ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี21 สิงหาคม 2563 – 13:27 น.

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)พร้อมด้วย ว่าที่พันตรี ศักดิ์ระพี แพร่งสุวรรณ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมการดำเนินงานก่อสร้างถนนในแปลงเกษตรกรรมและงานพัฒนาแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน โครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของสภาเกษตรกรประชาชน 4 ภาค และรับฟังการรายงานปัญหาของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ณ ตำบลกลัดหลวง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี 

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี

                                นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

จากนั้นในเวลา 13.30 น. รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เข้าประชุมหารือกำหนดแนวทางโครงการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค ร่วมกับ ประธานการประชุมฯ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี, นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, ว่าที่พันตรี ศักดิ์ระพี  แพร่งสุวรรณ  ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี, เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน กำหนดมาตรการและหารือแนวทางในการจัดการที่ดินอย่างเป็นรูปธรรม บูรณาการแก้ไขปัญหา ติดตาม ประสาน สนับสนุนหรือเร่งรัดการดำเนินการร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำเสนอคณะอนุกรรมการฯ ในปลายเดือนสิงหาคม ณ ห้องประชุมสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี ชั้น 2 อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

ส.ป.ก. ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาที่ดินสภาประชาชน 4 ภาค และร่วมประชุมหารือกับผู้ว่าฯเพชรบุรี

                              นายสุริยน พัชรครุกานนท์  รองเลขาธิการ ส.ป.ก.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม20 สิงหาคม 2563 – 17:42 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม สนับสนุนทุนการศึกษาต่อ ปวส. และปริญญาตรี ให้บุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์

กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สนับสนุนทุนการศึกษาปวส.และปริญญาตรีให้บุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์โคนม ตลอดหลักสูตร ระยะเวลาโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566 เบื้องต้นจัดสรรเงินจากดอกผลของกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษา จำนวน 23.187 ล้านบาท    
 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาต่อในระดับ ปวส. และปริญญาตรีให้กับบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ ว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ทำข้อตกลงร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยจะจัดสรรดอกผลจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาสัตวศาสตร์ ให้กับบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม จำนวน 13 ทุน ซึ่งเป็นทุนอุดหนุนให้ตลอดหลักสูตร กำหนดระยะเวลาของโครงการไว้ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 – 2565 โดยเป็นการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชมงคลศรีวิชัย  และปีนี้กรมได้ขยายผลสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตรด้วย ตั้งแต่ระดับปวส. จนถึงปริญญาตรี เน้นสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2564 – 2566  แบ่งทุนการศึกษาระดับ ปวส. มีจำนวน 150 ทุน และระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) 2 ปี จำนวน 60 ทุน โดยเป็นการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และทุนเพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 4 ปี กับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกจำนวน 30 ทุน 
 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ต่อยอดจากปี 2560 ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับสถานศึกษาต่าง ๆ  ดำเนินโครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม ซึ่งเป็นอาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อเกษตรกร  ผู้เลี้ยงโคนม โดยเปิดโอกาสบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม หรือสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกเลี้ยงโคนม เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมได้แก่ สาขาสัตวแพทยศาสตร์และสาขาสัตวศาสตร์ และกรมฯ ได้จัดสรรดอกผลจากเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษา เพื่อให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมได้นำความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย กลับไปต่อยอดอาชีพเลี้ยงโคนมและพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว เพื่อช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมให้มีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ได้รับทุนการศึกษาแล้ว 10 คน เป็นสาขาสัตวแพทยศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4 คนและสาขาสัตวศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนและมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวม 6 คน เงินทุนศึกษาตลอดหลักสูตร รวม 2.519 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จับมือ 3 หน่วยงาน สานต่ออาชีพการทำเกษตรและการเลี้ยงโคนม

และในปีนี้ กรมฯ ได้เพิ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าร่วมในโครงการความร่วมมือ ทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมให้กับบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม ในปีการศึกษา 2563-2565 ด้วย  อีกจำนวน 13 ทุน ทุนการศึกษารวม 1.746 ล้านบาท  
สำหรับวงเงินจากดอกผลของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เตรียมไว้เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมและสหกรณ์ภาคการเกษตรในเบื้องต้นขณะนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 23.187 ล้านบาท โดยมีหลักเกณฑ์ คือ ทางสถานศึกษาจะจัดสรรโควตาในการรับนิสิตนักศึกษาเข้าศึกษาต่อทั้งระดับ ปวส. และปริญญาตรี กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสนับสนุนทุนการศึกษาให้จนจบหลักสูตร และสหกรณ์ที่สมาชิกสังกัดอยู่อาจร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายอื่นให้เพิ่มเติมนอกเหนือจากทุนการศึกษา ซึ่งเมื่อบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ที่ขอรับทุนดังกล่าวได้เรียนจนจบการศึกษาแล้วขอให้กลับมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเป็นที่ปรึกษาของสหกรณ์ ไม่น้อยกว่า 5 ปี ตามข้อตกลงกับสหกรณ์ที่สังกัด

“เราอยากจะผลักดันเด็กรุ่นนี้กลับมาอยู่ในภาคการเกษตร เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ และเป็นกำลังสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาวงการสหกรณ์ จึงเริ่มจากการสร้างบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์ก่อน ให้ทุนเรียนต่อเพื่อจบมาจะได้เป็นผู้ประกอบอาชีพการเกษตร อีกสักระยะหนึ่งก็ดึงเขาเข้ามาในระบบสหกรณ์ เป้าหมายสุดท้าย คือ ต้องการอยากเห็นเด็กเหล่านี้กลับมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในอนาคต ซึ่งจะทำให้องค์กรสหกรณ์ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงได้หารือกับผู้บริหารของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งมีสำนักวิชาทรัพยากรการเกษตรอยู่ และหารือกับทางเลขาธิการคณะกรรมการ การอาชีวะศึกษา เพื่อเปิดโอกาสให้เรียนต่อในระดับปวส.และปริญญาตรีต่อเนื่อง ปีนี้กรมฯได้จัดสรรทุนการศึกษาไว้ 23 ล้านบาท และถ้าได้ผลดีปีหน้าจะขยายเพิ่มขึ้น และจะดึงสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ด้วยในปีต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
 ปัจจุบันมีสหกรณ์ในภาคการเกษตร จำนวน 3,486 แห่ง สมาชิกกว่า 6.4 ล้านครอบครัว ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์มโคนมและทำประมงซึ่งอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนไทย แรงงานในภาคการเกษตรขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ขณะเดียวกันสหกรณ์ภาคการเกษตรยังคงขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ มาส่งเสริมสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการสร้างความมั่นคงในอาชีพการทำเกษตร ด้วยการสร้างคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ให้มีความรู้และทักษะที่พร้อมกลับมาสานต่ออาชีพการทำเกษตรของครอบครัว รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสหกรณ์และชุมชน ให้เจริญก้าวหน้าและเติบโตอย่างมั่นคงต่อไป 
ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ (MOU) กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2563 ณ กรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพฯ มีนายณรงค์ แผ้วพลสง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ศาสตราจารย์ ดร.สุวัจน์ ธัญรส อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และศาสตราจารย์ ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมในการลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว 

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน19 สิงหาคม 2563 – 16:45 น.

“ทองเปลว กองจันทร์”อธิบดีกรมชลประทาน นำทีมเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วม รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน หลังกรมอุตุฯประกาศเตือนมีฝนตกชุก

วันนี้ (19 ส.ค. 2563) ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดี- กรมชลประทาน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน(ด้านบำรุงรักษา) เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากฤดูฝนปี 2563

และการติดตามการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5,6,7,8 และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมลำน้ำพอง สำนักงานชลประทานที่ 6 จังหวัดขอนแก่น

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศของกรมอุตินิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศในช่วงระหว่างวันที่ 14-20 สิงหาคม 2563 จะเกิดฝนตกฟ้าคะนอง ร้อยละ 40-60 ของพื้นที่ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน (จังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม) ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกฉียงเหนือ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมกันประมาณ 3,568 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 34 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 1,956 ล้าน ลบ.ม. ยังสามารถรับน้ำได้รวมกันอีกกว่า 7,000 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีการจัดสรรน้ำไปแล้วประมาณ 1,289 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 38 ของแผนการจัดสรรน้ำ มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวไปแล้วกว่า 3 ล้านไร่

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงมาตราการบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำชี-แม่น้ำมูลว่า กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดจราจรทางน้ำโดยเร่งระบายน้ำจากแม่น้ำชีให้ไหลลงแม่น้ำมูลออกสู่แม่น้ำโขงโดยเร็ว ด้วยการเปิดบานระบายของเขื่อนในแม่น้ำชีทุกแห่ง และใช้เครื่องผลักดันน้ำเข้าไปเสริม รวมทั้งชะลอน้ำจากแม่น้ำมูลโดยการลดบานระบายของเขื่อนราศีไศลลง

“ซึ่งจะควบคุมไม่ให้เกิดผลกระทบบริเวณด้านเหนือของเขื่อนราศีไศลด้วย หากปริมาณน้ำในแม่น้ำมูลที่ไหลมาจากจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ มีปริมาณมาก จะทำการยกบานระบายทั้งหมดพ้นน้ำทันที เพื่อลดการเกิดผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่”ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของลุ่มน้ำยังที่มีฝนตกชุก นั้น กรมชลประทาน ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อเตรียมการรับสถานการณ์ฤดูน้ำหลากปี 2563 ด้วยการจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจป้องกันอุทกภัยลุ่มน้ำยัง มีการเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ เพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัย

“รวมไปถึงการจัดจราจรทางน้ำโดยการตัดยอดน้ำในลำน้ำยัง ลงสู่ลำห้วยวังหลวง และแก้มลิงธรรมชาติ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังได้วางแผนขุดลอกตะกอนทรายบริเวณ ฝายบ้านท่าลาด รวมทั้งประสานติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำตามพื้นที่จุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน”รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

สำหรับแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2563 กรมชลประทาน ได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้
1.)เน้นการทำงานแบบ “เข้าถึง เข้าพบ เข้าแก้” คือ เข้าถึงและติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เข้าพบปะประชาชนเพื่อติดตามสอบถามปัญหาในพื้นที่ หากพบปัญหาให้เร่งดำเนินการเข้าแก้ไขปัญหา

2.) การสร้างเครือข่าย อาทิ กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน อาสาสมัครชลประทาน ให้ช่วยเป็นหู เป็นตา และเป็นกระบอกเสียง ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

3.) การกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งตรวจสอบอาคารชลประทานให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

4.) เตรียมพร้อมสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ ตลอดจนบูรณาการการทำงานร่วมกันทางจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น

5.) กำหนดให้สำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ดำเนินการวัดระดับน้ำทุกจุด ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมจัดตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่ในการตรวจวัดระดับน้ำหากเกิดวิกฤติ

กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน
กรมชลฯ เกาะติดน้ำท่วม-รุกกางแผนรับมือน้ำหลากภาคอีสาน

ที่มา: ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

“ประพิศ” เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99% เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ประพิศ” เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

"ประพิศ" เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก19 สิงหาคม 2563 – 15:05 น.

รองอธิบดีกรมชลประทาน “ประพิศ จันทร์มา ” เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

นายประพิศ  จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าโครงการอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ความจุ 13.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติให้สร้างเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย รวมถึงรองรับการขยายตัวของเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากเมื่อ  24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558  ขณะนี้งานก่อสร้างมีความคืบหน้ากว่า  99%  เหลือเพียงงานถนนลาดยางอีกเล็กน้อยเท่านั้น ปัจจุบันอ่างสามารถเก็บน้ำและเริ่มส่งน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน ได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมผ่านมา ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรมและระบบประปาส่วนภูมิภาคจังหวัดตาก

"ประพิศ" เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน  สร้างปิดกั้นลำนำห้วยขุนแม่สอด ที่ตำบลพระธาตุผาแดง  ซึ่งปกติลำน้ำจะมีน้ำท่าประมาณ  35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี  อ่างห้วยแม่สอดซึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2521 สามารถเก็บกักน้ำได้ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างแม่สอดตอนบนซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อแล้วเสร็จจะเก็บกักน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมเป็น 18 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบนจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานประมาณ  6,740 ไร่ ในพื้นที่ตำบลแม่ตาว  ตำบลแม่กุ และตำบลพระธาตุผาแดง  ซึ่งเมื่อรวมกับพื้นที่ชลประทานของอ่างเก็บน้ำห้วยแม่สอดซึ่ง ช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับประโยชน์ประมาณ 8,000 ไร่ ส่งผลให้หลังจากนี้ในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก จะมีพื้นที่ชลประทานรวม 14,740 ไร่ 

"ประพิศ" เผยอ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบน งานรุดหน้ากว่า 99%  เก็บ-ส่งน้ำ พร้อมหนุนการขับเคลื่อนเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก

ทั้งนี้จากการศึกษาของกรมชลประทานคาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีความต้องการใช้น้ำสำหรับกิจกรรมต่างๆ ประมาณ 14 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เป็นความต้องการน้ำภาคการเกษตรประมาณ 7.10 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคประมาณ 5.35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีและน้ำสำหรับภาคอุตสาหกรรมประมาณ 1.64 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี  อ่างเก็บน้ำแม่สอดตอนบนจึงทำหน้าที่เก็บกักน้ำในฤดูฝนและส่งน้ำให้กับประชาชนทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคอุปโภค-บริโภค ตอบสนองความต้องการใช้น้ำในอนาคตในภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตากด้วย ทั้งนี้หลังจากการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จจะมีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงานเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของอำเภอแม่สอดต่อไป

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/256319 สิงหาคม 2563 – 12:00 น.

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2563 นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ประธานคณะทำงาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563 โดยมี นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีและคณะทำงาน พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นายปราโมทย์ ยอดแก้ว ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นายเกียรติยศ ทรงสง่า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดที่ดิน นางสาวจริยา วงศ์วีระ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ เข้า ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชำนาญ ระเบียบกิจ สำนักงานโครงการชลประทานอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

โดยในที่ประชุมได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค เเละส่วนท้องถิ่น เข้าร่วมเพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานการแก้ไข รวมไปถึงรับฟังข้อมูล ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางในพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรในจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งการดำเนินงานของคณะทำงานนี้ มีขึ้นเพื่อให้สอดรับ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ ในการให้บริการของภาครัฐได้อย่างทั่วถึง

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานย่อย ศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ครั้งที่ 1/2563

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง18 สิงหาคม 2563 – 16:47 น.

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง พร้อมชวนเที่ยวงาน “เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2” 27-30 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เยี่ยมชมนิทรรศการการจัดงานเกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 และรวมพลคนเกษตรสร้างชาติ โดย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รอต้อนรับ และร่วมประชาสัมพันธ์การจัดงาน

 จากนั้น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นำเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในงานส่งเสริมการเกษตร และกลุ่ม เครือข่าย Young Smart Farmer เข้าพบนายกรัฐมนตรี  โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำผลิตภัณฑ์ Premium to fly จากเกษตรกรไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนายกระดับสินค้าเกษตรและแสดงศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตร จากตลาดท้องถิ่น ตลาดภูมิภาค สู่ตลาดต่างประเทศและตลาดออนไลน์ ควบคู่ไปกับการสร้างเครือข่าย Young Smart Farmer เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาทำการเกษตร เป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปภาคการเกษตรในอนาคต 

นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง

ทั้งนี้ นายกฯ ยังให้ความสนใจ “กล้วยบิสกิตกล้วยน้ำว้า สอดไส้แยมมะกรูด” โดย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำพริกไร้สารกันบูด และ พืชทางเลือกใหม่ “อะโวคาโด” Product Premium พร้อมแนะนำเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ให้สร้างความเข้มแข็ง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในห่วงโซ่เกษตร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเห็นเกษตรไทยแข็งแรง

                         นายกฯ ย้ำสร้างความเข้มแข็งภาคการเกษตร ชูวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เป็นกลไกเสริมรากฐานเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรง โดยงาน เกษตรสร้างชาติ ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Smart & Strong Together รวมพลังส่งเสริมเกษตรไทย ก้าวไกลมั่นคง” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-30 สิงหาคม 2563 ณ อิมแพค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 9-10 อิมแพคเมืองทองธานี

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร "การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน17 สิงหาคม 2563 – 15:16 น.

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม”

17 สิงหาคม 2563 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมโครงการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หลักสูตร “การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” การจัดอบรมครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันที่ 17 – 19 สิงหาคม 2563 ณ ห้องกรุงธนบอลรูม ชั้น 3 โรงแรมรอยัลริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมฯ จาก ส.ป.ก. ส่วนกลาง, ส.ป.ก. ส่วนภูมิภาค และผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง รวม 190 ราย 

ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร "การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

การฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้อบรม มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งยังสามารถนำบัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินของกรมธนารักษ์ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง) มาใช้คำนวณราคาประเมินฯ ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กรมธนารักษ์กำหนด คำนวณค่าเช่าและค่าตอบแทนได้อย่างถูกต้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในการจัดเก็บรายได้กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยมีวิทยากรจาก สำนักบริหารกองทุน, สำนักกฏหมาย ส.ป.ก. และ กรมธนารักษ์ มาถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้เข้ารับการอบรม
                               ส.ป.ก. จัดอบรมบุคลากร หลักสูตร "การบริหารจัดการที่ดินและผลประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ17 สิงหาคม 2563 – 12:35 น.

รมช.เกษตร ” ประภัตร​ โพธสุธน”ลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

นายประภัตร​ โพธสุธน​ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์​ พร้อมด้วยนายสุดสาคร​ ภัทรกุลนิษฐ์​ อธิบดีกรมการข้าว​ นายชัยวัฒน์​ โยธคล​ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์​ นายอาชว์ชัยชาญ​ เลี้ยงประยูร​ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร​ และคณะ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวของศูนย์ข้าวชุมชนตำบลคอรุม​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ โดยมีนายพิพัช ประจันเขตต์​ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์​ ให้การต้อนรับ​ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2563        
นายประภัตร กล่าวว่า จังหวัดอุตรดิตถ์​ ได้มีการส่งเสริมและขับเคลื่อน​ศูนย์ข้าวชุมชนให้เป็นศูนย์กลางในด้านการผลิตข้าวและกระจายเมล็ดพันธ์ุข้าวคุณภาพดีในชุมชน​ โดยศูนย์ข้าวชุมชนมีภารกิจหลักคือการผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวให้เพียงพอต่อความต้องการของชุมชน​ ซึ่งในส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์มีศูนย์ข้าวชุมชน​ 23​ ศูนย์​ และในปีงบประมาณ​ 2563​ มีการคัดเลือกศูนย์ที่ผ่านหลักเกณฑ์จำนวน​ 10​ ศูนย์​ โดยมีเป้าหมายผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าว​ 100​ ตันต่อศูนย์​ 
 

รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อไปว่า​ วันนี้ภาครัฐตื่นตัว​ในเรื่องของพันธ์ุข้าวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา​ คุณภาพ​ ยอดการส่งออก​ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคุณภาพของพันธ์ุข้าว​ โดยทางจังหวัดอุตรดิตถ์ต้องมีการขยายศูนย์เพิ่ม รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิต​ขึ้นอีก เพื่อให้ได้เมล็ดพันธ์ุข้าวที่มีคุณภาพ​ และเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร​ ซึ่งทางภาครัฐพร้อมสนับสนุน​ทั้งด้านการเงิน​ โดยมีโครงการธุรกิจสร้างไทย​ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร​ (ธ.ก.ส.) เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันทำวิสาหกิจชุมชน​ ตั้งแต่​ 7​ คนขึ้นไป​ เพื่อขอกู้เงินจากธ.ก.ส. วงเงิน​ 10​ ล้าน​บาท​ ดอกเบี้ย​ 0.01 หรือล้านละ​ 100​ บาท เป็นระยะเวลา​ 3​ ปี​ ส่วนในด้านเคื่องจักรกลและอื่นๆ​ จะกำชับให้กรมการข้าวและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอย่างเต็มที่​ โดยให้เลือกผลิตเมล็ดพันธ์ุข้าวเพียงประเภทเดียว​ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ให้มากที่สุด​ 

              รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ   นอกจากนี้​ นายประภัตร ยังได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์​ เข้ามาส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์​ เพื่อเป็นรายได้เสริมจากการปลูกข้าว​ โดยให้เข้าร่วมโครงการกับกรมปศุสัตว์​ ซึ่งจะมีการตรวจและฉีดวัคซีนลูกโคจากพ่อค้าก่อนมาถึงเกษตรกร​ การส่งอาหารที่มีคุณภาพดีในราคาต่ำจากกรมปศุสัตว์ให้กับเกษตรกร​ ตลอดจนการประกันราคารับซื้อในราคากิโลกรัมละ 100​ บาท

           รมช.เกษตรลงพื้นที่ศูนย์ข้าวชุมชน​ จังหวัดอุตรดิตถ์​ สั่งขยายศูนย์​ เพิ่มกำลังการผลิต​เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ  อีกทั้ง นายประภัตร​ ยังได้มอบทุนอาหารกลางวันให้กับโครงการปลูกข้าวเพื่อเป็นอาหารกลางวันนักเรียนโรงเรียนปากคลอง​ จังหวัดอุตรดิตถ์ และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ พัฒนาชุมชนบ้านหาดกำแพง สหกรณ์การเกษตรบ้านหม้อจำกัด เป็นต้น

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอดพัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย17 สิงหาคม 2563 – 11:12 น.

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช กรมการข้าวได้มีการสนองแนวพระราชดำริ สืบสาน รักษา ต่อยอด ในด้านการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อบริโภค ส่วนที่เหลือไว้จำหน่ายและแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช กรมการข้าวได้มีการสนองแนวพระราชดำริ สืบสาน รักษา ต่อยอด ในด้านการเกษตร โดยเฉพาะในเรื่องของการพัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อบริโภค ส่วนที่เหลือไว้จำหน่ายและแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรมีความมั่นคงด้านอาหารและมีความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน 
นายสมบูรณ์ สุวรรณโณ  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช กล่าวว่า โรงเรียนข้าวและชาวนาลุ่มน้ำปากพนังก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่ทางศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชได้เข้ามาส่งเสริม ให้ความรู้ด้านการทำนาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ตั้งแต่เตรียมดิน ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว และวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อพัฒนาไปสู่การผลิตข้าวที่ได้คุณภาพมาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด  ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชก็ได้มาดำเนินการทำงานวิจัย ทำเป็นแปลงวิจัยเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ดูเป็นแปลงวิจัยเกี่ยวการลดการใช้สารเคมี เพราะว่าที่นี่เน้นการผลิตข้าวที่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นจะมีแปลงวิจัยทดสอบสาธิตให้พี่น้องเกษตรกรดูในพื้นที่ว่าการใช้สารเคมีเป็นแบบไหนและก็แปลงที่ไม่ใช้สารเคมีลดการใช้สารเคมีเป็นแบบไหน ได้ผลผลิตอย่างไร และต้องทำอย่างไรให้มีคุณภาพมาตรฐาน
 

ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย

สำหรับกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่นี่เป็นกลุ่มที่ดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่ามีการปลูกข้าวเพื่อที่จะเก็บไว้บริโภคเอง แล้วก็ที่เหลือก็ขายโดยมีช่องทางการตลาดหลักๆที่โรงพยาบาลแล้วก็ขายให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วไป   และนอกจากเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่จะทำนาข้าวเป็นหลักแล้ว ก็ยังมีการทำโครงการทฤษฎีใหม่ปลูกพืชแบบผสมผสาน  มีการเลี้ยงปลา และในส่วนของศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชก็ได้รับผิดชอบทฤษฎีใหม่ของตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทรด้วย ส่วนนี้มีการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานในการที่จะแจกพันธุ์ไม้เพื่อมาปลูกและก็แจกพันธุ์ปลาและก็ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยน้ำหมัก ที่จะมาใช้ในโครงการทฤษฎีใหม่ตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งตรงนี้ทางศูนย์ก็ได้มาติดตามอยู่ตลอดแล้วก็ให้คำแนะนำทั้งเรื่องของทฤษฎีใหม่และก็เรื่องการทำนาตลอดจนแปลงวิจัยข้าวอีกด้วย 

           ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย นายเชวง ศรีคงแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนข้าวและชาวนาลุ่มน้ำปากพนัง กล่าวว่า โรงเรียนข้าวและชาวนานั้นเดิมนั้นเป็นองค์กรชุมชนแต่ก็ได้เชื่อมโยงไว้กับกรมการข้าวที่กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมการข้าวก็ให้การสนับสนุนอยู่ตลอด และปัจจุบันได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนโรงเรียนข้าวและชาวนาแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นสมาชิกนาแปลงใหญ่เกือบทั้งหมด  และตอนนี้ทางกลุ่มมีแปลงตัวอย่าง โดยการสนับสนุนของกรมการข้าวซึ่งศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชเป็นพี่เลี้ยงมาทำแปลงสาธิต จำนวน 30 ไร่ 3 แปลง  แล้วในนาแปลงใหญ่ ก็ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักผสมผสาน เพื่อสร้างรายได้สู่กลุ่ม จนปัจจุบันทางกลุ่มมีความชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

                ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราชส่งเสริมเกษตรกรแปลงใหญ่ สืบสาน รักษา ต่อยอด พัฒนาด้านข้าวและชาวนาไทย  นาแปลงใหญ่ตำบลเขาพังไกร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 34 ราย พื้นที่ 588ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจะเน้นในเรื่องการผลิตข้าวปลอดภัยจากสารพิษและการจัดทำแปลงสาธิตงานวิจัย โดยการถ่ายทอดความรู้ตามกระบวนการโรงเรียนข้าวและชาวนา เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปผลิตข้าวในแปลงนาของตนเองให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน16 สิงหาคม 2563 – 15:20 น.

องคมนตรี ได้ขอให้ผู้ปฎิบัติงานทุกคน คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ของน้ำเป็นสำคัญ ตามยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทาน “น้ำคือชีวิต”

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะที่ปรึกษา ได้เดินทางไปยังโครงการเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ภาคเหนือ และการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายดนุชา สินธวานนท์ เลขาธิการ กปร. ในฐานะกรรมการและเลขานุการ และนายลลิต ถนอมสิงห์ รองเลขาธิการ กปร. นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ โครงการเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ต.ลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ที่ผ่านมา 

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน

                        พลากร สุวรรณรัฐ 

โอกาสนี้องคมนตรีและคณะได้รับฟังรายงานสรุปการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จากรองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน ซึ่งที่ประชุมได้ให้แนวคิดแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแหล่งน้ำขอให้พิจารณาระบบการส่งน้ำสู่พื้นที่ใช้ประโยชน์ของประชาชนหากสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย สำหรับคลองส่งน้ำควรเป็นดินแทนที่การดาดด้วยซีเมนต์ เพื่อให้สัตว์น้ำตามธรรมชาติสามารถอยู่อาศัยและขยายพันธุ์ได้ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบนิเวศน์ และแหล่งอาหารโปรตีนของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ต่อไป

น้ำคือชีวิต ต้นทุนการผลิตของทุกภาคส่วน

ในการนี้องคมนตรี ได้ขอให้ผู้ปฎิบัติงานทุกคน คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ของน้ำเป็นสำคัญ ตามยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทาน “น้ำคือชีวิต” ไม่ใช่เพียงแต่นำน้ำมาใช้สำหรับอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่รวมถึงการเป็นน้ำต้นทุนตามธรรมชาติของการผลิต ที่มีผลต่อเศรษฐกิจการค้า การลงทุนและการส่งออก โดยภาพรวมรายได้ของประเทศจากการส่งออกนั้นล้วนมาจากผลผลิตทางการเกษตรเป็นสำคัญ แม้แต่การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมก็ต้องมีน้ำเป็นปัจจัยต้นทุน หากขาดน้ำก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้  ก็ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการวางแผนร่วมกันเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และเกิดความมั่นคง ยั่งยืนต่อภาคการผลิตด้านต่าง ๆ ของประเทศต่อไป” องคมนตรี กล่าว
 โอกาสนี้ องคมนตรีและคณะ ได้ชมนิทรรศการภาพถ่ายในอดีตตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่กวง และการเสด็จพระราชดำเนินในพระราชกรณียกิจในโอกาสต่าง ๆ ณ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา พร้อมพบปะกับเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ที่เดินทางมาให้การต้อนรับและรายงานถึงผลการบริหารจัดการน้ำจากโครงการฯ ที่ผ่านมา 
 สำหรับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ก่อสร้างเสร็จทั้งระบบในปี 2536 เป็นเขื่อนดินเก็บกักน้ำ ปิดกั้นลำน้ำแม่กวง สูง 63.00 เมตร ยาว 620 เมตร มีขนาดความจุ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี แต่ในปัจจุบัน เริ่มประสบปัญหา น้ำที่ไหลเข้าเขื่อนมีแนวโน้มลดลงขณะที่ความต้องการการใช้น้ำของประชาชนมีเพิ่มขึ้น 
จึงได้มีการจัดทำโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธาราขึ้น โดยก่อสร้างอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนแม่แตง และเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลงสู่เขื่อนแม่กวงอุดมธาราระยะทางรวม 50 กิโลเมตร ในลักษณะเดียวกับอุโมงค์ผันน้ำลำพะยังภูมิพัฒน์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อแก้ไขการขาดแคลนน้ำต้นทุนของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นการบริหารจัดการน้ำในลักษณะอ่างพวง ให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด 
 ปัจจุบันโครงการฯ ได้ดำเนินงานไปแล้วกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มน้ำให้เขื่อนแม่กวงได้ 160 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี สามารถส่งน้ำช่วยเหลือราษฎรซึ่งมีพื้นที่รับประโยชน์ จำนวน 175,000 ไร่ และส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งของพื้นที่ชลประทาน จากเดิม 17,060 ไร่ เพิ่มเป็น 76,129 ไร่