พลังประชารัฐ โอ่ผลงานโบแดง แปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565723

19 ธ.ค. 2566

พลังประชารัฐ  โอ่ผลงานโบแดง  แปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร

ประชุมพรรคพลังประชารัฐ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคเข้าร่วม ที่ประชุมสรุปผลงาน 3 เดือน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล สามารถผลักดันนโยบายของพรรคเป็นรูปธรรม ทั้งจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาไร่ ไม่เกิน 20,000 บาท ต่อ ครอบครัว -เปลี่ยน ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร

นายอรรถกร  ศิริลัทยากร  โฆษกพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในการประชุมกรรมการบริหาร และ สส.ของพรรค โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ในที่ประชุมมีการหารือถึง การทำงานของพรรคในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ร่วมบริหารงานมาครบ 3 เดือนแล้ว   ซึ่งพรรคพลังประชารัฐ สามารถผลักดันนโยบายที่สำคัญ ๆ ออกมาเป็นรูปธรรม หลายเรื่อง ทั้งนโยบายการจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จำนวนไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัว หรือไม่เกิน 20,000 บาท ต่อ ครอบครัว ซึ่งพรรคพลังประชารัฐได้ริเริ่มและทำสำเร็จมาแล้วหลายปี 

รวมถึงนโยบายการเปลี่ยน ที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งก็สำเร็จแล้วเช่นกัน    ถือว่าพรรคพลังประชารัฐได้ทำสำเร็จตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้  ในที่ประชุมพรรคจึงขอให้ทุกคนโดยเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)เวลาลงพื้นที่ ให้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ กับประชาชนให้ทราบว่า เป็นผลงานของพรรคที่ได้ผลักดันทำให้ประชาชนทั้งประเทศ

นอกจากนี้ ในวันที่ 8 ม.ค 67  จะมีพิธีมอบโฉนดเพื่อการเกษตรที่ จ.เพชรบูรณ์ เป็นจังหวัดแรก โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค  จะเดินทางไปพร้อมกับ  ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารพรรค และสส.ในพื้นที่เพื่อร่วมมอบโฉนด พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะของประชาชน เพื่อให้พรรคนำไปผลักดันและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม


น.ส.ตรีนุช เทียนทอง สส.สระแก้ว รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานกรรมการด้านกิจกรรมสัมพันธ์ กล่าวว่า พรรคมีแนวคิดในการจัดพรรคสัญจร เพื่อลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาต่างๆ ของประชาชนในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 8 ม.ค.67 จะลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ มอบโฉนดที่ดิน   ซึ่ง พล.อ.ประวิตร และพรรคจะไปดูเรื่องน้ำและที่ดินทำกิน ซึ่งพรรคพลังประชารัฐได้ทำมาตลอด และ พล.อ.ประวิตรให้ความสำคัญตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง และนับตั้งแต่เดือน ม.ค.67 จะมีการขับเคลื่อนเรื่องแปลง ส.ป.ก. เป็นโฉนด หัวหน้าพรรคจึงต้องการลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อร้องเรียน โดย จ.เพชรบูรณ์ มีเรื่องร้องเรียนค่อนข้างมาก 

“พล.อ.ประวิตร ต้องการไปรับฟังปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานในรัฐบาลที่ดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างราบรื่น และในวันที่ 12 ม.ค.67 จะลงพื้นที่ จ.หนองคาย เพื่อไปติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ด้วย” น.ส.  ตรีนุช ระบุ

‘ผู้ค้ายางพารา’ แฉฮั้วประมูล ‘ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต’ ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565706

19 ธ.ค. 2566

'ผู้ค้ายางพารา' แฉฮั้วประมูล 'ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต' ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

‘ผู้ประกอบการยางพารา’ ขอให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต หลังพบTOR เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอื้อประโยชน์บางราย ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

นายวิทยา คุณโรจน์วิมุติ เป็นตัวแทน นายสมัตถ์ ชมชื่น ผู้ประกอบการค้าน้ำยางพารา ยื่นหนังสือถึง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผ่านนายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ประจำรองนายกรัฐมนตรี เพื่อแจ้งเบาะแสการทุจริตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 จังหวัดและขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบ หลังพบข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเอื้อประโยชน์ทางการค้าให้กับบุคคลเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะราย ในโครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต เมื่อปี 2565 เป็นเหตุให้ประเทศได้รับความเสียหาย ต้องเสียรายได้งบประเทศแผ่นดิน มากกว่า 100 ล้านบาท

นายวิทยา กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบมีการกำหนดขอบเขตและรายละเอียด TOR ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง มีเงื่อนไขข้อหนึ่งของผู้เสนอราคาระบุว่า จะต้องแนบเอกสารประกอบการยื่นเสนอราคา คือ เอกสารรับรองจากผู้ประกอบการที่ถือสิทธิในอนุสิทธิบัตร “น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม”

'ผู้ค้ายางพารา' แฉฮั้วประมูล 'ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต' ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

จึงทำให้ผู้รับเหมา ที่ไม่มีเอกสารจากผู้ประกอบการ ที่ถือสิทธิ ในอนุสิทธิบัตรดังกล่าวเข้าประกวดราคาได้ และผู้ประกอบการค้าน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มที่ทำการค้ากับผู้รับเหมา ไม่สามารถจำหน่ายน้ำยางพาราได้  โดยนายสมัตถ์ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ไม่สามารถยื่นประกวดราคาได้เช่นกัน

สำหรับโครงการประกวดราคา นายวิทยา ตรวจสอบพบ ว่า อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน10จังหวัด คือ ศรีสะเกษ ราชบุรี อำนาจเจริญ หนองคาย ยโสธร ขอนแก่น กาญจนบุรี ชัยภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ดังนั้นต้องการให้นายกรัฐมนตรี ดำเนินการช่วยตรวจสอบใน 5ประเด็น คือ

1.ส่วนท้องถิ่น สามารถกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง งานก่อสร้างถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีต โดยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะ คือ ผู้เสนอราคา จะต้องแนบเอกสารรับรองจากผู้ประกอบการที่ถือสิทธิในอนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มได้หรือไม่  

2.ผู้ประกอบการที่ถือสิทธิในอนุสิทธิบัตรน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม เป็นบุคลคลหรือนิติบุคคลใด

3.เหตุใดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงได้นำเลขที่คำขออนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม ไปใช้ระบุเป็นข้อกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ดังกล่าว ทั้งที่เป็นเพียงคำขอ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา

4.การกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะ ในลักษณะเช่นนี้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่เป็นผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มรายหนึ่งเพียงรายเดียวหรือไม่ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มีบริษัทผู้ผลิตที่ผ่านการรับรองคุณภาพวัสดุผลิตภัณฑ์น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม จากการยางแห่งประเทศไทย จำนวนมากถึง 13 แห่ง  ซึ่งการกำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะเช่นนี้ ถูกบังคับให้ผู้เสนอราคาต้องซื้อน้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่ม จากผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตรรายนี้เพียงรายเดียวเท่านั้นหรือไม่

5.การที่ส่วนท้องถิ่นได้กำหนดขอบเขตและรายละเอียด (TOR) โดยมีเงื่อนไขเป็นการเฉพาะไว้ ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางราย นั้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ประกอบการ ทั้งที่เป็นผู้ชนะการประกวดราคา และผู้ยื่นคำขออนุสิทธิบัตร น้ำยางพาราผสมสารผสมเพิ่มฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดอาญา หรือความผิดตามพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญา เช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือไม่ อย่างไร

นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์

ด้านนายกองตรีธนกฤต เปิดเผยว่า หลังจากนี้จะดำเนินการส่งเอกสารและหลักฐานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน , สำนักงานงบประมาณ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. ให้ดำเนินการตรวจสอบบริษัทดังกล่าวว่ามีการ “ฮั้วประมูล” จริงหรือไม่ หากพบว่ามีมูลความผิดก็จะดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ DSI เข้ามาดำเนินการรับผิดชอบ นอกจากนี้จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบน้ำยางพาราของบริษัทดังกล่าวว่ามีคุณสมบัติและได้คุณภาพตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ 

ขณะเดียวกันก่อนการประชุม ครม. ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายเศรษฐา ซึ่งถึงกรณีที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ทราบรายละเอียด โดยระบุว่าา ต้องไปตรวจสอบก่อนหากพบว่ามีการทุจริตจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน 

ส่วนจะกำชับให้กระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบมากขึ้นหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ เพิ่งทราบเรื่องและจะต้องสอบถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ รมว.มหาดไทย อีกครั้ง ยืนยันว่าหากพบการกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน

นายวิทยา คุณโรจน์วิมุตินายวิทยา คุณโรจน์วิมุติ'ผู้ค้ายางพารา' แฉฮั้วประมูล 'ถนนแอสฟัสท์ติกคอนกรีต' ทำรัฐเสียหาย 100 ล้าน

‘ชัยธวัช’ หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565707

19 ธ.ค. 2566

'ชัยธวัช' หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

‘ชัยธวัช’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล จี้ รัฐบาลตอบให้ชัด ‘นช.ทักษิณ’ นอน รพ.เกือบ 120 วันแล้ว ใช้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่นหรือไม่ หวั่น 2 มาตรฐาน หลายคนมีปัญหาสุขภาพรุนแรงกว่า แต่ไม่ได้สิทธิ์ ขู่ถ้ายังเงียบฝ่ายค้านจะตรวจสอบแน่นอน

ที่อาคารรัฐสภา นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงระเบียบกรมราชทัณฑ์เรื่องการคุมขังนักโทษนอกเรือนจำที่สังคมมองว่าอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นที่สังคมจับตาว่าเรามีปัญหาเรื่องกระบวนการยุติธรรมแบบ 2 มาตรฐานมาโดยตลอด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วย เราจึงคาดหวังว่าเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นอีก แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้มีการตั้งคำถามเยอะ โดยเฉพาะกรณีนายทักษิณ ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงระเบียบราชทัณฑ์ในการควบคุมตัวนอกเรือนจำ

นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล

“ขณะนี้คุณทักษิณอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจจะครบ 120 แล้ว มันก็เกิดคำถามว่าทำไมคุณทักษิณถึงได้รับการปฏิบัติที่ดูเหมือนมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าผู้ต้องขังคนอื่น เราเห็นด้วยว่าหากผู้ต้องขังมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาล โดยที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์มีศักยภาพไม่เพียงพอ เราเห็นด้วยว่าผู้ถูกคุมขัง ควรได้รับสิทธิ์ออกไปรักษาข้างนอกได้ แต่ที่ผ่านมามีผู้ต้องขังน้อยมาก ที่ได้รับสิทธิ์นี้ ผู้ต้องขังหลายคนมีปัญหาสุขภาพรุนแรง แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิ์นี้” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ระบุ

'ชัยธวัช' หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

นายชัยธวัช กล่าวว่า คนที่ได้รับสิทธิ์นี้ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลทางการเมือง มีฐานะ แต่คนธรรมดาไม่เคยได้รับสิทธิ์นี้เลย จึงเกิดคำถามว่าทำไมนายทักษิณได้รับสิทธิ์นี้เพียงคนเดียว รักษามา 120 วันแล้ว ทำไมถึงได้รับสิทธิ์นี้อยู่ เรื่องนี้รัฐบาลไม่ควรปล่อยไว้ควรตอบสังคมให้ชัดเจน และเรื่องนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามกับระเบียบราชทัณฑ์ที่ออกมาใหม่ เพราะปรากฏการณ์นี้ทำให้คนจำนวนหนึ่งสงสัยว่า ระเบียบที่ออกมาใหม่จะเอื้อให้กับนายทักษิณแบบ 2 มาตรฐานอีกหรือไม่

“การควบคุมตัวผู้ต้องขังนอกเรือนจำเป็นเรื่องที่ดี และควรทำมานานแล้ว หลายประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีการพัฒนากระบวนการพวกนี้ เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ…แต่หากระเบียบนี้จะถูกใช้ในแบบ 2 มาตรฐาน มีใครได้รับอภิสิทธิ์เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ ต้องเข้าใจสังคมว่า ทำไมสังคมถึงตั้งคำถามแบบนี้” นายชัยธวัช กล่าว

นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรตอบคำถามให้ชัดทั้ง 2 กรณี เพื่อให้สังคมสบายใจ ว่าเรื่องนี้ทุกคนจะได้รับสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม เสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้ได้รับอภิสิทธิ์ เหนือคนอื่น นอกจากนี้ระเบียบก็ยังมีปัญหา เช่น ไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าใครจะได้รับสิทธิ์พิจารณาคุมตัวนอกเรือนจำบ้าง แต่ใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ล้วนๆ ถึงมีปัญหาทั้ง เรื่องนายทักษิณและระเบียบที่หละหลวม

'ชัยธวัช' หวดกระทรวงยุติธรรม 2 มาตรฐาน ประเคนสิทธิพิเศษ ‘นช.ทักษิณ’

ส่วนการเปิดเผยข้อมูลโรค รวมถึงการรักษาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ข้อมูลสุขภาพ เป็นข้อมูลส่วนบุคคล แต่กรมราชทัณฑ์ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า มีเหตุผลที่ฟังได้อย่างไร ว่าทำไมนายทักษิณถึงมีสิทธิ์อยู่โรงพยาบาลเกือบจะ 120 วัน ไม่เหมือนกับนักโทษคนอื่นที่อาจจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพรุนแรง

ทั้งนี้หากรัฐบาลยังเงียบ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านจะต้องตรวจสอบทันที ตนคิดว่าฝ่ายบริหาร ควรตอบสังคมให้ได้ในเรื่องนี้ อย่าเงียบและคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก

วุฒิสภา เห็นชอบ ‘แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์’ นั่ง กรรมการ ป.ป.ช. แทน‘สุภา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565703

19 ธ.ค. 2566

วุฒิสภา เห็นชอบ ‘แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์’ นั่ง กรรมการ ป.ป.ช. แทน‘สุภา’

วุฒิสภา เห็นชอบ ‘แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์’ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง นั่ง กรรมการ ป.ป.ช. แทน ‘สุภา ปิยะจิตติ’ ที่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา(สว.) ที่มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ ให้ความเห็นชอบ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อดีตอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แทน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง 9 ปี

ทั้งนี้ ที่ประชุมวุฒิสภา ใช้เวลาพิจารณานานกว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นได้ลงมติลับ ผลปรากฏว่านายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ได้รับเสียงเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่ง กรรมการ ป.ป.ช.  ด้วยคะแนนเสียง 163 คะแนน ไม่เห็นชอบ 20 คะแนน ไม่ลงคะแนน 16 คน ถือว่านายแมนรัตน์ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสว.ที่มีอยู่ หรือ 122 คน

‘หมอเจตน์’ จี้ ‘ทวี สอดส่อง’ แจงปมออกระเบียบ ‘ขังนอกเรือนจำ’ เตือนส่อขัดรธน.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565702

19 ธ.ค. 2566

‘หมอเจตน์’ จี้ ‘ทวี สอดส่อง’ แจงปมออกระเบียบ ‘ขังนอกเรือนจำ’ เตือนส่อขัดรธน.

‘หมอเจตน์’ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ วุฒิสมาชิก จี้ ‘ทวี สอดส่อง’ รมว.ยุติธรรม รวมถึง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ แจงปม ออกระเบียบขังนอกเรือนจำ เอื้อนักโทษเทวดาหรือไม่ เตือนส่อขัดรัฐธรรมนูญ

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานการประชุม หมอเจตน์  นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สว. หารือต่อที่ประชุมวุฒิสภา ตั้งคำถามไปถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม รวมถึง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม และแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่อการออกระเบียบของกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการคุมขังนอกเรือนจำ ว่าเป็นการออกระเบียบเพื่อช่วยเหลือคนๆ เดียวหรือไม่ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวไม่เคยมีมาก่อน และส่อเอื้อกับนักโทษ ที่ได้รับฉายาว่า นักโทษเทวดา พักที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจหรือไม่

เนื่องจากขณะนี้จะครบกำหนดการพักรักษาตัวนอกเรือนจำ 120 วัน ในวันที่ 22 ธ.ค.2566 นี้ ถือว่าเป็นอภิสิทธิชนที่แม้จะได้รับการลดโทษ แต่ไม่ถูกติดคุก อีกทั้งที่ผ่านมาไม่เคยมีคำชี้แจงว่าป่วยหนักอย่างไรถึงได้นอนนอกเรือนจำ ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นความเสื่อมของกระบวนการยุติธรรมและขัดต่อหลักนิติธรรมที่ต้องปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเสมอภาค

นพ.เจตน์ หารือต่อว่าขณะนี้สังคมสงสัยว่าจะได้ติดคุกจริงบ้างหรือไม่ เนื่องจากได้รับการลดโทษ เหลือ 1 ปี และเข้าเกณฑ์ผู้สูงวัย มีโรคประจำตัว ทั้งนี้อาการป่วยหนักจนต้องรักษาตัวนอกเรือนจำ ไม่ระบุรายละเอียดที่ชัดเจน ส่วนที่เปิดเผยโรคที่ผ่านมา ถือเป็นโรคทั่วไปที่เป็นโรคประจำตัวของคนสูงวัยและประชาชนทั่วไป

“แม้จะถามแพทย์ใหญ่สตช. กรมราชทัณฑ์ ไม่เปิดเผย อ้างเป็นสิทธิของผู้ป่วย ดังนั้นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจต้องรับผิดชอบ ฐานที่ทำลายกระบวนการยุติธรรม ละเมิดหลักนิติธรรมกรณีให้สิทธินักโทษเหนือกว่านักโทษคนอื่นและไม่ได้ติดคุกจริง และเป็นการละเมิดหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา26 ด้วย” นพ.เจตน์ กล่าว

‘นายกฯ’ ฟันไม่เลี้ยง หาก ‘อปท.’ ฮั้วประมูล ล็อคสเปค สร้างถนนจริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565695

19 ธ.ค. 2566

‘นายกฯ’ ฟันไม่เลี้ยง หาก ‘อปท.’ ฮั้วประมูล ล็อคสเปค สร้างถนนจริง

เศรษฐา ทวีสิน นายกฯ ชี้หาก ‘อปท.’ ฮั้วประมูล ล็อคสเปคสร้างถนน 10 จังหวัดภาคอีสาน มูลค่า 100 ล้านบาทจริง ลั่น เอาผิดตาม กฏหมายแน่นอน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันนี้ (19 ธ.ค.) ก่อนในช่วงบ่ายนายกรัฐมนตรี จะลาพักร้อน ตั้งแต่ 13.00 น. ถึง 22 ธันวาคมนี้ว่า ยังไม่ได้มีการกำชับสั่งงานใด ๆ และยังไม่ทราบว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (19 ธ.ค.) จะมีการพิจารณาการตรึงราคาค่าไฟหรือไม่ เนื่องจาก ยังไม่เห็นระเบียบวาระในห้องประชุม

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีมีการร้องเรียนการฮั้วประมูลในภาคอีสาน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)กว่า 10 จังหวัดมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาทว่า จะต้องมีกาาตรวจสอบ หากพบว่า มีการทุจริตก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย และจะสอบถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกครั้ง

โดยในวันนี้ (19 ธ.ค.) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ตามปกติภายหลังเดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-ญี่ปุ่น สมัยพิเศษ เพื่อฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-ญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่าง 14-18 ธันวาคม 2566  

โดยนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับถึงประเทศไทยเมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา ก่อนที่จะลาพักร้อน ตั้งแต่ 13.00 น. ถึง 22 ธันวาคมนี้ เพื่อไปดูแลมารดาที่อายุมากแล้ว รวมถึงลูกชายทั้ง 2 คน ที่เพิ่งจะกลับมาจากต่างประเทศ และไม่ได้พบกันนานแล้ว จึงขอใช้โอกาสไปพักผ่อนด้วยกัน

ทั้งนี้ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปลงนามแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของ เชค นาวาฟ อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาฮ์ (His Highness Sheikh Nawaf Al-Ahmad Al-Jaber Al-Sabah) เจ้าผู้ครองรัฐคูเวต ที่สถานเอกอัครราชทูตคูเวตประจำประเทศไทย

ทำความรู้จัก ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต.คนใหม่ ดีกรีไม่ธรรมดา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565656

18 ธ.ค. 2566

ทำความรู้จัก 'สิทธิโชติ อินทรวิเศษ' กกต.คนใหม่ ดีกรีไม่ธรรมดา

วุฒิสภา ไฟเขียว ด้วยคะแนน175 เสียง ต่อ 16 เสียง ดัน ‘สิทธิโชติ อินทรวิเศษ’ กกต. คนใหม่ ดีกรีไม่ธรมดา พบประวัติ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา-ผู้พิพากษาศาลฎีกา

เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2566 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี กกต. ที่ครบวาระดำรงตำแหน่ง โดยเป็นการประชุมลับ

ต่อมา ประธานแจ้งผลการลงมติ ปรากฏว่า นายสิทธิโชติ ได้รับเสียงเห็นชอบ 175 เสียง ต่อ 16 เสียง และไม่ลงคะแนน 8 เสียง ถือว่านายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ  เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจาก สว. เพราะได้คะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ สว. เท่าที่มีอยู่ หรือ 122 ขึ้นไป

เปิดประวัติ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

สำหรับนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษอายุ 64 ปี สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบันฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า)

เคยดำรงตำแหน่งสำคัญเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา, รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้, อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1, ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลอุทธรณ์ภาค 1, รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 และผู้พิพากษาศาลฎีกา

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)7 คน ประกอบด้วย

  1. อิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.
  2. ศ.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ กกต.
  3. ปกรณ์ มหรรณพ กกต.
  4. เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ กกต.
  5. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.
  6. ชาย นครชัย กกต.
  7. สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.

‘สมศักดิ์’ ประชุมแก้หนี้เกษตรกรภาคอีสาน เร่งจัดสรรที่ดินที่เหลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565644

18 ธ.ค. 2566

'สมศักดิ์' ประชุมแก้หนี้เกษตรกรภาคอีสาน เร่งจัดสรรที่ดินที่เหลือ

‘สมศักดิ์’ ประชุมสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน หวังแก้หนี้ภาคเกษตร หลังเหลือที่ดินอีก 1,747 ไร่ แนะใช้กฎหมายไกล่เกลี่ยหนี้และนโยบายรัฐบาลส่งเสริมอาชีพเพื่อรายได้เพิ่ม

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค โดยมีนายกิตติกร โลห์สุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายประพาส โงกสูงเนิน ประธานสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) สภาประชาชน 4 ภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นการติดตามการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาหนี้สิน และการฟื้นฟูอาชีพ หลังคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในการแก้ปัญหา ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2552 แต่ปัจจุบันเกษตรกร ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาทั้งหมด ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จัดสรรที่ดินให้กลุ่มเกษตรกร จำนวน 1,889 ราย จากที่ซื้อที่ดินในพื้นที่ 18 จังหวัด รวม 15,062 ไร่ โดยมีเกษตรกร เข้าทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว 1,025 ราย พื้นที่ 12,576 ไร่

ปัจจุบันยังมีเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรที่ดิน จำนวน 864 ราย เนื่องจากเกษตรกรบางรายขาดคุณสมบัติ ไม่มายืนยันตน หรือ เสียชีวิต จึงทำให้คงเหลือที่ดิน 1,747 ไร่ โดยกลุ่มเกษตรกร เรียกร้องให้นำที่ดินที่เหลือมาจัดสรรให้เกษตรกร

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

ส่วนปัญหาหนี้สินและการฟื้นฟูอาชีพ นายสมศักดิ์แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ คือ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร คณะอนุกรรมการส่งเสริมและฟื้นฟูอาชีพภาคเกษตร และ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำทั้งระบบ เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และกำหนดมาตรการในการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม 

นายสมศักดิ์ ยังแนะนำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้กฎหมายไกล่เกลี่ยหนี้สินของกระทรวงยุติธรรม เหมือนสมัยตนเป็น รมว.ยุติธรรม ที่ช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ให้ประชาชนกว่า 1 แสนครอบครัว และอาจจะต้องไปบูรณากับหน่วยงานอื่น เช่น กองทุนหมู่บ้าน ที่ตนกำลังผลักดันการส่งเสริมอาชีพด้วยการเลี้ยงวัว เพื่อแก้ปัญหาความยากจน ซึ่งเกษตรกรที่เป็นหนี้ อาจจะมาร่วมการส่งเสริมอาชีพให้มีเงินไปใช้หนี้ได้ นอกจานี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแยกว่าเกษตรกรเป็นหนี้จำนวนกี่ราย และแบ่งกลุ่มมูลค่าหนี้ เพื่อจะได้กำหนดมาตรการช่วยแก้ปัญหาได้ตรงเป้า จึงขอให้ช่วยกันลงลึกในรายละเอียด จะได้แก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม

'สมศักดิ์' ประชุมแก้หนี้เกษตรกรภาคอีสาน เร่งจัดสรรที่ดินที่เหลือ

สั่งสอบ จนท.เทศบาล ปมออก ‘สูติบัตร – บัตรประชาชน’ ส่อเอื้อ บิ๊ก รัฐวิสาหกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565631

18 ธ.ค. 2566

สั่งสอบ จนท.เทศบาล ปมออก 'สูติบัตร - บัตรประชาชน' ส่อเอื้อ บิ๊ก รัฐวิสาหกิจ

อธิบดีกรมการปกครอง สั่งสอบ เจ้าหน้าที่เทศบาล นครปฐม ออก ‘สูติบัตร – บัตรประชาชน’ พลาด หลัง ‘ทนายตั้ม’ แฉส่อเอื้อยืด เกษียณอายุราชการ บิ๊ก รัฐวิสาหกิจ

จากกรณีที่ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ แฉว่า มีข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ช่วยผู้บริหารระดับสูง รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ เกี่ยวกับการคมนาคมแห่งหนึ่ง แก้ไขเปลี่ยนแปลงสูติบัตร และบัตรประชาชน เพื่อยืดเกษียณอายุราชการ โดยที่มอบอํานาจให้ญาติ ขอแก้ไขปี พ.ศ.เกิด จากปี 2506 เป็นปี 2507 โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาล ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม รับคำร้องแก้ไขตามสูติบัตร ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าว มีการตรวจสอบมาตั้งแต่ปี 2565 และจากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า สูติบัตรเลขที่ 10/2507 ระบุเกิดวันที่ 30 ธ.ค. 2507 แต่แจ้งเกิดวันที่ 31 ม.ค. 2507 ซึ่งเป็นการแจ้งเกิดก่อนวันที่เกิด และเมื่อเทียบวันเดือนปีทางจันทรคติ จะไม่ตรงกับวันที่ 30 ธ.ค. 2507 จึงน่าเชื่อว่า นายทะเบียนรับแจ้งลงปี พ.ศ.เกิด ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ที่ถูกต้อง จะเป็นปี 2506 ตามหลักฐานทะเบียนบ้าน

อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสำนักทะเบียนท้องถิ่น เทศบาล ต.บางกระทึก ได้แก้ไขปี พ.ศ.เกิด จาก 2507 เป็น 2506 พร้อมทั้งแจ้งสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง นายทะเบียน และได้พ้นระยะอุทธรณ์แล้ว โดยเจ้าหน้าที่เทศบาล ไม่ได้อุทธรณ์คำสั่ง และอยู่ระหว่าง สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาล ต.บางกระทึก ตรวจสอบความผิดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ออกใบสูติบัตร ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้น เกิดที่เทศบาลท้องถิ่นในตำบล ไม่ใช่ที่อำเภอ

ทั้งนี้ ตามมาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 บาท – 10,000 บาท

เอกสารราชการ มาตรา 1 ( 8 ) หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงาน ได้ทำขึ้น หรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้นๆ ที่เจ้าพนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ทำขึ้น เช่น บัตรประชาชน (ฎ.317/2521) ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีรถยนต์ (ฎ.1831/2522) ใบประกาศนียบัตร (ฎ.2479/2522)บัตรประจำตัวข้าราชการ (ฎ.2999/2522) ทะเบียนบ้านและสำเนาทะเบียนบ้าน (ฎ.100/2523) แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ (ฎ.2241/2523,4492/2536) สำเนาป้ายวงกลมแสดงการเสียภาษีรถยนต์ (ฎ.1824/2529,3195/2536)

โปรดเกล้า ‘พ.ร.ฎ.หลักเกณฑ์-วิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่ง’ 2 ครั้งต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565618

18 ธ.ค. 2566

โปรดเกล้า 'พ.ร.ฎ.หลักเกณฑ์-วิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่ง' 2 ครั้งต่อเดือน

เว็บไซต์ “ราชกิจจานุเบกษา” แพร่ประกาศ “พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2566  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2566 โดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ก่อน ดังต่อไปนี้


มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566” 

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 14 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการและผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ พ.ศ. 2539

ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งประจำเดือนของข้าราชการหรือผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการ เดือนละสองครั้ง ให้กระทรวงการคลังกำหนดวันจ่ายให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินประจำตำแหน่งดังกล่าว

ให้ข้าราชการหรือผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารซึ่งไม่เป็นข้าราชการมีสิทธิเลือกรับเงินประจำตำแหน่งตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด

ทั้งนี้ เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงการจ่ายเงินเดือนข้าราชการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ข้าราชการ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินประจำตำแหน่งประจำเดือนของข้าราชการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งไม่เป็นข้าราชการให้สอดคล้องกับการดำเนินการในกรณีดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

อ่านรายละเอียด  ราชกิจจานุเบกษา