กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 1 กันยายน 2563 – 20:45 น.

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

กรมการข้าว นำทีมคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด และวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ดและศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม ด้านประธานศูนย์ข้าวชุมชนเรียกร้องให้รัฐช่วยดูแลด้านการตลาดข้าวหอมอินทรีย์ หลังราคาไม่ต่างจากข้าวหอมทั่วไป
 เมื่อวันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. 2563 ที่ผ่านมากรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดโครงการสื่อมวลชนสัญจร นำโดยนายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว นายทัศนะ ลาภลอย ที่ปรึกษากรมการข้าว และคณะผู้บริหารกรมการข้าวนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จ.ร้อยเอ็ดและมหาสารคามเพื่อเยี่ยมชมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 2563 
 

โดยจุดแรกเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนาแปลงใหญ่บ้านโนนสวรรค์ ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด จากนั้นมาเยี่ยมชมการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ต.หนองบัวแก้ว อ.พยักคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

 นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังการนำเยี่ยมชมศูนย์ดังกล่าว โดยระบุว่า การผลิตข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการเจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืช สารป้องกันกำจัดโรค แมลงและสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมข้าวในโรงเก็บเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าว การผลิตข้าวอินทรีย์นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

 “ศูนย์ข้าวชุมชนเรามีทั้งหมด 2 พันกว่าแห่งสำหรับปี2563 นี้เราตั้งเป้าไว้ 400 ศูนย์ ศุนย์ละ 100 ตันในการผลิต   เมล็ดพันธุ์ข้าว ตามนโยบายของท่านรัฐมนตรีประภัตร โพธสุธนท่านบอกว่าอยากให้ผลิตข้าวหอมมะลิก่อน อันที่สองข้าวหอมอันที่สามข้าวแข็ง อันที่สี่ข้าวนุ่มและอันที่ห้าข้าวเหนียว โดยเฉพาะข้าวนุ่มขณะนี้ต่างประเทศมีความต้อิงการมาก จึงได้ประสานงานกับทางสมาคมข้าวถุงสมาคมโรงสีข้าว สมาคมผู้ส่งออกและกระทรวงพาณิชย์ด้วยมาดูแลเรื่องการตลาด”อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

                  กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 
 นายคารมย์ ขุนหล้า ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด กล่าวเสริมว่า วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ก่อตั้งขึ้น ปี 2555 เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชน ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข.15 เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์จําหน่ายภายในชุมชน และเก็บไว้เพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป 
 ต่อมาปี 2562 กลุ่มเกษตรกรได้สมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2563 เพื่อลดต้นทุนในการผลิตและกระจายเมล็ดให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้ภายในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อลดต้นทุนในการผลิต กระจายเมล็ดพันธุ์ดีสู่ชาวนาอย่างทั่วถึงและเป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวภายในชุมชน พัฒนาชาวนา และองค์กรชาวนาให้มีความเข้มแข็ง 

                     กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 
 นางมัสสา โยริบุตร ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านโนนสวรรค์ กล่าวว่า ทางกลุ่มได้มีการผลิตข้าวจําหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด  มีการแปรรูปข้าวจําหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิ มีการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ดิน ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ไถกลบตอซังแทนการเผา  ปฏิบัติตามเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ข้าวเปลือก (Grain) และเมล็ดพันธุ์ (Seed) มีการใช้เทคโนโลยีเครื่องหยอดข้าวแห้ง  ปลูกปุ๋ยพืชสดปรับปรุงบํารุงดิน  การไถดะเพื่อกําจัดวัชพืช  การใช้ปูนขาวปรับสภาพดินก่อนการเพาะปลูก ตลอดจนการใช้ปุ๋ยคอกปรับปรุงบํารุงดินเพื่อลดต้นทุนการผลิตได้

                กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 
นอกจากนี้ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวร้อยเอ็ด มีแนวทางส่งเสริมเกษตรกรให้มีการเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ รักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืช ดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ และส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงตลาดสินค้าข้าวอินทรีย์เพื่อขยายตลาด สินค้าข้าวสุขภาพในแถบเอเชีย ยุโรป และจีน ต่อไป

กรมการข้าวติวเข้มศูนย์ข้าวชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้ หวังเพิ่มศักยภาพผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ภาคอีสาน 

                                            แปลงเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ105
นายบุญทอม บุญยรัตน์ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อย ต.หนองบัวแก้ว อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ทางศูนย์ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่นในการดูแลในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ105 ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินกิจกรรมอยู่ 3 อย่างได้แก่ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมคุณภาพ การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นการสีข้าวสารบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายในรูปของข้าวเปลือก ซึ่งในอนาคตทางกลุ่มจะมีการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าข้าวหอม ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น
“อยากเรียกร้องรัฐบาลให้ดูแลราคาข้าวหอมอินทรีย์ด้วย หลังรัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการปลูกข้าวหอมอินทรีย์  พวกเราทำกัน แต่พอผลผลิตออกมากลับขายได้ในราคาไม่ต่างจากข้าวทั่วไป จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลช่วยให้ตลอด โดยเฉพาะด้านการตลาดข้าวหอมอินทรีย์ และราคาขายก็จะต้องสูงกว่าข้าวหอมทั่วไปด้วย”ประธานศูนย์ข้าวชุมชนบ้านเก่าน้อยกล่าวย้ำ พร้อมฝากเรื่องนี้ไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

สภาเกษตรกรพิจิตร หนุนชาวบ้านปลูกขนุนพืชทางเลือกใหม่ ชี้จีนเปิดตลาดรับซื้อราคาดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สภาเกษตรกรพิจิตร หนุนชาวบ้านปลูกขนุนพืชทางเลือกใหม่ ชี้จีนเปิดตลาดรับซื้อราคาดี

สภาเกษตรกรพิจิตร หนุนชาวบ้านปลูกขนุนพืชทางเลือกใหม่ ชี้จีนเปิดตลาดรับซื้อราคาดี

1 กันยายน 2563 – 09:27 น.

สภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตรบูรณาการร่วมกับผู้ประกอบการรับซื้อพืชผลการเกษตร รวมกลุ่มเกษตรกรสนับสนุนปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐเป็นไม้ผลทางเลือกใหม่ เชื่อมั่นอนาคตรุ่งเหตุประเทศจีนเปิดออเดอร์ขอซื้อเป็นจำนวนมากแต่ปัญหาคือ หาผลผลิตไม่ได้จึงต้องเร่งส่งเสริม

วันที่ 1 ก.ย. 2563 นายศุภเดช แสนภูมินิเทศ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตร ลงพื้นที่พบกลุ่มเกษตรกรที่สมัครเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกขนุนเพื่อการส่งออก ที่ขณะนี้มีสมาชิกแล้ว 42 ราย ซึ่งปัจจุบันมีทั้งผู้ที่มีอาชีพทำนาและมีอาชีพเป็นชาวสวนปลูกส้มโอ แต่สนใจที่จะขอปลูกพืชหลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกทางรอดดีกว่าที่จะเสี่ยงปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่ขอเลือกปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐเพื่อการส่งออก โดยสมาชิกกลุ่มผู้ประสงค์ที่จะปลูกขนุน 42 ราย พื้นที่กว่า 200 ไร่ ได้เข้าร่วมรับฟังและลงพื้นที่ดูสวนขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ ของนายบุญเลิศ อินทะกะ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 145/1 หมู่ 1 บ้านบึงโพธิ์ อ.โพธิ์ประทับช้าง ที่อดีตเป็นเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอแต่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกส้มโอเป็นพื้นที่ปลูกขนุน 8 ไร่ กล่าวว่า ตนหันมาปลูกขนุนบนเนื้อที่ 8 ไร่ ระยะห่าง 7×7 เมตร 1 ไร่  ปลูกได้ 30 ต้น อายุต้นขนุนขณะนี้ 3 ปี ผลผลิตที่ได้คือ 1 ต้น จะได้ผลผลิตประมาณ 150 กก./ต้น เหตุที่ตัดสินใจปรับเปลี่ยนจากการปลูกส้มโอ แล้วหันมาเลือกปลูกขนุนเพราะการดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก ง่ายกว่าส้มโอ อีกทั้งการใช้สารเคมีเพื่อกำจัดแมลงหรือการใส่ปุ๋ยต่างๆก็น้อยกว่าการปลูกส้มโอ ขนุนใช้เวลาเพียง 2 ปี ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 

ฤดูกาลที่ผ่านมา นายบุญเลิศ บอกว่า ปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ 8 ไร่ รายรับจากการ ขายผลผลิตได้ 4 แสนบาท  มีรายจ่ายค่าสูบน้ำ-ค่าปุ๋ย-ค่ายาและอื่นๆ รวมแล้วประมาณ 4 หมื่นบาท หักลบกลบหนี้แล้วมีรายรับดีกว่าทำนาปลูกข้าวหรือปลูกส้มโอ

ในส่วนของเรื่อง การตลาดก็มีผู้มารับซื้อถึงที่ได้ราคาดังนี้ เกรด A คัดพิเศษ ขนาด 13กก./ผล ขายได้  30-50 บาท/กก., เกรด A ขนาด 10 กก./ผล ขายได้ 15 บาท/กก., เกรด B ขนาด 8-10 กก./ผล ขายได้ 12 บาท/กก., เกรด C ขนาด 7-8 กก./ผล ขายได้  10 บาท/กก., เกรด D คือผลเล็กกว่า 5 กก./ผล ส่งขายต่างประเทศไม่ได้ ก็สามารถขายตลาดภายในประเทศได้ กก.ละ 10 บาท เรียกได้ว่าขายได้ทุกขนาดทุกไซส์ (ราคามีปรับขึ้น-ลง ตามสภาวะการตลาดและฤดูกาล) แต่ถ้าเป็นตลาดส่งออกก็ขายไปยังประเทศจีน

ในส่วนของ นายบุญเกิด มีทวี ผู้จัดการบริษัท เอ็ม.ที.ฟรุท โปรดักส์ หมู่ 3 ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร ซึ่งเป็นล้งรับซื้อส้มโอรายใหญ่ของ จ.พิจิตร กล่าวว่า ตลาดส้มโอเพื่อการส่งออกรวมถึงขายในประเทศก็ยังไปได้สวย แต่ขณะนี้มีคำสั่งซื้อมาจากประเทศจีน ว่า ปัจจุบันนี้ชาวจีนนิยมบริโภคขนุนสายพันธุ์ทองประเสริฐ เนื่องจากติดใจในรสชาติ รวมถึงมีค่านิยมว่า ขนุนเป็นผลไม้มงคล เนื่องจากมีสีเหลืองอร่ามเปรียบประดุจทองคำ จึงทำให้ขนุนเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกชนิดใหม่ แต่ปริมาณสินค้ามีไม่เพียงพอกับความต้องการ  

ดังนั้นจึงออกมาเชิญชวนเกษตรกรชาวพิจิตรว่า  หากต้องการปลูกไม้ผลหรือพืชทางเลือกชนิดใหม่ก็ขอแนะนำว่า การปลูกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีอนาคตแจ่มใสแน่นอน  สำหรับเกษตรกรชาว จ.พิจิตร ท่านใด สนใจอยากเข้าร่วมกลุ่มผู้ปลูกขนุนเพื่อการจำหน่ายภายในประเทศและเพื่อการส่งออก สามารถติดต่อขอเข้าร่วมกลุ่มและลงทะเบียนเป็นผู้ปลูกขนุนได้ที่ สนง.สภาเกษตรกรจังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่ที่ศาลากลางพิจิตร โทร 056-611799  หรือ  นายศุภเดช  หัวหน้า สนง.สภาเกษตรกรพิจิตร โทร 093-3157733  รวมถึงถ้าต้องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ นายบุญเลิศ เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาด ติดต่อได้ที่ 090-7471504

สิทธิพจน์  เกบุ้ย  ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.พิจิตร 

มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร

มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร31 สิงหาคม 2563 – 17:08 น.

มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ บ้านบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี สำนักงานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการกิจกรรมที่ 6 การตรวจประเมินเบื้องต้น โครงการยกระดับและส่งเสริมการนำมาตรฐาน GMP ไปใช้ในสถานประกอบการ เพื่อพัฒนาและยกระดับโรงสีข้าวให้มีความสอดคล้องเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร
นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า การส่งเสริมให้มีการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อาหาร เป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่มีคุณภาพ และสอดคล้องกับการขับเคลื่อนนโยบายเกษตรอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ปี 2560 – 2564 มกอช. จึงดำเนินการพัฒนา ยกระดับโรงสีข้าวให้มีความสอดคล้องและเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เปิดอบรม เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับโรงสีข้าว และขยายผลในการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องตุณภาพ และความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ
 

มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดประสงค์ของการฝึกอบรมคือ ให้ผู้เข้าร่วมฝึกอบรมได้รับความรู้ความเข้าใจ ในหลักการพื้นฐานของการตรวจประเมินเบื้องต้น เพื่อประเมินความพร้อมในการขอการรับรองระบบการผลิตตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

                 มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร
 ทั้งนี้ เลขาธิการสำนักงานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และทีมงานยังได้ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงนาข้าวอินทรีย์ ของเกษตรกรบ้านบางแตน เพื่อดูความคืบหน้าของโครงการอีกด้วย ซึ่งวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถียั่งยืนบ้านบางแตน มีสมาชิกทั้งหมด 29 ราย  พื้นที่การผลิต 197 ไร่ ปลูกทั้งข้าวนาปีและนาปรัง สมาชิกได้รับรองมารฐาน PGS ได้การรับรอง Organic Thailand และปัจจุบันกำลังต้องการพัฒนาโรงสีข้าวเข้าสู่มาตรฐาน เพื่อเป็นการรับประกันคุณภาพข้าว และรักษาความเป็นข้าวอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อาหาร 
                 มกอช. อบรมมาตรฐาน GMP ยกระดับเกษตรอินทรีย์ สู่มาตรฐานสินค้าเกษตร

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้”แอร์ออร์คิดส์ แลบ” ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้”แอร์ออร์คิดส์ แลบ” ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ30 สิงหาคม 2563 – 15:27 น.

ส่องอาณาจักรซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้ยักษ์ใหญ่เมืองไทย”แอร์ออร์คิดส์ แลบ”เร่งปรับทุกด้านรับนักท่องเที่ยวหลังรัฐบาลปลดล็อกโควิด-19 ขยายพื้นที่เรือนรับรอง เสริมไม้ดอกไม้ประดับครบทุกกลุ่มตั้งแต่ไม้ตัดดอกยันไม้ตัดใบ เอาใจลูกค้านำไปตกแต่งบ้าน

“จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้กล้วยไม้ก็ยังส่งขายตามปกติ ทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ ยกเว้นกล้วยไม้ตัดดอกส่งนอกอาจจะราคาลดลง ราคาไม่ดีตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว พอหลังจากโควิดเครืองบินไม่มีปิดประเทศ สินค้าตกค้างทั้งกล้วยไม้ตัดดอก กล้วยไม้กล้าพันธุ์  ต่างประเทศปิดประตูเลยจบกันเลยเหลือแต่ในประเทศ ก็ทำให้สูญเสียรายได้ส่วนนี้ไปแต่ก็ยังมีหน้าที่ดูแลใส่ปุ๋ย ดูแลพนักงานกันไป ไม่ปลดใครออกเลย 2-3 เดือนที่ผ่านมา”
 พันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร เจ้าของซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ แลบ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 250 ไร่เลขที่ 23/1 หมู่ 3 ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม ภายใต้โรงเรือนและระบบการเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มีกล้วยไม้ให้เลือกกว่า 2,000 สายพันธุ์ ทั้งต้นพันธุ์ กล้วยไม้กระถาง และกล้วยไม้ตัดดอก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรักกล้วยไม้อีกด้วย 
เขายอมรับว่าในช่วงรัฐบาลล็อกดาวน์ 2-3 เดือนที่โควิด-19ระบาด จึงเป็นโอกาสดีที่ทางร้านได้มีการปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่เพื่อไว้รองรับนักท่องเที่ยวหลังรัฐบาลคลายล็อคและที่สำคัญเป็นการพยายามหางานให้พนักงานทำอย่างน้อย ๆ ช่วยประคองกันไปเพื่อให้เขามีเงินมีรายได้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้และเพื่อที่จะเตรียมการหลังจากสถานการณ์ดีขึ้น

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ

“หลังจากโควิดก็ต้องยอมรับมีการปรับตัวกันขนานใหญ่ในทุกธุรกิจไม่เฉพาะกล้วยไม้ ซึ่งช่วงโควิดเราได้เรียนรู้อะไรมากมาย อย่างเช่นจากปกติเราก็มาเน้นขายทางออนไลน์มากขึ้น เจอปัญหามากมาย ห่อของใส่แพคตั้งแต่ชิ้นเล็กจนถึงชิ้นใหญ่ ติดต่อบริษัทไหนส่งได้ถูกที่สุด บางครั้งไปเจอบางจังหวัดปิดขนส่ง บางที่ส่งไปแล้วไปคาอยู่ส่งของไม่ได้ตีของกลับมาของเสียหายส่งกลับไปใหม่ เราก็ได้เรียนรู้กันจากปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ฉะนั้นการค้าขายออนไลน์ในแทบทุกธุรกิจได้เรียนรู้กันในช่วงโควิดนี่แหละ”

ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ

                                                    พันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร
 เจ้าของซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์แลป ยังกล่าวขอบคุณรัฐบาลที่มีมาตรการต่าง ๆ ออกมา จนสามารถควบสถานการณ์โควิด-19 ไว้ได้ไม่แพร่กระจายเหมือนประเทศอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปตลาดการซื้อขายกล้วยไม้น่าจะกลับมาคึกคักเหมือนเดิม ขณะเดียวกันก็ขอให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนช่วยสนับสนุนการใช้กล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับในงานต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบธุรกิจสวนกล้วยไม้ยืนอยู่ได้   
 “ต้องขอบคุณรัฐบาล ขอบคุณคนไทยที่ช่วยกันควบคุมสถานการณ์โควิดไว้ได้ พอควบคุมได้รวดเร็วก็รู้สึกภูมิใจกับประเทศไทยที่ควบคุมได้ดีขนาดนี้ ทำให้พอปลดล็อกปุ๊บ คนที่อัดอั้นก็ออกมาท่องเที่ยว กล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย เพราะเขารู้ว่ามาที่นี่มีแต่สิ่งสวยงามจนเราตั้งรับกันไม่ทัน เพราะว่ากระแสของคนแต่งบ้าน กระแสของคนที่อยากมีอะไรสีเขียว ๆ มีสีสันมาประดับตกแต่งบ้าน”

          ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ
พันธพัฒน์ ยังเผยด้วยว่าในช่วงปิดโควิดทำให้ทางสวนมีโอกาสในการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น มีลูกผสมที่มีสีสันหลากหลายและออกมาไม่หยุดยั้ง นอกจากกล้วยไม้แล้วยังมีไม้ดอกไม้ประดับบางชนิดเข้ามาเสริม  เช่น ไม้ฟอกอากาศ ไม้ประดับมีเครา มีเดป มีเฟิน ตลอดจนต้นไม้ใหญ่ ไม้ล้อมหรืออะไรที่คนเขาอยากตกแต่งบ้านมาแล้วพบจบที่เดียวคือที่นี่ ที่” แอร์ออร์คิดส์ แลบ” สนนในราคาขายส่ง ทำให้มีราคาถูกกว่าร้านจำหน่ายกล้วยไม้โดยทั่วไป 
“ กล้วยไม้ของเราที่เราผลิตเยอะ ๆคือกล้วยไม้สกุลหวาย แต่หวายของเราไม่ใช่หวายซ้ำ ๆ  เราเน้นหวายที่พัฒนาพันธุ์ให้มันออกดอกง่าย ดอกใหญ่ขึ้น ออกทั้งปี บางตัวพัฒนาให้มีกลิ่นหอม บางตัวพัฒนาให้ดอกกล้วยไม้หวายเหมือนแคทลียา  มีลูกเล่นมีสีที่เป็นแฟนซีมีกลิ่นที่หอม จากกล้วยไม้ไซต์ใหญ่เราพัฒนาให้เป็นไซต์กลาง ไซต์เล็กเพื่อให้เหมาะสมในการจัดประดับ”

                ส่องอาณาจักรกล้วยไม้"แอร์ออร์คิดส์ แลบ" ฝ่าวิกฤติโควิด-19สู่ค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ
 นอกเหนือจากนั้นแล้วยังมีสกุลแวนด้ารากอากาศ  ฟาแลนนอสซิส มี เอสโมซันด้า ม๊อกคาร่า รองเท้านารี และสกุลช้างลูกผสมต่าง ๆ แต่ละสกุลจะมีลูกเล่นแตกต่างกันไป ทยอยออกมาตามกลไกลของธรรมชาติที่ให้มีการออกดอกตลอดทั้งปี  
สำหรับแอร์ออร์คิดส์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 โดยสองสามีภรรยาสวงและธนิดา คุ้มวิเชียร จากการเริ่มต้นทำฟาร์มกล้วยไม้ตัดดอกเพื่อจำหน่ายในประเทศและได้พัฒนาคุณภาพด้านการผลิตกล้วยไม้จนได้รับมาตรฐานเป็นสากล สามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศได้ และได้ขยายกิจการให้เติบโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้แบบครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานกว่า 30 ปีในการพัฒนาสายพันธุ์กล้วยไม้ด้วยห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้แอร์ออร์คิดส์ สามารถพัฒนากล้วยไม้สกุลหวายสายพันธุ์ใหม่ได้หลายสายพันธ์ และยังสามารถควบคุมการขยายพันธุ์ที่ได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ ส่งผลให้แอร์ออคิดส์เป็นผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งตลาดขายส่งในไทย และการส่งออกกล้วยไม้ไปยังต่างประเทศ
ปัจจุบันซูเปอร์กล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ฟาร์มตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 250 ไร่ ภายใต้โรงเรือนและระบบการเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) มีกล้วยไม้ให้เลือกกว่า 2,000 สายพันธุ์ ทั้งต้นพันธุ์ กล้วยไม้กระถาง และกล้วยไม้ตัดดอก อีกทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรักกล้วยไม้อีกด้วย 
 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สนง.ซูเปอร์มาเก็ตกล้วยไม้แอร์ออร์คิดส์ แลบโทร.034-963003,09-0049-9999

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย “วทน.” สู่ตลาดระดับประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย “วทน.” สู่ตลาดระดับประเทศ

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ29 สิงหาคม 2563 – 18:12 น.

ก.อุดมศึกษาฯ จัดการแสดงผลงานการยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (พื้นที่ภาคกลาง) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน เพื่อผลักดันสินค้าดี มี “วทน.” สู่ตลาดระดับประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงยุค New Normal

29 สิงหาคม 2563 เวลา 15.30 น. ลานโปรโมชั่น ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต กรุงเทพมหานคร) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแสดงผลงาน “การยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 (พื้นที่ภาคกลาง) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน” เพื่อประชาสัมพันธ์ผลการพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สู่สาธารณชน และเพื่อขยายผลการสร้างโอกาสด้านการตลาดสำหรับผู้ประกอบการที่ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


ดร.นพ.ปฐม  สวรรค์ปัญญาเลิศ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของกระทรวงการอุดมศึกษา ว่า “การพัฒนาผู้ประกอบการและยกระดับสินค้าโอทอปด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ได้ดำเนินโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ภายใต้แผนงานบูรณาการการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ผ่านกลไกความร่วมมือกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่เป็นเครือข่ายของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน นำผลงานวิจัยและกระบวนการ ทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม ไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรม และเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทั้งในประเทศ และระดับสากล โดยเป็นการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ให้กับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม”

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


นางดารนี  ศุภธีรารักษ์ ผู้อำนวยการส่วนยุทธศาสตร์ส่งเสริมและบูรณาการด้าน วทน. สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวให้ข้อมูลการจัดกิจกรรมว่า “กิจกรรมการแสดงผลงานการยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ซึ่งได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานและสถาบันการศึกษาที่เป็นเครือข่าย โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้กำหนดจัดกิจกรรมฯ จำนวน 2 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการจัดกิจกรรมฯ ในพื้นที่ภาคกลาง ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


กิจกรรมที่ 1: การแสดงผลงานและขยายผลการตลาดสำหรับผลงานการยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จำนวน 30 ผลงาน กำหนดจัดกิจกรรม ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 1 กันยายน 2563 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการพัฒนามาทดสอบตลาด และเก็บข้อมูลความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ

กิจกรรมที่ 2: การสัมมนาออนไลน์ “การพัฒนาศักยภาพด้านการตลาดออนไลน์และการประชาสัมพันธ์สินค้าสำหรับผู้ประกอบการเพื่อรับมือกับยุค New Normal” โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย วทน. จำนวน 40 ผู้ประกอบการ เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพการสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ในรูปแบบการอบรมออนไลน์ผ่านโปรแกรม Zoom และ Facebook Live ในระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 13 กันยายน 2563

ยกระดับสินค้า OTOP ด้วย "วทน." สู่ตลาดระดับประเทศ


กระทรวงการอุดมศึกษาฯ จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการชุมชนและประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้น โดยกระทรวงการอุดมศึกษาฯ มีความตั้งใจอันดีที่จะส่งเสริมให้เกิดการกระจายรายได้และสร้างความเข้มแข็งในศักยภาพความพร้อมของผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการและการพัฒนาการตลาด เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น

 รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น28 สิงหาคม 2563 – 17:44 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร อําเภอบ้านไผ่ และอําเภอโนนศิลา จ.ขอนแก่น จํานวน 200 ราย เนื้อที่ประมาณ 1,798 ไร่

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน(ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร อําเภอบ้านไผ่ และอําเภอโนนศิลา จํานวน 200 ราย เนื้อที่ประมาณ 1,798 ไร่ ณ หอประชุมโรงเรียนบ้านป่างิ้ว หนองฮี ตําบลหินตั้ง อําเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โดยมี ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูป ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวรายงานและให้การต้อนรับ
 

 รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น

ร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า การเดินทางมามอบ ส.ป.ก. 4-01 ของตนในครั้งนี้เป็นการอํานวยความสะดวก ให้กับพี่น้องเกษตรกรในการลดระยะเวลาในการเดินทางเข้าไปติดต่อรับเอกสารสิทธิ์ในตัวจังหวัด อีกทั้งยังทําให้ตนได้ ลงพื้นที่มาพบปะรับฟังปัญหาและพูดคุยถึงความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ เพื่อที่ตนจะได้นํากลับไปดําเนินการแก้ไข ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรต่อไป และเน้นย้ำว่าห้ามนําเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวไปซื้อขาย เพราะนอกจากจะเสียสิทธิในที่ดิน ทํากินแล้วยังทําให้เกิดปัญหาการบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมอีกด้วย อยากให้ทุกคนช่วยกันดูแลรักษาผืนดินนี้ไว้ให้ดีและ สืบทอดถึงลูกหลานต่อไป
สําหรับจังหวัดขอนแก่นมีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน 25 อําเภอ เนื้อที่ประมาณ  1,090,300 ไร่ พื้นที่ ดําเนินการจํานวน 863,574 ไร่ ดําเนินการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่นไปแล้ว  70,724 ราย 83,365 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 752,602 ไร่ ซึ่ง ส.ป.ก. กําลังดําเนินการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรเพื่อให้พี่น้องได้ มีที่ดินทํากินที่มั่นคง สามารถสร้างรายได้และผลผลิตหล่อเลี้ยงสร้างความมั่นคงทางอาหารและผลผลิตอื่น ๆ ได้อย่าง ยั่งยืน ดร.วิณะโรจน์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเสริม

 รมช. เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส มอบ ส.ป.ก. ให้กับเกษตรกร อ.บ้านไผ่-อ.โนนศิลา  จ.ขอนแก่น

                                              ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น28 สิงหาคม 2563 – 13:44 น.

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทําประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรจังหวัดขอนแก่น จํานวน 60 ราย เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ ณ ศาลาอนุสรณ์ราชประชาสมาสัยฯ ตําบลโนนสมบูรณ์ อําเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่นโดยมี ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวรายงานและ ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ให้การต้อนรับ
พลเอก ประวิตร กล่าวว่า ในนามของรัฐบาลตนมีความยินดีกับเกษตรกรทุกท่านและขอฝากถึงพี่น้องที่ ได้รับเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 ไปแล้วทุก ๆ ท่าน รวมไปถึงที่ได้รับในวันนี้ เมื่อท่านได้รับที่ดินจากรัฐบาลไปแล้วก็ ขอให้รักษาและทําประโยชน์อย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ นอกจากนี้รัฐบาลยังช่วยเหลือและสนับสนุนท่านต่อไป ไม่ว่าจะในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จําเป็นเป็น การฝึกอบรมและส่งเสริมอาชีพ รวม ไปถึงการตลาดและการแปรรูป เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรทุกท่านที่ได้รับที่ทํากินไปแล้วนั้นมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่มั่ง คั่ง และสามารถอยู่ในที่ดินได้อย่างยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลาน
 

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

ร้อยเอกธรรมนัส เสริมว่า สําหรับจังหวัดขอนแก่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สํานักงานการปฏิรูปที่ดิน จังหวัดขอนแก่น มีแผนการดําเนินการจัดที่ดินรวมทั้งสิ้น 950ราย 5,000 ไร่ ดําเนินการไปแล้ว 1,117 ราย แบ่งเป็นที่ดินทํากินในการประกอบเกษตรกรรมและพื้นที่สําหรับอยู่อาศัยรวม 1,257  แปลง 8,563 ไร่ ซึ่งได้สั่งการ ให้ ส.ป.ก. จะได้เร่งดําเนินการต่อไป

รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น
รองนายกฯ ประวิตร มอบ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกรขอนแก่น

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล”

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"27 สิงหาคม 2563 – 19:14 น.

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล” น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ รัชกาลที่ 9 มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง “อธิบดี พช.” ปลื้มความสำเร็จพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 33 แห่ง สร้างผู้นำต้นแบบ 1,500 คน นำทัพขับเคลื่อนการพัฒนาทั่วประเทศ

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี “Kick off โคก หนอง นา โมเดล” น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ รัชกาลที่ 9 มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้เข้มแข็ง “อธิบดี พช.” ปลื้มความสำเร็จพัฒนาศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 33 แห่ง สร้างผู้นำต้นแบบ 1,500 คน นำทัพขับเคลื่อนการพัฒนาทั่วประเทศ เสริมแกร่งชุมชนฐานรากพร้อมเผชิญสู้ในทุกวิกฤติ

วันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2563 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล กิจกรรม ฝึกปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่าย ในพื้นที่ทั้ง 7 ภาคี การบูรณาการการทำงานแบบมีส่วนร่วมในรูปแบบการช่วยเหลือกันและกันผ่านกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนอุดรธานี โดยมี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน พันเอก ธนาวีร์ วิชาชัย เสนาธิการมณฑลทหารบก ที่ 24  นายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผู้แทน 7 ภาคี และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมกิจกรรม ฝึกปฏิบัติโดยการบูรณาการการทำงานแบบมีส่วนร่วม ในรูปแบบการช่วยเหลือกันและกันผ่านกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ลงแขกปักดำนา “นาข้าวอินทรีย์ วิถีไทย คนรักษ์แม่โพสพ” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การน้อมนำหลักปรัชญาของ  เศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์สู่การปฏิบัติ ในรูปแบบ “โคก หนอง นา” ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

 ตลอดทั้งภาคีเครือข่าย กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้ว่าOจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดอุดรธานี พัฒนาการจังหวัดในเขตพื้นที่บริการของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน จำนวน 8 จังหวัด เจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน เครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กลุ่มองค์กรพัฒนาชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา และองค์กรปกครอง   ส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ จำนวน 350 คน ร่วมงาน ในการนี้ ได้จัดให้มีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเชิญผู้แทนจากภาคีต่างๆ ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พระครูปิยลีลาจารย์ วัดป่าบ้านค้อ นายแสวง ศรีธรรมบุตร ประธานศูนย์กสิกรรมธรรมชาตินาเวียง นายปริญญา นาเมืองรักษ์ ประธานเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อ.รพีพรรณ จันทรสา รองผู้อำนวยการสำนักศิลปและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี  

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ด้านสาธารณสุขเท่านั้น แต่รวมไปถึงด้านเศรษฐกิจ และสังคม จากมาตรการล็อกดาวน์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนต้องหยุดชะงักลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ร่วมกับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี

กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"

 โดยเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม ด้วยความเชื่อมั่นว่า หลักทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหนทางที่จะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤตและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน  เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และพวกเราทุกคนได้มาร่วมกันในวันนี้ คือ สิ่งที่รัฐบาลให้ความเห็นชอบ ว่าให้น้อมนำเอาหลักทฤษฎีใหม่ ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 มาประยุกต์สู่ รูปแบบโคกหนองนา จะช่วยทำให้พวกเรามีความมั่นคงในชีวิตและจะช่วยทำให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นครัวโลกกลายเป็นที่ร่มเย็นเป็นสุข

                         กรมการพัฒนาชุมชนผนึกพลัง 7 ภาคี "Kick off โคก หนอง นา โมเดล"
 กรมการพัฒนาชุมชนจึงได้รับอนุมัติงบประมาณให้มาดำเนินการในการที่จะเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนได้ร่วมเข้าร่วมโครงการแล้วก็ช่วยกันในการที่จะทำพื้นที่ของตนเองให้เป็นแบบลุงแหวง ซึ่งลุงแหวงเป็นต้นแบบที่ดีของการนำพื้นที่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง และชุมชน
 แต่อย่างไรก็ดีอยากจะกราบเรียนพี่ๆน้องๆว่า กรมการพัฒนาชุมชน ไม่ได้รอให้เกิดโควิด-19 ถึงได้น้อมนำเอาทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวมาดำเนินการสู่พี่น้องประชาชน เราได้ทำมาก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้งที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ด้วยก็เป็นผลิตผลของความตั้งใจที่จะทำให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนของกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทยทั้ง 11 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย เป็นศูนย์เรียนรู้ในการน้อมนำเอาหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์มาสู่โคกหนองนาโมเดล เพื่อเป็นที่เรียนรู้และเป็นต้นแบบ บวกกับครัวเรือนที่มีหัวคิดก้าวหน้า เช่น ลุงแหวง รวมถึงคนที่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการ ในเฟสแรกของเรา 1,500 ครัวเรือน ส่วนหลังโควิด-19 มีเข้าร่วมโครงการ 25,000 ครอบครัว กระจายอยู่ใน 3,400 กว่าตำบล ทั่วประเทศไทย 73 จังหวัด เราได้น้อมนำมาเพื่อที่จะเป็นต้นแบบและประกาศให้รู้ว่า ทางรอดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวคิดไว้ บวกกับพระราชปณิธานอันแน่วแน่ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ที่จะสืบสานรักษาและต่อยอดนั้น มันสามารถทำได้ และสามารถสำเร็จได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองมากมาย อยากกราบเรียนพวกเราว่า โชคดีมากที่เราได้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของสถาบันพระมหากษัตริย์ ใน 70-80 ปีที่ผ่านมา ได้สั่งสอนพวกเราชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการของกรมการพัฒนาชุมชน ในวโรกาสเสด็จไปทรงกระทำพิธีเปิดเขื่อนและการพลังงานไฟฟ้า แม่น้ำพุง จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2508 ว่า “ขอบใจมาก ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำงานในหมู่บ้านชนบท และต้องประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย ขอให้ช่วยกันพัฒนาคนให้มีความ ฉลาด สามารถช่วยตัวเองได้ ให้รู้จักใช้และเห็นคุณค่าความเจริญในด้านวัตถุ เช่น รู้จักนำพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำพุงนี้ใช้ในบ้าน เรือน และการอุตสาหกรรมขนาดย่อม ในการปฏิบัติงาน ชาวบ้านมักมีความหวาดระแวง และเกรงกลัวเจ้าหน้าที่ข้าราชการ ถือว่าเป็นบุคคลภายนอกหมู่บ้าน ไม่ใช่พวกเดียวกัน การเชื่อถือหรือยอมทำตามคำแนะนำส่งเสริมจึงมีน้อย

 ดังนั้นจะต้องทำให้ชาวบ้านรู้สึกรักและเชื่อถือว่าเราเป็นพวกเดียว กับเขา มีความปรารถนาจะช่วยเขาอย่างแท้จริง เช่น ให้ความรัก ช่วยเหลือเมื่อเดือดร้อน ทำงานให้จริงจัง ซึ่งต้องใช้ความ พยายาม ความอดทน เป็นอย่างมาก ในการแนะนำส่งเสริมอาชีพ หรือให้คำแนะนำเรื่องต่าง ๆ ต้องทำให้บ่อย ๆ ไม่ใช่พูดหรือทำหนเดียว เพราะชาวบ้านมีประเพณีความเคยชินมานาน และเมื่อแนะนำให้ทำอะไรได้แล้ว ต้องช่วยให้เขาขายได้ด้วย มิฉะนั้นเขาจะเสื่อมศรัทธา ไม่เชื่อถือทำต่อไป ขอให้ช่วยกันแนะนำชาวบ้านราษฎรให้ขยันขันแข็ง มีความฉลาด สร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ทำงานหารายได้ และเก็บออม ไว้เมื่อถึงคราวจำเป็นซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกันสังคม การสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นแก่ครอบครัวชนบทเป็นการป้องกัน ประเทศชาติด้านหนึ่ง อย่าเข้าใจว่าการป้องกันประเทศชาติเป็นหน้าที่ของทหารเช่นสมัยก่อน ความมั่นคงของประชาชนชนบท เป็นส่วนที่จะสร้างชาติและป้องกันประเทศอย่างดี ขอบใจ ขอให้สบายดี โชคดีทุกคน และมีความสำเร็จในการงาน”  

 และที่สำคัญที่สุดก็คือว่า ทำให้เขามีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และท่านยังกำชับต่อไปว่า แล้วอย่าลืมเรื่องการตลาดด้วย  ซึ่งครั้นเมื่อปี 2531 ทรงมี ส.ค.ส. พระราชทาน เตือนให้เรารู้กันว่า เราอยู่ท่ามกลางลูกระเบิด และลูกระเบิดเขียนกำกับไว้ว่า ภัยจากสงคราม ภัยจากโรคระบาด ภัยจาก ความตกต่ำของเศรษฐกิจไทย ภัยจากความแตกแยก ซึ่งเต็มไปหมด แล้วท่านบอกว่าเราจะอยู่รอดปลอดภัยด้วยเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ 2 สิ่งนี้จะทำให้ชาติไทยเราอยู่รอดปลอดภัย 

 ผมอยากจะขอความกรุณาจากพี่ๆน้องๆที่อยู่ที่นี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายอำเภอ ท่านพัฒนาการจังหวัด พัฒนาการอำเภอ และท่านผู้นำที่เป็น บัวพ้นน้ำทั้งหลายก็คือว่า ประเทศเราจะมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนไม่ได้ ถ้าพวกเราไม่มีความรักสามัคคี ไม่ช่วยเหลือ ไม่เกื้อกูล ซึ่งเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น มีขั้นตอนในการดำเนินการที่สำคัญที่ อยู่ในลำดับต้นก็คือว่า พวกเราต้องช่วยเหลือตนเองให้ได้ก่อน ขั้นที่ 2 และที่ 3 ก็คือ ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำบุญทำทาน เพราะฉะนั้นก็ขอฝากว่า ขอให้พวกเราทุกคนที่รู้ข้อมูลข่าวสารแล้วก็เป็นผู้นำอยู่แล้วได้ช่วยกันประคับประคองให้สปช.อุดรธานี และอีก 11 แห่ง บวกกับ ครัวเรือนต้นแบบทั้งหลายที่เข้าร่วมโครงการนั้นได้ช่วยกันให้กำลังใจ ช่วยกันในการร่วมมือ ให้คำแนะนำ ช่วยกันในการที่จะนำพาให้ครัวเรือนอื่นๆ ได้มีโอกาสเข้าร่วม เริ่มตั้งแต่ เรื่องของการปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานในครอบครัว ดูแลบริหารจัดการเรื่องของขยะในครัวเรือน จนก้าวเข้าไปสู่ การน้อมนำเอาทฤษฎีใหม่มาประยุกต์สู่โคกหนองนาโมเดล เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ของพวกเราทุกคนต่อไป 
 ทั้งนี้กิจกรรมเอามื้อสามัคคี เป็นกิจกรรมหนึ่งตามรอยศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นการบริหาร แบบคนจน โดยเริ่มจากใครมีอะไรก็มาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำให้เกิดความรักความสามัคคี ในหมู่พี่น้องประชาชนด้วยกัน ซึ่งความสามัคคีนี้เองจะทำให้ประเทศชาติของเราได้หลุดพ้นวิกฤติหลาย ๆ อย่างไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจ วิกฤติภัยพิบัติธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิกฤติความขัดแย้งทางสังคม และวิกฤติโรคระบาดที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ขอขอบคุณคณะผู้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ รวมทั้งพี่น้องเครือข่ายพัฒนาชุมชนที่มาร่วมกิจกรรม ขอให้ท่านได้นำแนวคิดการเอามื้อสามัคคีในครั้งนี้ ไปขยายผลให้พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรมได้นำไปปฏิบัติเพื่อให้ประเทศชาติของเรามีความรักความสามัคคี หลุดพ้นวิกฤติทั้ง  4 ด้าน ดังที่กล่าวมาในเบื้องต้น”  อธิบดี พช. กล่าว

ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี”วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์” หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี”วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์” หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน

ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน27 สิงหาคม 2563 – 17:10 น.

ครบรอบ1ปีวิทยาลัยบูรณาการศาสตร์ มุ่งพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต หวังนำทุกศาสตร์มาแก้ปัญหาความยากจน นายกสภาม.เกษตรฯย้ำหลักสูตรแค่เครื่องมือไม่ใช่เป้าหมาย เน้นใช้สื่อออนไลน์ถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน

เมื่อเวลา 09.30 วันที่ 27 ส.ค.63 ณ อาคารระพีสาคริก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนโดยวิทยาลัยบูรณการศาสตร์ จัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบ1 ปีแห่งการสถาปนาวิทยาลัยฯ ซึ่งได้รับเกียรติจากดร.กฤษณพงศ์ กิรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธี โดยมีดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยตลอดจนนิสิต นักศึกษา พนักงานมหาวิทยาลัยให้การต้อนรับ  
 ดร.กฤษณพงศ์ กิรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งในหัวข้อ”แนวทางการเรียนการสอนในเชิงบูรณาการศาสตร์”โดยระบุว่าบูรณาการศาสตร์นั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ตั้งแถวใหม่เป็นคนแรกและพยายามจะชักชวนเครือข่ายเข้ามาร่วม ภายใต้คำว่าบูรณาการศาสตร์ เป็นการนำทุกศาสตร์มารวมอยู่ด้วยกัน
  “หลักสูตรจะเป็นปีต่อปีแล้มีการปรับปรุง ถ้านานไปกว่านั้นหลักสูตรก็จะเปลี่ยนเร็ว”ดร.กฤษณพงศ์กล่าว โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการายในองค์กรว่าในเชิงบริหารจะต้องแบ่งเวลา แบ่งเงินงบประมาณมาอยู่ที่บูรณาการศาสตร์ เช่นเดียวกับงานวิชาการจะต้องมีผลงานทางวชาการแบบหลายสาย ไม่ใช่สายเดี่ยวอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไปแก้ไขกฎระเบียบมหาวิทยาลัยเพื่อการการบริหารจัดการเดินหน้าต่อไปได้
   

  ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน

                                    ดร.กฤษณพงศ์ กิรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

“ผลงานทางวิชาการจะออกมาทั้งสองสามหน่วยงานจะบอกว่ามาจากหน่วยงานก. ข.หรือค.หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องไปแก้ระเบียบเรื่องการประเมิน เรื่องการบริหารจัดการภายใน ผมเรียนอธิการบดีว่าของอย่างนี้รีบแก้ซะ ของที่ไม่ใช่เงิน แต่มีกติกาที่เรารับถ่ายทอดกันมา ทำให้เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ ทั้งเรื่องพนักงานร่วม การใช้ทรัพยากรร่วม เงินเดือนร่วม  ผลงานร่วม”
 นายกสภาม.เกษตรศาสตร์ กล่าวต่อไปว่าอีกสิ่งที่ฝากไปถึงอธิการบดีอยากเห็นความก้าวหน้าทางวิชาการของนักวิชาการในสังกัดวิทยาลัยแห่งนี้จะต้องมีความหลากหลายไม่ใช่มีแค่นักวิชาการสายเดี่ยว เพราะสายเดี่ยวไม่กว้างและไม่เอื้อต่อการทำงานแบบบูรณาการ แต่ก็ไม่ปิดกั้นการทำงาน ซึ่งใครอยากโตแบบสายเดี่ยวก็โตไป ใครอยากโตแบบหลายสายผสมกันก็โตไปตามที่ตนเองถนัด 

  ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน
“หลักสูตรเป็นแค่เครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย ขอฝากท่านอธิการบดีและพันธมิตรทั้งหลายว่าเป้ามหายของเราจะแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จ    เพราะฉะนั้นเราอาจจะเอาหมู่บ้านเป็นตัวตั้ง ดูความสำเร็จในพื้นที่แทนที่จะดูเฉพาะหลักสูตรที่มาเรียนจะเป็นนอนดีกรีหรือดีกรีจะต้องเอาชุมชนเป็นตัวตั้งแล้วเอ็กซเรย์ วิเคราะห์โฟรไฟล์ของคนในชุมชนว่าสมมติหมู่บ้านนี้มี100 ครอบครัว ต้องเอ็กซเรย์ว่าปู่ย่าตายายเขาทำอาชีพอะไร ลูกหลานคนรุ่นใหม่กำลังเรียนอะไรแล้วใช้ข้อมูลครอบครัวเป็นฐานเพื่อการวางแผนอย่างยั่งยืน” 

  ม.เกษตรฯจัดงานครบรอบ1ปี"วิทยาลัยบูรณาการศาสตร์" หวังนำทุกศาสตร์มาร่วมแก้ปัญหาความยากจน
 ดร.กฤษณพงศ์ ย้ำด้วยว่าสังคมปัจจุบันถูกดิสรับด้วยเทคโนโลยี ดังนั้นการมองไปข้างหน้านับจากนี้ จะต้องพัฒนาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนจากไหนก็ได้ ทำงานจากที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ เพราะการเรียนการสอนจะมุ่งเน้นการใช้ระบบออนไลน์  ถ้าใช้ออนไลน์ไม่ได้ ก็ใช้สื่อวิทยุเกษตร สื่อโทรทัศน์ออนแอร์  โดยใช้สถานที่ในชุมชน เช่นห้องประชุมอบต. ที่ทำการหมู่บ้าน สำหรับการเรียนการสอน ส่วนเวลายึดตามความสะดวกของผู้เรียน  
       “ต่อไปนอกจากจะเรียนที่ไหนแล้วเราจะทำงานที่ไหนก็ได้เป็นความท้าทาย บูรณาการจะออกมาขนมขั้นหรือจะเป็นเค้กที่เป็นเนื้อเดียวกันหรือเค้กมีไส้อยู่ข้างในหรือฟรุ๊ตเค้กหรือขนมถ้วยฟู บูรณาการมันมีหลายมิติ   ถ้าจะเป็นขนมชั้นก็ต้องเป็นขนมชั้น   เวอรชั่นเยอะพอสมควรนี่คือบูรณาการศาสตร์แล้วแต่ความต้องการของตลาด และต้องพัฒนากระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย”นายกสภาม.เกษตรฯย้ำทิ้งท้าย

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ” 

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 27 สิงหาคม 2563 – 14:32 น.

นายกรัฐมนตรี ควง รมต เกษตร เปิดงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ” และการสัมมนารวมพลคนสร้างชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

วันนี้ (27 สิงหาคม 2563) 09.00 น.ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานเปิดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 และการสัมมนารวมพลคนสร้างชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

                นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 
 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ว่า เพื่อให้งานมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจมหภาครวมทั้งการสร้างโอกาสให้กับพี่น้องเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตร และแสดงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์ ให้คนเมืองได้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ทั้งเกษตรกรผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก มีการกระจายตัวของรายได้มากขึ้น ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคได้โดยตรง เชิญชวนพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมงาน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคการเกษตร และทำความเข้าใจว่าเกษตรสร้างชาติได้อย่างไร และสินค้าเกษตรไทย พร้อมไปตลาดโลกแล้ว
 

นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วยการพบปะ แลกเปลี่ยน พูดคุยกับเกษตรกรตัวจริง ที่เป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพ จากการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จาก 6 แห่งทั่วประเทศ, เกษตรแปลงใหญ่ ที่รวมกลุ่มการผลิต เปลี่ยนสินค้าจากขายในประเทศ ยกระดับสินค้า Premium to fly, เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer ที่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพการเกษตร มีความรู้ และมีความภาคภูมิใจในอาชีพ สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนหันกลับมาทำการเกษตร เป็นอนาคตของการปฏิรูปภาคการเกษตรต่อไป ความอลังการของกล้วยไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ฟอกอากาศ หลากหลายประเภท เรียนรู้และเข้าใจกลไกการขับเคลื่อนงานในพื้นที่ กระบวนการส่งเสริมผ่านการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งต่อความรู้ไปสู่เกษตรกรรายย่อยอื่นๆ สร้างการมีส่วนร่วม ในการปฏิบัติดูแลพื้นที่การเกษตรของตัวเองในทุกด้าน ทั้งการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การเฝ้าระวังศัตรูพืช ผ่าน ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ส่งเสริมการใช้ดินและปุ๋ยที่เหมาะสมในการปลูกพืชผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) รวมทั้งสร้างตัวแทนเกษตรกร เพื่อส่งต่อข้อมูลข่าวสาร ผ่าน อาสาสมัครเกษตรกร (อกม.) ตื่นตาไปกับ นวัตกรรมการเกษตร โชว์เทคโนโลยีไบโอรีแอคเตอร์ ขยายเนื้อเยื่อสัปปะรดกินสด พันธุ์ MD2 และโชว์นวัตกรรมการเกษตร จากภาคีเครือข่าย เช่น หุ่นยนต์อารักขาพืช จาก ม.เกษตร

                   นายกรัฐมนตรี ควง รมต. เกษตร เปิดงาน "เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 " 
 
ห้ามพลาดการช้อปปิ้ง..

ห้ามพลาดการช้อปปิ้ง พร้อมอิ่มท้อง กับครัวไทย สินค้าเกษตรคุณภาพ product premium หลากหลายประเภท กว่า 1,000 รายการเพื่อย้ำความมั่นใจ“อาหารไทย อาหารโลก”ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” และร่วมเลือกสรรพัสตราภรณ์ กว่า 100 ร้านค้า จากแม่บ้านเกษตรกรคุณภาพ สร้างโอกาสธุรกิจเกษตร จับคู่ Business Matching เปิดโอกาสให้กับเกษตรกรไทย ได้เป็นผู้ประกอบการเกษตรพบปะผู้ส่งออก Start up ส่งสินค้าดีมีคุณภาพสู่ตลาดสากล รวมทั้งการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นโดยจำหน่ายผ่านตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ฝึกอาชีพฟรี หนึ่งวันทำได้จริง 28 หลักสูตร เช่น ขนมจีนน้ำยาเห็ด ผักบุ้งดองสูตรโบราณ พวงมาลัยใบเตย การขยายพันธุ์แคคตัส  น้ำพริกกากหมู รวมถึงกิจกรรมสาระบันเทิง ให้บริการความรู้แก่เกษตรกรและผู้เข้าชมงาน การล้างผักอย่างปลอดภัย คำแนะนำการปลูกพืช คลินิกพืช โชว์การเดินแบบผ้าไทย สาธิตการทำอาหารจากเชฟชั้นนำ มินิคอนเสริต์จากศิลปินชื่อดังมาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนชาติและเห็นถึงพลังของพี่น้องเกษตรกรไทยในงาน เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 มหกรรม product premium ระหว่างวันที่ 27 – 30 สิงหาคม 2563 “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง”.-