รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี7 สิงหาคม 2563 – 21:45 น.

รมช.กษ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

วันที่ 7 สิงหาคม 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นประธานในโครงการปลูกไม้ยืนต้น เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 68 พรรษา “1,000,000 กล้า รักษ์แผ่นดิน” ณ แปลงเกษตรของ นายคมสัน โคตรสีทา หมอดินอาสา บ้านโนนสร้างคำ ต.สุมเส้า อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี พร้อมด้วย ดร.ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 
นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี และพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยมีนายธวัชชัย  ศรีทอง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับ และ นางสาวเบญจพร  ชาครานนท์ อธิบดีกรมที่ดินกล่าวรายงาน และเชิญประธานลั่นฆ้องเปิดงาน 

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกรใน อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี จำนวน 30 ราย และเยี่ยมชมแปลงเกษตรของ นายคมสัน ซึ่งเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินของหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งพบปะพูดคุยกับหมอดินอาสา และร่วมปลูกต้นไม้ ในโครงการปลูกต้นไม้ยืนต้นเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำเฉลิมพระเกียรติฯ กับรองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มาร่วมงาน ร้อยเอก ธรรมนัสเน้นย้ำว่าหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ไม่สามารถซื้อขายได้ ขอให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับมอบไปดูแลรักษาพื้นที่ให้ดี หากมีปัญหาในการใช้พื้นที่ทำเกษตรกรรมสามารถปรึกษาและรับบริการจากทั้ง ส.ป.ก.จังหวัดและสถานีพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งตนกำกับดูแลอยู่

รมช.กษ. เปิดโครงการปลูกไม้ยืนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก. 4-01 เกษตรกร จ.อุดรธานี

 เวลาต่อมา ร้อยเอก ธรรมนัส เดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ดำเนินการโครงการ “แปงนา ได้น้ำ ได้สวน บ่ อึดกิน” สู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง ยังยืน ณ แปลงนางนุชนารถ แก้วสว่าง บ้านโนนทอง ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี และได้พบปะหมอดินอาสารวมทั้งเกษตรกรเครือข่าย จากนั้นรับฟังรายงานผลการดำเนินงาน เดินเยี่ยมชมแปลงและร่วมปลูกต้นไม้ ในโครงการปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติฯ

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี6 สิงหาคม 2563 – 19:18 น.

กรมการข้าว – มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563”

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2563 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เป็นประธานในพิธี มอบรางวัล Thailand Research Expo 2020 Award และมอบโล่แสดงความขอบคุณแก่หน่วยงานที่นำผลงานร่วมนำเสนอ ในพิธีปิดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)  ณ Highlight Stage ห้องคอนเวนชัน ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร  
 โดยศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์  กล่าวภายหลังการมอบรางวัลว่า วช. ได้สนับสนุนและกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ เห็นความสำคัญในการนำเสนอผลงานวิจัยและกิจกรรมส่งเสริมการวิจัยที่มีคุณภาพ เข้าร่วมในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” และได้จัดให้มีกิจกรรม Thailand Research Expo 2020 Award ซึ่งเป็นการพิจารณาคัดเลือกผลงานที่มีกระบวนการนำเสนอที่มีความโดดเด่นในรูปแบบที่หลากหลายและสามารถเชื่อมโยงส่งต่องานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์ต่อไปได้ โดยแบ่งผลงานออกเป็น 4 ประเภท และมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลประเภทต่าง ๆ ดังนี้

กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

1. Platinum Award จำนวน 2 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 120,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่
– กรมการข้าว โดย ผลงาน “นวัตกรรมข้าวไทยรองรับการส่งออกของตลาดโลก”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดย ผลงาน “การพัฒนาเส้นใยกล้วยในงานแฟชั่นเครื่องแต่งกายและเคหะสิ่งทอ”
2. Gold Award จำนวน 4 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลจากนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 70,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ 
– กระทรวงกลาโหม โดย ผลงาน “ระบบแสดงแผนที่อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Chart system) และโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาปืนกลมือ (Submachine Gun)”
– สถาบันพระบรมราชชนก โดย ผลงาน “หุ่นจำลองการตั้งครรภ์ของมารดา”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดย ผลงาน “การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ประเภทขนมหวานพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ จังหวัดเพชรบุรี”
– สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)  ผลงาน “แก้วที่พิเศษขั้นสูง สำหรับอุปกรณ์กักเก็บพลังงานสะอาดแห่งอนาคต”

                        กรมการข้าว– มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัล Platinum Award รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 3. Silver Award จำนวน 6 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี (3 รางวัล) และถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (3 รางวัล) พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 50,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ 
ถ้วยรางวัลจากรองนายกรัฐมนตรี
– มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผลงาน “ห่วงโซ่อุปทานเซรามิกส์ลำปาง”
– มหาวิทยาลัยศิลปากร ผลงาน “การพัฒนาทุนทางศิลปะและวัฒนธรรมย่านเยาวราช”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์  ผลงาน “การวิจัยและพัฒนาเสื้อเกราะกันกระสุนอินทนิลเพื่อการใช้งานสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐชั้นประทวนในจังหวัดเพชรบูรณ์”
ถ้วยรางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
– กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลงาน “กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กับการพัฒนาเครือข่าย ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์โรคโควิด-19 เพื่อรับมือการระบาดในประเทศไทย”
– มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผลงาน “นวัตกรรมการผลิตปลานิลอินทรีย์จากระบบไบโอฟลอค เพื่อยกระดับผลผลิตคุณภาพสูง”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ผลงาน “นวัตกรรมจากผักเชียงดาราชินีผักล้านนา”
4. Bronze Award จำนวน 8 รางวัล ผู้รับรางวัลได้รับถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (4 รางวัล) ถ้วยรางวัลจากผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (4 รางวัล) พร้อมเงินรางวัล รางวัลละ 30,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่
ถ้วยรางวัลจากปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
– มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ผลงาน “การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากงานวิจัยเทคโนโลยีกระบวนการผลิตและกระบวนการแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์เพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างยั่นยืน”
– สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ผลงาน “นวัตอัตลักษณ์…วว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมไทย คืนกำไรสังคม”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ผลงาน “การพัฒนารถขนส่งวัสดุอัตโนมัติในโรงงาน”
– มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลงาน “กำแพงต้นไม้บำบัดมลพิษชนิดควบคุมเองอัตโนมัติ”
ถ้วยรางวัลจาก ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
– สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ผลงาน “การพัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดของกระบือนมในจังหวัดพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา”
– โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ผลงาน “หลักเกณฑ์การจัดสรรทรัพยากรในการบริบาลผู้ป่วยวิกฤตในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของประเทศไทย”
– กรมวิชาการเกษตร ผลงาน “รถยกสูงกำจัดวัชพืช ใส่ปุ๋ยและกลบดิน”
– การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ผลงาน “หุ่นยนต์อเนกประสงค์เพื่องานบำรุงรักษาสายส่ง”
5. รางวัลชมเชย จำนวน 10 รางวัล เงินรางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่
– มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ผลงาน “วิธีการจำแนกความแตกต่างของชนิดในยุงก้นปล่อง Anopheles dirus และ An. Cracens (Diptera: Culicidae) พาหะนำโรคมาลาเรียที่สำคัญ โดยใช้ antennal sensilta ของยุงเพศเมีย”
– บริษัท ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร ซีพีเอฟ จำกัด (CPF FOOD CENTER CO., LTD) ผลงาน “บรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อความยั่งยืน ถาดพลาสติกใสชีวภาพ”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผลงาน “การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาวบรู บ้านท่าล้งและบ้านเวินบึก อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม”
– สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผลงาน “เครื่องล้างรังนกนางแอ่นด้วยระบบสั่นของน้ำ”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ผลงาน “การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพจากมะม่วงทวายเดือนเก้า”
– สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ผลงาน “การพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการและมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เพื่อสร้างความมั่นใจและยกระดับมาตรฐานการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของจังหวัดจันทบุรี สู่การเป็นนครอัญมณี”
– มหาวิทยาลัยพะเยา ผลงาน “ทุ่งมอกโมเดล”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ผลงาน “การออกแบบผลิตภัณฑ์จากเยื่อฟางข้าวเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน”
– มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ผลงาน “การจัดการวัฒนธรรมอาหารเพื่อการกระจายผลประโยชน์แห่งความเป็นธรรมของชุมชนบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์”
– มหาวิทยาลัยบูรพา ผลงาน “การผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลด้วยเทคโนโลยี Reverse Ormosis (RO) สำหรับการแก้ไขวิกฤตขาดแคลนน้ำเพื่อการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อความยั่งยืน”

“บิ๊กป้อม” ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“บิ๊กป้อม” ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

https://www.dailymotion.com/embed/video/x7vfbg7?autoplay=1

6 สิงหาคม 2563 – 17:16 น.

“บิ๊กป้อม” ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

6 ส.ค.63 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ พร้อมด้วย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ตลอดจน ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้ง 8 จังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาอาชีพเกษตรกร  เกษตรกร กว่า 3,000 คน เข้าร่วมประชุม โดยได้พบปะเกษตรกรเพื่อติดตามสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ 7 รอบ พระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า สถานการณ์ผลผลิตลำไยในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือมีปริมาณผลผลิตลำไยในฤดูเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ของทุกปี โดยในปีที่ผ่านมาเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตลำไยได้ในราคาที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาในปีนี้ เนื่องจากประสบปัญหาจากสถานการณ์ภัยแล้ง ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น และได้รับผลกระทบจากสถานการณณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ ได้รับผลกระทบ ทำให้ราคาลำไยตกต่ำ มีสาเหตุมาจากผู้ประกอบการจากประเทศจีน หรือล้ง ไม่สามารถเดินทางเข้ามารับซื้อผลผลิตลำไยในประเทศไทยได้ ตามมาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาด covid-19 ประกอบกับการขาดแรงงาน รวมถึงลำไยมีคุณภาพนั้นมีต้นทุนสูง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยได้รับความเดือดร้อน 

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย 8 จังหวัดภาคเหนือ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงเกษตรกร จึงมอบหมายให้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมเพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง โดยเบื้องต้น จะผ่อนผันให้ผู้ประกอบการค้าจากประเทศจีนเดินทางเข้าประเทศได้เพื่อรับซื้อผลผลิตลำไยในฤดูการเก็บเกี่ยวนี้ ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของประเทศไทย โดยในวันพรุ่งนี้จะประชุมหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วเพื่อให้ทันฤดูการเก็บเกี่ยว

"บิ๊กป้อม" ควง 2 รมช.เกษตร-คลัง ลุยเชียงใหม่ ร่วมประชุมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือ

รมช.ธรรมนัส กล่าวต่อไปว่า สำหรับในเรื่องการชดเชยเพื่อเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ในวันอังคาร ที่ 11 ส.ค. 63 นี้ ต่อไป ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือเกษตรกรรอย่างเต็มความสามารถเพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และขอเป็นกำลังใจให้พี่ร้องชาวสวนลำไยทุกท่าน ให้มีความเข้มแข็ง 

อย่างไรก็ตาม นโยบายการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั้น ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตร กำลังสำรวจข้อมูลอยู่ มั่นใจว่าแก้ปัญหาให้ชาวสวนลำไยได้โดยเร็ว

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี6 สิงหาคม 2563 – 14:11 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกระดับการผลิตเกษตรอินทรีย์ในนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ เริ่มปีนี้ในสหกรณ์นิคม 15 แห่ง ใน 10 จังหวัด จัดเงินอุดหนุนสร้างโรงเรือนพร้อมระบบน้ำรายละ 35,000 บาท พร้อมจัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์เข้มข้นเพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ยกระดับการผลิตเกษตรอินทรีย์ในนิคมสหกรณ์ทั่วประเทศ เริ่มปีนี้ในสหกรณ์นิคม 15 แห่ง          ใน 10 จังหวัด จัดเงินอุดหนุนสร้างโรงเรือนพร้อมระบบน้ำรายละ 35,000 บาท พร้อมจัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกษตรอินทรีย์เข้มข้นเพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน  ตั้งเป้าสร้างเครือข่ายนิคมผักปลอดภัยป้อนในตลาดพื้นที่ สถานที่ราชการ โรงพยาบาลและตลาดโมเดิร์นเทรด หลังทดลองสมาชิกรายได้เพิ่ม 150,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี 
 นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เห็นความสำคัญในการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ให้แก่สมาชิกสหกรณ์    และกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐาน เสริมสร้างความเข้มแข็งในกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางการตลาดให้มีช่องทางจำหน่าย และสามารถนำความรู้ไปขยายผลต่อได้ จึงได้ดำเนินโครงการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่นิคมสหกรณ์ ปี 2563  เพื่อให้นิคมสหกรณ์ส่งเสริมการสร้างอาชีพหารายได้เพิ่มให้กับสมาชิก เหตุที่เลือกพื้นที่นิคมสหกรณ์เป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการนี้ เนื่องจากมีเขตดำเนินการชัดเจนสมาชิกส่วนมาก เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความร่วมมือ การประสานงาน ถ่ายทอดความรู้ระหว่างกันและมีเจ้าหน้าที่ของนิคมสหกรณ์เข้าไปดูแลคอยให้คำแนะนำได้อย่างสะดวกและใกล้ชิด เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ในอนาคต คือ สร้างเครือข่ายนิคมสหกรณ์ผู้ผลิตผักปลอดภัยและยกระดับเป็นผักอินทรีย์ เพื่อส่งขายตลาดสำคัญในพื้นที่ คือ โรงพยาบาล สถานที่ราชการและตลาดโมเดิร์นเทรดที่ต้องการอาหารปลอดภัย 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี

รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวด้วยว่า เบื้องต้นได้เริ่มส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ให้กับสมาชิกสหกรณ์นิคม 15 แห่งในพื้นที่นิคมสหกรณ์ 13 แห่ง  10 จังหวัด  โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์สนับสนุนเงินอุดหนุนและให้สมาชิกสมทบเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของ ในการจัดหาโรงเรือน ขนาด 6X30 เมตร พร้อมระบบน้ำให้แก่เกษตรกรที่เข้าโครงการจำนวน 98 โรง ราคาโรงเรือนละ 50,000 บาท โดยกรมให้เงินอุดหนุนโรงเรือนละ 35,000 บาท และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสมทบอีก  15,000  บาท  พร้อมทั้งจัดอบรมให้ความรู้กระบวนการทำเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานและการตลาด โดยได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปให้ความรู้ศึกษาดูงานแก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ตลอดระยะเวลาในการดำเนินการ                กรมส่งเสริมสหกรณ์ดันนิคมสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ 10 จังหวัด ผลิตพืชผักปลอดภัยป้อนตลาด สร้างรายได้เกษตรกรเพิ่มครัวเรือนละ 150,000 บาท/ปี  “ ก่อนหน้านี้ กรมได้เริ่มทำทดลองจุดประกายให้สมาชิกในนิคมสหกรณ์นำร่อง และทดสอบการทำผักปลอดภัย      เพื่อดูว่าจะมีตลาดรองรับมากน้อยเพียงใด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับดี  ไม่เพียงพอจำหน่ายในชุมชน  เกษตรกรมีรายได้เพิ่มประมาณปีละ 150,000 บาทต่อครัวเรือน ในปีนี้สมาชิกมีความประสงค์อยากจะต่อยอดโครงการดังกล่าว จึงเริ่มโครงการนี้ขึ้นเป็นปีแรก โดยสนับสนุนให้สมาชิกผลิตผักตามความชำนาญของแต่ละราย แต่ให้เริ่มปลูกแบบผักปลอดภัยและพัฒนายกระดับเป็นเกษตรอินทรีย์  จึงได้อุดหนุนเงินสำหรับสร้างโรงเรือนให้ เนื่องจากการปลูกพืชผักในโรงเรือนจะสามารถควบคุมการผลิตและปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งตลาดมีความต้องการ  จากนั้นก็คาดหวังว่าในปีต่อไป นิคมสหกรณ์ที่ผลิตพืชผักอินทรีย์จะขยายไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และวางแผนการผลิตให้ตอบสนองความต้องการของตลาดในแง่ของชนิดพืชผัก ปริมาณและคุณภาพ และที่สุดนำไปสู่การเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายระหว่างนิคมสหกรณ์ร่วมกันเพื่อส่งผลผลิตในพื้นที่ให้กับตลาดในพื้นที่โรงพยาบาล สถานที่ราชการและห้างโมเดิร์นเทรดต่อไปในอนาคต “ นายอัชฌากล่าว

“คลุกวงในกระทรวงเกษตร” วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“คลุกวงในกระทรวงเกษตร” วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน 

"คลุกวงในกระทรวงเกษตร" วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน 6 สิงหาคม 2563 – 14:03 น.

“คลุกวงในกระทรวงเกษตร” วัดขุมกำลังคนข้างกายเสี่ยต่อ นาย ธ. กับ นาย สก. ใครแน่กว่ากัน 

ใกล้แล้วปรับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรอย่าลืมว่าเกษียณเกือบ 10 ตำแหน่ง สำคัญ เช่น ปลัดกระทรวงเกษตร อธิบดีกรมการข้าว อธิบดีกรมหม่อนไหม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร รองปลัดกระทรวง 2 ตำแหน่ง ผู้ตรวจอีก 4 ตำแหน่ง 

งานนี้มีสนุก นักกรีฑาเตรียมพร้อมวิ่งเต็มสูบลุ้นสนุกแน่ ต่างมุ่งเป้าสู่ถนนสองสายคนของกาย รมว.เกษตรฯต่อ  1. นาย ธ. หลายอธิบดีชุดนี้เกาะแน่นคิดว่าเป็นขุมพลังของรมว.ต่อตัวจริง มาต่อที่อีก 1 เส้นทาง คือ นาย สก. คนนี้สายตรงตัวจริง 

ถ้าวงในตัวจริงจะรู้ว่า ถ้าเสี่ยต่อจะทำไรต้องมาปรึกษา นาย สก.ก่อน เหล่าขุมผู้ตรวจต่างวิ่งไปซบขุมกำลังนี้งานนี้สนุกละว่าใครแน่ว่าใคร…

ได้ยินเสียงกระซิบมาว่ามีโยกย้าย-สลับอธิบดีอีกหลายกรมแน่ เพราะหลายกรมแถว ม.เกษตรฯข้าราชการบ่นผู้บริหารทำงานไม่เป็น บริหารไม่ได้เป็นทุกข์ของข้าราชการ
อีกทั้งมีอธิบดีเงาขึ้นมาคุมงบ กรมไหนนั้นเขารู้ดีกันไม่ต้องบอกหลอก

“เยียวยาเกษตรกร” 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เยียวยาเกษตรกร” 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน

"เยียวยาเกษตรกร" 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน5 สิงหาคม 2563 – 17:09 น.

“เฉลิมชัย” พอใจโครงการเยียวยาเกษตรกรเดินหน้าตามเป้าหมาย 3 เดือนจ่ายไปแล้วกว่า1แสนล้าน สศก.ชี้เกษตรกร99%พอใจใช้เงินเยียวยาต่อยอดอาชีพบรรเทาผลกระทบโควิด19

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงวันนี้ว่า “ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พอใจผลการดำเนินงานโครงการเยียวยาเกษตรกรที่สามารถเดินหน้าตามเป้าหมาย 3 เดือนจ่ายเกษตรกรกว่า7.7ล้านไปแล้ว1.1แสนล้านบาท และ ขอบคุณทุกหน่วยงานรวมทั้งคณะรัฐมนตรีแทนเกษตรกรทุกคน ที่ช่วยสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนลุล่วงคืบหน้าด้วยดีโดยให้กำลังใจทุกฝ่ายดำเนินก่อนต่อจนแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้  

นายอลงกรณ์กล่าวต่อไปว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำหน้าที่นายทะเบียน รวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองที่ถูกต้อง สศก. ได้ทำการตรวจสอบความซ้ำซ้อนข้อมูล และส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ฯให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563 จากรายงานของสศก.แจ้งว่าจากการติดตามประเมินผลโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019

โดย สศก. ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อมูลกับโครงการเราไม่ทิ้งกันของกระทรวงการคลัง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ข้าราชการบำนาญของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม ให้ ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.63) รวมทั้งสิ้น 7,747,490 ราย

โดย  ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่ 15 พ.ค. – 31 ก.ค. 63 รวม 3 งวด จำนวน 112,126.730 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.48 ของเป้าหมาย 116,212.35 ล้านบาท แบ่งเป็น

 งวดที่ 1 จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท

งวดที่ 2 จำนวน 7,472,114 ราย  จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท 

งวดที่ 3 จำนวน 7,466,527 ราย  จำนวนเงิน 37,332.635 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีเกษตรกรที่ยังไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรได้ เนื่องจากไม่ได้แจ้งเลขบัญชี ขณะนี้ได้เร่งให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามเกษตรกรเพื่อส่งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดยดำเนินการหลายช่องทาง เช่น ติดประกาศ ณ หน่วยงานในพื้นที่ โทรศัพท์แจ้งเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งส่งรายชื่อให้กับผู้นำชุมชนเพื่อไปแจ้งเกษตรกรต่อไป

และสำหรับเกษตรกรกลุ่มสุดท้าย ที่ได้แจ้งความจำนงเพาะปลูกและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม และเพาะปลูกพืชก่อนวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งมีจำนวน 38,737 ราย กลุ่มนี้จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคมนี้ สำหรับผลการอุทธรณ์ มีเกษตรกรที่มาขอยื่นเรื่องอุทธรณ์เยียวยาของทั้ง 8 หน่วยงาน โดยตรวจสอบความถูกต้องและซ้ำซ้อนแล้ว คงเหลือ 189,645 ราย ซึ่งล่าสุด การประชุมคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า มีเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ จำนวน 70,338 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบสิทธิ์อีก 269 ราย 

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้สำรวจข้อมูลในระหว่างเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม 2563 พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 99 พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่พึงพอใจเนื่องจากยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ เกษตรกรร้อยละ 96 เห็นว่าจำนวนเงินช่วยเหลือ เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน มีเพียงร้อยละ 4 ที่เห็นว่าจำนวนเงินที่ได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายจากการทำการเกษตรมีมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้  

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับเงินช่วยเหลือ มีการนำเงินไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดยเกษตรกรจะนำไปลงทุนทางการเกษตร เช่น ซื้อพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ปุ๋ย และซ่อมแซมโรงเรือน เป็นอันดับแรก ที่เหลือนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ลงทุนนอกการเกษตร เช่น ซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ และนำไปชำระหนี้สิน/จ่ายค่าเช่า รวมทั้งนำไปใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซมบ้าน ใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน เก็บออม เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กรมที่ดิน ส.ป.ก. จะทำให้การดำเนินงานอื่นๆ หรือการปรับปรุงข้อมูลของหน่วยงานมีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การตรวจสอบคัดกรองข้อมูล จะดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งหากมีการประชาสัมพันธ์ไปทางกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถเข้าถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ทั่วถึงและรวดเร็วกว่า จะช่วยให้การดำเนินงานโครงการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น สร้างความตระหนักให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อได้รับการช่วยเหลือในโครงการต่างๆ นอกจากนี้ เกษตรกร ได้ให้ข้อคิดเห็นถึงรูปแบบในการช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ หรือเหตุการณ์อื่น  โดยต้องการให้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ การจัดหาตลาด ช่วยกระจายผลผลิตของเกษตรกร การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือ อาหารสัตว์ จัดอบรมให้ความรู้ เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบการเกษตรได้ และช่วยด้านระบบชลประทาน หรือจัดหาแหล่งน้ำ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการเพาะปลูก และลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม สศก.จะมีการสำรวจข้อมูลเพื่อประเมินผลอีกครั้งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่2 สิงหาคม 2563 – 21:26 น.

 กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 สอนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการผิดปกติของการทำงานของเครื่องยนต์และชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ ให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร หวังให้บริการเกษตรกรในท้องถิ่นได้

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้ใช้เครื่องยนต์เกษตรอย่างต่อเนื่อง สู่การเป็น “ช่างเกษตรท้องถิ่น” ภายใต้โครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร กิจกรรมสร้างช่างเกษตรท้องถิ่น ปี 2563 เพื่อพัฒนาความรู้ด้านเทคนิคการใช้ การซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างช่างเกษตรประจำท้องถิ่นสำหรับรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหน่วยงานด้านพัฒนาฝีมือแรงงานและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการถือครองเครื่องยนต์เกษตรอยู่ประมาณ 2.9 ล้านเครื่อง 

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่
สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่

สำหรับในปี 2563 มีเป้าหมายสร้าง “ช่างเกษตรท้องถิ่น” จำนวน 3,500 ราย โดยคัดเลือกเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ หรือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีเครื่องยนต์เกษตรหนาแน่นใน 72 จังหวัดครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรม 3 หลักสูตร ใน 3 ระดับ ประกอบด้วย ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 มีทักษะในการใช้และบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรในท้องถิ่นได้ ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 500 บาทต่อเครื่องต่อปี ช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 จะคัดเลือกผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 1 มาเพื่อพัฒนาทักษะช่างในการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรเพิ่มเติมให้สามารถบริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรข้างเคียงในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,000 บาทต่อปีต่อเครื่อง

สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่

และช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 จะคัดเลือกจากผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 2 เพื่อพัฒนาทักษะช่างและเทคนิคการซ่อมแซมบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตร ให้สามารถบริการตรวจเช็คซ่อมแซมใหญ่ เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้แก่เกษตรกรข้างเคียงในท้องถิ่นได้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอย่างน้อย 1,500 บาทต่อเครื่องต่อปี ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการจัดฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อให้มีทักษะสู่การเป็นช่างเกษตรท้องถิ่นในทุกปี ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมกรมส่งเสริมการเกษตรจะจัดงานบริการซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ที่ผ่านการอบรมแล้วออกให้บริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องยนต์เกษตรแก่เกษตรกรทั่วไป รวม 2 ครั้ง              สร้างช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 อัพเกรดสอนวิธีแก้ไขเครื่องจักรกลเกษตร หวังให้บริการในพื้นที่  ด้านนายพีระ ช้างเยาว์ หัวหน้าฝ่ายบริการงานช่างเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับการอบรมช่างเกษตรท้องถิ่นระดับ 3 ในปี 2563 นี้ จัดขึ้นระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม ณ ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตรตามช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยจะมีการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ทบทวนหลักการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล การถอดประกอบเครื่องยนต์ ซ่อมแซมระบบกำลังอัด ได้แก่ เปลี่ยนลูกปืน แบริ่งเพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งก้านสูบ แหวนลูกสูบ ลูกสูบ ปรับตั้งมาร์คเฟือง บดวาล์ว และตั้งวาล์ว เพื่อแก้ไขข้อขัดข้องของเครื่องยนต์ การซ่อมแซมระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่ ชุดไส้กรอง ชุดลูกปั๊ม กระบอกปั๊ม ชุดหัวฉีด ปรับตั้งปั๊มและแรงดันหัวฉีด รวมถึงเทคนิคการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการผิดปกติการทำงานของเครื่องยนต์ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้ และให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมใหญ่เครื่องยนต์เกษตร (Overhaul) ให้แก่เกษตรกรข้างเคียงได้ โดยมีระยะเวลาการอบรม 3 วัน เป้าหมายจำนวน 200 ราย อบรมรุ่นละ 25 ราย จำนวน 8 รุ่น
    ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถสร้างช่างเกษตรท้องถิ่นได้กว่า 10,000 ราย เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักรกลของตนเองได้ 1,000 – 1,500 บาทต่อเครื่องต่อปี และยังให้บริการตรวจเช็ค ซ่อมแซมเครื่องยนต์เกษตรเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรข้างเคียงได้อย่างน้อย 20 ราย

“คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ’ เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ’ เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ 

"คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ'  เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ 1 สิงหาคม 2563 – 18:38 น.

“คลุกวงในกระทรวงเกษตรฯ’ เสี่ยต่อ รมว.เกษตรจะคุมเกมไหวไหมช่วงปรับ ครม.ใหม่ เพราะที่ผ่านมาได้ข่าวว่าสั่งไรไปหลายกรมไม่ยอมทำตาม

ใกล้ช่วงปรับ ครม.เต็มแก่จะต้องรอดูบารมี รมว.เกษตร ว่ามีที่เด็ดอะไรเอาอยู่แค่ไหน เพราะที่ผ่านมาได้ข่าวว่าสั่งไรไปหลายกรมไม่ยอมทำตาม

 และใกล้ช่วงเดือนส.ค.นี้เป็นช่วงโยกย้ายใหญ่ของผู้บริหาร คงมีคนวิ่งเต้นกันน่าดูว่าใครเป็นอธิบดีกรมไหน หรือใครโดนโยกไปไหน
 แต่ที่ผ่านมาดูแล้ว“เสี่ยต่อ”เอาไม่ค่อยอยู่หลายกรมไม่ค่อยฟังคำสั่งเหมือนลองดีบารมี”เจ้ากระทรวง”

 มองง่ายๆๆสมัย”บิ๊กนมชง”ไปไหนอธิบดีทุกกรมแห่ไปทุกกรม หันมามองที่“เสี่ยต่อ”กลับไม่เห็นหน้า เห็นตาไม่ไปเดินตามเหมือนเคย ทำให้เห็นได้ชัดว่าหลายกรมไม่ฟังคำสั่ง “เสี่ยต่อ”แน่ น่าคิดดี ถ้าระดับเจ้ากระทรวงสั่งไม่ได้ ไม่มีใครเกรงใจ สนุกละกระทรวงเกษตร  

แต่ที่เห็นหลายๆกรมดื้อมากทำให้เห็นชัดว่า“เสี่ยต่อ”เอาไม่อยู่จริง ผลงานที่ผ่านมาก็ไม่เป็นรูปธรรมเท่าไร 1 ปี ยังไม่ค่อยเด่น เหมือนคนเมาหมัดทำไรไม่ถูก คนรอบกายก็ใช่ธรรมดาที่ไหน ..เด่วอีกรอบจะเล่าให้ฟังอีกรอตอนต่อไป 

“เกษตร” ชูธง อาหารปลอดภัย ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เกษตร” ชูธง อาหารปลอดภัย ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด

"เกษตร" ชูธง อาหารปลอดภัย  ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด1 สิงหาคม 2563 – 16:11 น.

“เกษตรฯ”ชูธง อาหารปลอดภัย ระดมพล10 พันธมิตรลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด หวั่นกระทบผู้บริโภคอาหารฮาลาล ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะส่งออกอาหารกลุ่มประเทศมุสลิม 2,000 ล้านคน

1 ส.ค.63   นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาล  เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิมได้มาพบหารือเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับปัญหาการระบาดของเนื้อวัวเทียมที่ใช้เนื้อหมูหมักเลือดวัวในกรุงเทพและต่างจังหวัด 

"เกษตร" ชูธง อาหารปลอดภัย  ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด

จึงได้เชิญ 10 หน่วยงานประกอบด้วยผู้แทนกรมปศุสัตว์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานอาหารและยา นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ อ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค กรมสอบสวนคดีพิเศษ พล.ต.ต ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.คบ)ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย นายสมศักดิ์ เมดาน รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ดร.วินัย ดะห์ลัน ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิมและคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประชุมหารือเป็นการเร่งด่วนในทันที 

"เกษตร" ชูธง อาหารปลอดภัย  ระดม 10 พันธมิตร ลุย 5 มาตรการแก้ปัญหาเนื้อวัวปลอมระบาด

เนื่องจากปัญหาดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและพี่น้องมุสลิมในวงกว้างมากขึ้นเพราะนอกจากมีการขายตามเขียงและรถเร่ยังมีการขายออนไลน์กระจายไปทั่วซึ่งตัวแทนคณะกรรมการกลางอิสลามฯและสถาบันมาตรฐานฮาลาลรวมทั้งสมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิมแสดงความกังวลว่าปัญหาเนื้อวัวปลอมที่ทำจากสุกรกระทบพี่น้องมุสลิมโดยตรงและจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในมาตรฐานฮาลาลโดยเฉพาะผู้ประกอบการกว่า 150,000 ราย ที่ได้มาตรฐานฮาลาล และถ้าไม่จัดการโดยเฉียบขาดเร่งด่วนจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกอาหารของประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม 2,000 ล้านคน รวมทั้งชาวมุสลิมที่เดินทางมาท่องเที่ยวหรือมาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทยเพราะกลัวอาหารที่ปลอมปนเนื้อสุกร

โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรายงานว่ามีการส่งตัวอย่างมาให้วิเคราะห์ 42 ตัวอย่าง ทั้งที่เป็นเนื้อสดและปรุงเป็นอาหารปนเนื้อวัวปลอมขายในโรงเรียน ผลปรากฎว่าเป็นเนื้อวัวปลอมที่ทำจากเนื้อหมูหมักเลือดวัว 70% ส่วนตัวอย่างที่ขายผ่านออนไลน์เป็นเนื้อวัวปลอม100% และมีเชื้อโรคเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภค

ในส่วนกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ บก.คบ. รายงานว่าระหว่างเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน-กรกฎาคมได้จับกุมหลายรายในจังหวัดปราจีนบุรี และกรุงเทพมหานคร  แต่ไม่มีเครื่องมือเพียงพอในการจัดการกับการค้าออนไลน์ ซึ่งดีเอสไอ. สคบ. และอย.ยินดีที่จะบูรณาการการทำงานกับบก.คบและกรมปศุสัตว์โดยใช้กฎหมายตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับมาใช้ในการจัดการปัญหานี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา พรบ.การสอบสวนคดีพิเศษ  พรบ.ควบคุมโรคระบาดสัตว์ พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พรบ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายและพรบ.อาหารและยาฯลฯ

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมเกษตรปลอดภัยอาหารปลอดภัยและนโยบายยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารรวมทั้งอาหารฮาลาลเพื่อคุ้มครองผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริมการส่งออกอาหารที่ปลอดภัย ในปัจจุบันไทยส่งออกอาหารและสินค้าเกษตรกว่า1ล้านล้านบาทเป็นอันดับ11ของโลกและอันดับ2ของเอเซียรองจากจีนเท่านั้นส่วนตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่า1แสนล้านบาทเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ที่เติบโตเร็ว

จึงมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรมาตรฐานฮาลาลเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องจัดการปัญหาเนื้อวัวปลอมจากเนื้อสุกรอย่างเป็นระบบและเร่งด่วนและยังเป็นการสร้างความเขื่อมั่นว่ารัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและหน่วยงานพันธมิตรมีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาทั้งวันนี้และวันหน้า ทั้งนี้ที่ประชุมสรุปแนวทางแก้ไขปัญหาโดยเริ่มเดินหน้า 5 มาตรการเร่งด่วน
    1.    มาตรการสื่อสารเตือนภัยผู้บริโภค 
    2.    มาตรการป้องปรามผู้ค้า
    3.    มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิด
    4.    มาตรการส่งเสริมมาตรฐานฮาลาล
    5.    มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ(Tracebility)จากโรงฆ่าสัตว์ถึงผู้บริโภคสร้างความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะให้บริการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างฟรีโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายสำหรับการปฏิบัติการของส่วนราชการครั้งนี้

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม31 กรกฎาคม 2563 – 19:05 น.

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาให้สภาเครือข่ายฯ

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสภาเครือข่ายประชาชนอีสานและสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุม, ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 พร้อมด้วย นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กรรมการ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมชั้น 2 สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม

คณะกรรมการได้พิจารณาให้เห็นชอบตามประเด็นข้อเรียกร้องของสภาเครือข่ายประชาชนอีสาน (สอส.) และสภาประชาชน 4 ภาค ที่ให้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาให้สภาเครือข่ายฯ จำนวน 6 คณะ ซึ่งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและป่าไม้ มีร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.กษ. เป็นประธาน และ นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการ ส.ป.ก. เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาในด้านที่ดินและป่าไม้ กำหนดมาตรการและหารือแนวทางในการจัดการที่ดินและป่าไม้อย่างเป็นรูปธรรม เสนอคณะกรรมการแก้ปัญหาฯ บูรณาการแก้ไขปัญหา ติดตาม ประสาน สนับสนุนหรือเร่งรัดการดำเนินการร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส พร้อมด้วย นายสุริยนรองเลขาธิการ ส.ป.ก. เดินทางไปพบปะพี่น้องเกษตรกรจากกลุ่มสภาเครือข่ายฯ บริเวณหน้าประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล และเดินทางไปรับหนังสือร้องเรียนจากกลุ่มผู้ชุมนุมสภาเครือข่ายฯ ที่ชุมนุมปักหลักอยู่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งพูดคุยและกล่าวว่า จะดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน ผ่านกลไกคณะอนุกรรมการที่ทางสภาเครือข่ายฯ ร้องขอให้จัดตั้งขึ้นมา เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับพี่น้องเกษตรกรสภาเครือข่ายฯ ให้ทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด

ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม
ส.ป.ก. ร่วมประชุมแก้ไขปัญหาเครือข่าย สอส. และสภาประชาชน 4 ภาค ครั้งที่ 1/2563 พร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากผู้ชุมนุม