‘ชนินทร์’ ยอมรับการฟื้นฟู ‘ประชาธิปัตย์’ ต้องใช้เวลา คาด 6 เดือน-1 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565597

17 ธ.ค. 2566

‘ชนินทร์’ ยอมรับการฟื้นฟู ‘ประชาธิปัตย์’ ต้องใช้เวลา คาด 6 เดือน-1 ปี

‘ชนินทร์ รุ่งแสง’ 1 ใน 41 กรรมการบริหารพรรค ยอมรับการฟื้นฟู ‘ประชาธิปัตย์’ ต้องใช้เวลา คาดภายใน 6 เดือน-1 ปี ลั่นไม่ท้อหรือถอดใจ แม้ถูกวิจารณ์ กก.บห.ยุคนี้ต้นทุนต่ำ มั่นใจ ไม่เป็นพรรคอะไหล่ให้ใคร

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2566  นายชนินทร์ รุ่งแสง ว่าที่ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้ว่าที่กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์หลายท่าน ได้เริ่มต้นเตรียมการและมีความเคลื่อนไหวมีการพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นเพื่อเดินหน้าทำงาน ซึ่งทุกคนก็ยอมรับว่าการทำงานฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้เป็นเรื่องที่ยากแต่ทุกคนก็ไม่ท้อหรือถอดใจ

“ถึงแม้จะคิดว่าคณะกรรมการบริหารชุดนี้มีต้นทุนต่ำโดนวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดีเยอะมากและหลายฝ่ายก็ไม่ได้ คาดหมายถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นในระยะใกล้นี้ โดย ในการทำงาน ช่วงแรก คงจะมีการเริ่มต้นเดินหน้าทำงาน ถอดบทเรียนความล้มเหลว และความแตกแยกที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต” นายชนินทร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม อยากจะตั้งเป้าหมายไว้เบื้องต้นเพื่อให้พรรค เป็นที่ยอมรับและมีสมาชิกเข้ามาร่วมงานการทำงานเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าภายใน 6 เดือนถึง 1 ปีน่าจะมีสมาชิกใหม่เข้ามา และสมาชิกเก่ากลับเข้ามาร่วมงานกันต่อไป

โดยน่าจะมีการเดินสายพบปะประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิกทั่วประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นปรับจูนทัศนะความคิดและที่สำคัญรับฟังปัญหาเสียงสะท้อนต่างๆของประชาชนเพื่อนำไปติดตามเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาหรือทำเป็นนโยบายพรรคในอนาคตต่อไป

“สิ่งสำคัญที่ คณะกรรมการชุดนี้ต้องให้ความชัดเจน คือต้องพิสูจน์การทำงานที่ยึดมั่นพันธสัญญาของว่าที่หัวหน้าพรรคที่ให้ไว้ในที่ประชุมใหญ่ครั้งแรก เมื่อได้รับตำแหน่งว่า จะยึดมั่นอุดมการของพรรคไม่เป็นพรรคอะไหล่ในการร่วมรัฐบาลและจะรีบทำงานฟื้นฟูภายในพรรคเพื่อการเปลี่ยนผ่านให้เร็วที่สุด” นายชนินทร์ กล่าว

โหรวันชัย ชี้ปี67 ‘รัฐบาลเศรษฐา’ แข็งปั๋งมีเทพอุ้มสม อย่าเปลี่ยนตัวนายกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565586

17 ธ.ค. 2566

โหรวันชัย ชี้ปี67 ‘รัฐบาลเศรษฐา’ แข็งปั๋งมีเทพอุ้มสม อย่าเปลี่ยนตัวนายกฯ

โหรวันชัย ชี้เปรี้ยงปีใหม่2567 ‘รัฐบาลเศรษฐา’ ดวงแข็งปั๋งมีเทพอุ้มสม ไม่ต้องเปลี่ยน นายกฯจาก ‘เศรษฐา’ เป็น ‘อุ๊งอิ๊ง’ แนะแก้รัฐธรรมนูญไม่ต้องรีบร้อน ถึงเดือนพ.ค. 67 สว. ชุดนี้ก็ไปแล้ว ‘นิรโทษกรรม’ ถ้าทำแล้วบ้านเมืองเดินไปได้ด้วยดีให้รับทำ จบได้ควรจบ เลิกได้ควรเลิก

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2566 นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก บัญชีชื่อ “ทนายวันชัย สอนศิริ” ระบุว่า

อุ๊งอิ๊งมา เศรษฐาไป…ใช่หรือ?

เป็นความกดดันของประชาชนอย่างมาก เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้ว เศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาค้าขายจะต้องดีขึ้น ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างมันเหมือนเดิมจะเปลี่ยนรัฐบาลไปทำไม นี่แหละบทหนักจึงต้องไปตกที่นายกฯเศรษฐา แม้จะสปีดการทำงานแก้ปัญหาทุกสิ่งอย่างเต็มที่ แต่ความรู้สึกของชาวบ้านเขาก็ยังไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยน ยังไม่ไปไหน 

ได้แต่เห็นความขยันความทุ่มเทแล้วก็ไหว้สวยเท่านั้น ถ้ายังขืนเป็นเช่นนี้ เศรษฐาก็เศรษฐาเถอะน่าจะอยู่ยาก แม้ว่าดวงดาวจะเป็นเทพอุ้มสมก็ตาม คงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการกันเสียใหม่ ไม่ต้องถึงขั้นเอาอุ๊งอิ๊งมาแทนหรอก เพราะนั่นมันจะยิ่งไปกันใหญ่ ถ้ามาเป็นได้เขาก็คงเอามาเป็นตั้งแต่แรกแล้ว ยังไงๆตอนนี้ก็ต้องนายกเศรษฐาไปก่อน แล้วอุ๊งอิ๊งจะมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที ไม่ต้องรีบร้อน…

เรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบอะไร ชาวบ้านไม่มีใครเขาเดือดร้อนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงเดือนพ.ค. 67 สว. ชุดนี้ก็ไปแล้ว รัฐธรรมนูญก็เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ จะไปแก้ให้เปลืองเงินเป็นหมื่นล้านทำไม มาตราไหน ตรงไหนไม่พอใจก็แก้มันตรงนั้น แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว… 

ส่วนเรื่องนิรโทษกรรม ถ้าทำแล้วบ้านเมืองมีความปรองดอง มีความรักความสามัคคีก็รีบทำเถอะ มาเริ่มต้นกันใหม่ให้บ้านเมืองมันเดินต่อไปดีกว่า ทำได้รีบทำ อย่าตั้งแง่ตั้งงอนกันเลย จบได้ควรจบ เลิกได้ควรเลิก แม้จะมีคนได้บ้างเสียบ้าง แต่บ้านเมืองมันเดินไปได้ด้วยดี ผมว่าแค่นี้ก็คุ้มแล้ว ทำเถอะครับ…อย่ามัวรีรอกันเลย

ปีใหม่นี้ตามดวงดาวเขาบอกว่าเป็นปีที่ดีที่แข็งของรัฐบาล ถ้าไม่เริ่มไม่เร่งตอนนี้ จะไปเริ่มเมื่อไหร่… ยุคเศรษฐาถ้าอยากเป็นเศรษฐี ต้องมาสวดมนต์ข้ามปีที่วัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กันนะครับ รวย… รวย… รวย…

ไร้ปัญหา ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่ตรวจข้าวสาร เปิดผับถึงตี 4 อนาคตอาจขยายโซนนิ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565565

17 ธ.ค. 2566

ไร้ปัญหา 'อนุทิน' ลงพื้นที่ตรวจข้าวสาร เปิดผับถึงตี 4 อนาคตอาจขยายโซนนิ่ง

ไร้ปัญหา ‘อนุทิน’ ลงพื้นที่ตรวจข้าวสาร เปิดผับถึงตี 4 ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือ หากไร้ปัญหา ไม่มีความวุ่นวาย อนาคตอาจขยายพื้นที่โซนนิ่ง

“อนุทิน” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมบริเวณถนนข้าวสาร หลังจากรัฐบาลได้เปิดพื้นที่นำร่องขยายเวลาเปิดผับถึงตี 4 ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งร้านที่จะเปิดได้ต้องมีใบอนุญาตเท่านั้น 

นาย “อนุทิน” ได้ตรวจบริเวณร้าน THE CLUB, BRICK BAR พร้อมกำชับให้สถานประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขณะที่นักเที่ยว ต้องห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แล้วขับขี่เด็ดขาด 

นายอนุทิน บอกว่า ภาพรวมในพื้นที่ดูดี ผู้ประกอบการอยู่ในระเบียบ ปฏิบัติตามกฎหมาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการยืนยันแล้วว่า ทุกร้านให้ความร่วมมือ นักท่องเที่ยว ก็ไม่มีปัญหาให้ต้องวิตก สอดคล้องกับนโยบายขอรัฐบาล 

สำหรับการเพิ่มจำนวนใบอนุญาตแก่สถานประกอบการ และขยายพื้นที่โซนนิ่งนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ที่เราเปิดตอนนี้ ต้องดูว่ามันอยู่ในระเบียบหรือไม่ อย่าลืมว่าอะไรที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็พร้อมสนับสนุน การเปิดสถานบริการถึงตี 4 ทำให้เงินหมุนเวียนมากขึ้น ถ้ามันอยู่ในจุดที่คุมได้ ก็พร้อมจะพิจารณาอยู่แล้ว 

อนุทินอนุทิน

เมื่อถามถึงความกังวลในประเด็นเหตุร้าย อันเกิดจากนักเที่ยวเมาสุรา นาย “อนุทิน” กล่าวว่า มันต้องช่วยกัน เพราะถ้าเมา มีเรื่องมีคดี วุ่นวายแน่นอน ผู้ประกอบการบอกแล้วว่าจะเซฟตัวเอง เห็นพวกเมาแอ๋ จะไม่ขายเหล้าให้ ส่วนเรื่องอาวุธมันก็ต้องช่วยกันดูแล อย่างน้อย ก็ช่วยเซฟชีวิตกันและกัน 

ผมมาอยู่ตรงนี้ ผมมาสร้างความมั่นใจว่าสถานที่ท่องเที่ยวของไทย มันมีความปลอดภัย เปิดผับถึงตี 4 เราก็ยังดูแลได้ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายความมั่นคง ร่วมด้วยช่วยกันอยู่แล้ว เราเห็นเศรษฐกิจมันหมุนเวียน ขายของได้มากขึ้น เท่าที่เห็นสถานการณ์ต่างๆ ที่นี่ ยังเรียบร้อยดี

ผมจะได้มีข้อมูลไปนำเรียนในที่ประชุม ครม.ว่านโยบายที่ออกมามันเป็นอย่างไร มันเวิร์คนะ เรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ มันเป็นไปด้วยดี ส่วนภาพรวมในทุกพื้นที่ ต้องบอกว่า มันก็เพิ่ง 2 วันเอง ก็ต้องดูให้นานกว่านี้ ถ้าช่วยกัน มันก็ไปต่อได้ แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันระวัง ช่วยกันเตือน

อนุทินอนุทิน

‘นิติพล’ ผิดหวังรัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มัวแต่เอื้อนายทุนสร้างมลพิษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565533

16 ธ.ค. 2566

'นิติพล' ผิดหวังรัฐบาลแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มัวแต่เอื้อนายทุนสร้างมลพิษ

‘นิติพล’ เผย รัฐบาลตอบกระทู้เรื่องฝุ่น PM2.5 มีแต่ข้ออ้างแก้ตัว เสนอไม่ซื้อสินค้าเกษตรจากพื้นที่ที่มีการเผา แต่กลับบอกต้องพิสูจน์เป็นปัจจัยเดียวของปัญหาหรือไม่

นายนิติพล ผิวเหมาะ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เครือข่ายภาคเหนือ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า หลังฟังคำชี้แจงของ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ตอบกระทู้ถามสดของ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคก้าวไกล แล้วรู้สึกผิดหวังในคำตอบและสะท้อนว่า ปัญหานี้อาจไม่ถูกแก้ในรัฐบาลชุดนี้

ประเด็นสำคัญคือ ทราบดีแก่ใจ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ สาเหตุใหญ่มาจากฝุ่นข้ามพรมแดนอันเนื่องมาจากการเผาไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้อนบริษัทการเกษตรยักษ์ใหญ่ของไทย แต่รัฐบาลยังพยายามปิดหูปิดตาหาคำตอบให้ตัวเอง บอกให้ไปพิสูจน์นั่นนี่ เพื่อไม่ดำเนินการแก้ปัญหาเร่งด่วน
 

นายนิติพล กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอให้ใช้เทคโนโลยีตรวจจับจัดจุดความร้อน เพื่อออกมาตรการไม่รับซื้อสินค้าการเกษตรที่มาจากพื้นที่ที่มีการเผา เพราะกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยวของไทยอย่างรุนแรง แต่นายนภินทรกลับอ้างว่า ทำไม่ได้ เพราะแม้แต่ไทยเองยังไม่มีมาตรการห้ามเผา มีเพียงการขอความร่วมมือเกษตรกร จะไปออกมาตรการห้ามซื้อในสิ่งที่ไทยเองก็ไม่มีมาตรการไม่ได้ และการออกมาตรการห้ามเผาเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรฯ ไม่ใช่กระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้นายนภินทรยังบอกในสภาอีกว่า หากจะห้ามไม่ให้ซื้อยังจะต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่า ฝุ่น PM2.5 จากการเผาเป็นเพียงปัจจัยเดียว ไม่ใช่มาจากปัจจัยอื่น และฝุ่นดังกล่าวต้องพิสูจน์อีกเช่นกันว่า มีผลกระทบต่อสุขภาพจริง แต่รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจได้ตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดมาแก้ปัญหาแล้ว
 

นายนิติพล มองว่า คำตอบแบบนี้เป็นการหาข้ออ้างให้นายทุนสร้างมลพิษและทำลายสุขภาพคนไทยต่อไปได้ ทั้งที่ในประเทศไทยต้องแสดงพื้นที่เพาะปลูกโดยละเอียดว่ามาจากแหล่งใด แต่ในกรณีข้าวโพดนอกพรมแดนแค่บอกกว้างๆว่ามาจากประเทศใดเท่านั้น ตนเชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์สามารถกำหนดรายละเอียดเหล่านี้ได้ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจรับซื้อข้าวโพดข้ามพรมแดนหรือไม่ได้ รวมถึงเชื่อว่าการออกมาตรการห้ามเผาในไทยเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการต่อสามารถทำได้แน่ หากนายกรัฐมนตรีไม่ลืมที่จะควิกวิน ทำตามนโยบายที่เพื่อไทยเคยหาเสียงไว้ว่าจะแก้ที่ต้นตอ ซึ่งต้นตอปัญหาอยู่ตรงไหนก็เห็นอยู่แล้ว

ส่วน ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่รัฐบาลบอกว่าจะผลักดัน ก็เป็นเรื่องดี ตนเห็นด้วย แต่พวกท่านย่อมรู้ดีว่ากฎหมายแต่ละฉบับกว่าจะผ่านใช้เวลานานเป็นปีๆ แต่ตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาอยู่ตรงหน้า จึงต้องพึ่งอำนาจฝ่ายบริหารให้ทำอะไรเป็นรูปธรรมสักอย่าง ถ้าไม่ทำอะไรเลย จะมีฝ่ายบริหารไว้ทำไม อันดับแรกพวกต้องหยุดแก้ปัญหาแบบซื้อเวลา แล้วกล้าที่จะแก้ที่ต้นตอ เพราะสุขภาพประชาชนเจอวิกฤตนี้มาเป็นสิบปีแล้ว มีคนตายจริงป่วยจริงหลายคนแล้วเช่นกัน อย่าให้ประชาชนต้องรอ เพราะมัวแต่เกรงใจนายทุนเลย


“ท่านแค่ลองย้ายตัวเอง โดยเอาปอดท่านไปสูดอากาศเชียงใหม่ทุกๆเช้าจากวันนี้ไปจนจบเดือนกุมภาพันธ์ วันละชั่วโมงก็พอ ท่านจะได้คำตอบด้วยตัวท่านเองว่ากระทบสุขภาพหรือไม่ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกอย่างสามารถดำเนินการได้ทันที แค่ นายกฯ กล้าขยับเหมือนที่ชอบเรียกหน่วยงานต่างๆมาคุยก่อนขึ้นเครื่องบินไปประเทศต่างๆ การเอากระทรวงพาณิชกับเกษตรมาคุยกันและเคาะมาตรการเร่งด่วนออกมาแก้ปัญหาแบบควิกวินที่ท่านชอบพูด คงไม่ยากเกินไปอย่างแน่นอน สำหรับชายที่ชื่อเศรษฐา ทวีสิน ส่วนการตั้งคณะกรรมการหลายชุดขึ้นมานั้น มองไม่ต่างจากการซื้อเวลาหาข้อแก้ตัวว่า มีการขยับแล้ว สมัยรัฐบาลก่อน พลเอกประยุทธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานคณะกรรมการเป็นร้อยชุด ผมก็ไม่เห็นจะขับเคลื่อนประเทศไปไหนได้” นายนิติพล กล่าว

นายนิติพล ผิวเหมาะ นายนิติพล ผิวเหมาะ

เช็ก ‘เงินเดือน’ ข้าราชการ บำเหน็จ บำนาญ ใหม่ ราชกิจจาฯ ประกาศ มีผล 1 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565530

16 ธ.ค. 2566

เช็ก 'เงินเดือน' ข้าราชการ บำเหน็จ บำนาญ ใหม่ ราชกิจจาฯ ประกาศ มีผล 1 ม.ค. 67

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ. ‘เงินเดือน’ ข้าราชการ เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน ‘เงินเดือนข้าราชการออก 2 รอบ’ มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2567

“ราชกิจจานุเบกษา” เผยแพร่พระราชกฤษฎีกา การจ่าย เงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ “เงินเดือนข้าราชการ ออก 2 รอบ” และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2566 โดย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จบำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 175 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจ่ายเงินบางประเภทตามงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2518 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2566”

มาตรา 2 พระราชกฤษฎีกานี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป

มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “เงินเดือน” ในมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“เงินเดือน” หมายความว่า เงินเดือน และเงินอื่นที่มีกำหนดอัตราการจ่ายเป็นรายเดือนโดยจ่ายจากงบประมาณรายจ่ายบุคลากรที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน

มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 20 แห่งพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535

“ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีกำหนดให้มีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการประจำเดือน เดือนละสองครั้งให้กรมบัญชีกลางกำหนดวันจ่ายให้สอดคล้องกับการจ่ายเงินเดือนดังกล่าว

ให้ข้าราชการ มีสิทธิเลือกรับเงินเดือนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กรมบัญชีกลางกำหนด”

หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีนโยบายปรับปรุงการจ่ายเงินเดือน ข้าราชการ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน และพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้แก่ข้าราชการ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับการดำเนินการในกรณีดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษาราชกิจจานุเบกษา

‘พิธา’ กังวลระเบียบราชทัณฑ์ เอื้อคนรวยนอนบ้าน เผยไม่รู้ ‘ทักษิณ’ อยู่ชั้น 14

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565489

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' กังวลระเบียบราชทัณฑ์ เอื้อคนรวยนอนบ้าน เผยไม่รู้ 'ทักษิณ' อยู่ชั้น 14

‘พิธา’ ตั้ง 3 ข้อสังเกตุระเบียบราชทัณฑ์ เกรงมีการใช้อำนาจ เอื้อคนมีฐานะเข้าถึงสิทธื์นอนนอกเรือนจำพร้อมเผยไม่รู้ ‘ทักษิณ’ อยู่ชั้น 14

กรณีกรมราชทัณฑ์ ออกระเบียบว่าด้วยการดำเนินการสำหรับการคุมขังในสถานที่คุมขัง พ.ศ. 2566 โดยสาระสำคัญ 1 ใน 4 ข้อ เช่น “นักโทษที่มีความเจ็บป่วย ซึ่งเจ็บป่วยแล้วต้องพักฟื้นที่บ้าน และดูแลรักษา หรืออยู่สถานพยาบาล แต่ทั้งนี้ต้องมีความพร้อมที่จะรองรับ” หลายฝ่ายตั้งคำถามระเบียบดังกล่าว เป็นการเอื้อให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกส่งตัวออกมาคุมขังนอกเรือนจำหรือไม่ 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า เข้าใจกระบวนการความคิดแบบนี้มีตั้งแต่ปี 2563 และที่ฟังจากประธานกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องก็มีความคิดในเรื่องนี้ล่วงหน้า คงจะไม่มีใครรู้ว่า นายทักษิณจะกลับมาเมื่อไหร่ ต้องให้ความยุติธรรม

นายพิธา กล่าวต่อว่า แต่มีข้อกังวล คือ สถานที่ที่จะนำมาคุมขังนอกเรือนจำ เป็นการตัดสินใจที่รวมศูนย์อยู่ที่คณะกรรมการ ผู้ต้องขังหรือญาติไม่สามารถร้องขอได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่อนุญาต เช่น บ้าน โรงงาน รวมถึงสถานที่ราชการที่กำหนดไว้ จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่าจะเอื้อให้กับผู้ที่มีฐานะในระดับหนึ่งเข้าถึงสิทธิ์หรือไม่ มีข้อสังเกต 3 ข้อคือ 
 

1.มีแนวคิดระเบียบนี้คิดตั้งแต่ปี2563 ตามที่สภาได้เสนอมาในปี2560หรือไม่
2.เรื่องของสถานที่ ผู้ต้องขังหรือครอบครัวไม่สามารถร้องขอได้ เนื่องจากเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ เกรงว่าจะมีการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง
3.เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ ที่จะต้องมีระบบสถานที่เอื้ออำนวย ทำให้คนที่ออกมาได้ต้องเป็นคนที่มีฐานะในระดับหนึ่ง จึงเกรงว่าจะไม่มีความเท่าเทียมกัน 

นายพิธา ยืนยัน ไม่ได้ด่วนสรุปเป็นเรื่องของการใช้อภิสิทธิ์ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตจากข่าวไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว เมื่อถามว่านายทักษิณอยู่ชั้น 14 หรือไม่ นายพิธากล่าวว่า ยังไม่ได้ตามเรื่องนี้

‘พิธา’ ย้ำชัด ‘ก้าวไกล’ อยู่ไหนก็ที่ 1 หลังกระแส ปชป. เตรียมเปลี่ยนขั้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565483

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' ย้ำชัด 'ก้าวไกล' อยู่ไหนก็ที่ 1 หลังกระแส ปชป. เตรียมเปลี่ยนขั้ว

‘พิธา’ ไม่ตอบ ปชป. ยังร่วมวงฝ่ายค้านหรือไม่ มั่นใจ ‘ก้าวไกล’ อยู่ไหนก็เป็นที่ 1 ทำงานสร้างสรรค์ ‘ไม่ใช่จ้องแต่จะล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียว’ พร้อมจับตาชี้แจง พ.ร.บ.งบประมาณ ก่อนพิจารณาอภิปรายไม่ไว้วางใจ

พรรคประชาธิปัตย์ได้หัวหน้าพรรคคนใหม่ คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ซึ่งที่ผ่านมา สส. ที่สนับสนุนนายเฉลิมชัยต่างเป็นกลุ่มที่ยกมือโหวตนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้จับตาจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล ไม่ตอบคำถามว่ามั่นใจในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ย้ำว่าจะยังคงเป็นฝ่ายค้านร่วมกัน แต่ก็ว่ามั่นใจในตัวเรา เรามั่นใจในตัวเรา เพราะไม่ว่าจะอยู่ฝั่งไหน พรรคก้าวไกลก็ยังเป็นพรรคอันดับ 1 ของประเทศอยู่ดี เป็นพรรคที่มี สส. มากที่สุด มีประธานกรรมาธิการหลายคณะ 
 

ดังนั้นตั้งใจที่จะทำงานเพื่อประชาชนไม่ว่าจะผ่านกรรมาธิการผ่านสภา เชื่อว่าจะเป็นฝ่ายค้านเชิงรุกและทำงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมั่นใจในตัวของเราและมั่นใจในการทำงานของว่า พรรคก้าวไกลจะทำงานให้เป็นความหวังให้สมกับที่พี่น้องประชาชนให้มา

ส่วนที่มองกันว่า ฝ่ายค้านมีปัญหากันในพรรค ไม่ได้ทำงานหรือมีผลงาน นายพิธา กล่าวว่า ปัญหาก็ต้องแก้กันไป แต่สิ่งสำคัญต้องทำงานตามที่สัญญาไว้กับประชาชน พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ “ไม่ใช่จ้องแต่จะล้มรัฐบาลเพียงอย่างเดียว” พร้อมขอบคุณสำหรับคำเตือนน้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สส.หลายคนของพรรค เป็นสส.ส้มหล่น ซึ่งก็จะพยายามพัฒนาบุคลากรของพรรคให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ประเด็นการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไป นายพิธา ระบุว่า จะรอดูผลการชี้แจงผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณก่อน หากไม่มีรายละเอียด การยื่นอภิปรายไม่วางใจ น่าจะเป็นเรื่องที่ผู้นำฝ่ายค้าน คาดยื่นในไตรมาสที่ 1 หรือไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะใช้โอกาสนั้นชำแหละว่า ตรงกับสิ่งที่เสนอไว้ในเรื่องวิสัยทัศน์หรือไม่ รวมถึงการชี้แจงคำถามของทางฝ่ายค้านหากทำได้ไม่ดี ก็คงจะมีการยื่นอภิปรายไม่วางใจ ย้ำฝ่ายค้านยังติดตามการทุจริต การใช้งบประมาณ หากมีหลักฐานที่ชัดเจนก็อาจจะอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาลในต้นปีหน้า

‘พิธา’ วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565474

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

‘พิธา’ แถลงผลวิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ชื่นชม 2 เรื่องทำได้ดี ส่วนที่เหลือต้องปรับปรุง เหน็บปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ เป็นนายกฯจะเข้าไปดูสูตรคำนวณเอง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก การเมืองไม่มีเวลาโหมโรงและฮันนีมูน โดยเฉพาะวาระสำคัญ 100 วันแรกคือ การแสดงถึงความมุ่งมั่นรักษาสัญญาที่ให้กับประชาชนก่อนมาเป็นรัฐบาล , โรดแมพในการที่จะตามงานหรือสั่งงาน และ การบริหารความคาดหวังความเชื่อมั่นนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเข้าใจว่ามีข้อจำกัดเรื่องเวลาและงบประมาณแผ่นดิน 

จากการวิเคราะห์ผลงานรัฐบาลเศรษฐาประกอบ 5 คือ 

1.คิดดีทำได้  คือ การบริหารผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ซึ่งต้องชื่นชมรัฐบาลและขอบคุณไปยังกระทรวงการต่างประเทศในการตั้งทีมเจรจา รวมถึงทีมเจรจาของทางรัฐสภาที่นำโดยอาจารย์วันนอร์ ที่ทำให้คนที่ถูกลักพาตัวไปได้รับการปล่อยตัว 23 คน การเยียวยาอนุมัติงบประมาณ 50,000 บาทต่อราย และการออกสินเชื่อเพื่อให้แรงงานไทยสามารถคืนถิ่นได้ 
.
แต่สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลให้ทำต่อ คือการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังอยู่กับฮามาสอีก 9 คน รวมถึงการอนุมัติเงินเยียวยาและการส่งต่อให้กับพี่น้องแรงงาน และหวังว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้วนี่จะเป็นการถอดบทเรียน ในกรณีที่เกิดความรุนแรงในพื้นที่อื่นของโลกอีกในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นในการอพยพ การขนแรงงานกลับประเทศ การช่วยเหลือพี่น้องแรงงานในเรื่องเกี่ยวกับเงินทองค่าใช้จ่าย ก็หวังว่ารัฐบาลจะสามารถต่อยอดและทำเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้ในภายภาคหน้า 

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

2.คิดไปทำไป การปรับเปลี่ยนไปมา ไม่ว่าจะเป็นที่มาของเงิน เทคโนโลยีที่ใช้ และผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายดิจิทัลวอลเลต และการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงเรื่องของโครงการแลนบริด ซึ่งในนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเลตใช้งบประมาณภาษีกับประชาชน กว่า 5 แสนล้านบาท จะเป็นการใช้งบประมาณที่เราลูกหลานเราต้องมาชดใช้ในอนาคต รวมถึงเป็นการเบียดบังงบประมาณที่สามารถใช้แก้ปัญหาเรื่องอื่นๆในระยะยาวต่อได้ มีการเปลี่ยนมาแล้ว 4 ครั้ง เทียบก่อนเลือกตั้งกับครั้งล่าสุด เช่น ก่อนเลือกตั้งบอกใช้ super app และบล็อกเชน ให้ 56 ล้านคน เริ่ม กพ. 67 แต่ตอนนี้บอกใช้แอพเป๋าตัง ให้ 50 ล้านคน เริ่ม พ.ค.67 

สิ่งที่คาดหวังจากรัฐบาลคือต้องมีแผน 2 หากจะเอา wallet ไม่ควรที่จะต้องปรับเปลี่ยนอีกแล้ว แต่หากจะไม่เอาดิจิตอล wallet ก็จะต้อง มีความชัดเจนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาว 

3.คิดสั้นไม่คิดยาว เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าไฟ ค่าพลังงาน ค่าคมนาคม ลดรถไฟฟ้า 20 บาทตลอด มีแต่มาตรการระยะสั้นและยังไม่เห็นมาตรการการแก้ปัญหาที่ต้นตอ เช่นเรื่องของการลดค่าไฟฟ้า ให้อยู่ที่ 3.99 บาท/ต่อหน่วย หรือลดค่าโดยสาร รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ตอนนี้ยังไม่เห็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ต้นลม 

4. คิดใหญ่ทำเล็ก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ว่าจะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ หรือการบริหารการท่องเที่ยวผ่านวีซ่าฟรี และการลดความเหลื่อมล้ำให้กับประเทศไม่ว่าจะเป็นที่ดินสปก. และค่าแรงซึ่งเราเห็นนายกรัฐมนตรีมีสั่งการ เมื่อไม่ได้ตัวเลขที่ควรจะเป็น หรือตัวเลขที่ได้สัญญากับพี่น้องประชาชนไว้ ซึ่งมีการแสดงออกถึงความไม่พอใจ 

โดยสิ่งที่รัฐบาลทำแล้วก็เป็นเรื่องที่ดี และมีความคล้ายคลึงกับนโยบายที่ก้าวไกลเคยเสนอไว้ ว่าคณะกรรมการซอฟพาวเวอร์ การเคาะงบประมาณ 5 พันล้านบาท สนับสนุน 11 อุตสาหกรรม หรือการทำเฟสติวัล Winter festival และสงกรานต์ตลอดเมษายน แต่สิ่งที่ควรจะเป็นคืออยากเห็นการเสนอแก้กฎหมาย เช่น พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ เพิ่มเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงาน หรือการแก้กฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ เพื่อลดขั้นตอนขออนุญาตกองถ่ายหรือจัดเฟสติวัล หรือการสนับสนุนการรวมตัวของแรงงานฟรีแลนซ์ รวมไปแก้ถึงการแก้กฎกระทรวงสุราก้าวหน้า เป็นต้น

5.คิดอย่างทำอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการเมือง เช่น ร่างรัฐธรรมนูญ การทำประชามติที่มาของสสร. และไม่ชัดเจน เรื่องคำถามและจะมีสสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% หรือไม่ การปฏิรูปกองทัพ ทั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่สภาสมัยที่แล้วในการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยมีความคิดที่เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับพรรคก้าวไกล แต่การกระทำตอนนี้ค่อนข้างตรงข้ามกับสิ่งที่เคยคิดไว้ 

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

สำหรับความคาดหวังการทำงานของรัฐบาลในปีหน้า ที่รัฐบาลควรมี Strategic Roadmap ที่ชัดเจน ต้องการเห็นโรดแมป 1 ปี ที่สะท้อนให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และแผนในการปฏิบัติคืออะไร โรดแมปที่ดีก็คือการมีแผนที่ชัดเจนในการทำงาน ให้ประชาชนสามารถติดตามได้ มีเป้าหมาย KPI ที่ชัดเจน , มีกระบวนการทำงานที่เป็นมืออาชีพในการผลักดัน จะมีเป้าหมายอย่างไรและจะมีกระบวนการไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างไร , การทำงานของรัฐบาลผสมที่ต้องทำงานให้เป็นเอกภาพมากกว่านี้ , การศึกษาโครงการสำคัญๆ อย่างละเอียด เช่น เมกะโปรเจกต์อย่างแลนด์บริดจ์ ต้องมีความชัดเจนและมีระยะเวลาที่ชัดเจน


ส่วนกระแสปีหน้า อาจมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจากนายเศรษฐา ทวีสินเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และโครงการดิจิตอลวัลเลตจะไม่เกิดนั้น นายพิธา กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางน่าจะเหมาะสมมากกว่าการหาทางลง เพราะประเทศไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่านี้ แต่ขอให้ปรับเปลี่ยนทิศทางมีเป้าหมายและมีความเป็นมืออาชีพ ก็จะทำให้สถานการณ์ต่างๆที่ดูแล้วเหมือนร้อนในปีหน้า ก็จะเบาบางลงได้และการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในตอนนี้ควรให้โอกาสนายกรัฐมนตรีได้ทำงานก่อน ส่วนในอนาคตก็มีการประเมินสถานการณ์อยู่เรื่อยๆแต่คงไม่เป็นสาระสำคัญในการแถลงวันนี้ 

ส่วนตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่ยังไม่เห็นตัวเลขชัดเจน เนื่องจากนายเศรษฐาดูเหมือนไม่ใช่นายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่พอใจในตัวเลข นายพิธา กล่าวว่าเห้นอยู่แล้วเป็นการประชุมคณะกรรมการไตรภาคี หากเป็นตนก็จะไปดูสูตรการคำนวณ ซึ่งนอกจากจะสั่งงานว่าเอาเป้าหมายอย่างไร แต่ส่งคนเข้าไปดูว่ากระบวนการเกิดขึ้นอย่างไรก็จะไม่มีเซอร์ไพรส์ออกมาในหน้าข่าว หากมีการตามงานภายใน ก็จะไม่เกิดขึ้น จึงอยากเสนอแนะนายกรัฐมนตรี ว่า ไม่สามารถสั่งการลงไปแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทันที  เพราะการบริหารราชการแผ่นดินแตกต่างกับเอกชน ที่จะต้องมีกระบวนการในการบริหารงานและให้คนไปติดตามว่าสิ่งที่สั่งการนั้นเป็นไปได้ทางกฎหมายหรือไม่ ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็จะต้องมีการปรับแก้อย่างไร

นโยบายทางด้านการเมืองของรัฐบาลชุดยังไม่ชัดเจน แต่เน้นการแก้เศรษฐกิจ นายพิธา กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ส่วนใหญ่คาดหวังจะเห็นความเปลี่ยนแปลงพอสมควร โจทย์หินของรัฐบาล คือเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ GDP ที่ไม่แน่ใจว่าจะถึง 2% หรือไม่ เรื่องของดิจิตอลวาเล็ตที่อยู่ในกฤษฎีกา เรื่องของการท่องเที่ยวที่รายได้ไม่ถึง 4 แสนล้านบาทตามเป้าหมาย แม้จะมีคนมาท่องเที่ยว 27 ล้านคนก็ตาม การกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนที่คาดไว้ในระดับ60% ดังนั้นฟรีวีซ่าตรงนี้ ก็ไม่เพียงพอ คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานของรัฐบาล หากฟังประชาชนบ้าง เพื่อนนักการเมืองบ้างว่ามีความจำเป็นว่าจะต้องทำงานแบบมีโรดแมป

'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง
'พิธา' วิเคราะห์การทำงานรัฐบาลเศรษฐา 100 วันแรก ทำดี 2 เรื่อง

‘พิธา’ มั่นใจขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้น เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565461

15 ธ.ค. 2566

'พิธา' มั่นใจขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้น เตรียมเปิดหลักฐานเด็ด

สัปดาห์หน้า ‘พิธา’ เตรียมขึ้นบัลลังก์สู้คดีถือครองหุ้นITV มีเปิดหลักฐานเด็ดผู้จัดการมรดกที่ไม่เคยเปิดเผย ส่วนคดี 112 ของพรรคคก้าวไกล พร้อมเช่นกัน

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคก้าวไกล กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีถือหุ้นสื่อ ITV ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ว่า เตรียมดูคำถ้อยแถลงเป็นลายลักษณ์อักษรและพร้อมที่จะขึ้นให้การไต่สวนพยาน ทั้งหลักฐานส่วนตัวการผู้จัดการมรดกหรือไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อต่อไปแล้ว ไม่ว่าจะมองเรื่องของรายได้ ลายเส้นที่ต้องขอจาก กสทช. ซึ่งกสทช.ได้ตอบกลับมาชัดเจนว่า ไม่มีลายเส้นการทำสื่อของ itv

ตรงนี้ก็พร้อมที่จะขึ้นบัลลังก์ในการต่อสู้ มั่นใจว่าจะไม่ถูกตัดสินหรือลงโทษ 100% ถ้ามีการเทียบฎีกาวินิจฉัยช่วงคดีที่ผ่านมา แต่ในเรื่องของผู้จัดการมรดก ก็มีหลักฐานที่ยังไม่เคยเปิดเผยที่ไหน ก็คงใช้ในการอธิบาย 

ส่วนไต่สวนพรรคก้าวไกล ในคดีมาตรา 112 วันที่ 25 ธันวาคม นายพิธา กล่าวว่า เอกสารเสร็จเรียบร้อยทั้ง 2 อัน เร็ววันนี้จะเดินทางไปยื่นกับศาลใน พร้อมที่จะไต่สวนในวันที่ 20 และ 25 และแน่นอนว่าไปด้วยตัวเอง

‘ศักดิ์สยาม’ แจงปม ซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ศาลฯ นัดชี้ขาด 17 ม.ค. 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565407

14 ธ.ค. 2566

'ศักดิ์สยาม' แจงปม ซุกหุ้น บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ศาลฯ นัดชี้ขาด 17 ม.ค. 67

‘ศักดิ์สยาม’ แจงปม ซุกหุ้น ‘บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น’ ขอบคุณ ศาลรัฐธรรมนูญ ให้โอกาสแจงข้อเท็จจริง ลุ้น ชี้ขาด 17 ม.ค. 2567

เป็นอีกหนึ่งมหากาพย์ของคดี ปม “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จนนำไปสู่การสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีชั่วคราว ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดไต่สวนมาเป็นระยะ 

ศักดิ์สยาม ชิดชอบศักดิ์สยาม ชิดชอบ

(14 ธ.ค. 2566) ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีนัดไต่สวนพยานบุคคล ในคดีที่ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน จำนวน 54 คน ได้ยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยังคงไว้ซึ่งหุ้นส่วน และเป็นผู้ถือหุ้น และเจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชัน ทำให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหุ้น หรือกิจการของห้างหุ้นส่วน “บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น” เป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบ พ.ร.บ.การจัดการหุ้นส่วน และหุ้นของรัฐมนตรี 2543 มาตรา 4(1) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

โดยผลการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญ ไต่สวนพยาน รวม 6 ปาก คือ นางวราภรณ์ เทศเซ็น, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ, นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์, น.ส.วรางสิริ ระกิติ, น.ส.ฐิติมา เกลาพิมาย และ น.ส.อัญชลี ปรุดรัมย์ โดยตอบข้อซักถามของศาลและของคู่กรณี คดีเป็นอันเสร็จการไต่สวน และศาลนัดฟังคำวินิจฉัยในวันพุธที่ 17 ม.ค. 2567 เวลา 14.00 น. ซึ่งวันนี้ใช้เวลาในการไต่สวน นานกว่า 5 ชั่วโมง

ศักดิ์สยาม ชิดชอบศักดิ์สยาม ชิดชอบ

ด้านนายศักดิ์สยาม กล่าวภายหลังการเข้าไต่สวน ว่า ขอขอบคุณศาลฯ ที่ให้โอกาสชี้แจงในวันนี้ แต่รายละเอียดทั้งหมดต้องรอคำวินิจฉัย เพราะได้แจ้งข้อเท็จจริงไปแล้ว และวันนี้ถือว่าชี้แจงได้อย่างครบถ้วน

และเมื่อถามต่อว่า ฟังการไต่สวนแล้วไม่หนักใจอะไรใช่หรือไม่ นายศักดิ์สยาม ปฏิเสธที่จะตอบ พร้อมหัวเราะ และขออนุญาตกลับก่อน