รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน25 สิงหาคม 2563 – 17:55 น.

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนนหลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จับมือคมนาคม หนุนสถาบันเกษตรกรผลิตเสาหลักนำทางและแผ่นหุ้มแบริเออร์จากยางพาราธรรมชาติ

นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องการนำยางพารามาใช้เพื่อปรับปรุงเพิ่มความปลอดภัยทางถนน (Kick Off) โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณทางหลวงหมายเลข 3249 ตอนเขาไร่ยา – แพร่งขาหยั่ง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี  ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางพาราจากภาคตะวันออกมาร่วมงานดังกล่าวกว่า 2,000 คน โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตเสาหลักนำทาง และกระบวนการผลิตแผ่นหุ้มแบริเออร์ เป็นอุปกรณ์ด้านการจราจรที่พร้อมสำหรับนำไปติดตั้งบนถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนภายใต้แนวคิด “ยางพาราไทย เพิ่มความปลอดภัยในทุกเส้นทาง” โดยมีการถ่ายทอดสด Live ผ่านโปรแกรม Zoom กับชาวสวนยางในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศด้วย
 กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐโดยความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางมีศักยภาพในการผลิตเสาหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตยางพารา ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้มีการศึกษา วิจัย การนำยางพารามาใช้ในงานก่อสร้าง และอุปกรณ์ทางจราจร เพื่ออำนวยความปลอดภัยทางถนนได้เป็นผลสำเร็จ และได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยรายละเอียดในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพาราและสนับสนุนเครื่องมือและวัตถุดิบในการผลิตหลักนำทางและที่ครอบแบริเออร์ให้เป็นไปตามรูปแบบมาตรฐานและราคาตามที่กระทรวงคมนาคมกำหนด 
 

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่มีสมาชิกเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง จำนวน 807 แห่ง สมาชิก 223,155 ราย สมาชิกในครอบครัว จำนวน 900,224 ราย พื้นที่ปลูกยางพาราของสมาชิกสหกรณ์  3,462,646 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 820,647 ตัน/ปี ขณะที่สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารา ทั้งรวบรวมน้ำยางสด ยางก้อนถ้วน แปรรูปยางแผ่นรมควัน ยางเครป ยางแท่งและผลิตภัณฑ์จากยางพาราอื่นๆ  มีจำนวน 661 แห่ง ปริมาณรวม 475,258 ตัน/ปี มูลค่ากว่า 16,998 ล้านบาท  

รมช.มนัญญา ร่วมพิธีเปิดโครงการนำร่องทดลองใช้ยางพาราเป็นอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยทางถนน

 ขณะนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้ร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) และแผ่นยางธรรมชาติ  ครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจร              เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ให้กับผู้แทนของสถาบันเกษตรกรที่มีความพร้อม จัดครั้งที่ 1 ไปแล้วเมื่อวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดสตูล มีสถาบันเกษตรกร 13 แห่ง ในพื้นที่ 11 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดตรัง ยะลา นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี กระบี่ พัทลุง บึงกาฬ ลำปาง อุทัยธานี และระยอง ที่เข้าร่วมโครงการผู้ผลิตแผ่นยางธรรมชาติ                  ครอบกำแพงคอนกรีต เข้ารับการอบรม และครั้งที่ 2 จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2563 ที่จังหวัดจันทบุรี              มีสถาบันเกษตรกร 10 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัด ทั้งจากจังหวัดพัทลุง ยะลา ตรัง สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ บุรีรัมย์ ลำปาง เลย และอุทัยธานี ที่เข้าร่วมโครงการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ
  ทั้งนี้ สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน ที่มีศักยภาพในการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) มีจำนวน 18 แห่ง กำลังการผลิต 1,200 กิโลเมตร/ปี และมีสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง (RGP) จำนวน 13 แห่ง  กำลังการผลิต 832,800 ตัน/ปี ซึ่งโครงการส่งเสริมการผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติและผลิตยางแผ่นธรรมชาติครอบแบริเออร์ จะช่วยให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชน มีศักยภาพในการแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา จำนวน 31 แห่ง สามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ยางพาราได้ 5,384.09 ล้านบาท จากการคาดการณ์ในระยะที่ 1 นี้ จะสามารถรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกรได้ 34,481 ตัน

 และเมื่อคิดตลอดโครงการฯถึงปีงบประมาณ 2565 จะรวบรวมน้ำยางสดจากเกษตรกร เพื่อใช้ในการผลิตได้ 1.007 ล้านตัน เกิดการจ้างงานในชุมชน และช่วยกระดับราคายางพาราได้ไม่น้อยกว่า 30 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นเงินที่เกษตรกรจะได้รับ 30,018 ล้านบาท เป็นการสร้างกลไกตลาดที่ช่วยยกระดับและสร้างเสถียรภาพ ราคายางพารา และสร้างความเชื่อมั่นในอาชีพแก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราอีกด้วย ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว นอกจากจะลดความสูญเสีย ช่วยสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานรากของประเทศให้มีมั่นคงต่อไป

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์24 สิงหาคม 2563 – 18:46 น.

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนร่วมประชุมครม.สัญจร

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 ส.ค.63 นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และข้าราชการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ไปพบปะสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในจังหวัดระยอง ณ สหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ก่อนเข้าร่วมประชุมครม.สัญจร วันที่ 25 สิงหาคม นี้
 ทั้งนี้ในจังหวัดระยองมีสหกรณ์ในภาคการเกษตร สหกรณ์นอกภาคการเกษตร และกลุ่มเกษตรกร ที่อยู่ในการดูแล ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 131 แห่ง มีสมาชิกรวม 83,764 ราย และมีสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ 14 แห่ง  สินค้าการเกษตรหลัก ได้แก่ ยางพารา ทั้งน้ำยางสด/แห้ง ยางแผ่นดิบ และผลไม้ ตามฤดูกาล เช่นทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ปริมาณธุรกิจสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รวมทั้งสิ้น  13,001.52 ล้านบาท 
  

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวมอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในพื้นที่อำเภอวังจันทร์ที่มาร่วมในการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า รัฐบาลมีนโยบายใช้การตลาดนำการผลิตและให้ความสำคัญในการใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ เพื่อช่วยเหลือด้านการประกอบอาชีพและแก้ไขปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำให้กับเกษตรกร โดยส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นองค์กรหลักระดับอำเภอ ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการผลผลิตการเกษตรในพื้นที่และสามารถดำเนินธุรกิจได้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนการผลิตให้กับสมาชิก การรวบรวมผลผลิต  การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดกับภาคเอกชนและในเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อกระจายผลผลิตไปสู่ผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจในด้านสินเชื่อและบริการต่าง ๆ แก่สมาชิกและคนในชุมชน ซึ่งเป็นการดำเนินกิจกรรม ที่ส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และสามารถแก้ไขปัญหาความยากจนในกับประชาชนในพื้นที่ต่าง  ๆ ได้อย่างแท้จริง

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด จังหวัดระยอง ติดตามงานนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

 โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด – 19 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงบทบาทและความสำคัญของขบวนการสหกรณ์มากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรหลายพื้นที่ต้องประสบปัญหา ไม่สามารถขายผลผลิตได้เหมือนช่วงเวลาปกติ จำเป็นต้องใช้เครือข่ายสหกรณ์บรรเทาความเดือดร้อนโดยช่วยกันระบายผลผลิต ทั้งผลไม้ พืชผัก สินค้าประมงทั้งสดและแปรรูป จากสหกรณ์ต้นทางไปสู่สหกรณ์ผู้บริโภคปลายทาง ทำให้การกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว        ไม่เกิดการกระจุดตัวหรือเกิดความเสียหายและช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมด้วย ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง สหกรณ์จะได้มีพลัง ช่วยสร้างอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกร จึงอยากขอความร่วมมือในการร่วมกันขับเคลื่อนระบบสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับฐานรากของประเทศให้มีความมั่นคงต่อไป
จากนั้นได้มีพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ทั้งหนังสือ กสน.3 และกสน.5 ให้กับสมาชิกนิคมสหกรณ์ชะแวะ จำนวน 60 ราย  และเยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้านโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้ดำเนินการในพื้นที่จังหวัดระยอง ได้แก่ โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19  โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึง ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh From Farm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตรกร โครงการศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และโครงการเกษตรอินทรีย์
 สำหรับสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ จำกัด นั้น จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2521 ปัจจุบันมีสมาชิก 2,233 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 221 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจทั้งการให้สินเชื่อ รับฝากเงิน รบรวมผลผลิตและจัดหาสินค้ามาจำหน่ายเพื่อบริการสมาชิก ในปี 2563 สหกรณ์ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตการเกษตร ได้แก่ ยางพารา 499.02 ตัน มูลค่า 20.154 ล้านบาท  มังคุด 4.47 ตัน มูลค่า  480,000 บาท ทุเรียน โดยจำหน่ายผ่านออนไลน์ 6.66 ตัน มูลค่า 1.199 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์มีกำไร จากการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทุกชนิด รวมประมาณ 4.51 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนเงินสร้างโกดังรวบรวมยางพาราให้กับสหกรณ์ จำนวน 4.62 ล้านบาท และสนับสนุนเงินกู้จากองทุนพัฒนาสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ให้สหกรณ์นำไปรวบรวมผลไม้จากสมาชิกในฤดูกาลปีนี้ จำนวน 2 ล้านบาท
 นอกจากนี้ สหกรณ์ยังมีโครงการส่งเสริมอาชีพ โดยสนับสนับสนุนให้สมาชิกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังบริเวณอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพื่อนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค เน้นตลาดในพื้นที่ชุมชน โดยสหกรณ์ส่งเสริมพันธุ์ปลาให้กับสมาชิก จำนวน 1,500 ตัว/บ่อ และจัดหาอาหารปลามาจำหน่ายให้สมาชิก ซึ่งมูลค่าพันธุ์ปลารวม 4.04 ล้านบาทและมูลค่า การจำหน่ายอาหารปลา 21.18 ล้านบาท  ในอนาคต สหกรณ์มีแผนจะสร้างอาคารตลาดสินค้าเกษตรกรเพื่อให้สมาชิก นำสินค้ามาจำหน่าย และมีแผนพัฒนาแปลงทุเรียนของสหกรณ์ พื้นที่ 45 ไร่ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับการปลูกทุเรียนที่ได้มาตรฐาน เปิดให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณืได้มาศึกษาดูงานเพื่อนำไปพัฒนาการผลิตทุเรียนของตนเองได้ 
 ขณะที่นายสันติ ขจรเวชไพศาล  ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง กล่าวว่า สหกรณ์ได้สนับสนุนเกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังในอ่างเก็บน้ำประแสร์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างรายได้ให้กับสมาชิกได้เป็นอย่างดี ‘ปลาที่เลี้ยงเป็นปลาทับทิม ใช้เวลาเลี้ยง 4-6เดือน ขนาด1-1.5 กิโลจึงจับขาย ราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลละ 70-80 บาท ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาดแต่อย่างใด’ ประธานสหกรณ์นิคมชุมแสงจันทร์กล่าว
โอกาสนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้พบปะกับคณะกรรมการสหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรที่มารอต้อนรับ พร้อมกล่าวชื่นชมบทบาทของสหกรณ์ที่มีส่วนในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของอำเภอวังจันทร์ให้เข้มแข็ง สร้างการมีส่วนร่วมและความสามัคคีให้กับชาวบ้านในพื้นที่ และได้ให้กำลังใจเกษตรกรในการร่วมกันพัฒนาอาชีพ และร่วมมือกันทำงานในรูปแบบสหกรณ์ เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมจะให้การสนับสนุนและพัฒนาสหกรณ์ในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้สหกรณ์ทำหน้าที่ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น 

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน23 สิงหาคม 2563 – 10:33 น.

 รมช. เกษตรฯ ” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมช.กษ)ลงพื้นที่มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) อ.เมืองน่าน จ.น่านเมื่อเร็ว ๆ นี้  โดยมีนายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายกฤษณะ ดีปาละ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน นางสาวอรณัชชา สุวรรณชัย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำปาง ข้าราชการในสังกัด และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ

     รมช.กษ พร้อมคณะ เดินทางไปยัง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เพื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่ตัวแทนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน อ.เมืองน่าน จ.น่าน เพื่อรับมอบเอกสารสิทธิ กรณีการโอนสิทธิ และขอรับมรดกสิทธิ จำนวน 30 ราย 42 แปลง เนื้อที่ประมาณ 201-3-63 ไร่ พร้อมมอบงบประมาณในการทำฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้โครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราวสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพของแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน ประจำปีงบประมาณ 2563 ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน หมู่ที่ 9 ต.บ่อสวก อ.เมืองน่าน จ.น่าน จำนวน 10 แห่ง โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว เพื่อเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน และเพื่อเป็นการกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำ รอบบริเวณการสร้างฝายชะลอน้ำ และเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ป่าอีกทางหนึ่งด้วย

 นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินประมาณ  460,968 ไร่ คิดเป็น 6.27% ของพื้นที่จังหวัดน่าน ได้ดำเนินการจัดที่ดินแปลงเกษตรกรรม จำนวน 44,097 ราย 64,910 แปลง 348,439 ไร่ ที่ดินชุมชน (ที่อยู่อาศัย) จำนวน 6,559 ราย 6,810 แปลง 2,849 ไร่ รวมพื้นที่จัดที่ดิน จำนวน 50,656 ราย 71,720 แปลง 351,288 ไร่ ยังคงค้างพื้นที่ที่สามารถจัดได้อีกประมาณ 5,000 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือประมาณ 104,680 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่อื่นๆ เช่น แหล่งน้ำ ถนน ที่สาธารณะ ที่มีหนังสือสำคัญ และที่ป่าชุมชน

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

นายสุริยน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ส.ป.ก.น่าน มีแผนดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดน่าน จำนวน 825 ราย เนื้อที่ 2,000 ไร่ ขณะนี้ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 585 ราย 734 แปลง เนื้อที่ 3,444 ไร่ โดย รมช.กษ. (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้มอบนโยบายให้ ส.ป.ก. เร่งดำเนินการจัดสรรที่ดินตามแผนดำเนินการจัดที่ดินฯให้แก่พี่น้องเกษตรกรโดยเร็วที่สุด

 รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรจังหวัดน่าน

“ทั้งนี้ รมช.กษ. ได้มอบหมายให้ ส.ป.ก. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆโดยเฉพาะด้านแหล่งน้ำ รวมถึงพัฒนาอาชีพให้แก่พี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมทั้งให้ร่วมบูรณาการพัฒนาพื้นที่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุข” รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด22 สิงหาคม 2563 – 12:17 น.

สุโขทัยจัดงานรวมพลคนแปลงใหญ่ ศพก.และYoung Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายในจังหวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดสุโขทัยได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการรวมพลคนแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และ Young Smart Farmer จังหวัดสุโขทัย ที่บ้านหมอรีสอร์ท ต.เมืองเก่า อ.เมือง โดยมีนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดงาน และนายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวรายงานการจัดงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่, ศพก. และเกษตรกรรุ่นใหม่ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนได้เรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมา

ในงานมีการจัดแสดงผลงานแปลงใหญ่จังหวัดสุโขทัย สรุปผลการดำเนินงานปี 2563 ผลงานเด่นแปลงใหญ่ ได้แก่ 1) แปลงใหญ่มะม่วงโชคอนันต์ อ.ศรีนคร 2) แปลงใหญ่ปลาหมอชุมพร อ.กงไกรลาศ 3) แปลงใหญ่จิ้งหรีด อ.ศรีสัชนาลัย 4) แปลงใหญ่ส้มเขียวหวานแม่สิน อ.ศรีสัชนาลัย

องค์ความรู้ ศพก.ต้นแบบ ปี 2563 ได้แก่ ศพก.เครือข่าย ต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ (เกษตรกรต้นแบบ จ.ส.ท.สุทิน ทองเอ็ม) ศพก.หลักอำเภอกงไกรลาศ (เกษตรกรต้นแบบ นางกฐิน แสงมี) นิทรรศการสินค้าเกษตรเครือข่าย Young Smart Farmer / Smart Farmer / วิสาหกิจชุมชนจากทุกอำเภอในสุโขทัย และกลุ่มเกษตรอินทรีย์จังหวัดสุโขทัย (Organic Sukhothai) การเสวนาเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จจากแปลงใหญ่, ศพก., Smart Farmer และ Young Smart Farmer มีผู้ร่วมงานกว่า 200 คน

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยได้ดำเนินงานตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยการวางกลไก 3 เครือข่ายเกษตรกร เป็นหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรในพื้นที่ ตั้งแต่ ศพก.ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกรในชุมชน และนำไปสู่การขยายผลในการผลิตร่วมกันในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ และมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมในชุมชน สำหรับการสร้างเครือข่าย ซึ่งการทำงานร่วมกันในลักษณะนี้ จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขับเคลื่อนดำเนินการให้ภาคเกษตรเข้มแข็ง โดยใช้ศักยภาพของเกษตรกรแกนนำ ทั้งแปลงใหญ่ ศพก. และ young smart farmer

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้22 สิงหาคม 2563 – 11:45 น.

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  กล่าวระหว่างการลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานเพื่อสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด จังหวัดพิจิตร ว่า เป็นการติดตามโครงการภายหลังที่ตัวแทนสหกรณ์ประสงค์เข้าร่วมโครงการและได้รับแจกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทดลองปลูกตั้งแต่  7 มิ.ย.2563 ขณะนี้เกษตรกรได้เริ่มเก็บผลผลิตจำหน่ายในพื้นที่และสามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาสั้น ๆ เป็นโครงการที่กรมฯตั้งใจจะช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่วิกฤติโควิด 19  ระบาด  โดยหวังว่าจะเป็นช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งไม่มากก็น้อย
  “จากการสอบถามเกษตรกรที่เราคัดให้เข้าโครงการภายใต้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ของบริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ส่วนใหญ่มีความพอใจกับผลตอบแทนที่ได้รับ หักต้นทุน แล้วมีกำไรประมาณ  15,000  บาทต่อรอบการผลิต 73 วันในพื้นที่ทดลองปลูกเพียง 300  ตารางวา ซึ่งในอนาคตเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์จะเดินหน้าต่อโครงการนี้หรือไม่เป็นเรื่องที่สหกรณ์นั้นต้องไปหารือกันในกลุ่มสมาชิก เพราะกรมได้แต่เพียงสนับสนุนเรื่องโอกาสและเป็นพี่เลี้ยง นอกจากข้าวโพดหวานแล้ว ขณะนี้ได้ทราบว่ามีเอกชนอีกหลายรายที่เข้ามาส่งเสริมปลูกพืชหลังนาสร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์ในจังหวัดพิจิตร เช่น พริกซอส และกระหล่ำปลี  ซึ่งกรมได้แนะนำให้แต่ละสหกรณ์พิจารณาโครงการที่มีตลาดรองรับและควรทำเกษตรพันธะสัญญาเพื่อความมั่นคงของผู้เข้าร่วมโครงการปลูกพืชแต่ละชนิด  “  

ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้

นายสมศักดิ์ สีอุดทา ประธานสหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด เปิดเผยว่า ได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานมาปลูก  ในที่ดินของตนเอง หมู่ที่ 5 ตำบลทะนง อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ในพื้นที่ 300  ตารางวา หรือ 3 งาน  เพื่อทดลองว่าตนเองจะปลูกรอดหรือไม่ เพราะเดิมทำนา ขณะเดียวกันที่ลองปลูกเพียง  3  งาน จากที่ดินที่มีทั้งหมดประมาณ  8 ไร่ เพราะต้องการประเมินดูว่า ผลผลิตออกมาดีตามที่มีการระบุหรือไม่  ซึ่งตามรอบการผลิตจะใช้เวลาตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว  73  วัน แต่ขณะนี้ปลูกมาได้  70  วันได้ลองเก็บไปขายบางส่วน  ปรากฏว่าผลผลิตดีฝักสวยและรสชาติหวาน ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่สนใจมาขอซื้อถึงในไร่ข้าวโพด  ซึ่งได้เหลือผลผลิตไว้บางส่วน รอเก็บเกี่ยวเมื่อครบกำหนด เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพ

            ปลูกข้าวโพดหวานเพียง 73 วัน เสกกำไรเฉียด 2 หมื่น/ไร่ สมาชิกสหกรณ์จังหวัดพิจิตร เตรียมขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเพิ่มรายได้ “ ระยะเวลาปลูกข้าวโพดหวาน คือ 73  วันถึงจะเก็บได้ แต่ผมลองเก็บมาจำหน่ายก่อน โดยขายในพื้นที่ ขายเป็นฝักสดราคาฝักละ 10-15  บาท หรือหากขายเป็นกิโลกรัมจะขายในราคา 10 บาทต่อกก. ซึ่งข้าวโพดจะมีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณฝักละเกือบ 1 กก. คนที่ซื้อไปลองกินแล้วก็บอกกันปากต่อปากว่าข้าวโพดที่นี่อร่อย ทำให้มีคนเข้ามาซื้อที่สวนเพื่อนำไปบริโภคที่บ้านหรือนำไปจำหน่ายจนเกือบจะหมดแล้ว  สำหรับต้นทุนตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยวครั้งนี้ ลงทุนไป  4,500  บาท ผลผลิตที่คาดว่าจะได้ประมาณ  2,000 กิโลกรัม คาดว่ารอบนี้จะขายได้เงินประมาณ  20,000  บาท หักต้นทุนแล้วจะมีกำไรเหลือประมาณ  15,000  บาท  ซึ่งผมพอใจมาก เพราะทำนาใช้เวลา 4 เดือน เกี่ยวข้าวไปขายได้กำไรไร่ละไม่ถึง 1,000 บาท แต่ข้าวโพดหวานอายุ  73 วัน กำไรหลักหมื่น ซึ่งขณะนี้สมาชิกสหกรณ์ที่ผมเป็นประธานสนใจที่จะทำโครงการปลูกข้าวโพดหวานอีกประมาณ 15 ราย ดังนั้น จะต้องหารือกัน เพื่อทำเป็นโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหวานเพื่อสร้างอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก ”
 ด้าน นายสุพรรณ เสนารินทร์ สมาชิกสหกรณ์โคนมการเกษตรพิจิตร จำกัด อาศัยอยู่ที่หมู่ 5 ตำบลท้ายน้ำ อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า ได้เข้าโครงการนี้เช่นกัน ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานมาปลูกบนพื้นที่ 1ไร่ แต่เดิมเป็นที่นา เริ่มหยอดเมล็ดวันที่ 10 มิ.ย. 2563 คาดว่าผลผลิตจะได้เกือบ 3  ตัน /ไร่ ขณะนี้ได้เริ่มเก็บผลผลิตขาย ขายทั้งที่ในสวนและผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ ในราคากก.ละ 15 บาท คาดว่าจะได้กำไรจากการขายข้าวโพดหวานเกือบ 20,000 บาทซึ่งหลังจากนี้ตนเองจะขยายพื้นที่ปลูกเพิ่ม  สลับกับการปลูกพืชชนิดอื่นด้วย เพื่อจะสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
นางสาวไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตร   กล่าวด้วยว่า  ที่ผ่านมาเกษตรกรอาจยังไม่มั่นใจว่าจะทำได้หรือไม่  เมื่อกรมส่งเสริมสหกรณ์มีโครงการนี้ขึ้นมา และให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดได้เข้ามาแนะนำและจัดสรรเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวานให้กับสหกรณ์ต่างๆ  ได้นำไปกระจายต่อให้กับสมาชิกหสกรณ์ ซึ่งระยะแรกได้แนะนำให้เริ่มทดลองปลูกในพื้นที่เล็ก ๆ ไปก่อน หากทำได้ผลดีค่อยขยายเพิ่ม ซึ่งจากผลผลิตที่ออกมา เกษตรกรก็มีความพึงพอใจและเป็นพืชชนิดใหม่ที่มีความน่าสนใจ และในอนาคตสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรจะมีการขยายการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหวานให้กับสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี 22 สิงหาคม 2563 – 11:17 น.

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับโครงการอีอีซี 

  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ได้กำหนดให้วันที่ 26 ส.ค.ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาเขตเนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีในปีนี้ได้มีการจัดงานใหญ่”งานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 โดยมีพิธีเปิดงานไปเมื่อวันที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  
 

  โดยได้รับเกียรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา นายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ผู้นำชุมชน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก 

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี

                           นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์(กลาง) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 
 ระหว่างวันที่ 20-21 ส.ค. 63 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร นำโดยดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีและคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูผลการดำเนินงาน โครงการวิจัยในสาขาต่าง  ๆ ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา พร้อมกันนี้ยังร่วมพิธีเปิดงานงานเกษตรศรีราชาแฟร์”ครั้งที่15  เนื่องโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครอบรอบ 25 ปีของวิทยาเขตด้วย
ทั้งนี้ในช่วงบ่ายวันที่ 20 ส.ค.คณะสื่อมวลชนทั้งหมดได้เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลงานความก้าวหน้าของโครงการวิจัยและผลงานนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ ชมวิดีทัศน์ความเป็นมาของแต่ละโครงการโดยมี ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา  พร้อมด้วยคณบดีคณะต่าง ๆ และทีมนักวิจัยร่วมนำเสนอ 

               ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี   ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา กล่าวว่า วิทยาเขตศรีราชา นับเป็นวิทยาเขตแห่งที่ 3 ของหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มเปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรี ตั้งแต่ปี 2539 ปัจจุบันมีนิสิตทั้งสิ้น 11,000 คน ใน 5 คณะ ประกอบด้วย คณะวิทยาการจัดการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ศรีราชา คณะวิทยาศาสตร์ ศรีราชา คณะพาณิชยนาวีนาชาติ และคณะเศรษฐศาสตร์ ศรีราชา โดยมุ่งเน้นการผลิตกำลังคน เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพื้นที่ EEC การวิจัยและบริการวิชาการที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคม

              ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี   “ขอต้อนรับคณะสื่อมวลชนทุกท่านนะครับ วิทยาเขตแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นหลังจากรัฐบาลมีโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเกิดขึ้นศรีราชาก็ยกระดับให้มีการเรียนการสอนขึ้น จากเมื่อก่อนเป็นแค่สถานีวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่จะผลิตบัณฑิตสนับสุนในการพัฒนาประเทศทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในภาคตะวันออก ทำให้วิทยาเขตศรีราชาได้เปิดให้มีการเรียนการสนอมาตั้งแต่ปี 2539 ซึ่งปีนี้มีอายุครบ 25 ปีพอดี” บางช่วงบางตอนที่       ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาครองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชากล่าวต้อนรับคณะสื่อมวลชนในห้องประชุมวิทยาเขต พร้อมกล่าวถึงความเป็นมาของวิทยาเขตแห่งนี้ 
 จากนั้นทั้งหมดได้เยี่ยมชมระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงเพื่อการคำนวณเอไอ(AI )ที่ชื่อว่าโพไซดอน ซีสเต็ม(Poseidon System) ทึ่คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยรับฟังการบรรยายสรุปกลไกการทำงานจาก ผศ.ดร.อุมพร ตุงคะสิริ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศ ในฐานะรองหัวหน้าโครงการจัดตั้งสถาบันพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลเพื่ออีอีซีหรือ Digital Academy Thailand(DAT)ซึ่งปัจจุบันใช้ในการประมวลผลการคำนวณที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปไม่สามารถทำได้หรือทำได้ช้า
ก่อนที่มาเยี่ยมชมห้อง Co-work Space อาคาร26 คณะวิทยาศาสตร์ ศรีราชา นำโดยผศ.ดร.ภัทรวดี สุ่มทอง นาคมี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นห้องแรกที่เปิดโฮกาสให้นิสิตและประชาชนเข้ามาใช้นั่งทำงานแบบผ่อนคลายได้อย่างหลากหลายวัตถุประสงค์ทั้งการประชุมในห้องเก็บเสียง การสื่อสารแบบออนไลน์ คุยงานกลุ่ม ศึกษาค้นคว้าส่วนตัวและอื่น ๆ ซึ่งสามารถฟังเพลงและดื่มเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ตามอัธยาศัยและเป็นรูปแบบใหม่ของห้องทำงานที่ตอบโจทย์ในยุค New Normal  ได้เป็นอย่างดี
 เช้าวันต่อมาได้เข้าร่วมพิธีเปิดงานเกษตรศรีราชาแฟร์ โดยได้เรีบเกีบยรติจากนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาเขตศรีราชา ปีที่ 25 และเกษตรศรีราชาแฟร์ ครั้งที่ 15 ประจำปี 2563 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-30 สิงหาคม 2563 พร้อมเป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแด่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีนายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ผศ.น.สพ.ดร.เสรี กุญแจนาค รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา นายสันติ ศิริตันหยง รองนายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง ผู้นำชุมชน นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จังหวัดชลบุรี 

ม.เกษตรฯ ศรีราชา จัดใหญ่"งานเกษตรศรีราชาแฟร์"ครั้งที่15 ระหว่างวันที่ 21-30 ส.ค.63 พร้อมโชว์นวัตกรรมเทคโนโลยี5จี

             ผศ.ดร.อุมารินทร์ แสงพานิช หัวหน้าโครงการวิจัยเทคโนโลยีพลังงานสีเขียวกับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่น

 จากนั้นประธานในพิธีพร้อมคณะเดินเยี่ยมชมนิทรรศการทางวิชาการและผลงานวิจัยต่างๆภายในอาคาร13 พลศึกษา  ซึ่งเป็นเสนอผลงานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาห้องปฏิบัติการและการเรียนการสอนให้เป็นมาตรฐานสากลในการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี  ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านดิจิทัล ภายใต้มาตรฐานสากลร่วมกับศูนย์ ICDLTHAILAND ,การพัฒนาการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม ภายใต้ห้องปฏิบัติการและการเรียนการสอนที่เป้นมาตรฐานสากลร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์บริการ 
 การพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาและองค์ความรู้การเรียนการสอนเพื่อการรองอรับผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรมที่เป็นสากลร่วมกับสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ และจะสามารถพัฒนากำลังคนและอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกภายใต้มาตรฐานสากล และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศสู่เศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียนต่อไป
 อย่างไรก็ตามนอกจากนี้ภายในงาน เกษตรศรีราชาแฟร์ ยัง มีการจำหน่ายสินค้า อุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ จากทุกภาคทั่วประเทศ อาทิ สัตว์เลี้ยง เฟอร์นิเจอร์ สินค้าการเกษตร สินค้า OTOP ยานยนต์ และเทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น โดยในปี 2563 นี้ มีผู้เข้าร่วมออกร้านค้า จำนวน 615 ร้าน ซึ่งได้มีการพัฒนา และเพิ่มร้านค้า ที่มีความหลากหลาย และมีคุณภาพมากขึ้นทุกปีอีกด้วย

“สัมฤทธิ์ ตะพานทอง” เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน พลิกชีวิตด้วยหลัก”ตลาดนำการผลิต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สัมฤทธิ์ ตะพานทอง” เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก”ตลาดนำการผลิต” 

"สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต" 22 สิงหาคม 2563 – 10:56 น.

“สัมฤทธิ์ ตะพานทอง” เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก”ตลาดนำการผลิต” 

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกรด้วยวิธีการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

 พร้อมกันนี้ยังได้ทรงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ พร้อมพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โครงการผืนดินพระราชทานพื้นที่ 5 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา นครปฐม นครนายก พระนครศรีอยุธยา และปทุมธานี คือหนึ่งในงานสำคัญที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้ได้ปรากฏผลสำเร็จอย่างเด่นชัด ภายใต้รูปแบบของการบูรณาการการทำงาน ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ โดยยึดมั่นและน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ช่วยขจัดความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินบนผืนดินพระราชทาน จนสามารถอยู่ดี มีความสุข เกิดความมั่นคงในชีวิต

"สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต" 

                                        สัมฤทธิ์ ตะพานทอง  เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน

"สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต" 

นายสัมฤทธิ์ ตะพานทอง เกษตรกรวัย 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 170 หมู่ 6  บ้านคลอง30 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก คือ หนึ่งในต้นแบบเกษตรที่ประสบความสำเร็จ อันเกิดขึ้นจากการทำงานด้วยความมุ่งมั่น วิริยะ อุตสาหะของ ส.ป.ก.  ที่วันนี้สามารถสร้างรายได้เฉลี่ย จากการจำหน่ายผลผลิตจากแปลงเกษตรกรรมบนผืนดินพระราชทาน เนื้อที่ 20 ไร่ 2 งาน 8 ตารางวา ถึงเดือนละ 40,000-50,000 บาท

                "สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต"  “ ผมเดิมนั้น ไม่มีทั้งที่ดินทำกิน และมีหนี้สินมากมาย ท้อแท้มากครับเมื่อก่อน แต่ทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เมื่อผมรับการคัดเลือกจาก ส.ป.ก. ให้รับสิทธิ์เข้ามาทำกินบนผืนดินพระราชทาน โดยทำสัญญาเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก ปีละ 931 บาท”
โดยหนึ่งในการสนับสนุนที่สำคัญของ ส.ป.ก. คือ การเสริมสร้างแนวคิดด้านการตลาด ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้แนวทาง “ ตลาดนำการผลิต” และได้เป็นหัวใจสำคัญของการนำมาซึ่งความสำเร็จของลุงสัมฤทธิ์ ในวันนี้

              "สัมฤทธิ์ ตะพานทอง" เกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน  พลิกชีวิตด้วยหลัก"ตลาดนำการผลิต"  “ ส.ป.ก.ได้เข้ามาช่วยสนับสนุนเยอะมากทั้งปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ต่าง ๆที่นำมาปรับใช้ได้ เช่น แนวทางการทำเกษตรแบบผสมผสาน ที่มีพืชหลัก พืชรอง พืชเสริม เพื่อสร้างรายได้ โดยพืชหลักคือ ผักสวนครัวชนิดต่าง ๆ ที่สร้างรายได้ให้ทุกวัน อาทิ คะน้า กวางตุ้ง ผักกาดขาว โหระพา กะเพรา พริกขี้หนู เป็นต้น พืชรองที่สร้างรายได้เป็นรายเดือน ได้แก่ กล้วยน้ำว้า และพืชเสริม ที่สร้างให้ปีละครั้ง คือ ลำไยพันธุ์พวงทอง โดยการเลือกพืชชนิดที่ปลูก ผมใช้หลักตามการส่งเสริมของ ส.ป.ก. อีกนั่นคือ  ตลาดนำการผลิต”
“ ชีวิตผมพลิกได้ เพราะทุกอย่างที่ปลูก เป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ ขอเพียงทำให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค อย่างผักสวนครัวนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องบริโภคทุกวัน อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบด้านการลงทุนด้วย ลงทุนน้อยกว่าพืชอื่น ๆ และเราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องจ้างใคร ทำให้ต้นทุนค่าจ้างแรงงานเราไม่มี” ลุงสัมฤทธิ์ กล่าว
โดยที่ลุงสัมฤทธิ์ได้เน้นย้ำ คือ การทำการเกษตรนั้น สิ่งสำคัญต้องมีตลาดรองรับ ต้องรู้ว่าปลูกแล้วจะขายที่ไหน ขายอย่างไร
“ เพราะความต้องการของแม่ค้าแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน อย่าง กะเพรา แม่ค้าที่เข้ามารับซื้อที่สวนผมจะชอบพันธุ์แบบใบเล็ก ๆ ถ้าเป็นพันธุ์แบบใบใหญ่ ไม่ต้องการ แม่ค้าบอกไม่หอม พอเรารู้ตลาดก็จะรู้ว่าควรปลูกอะไรอย่างไรที่ตรงกับความต้องการ ตอนนี้ผมแบ่งพื้นที่ออกมาประมาณ 5 ไร่ เพื่อปลูกผักทุกอย่างที่ตลาดต้องการ วันหนึ่งจะมีเงินเข้าบ้านจากการเก็บผักขายหลักพันครับ”
“ ดังนั้น สำหรับผู้สนใจที่อยากมาทำเกษตร ผมขอแนะนำว่า ควรเริ่มจากการปลูกน้อย ๆก่อน เรียนรู้ทั้งวิธีปลูก วิธีดูแล และสุดท้ายเรียนรู้ด้านตลาด ด้วยการเอาผักออกไปขายเองตามตลาดก่อน ทำให้แม่ค้าเห็นว่า เรามีผักดีมีคุณภาพ จากนั้นก็ติดต่อกับแม่ค้าให้เข้ามารับซื้อผักถึงที่สวนของเรา ผมทำมาแบบนี้ เริ่มจากที่น้อย แล้วเอาไปขาย เริ่มหาตลาด พอมีตลาดก็ขยายพื้นที่ปลูกเยอะได้” ลุงสัมฤทธิ์ กล่าว
สำหรับรายได้ที่รับในแต่ละวัน แต่ละเดือน และแต่ละปีนั้น ลุงสัมฤทธิ์ยังเน้นการบริหารเงินอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมาย โดยบอกว่า  จะจัดแบ่งออกเป็นกอง ๆ เช่น กองที่หนึ่ง เป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว กองที่สอง เพื่อเป็นเงินสะสมเก็บออมไว้ และกองที่สาม เพื่อเป็นเงินปลดหนี้ เป็นต้น
“ ตอนนี้ผมมีหนี้ค้างอยู่กับธนาคารอีกประมาณ 300,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะปลดหนี้ก้อนนี้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน”ลุงสัมฤทธิ์กล่าว
ทั้งหมดนี้ คือ อีกหนึ่งต้นแบบความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรบนผืนดินพระราชทาน ที่ดำเนินการโดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่จังหวัดนครนายกแห่งนี้

“วิโรจน์ บุญวงศ์” กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“วิโรจน์ บุญวงศ์” กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

"วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 21 สิงหาคม 2563 – 16:57 น.

“วิโรจน์ บุญวงศ์” กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

ความสำเร็จในอาชีพทำสวนมังคุด คุณภาพ GAP เพื่อการส่งออกของ นายวิโรจน์ บุญวงศ์  เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ตำบลท่าเสม็ด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่เกิดขึ้นได้ในวันนี้ เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการจัดทำโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำใสอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ขึ้นที่ ตำบลวังอ่าง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อครั้งเสด็จแปรพระราชฐานประทับแรม ณ โรงปูนซีเมนต์ทุ่งสง อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2521
 “ก่อนหน้านี้ ลำบากมาก น้ำแม้จะกินจะใช้ก็ไม่มี ลำบากที่จะอยู่” ลุงวิโรจน์สะท้อนถึงสภาพชีวิตที่เคยเกิดขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้แต่เมื่อมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเกิดขึ้น มีน้ำเพื่อกินและใช้ รวมถึงทำการเกษตร จึงทำให้ลุงวิโรจน์มองเห็นถึงช่องทางการสร้างอนาคตใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจกรรมการทำเกษตร จากเดิมที่ทำนาเพียงอย่างเดียวมาสู่การทำเกษตรผสมผสาน โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการพัฒนาอาชีพ
“ เพราะว่าเกษตรผสมผสานจะทำให้เรามีกิน ทำให้เราไม่เดือดร้อนเรื่องปัญหาต่างๆ มีทุกอย่างที่กินแล้วกินทุกอย่างที่เราปลูก” ลุงวิโรจน์ กล่าว

"วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

ในการเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน ลุงวิโรจน์ บอกว่า สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. นับเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่มีบทบาทอย่างมากในการเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนด้านต่าง ๆ จนสามารถสร้างความสำเร็จในอาชีพ

           "วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย  “ บอกได้ว่า ส.ป.ก. อยู่เคียงข้างผมมาตลอดตั้งแต่เริ่มต้น  เข้ามาให้ความรู้ ในเรื่องของการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ  การเลี้ยงไส้เดือน เอาปุ๋ยมูลไส้เดือนมาปลูกผัก และอื่น ๆ  ผมก็ปฏิบัติตามคำแนะนำในทุกเรื่อง”
ทั้งนี้สำหรับการพัฒนาในพื้นที่ตามโครงการพระราชดำริของจังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ได้เข้าไปดำเนินการในด้านการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรทั้งที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันผลแห่งการพัฒนาที่ ส.ป.ก. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมได้เกิดความสำเร็จขึ้นกับการประกอบอาชีพของเกษตรกรทั้งในลักษณะรายบุคคล รายกลุ่ม และเชิงพื้นที่ ดั่งเช่น ลุงวิโรจน์ เกษตรกรต้นแบบผู้นี้

"วิโรจน์ บุญวงศ์" กับสวนมังคุด GAP ที่ชะอวด บนแนวคิด ทำให้ดีมีคุณภาพ ไม่ต้องเร่งขาย 

ก้าวการพัฒนาในอาชีพของลุงวิโรจน์ ได้มีการปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตร ที่สร้างรายได้ และในวันนี้ มังคุด ได้กลายเป็นไม้ผลสร้างรายได้หลักให้กับลุงวิโรจน์ โดยเฉพาะการผลิตมังคุดนอกฤดู
 “ การทำอาชีพเกษตรปลูกไม้ผลที่ผมทำอยู่โดยเฉพาะมังคุด ถ้าไม่มีน้ำช่วยรับรองเราเดินไม่ได้ แต่พอมีโครงการพระราชดำริฝายส่งน้ำห้วยน้ำใส ทำให้เรายกระดับจากปีละครั้งมาเป็นปีละ2ครั้งได้ ผมพูดแล้วมันซาบซึ้งมาก ที่พระองค์ท่านสร้างเขื่อนไว้”
“ อีกสิ่งที่ต้องใส่ใจ นั่น คือ คุณภาพของดินในสวน เราต้องมีการปรับปรุงดินให้มีคุณสมบัติที่ดี เช่น การใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หญ้าก็ปล่อยให้ขึ้นบ้าง เพื่อช่วยคลุมหน้าดิน ป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน รวมถึงต้องเรียนรู้ถึงเทคนิคการจัดการดูแลต้นมังคุดในช่วงต่าง ๆ เพื่อให้ติดดอกออกผลดี” ลุงวิโรจน์ กล่าว
นอกจากจะต้องจัดการดูแลให้ต้นมังคุดติดดอกออกผลได้ดีตรงตามฤดูกาลแล้ว ลุงวิโรจน์ บอกอีกว่า ต้องเน้นเรื่องคุณภาพและความปลอดภัยต่อคนกินด้วย ดังนั้นเมื่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เข้ามาส่งเสริมด้านคุณภาพผลผลิต โดยการเข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP ผมจึงสมัครเข้าร่วม และดำเนินการตามแนวทางการผลิตพืช GAP และได้รับการรับรองให้สวนมังคุดผ่านมาตรฐาน GAP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“ การรับรอง GAP สิ่งแรกที่เราได้ คือ ลดการใช้สารเคมี โดยเฉพาะหญ้าไม่ฉีดเลย ทำให้จุลินทรีย์ในดินไม่เสื่อม เรียกว่ามีแต่ข้อดี ๆ เลย สำหรับ GAP”
จากการได้รับรองมาตรฐาน GAP จึงทำให้ผลผลิตมังคุดจากสวนของลุงวิโรจน์ได้กลายเป็นที่ต้องการของผู้ส่งออกในแบบที่เรียกว่า มีปริมาณผลผลิตเท่าไร พ่อค้าเข้ามารับซื้อหมด 
“ดังนั้นจึงขอแนะนำเพื่อนเกษตรกรว่า ขอให้ทำของดีมีคุณภาพ เป็นหลัก ต้องอย่าทำแบบต้องไปเร่ขายเอง ทำทำไม ต้องทำให้เขามาซื้อที่สวนเอง” ลุงวิโรจน์ กล่าวในท้ายที่สุด
เพราะความทุ่มเทเพื่อการพัฒนา ผลแห่งการนำความรู้และแนวทางที่ได้รับไปปฏิบัติจริง เน้นผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด จึงก่อเกิดผลสำเร็จให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้นี้ วิโรจน์ บุญวงศ์  เกษตรกรต้นแบบในเขตปฏิรูปที่ดินแห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช

รมช.กษ.’ธรรมนัส’ ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้ พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ.’ธรรมนัส’ ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้ พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

รมช.กษ.'ธรรมนัส' ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้  พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ21 สิงหาคม 2563 – 16:30 น.

รมช.กษ.’ธรรมนัส พรหมเผ่า’ เป็นประธานประชุม คปก.ครั้งที่ 5/2543 ผ่านระบบ Web Conference พิจารณาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบ ภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) 
เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(คปก.)ครั้งที่ 5/2543 ผ่านระบบ Web Conference 
ณ ห้องประชุมไชยยงค์ ชูชาติ ส.ป.ก. ถ.ราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ โดยมีวาระสำคัญในการพิจารณาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบ ภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 

รมช.กษ.'ธรรมนัส' ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้  พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กษ. กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งทุน โครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค แหล่งน้ำ
และปัจจัยต่าง ๆ อันจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตลอดจนเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามแนวนโยบายการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล จึงได้มอบหมายให้ ส.ป.ก. เสนอแนวทางการปรับปรุง แก้ไขและยกร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจน ยืดหยุ่น สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการลดความเลื่อมล้ำทางสังคม และช่วยเหลือผู้ไร้ที่ทำกินได้เพิ่มขึ้น 

รมช.กษ.'ธรรมนัส' ประธานประชุม คปก. ปรับปรุง ก.ม. ภายใต้  พ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวว่า แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์โลก แต่ก็ยังพบปัญหาการทำผิดกฎหมายและระเบียบของ ส.ป.ก. และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และรองรับการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ จึงได้ระดมความคิดเห็นร่วมกับคณะผู้บริหาร ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ทั้งจากสำนักกฎหมาย สำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน สำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน และปฏิรูปที่ดินจังหวัด ตลอดจนนักกฎหมายชั้นแนวหน้าของกรม เพื่อหารือและเสนอแนวทางการแก้ไขกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันและใช้เป็นข้อมูลประกอบการทบทวนและการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบกพร่องบางประการของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

 โดยมีประเด็นการกำหนดพื้นที่ชุมชน กิจการในชุมชน การดำเนินการเกี่ยวกับกิจการเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน และการจัดเก็บรายได้เข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม รวมไปถึงประเด็นการแก้ไขกฎหมายและระเบียบ (ภายใต้พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และการแก้ไขระเบียบกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เอื้อต่องานพัฒนา รวมไปถึงเรื่องการให้บริการต่าง ๆ ของ ส.ป.ก. ผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ที่ประชุม คปก. ได้พิจารณาอนุมัติให้ใช้ที่ดินแปลงเกษตรกรรม เพื่อการศาสนาจำนวนเนื้อที่ไม่เกิน 15 ไร่ สำหรับการจัดตั้งศาสนสถานตามประเพณีนิยมแห่งท้องถิ่น ตลอดจนกิจการเกี่ยวเนื่องกับการเกษตรในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน และอนุมัติงบเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร 5 โครงการ วงเงิน 95 ล้านบาท รวมทั้งเห็นชอบแผนงานโครงการปี 2564 ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นที่ฐาน การพัฒนาอาชีพให้แก่เกษตรกร เพื่อให้สอดคล้องกับการนำเงินกองทุนฯ ไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ ของ ส.ป.ก. ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

“การพิจารณาแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายของ ส.ป.ก. ครั้งนี้ ต้องยึดหลักพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเจตนารมณ์ของการก่อเกิดของ ส.ป.ก. เป็นหลักเพื่อกำหนดรูปแบบ ทิศทางที่ชัดเจน และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร และประชาชนในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และเพื่อให้ ส.ป.ก.สามารถดำเนินการขับเคลื่อนงานปฏิรูปที่ดินให้เดินหน้าไปอย่างเข้มแข็งต่อไป” เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์21 สิงหาคม 2563 – 15:02 น.

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์

“ วันนี้เรามีความสุขในการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ถ้าไม่เดินตามพระองค์ท่าน จะไม่มีโอกาสในเรื่องของความสำเร็จที่เกิดขึ้นในชุมชนของเรา  ไม่มีโอกาสในเรื่องของศูนย์เรียนรู้ชุมชน ไม่มีโอกาสในเรื่องของสหกรณ์ผู้ผลิตยางพาราดีเด่น ไม่มีโอกาสในเรื่องของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดีเด่น”
นั่นคือ เสียงสะท้อนจากความรู้สึกของ นายมนูญ สุขรัตน์ เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่บ้านทุ่งยาว หมู่ที่ 11 ตำบลโคกม่วง อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง  โดยเขาและคนในชุมชนแห่งนี้ ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง  
 “ แต่ก่อน ผมและคนในหมู่บ้านทุ่งยาวทำสวนยางพารากันอย่างเดียวครับ เพราะช่วงก่อนเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ๆ แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ราคายางพาราตกต่ำลงอย่างมาก โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้พวกเราต้องกลับมาทบทวนคิดกันใหม่ว่า ทำอย่างไรจึงจะทำให้ชีวิตเกิดความพอดีมีความพอเพียง มีความมั่นคงทางด้านอาหารในครัวเรือนเป็นหลัก” ลุงมนูญกล่าว
 

คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์

โครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้การส่งเสริมของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดพัทลุง ได้เป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับคนในชุมชนแห่งนี้ และลุงมนูญ คือหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการฯที่ประสบผลสำเร็จ

                 คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์ ด้วยมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการประกอบอาชีพจากการปลูกยางพาราเพียงชนิดเดียว มาสู่การทำเกษตรแบบผสมผสานที่ปราศจากการใช้สารเคมีตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว พริกไทย เลี้ยงปลา เลี้ยงผึ้ง เลี้ยงไก่ และเลี้ยงเป็ด เพื่อเพิ่มเสริมรายได้ อีกทั้งยังมีการทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นใช้เอง 
“ ในช่วงการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากสวนยางบางส่วนมาเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานนั้น เราจะเน้นในพืชที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ไว และจำเป็นต้องใช้กันในครัวเรือน เราเริ่มปลูกตะไคร้ก่อน แล้วตามด้วย ข่า ขมิ้น ซึ่งใช้เวลาปลูกประมาณ 5 เดือน สามารถเก็บมาใช้และนำไปขายได้ พอทำมาได้ 1 ปี เราก็สามารถตัดกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และจับปลาที่อยู่ในสระน้ำขายได้อีก ” ลุงมนูญกล่าว

                 คนบ้านทุ่งยาว เมืองพัทลุง เดินตามแนวพระราชดำริ เก็บผลผลิตจากสวน แปรรูปเป็นเครื่องแกงรสเด็ด ขายผ่านออนไลน์  ย่างก้าวแห่งการพัฒนา โดยมี เจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก. รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งดำเนินงานในลักษณะบูรณาการ ได้ก่อเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มชนิดพืชที่ปลูกมากขึ้น มีการอบรมถึงองค์ความรู้ต่าง ๆที่สำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิต และอาชีพ จนก่อเกิดความเข้มแข็งในอาชีพ และนำมาสู่การเพิ่มช่องทางประกอบอาชีพ เพิ่มช่องทางรายได้ 
โดยหนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ มีการนำพืชผลที่ปลูกในท้องถิ่นมาแปรรูปเป็นเครื่องแกงใต้จำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ สอดรับกับแนวทางการส่งเสริมตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้มีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อชีวิตความอยู่ของครอบครัวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และจากความสำเร็จได้กลายเป็นต้นแบบให้กับเพื่อนเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินที่อยู่ใกล้เคียง
เครื่องแกงใต้ ที่ประกอบด้วย 4 ชนิดหลัก คือ แกงเผ็ด แกงส้ม แกงกะทิ และแกงเขียวหวาน ที่มีความเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว จะเน้นการนำวัตถุดิบคุณภาพดีที่เก็บสดมาจากสวน ไม่ว่าจะเป็น ข่า ตะไคร้  ขมิ้น พริกขี้หนู พริกไทย และอื่นๆ  มาแปรรูปผ่านกรรมวิธีที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น เน้นในเรื่องของความสะอาด และการไม่ใช้สารกันบูด จากการผลิตที่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ได้รับเครื่องหมายรับรองต่าง ๆ เช่น เครื่องหมาย อย. เครื่องหมายฮาลาล และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)  เป็นต้น
“ ตอนนี้ได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านทุ่งยาวพัฒนา มีสมาชิก 65 คน ภายใต้ แบรนด์ ครกทอง โดยช่องทางจำหน่าย นอกจากจำหน่ายผ่านทาง Facebookแล้วยังจำหน่ายผ่าน Websiteของ ส.ป.ก.  www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com และwww.otoptoday.com หรือจะโทร.สั่งผ่านหมายเลข 09-5731-1080 ก็ได้เรามีบริการจัดส่งให้”
 “ ในวันนี้ผมบอกได้คำเดียวว่า ถ้าพี่น้องเกษตรกรในประเทศไทย เดินตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่าน ไม่ว่า เกษตรทฤษฎีใหม่  หรือ เศรษฐกิจพอเพียง และอื่น ๆ รับรองว่า ถึงแม้ว่า จะมีสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำประมาณไหนก็ไม่เดือดร้อนอย่างแน่นอน เพราะพระองค์ท่านสอนให้รู้จักการสร้างความเข้มแข็งในครัวเรือนเป็นหลัก ดังนั้นขอให้ยึดตามแนวทางของพระองค์ท่านเถอะครับ” ลุงมนูญกล่าว
ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่บ้านทุ่งยาว จังหวัดพัทลุง อีกหนึ่งตัวอย่างการพัฒนาเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืนของ ส.ป.ก.