วิจารณ์ว่าเป็นการมัดมือชก และยัดใส้นั้น ว่า คำถามนี้เป็นมติของคณะกรรมการชุดใหญ่ที่ได้มาจากชุดคำถามตามข้อเสนอแนะของคณะอนุรับฟังความเห็นประชาชน แบบที่ 2 คำถามที่ 1 ที่ได้รับมาจากความเห็นส่วนใหญ่จากกลุ่มประชาชน ทั้งยังเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาและประชาชนอย่างชัดเจน จากข้อตกลงร่วมกันของพรรคการเมืองก่อนเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นคำมั่นสัญญาที่จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกันกับการที่จะไม่แก้ไขกฏหมายอาญา มาตรา 112 ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชน

นายนิกร อธิบายว่า เป็นการประกันความร่วมมือสนับสนุนการร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่จากประชาชน ที่ได้ตอบแบบสอบถามเบื้องต้นมาตามนี้ วุฒิสภา พรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญหากไม่กำหนดให้ชัดเจนไปว่าจะไม่แก้ไขในหมวด1 และหมวด2 เอาไว้นั้นอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขึ้นต่อประเด็นดังกล่าวให้เกิดในหมู่ประชาชนขึ้นได้อีก ทั้งในระหว่างการทำประชามติและในการนำไปสอดใส้กล่าวอ้างขอแก้ไขหมวดดังกล่าวในอนาคต เมื่อมีประชามติออกมาให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

“ที่วิจารณ์เป็นการมัดมือชก และเป็นการสอดใส้นั้น มิได้เป็นการมัดมือชก หากแต่เป็นการกระทำตามภาระกิจสำคัญให้สำเร็จลุล่วงได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาและต้องไม่สร้างปัญหาความขัดแย้งใหม่ขึ้นมาจากการนี้อีก จึงอยากสอบถามกลับไปว่าการเปิดให้กว้างในประเด็นที่เห็นแล้วว่าอ่อนไหวมากเช่นนั้นจะไม่เป็นการเปิดมือยุยงให้ประชาชนชกกันเองหรือ เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ต้องช่วยกันป้องกันสถานะการณ์เช่นนั้นมิใช่ช่วยกันสุมไฟ และอยากจะถามกลับไปอีกว่าตกลงแล้วอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวดต่างๆเพื่อประชาชนหรืออยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะในหมวด1 และหมวด 2 ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับมาตรา 112 เช่นนั้นหรือ”นายนิกร แจกแจง

นายนิกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นักวิชาการกังวลว่าทำไมถึงไม่มีคำถามล่วงหน้าเกี่ยวกับการมีสสร. มาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขอเรียนว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะถามในขณะนี้ เพราะคณะกรรมการพิจารณแล้วเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการถูกร้อง ว่าการออกเสียงประชามตินั้นเป็นกรณีที่ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 166 เพราะในขณะที่ตั้งคำถามนั้น ยังไม่มีสภาร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมาตรา 256 แต่อย่างใด รอไว้ให้ประชาชนมีมติ ให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก่อน แล้วเสนอร่างแก้ไขมาตรา256 ในรายละเอียด แล้วจึงถามประชามติในตอนที่จำเป็นต้องถามอยู่แล้วตามรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นการป้องกันการถูกตีตกไปตั้งแต่ต้น

การตัดสินใจในการออกคำถามดังกล่าวของคณะกรรมการเพื่อเสนอให้ ครม.ตัดสินใจในครั้งนั้น ได้พิจารณาอย่างกว้างขวาง อย่างรอบคอบ อย่างรักษาคำมั่นสัญญาว่า 

“เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์” 

ที่ได้ให้ไว้ต่อประชาชนให้สำเร็จลงให้ได้ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเป็นวิกฤตรัฐธรรมนูญ สร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนขึ้นมาอีก