สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต27 สิงหาคม 2563 – 10:50 น.

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต เลี่ยงเก็บเกี่ยวชนกับกะหล่ำปลีของภูทับเบิกที่ออกช่วงฤดูหนาว

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เยี่ยมสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด จังหวัดพิจิตร ซึ่งได้จับมือกับภาคเอกชนในโครงการส่งเสริมสมาชิกปลูกกระหล่ำปลีในฤดูฝน เพื่อติดตามผลผลิตว่าได้ผลเป็นอย่างไรและสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้มากน้อยเพียงใด เบื้องต้นสมาชิกสหกรณ์พอใจกับผลผลิตและราคาที่รับซื้อ เนื่องจากได้มีการวางแผนให้เกษตรกรปลูกนอกฤดู ทำให้ราคารับซื้อสูงกว่ากระหล่ำปลีในฤดูหนาว ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผลผลิตจากภูทับเบิกแหล่งผลิตรายใหญ่ออกสู่ตลาด
 ทั้งนี้โครงส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายในฤดูการผลิต 2562/63ซึ่งสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด ร่วมมือกับบริษัทเอกชนส่งเสริมเกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกพริกซอสและกระหล่ำปลีและยังมีความร่วมมือกับสหกรณ์ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรอีกหลายแห่งต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 3 ปี โดยเอกชนจะแจ้งปริมาณความต้องการผลผลิตเพื่อให้สหกรณ์ใช้ตลาดเป็นตัวนำ และมาวางแผนเพื่อส่งเสริมการผลิตให้กับสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกสหกรณ์พอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับทำโครงการลักษณะนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของกรมที่ต้องการให้สหกรณ์หาอาชีพเสริมหรือปลูกพืชที่ตลาดมีความต้องการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจได้รับผล

กระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด 19  อย่างไรก็ตามได้กำชับให้สหกรณ์ประสานร่วมมือกับเอกชนที่เป็นคู่ค้า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงการผลิตของสมาชิก เพื่อให้ผลผลิตได้คุณภาพตามที่ตลาดและผู้บริโภคต้องการ
 

สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต

ด้านนายวินัย จันทร์เชื้อ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด อยู่หมู่ที่ 4 ตำบลวัดขวาง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า จากเดิมเคยปลูกพริกซอสก็ได้ผลผลิตราคาดี  เมื่อทางสหกรณ์และเอกชนได้มาแนะนำให้ทดลองปลูกกะหล่ำปลี ก็ลองทำครั้งแรก บนพื้นที่  มี 1 ไร่ 1 งาน เริ่มปลูกตั้งแต่ 15 มิ.ย. 63  ถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนก.ย. 63 คาดว่าจะได้ผลผลิตจำนวน 7 ตัน ราคารับซื้อประมาณตันละ 18,000 บาท คาดว่าจะมีรายได้ 126,000 บาท เมื่อหักต้นทุนการผลิต 50,000 บาท จะทำให้มีกำไรเหลือ 76,000 บาท ซึ่งขณะนี้แปลงกะหล่ำปลีของเพื่อนสมาชิกบางรายได้ทยอยเก็บผลผลิตแล้ว เพราะมีการวางแผนในการปลูกเพื่อให้ผลผลิตออกมาไม่พร้อมกัน ซึ่งจะช่วยคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และมีรายได้เป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้

                    สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต
 นายสมศักดิ์ สีอุดทา ประธานสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด  กล่าวว่า สหกรณ์ได้จับมือเอกชนคือบริษัท ศราวุฒิการเกษตร จำกัด  ส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกมาเป็นเวลา 3 ปี โดยจะเน้นปลูกพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็ว ตลาดมีความต้องการและรับซื้อในราคาที่เกษตรกรพอใจ โดยก่อนหน้าได้ทำโครงการปลูกพริกซอส ซึ่งทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเชื่อมั่นร่วมกันจากการส่งเสริมต่อเนื่องหลายฤดูกาลผลิต ต่อมา สหกรณ์ได้ตกลงกับทางบริษัทส่งเสริมปลูกกะหล่ำปลี เพื่อนำไปส่งที่ตลาดไทซึ่งสหกรณ์มีโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก โดยจัดสรรเงินกู้ให้รายละ 2 หมื่นบาท เมื่อเกษตรกรนำผลผลิตมาขายกับสหกรณ์ ทางสหกรณ์จะหักรายได้จากการขายผลผลิตไว้  50 เปอร์เซ็นต์เพื่อเป็นชำระหนี้คืนสหกรณ์ซึ่งเงินกู้ 1 งวดสามารถใช้เป็นทุนการผลิตได้สองรอบการผลิต ทำให้ขณะนี้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถนำเงินมาส่งชำระหนี้ที่เคยค้างกับสหกรณ์ได้  ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะทำให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจกับสหกรณ์มากขึ้นแล้ว ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงและส่งเสริมอาชีพการทำเกษตรให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
                  สหกรณ์พิจิตรจับมือเอกชนหนุนสมาชิกปลูกกะหล่ำปลีหน้าฝน 1 ไร่กำไรกว่า 7 หมื่น ใช้ตลาดนำการผลิต

“วีรศักดิ์” เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วีรศักดิ์” เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

"วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 1927 สิงหาคม 2563 – 09:41 น.

“วีรศักดิ์” รมช.พาณิชย์ เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

“วีรศักดิ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ไอทีดี จัดประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ “เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง”  ในวันที่ 26 สิงหาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี เพื่อหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตรจากวิกฤต COVID – 19 และเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเกษตรคาดว่าการประชุมระดมสมองครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดทำนโยบายเพื่อฟื้นฟูภาคการเกษตรของประเทศไทยหลังวิกฤต   โควิด-19 ยุติลงอย่างแน่นอน

"วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดการ ประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ “เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง”  ว่าได้มอบหมายให้ไอทีดีทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหา อุปสรรค และโอกาสจากวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยให้มุ่งเน้นศึกษาวิเคราะห์ และประเมินผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านธุรกิจการเกษตรและอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างแท้จริง นอกจากนั้น การฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศยังวางเป้าหมายใหญ่ คือ เตรียมพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภาคการผลิตและการบริโภคในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 

"วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหาแนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตร จากวิกฤต COVID – 19

“ผมได้ตระหนักถึงความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการเกษตรหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ไอทีดีประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ“เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง” โดยเชิญผู้ประกอบการ และผู้แทนภาครัฐและเอกชน กว่า 100 ราย อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด บริษัท สุรพลฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์เกษตรกรรม จำกัดและบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เพื่อรับทราบถึงประเด็นปัญหา อุปสรรค และผลกระทบต่อภาคธุรกิจการเกษตรและอาหารจากวิกฤติ COVID – 19 และหาแนวทางในแก้ไขปัญหาเพื่อให้ภาคเอกชนปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และรับฟังปัญหาของภาคเอกชนรวมถึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน และความต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบาย และเพิ่มมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรให้พวกเขาได้อย่างไร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

“เกษตร” เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรรายย่อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เกษตร” เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรรายย่อย

"เกษตร" เร่งปฏิรูปครั้งใหญ่ ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรรายย่อย26 สิงหาคม 2563 – 18:45 น.

“เกษตรฯ.”เร่งปฏิรูปฐานรากภาคเกษตรครั้งใหญ่ คิกออฟรับสมัครร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ทั่วประเทศพรุ่งนี้ หวังแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินของเกษตรกรรายย่อยอย่างยั่งยืน

     นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงวันนี้(26ส.ค.)ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งเดินหน้าโครงการ1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบโครงการและงบประมาณ9,805ล้านบาทภายใต้โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล

     โดยจะเปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันพรุ่งนี้(27ส.ค.)ถึงวันที่2กันยายน ครอบคลุม4,009ตำบลๆละ16รายทุกภาคทั่วประเทศคิดเป็นจำนวนเกษตรกร64,144รายรวมทั้งการจ้างแรงงานเกษตรทฤษฎีใหม่อีกตำบลละ8คนรวม 32,072คนเพื่อช่วยการดำเนินงานโครงการซึ่งผู้ได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านการอบรมบ่มเพาะให้เข้าใจศาสตร์พระราชาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโมเดลเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งโครงการนี้จะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนปี2564

     นายอลงกรณ์กล่าวว่า โครงการ1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้นโยบายพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน(Sustainable Agriculture)ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถือเป็นการวางรากฐานภาคเกษตรครั้งใหญ่ที่สุดโดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะแก้ปัญหาเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศที่ประสบปัญหาติดกับดักความยากจนและหนี้สินได้อย่างยั่งยืนโดยแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่64,144แปลงยังจะเป็นต้นแบบในการเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อขยายวิถีแห่งเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับหมู่บ้านทั่วประเทศต่อไป

     สำหรับโมเดลเกษตรทฤษฎีใหม่จะออกแบบพื้นที่การพัฒนา3ไร่ออกเป็น4ส่วนได้แก่ พื้นที่แหล่งน้ำและประมง30%พื้นที่ทำนา30%พื้นที่เกษตรผสมผสานไม้ผลไม้เศรษฐกิจ30%พื้นที่อยู่อาศัยและทำปศุสัตว์10%เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพมีกินมีใช้มีรายได้เพิ่มขึ้น

  ในภาพรวมของประเทศเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นเกษตรกรส่วนใหญ่6.8ล้านครัวเรือนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมีความเข้มแข็งมากขึ้นสามารถก้าวพ้นความยากจนและหนี้สินได้อย่างยั่งยืนและประเทศจะมีพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนเพิ่มขึ้น192,432ไร่มีแหล่งน้ำใหม่ใน75จังหวัดอีกอย่างน้อย64,144แห่ง

   จึงขอเชิญชวนเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติและยื่นใบสมัครด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ http://ntag.moac.go.th หรือยื่นใบสมัครกับเจ้าหน้าที่เกษตรตำบล หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตั้งแต่ 27 สิงหาคม – 9 กันยายน 2563

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน26 สิงหาคม 2563 – 15:56 น.

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทำให้เกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลนครเจดีย์ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และได้ยังประโยชน์ให้กับราษฎรในการประกอบอาชีพดั่งเช่นในทุกวันนี้ 
“เราภาคภูมิใจมากกับอาชีพการเกษตรที่ในหลวงพระราชทานมา ภายใต้โครงการพระราชดำริลุ่มแม่อาวน้อย ท่านให้หลายอย่างแก่เรา เดิมนั้นพื้นที่ลุ่มแม่อาวน้อย เป็นพื้นที่ที่กันดารมากที่สุด ไม่มีอะไรเลย นอกจากภูเขาหัวโล้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิม ขึ้นไปบนเขาสิ โอ้โห้ ถนนลาดยางหมดแล้วนะ และคนที่อยู่ก็ได้รับการพัฒนาทั้งด้านชีวิตและอาชีพ ”
นายสมัย ไชยวงศ์ เกษตรกรวัย 72 ปี อยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ที 7 บ้านเหล่ายาวเหนือ ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน บอกกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายหลังการเกิดขึ้นของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งนี้
“ ยอมรับว่าถ้าไม่มีโครงการ ไม่มีแนวคิดของในหลวงท่านถือว่าเราจะมาถึงวันนี้หรือเปล่า ในการ หนึ่งรายได้ สองประสบการณ์ เราก็คงจะอยู่แบบลุ่มๆดอนๆ ที่เราอยู่ได้ยาวนานอย่างทุกวันนี้ก็ด้วยแนวคิดของพระองค์ท่าน ดังนั้นหากเกษตรกรถ้ายึดแนวทางในหลวงท่านก็จะประสบความสำเร็จทุกราย”

สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เป็นหนึ่งในหน่วยงานดำเนินการที่ประกอบด้วย กรมป่าไม้ ส.ป.ก. กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในการสนองพระราชดำริภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการช่วยเหลือทั้งด้านการจัดที่ดินทำกิน และพัฒนาความเป็นอยู่รวมถึงการประกอบอาชีพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดี สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

                     สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำพูน ถือเป็นหน่วยงานที่เกื้อกูลในการจัดการหลายอย่างมี บ่อน้ำ มีเครื่องมือในการปั๊มน้ำมาช่วย รวมถึงเข้ามาส่งเสริมเทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด มีการให้เอกสิทธิ์ในการที่เราประกอบอาชีพตรงนี้ อีกอย่างหนึ่งก็เข้ามาช่วยเหลือในด้านการให้ที่ดิน เอื้อให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเป็นศูนย์รับน้ำนม ต้องยอมรับว่าปฏิรูปที่ดินลำพูนเป็นอีกหนึ่งที่พึ่งของเรา ที่ช่วยทำให้สามารถลืมตาอ้าปากมาได้ทุกวันนี้  ” 
ทั้งนี้ ลุงสมัย เป็นหนึ่งในเกษตรกรในโครงการฯ ที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินจาก ส.ป.ก. จำนวน 23 ไร่ และได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ด้วยการประกอบอาชีพการเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีทั้งการปลูกพืช อย่างลำไย มะม่วง และเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะโคนม ที่วันนี้ถือเป็นอาชีพหลักในการสร้างรายได้

                สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาว ต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ภายใต้การเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ของหน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง ได้ส่งผลให้ลุงสมัย และเกษตรกรภายในพื้นที่โครงการฯ ต่างสามารถก้าวสู่ความสำเร็จในอาชีพการเลี้ยงโคนม จนกลายเป็นแหล่งเลี้ยงโคนมที่สำคัญของภาคเหนือ
“นอกจากองค์ความรู้ต่างๆที่ทุกหน่วยงานนำมาให้ ลุงสมัยยังยึดตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหลักปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียง ที่ใช้เป็นแนวทางสำคัญของการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคนม ที่วันนี้ถือเป็นรายได้หลักของตนเอง รวมถึงของเกษตรกรคนอื่นในพื้นที่อำเภอโฮ่ง“
“การยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ช่วยทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างไม่ผิดพลาด เพราะจะมีการคิดก่อนทำ ทุกอย่างต้องรอบคอบ อีกทั้งยังยึดหลักการทรงงานของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในเรื่องของการพึ่งพาตนเอง เน้นให้เกิดความยั่งยืนเป็นหลัก” ลุงสมัยกล่าวว่า 
“ การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานของในหลวง รัชกาลที่ 9  ที่มีประโยชน์มาก ช่วยทำให้เด็กนักเรียนทุกเพศทุกวัยได้ดื่มนมโคสด ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และทำให้เรามีรายได้มาเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานได้เป็นอย่างดี” 
สำหรับการเลี้ยงโคนมของลุงสมัยในวันนี้ มีโคนมทั้งสิ้น 150 ตัว โดยแม่โครีดนม 1 ตัว จะสามารถสร้างรายได้ให้เฉลี่ยตัวละ 9,000 บาทต่อเดือน ซึ่งน้ำนมที่รีดได้จะส่งจำหน่ายให้กับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ จำกัด
ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำพูน จึงได้สนับสนุนให้ฟาร์มโคนม เป็นศูนย์เรียนรู้แก่เพื่อนเกษตรกร ในเขตปฏิรูปที่ดิน 
“ฟาร์มของลุงสมัย เป็นฟาร์มของเกษตรกรที่พึ่งพาตนเอง และใช้ดุลพินิจความขยันหมั่นเพียร และความพยายามจึงจะประสบความสำเร็จได้ ถ้าวันไหนมีเพื่อนเกษตรกรจากที่ต่าง ๆมาเยี่ยมชม เราจะใช้ประสบการณ์ที่เรามี สอนให้ว่า การเลี้ยงโคนมจะต้องทำตัวเป็นอย่างไร จะมุ่งมั่นและมีใจรักขนาดไหนและต้องมีความคิดความอ่านในการบริหารจัดการ” ลุงสมัยกล่าว 
นอกจากเป็นเกษตรกรต้นแบบความสำเร็จในการสร้างฟาร์มของตนเองแล้ว ลุงสมัยยังเป็นเกษตรกรผู้นำในฐานะประธานแปลงใหญ่โคนมอีกด้วย
“สำหรับการดำเนินงานในรูปแปลงใหญ่นั้น ได้มีการพัฒนากลุ่มสมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการพัฒนาด้านการตลาด ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในเรื่องตลาดนำการผลิต เช่น การเชื่อมโยงตลาดโดยทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU กับ บริษัท เชียงใหม่เฟรชมิลค์ โดยจะส่งนมให้กับบริษัทประมาณวันละ  18 ตัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตและการตลาดร่วมกับสหกรณ์โคนมลำพูน และสหกรณ์โคนมบ้านโฮ่ง เพื่อจำหน่าย ข้าวโพดต้นสดเป็นอาหารสัตว์ หรือที่เรียกว่า ไซเลจ (Silage) อีกประมาณ 6 ตันต่อวัน โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 2.20-2.50 บาท” ลุงสมัย กล่าวในที่สุด
เพราะการพัฒนาคนพัฒนาอาชีพภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้จึงทำให้เกิดเกษตรกรต้นแบบแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืน ที่ชื่อ สมัย ไชยวงศ์ ผู้เลี้ยงโคนมแห่งลุ่มน้ำแม่อาวผู้นี้

“ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ “เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ “เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน

"ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน26 สิงหาคม 2563 – 15:31 น.

“ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ “เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน

โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก.ได้ร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อพัฒนาชีวิตผู้คนในท้องถิ่น ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร อันนำไปสู่การสร้างความอยู่ดีมีสุขให้กับประชาชน
การดำเนินงานและบทบาทของ ส.ป.ก. ได้เริ่มขึ้นหลังจากที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน (ส.ป.ก.น่าน) ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมมือกับจังหวัดน่าน และประธานคณะทำงานโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ในฐานะคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อน
โครงการฯ รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ 9 อำเภอ ได้แก่ อำเภอปัว ภูเพียง เฉลิมพระเกียรติ บ้านหลวง ท่าวังผา สันติสุข เชียงกลาง เวียงสา และอำเภอเมืองน่าน

"ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ได้มุ่งเน้นแนวทางส่งเสริมเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในภาคการเกษตรและชนบท และการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านความมั่นคง รวมถึงบูรณาการองค์ความรู้ ตามแนวพระราชดำริใน 6 มิติหลักได้แก่ มิติเรื่องดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่าไม้และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังน้อมนำหลักการทรงงาน 23 ข้อของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร เป็นแนวทางหลักในการพัฒนาคนควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่

            "ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน
นับจากวันเริ่มต้นจนมาถึงวันนี้ ได้ปรากฏผลความสำเร็จในการสร้างความอยู่ดีมีสุขทั้งด้าน การดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ ดั่งเช่น นายศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ เกษตรกรต้นแบบศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรผสมผสานในเขตปฏิรูปที่ดินของ ส.ป.ก. ภายใต้ “โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 59 หมู่ที่ 1 บ้านพืชเจริญ ตำบลน้ำตก อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน

               "ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ "เดินตามแนวพระราชดำริของพ่อหลวง สร้างชีวิตใหม่ด้วยเกษตรผสมผสาน ที่เมืองน่าน
นายศักดิ์ดุล เป็นเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินตามเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ ชีวิตของเกษตรกรผู้นี้ได้พลิกเปลี่ยน จากเดิมที่เน้นการทำเกษตรเชิงเดี่ยว โดยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นหลัก 
“ตอนนั้นชีวิตลำบากมากครับ ปลูกข้าวโพด แต่ได้ผลผลิตน้อย ไม่คุ้มเหนื่อย เนื่องจากมีปัญหาหลายอย่าง เช่น สภาพดินเสื่อมโทรม  ขาดแคลนน้ำ และที่สำคัญต้องใช้สารเคมีเยอะมาก ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการปิดทองหลังพระฯ ซึ่งทางส.ป.ก. ได้เข้ามาส่งเสริมแนะนำ ในปี พ.ศ. 2559”
ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเกษตรกรต้นแบบผู้นี้บอกว่า องค์ความรู้ต่าง ๆรวมถึงแนวทางการพัฒนาตามพระราชดำริและหลักการทรงงานของของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ถูกนำมาใช้เป็นหลักของชีวิต 
“ผมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำเกษตรจากเกษตรเชิงเดี่ยว มาเป็นเกษตรผสมผสาน ภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่  เน้นการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกิจกรรมการเกษตรเพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลาย ทั้ง การเลี้ยงหมูป่า เลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกไม้ผล เช่น แก้วมังกร มะละกอ ฝรั่ง กล้วย สับปะรด และปลูกผักสวนครัว คะน้า ผักกาด ผักหวานป่า ฯลฯ ส่งผลให้มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภค และจำหน่ายต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยมีรายได้ถึงปีละ 500,000 บาท เกิดความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน” นายศักดิ์ดุลกล่าว
“ทุกวันนี้ ผมใช้แนวคิดของพ่อหลวงท่านมาเป็นธงนำครับ โดยเฉพาะจากหลักการทรงงานที่ท่านแนะนำว่า เมื่อทำแล้วต้องศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทำงานอย่างผู้รู้จริง ซึ่งผมทำตามอย่างจริงจัง จนทำให้การทำเกษตรผสมผสานประสบความสำเร็จ ทำให้เรามีกินมีใช้ปลดหนี้ ปลดสินได้ ทุกวันนี้ถ้าไม่มีพ่อหลวงเราคงไม่มีวันนี้”
“สำหรับผมแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมถือว่าภูมิใจมาก ที่ได้เดินตามพ่อหลวง เพราะท่านได้สร้างไว้ว่า ทำทุกอย่างที่เรากิน กินทุกอย่างที่เราทำแล้วปลูกในสวน ทุกวันที่ผมทำในสวน รายจ่ายในครอบครัวลดลง รายจ่ายลดไปครึ่งหนึ่ง อาหารการกินที่ผมซื้อมากินในครอบครัวคือเนื้ออย่างเดียว อย่างอื่นของในสวนหมด”นายศักดิ์ดุลกล่าว

ด้วยความสำเร็จที่เกิดขึ้น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน จึงได้คัดเลือกให้พื้นที่ของนายศักดิ์ดุล เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรผสมผสาน เปิดโอกาสให้เพื่อนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่สนใจได้เดินทางมาศึกษาและเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับเรือกสวนไร่นาของตนเอง
 “มาที่ศูนย์ฯของผม จะมีทั้งการให้แนวคิดแนวทางปฏิบัติ และเรียนรู้จากกิจกรรมต่างๆที่มีแบบลงมือทำจริง ซึ่งผมจะเน้นกับทุกคนเสมอว่า ใจต้องมาก่อน ทำการเกษตรถ้าใจไม่มาไม่ต้องทำครับ ถึงมีเงินก็ไม่สำเร็จ ใจต้องมาก่อน ขั้นตอนต่อไปคือ ศึกษาครับ ต้องทดลองด้วยตัวเอง อย่างผักหวานผมลองมา 7 ปีถึงจะได้ ถึงวันนี้7 ปี ผมลองผิดลองถูกมาตลอด มีแต่คนหาว่าผมบ้า ผักหวานอยู่บนดอยแล้วมาปลูกที่ราบ” 
สำหรับหลักการทำเกษตรผสมผสาน นายศักดิ์ดุลได้ให้ข้อแนะนำว่า หลักการสำคัญคือต้องปลูกหลายๆอย่างไม่ใช่ปลูกอย่างเดียว ต้องทำให้มีรายได้หมุนเวียนทุกวัน 
 “อีกทั้งการจัดแปลงปลูกพืชหรือทำกิจกรรมเกษตรอื่นๆ ผมจะแนะนำให้แบ่งเป็นโซน ในรูปแบบของการปลูกไม้ 3 ระดับ คือ มีเตี้ย มีกลาง แล้วมีสูง อย่างไม้ต้นสูง เช่น ปลูกไม้ผล อย่าง มะขาม กระท้อน มะพร้าว ชั้นกลางเน้นปลูกไม้ล้มลุก เช่น พริก มะเขือ กระเจี๊ยบ ส่วนไม้ประเภทเตี้ย เน้นเป็นพืชผักต่างๆ เช่น ผักชี ผักสลัดกรีนโอ๊ต  ต้นหอม เป็นต้น” นายศักดิ์ดุลกล่าวในท้ายที่สุด
 เพราะการรู้จริงในสิ่งที่ทำ เพราะความทุ่มเท และยึดแนวทางการทำงานการประกอบอาชีพ ตามแนวพระราชดำริ จึงนำมาซึ่งความสำเร็จของเกษตรกรแห่งจังหวัดน่าน ภายใต้โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ที่ชื่อ ศักดิ์ดุล คำสิทธิ์ ผู้นี้

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร26 สิงหาคม 2563 – 09:44 น.

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ร่วมกับ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน สมาคมประชาสังคมชุมพร เครือข่ายหลุมพอเพียง และมูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน สร้างและพัฒนาบุคคล ชุมชน และเครือข่าย ภายใต้ศักยภาพและบริบทของชุมชน ขับเคลื่อนการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง และขับเคลื่อนงานพัฒนาเชิงประเด็นในระดับเครือข่าย มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างและพัฒนาผู้ประกอบการภาคการเกษตร โดยใช้เครื่องมือภูมิปัญญา องค์ความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี แผนชุมชน แผนธุรกิจ และการบริหารจัดการขององค์กรชุมชนที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สรุปและถอดบทเรียนการทำงานและขยายผลต่อสังคม ทั้งจะสืบสานไว้ซึ่งศาสตร์พระราชา นอกจากนั้น ในระดับทวิภาคี ได้มีข้อตกลงร่วมกัน ดังนี้

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

1.สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จะร่วมกันพัฒนาระบบวิสาหกิจชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสนับสนุนสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.โคกสูง (คทช.) จำกัด ให้สามารถประกอบการภาคการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมกันกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อรับรองวุฒิการศึกษาระดับอนุปริญญา หรือปริญญาตรี ให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน

2.สมาคมประชาสังคมชุมพร จะร่วมกันขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ต.หงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และชุมชนนิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรในระบบเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการบริหารจัดการสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เชื่อมโยงเครือข่ายด้านพันธุกรรมพืชท้องถิ่น และการตลาดระดับภูมิภาค

ส.ป.ก. จับมือ 4 หน่วยงาน ทำ MOU เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

3.เครือข่ายหลุมพอเพียง จะร่วมกันขยายผลองค์ความรู้ “หลุมพอเพียง” และการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งกระบวนการพัฒนาเกษตรด้านคุณธรรม จริยธรรม และการดำเนินวิถีชีวิตตามแนวทางของศาสตร์พระราชา

4.มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ จะร่วมสร้างและพัฒนาสินค้าเกษตรให้ได้รับการยอมรับภายใต้มาตรฐาน “เกษตรอินทรีย์วิถีไทย” (Earth Safe) พัฒนาผู้ประกอบการตามชนิดสินค้าและสร้างโอกาสทางการตลาดในระดับต่างๆ ตามศักยภาพของชุมชนและเครือข่ายในเขตปฏิรูปที่ดิน

“การเริ่มต้นความร่วมมือกับทั้ง 4 หน่วยงานในครั้งนี้ ส.ป.ก.หวังให้เกิดเป็นรูปธรรมในด้านการบูรณาการ การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างแท้จริง ทั้งมิติภาคการเกษตร การพัฒนาชุมชน การศึกษา การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และการสร้างคุณธรรมจริยธรรมของเกษตรกร รวมทั้งการสืบสานไว้ซึ่งศาสตร์พระราชา อันจะนำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดความสุขและยั่งยืนตลอดไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

แปลงใหญ่”มะพร้าวน้ำหอม”ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แปลงใหญ่”มะพร้าวน้ำหอม”ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์25 สิงหาคม 2563 – 21:05 น.

แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมไปลิ่ว กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนรวมกลุ่มแล้วใน 8 จังหวัด 17 แปลง พร้อมเสริมความรู้เกษตรกรที่ดำเนินสะดวก หวังต่อยอดสร้างแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมอินทรีย์ สร้างตลาดเปิดช่องทางออนไลน์ เผยปัจจุบันมีสมาชิกแปลงใหญ่ มีพื้นที่ปลูกรวม 3,000 ไร่

          นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มะพร้าวน้ำหอม นับเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำให้เกษตรกรปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการ

ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มภายใต้ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ปัจจุบันเกษตรกรมีการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แล้วจำนวน 17 แปลง ใน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม กรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา นครปฐม สมุทรปราการ และจังหวัดสงขลา

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

รวมจำนวนเกษตรกรที่เข้าร่วม 533 ราย ทั้งนี้การส่งเสริมแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมเน้นให้เกษตรกรใช้หลักตลาดนำการผลิต และใช้ช่องทางการตลาดใหม่ๆ เช่น การจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์

         นายประยูร กล่าวอีกว่า สำหรับการทำสวนมะพร้าวน้ำหอมในปัจจุบัน เพื่อสนองตอบความนิยมของผู้บริโภคที่เน้นใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นสวนมะพร้าวน้ำหอมแบบอินทรีย์ที่เน้นให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ไม่มีการใช้สารเคมี หันมาใช้ตัวห้ำตัวเบียนในการช่วยกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว เช่น การใช้แตนเบียน เข้ามาช่วยควบคุมแมลงศัตรูมะพร้าว ซึ่งได้รับการสนับสนุนพ่อแม่พันธุ์และองค์ความรู้จากกรมส่งเสริมการเกษตร ลดการใช้สารเคมี เพื่อสร้างผลผลิตคุณภาพที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

“รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น จำหน่ายในรูปแบบน้ำมะพร้าวพร้อมดื่มในขวดใส และมะพร้าวแก้วพร้อมรับประทาน โดยขูดเนื้อและมีน้ำใส่แก้วซีลฝาอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวน้ำหอมทั้งหมด เช่น น้ำตาลมะพร้าวและต้นพันธุ์มะพร้าว”นายประยูร กล่าว

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

นายประยูร กล่าวต่อไปว่า สำหรับสายพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมที่นิยมปลูกเป็นพันธุ์ก้นจีบ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือให้ผลขนาดใหญ่และปริมาณน้ำมะพร้าวมากแต่ละปีสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณ 15–18 ทะลาย โดยตัดผลได้ทุก 20 วัน

สำหรับการดูแลจัดการสวน ถ้าเป็นช่วงหน้าฝนอย่างในขณะนี้ จะปล่อยให้ต้นมะพร้าวเติบโตไปตามธรรมชาติ ส่วนหน้าแล้งจะคอยดูแลรดน้ำทุก 3 วัน ตัดหญ้าให้สั้น ไม่รกรุงรัง และรักษาความชื้นบนผิวดินสามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ตลอดทั้งปี

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

แต่ช่วงฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนมีนาคม–เมษายน ผลผลิตน้อยลดลงจากปกติประมาณ ร้อยละ70–80 จึงต้องจัดการดูแลสวนมะพร้าวอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้ต้นมะพร้าวขาดคอ โดยใช้วิธีการให้น้ำบำรุงต้น และให้ปุ๋ยคอกจากขี้หมู โดยบำรุงต้น เฉลี่ย 4 เดือน/ครั้ง และเฉลี่ยต้นละ 1 กระสอบ

“ที่สำคัญอีกประการและเป็นปัญหาที่เกษตรกรทำสวนมะพร้าวต้องประสบ คือ การระบาดของหนอนหัวดำในช่วงฤดูแล้ง เพราะแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ ชอบอากาศร้อนแล้ง จึงคอยดูแลจัดการสวนให้มีความชื้นอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูแล้ง โดยใช้เรือรดน้ำในแปลงปลูกมะพร้าวทุก 3 วัน ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง วิธีนี้ใช้ได้ผลดี เพราะไม่ค่อยเจอปัญหาหนอนหัวดำระบาดรุนแรงเหมือนกับที่อื่นๆ” นายประยูร กล่าว 

  นายประยูร กล่าวด้วยว่า ส่วนการจัดการด้านการตลาด จะมีการวางแผนการผลิตร่วมกับกลุ่มสมาชิกแปลงใหญ่ที่วันนี้มีพื้นที่ปลูกรวม 3,000 ไร่ ซึ่งเน้นทำตลาดเองทั้งหมด ไม่ส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง ด้วยการบริหารจัดการให้เป็นระบบทั้งในรูปของผลสด และต่อยอดเพิ่มมูลค่าด้วยการนำมาแปรูปเป็นผลผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างการรับรู้ของลูกค้าผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก

  ด้านนายประยูร วิสุทธิไพศาล ประธานแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอมตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี กล่าวเสริมว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม ทำให้เกษตรกรมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในด้านที่เกี่ยวกับการจัดการ

  ​​​​​​​สวนมะพร้าวน้ำหอมจนถึงการส่งออกการผลิตมะพร้าวน้ำหอมให้ได้คุณภาพและมาตรฐานส่งออก และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม ทำให้เกิดการยกระดับการปลูกและการจัดการสวนที่ได้มาตรฐาน สามารถสร้างผลผลิตคุณภาพที่ตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงการเปิดช่องทางการตลาดถึงผู้บริโภคได้เพิ่มขึ้น       แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์​​​​​​​

แปลงใหญ่"มะพร้าวน้ำหอม"ไปลิ่วต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าสู่ตลาดออนไลน์

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      25 สิงหาคม 2563 – 21:02 น.

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรกรกลุ่มเกษตรอินทรีย์ PGS ณ นิคมเศรษฐกิจพอเพียงในเขตปฏิรูปที่ดินตำบลละหาร จ.ระยอง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาด้านการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งผู้บริโภคได้ตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยด้านอาหาร กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์นั้น เป็นทางเลือกหนึ่งของเกษตรกร ในการผลิตสินค้าเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้ปัจจัยการผลิตจากการสังเคราะห์ ไม่ใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ ไม่ใช้พืชที่มีการดัดแปรพันธุกรรม (GMOs) มีการจัดการผลผลิต แปรรูปเพื่อรักษาสภาพและคุณภาพเกษตรอินทรีย์ในทุกขั้นตอน ซึ่งในปัจจุบันตลาดมีความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์มากขึ้น     

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

กลุ่มเกษตรอินทรีย์แสนสุข จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2550 มีการรวมกลุ่มสมาชิกจัดตั้งเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ลดใช้สารเคมีทางการเกษตร ผลิตพืชผัก พืชสมุนไพร อ้อยคั้นน้ำ และไม้ผล พร้อมทั้งได้ยกระดับการพัฒนาด้านการผลิต สู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) ในปี 2561 มีสมาชิกจำนวน 10 ราย ภายใต้การสนับสนุนของกรมพัฒนาที่ดิน

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

  เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดระยอง ได้จัดที่ดินให้แก่เกษตรกรเข้าอยู่อาศัยและทำประโยชน์ แบ่งเป็น 3 โครงการ ดังนี้ 1. โครงการศูนย์ต่อสู้เอาชนะความยากจนจังหวัดระยอง ได้จัดที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนความยากจน (ศตจ.อำเภอปลวกแดง) จัดที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 1 ไร่ และที่ดินทำกิน เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวน 44 ราย 86 แปลง เป็นเนื้อที่ 170 ไร่  2. โครงการบ่มเพาะเกษตรกรอนาคตในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้จัดที่ดินเป็นที่อยู่อาศัย เนื้อที่ 1 ไร่ และที่ดินทำกิน เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวน 50 ราย 100 แปลง เป็นเนื้อที่ 200 ไร่ 3. โครงการสร้างและพัฒนาผู้นำเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้จัดที่ดินให้แก่ผู้ผ่านขบวนการคัดกรอง จัดที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เนื้อที่ 3 ไร่ จำนวน 81 ราย แปลง เป็นเนื้อที่ 243 ไร่ และยังได้ตรวจบ่อน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ขนาด 1,260 ลบ.ม. และพื้นที่ในบริเวณที่จะทำการขุดลอกอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ จำนวน 2,000,000 ลบ.ม.

รมช. ธรรมนัส ลงพื้นที่พบปะเกษตรกร พัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อความปลอดภัยทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค      

 ทั้งนี้ รมช.กษ. ยังได้มอบปัจจัยการผลิตให้แก่พี่น้องเกษตรกร จำนวน 3 รายการ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ผักจากส.ป.ก. จำนวน 350 ซอง ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพจากกรมพัฒนาที่ดิน จำนวน  200 ชุด และพันธุ์ปลาน้ำจืดจากประมง จำนวน  20 ถุง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรนำไปเป็นต้นทุนในการผลิตอีกด้วย เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร25 สิงหาคม 2563 – 20:46 น.

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นองค์กรกลางในการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มาตรฐานระบบคุณภาพการผลิตเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้สินค้าเกษตรของไทยให้มีมาตรฐานในระดับสากล สามารถแข่งขันในตลาดโลกและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเมื่อสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. กำหนดมาตรฐานขึ้นมาแล้ว จะถูกหน่วยรับรองนำไปใช้รับรองมาตรฐานให้กับเกษตรกร หรือ โรงงานซึ่งการรับรองมาตรฐานจะมีการแบ่งออกให้เข้าใจกันง่ายๆอยู่ 2 ข้อได้แก่
 

มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร

1. การรับรองสินค้าเกษตร มักจะรับรองที่แปลงปลูกสินค้าเกษตร เช่น GAP ORGANICสามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐานกับสินค้าเกษตร จะแสดงไว้ที่สิ่งบรรจุ หีบห่อ สิ่งหุ้มห่อ สิ่งผูกมัด ป้ายของสินค้า สถานประกอบการ หรือเอกสารโฆษณาประชาสัมพันธ์ได้อีกด้วย
2. การรับรองกระบวนการจัดการการผลิต เช่น GMP HACCP หรือโรงงานผลิตสินค้าเกษตร จะรับรองมาตรฐานดังต่อไปนี้
2.1. มาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะ อาหาร (มกษ. 9023-2550) 
2.2. มาตรฐานเกี่ยวกับการปฏิบัติที่ดีสําหรับกระบวนการผลิต หรือมาตรฐานเกี่ยวกับหลักปฏิบัติสําหรับกระบวนการผลิต (GMP)หลักปฏิบัติสําหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยก๊าซ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (GFP) และ มาตรฐานระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและแนวทาง ในการนําไปใช้ (HACCP)ซึ่งตามข้อกําหนดสากล ไม่อนุญาตให้แสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน GMP HACCP กับสินค้าเกษตร แต่สามารถใช้กับ สถานประกอบการ เอกสารกํากับสินค้า หรือ โฆษณาประชาสัมพันธ์ได้                        มกอช. มีมาตราการกำหนดเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสำหรับโรงงานผลิตสินค้าเกษตร
โรงงานผลิตสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกระบวนการจัดการการผลิต สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองไว้ที่โรงงานได้ แต่ไม่สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน GMP HACCP ไว้ที่สินค้าเกษตรโดยตรง นอกจากนี้เกษตรกรสามารถเข้าร่วมโครงการ QR TRACE on cloud ของ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.ได้ระบบตามสอบสินค้าเกษตรสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กหรือ ที่เรียกว่า QR Trace สามารถรอบรับสินค้าในกลุ่มพืช ผัก ผลไม้ ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์แปรรูป สำหรับผู้ประกอบการ ได้แก่ โรงคัดบรรจุ จุดกระจายสินค้า ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร ส่งผลให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลตามสอบได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และมีการนำ QR Code มาใช้เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ในเรื่องของข้อมูลสินค้า ไม่ว่าจะเป็น ชื่อผลิตภัณฑ์ โรงที่คัดบรรจุ สถานที่ปลูกสินค้า รวมไปถึง มาตรฐานที่ได้รับการรับรอง และคุณสมบัติอื่นๆของสินค้าอีกมากมาย ก็เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

กรมหม่อนไหมดัน “สกลนคร” เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมหม่อนไหมดัน “สกลนคร” เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก25 สิงหาคม 2563 – 20:15 น.

กรมหม่อนไหมพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านครามครบวงจร ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สกลนคร (ศมม.สกลนคร) เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการด้านคราม ผลักดันให้ “จังหวัดสกลนคร” เป็นหลักในการพัฒนาครามสู่ระดับโลก

นายสันติ กลึงกลางดอน รองอธิบดีกรมหม่อนไหม  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จังหวัดสกลนครเป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตผ้าย้อมคราม เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและเป็นความภาคภูมิใจของผู้คนในจังหวัดสกลนคร กรมหม่อนไหมจึงได้มอบหมายให้สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จังหวัดอุดรธานี (สมข.2 )

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

และ ศมม.สกลนคร รวบรวมพัฒนาสายพันธุ์ครามพันธุ์ดีและจัดเป็นศูนย์เรียนรู้แหล่งวิชาการการผลิตเนื้อคราม พร้อมทั้งศึกษารวบรวมเชิดชูผู้รู้ภูมิปัญญาแห่งคราม หรือครูคราม หรือปราชญ์ครามแห่งอีสาน ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในจังหวัดสกลนคร ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยกรมหม่อนไหมมุ่งหวังจะผลักดันให้จังหวัดสกลนครเป็นหลักในการพัฒนาครามไปสู่ระดับโลก

ด้านนายวัชรพงษ์ แก้วหอม ผู้อำนวยการ สมข.2 กล่าวว่า กรมหม่อนไหมได้จัดทำศูนย์เรียนรู้ด้านครามครบวงจร ใน ศมม.สกลนคร ซึ่งนายอาคม จงอริยตระกูล เป็นผู้อำนวยการศูนย์หม่อนไหมฯ ประกอบด้วยจุดต่าง ๆ ได้แก่

1. แปลงสาธิตการปลูกและอนุรักษ์พันธุ์ครามพันธุ์ฝักตรงและฝักงอ พื้นที่ 1 ไร่ โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตพืชในการบริหารจัดการ เพื่อให้เห็นถึงการปลูกต้นครามที่ดีและให้เนื้อครามที่มีคุณภาพ

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก

2. จุดเรียนรู้การผลิตเนื้อคราม เป็นจุดเรียนรู้กระบวนการผลิตเนื้อครามให้พร้อมสำหรับการก่อหม้อคราม

3. จุดเรียนรู้การก่อหม้อคราม เป็นจุดเรียนรู้กระบวนการก่อหม้อครามสำหรับการฟอกย้อมสีจากคราม สาธิตขั้นตอนการเติมส่วนผสมต่าง ๆ ในการก่อหม้อคราม พร้อมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง

4. จุดเรียนรู้การย้อมสีเส้นไหมและเส้นใยอื่นด้วยคราม เป็นจุดเรียนรู้ทั้งด้านทฤษฎีและด้านปฏิบัติในขั้นตอนกระบวนการฟอกย้อมสีเส้นไหมและเส้นใยอื่น ไม่ จากหม้อคราม รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการทำผ้าย้อมคราม

5. จุดเรียนรู้การทอผ้าคราม ภายใน ศมม.สกลนครมีจุดเรียนรู้ด้านการทอผ้าไหมชนิดต่าง ๆ รวมถึงผ้าไหมย้อมครามด้วย มีข้อมูลทางวิชาการทั้งในรูปแบบทฤษฎี ปฏิบัติ และมีพิพิธภัณฑ์ผ้าไหมลวดลายอัตลักษณ์ภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยให้ศึกษา

และ 6.จุดเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านครามในรูปแบบ Line Official : ศมม.สกลนคร เพื่อให้บริการองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาของครามในรูปแบบที่ทันสมัย สอดคล้องกับพฤติกรรมการค้นคว้าหาข้อมูลของผู้คนในยุคปัจจุบัน ทำให้ผู้สนใจเรื่องครามจากทุกมุมโลกสามารถหาข้อมูลความรู้ได้สะดวกมากขึ้น ด้วยการ สแกน QR Code

ทั้งนี้ ศมม.สกลนครได้ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรในพื้นที่อยู่สม่ำเสมอ ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อให้เจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ในพื้นที่ หรือสนใจเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ด้านครามครบวงจร สามารถติดต่อได้ที่ ศมม.สกลนคร เลขที่ 380 หมู่ 4 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47000 โทรศัพท์ 04-216-3085 หรือ add Line Official:ศมม.สกลนคร

กรมหม่อนไหมดัน "สกลนคร" เป็นแหล่งพัฒนาครามสู่ระดับโลก