#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน
25 สิงหาคม 2563 – 17:55 น.
รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนนหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จับมือคมนาคม หนุนสถาบันเกษตรกรผลิตเสาหลักนำทางและแผ่นหุ้มแบริเออร์จากยางพาราธรรมชาติ
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณทางหลวงหมายเลข 3249 ตอนเขาไร่ยา – แพร่งขาหยั่ง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางพาราจากภาคตะวันออกมาร่วมงานดังกล่าวกว่า 2,000 คน โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเสาหลักนำทาง และกระบวนการผลิตแผ่นหุ้มแบริเออร์ เป็นอุปกรณ์ด้านการจราจรที่พร้อมสำหรับนำไปติดตั้งบนถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนภายใต้แนวคิด “ยางพาราไทย เพิ่มความปลอดภัยในทุกเส้นทาง” โดยมีการถ่ายทอดสด Live ผ่านโปรแกรม Zoom กับชาวสวนยางในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วย
กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐโดยความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางมีศักยภาพในการผลิตเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตยางพารา ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการศึกษา วิจัย การนำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้าง และอุปกรณ์ทางจราจร เพื่ออำนวยความปลอดภัยทางถนนได้เป็นผลสำเร็จ และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพาราและสนับสนุนเครื่องมือและวัตถุดิบในการผลิตหลักนำทางและที่ครอบแบริเออร์ให้เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานและราคาตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด

ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 807 แห่ง สมาชิก 223,155 ราย สมาชิกในครอบครัว จำนวน 900,224 ราย พื้นที่ปลูกยางพาราของสมาชิกสหกรณ์ 3,462,646 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 820,647 ตัน/ปี ขณะที่สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารา ทั้งรวบรวมน้ำยางสด ยางก้อนถ้วน แปรรูปยางแผ่นรมควัน ยางเครป ยางแท่งและผลิตภัณฑ์จากยางพาราอื่นๆ มีจำนวน 661 แห่ง ปริมาณรวม 475,258 ตัน/ปี มูลค่ากว่า 16,998 ล้านบาท

ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และแผ่นยางธรรมชาติ ครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจร เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ให้กับผู้แทนของสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อม จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดสตูล มีสถาบันเกษตรกร 13 แห่ง ในพื้นที่ 11 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดตรัง ยะลา นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ พัทลุง บึงกาฬ ลำปาง อุทัยธานี และระยอง ที่เข้าร่วมโครงการผู้ผลิตแผ่นยางธรรมชาติ ครอบกำแพงคอนกรีต เข้ารับการอบรม และครั้งที่ 2 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดจันทบุรี มีสถาบันเกษตรกร 10 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดพัทลุง ยะลา ตรัง สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ บุรีรัมย์ ลำปาง เลย และอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ
ทั้งนี้ สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ที่มีศักยภาพในการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) มีจำนวน 18 แห่ง กำลังการผลิต 1,200 กิโลเมตร/ปี และมีสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง (RGP) จำนวน 13 แห่ง กำลังการผลิต 832,800 ตัน/ปี ซึ่งโครงการส่งเสริมการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติและผลิตยางแผ่นธรรมชาติครอบแบริเออร์ จะช่วยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน มีศักยภาพในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา จำนวน 31 แห่ง สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราได้ 5,384.09 ล้านบาท จากการคาดการณ์ในระยะที่ 1 นี้ จะสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรได้ 34,481 ตัน
และเมื่อคิดตลอดโครงการฯถึงปีงบประมาณ 2565 จะรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกร เพื่อใช้ในการผลิตได้ 1.007 ล้านตัน เกิดการจ้างงานในชุมชน และช่วยกระดับราคายางพาราได้ไม่น้อยกว่า 30 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นเงินที่เกษตรกรจะได้รับ 30,018 ล้านบาท เป็นการสร้างกลไกตลาดที่ช่วยยกระดับและสร้างเสถียรภาพ ราคายางพารา และสร้างความเชื่อมั่นในอาชีพแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกด้วย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะลดความสูญเสีย ช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้มีมั่นคงต่อไป
24 สิงหาคม 2563 – 18:46 น.

23 สิงหาคม 2563 – 10:33 น.

22 สิงหาคม 2563 – 12:17 น.










22 สิงหาคม 2563 – 11:45 น.
“ ระยะเวลาปลูกข้าวโพดหวาน คือ 73 วันถึงจะเก็บได้ แต่ผมลองเก็บมาจำหน่ายก่อน โดยขายในพื้นที่ ขายเป็นฝักสดราคาฝักละ 10-15 บาท หรือหากขายเป็นกิโลกรัมจะขายในราคา 10 บาทต่อกก. ซึ่งข้าวโพดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณฝักละเกือบ 1 กก. คนที่ซื้อไปลองกินแล้วก็บอกกันปากต่อปากว่าข้าวโพดที่นี่อร่อย ทำให้มีคนเข้ามาซื้อที่สวนเพื่อนำไปบริโภคที่บ้านหรือนำไปจำหน่ายจนเกือบจะหมดแล้ว สำหรับต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวครั้งนี้ ลงทุนไป 4,500 บาท ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัม คาดว่ารอบนี้จะขายได้เงินประมาณ 20,000 บาท หักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเหลือประมาณ 15,000 บาท ซึ่งผมพอใจมาก เพราะทำนาใช้เวลา 4 เดือน เกี่ยวข้าวไปขายได้กำไรไร่ละไม่ถึง 1,000 บาท แต่ข้าวโพดหวานอายุ 73 วัน กำไรหลักหมื่น ซึ่งขณะนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ผมเป็นประธานสนใจที่จะทำโครงการปลูกข้าวโพดหวานอีกประมาณ 15 ราย ดังนั้น จะต้องหารือกัน เพื่อทำเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานเพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก ”
22 สิงหาคม 2563 – 11:17 น.
ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กล่าวว่า วิทยาเขตศรีราชา นับเป็นวิทยาเขตแห่งที่ 3 ของหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีนิสิตทั้งสิ้น 11,000 คน ใน 5 คณะ ประกอบด้วย คณะวิทยาการจัดการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา คณะวิทยาศาสตร์ ศรีราชา คณะพาณิชยนาวีนาชาติ และคณะเศรษฐศาสตร์ ศรีราชา โดยมุ่งเน้นการผลิตกำลังคน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ EEC การวิจัยและบริการวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม
“ขอต้อนรับคณะสื่อมวลชนทุกท่านนะครับ วิทยาเขตแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากรัฐบาลมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเกิดขึ้นศรีราชาก็ยกระดับให้มีการเรียนการสอนขึ้น จากเมื่อก่อนเป็นแค่สถานีวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จะผลิตบัณฑิตสนับสุนในการพัฒนาประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในภาคตะวันออก ทำให้วิทยาเขตศรีราชาได้เปิดให้มีการเรียนการสนอมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งปีนี้มีอายุครบ 25 ปีพอดี” บางช่วงบางตอนที่ ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาครองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชากล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชนในห้องประชุมวิทยาเขต พร้อมกล่าวถึงความเป็นมาของวิทยาเขตแห่งนี้ 
22 สิงหาคม 2563 – 10:56 น.

“ ผมเดิมนั้น ไม่มีทั้งที่ดินทำกิน และมีหนี้สินมากมาย ท้อแท้มากครับเมื่อก่อน แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เมื่อผมรับการคัดเลือกจาก ส.ป.ก. ให้รับสิทธิ์เข้ามาทำกินบนผืนดินพระราชทาน โดยทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก ปีละ 931 บาท”
“ ส.ป.ก.ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเยอะมากทั้งปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ต่าง ๆที่นำมาปรับใช้ได้ เช่น แนวทางการทำเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีพืชหลัก พืชรอง พืชเสริม เพื่อสร้างรายได้ โดยพืชหลักคือ ผักสวนครัวชนิดต่าง ๆ ที่สร้างรายได้ให้ทุกวัน อาทิ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว โหระพา กะเพรา พริกขี้หนู เป็นต้น พืชรองที่สร้างรายได้เป็นรายเดือน ได้แก่ กล้วยน้ำว้า และพืชเสริม ที่สร้างให้ปีละครั้ง คือ ลำไยพันธุ์พวงทอง โดยการเลือกพืชชนิดที่ปลูก ผมใช้หลักตามการส่งเสริมของ ส.ป.ก. อีกนั่นคือ ตลาดนำการผลิต”
21 สิงหาคม 2563 – 16:57 น.
“ บอกได้ว่า ส.ป.ก. อยู่เคียงข้างผมมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น เข้ามาให้ความรู้ ในเรื่องของการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ การเลี้ยงไส้เดือน เอาปุ๋ยมูลไส้เดือนมาปลูกผัก และอื่น ๆ ผมก็ปฏิบัติตามคำแนะนำในทุกเรื่อง”
21 สิงหาคม 2563 – 16:30 น.

21 สิงหาคม 2563 – 15:02 น.
ด้วยมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการประกอบอาชีพจากการปลูกยางพาราเพียงชนิดเดียว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสานที่ปราศจากการใช้สารเคมีตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว พริกไทย เลี้ยงปลา เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงไก่ และเลี้ยงเป็ด เพื่อเพิ่มเสริมรายได้ อีกทั้งยังมีการทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง
ย่างก้าวแห่งการพัฒนา โดยมี เจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งดำเนินงานในลักษณะบูรณาการ ได้ก่อเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มชนิดพืชที่ปลูกมากขึ้น มีการอบรมถึงองค์ความรู้ต่าง ๆที่สำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และอาชีพ จนก่อเกิดความเข้มแข็งในอาชีพ และนำมาสู่การเพิ่มช่องทางประกอบอาชีพ เพิ่มช่องทางรายได้