‘ชินภัสร์’ ยุติบทบาท รองโฆษก รทสช. ทิ้งบอมม์พรรค ทำงานแบบเดิมส่อสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565403

14 ธ.ค. 2566

'ชินภัสร์' ยุติบทบาท รองโฆษก รทสช. ทิ้งบอมม์พรรค ทำงานแบบเดิมส่อสูญพันธุ์

‘เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา’ รองโฆษก รทสช. ลาออกสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เผย 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่กลไกภายในพรรคยังทำงานแบบเดิม ชุดความคิดเดิมๆ ไม่ปฏิรูปตัวเอง ส่อในอนาคตสูญพันธุ์

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2566 นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และอดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 โพสต์เฟซบุ๊กแจ้งว่า จดหมายลาออกสมาชิกพรรค 10 ปีที่ผ่านมาโลกเปลี่ยนเเปลงไปในทุกมิติ ผมสัมผัสได้ว่าคนไทยต้องการความเปลี่ยนแปลง ประชาชนไม่ต้องการการเมืองเดิมๆ นักการเมืองรุ่นเก่าเดิมๆ ชุดความคิดเดิมๆอีกต่อไป

นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา  ในวันเปิดตัวทีมโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาตินายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ในวันเปิดตัวทีมโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผมอยู่สังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติมา 10 เดือน บินไปเข้าประชุมพรรคจากเชียงใหม่ทุกสัปดาห์ ทุ่มเทพลังกายและพลังใจทํางานกับพรรคมาตลอด ผมจึงกล้าพูดได้ว่าพรรครวมไทยสร้างชาติไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้ ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนระบบภายใน เเละยังทํางานเเบบเดิม

นายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา  ถอดใจการทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ภายในพรรครวมไทยสร้างชาตินายชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา ถอดใจการทำงานการเมืองแบบเดิมๆ ภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ผู้บริหารพรรคในอุดมคติของผมต้องกล้าชน ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เข้าถึงง่าย ฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค ใจถึง ทํางานเชิงรุก ทำงานมีระบบ และกล้าเปลี่ยนแปลง

หากฝ่ายอนุรักษ์ไม่ปฏิรูปตัวเอง ฝ่ายอนุรักษ์จะไม่มีพื้นที่เหลือในอนาคต

ส่วนสถาบันกษัตริย์ยังคงต้องมีอยู่ จุดยืนข้อนี้ของผมชัดเจน เเต่ฝ่ายอนุรักษ์ต้องมีมากกว่า ‘ปกป้องสถาบัน’ และ ‘ห้ามเเตะ 112’ ไปวันๆ

ผมจึงตัดสินใจลาออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ และขอยุติบทบาทรองโฆษกพรรค ณ บัดนี้

ด้วยความเคารพ

เก็ต ชินภัสร์ กิจเลิศสิริวัฒนา

14 ธันวาคม 2566

‘มาดามเดียร์’ ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ แต่ไม่ลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565378

14 ธ.ค. 2566

'มาดามเดียร์' ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ แต่ไม่ลาออก

‘มาดามเดียร์’ ประกาศ คว่ำบาตร กรรมการบริหาร ปชป. ชุดใหม่ ไม่ขอเข้าร่วม ยืนยัน ไม่ลาออก แต่พร้อมทบทวน หากกลับลำร่วม รัฐบาล

เดียร์ วทันยา บุนนาค หรือ “มาดามเดียร์”สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดใจถึงบทบาทของตัวเองต่อพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากนี้ว่า จะยังคงตั้งมั่น และมุ่งมั่น เดินหน้าทำงานสิ่งที่เป็นประโยชน์ แก้ไขกฎหมายที่เป็นปัญหาต่อประชาชนต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีตำแหน่ง หรืออำนาจใดๆ แต่กิจกรรมทั้งหมด ที่ขับเคลื่อนโดยกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะของดเว้น และยุติบทบาทการทำงานกับพรรคฯ แต่จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อทำงานที่เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไป แต่กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพรรค โดยเฉพาะผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน จะไม่ขอเข้าร่วม

เดียร์ วทันยา บุนนาคเดียร์ วทันยา บุนนาค

เดียร์ วทันยา ยังกล่าวถึงการสืบหาข้อเท็จจริง กรณีที่มีแชทหลุด ล็อบบี้สกัดการลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ของตนเอง โดยมั่นใจว่า สื่อมวลชนได้มีการเปิดเผยชื่อของผู้ส่งข้อความดังกล่าวแล้ว และยังเป็น 1 ในคณะกรรมการบริหารพรรค ปชป.ชุดใหม่ด้วย ซึ่งเชื่อว่า การสกัดกั้น กีดกันการแข่งขันของตนนั้น สังคมจะรับทราบ และเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า มีความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 9 เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ผ่านมา

แต่เหตุที่เกิดขึ้น มาดามเดียร์ กล่าวว่า ไม่ขอไปร้องเรียนใดๆ เพิ่มเติม เพราะการเลือกหัวหน้าพรรคฯ ได้ข้อยุติแล้ว พร้อมย้ำว่า ตนเองไม่ศรัทธา ในวิถีการทำงานการเมืองในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะการมีแชทไลน์การล็อบบี้หลุด หรือการกีดกันสกัดกั้นทางการเมือง ที่สะท้อนความไม่เป็นธรรม และเป็นข้อกังขาถึงความสง่างามของคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ตนจึงขอยุติบทบาท และกิจกรรมทางการเมือง ที่ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยจะยังคงเหลือเพียงการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

ส่วนสาเหตุที่ไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ทั้งที่สมาชิกรุ่นเก่า ตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น เดียร์ วทันยา ระบุว่า ระหว่างนี้ ยังขอรอดูทิศทางการทำงานของพรรคให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน เพราะยังจะต้องให้ความเป็นธรรมกับกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ด้วย แม้จะไม่ได้ศรัทธา และไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารของกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่กำลังจะดำเนินไป จึงไม่เร่งผลีผลามตัดสินใจ และจะอดทน ไม่ย่อท้อต่อการทำงานทางการเมือง ดังนั้น จึงไม่เร่งสรุป หรือตัดสินใจใดๆ และยังตั้งมั่นทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องไปข้องเกี่ยวกับการทำกิจกรรมของพรรค

เดียร์ วทันยา ยังยอมรับด้วยว่า หากคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ นำพาพรรคฯ ไปร่วมรัฐบาล ก็จะเป็นจุดทบทวนที่สำคัญ ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไม่เฉพาะตนเองเท่านั้น แต่จะเป็นจุดทบทวนของสมาชิกพรรคทุกคน รวมถึงประชาชนผู้ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่า ประชาชนเชื่อมั่นการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดมั่นใจอุดมการณ์ และจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน ไม่ได้แสวงหาประโยชน์และอำนาจ

‘สภาล่ม’ ประเดิมวันเปิดสมัยประชุมสภา รัฐบาลจ้องปัดตก ร่างข้อบังคับก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565359

13 ธ.ค. 2566

'สภาล่ม' ประเดิมวันเปิดสมัยประชุมสภา รัฐบาลจ้องปัดตก ร่างข้อบังคับก้าวไกล

สภาล่ม ครั้งแรก ประเดิมการเปิดสมัยประชุมสภาที่ 2 ประจำปี 2566 เหตุรัฐบาลจ้องปัดตก-ขวางส่งร่างข้อบังคับพรรคก้าวไกลให้ กมธ.กิจการสภาฯ พิจารณา สุดท้ายพลาดท่า องค์ประชุมไม่ครบ ‘หมออ๋อง’ สั่งปิดประชุมสภา

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันแรก หลังเปิดสมัยประชุมสภา สมัยสามัญที่ 2 ประจำปี 2566 ที่มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในช่วงเย็นวันนี้ (13 ธ.ค.2566) ได้สั่งปิดประชุมสภา เนื่องจาก องค์ประชุมไม่ครบ ระหว่างการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรก้าวหน้า ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นผู้เสนอ 

โดยมีหลักการใหม่ ๆ เช่น ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่กี่ยวข้องกับการเงิน โดย สส. หรือภาคประชาชน หากนายกรัฐมนตรี ไม่อนุมัติกลับมายังสภาฯ ให้ถือว่า นายกรัฐมนตรีอนุมัติ, การเพิ่มกระทู้ถามสด ระหว่างนายกรัฐมนตรี กับผู้นำฝ่ายค้านฯ และ สส.คนอื่น ๆ ประมาณ 5 คน / สัปดาห์ หรือ PrimeMinister’sQuestion ตามแบบสภาผู้แทนราษฎรของสหราชอาณาจักร 

รวมถึงการกำหนดให้ สส.ฝ่ายค้านจะต้องทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต, กรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการใช้งบประมาณ และกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น

โดยในการอภิปรายของ สส.พรรคร่วมรัฐบาลส่วนใหญ่นั้น ไม่เห็นด้วยกับร่างข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งก่อนที่จะมีการลงมตินั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้เสนอญัตติให้ชะลอการลงมติไว้ก่อน เพื่อส่งร่างข้อบังคับฉบับนี้ ให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา หรือส่งร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรฉบับพรรคร่วมรัฐบาล มาประกบฉบับของพรรคก้าวไกล

แต่นายศรัณฑ์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้ยืนยันว่า ที่ประชุมวิปรัฐบาลได้มีมติแล้วว่า จะไม่ส่งไปให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และขอให้มีการลงมติต่อเนื่องในทันที ทำให้ที่ประชุมต้องลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการส่งร่างข้อบังคับการประชุมฯ ฉบับพรรคก้าวไกล ไปให้คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาก่อนหรือไม่ 

โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมาก 223 เสียง ต่อ 151 เสียง ไม่ให้ส่งไปกรรมาธิการฯ พิจารณาก่อน ซึ่งผลคะแนนที่ปรากฏดังกล่าว สะท้อนว่า มี สส.พรรคร่วมรัฐบาล เข้าร่วมการประชุม 223 คน จากทั้งหมด 499 คน

จากนั้น ที่ประชุมฯ ได้เข้าสู่ขั้นตอนการลงมติร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล ในวาระแรก โดยมีการตรวจสอบองค์ประชุม ซึ่งมี สส.แสดงตน 332 คน ก่อนจะมีมติเสียงข้างมาก 223 เสียง ต่อ 1 เสียง ไม่รับหลักการร่างข้อบังคับการประชุมดังกล่าว จากจำนวนผู้ลงมติ 228 เสียง ซึ่งไม่ครบองค์ประชุม

ทำให้เกิดการประท้วงกันในที่ประชุม โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะวิปรัฐบาล ได้โต้แย้งว่า ประธานในที่ประชุม ได้ตรวจสอบองค์ประชุมแล้ว ซึ่งมีจำนวน สส.แสดงตนครบองค์ประชุม ดังนั้น ในการลงมติผู้ที่ไม่กดมติ จึงเท่ากับไม่มีเจตนาจะลงมติ ไม่ใช่องค์ประชุมให้ครบ จึงขอให้ประธานฯ วินิจฉัยให้ดี 

ก่อนที่นายณัฐพงษ์ จะลุกขึ้นโต้แย้ง นายภราดร เนื่องจาก ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว ที่ในขั้นตอนการแสดงตนครบองค์ประชุม แต่ในการลงมติกลับไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งนายชวน ให้ถือว่า ไม่ครบองค์ประชุม และต้องปิดการประชุม

ขณะที่ นายวรวงศ์ วรปัญญา สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ได้เรียกร้องให้นายปดิพัทธ์ วินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานในอนาคต เนื่องจาก ในอดีตตนไม่ขอวินิจฉัย แต่ในวันนี้ (13 ธ.ค.) นายปดิพัทธ์ ได้ขึ้นทำหน้าที่ประธานการประชุม จึงขอให้มีการวินิจฉัยด้วย เช่นเดียวกับ นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ที่ขอให้นายปดิพัทธ์ ทบทวนการวินิจฉัย เพราะองค์ประชุมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร คือ สส.ที่อยู่ในห้องประชุม ไม่ว่าฝ่ายใดจะมามากหรือมาน้อย

จนท้ายที่สุด นายปดิพัทธ์ ได้ยืนยันว่า ในขั้นตอนการลงมตินั้น องค์ประชุมที่ประชุมครบ แต่ในการลงมติเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบในการพิจารณานั้น จะต้องมีองค์ประชุมมากกว่ากึ่งหนึ่ง จะใช้เฉพาะเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวไม่ได้ พร้อมสั่งปิดการประชุม ทำให้เหตุการณ์สภาล่มครั้งนี้ ถือเป็นการล่มครั้งแรก ประเดิมการเปิดสมัยประชุมสภาที่ 2 ประจำปี 2566

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ภายหลังการลงมติญัตติของนายณัฐพงษ์ ที่ขอให้ที่ประชุมส่งร่างข้อบังคับการประชุมฯ ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล ไปให้คณะกรรมาธิการสามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาก่อนนั้น สส.พรรคก้าวไกล พบว่า สส.พรรคร่วมรัฐบาล อยู่เข้าร่วมประชุมไม่ถึงครึ่งหนึ่งขององค์ประชุมที่มี ทำให้ในการลงมติวาระแรกนั้น สส.พรรคก้าวไกล ไม่ได้มีการกดการลงคะแนน จึงทำให้องค์ประชุมดังกล่าวไม่ครบ จนเป็นเหตุให้ปิดการประชุมสภาในที่สุด

‘หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย’ ร่วมให้กำลังใจ ‘เฉลิมชัย’ นำพา ‘พรรคประชาธิปัตย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565356

13 ธ.ค. 2566

'หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย' ร่วมให้กำลังใจ 'เฉลิมชัย' นำพา 'พรรคประชาธิปัตย์'

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ขอพูดถึงความเป็นไปได้ ที่ภูมิใจไทย จะได้รับสมาชิกพรรคที่ก้าวออกมาจาก”ประชาธิปัตย์” ชี้สถานการณที่เกิดขึ้นในเวลานี้เกิดขึ้นกับทุกองค์กรทีต้องล้วนเจออุปสรรค ส่งำลังใจไปให้ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” หัวหน้าพรรคคนใหม่ ก้าวผ่านอุปสรรค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า  การที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทยอยลาออกจากพรรคหลายคน  ความเป็นไปได้ที่พรรคภูมิใจไทย จะรับบุคคลเหล่านั้น เรื่องนี้ยังไม่ได้คิด เวลาใครมีปัญหาอะไรถ้าเป็นพรรคพวกกัน ก็ต้องแสดงความเห็นใจส่งกำลังใจไปให้ อะไรที่ช่วยเหลือได้ก็ช่วยเหลือ 

กรณีของประชาธิปัตย์ เป็นคำตอบว่าไม่มีองค์กรไหน ที่ตั้งขึ้นมาแล้วจะไม่มีอุปสรรค  ไม่ว่าพรรคใหญ่ พรรคเล็ก ก็ล้วนแล้วแต่ประสบอุปสรรค เพียงแต่ว่าผู้บริหารพรรคแต่ละพรรค   ต้องฟันฝ่าโดยใช้ประสบการณ์ ใช้บารมี ความสามารถในการก้าวข้ามอุปสรรค  สำหรับนายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน ที่ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์   ตนเองสนิทกับนายเฉลิมชัย รักกันมาก ทำงานร่วมกันในรัฐบาลมา  4 ปี   ดังนั้นก็ต้องให้กำลังใจ

“เรื่องการแข่งขันทางการเมือง  เราทำหน้าที่เราไป ไม่ได้มองเป็นคู่แข่ง บทบาทหน้าที่ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เป็นบทบาทของแต่ละพรรคไป ไม่มีนายเฉลิมชัยก็มีคนอื่นอีกอย่าไปคิดว่าเป็นคู่แข่งกันเลยซึ่งหลังจากที่นายเฉลิมชัยได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค  ก็
ได้โทรศัพท์ไปแสดงความยินดี  ”  นายอนุทิน  ระบุ

‘ไอซ์ รักชนก’ ประกาศ ขอเรียกร้องศาล ให้ปล่อยตัว ‘ผู้ต้องหาคดี112’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565340

13 ธ.ค. 2566

‘ไอซ์ รักชนก’ ประกาศ ขอเรียกร้องศาล ให้ปล่อยตัว ‘ผู้ต้องหาคดี112’

‘ไอซ์ รักชนก’ มองได้รับการประกันตัว เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ประกาศขอเป็นกระบอกเสียง เรียกร้องศาลปล่อยตัว ‘ผู้ต้องหาคดี 112’ อย่างเสมอภาค เตรียมหารือทนายยื่นอุทธรณ์สู้คดี ลั่น อนาคตอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่ยึดติดตำแหน่ง สส. เดินหน้าทำงานต่อเพื่อสังคม

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2566 เมื่อเวลา 15.55น. ภายหลังศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ไอซ์ รักชนก ศรีนอก หรือ สส.ไอซ์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคก้าวไกล โดยน.ส.รักชนก ได้เดินลงมาจากศาลพร้อมกับ นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล โดยในมือถือดอกดาวเรืองที่กลุ่มผู้สนับสนุนนำมามอบให้ จากนั้นได้แวะทักทาย พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณ และสวมกอดกับกลุ่มผู้สนับสนุนที่มารอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าศาลอาญา ก่อนจะมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

‘ไอซ์ รักชนก’ ประกาศ ขอเรียกร้องศาล ให้ปล่อยตัว ‘ผู้ต้องหาคดี112’
‘ไอซ์ รักชนก’ ประกาศ ขอเรียกร้องศาล ให้ปล่อยตัว ‘ผู้ต้องหาคดี112’

ไอซ์ รักชนก เปิดใจว่า ส่วนตัวไม่ได้กังวลตั้งแต่แรก และมองว่า สิทธิการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานรองรับเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญ แต่อยากเรียกร้องให้ศาลพิจารณาให้นักโทษหรือ ผู้ต้องหาคดี ม.112 คนอื่นได้รับการประกันตัวด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่มากเกินไปเพราะเป็นสิทธิที่รองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ อยากให้ศาลปฏิบัติกับผู้ถูกกล่าวหาในคดี 112 ให้เหมือนกับคดีอื่นๆ

ส่วนแนวทางในการต่อสู้คดีหลังจากนี้ ไอซ์ รักชนก แจกแจงว่า คิดว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนหลักฐานที่จะยื่นต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ จะต้องพูดคุยกับทนายความเพิ่มเติม เพราะจริงๆแล้วหนึ่งในทนายที่ต่อสู้คดีนี้ให้ ยังอยู่ในห้องขัง ก็คือ ทนายอานนท์ นำภา และทนายคนปัจจุบัน โดยหลังจากกลับไปก็จะไปพูดคุยในแนวทางการยื่นอุทธรณ์

‘ไอซ์ รักชนก’ ประกาศ ขอเรียกร้องศาล ให้ปล่อยตัว ‘ผู้ต้องหาคดี112’

เมื่อถามว่า ผลการตัดสินคดีในวันนี้จะส่งผลกับดารทำงานอย่างไรบ้างนั้น ไอซ์ รักชนก ระบุว่า ไม่ว่าจะได้เป็น สส.หรือไม่ได้เป็น สส. เราก็คงทำหน้าที่ต่อ เพราะการจะเป็น สส.หรือไม่ได้เป็นสส.ไม่ได้สำคัญขนาดนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่ต่อ เพราะอยากทำให้สังคมนี้เป็นสังคมที่ทุกคนสามารถเสมอภาค เท่าเทียมกันได้ ต่อกฎหมายและมีโอกาสที่ดีทางเศรษฐกิจได้ ส่วนในอนาคตจะเป็นอย่างไร อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดและมองว่า ไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งตรงนี้ ในพรรคก้าวไกล ทุกคนก็มีอุดมการณ์เดียวกัน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นตนเอง เท่านั้น

ส่วนที่มองว่า ตนเองเป็นเคสในไม่กี่เคสที่ได้รับการประกันตัวในคดี 112 นั้นมองอย่างไรบ้าง น.ส.รักชนก ระบุว่า ตนเองไม่แน่ใจเรื่องสถิติ แต่อยากให้ศาลใช้บรรทัดฐาน มาตรฐานเดียวกันกับผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ ให้ได้รับสิทธิที่ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญอย่างเสมอภาค ตนเองก็ขอเป็นกระบอกเสียงในเรื่องนี้

ขณะที่ นายชัยธวัช ระบุสั้นๆว่า ศาลมีคำสั่งให้ประกันตัว ก็เป็นไปตามคาด เพราะอย่างที่เรียนว่า เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งนี้ยังไม่ทราบการกำหนดเงื่อนไข เพราะยังไม่ได้เห็นเอกสารทางการที่กำหนดเงื่อนไขการประกันตัวไว้

โดยหลังจากนี้ ตนเอง และ น.ส.รักชนก จะเดินทางต่อไปยังอาคารรัฐสภา เพื่อทำการประชุมสภาต่อ เพราะการประชุมยังไม่แล้วเสร็จ

 นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ใช้ตำแหน่งประกันตัว ไอซ์ รักชนก ศรีนอกนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ใช้ตำแหน่งประกันตัว ไอซ์ รักชนก ศรีนอก

จากนั้น น.ส.รักชนก ได้ไปพบปะและขอบคุณผู้สนับสนุนอีกครั้ง โดยมีการสวมกอดให้กำลังใจกัน ซึ่งกลุ่มผู้สนุบสนุน ได้แสดงความยินดีกับไอซ์ รักชนก และให้สู้ต่อ ทำงานต่อไป และ น.ส.รักชนก ก็ยกมือไหว้ขอบคุณ แล้วเดินทางไปยังอาคารรัฐสภาต่อทันที

ด้อมส้มเฮ’ไอซ์ รักชนก’ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565336

13 ธ.ค. 2566

ด้อมส้มเฮ'ไอซ์ รักชนก'ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล

ศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ‘ไอซ์ รักชนก ศรีนอก’ สส.ก้าวไกล จำเลยคดี ม.112 ระหว่างอุทธรณ์ กำหนดวงเงิน 500,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไข ห้ามจำเลยกระทำการ หรือ ร่วมกิจกรรมลักษณะเดียวกันกับข้อหาตามคำฟ้องฯ

วันที่ 13 ธ.ค. 2566 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก หลังศาลอ่านคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.683/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้อง ไอซ์ รักชนก หรือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคก้าวไกลจำเลยมีความผิด จากการทวีตและรีทวิตข้อความ ที่มีเนื้อหาที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูง

ด้อมส้มเฮ'ไอซ์ รักชนก'ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล
ด้อมส้มเฮ'ไอซ์ รักชนก'ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และมาตรา 14 ให้ลงโทษตามมาตรา 112 อันเป็นบทหนักสุด รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา

ด้อมส้มเฮ'ไอซ์ รักชนก'ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล

ภายหลังฟังคำพิพากษา ไอซ์ รักชนก ยังมีสีหน้ายิ้มเเย้มเเละถูกพาไปห้องควบคุมตัว

บ่ายวันที่ 13 ธ.ค. 2566 นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคพรรคก้าวไกล เดินทางกลับมาศาลอาญาเพื่อยื่นประกันตัว ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ต่อมาเวลา 15.00 น. ศาลมีคำสั่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 683/2565 หมายเลขแดงที่ อ 3739/2566 น.ส.รักชนก ศรีนอก ไอซ์ จำเลย ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว

มีคำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างอุทธรณ์วงเงิน 500,000 บาท (เงินสด 300,000 บาท ตำแหน่ง 200,000 บาท) กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำการหรือร่วมกิจกรรมลักษณะเดียวกันกับข้อหาตามคำฟ้องและหรือมีพฤติการณ์ใดๆ ในลักษณะและข้อหาเดียวกัน

หลังจาก ไอซ์ รักชนก ได้ประกันตัว จึงไม่หลุดจากสถานะ สส.ก้าวไกล ขั้นตอนหลังจากนี้ ก็จะไปสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป

ไอซ์ รัชนก ศรีนอก ยิ้มแย้มหลังศาลให้ประกันตัวไอซ์ รัชนก ศรีนอก ยิ้มแย้มหลังศาลให้ประกันตัว

ด้อมส้มเฮ'ไอซ์ รักชนก'ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล
ด้อมส้มเฮ'ไอซ์ รักชนก'ได้ประกันวงเงิน 5 แสน คดี112 ไม่หลุดเก้าอี้สส.ก้าวไกล

‘สมศักดิ์’ กำชับ ป.ป.ท. เข้มงวดทุจริต ดันไทยก้าวสู่ 1 ใน 20 ดัชนีรับรู้ทุจริต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565332

13 ธ.ค. 2566

ต'สมศักดิ์' กำชับ ป.ป.ท. เข้มงวดทุจริต ดันไทยก้าวสู่ 1 ใน 20 ดัชนีรับรู้ทุจริต

‘สมศักดิ์’ สั่งการ ป.ป.ท. เข้มมาตราการป้องปราม ทุจริตตั้งแต่ต้น อย่ารอเกิดแล้วแก้ หวังเพิ่มคะแนนได้ดัชนีการรับรู้ทุจริต ดันไทยขึ้น 1 ใน 20 หลังตกไปอันดับ 101

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ (กิจกรรมการสัมมนาเพื่อขับเคลื่อนการประเมินความเสี่ยงการทุจริตเชิงนโยบายในการดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567) ครั้งที่ 1 โดยมี นายกิตติกร โลห์สุนทร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายวิชัย ไชยมงคล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กว่า 400 คน เข้าร่วม ที่อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การทุจริตในภาครัฐ เป็นปัญหาที่บั่นทอนเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก รวมถึงรูปแบบการทุจริตมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และกระจายตัวอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับนโยบาย สู่การปฏิบัติ โดยการทุจริตที่ขยายตัว และสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติเป็นอย่างมากคือ การทุจริตเชิงนโยบาย

ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ จึงต้องมีการป้องกันที่ดี เพื่อสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน และลดความสูญเสียงบประมาณของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

จึงต้องเดินหน้าแผนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ฉบับปรับปรุง) เพื่อเน้นมาตรการสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ โดยทำการประเมินความเสี่ยงต่อการทุจริต และหามาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงต่อการทุจริต มาใช้ในการริเริ่มและดำเนินโครงการที่มีวงเงินสูง 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า รวมถึงการขับเคลื่อน แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมุ่งเน้นให้ภาครัฐ มีความโปรงใส ปลอดการทุจริต โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ คือ ค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย ตอนนี้อยู่ที่ ลำดับ 101 ที 36 คะแนน ดังนั้นจะทำอย่างไร จะต้องอยู่อันดับ 1 ใน 20 หรือ มีคะแนนประมาณ 73 คะแนน ภายในช่วงปี 2576-2580 

นายสมศักดิ์ เทพสุทินนายสมศักดิ์ เทพสุทิน

นอกจากนี้ ยังมีการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานรัฐ ที่เป็นปัญหามาอย่างยาวนาน ทำให้ปัจจุบันมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริต ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยการตราพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานกลางสำหรับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง นำไปใช้ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยต้องคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ เช่น ให้มีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ 

นายสมศักดิ์ ระบุว่า การประเมินความเสี่ยงการทุจริต จึงเป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นที่หน่วยงานภาครัฐ ต้องดำเนินการ เพื่อหามาตรการในการป้องกันการทุจริต และปฏิบัติตามมาตรการควบคุมที่เหมาะสม โดย สำนักงาน ป.ป.ท. ในฐานะที่เป็นกลไกของรัฐบาลในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต ต้องทำการประเมินความเสี่ยงการทุจริต หามาตรการมาอุดช่องว่าง ที่จะเกิดการทุจริต พร้อมมีหน่วยงานตรวจสอบการตามแผนบริหารความเสี่ยงการทุจริตที่กำหนดไว้หรือไม่ เพื่อลดและปิดโอกาสการทุจริตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งตนเห็นความพยายามของ ป.ป.ท. ที่กำลังผลักดันกฎหมาย เพื่อช่วยการป้องกันการทุจริต

โดยรัฐบาลเห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะการแก้ปัญหาดีที่สุด คือ การป้องปราม และให้ความรู้ ซึ่งอย่ารอให้เกิดการทุจริตแล้วค่อยเข้าไปดำเนินการ ตนต้องขอแสดงความยินดีกับ ป.ป.ท. ที่ร่างพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จะเป็นกฎหมายฉบับแรกที่รัฐบาลเสนอเข้าสู่การพิจารณาในวาระแรกของสภาฯ ในวันที่ 20 ธ.ค.นี้ 

“ไม่ใช่รอให้เกิดการทุจริต แล้วเข้าดำเนินการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเฝ้าะวังตั้งแต่เริ่มด้วยการป้องปราม เชื่อว่า หากป้องกันตั้งแต่เริ่มต้นได้ ตัวเลขคะแนนของเราก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน” นายสมศักดิ์กล่าว 

ต'สมศักดิ์' กำชับ ป.ป.ท. เข้มงวดทุจริต ดันไทยก้าวสู่ 1 ใน 20 ดัชนีรับรู้ทุจริต
ต'สมศักดิ์' กำชับ ป.ป.ท. เข้มงวดทุจริต ดันไทยก้าวสู่ 1 ใน 20 ดัชนีรับรู้ทุจริต

ดับฝัน ‘ประชาธิปัตย์’ ร่วมรัฐบาล ‘เศรษฐา’ โว 314 เสียง เยอะอยู่แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565328

13 ธ.ค. 2566

ดับฝัน ‘ประชาธิปัตย์’ ร่วมรัฐบาล ‘เศรษฐา’ โว 314 เสียง เยอะอยู่แล้ว

‘เศรษฐา ทวีสิน’ นายกรัฐมนตรี ปัดตอบ ปรับครม. ดับฝัน ประชาธิปัตย์ หลังมีกระแสข่าวจ่อเข้าร่วมรัฐบาล โว มี 314 เสียง เยอะอยู่แล้ว แนะ ให้โอกาส ‘เฉลิมชัย’ ทำงานก่อน

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2566 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค นายเศรษฐา ทวีสิน นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​การคลัง​ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ปีหน้าไม่ได้เป็นห่วงสถานการณ์การเมือง เพราะการเมือง เรามีเสถียรภาพพอสมควร และปัจจุบันนี้บรรยากาศทางการเมือง ตนก็เชื่อว่า พูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง

ส่วนที่หลายคนมองว่าผ่านไปแค่ 3 เดือน ทำไมถึงมีกระแสปรับคณะรัฐมนตรี(ปรับครม.)เกิดขึ้น สำหรับท่านนายกฯมีการวางไว้หรือไม่ ว่า จะปรับ ครม.เวลาใด ช่วงใด นายเศรษฐา ยิ้ม ก่อนที่จะกล่าวว่า “คำถามต่อไปครับ”

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า กระแสข่าว ปรับ ครม. มันเกิดขึ้นเมื่อประชาธิปัตย์(ปชป.)ได้หัวหน้าพรรคใหม่คือนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่ขอไปก้าวก่ายพรรคอื่น และเราเองก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขา 

“ปัจจุบันนี้เราก็มี 314 เสียง เยอะอยู่แล้ว เราต้องให้เกียรติทางพรรคร่วมรัฐบาล แล้วก็ต้องให้เกียรติทางฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ผมเชื่อว่า ตอนนี้เป็นการบริหารจัดการภายในของเขา คุณเฉลิมชัย ก็เพิ่งเข้ามาได้ 2-3 วันเอง ก็ต้องให้โอกาสเขาทำงานหรือบริหารพรรคเขาไปก่อน” นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ดับฝัน ‘ประชาธิปัตย์’ ร่วมรัฐบาล ‘เศรษฐา’ โว 314 เสียง เยอะอยู่แล้ว

‘วิโรจน์’ ชี้เคส ‘ไอซ์ รัชนก’ สส.ก้าวไกล สะท้อนปัญหา ‘ม.112’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565324

13 ธ.ค. 2566

‘วิโรจน์’ ชี้เคส ‘ไอซ์ รัชนก’ สส.ก้าวไกล สะท้อนปัญหา ‘ม.112’

‘วิโรจน์ ลักขณาอดิศร’ ชี้จำคุก ‘ไอซ์ รักชนก’ สะท้อนปัญหาของ ‘ม.112’ ได้อย่างชัดเจน หวังว่าจะทำให้สังคมไทย ได้เห็นถึงปัญหาและความพยายามของ ‘ก้าวไกล’ ที่จะแก้ไขกฎหมายมาตรานี้

เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2566 ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เปิดเผยภายหลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี ไอซ์ รักชนก หรือ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โดยไม่รอลงอาญา ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ ว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการขอประกันตัว ส่วนรายละเอียดของคำพิพากษาของศาลอาญานั้น รอความชัดเจนเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งไม่ขอชี้แจงรายละเอียดเพราะ กลัวจะสื่อสารกันผิดพลาด

เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความกังวล เพราะทราบในเหตุการณ์ในลักษณะนี้อยู่แล้ว เบื้องต้นยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และตนเชื่อว่าจะมีการประกันตัวและขออุทธรณ์ในชั้นศาลต่อไป 

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล

“กรณีของ ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ทำให้เห็นถึงปัญหาของ ม.112 ได้อย่างชัดเจนอีกแล้ว หวังว่าจะทำให้สังคมเห็นถึงปัญหาและความพยายามที่จะแก้ไข กฎหมายมาตราดังกล่าวของพรรคก้าวไกล”นายวิโรจน์ กล่าว 

เลขาธิการ กกต.  สงวนท่าที ‘ไอซ์ รักชนก” ต้องคำพิพากษาจำคุก 6 ปี 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politics/565312

13 ธ.ค. 2566

เลขาธิการ กกต.  สงวนท่าที 'ไอซ์ รักชนก" ต้องคำพิพากษาจำคุก 6 ปี 

เลขาธิการ”กกต.”   แสวง บุญมี  เลี่ยงที่จะออกความเห็นในเวลานี้  ต่อสถานภาพ สส.ของ ” ไอซ์ รักชนก” รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคก้าวไกล  หลังมีคำพิพากษาศาลอาญาจำคุก 6 ปี คดี  ม.112 -พ.ร.บ.คอมฯ โดยกระบวนการที่จะมีพ้นต่อสถานะ สส. ต้องรอดูขั้นตอนการขอประกันตัว 

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง   ( กกต. )  เปิดเผยว่า  ตามที่  น.ส.รักชนก ศรีนอก  “ไอซ์  รักชนก”   สส.กรุงเทพฯ  พรรคก้าวไกล ถูกศาลอาญา พิพากษา  ในความผิด  ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3,14  พิพากษาลงโทษจำคุกรวม  6 ปี  โดยไม่รอลงอาญา   ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอประกันตัว ซึ่งหากไม่ได้ประกันตัว อาจหลุดจากตำแหน่ง สส.    กระบวนการขณะนี้  คือให้รอดูการประกันตัว ซึ่งตามกฎหมายมาตรา ม.101(6) ประกอบม. 98 (6) ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน.ส.รักชนก โดยตรง   ต้องรอดูว่าจะได้ประกันตัวหรือไม่ ตนไม่อยากจะคิดว่า จะไม่ได้ประกันตัวแต่กฎหมายเขียนไว้แบบนั้น ซึ่งต้องดูว่าจะได้ประกันตัวหรือไม่  ยังไม่อยากให้รายละเอียดมากไปกว่านี้ ขอรอดูการประกันตัวก่อน  

 อนึ่ง สำหรับ มาตรา101(6) บุคคลที่มีคุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ประกอบ มาตรา 98(6) ที่ระบุว่า บุคคลผู้มีลักษณะต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล ดังนั้นหากนางสาวรักชนกได้รับการประกันตัวในวันนี้ก็ยังไม่หลุดจากตำแหน่งสส. แต่หากไม่ได้ประกันตัวในวันนี้ ก็ถือว่าพ้นจากการ
เป็นสส.

เลขาธิการ กกต.  สงวนท่าที 'ไอซ์ รักชนก" ต้องคำพิพากษาจำคุก 6 ปี 

รักชนก ศรีนอก สส. กทม. พรรคก้าวไกล