‘นายกฯ’ อวยพรปีใหม่ 2567 ขอให้เริ่มต้นศักราชด้วยใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566437

01 ม.ค. 2567

'นายกฯ' อวยพรปีใหม่ 2567 ขอให้เริ่มต้นศักราชด้วยใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข

“นายกรัฐมนตรี” อวยพรปีใหม่ 2567 ส่งความปรารถนาดีถึงชาวไทย ขอให้เริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข สดชื่น พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่

1 ม.ค. 2567  เมื่อเวลา 00.01 น. นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวคำปราศรัยเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 เผยแพร่ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย อวยพรส่งความปรารถนาดีถึงประชาชนชาวไทยทุกคน ดังนี้

สวัสดีปีใหม่ พุทธศักราช 2567 

พี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทุกท่าน ในปีพุทธศักราช 2566 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคม เตรียมตัวที่จะก้าวเข้าสู่ยุคเพื่อชดเชย 9 ปีที่ประเทศไทยเราสูญเสียโอกาสไปหลากหลายอย่าง

ตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่ง ผมเห็นใจและเข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง จึงได้เร่งรัดออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนมีคุณภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความสุขมากยิ่งขึ้น นี่คือโจทย์สำคัญที่พวกเราทุกคนทั้งข้าราชการ บุคลากรหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคนล้วนหวังที่จะทำให้สำเร็จ พัฒนาประเทศไทยของเราให้เจริญรุ่งเรือง 
 

 

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อวยพรปีใหม่ 2567นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี อวยพรปีใหม่ 2567

เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในหลากหลายส่วน โดยเฉพาะ ในช่วง 100 วันกว่า ๆ หลังจากที่ผมเข้ารับตำแหน่ง ผมได้เร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมา และลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไปพบ ไปรับฟังปัญหา ความอึดอัดของพี่น้องประชาชน ในทุก ๆ ภาค ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นเสมอ และผมรู้สึกขอบคุณประชาชนทุกคนที่มาต้อนรับ มาให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ และผมจะตั้งใจแก้ปัญหา ทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

หากถอยมาดูในภาพใหญ่ นอกจากนโยบายเร่งด่วนที่ผมกล่าวไปแล้ว ผมก็เริ่มดำเนินนโยบายที่จะวางรากฐานระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้กับอนาคตที่ดีกว่าให้ลูกหลานของพวกเราทุกคน ต้องขอให้เครดิตทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วม ทำนโยบายให้เห็นผลได้จริงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากขาดความช่วยเหลือจากภาคประชาสังคม บุคลากรภาครัฐ ข้าราชการ ภาคเอกชน ที่ช่วยกันทำนโยบายให้เห็นผลได้จริง แม้ว่าในบางครั้ง งานที่ผมได้เร่งดำเนินการก็เป็นงานที่เพิ่มเติมเข้ามาจากภาระที่ท่านมีอยู่แล้ว และทุกท่านก็ตั้งใจ ร่วมกันทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน ผมก็ขอเป็นตัวแทนประชาชน ขอขอบคุณทุกท่านครับ ที่ทำให้ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเกิดขึ้นได้จริงในระยะเวลาอันรวดเร็ว ขอบคุณและขอให้ทุกภาคส่วน ทุกคน ยังคงทำงาน ยังตั้งมั่น ดำรงไว้ซึ่งขวัญและกำลังใจที่ดีในปีถัด ๆ ไป เพื่อสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนต่อไปครับ

อีกภาคหนึ่ง ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครทุกคน ที่ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งดูแลและช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้พี่น้องชาวไทยผ่านพ้นจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราจะก้าวสู่ปีพุทธศักราช 2567 ที่นับได้ว่าเป็นปีแห่งความก้าวหน้าอย่างแท้จริง ด้วยพลังกาย พลังใจ ที่เปี่ยมไปด้วยความสมหวัง ความสุข และเป็นก้าวของความสำเร็จและความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องชาวไทยทุกคน 

ผมขอให้ทุกคนเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยจิตใจที่อิ่มเอมไปด้วยความสุข ความสดชื่น และใช้ช่วงเวลาอันมีค่านี้เฉลิมฉลองกับครอบครัว ญาติมิตร อย่างอบอุ่นและมีความสุข พร้อมทั้งขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน และขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชนในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองปีพุทธศักราช 2567

เนื่องในศุภวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2567 ผมขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและอำนาจแห่งสรรพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงพระเจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระราชประสงค์จำนงสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าแก่ปวงพสกนิกรชาวไทยตราบกาลนาน

สวัสดีปีใหม่ 2567 ครับ

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ เปิดฉากทัศน์ การเมืองปี2567 ลุ้นปรับครม.อาจเปลี่ยนนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566411

31 ธ.ค. 2566

'ผู้นำฝ่ายค้าน' เปิดฉากทัศน์ การเมืองปี2567 ลุ้นปรับครม.อาจเปลี่ยนนายกฯ

ชัยธวัช ตุลาธน ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ อวยพรปีใหม่ ‘เศรษฐา’ ขอให้ตั้งใจทำงาน ติง นายกฯ เวลาไม่พอใจชอบโวยวาย แนะแบบนั้นควรมาเป็นฝ่ายค้าน ไม่ควรเป็นนายกฯ ชี้การเมืองปี 67 หากปรับครม. มีลุ้นเปลี่ยนนายกฯ

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงกลางปี 2567 หรือในช่วงที่สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ครบวาระ จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเป็นเหตุให้เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ด้วยเห็นว่าในขณะนี้นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีเรื่องร้องเรียนที่ถูกร้องในองค์กรอิสระ ซึ่งหากมีการชี้มูลว่ามีความผิดก็จะกระทบต่อตำแหน่งบริหารของนายกรัฐมนตรี 

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร

โดยแนะให้จับตาบทบาทของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี จะมีการปรับให้น.ส.แพรทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มารับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่

“เช่นเรื่องที่ร้องไปยัง ป.ป.ช. กรณีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดพ.ร.บ. ตำรวจฉบับใหม่ ถ้าเกิด ป.ป.ช. พิจารณาว่ามีความผิดหรือพิจารณาว่ามีมูลก็มีปัญหาแล้วแน่นอน และอาจจะมีอีกหลายเรื่องตามมา เท่าที่มีการร้องไปแล้วเช่นเรื่องกรณีแสนสิริ ที่คุณเรืองไกร ไปยื่นไว้และขณะนี้ไม่แน่ใจว่ามีกี่เรื่องที่ถูกร้องอยู่ ในอนาคตอาจมีการถูกร้องจากพรรคฝ่ายค้านด้วยเช่นกันในเรื่องอื่น”ผู้นำฝ่ายค้านกล่าว

'ผู้นำฝ่ายค้าน' เปิดฉากทัศน์ การเมืองปี2567 ลุ้นปรับครม.อาจเปลี่ยนนายกฯ

พร้อมกันนี้ ผู้นำฝ่ายค้าน ยังอวยพรเนื่องในวันปีใหม่ต่อนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ว่าในฐานะฝ่ายค้านอยากเห็นทุกคนรวมถึงนายกรัฐมนตรีมีความสุขและหวังเห็นประเทศไทยมีสังคมที่ดีขึ้นในอนาคต และอยากให้นายกรัฐมนตรีตั้งใจทำงานให้เต็มที่ ด้วยความเป็นห่วงเนื่องจากที่ผ่านมาแม้นายกรัฐมนตรีจะรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักทุกวัน แต่ฝ่ายค้านคิดว่าการบริหารงานที่ดีจะต้องทำงานในเชิงรุกลงรายละเอียดมากกว่านี้

“เช่น เรื่องค่าแรง พอนายกรัฐมนตรีทราบว่าไตรภาคีมีมติค่าแรงขั้นต่ำขึ้น นายกรัฐมนตรีก็โวยวายไม่พอใจ ทั้งที่หากเป็นนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีหรือของรัฐบาลจะต้องมีการทำงานเชิงรุกก่อนหน้านี้ ในการคุยกับคณะกรรมการไตรภาคี ภาคเอกชน ภาคแรงงาน ถึงนโยบายปรับค่าแรง ตามสูตรควรมีการปรับหรือไม่ ไม่ใช่มารอฟังตัวเลขไม่พอใจก็โวยวาย แบบนั้น ควรมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรี” ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว

ลดความขัดแย้ง ‘สุวัจน์’ หนุนตั้ง กมธ.สภาถก ทำ ‘นิรโทษกรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566408

31 ธ.ค. 2566

ลดความขัดแย้ง ‘สุวัจน์’ หนุนตั้ง กมธ.สภาถก ทำ ‘นิรโทษกรรม’

‘สุวัจน์’ หนุนตั้งกรรมาธิการในสภา ถกแนวทางทำ ‘นิรโทษกรรม’ ลดความขัดแย้งในสังคมไทย พร้อมไฟเขียวแก้รัฐธรรมนูญ ให้เป็นประชาธิปไตย ชี้ สสร.ควรมาจากเลือกตั้ง-แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวถึงการนิรโทษกรรมว่าเป็นความขัดแย้งทางการเมืองมาตั้งแต่ปี 2549 หรือมากกว่า 16-17 ปี ความขัดแย้งทางการเมืองนำไปสู่วิกฤต ขาดความต่อเนื่องของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และขาดความเชื่อมั่น ถ้าเราสามารถที่จะยุติความขัดแย้งได้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดวิกฤตและเป็นการรวมพลังของคนในชาติ รวมพลังความรัก ความสามัคคีและประสบการณ์ 

ลดความขัดแย้ง ‘สุวัจน์’ หนุนตั้ง กมธ.สภาถก ทำ ‘นิรโทษกรรม’

ส่วนขอบเขตหรือวิธีการของการนิรโทษกรรมจะทำอย่างไรเพื่อไม่นำไปสู่ความขัดแย้งใหม่อีกครั้งนั้น จะต้องเป็นวิธีการที่ทุกฝ่ายยอมรับ และเห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยสภาผู้แทนราษฎร น่าจะเป็นองค์กรที่ชอบธรรมในการเริ่มต้นกระบวนการต่างๆ อาจจะเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมการ มีองค์ประกอบทุกพรรคการเมืองทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 


อาจจะมีตัวแทนนักวิชาการ มาวิเคราะห์ให้ตกผลึกว่าการนิรโทษหรือไม่ควรจะนิรโทษแบบใด และนิรโทษส่วนไหน แล้วได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายแล้วจึงเริ่มต้นกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดมาตรา 112 และคดีทุจริตหรือไม่นั้น ควรเป็นเรื่องของคณะกรรมการไปคุยในรายละเอียดเพื่อให้ทุกฝ่ายรับได้

นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าพรรคชาติพัฒนากล้าได้พูดไว้ในช่วงเลือกตั้ง และพรรคอื่นๆ ก็พูดเรื่องนี้ ฉะนั้นในฝ่ายการเมืองเห็นพ้องต้องกันว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มีความถูกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสถานการณ์เศรษฐกิจที่ต้องได้รับการแก้ไข และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ แต่จะแก้บางมาตรา หรือแก้ทั้งฉบับต้องไปอิงให้ถูกต้องตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 

หากจะแก้ทั้งฉบับไม่แตะต้องหมวด 1 หมวด 2 ก็ต้องมีการทำประชามติ หากประชาชนเห็นด้วยก็ต้องมาว่ากันที่วิธีการแก้คือมาตรา 256 ว่าจะแก้แบบไหน เช่นการมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) มีกี่คน มาจากเลือกตั้ง หรือผสมกับการแต่งตั้ง

“พรรคชาติพัฒนากล้ารับได้ที่ สสร. จะมาจากการเลือกตั้งส่วนหนึ่ง และมาจากการแต่งตั้งส่วนหนึ่ง เพราะต้องมีความชอบธรรมที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และต้องได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความชำนาญและมีประสบการณ์มาช่วยกันร่าง เป็นองค์ประกอบสองส่วน เพื่อให้มองครบทุกมิติในการแก้ปัญหาของประเทศก็จะสมบูรณ์ แต่ความชอบธรรมของประชาชนต้องมากกว่า เช่นมาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่ และอีก 20 กว่าคนมาจากการแต่งตั้งที่เลือกจากสาขาวิชาชีพทำให้องค์ประกอบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกต้องเหมาะสมในทุกมิติ เช่นเดียวกับ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบเขตและบัญชีรายชื่อ” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมเราสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ เพราะตอนนี้บรรยากาศบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ การเขียนรัฐธรรมนูญก็จะอยู่บนพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย และวันนี้เราต้องมีเครื่องมือในการแก้ปัญหาประเทศ เศรษฐกิจโลก เทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง ความยืดหยุ่นของกฎหมายจึงมีความสำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศได้เร็วและสำเร็จ

‘ประชาธิปัตย์’ จัดคิว ‘จุรินทร์’ คนแรก เปิดฉาก อภิปราย ‘งบประมาณปี2567’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566405

31 ธ.ค. 2566

'ประชาธิปัตย์' จัดคิว ‘จุรินทร์’ คนแรก เปิดฉาก อภิปราย 'งบประมาณปี2567'

‘จุรินทร์’ แซะรัฐบาล ถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่ากลัวการถูกซักฟอก เผย เตรียมอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ ปี2567 ตามเนื้อผ้าเพื่อให้ประชาชนเจ้าของเงินได้รู้ทุกแง่มุม แย้มเป็นคนแรกของประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ในวันที่ 3-5 ม.ค. 2567นี้ว่า สำหรับตนได้รับมอบหมายจากประธาน สส.ของพรรค คือนายประมวล พงศ์ถาวราเดช ให้เป็นผู้อภิปรายคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเป็นการอภิปรายในวันที่ 3 ม.ค. 2567 

โดยคงจะเป็นการพูดในภาพรวม และไม่ลงลึกในรายละเอียดเพราะมีเวลาจำกัด แต่ก็จะพูดตามเนื้อผ้า สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ.งบประมาณ 2567 ของรัฐบาลชุดนี้เป็น อย่างไร 

เพื่อให้ประชาชน เจ้าของเงินได้เห็นภาพ ส่วนที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาดักคอห้ามซักฟอกรัฐบาล เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่าทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

“เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่าไปกลัว ส่วนในพรรคประชาธิปัตย์จะมีใครอภิปรายอีกบ้าง ก็คงเป็นเรื่องของการที่ประธานส.ส. กับวิปของพรรค จะเป็นผู้ประสานงานต่อไปและวันที่ 2 มค. จะมีการประชุม สส.ของพรรคซึ่งจะมีข้อสรุปทั้งหมด”นายจุรินทร์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปราย ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ที่รัฐสภา ในวาระแรก จะมีขึ้นระหว่างววันที่ 3-5 มกราคม 2567 หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ

‘ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม ไม่ติด กมธ.ตร.ขอดูงาน ชั้น 14 ‘รพ.ตำรวจ’ ได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566402

31 ธ.ค. 2566

‘ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม ไม่ติด กมธ.ตร.ขอดูงาน ชั้น 14 ‘รพ.ตำรวจ’ ได้

‘ทวี สอดส่อง’ ไม่ติดใจ กมธ.ตร.ดูงาน ชั้น 14 ‘รพ.ตำรวจ’ ได้ เผยต้นเดือน ธ.ค.ผู้ตรวจการแผ่นดินก็เข้าไปแล้ว ยันไม่หนักใจเรื่อง ‘ทักษิณ’ เป็นเผือกร้อน บอกงานจะเป็นตัวพิสูจน์ เชื่อ ‘พีระพันธุ์’ มีวิจารณญาณ ไม่ทำนอกกฎหมาย ย้ายงานตามความเหมาะสม ไม่เอื้อประโยชน์ใคร

เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2566 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งมอบหมายให้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในส่วนของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเดิมนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ได้ดูแลในส่วนนี้อยู่ ว่าทั้งนายสมศักดิ์และนายพีระพันธ์ุ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจากที่ตนได้คุยกับนายสมศักดิ์ ทราบว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีงานในมือจำนวนมาก ขณะที่ตัวนายสมศักดิ์เองก็มีงานมากขึ้น และนายพีระพันธ์เคยผ่านงานส่วนนี้มาก็น่าจะเข้าใจ

ในส่วนของนโยบายกระทรวงยุติธรรมก็ยึดตามนโยบายของรัฐบาล คือจะต้องทำงานปกป้องคุ้มครองประชาชน ให้ปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม และได้รับการคุ้มครองเรื่องสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งมิติทางความคิด แทนที่จะให้ประชาชนเข้าหาความยุติธรรม ความยุติธรรมต้องเข้าหาประชาชน และยกระดับนิติธรรมให้เข้มแข็ง เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

ส่วนที่ถูกมองว่าการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อนายทักษิณ และเป็นการปูทางให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทย พันตำรวจเอกทวี ระบุว่า นายพีระพันธ์ุคงไม่ทำอะไรที่นอกเหนือกฎหมาย เช่นเดียวกับกระทรวงยุติธรรมที่ต้องทำทุกอย่างตามกฎหมาย

โดยจะเห็นว่าพ.ร.บ. ราชทัณฑ์ ที่ออกเมื่อปี 2560 ก็ไม่ใช่พ.ร.บ.ที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้นมา และหมายเหตุท้ายพ.ร.บ.ก็เขียนไว้ชัดเจน ว่ากฎหมายเดิมขัดต่อหลักสากล โดยเฉพาะการไม่สามารถดำเนินการตาม พฤตินิสัย เพราะไม่มีที่ควบคุมหรือที่คุมขังอื่น จึงมีเฉพาะเรือนจำจึงมีการเขียนกฎหมายนี้ให้มีมาตรา 33 และ 34 การไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ถือว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงมีการออกกฎกระทรวงกฎระเบียบและออกประกาศ ซึ่งไม่ได้ออกเพื่อคนใดคนหนึ่ง นายพีระพันธ์ุจะทำนอกกฎเกณฑ์นี้ ก็คงเป็นไปไม่ได้

เมื่อถามว่ากรณีของนายทักษิณ หากคุณสมบัติเข้าเกณฑ์ ก็จะถือเป็นการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยประกอบ ถ้าเป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอาจจะไม่ต้องเข้าไปควบคุมตัวในเรือนจำ หรือใช้สถานที่อื่น ซึ่งกระบวนการนี้มีคณะกรรมการจากหลายฝ่ายร่วมกันพิจารณา ส่วนกรณีที่มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่าเรื่องนี้ก็ต้องรับฟัง บ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ต้องยึดตามกฎหมาย และไม่ได้ทำเพื่อคนใดคนหนึ่ง

ส่วนอาการของนายทักษิณในปัจจุบันนั้น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้ส่งความเห็นล่าสุดมาให้ ซึ่งกรณีที่ไปรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ต้องขอความเห็นชอบจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โดยมีความเห็นชอบของแพทย์ผู้ตรวจ และหลักฐานอื่นประกอบ ซึ่งในทางกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะเกินได้มากน้อยแค่ไหน แต่โดยส่วนตัวมองว่าไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ พร้อมเปิดเผยว่าตนเองไม่เคยขึ้นไปเยี่ยมนายทักษิณ แต่ในวันที่เข้าไปตอบกระทู้สดที่สภา มีโอกาสได้พบกับแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งแพทย์ยืนยันว่านายทักษิณป่วยจริง

ส่วนกรณีที่กมธ.การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร จะเดินทางไปดูงานที่โรงพยาบาลตำรวจ ในวันที่ 12 มกราคม 2567 นั้นพันตำรวจเอกทวี ระบุว่า ในส่วนของราชทัณฑ์เปิดกว้างอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีหลายคณะเข้าไปดูงาน ซึ่งเป็นสิทธิ์ของราชทัณฑ์ และตนได้ให้นโยบายว่าต่อไปนี้ควรจะเปิดเรือนจำให้คนที่มีความสงสัยเข้าไปดูได้ แต่ก็ต้องมีหลักเกณฑ์

เมื่อถามว่ากรรมาธิการจะสามารถขึ้นไปชั้น 14 ได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ระบบการเยี่ยมมีอยู่แล้ว ส่วนที่ก่อนหน้านี้ที่นายสมศักดิ์ระบุว่าไม่สามารถขึ้นไปเยี่ยมได้นั้น ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะข่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ขึ้นไปชั้น 14 มาแล้ว เนื่องจากมีคนร้องเรียน สามารถทำได้ตามอำนาจขององค์กรอิสระ ซึ่งตนทราบเรื่องนี้จากรายงาน

ทั้งนี้พ.ต.อ.ทวี ยืนยันว่าไม่หนักใจ ที่ถูกจับตาในเรื่องของนายทักษิณมาโดยตลอด พร้อมระบุว่า คนที่ไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อ วันนี้ต้องก้าวผ่านความอคติ ตนก็เปิดกว้าง และต้องทำงานสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ซึ่งหลังปีใหม่ก็จะมีงานสำคัญ เกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลที่จะถูกดำเนินการ รวมถึงเรื่องยาเสพติด

‘สมศักดิ์’ เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566397

31 ธ.ค. 2566

'สมศักดิ์' เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

‘สมศักดิ์’ เปิดบ้านอวยพร พูดคุยข้าราชการสุโขทัย อวยพรปีใหม่พร้อมขอให้ช่วยเหลือประชาชนเต็มที่ ปี 2567 เป็นปีที่ดี ทุกอย่างกำลังดีขึ้น

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดบ้านต้อนรับหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดสุโขทัย นำโดยนายสุชาติ ทีคะสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายมนู พุกประเสริฐ นายก อบจ.สุโขทัย สมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เพื่อเข้าสวัสดี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2567 ที่จังหวัดสุโขทัย 

นายสุชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่มารับตำแหน่งที่จังหวัดสุโขทัย ปี 2552 มีโอกาสร่วมทำงานและได้รับคำแนะนำในเรื่องการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนมาโดยตลอด ซึ่งปัจจุบันนายสมศักดิ์ยังเน้นย้ำในการให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

'สมศักดิ์' เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

ด้านนายสมศักดิ์ ได้สวัสดีปีใหม่ 2567 ข้าราชการทุกคน ปีใหม่นี้ถือเป็นปีที่ดีที่สุด เพราะหากเปรีบเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมา จะพบว่า ประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาด ที่ส่งผลให้พี่น้องประชาชน ต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตไปจำนวนมาก แต่ปีนี้ตนมองว่า ทุกอย่างกำลังจะเริ่มดีขึ้น ยืนยันรัฐบาลให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ตนยินดีเปิดบ้านพูดคุยหารือในทุกเรื่อง เพื่อทำให้การขับเคลื่อนช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เดินหน้าได้มากที่สุด ยินดีรับฟังทุกภาคส่วน ซึ่งขอให้สบายใจกับการอยู่ร่วมกันในจังหวัดสุโขทัย เพราะการทำงานร่วมกัน ตนไม่มีทิฐิใดๆทั้งสิ้น มีแต่อยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีความสุขเท่านั้น

“ในโอกาสสำคัญนี้ ผมขออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในจังหวัดสุโขทัย ได้โปรดดลบันดาลให้พวกเรามีความสุข ขออำนาจบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้ปกป้องคุ้มครองพี่น้องข้าราชการ และนักการเมืองทุกคน ให้มีความสุข โดยขอให้แก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรคขวากหนาม ได้อย่างปลอดโปร่ง และเป็นปีทองของพวกเราชาวสุโขทัยทุกคน ซึ่งขอให้มีความสุข และเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ ขอให้โชคดี สวัสดีปีใหม่ 2567” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

'สมศักดิ์' เปิดบ้านอวยพร ขรก.สุโขทัย เดินหน้าช่วยประชาชนเต็มที่

‘สุวัจน์’ ชมรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ‘ปี 2567’ ต้องหารายได้ให้ประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566380

30 ธ.ค. 2566

'สุวัจน์' ชมรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี 'ปี 2567' ต้องหารายได้ให้ประเทศ

‘สุวัจน์’ แนะ นายกฯใช้ประสบการณ์ธุรกิจ-ความได้เปรียบผลักดันบริหารงาน ชงปี2567 รัฐบาลต้องหารายได้ให้ประเทศ-ปชช. ดันท่องเที่ยวไทยแตะ 40 ล้านคนก่อนโควิด จากปี66 นทท.อยู่ที่ 27 ล้านคน ย้ำดิจิทัลวอลเล็ตหาเสียงไว้แล้วก็ต้องทำ

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2566 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า(ชพก.) กล่าวประเมินผลการทำงานของรัฐบาล 3 เดือน ว่า รัฐบาลพยายามทำงานในสิ่งที่สัญญากับประชาชนไว้ตอนเลือกตั้ง โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เศรษฐกิจระยะสั้น การตรึงราคาค่าไฟ ค่าน้ำมัน หนี้นอกและในระบบเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ดี มองว่ารัฐบาลทำได้ดี 

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ

“แต่สำหรับปีหน้าคงต้องโฟกัสเรื่องของรายได้ประเทศและรายได้ประชาชน รัฐบาลไปเชิญชวนการลงทุนไว้มาก แต่เราจะได้เงินได้งานเพิ่มขึ้นมา จากการลงทุนที่ไปเชิญชวนอย่างไร หรือการส่งออกที่ติดลบ ปีหน้าจะหาตลาดเพื่อการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศ หรือการท่องเที่ยวปีนี้มีนักท่องเที่ยว 27 ล้านคน ปีหน้าทำอย่างไรให้ได้ 40 ล้านคน ถ้าทำได้เราก็กลับมาอยู่จุดเดิมก่อนเกิดโควิด”นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังควรทำอะไรที่ถาวรให้กับประเทศ เช่น การปรับโครงสร้างต่างๆ ได้แก่ พลังงาน ตอนนี้รัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟเฉพาะหน้า แต่ถ้าปรับโครงสร้างทั้งการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน การหาแหล่งก๊าซเป็นของตัวเองจะเป็นเรื่องที่ถาวรและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน การปรับโครงสร้างภาคการเกษตร อุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังเปลี่ยนป็นรถยนต์ไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น EEC แลนด์บริดจ์ รถไฟฟ้าความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ จะต่อยอดอย่างไร

แต่รัฐบาลต้องระวังเรื่องตัวเลขหนี้สาธารณะในขณะนี้ 62% แม้ยังไม่ทราบว่าโครงการดิจิทัลวอลเล็ตจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ถ้าเกิดขึ้นก็อาจจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธรณะสูงขึ้นถึง 65-66% หนี้ภาคประชาชนตอนนี้กว่า 90% รัฐบาลต้องระมัดระวังและสร้างเสถียรภาพทางการคลังเพื่อให้เกิดความมั่นใจ หากนโยบายการผลักดันนโยบายการหารายได้ชัดเจน จีดีพีก็จะโต หนี้ต่างๆ จะลดลง ตลาดหุ้นก็จะกลับมาคึกคัก

นอกจากนี้ นายสุวัจน์ ยังกล่าวถึงนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจ และน่าจะเพิ่มจีดีพีได้อีกประมาณครึ่งเปอร์เซ็นต์ ปีหน้าจีดีพีอาจจะอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ถ้ามีนโยบายนี้ก็อาจจะเพิ่มเป็น 3.5% และขอย้ำว่าสิ่งที่ต้องควบคุมหนี้สาธารณะตอนนี้ห้าแสนล้านบาท หากมีการกู้เงินเพิ่มอีกก็จะทำให้สูงกว่า 62% แม้ไม่เกิน 70% แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ก็จะมอง ดังนั้นรัฐบาลต้องหามาตรการหารายได้เพิ่มให้กับประเทศในระยะยาวควบคู่กันไป การท่องเที่ยวดีขึ้น การส่งออกดีขึ้น การปรับโครงสร้างต่างๆ เพื่อให้บาลานซ์ตัวเลขที่ทำให้เกิดความมั่นใจเสถียรภาพการคลังของประเทศ แต่มองว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเงินถึงห้าแสนล้านบาทย่อมมีความรุนแรงที่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นได้ และถ้าติดเรื่องข้อกฎหมายคิดว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการสำรองที่เทียบเคียงได้กับดิจิทัลวอลเล็ต

“ดิจิทัลวอลเล็ตบอกประชาชนไว้ก็ต้องทำและก็เป็นนโยบายของรัฐบาล เพียงแต่ต้องมีความรอบคอบในเรื่องของความถูกต้องของขั้นตอนต่างๆ คือ การตีความทางกฎหมายของกฤษฎีกา แต่โดยภาพรวมก็มีผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่าระมัดระวังที่มาและหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่ยังมีเสถียรภาพในด้านการคลังอยู่” นายสุวัจน์ กล่าว

นายสุวัจน์ ยังฝากคำแนะนำถึงนายกรัฐมนตรี ว่า เวลาไม่รอท่า ตอนนี้นายกรัฐมนตรีต้องโฟกัสในการหารายได้ ใช้ประสบการณ์ในทางธุรกิจ ความได้เปรียบและเสถียรภาพทางการเมือง ผลักดันให้งานเรียบร้อย เพราะปีหน้าจะเป็นปีที่ท้าทายในเรื่องเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามปัจจัยต่างๆ ก็เป็นใจเพราะส่งออกปีนี้ติดลบ แต่ปีหน้าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้น ดอกเบี้ยขาลง เงินเฟ้อลดลง ดังนั้นเศรษฐกิจไทยโดยพื้นฐานย่อมจะต้องดีขึ้น ตัวเลขการส่งออกที่ติดลบปีหน้าก็ต้องเป็นบวก นักท่องเที่ยวก็ต้องเพิ่มขึ้น และถ้ามีการลงทุนเพิ่มก็จะยิ่งขับเคลื่อนจีดีพี หนี้ต่างๆจะเบาลง

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีของพรรคแกนนำ น่าจะยังไม่มีอะไร เพราะ สว. ยังอยู่ ดังนั้นการเปลี่ยนตัวจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อะไรยากๆ คงไม่ทำในช่วงนี้และไม่ใช่การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น

‘สรรเพชญ’ ฟาดรัฐบาล ทำ ‘งบเกินดุล’ เกือบ 3 แสนล้าน แต่เป็นเพียงภาพมายา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566371

30 ธ.ค. 2566

‘สรรเพชญ’ ฟาดรัฐบาล ทำ ‘งบเกินดุล’ เกือบ 3 แสนล้าน แต่เป็นเพียงภาพมายา

‘สรรเพชญ’ สส.ประชาธิปัตย์ ฟาดรัฐบาล ตั้งงบปี2567 จงใจทำผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ตกแต่งตัวเลขเงินนอกงบประมาณให้ดูดี โดยทำ ‘งบเกินดุล’ เกือบ 3 แสนล้านบาท แต่เป็นเพียงภาพมายา ซ้ำร้าย ไม่จริงใจกับท้องถิ่น โดยการแบ่งสัดส่วนรายได้ท้องถิ่นต่ำลง แค่ 29.1% จาก 35%

วันที่ 30 ธันวาคม 2566 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ในฐานะคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งข้อสังเกตต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่จะมีการพิจารณาวาระแรก ขั้นรับหลักการในวันที่ 3 ถึง 5 มกราคม 2567 ซึ่งงบประมาณปี พ.ศ. 2567 มีกรอบงบประมาณวงเงินรวม 3.48 ล้านล้านบาท ที่ผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมร่วมของ 4 หน่วยงานหลักทางการเงิน การคลัง

“แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าหน่วยงานที่รับงบประมาณ ซึ่งเป็นผู้นำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติ ได้มีคำของบประมาณไปยังสำนักงบประมาณ สูงถึง 5.8 ล้านล้านบาท นั่นหมายความว่า หน่วยงานที่ขอรับงบประมาณ จะถูกตัดลดงบประมาณที่ยื่นคำขอมา กว่า 2.32 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ที่ถูกตัดลดงบประมาณจากคำขอ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่าความทุกข์ร้อนของประชาชนหลายประการ ที่ร้องเรียนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎรหรือร้องเรียนผ่านหน่วยงานโดยตรง อาจจะไม่ได้รับการแก้ไขหรือดำเนินการในปีงบประมาณ 2567 เนื่องจากวงเงินงบประมาณมีจำกัด”นายสรรเพชญ ระบุ

นายสรรเพชญ ได้ตั้งข้อสังเกตงบประมาณที่น่ากังวล คือ ตามเอกสารงบประมาณปี 2567 ที่รัฐบาลมีรายได้เงินนอกทั้งสิ้น 2.40 ล้านล้านบาท และรายจ่ายเงินนอก 2.11 ล้านล้านบาท ทำให้เงินนอกงบประมาณเกินดุลที่กระทรวงการคลังได้ตั้งไว้ 295,828 ล้านบาท จะเป็นการสร้างภาพฐานะการคลังของรัฐบาลให้ดูดีเกินไปหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องคงเป้าหมายการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2567 ไว้ที่ 693,000 ล้านบาท รองรับการเบิกจ่ายที่ได้รับการจัดสรรไว้ตามที่รัฐสภาอนุมัติ และส่วนที่เบิกจ่ายไม่ทันก็คาดว่าหน่วยรับงบประมาณคงขออนุมัติคณะรัฐมนตรีกันเงินนี้ไว้เบิกเหลื่อมปีในปีถัดไป ทั้งนี้คงจะไม่มีหน่วยรับงบประมาณใดนำเงินเหลือจ่ายส่งคืนคลัง ดังเช่นสมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาที่ให้นำเงินเหลือคืนส่งคลัง

ดังนั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ การทำให้ดุลเงินนอกงบประมาณเกิดการเกินดุลจึงเป็นภาพมายาเท่านั้น เพราะไม่ใช่เงินของรัฐบาลแต่เป็นเงินของหน่วยงานอื่นที่ได้รับอนุมัติให้ถือเงินส่วนนี้ไว้ใช้จ่ายหมุนเวียนได้ เช่น สถานศึกษา โรงพยาบาล ทุนหมุนเวียน หรือกองทุนต่างๆ เป็นต้น

อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ปี พ.ศ. 2566 มีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 62.1 และคาดการณ์ในปี 2567 ร้อยละ 64.0 สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงหากจะดำเนินนโยบาย Digital Wallet คือเรื่องของสภาพคล่องในตลาดการเงิน และกฎหมายมาตรา 53 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดว่าการกู้เงินกรณีพิเศษจะต้องมีความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งตนไม่ติดขัดที่รัฐบาลจะมุ่งดำเนินนโยบาย Digital Wallet แต่ตนไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินเพื่อมาทำนโยบายนี้เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี

ในส่วนงบประมาณที่เป็นเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สส.สรรเพชญ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนรายได้ระหว่างรัฐบาล กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) คิดเป็นร้อยละ 29.1 ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่ถึงร้อยละ 35 ตามจุดมุ่งหมายที่ควรจะจัดสรรให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าส่วนกลาง แต่เมื่อพิจารณาจากเอกสารงบประมาณแล้วเห็นได้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเกิดข้อจำกัดในการใช้จ่ายงบประมาณเนื่องจากงบประมาณจะไม่เพียงพอต่อการจัดทำบริการและกิจกรรมสาธารณะ

สว.ตัวตึง ‘กิตติศักดิ์’ ฟันธงส่งท้ายปี ไม่เกินปี67 ‘เศรษฐา’ พ้นเก้าอี้นายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566369

30 ธ.ค. 2566

สว.ตัวตึง ‘กิตติศักดิ์’ ฟันธงส่งท้ายปี ไม่เกินปี67 ‘เศรษฐา’ พ้นเก้าอี้นายกฯ

ไม่เกินปีหน้า สว.ตัวตึง ‘กิตติศักดิ์’ ฟันธงส่งท้ายปี66 อย่างเก่งอยู่ได้ปีเดียว ไม่เกิน ธันวาคม ปี 2567 ‘เศรษฐา’ กระเด็นหลุดเก้าอี้นายกฯ ชี้ เจอสารพัดปัญหาลามสุมไฟขัดแย้ง

วันที่ 30 ธ.ค. 2566 นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีที่ สว.จะหมดวาระการทำหน้าที่ในวันที่ 11 พ.ค. 2567 ว่า คงไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าไร คลื่นลูกเก่าไป คลื่นลูกใหม่ก็มาเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลอะไรกับ สว.อีกต่อไป เพราะ สว.ชุดใหม่จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีอีก

“แต่ระหว่างนี้อย่ารีบเปลี่ยนตัวนายกฯ ละกัน จะทำให้ สว.ชุดปัจจุบันเลือกนายกฯได้อีก ขณะนี้ในวง สส. และ สว.พูดกันหนาหู นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กับ สว.ชุดนี้ใครจะไปก่อนกัน ทราบว่านายเศรษฐาก็มีปัญหาในเรื่องการบริหารอำนาจเช่นกัน ปัจจัยที่จะกำหนดความอยู่รอดของนายเศรษฐาจะอยู่ได้นานแค่ไหน คือชนวนคดีของนายทักษิณว่า นายเศรษฐาจะบริหารอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน”สว.กิตติศักดิ์ กล่าว

ขณะนี้กระแสสังคมจุดติดแล้ว รับไม่ได้ที่นายทักษิณได้อภิสิทธิ์พิเศษ ไม่ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริต ไม่เคยถูกคุมขังในเรือนจำแม้แต่วันเดียว จะเป็นตัวประเดิมจุดไฟขัดแย้งตั้งแต่ต้นปี ขึ้นอยู่กับบทบาทนายเศรษฐ าจะประคับประคองอารมณ์ประชาชนได้แค่ไหน

สว.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า อีกเรื่องที่จะกำหนดความอยู่รอดของรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาปากท้องประชาชนจะเป็นตัวกำหนดเสถียรภาพรัฐบาลและเสถียรภาพนายกรัฐมนตรี เช่นกัน รวมถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ต้องจับตารัฐบาลจะกล้าเสี่ยงออก พ.ร.บ.กู้เงิน นำเงินมาแจกประชาชนหรือไม่ ดูแนวโน้มแล้วพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่กล้าเสี่ยงออก พ.ร.บ.กู้เงิน มาแจกประชาชน ถ้ากฎหมายไม่ผ่านในสภาฯ นายกฯต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก 

“ประเมินสถานการณ์แล้วในไตรมาสแรกปี2567 รัฐบาลจะเผชิญแรงปะทะหนักมาก ไหนจะเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. 2567 อีก คงถูกพรรคก้าวไกล ถล่มหนักแน่ ถ้าทุกอย่างถึงช่วงสุกงอมพอดี นายเศรษฐา ก็น่าห่วง ส่วนตัวขอฟันธงอย่างเก่ง นายเศรษฐา อยู่ได้แค่ปีเดียว ไม่เกินเดือน ธ.ค. 2567 นายกฯ อาจถูกเปลี่ยนชื่อจากนายเศรษฐาเป็นคนอื่น”สว.กิตติศักดิ์ ฟันธง

สำหรับ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จัดได้ว่า เป็น สว.ตัวตึง ที่มีสร้างสีสันให้การเมืองไทย และมีบทบาทต่อการเมืองไทย ในหลายแง่มุม และเขาเป็นหนึ่งใน สว. ที่ประกาศตัวไม่หนุน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เมื่อครั้งการฟอร์มรัฐบาล 8 พรรคร่วมที่มีพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ล่มเสียก่อน ทำให้พรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทย รับไม้ผลัดเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลแทน ภายใต้การนำของ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ที่สว.กิตติศักดิ์ ฟันธงว่าจำเป็นนายกฯได้ไม่เกิน1ปี เท่านั้น

‘นิกร’ ยันคำถาม ‘ทำประชามติ’ มาจากภาคประชาชน ชง ครม.แล้ว ขอให้ใจกว้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/566362

30 ธ.ค. 2566

'นิกร' ยันคำถาม 'ทำประชามติ' มาจากภาคประชาชน ชง ครม.แล้ว ขอให้ใจกว้าง

‘นิกร’ ยันคำถาม ‘ทำประชามติ’ เพื่อแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาจากภาคประชาชน นำรวมรายงานเสนอครม.แล้ว ลั่นรับฟังทุกกลุ่ม ขอให้ใจกว้าง

เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2566 นายนิกร จำนง ประธานอนุกรรมการรับฟังความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแนวทางในการทำประชามติ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กล่าวถึงกรณีข้อเรียกร้องของกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญระบุ “ทำให้ภาคประชาชนผิดหวัง” นั้น ว่า กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยนิสิต นักศึกษา เยาวชน คนรุ่นใหม่ คงผิดหวังจริงที่ผลอาจไม่ออกมาตามความต้องการของกลุ่ม ตามที่ได้มีโอกาสรับเชิญเข้าไปในทำเนียบเป็นกลุ่มแรกสุด เพื่อรับฟังความเห็น และอีกส่วนหนึ่งก็ได้เข้าไปให้ความเห็นแบบตรงไปตรงมา ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับตัวแทนเฉพาะของกลุ่มประชาชน แล้วความเห็นดังกล่าวได้ถูกบันทึกไว้ในรายงานเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเรียบร้อย มิต้องกังวลว่าจะตกหล่นไปอย่างแน่นอน

นายนิกร กล่าวว่า รายงานผลการรับฟังประชาชนทุกกลุ่ม เฉพาะทุกกลุ่ม ทุกภาคนั้น ได้สรุปผลส่งไปยังคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ซึ่งครม.คงจะได้พิจารณาอย่างรอบคอบ โดยการรับฟังสรุปความเห็นที่ตอบจากทุกกลุ่ม ไม่ว่าประชาชนทั่วไปจากกลุ่มอาชีพ และทุกภาคที่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 

โดยไม่แก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 หรือแม้แต่ความเห็นส่วนมากของวุฒิสมาชิก ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขทั้งฉบับ แต่กลับเห็นด้วยกับการแก้ไขเป็นรายยมาตรา จุดนี้ ยังมีความสุ่มเสี่ยงกับการไม่ผ่านความเห็นชอบถึง 1ใน3 ของวุฒิสมาชิก ซึ่งไม่ต้องไปถึงการแก้ทั้งฉบับไม่ยกเว้นสองหมวดดังกล่าวที่เขาได้แสดงความชัดเจนมาตลอดว่าไม่เห็นชอบด้วย

นายนิกร กล่าวว่า นอกจากนั้นยังมีการนำเสนอข้อมูลปัญหาของประชาชนกลุ่มต่างๆ และในภูมิภาคต่างๆที่มีปัญหามากมายที่ต้องการให้แก้ไขในหมวดต่างๆ เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรงที่ไม่ใช่หมวด 1 หรือหมวด 2 แต่อย่างใดเลย 

“จึงเรียกร้องให้ทุกคน ทุกกลุ่ม รับฟังความเห็นเบื้องต้นนี้อย่างใจกว้าง และให้ตั้งอยู่บนเป้าหมายให้เกิดผลความสำเร็จในการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน ทุกกลุ่ม ทุกภาคส่วน มิใช่เป็นของประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ จึงขอให้ช่วยกันพิจารณาสรุปผลจากการรับฟังประชาชนกลุ่มเฉพาะที่จะขอเปิดเผยให้ทราบในโอกาสนี้ เพื่อจะได้ร่วมกันพิจารณาด้วยความรอบคอบให้เกิดผลสัมฤทธิ์สำหรับประชาชนไทยกันต่อไป”นายนิกร กล่าว