ชป.มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ชป.มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ

ชป.มุ่งมั่นพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากโครงการอย่างเต็มประสิทธิภาพ21 กรกฎาคม 2563 – 15:08 น.

กรมชลประทานดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี (2561-2580) โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 18ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บอีกกว่า 13,000 ล้าน ลบ.ม.สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของรัฐบาล  

กรมชลประทานดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กรมชลประทาน 20 ปี (2561-2580) โดยมีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 18ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บอีกกว่า 13,000 ล้าน ลบ.ม. สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล  ทั้งนี้เป้าหมายคือแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัย รวมถึงช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้เร่งรัดงานพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ โดยกำชับให้ทุกโครงการแล้วเสร็จภายในกรอบงบประมาณและระยะเวลาที่กำหนดเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ประโยชน์จากโครงการได้อย่างเต็มศักยภาพ ตามนโยบายของรัฐบาล และแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน และอธิบดีกรมชลประทาน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ เร่งรัดในการพัฒนาแหล่งน้ำเดิมควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำใหม่

ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 320 ล้านไร่ เป็นพื้นที่การเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ เป็นพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 60 ล้านไร่ ปัจจุบันพัฒนาพื้นที่ชลประทานไปแล้วกว่า 33 ล้านไร่ ยังคงเหลือประมาณ 27 ล้านไร่ ที่จะต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งกรมชลประทานมีเป้าหมายที่จะพัฒนาพื้นที่ชลประทานให้ได้อีก 18 ล้านไร่ ในส่วนของปริมาณน้ำท่า มีเฉลี่ยปีละ 280,000 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) สามารถเก็บกักน้ำได้เพียง 82,000 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 37 กรมชลประทานจึงต้องหาแนวทางเก็บกักน้ำให้ได้เพิ่มขึ้น

เป้าหมายใน 20 ปีข้างหน้าคือเพิ่มปริมาณน้ำให้ได้ 13,000 ล้าน ลบ.ม. เพื่อเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำของคนทั้งประเทศในอนาคต

นายประพิศ ย้ำว่า “4 ภารกิจสำคัญกรมชลประทาน คือ จัดหา จัดเก็บ จัดสรร และจัดการ” ในทุกขบวนการกรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในขบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และยึดมั่นในหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา  จากแนวพระราชดำรัส การรับฟังข้อเสนอของประชาชน เพื่อนำมาหาทางออกร่วมกัน เพื่อให้ได้แนวทางเหมาะสมที่สุดกับประชาชน หลายโครงการจึงเดินหน้าได้สำหรับโครงการสำคัญตามนโยบายรัฐบาล ที่ให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการ หลายโครงการสามารถเริ่มเก็บกักน้ำได้ และ พร้อมส่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่ต่างๆได้แล้ว และมีหลายโครงการที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้ อาทิ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่, โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ , โครงการเขื่อนทดน้ำผาจุก จังหวัดอุตรดิตถ์ , โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา , โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง (คลองระพีพัฒน์)พื้นที่ภาคตะวันออก มีการประเมินเบื้องต้นโดยหน่วยงานต่างๆ ในความต้องการใช้น้ำ

พบว่า ด้านอุปโภค บริโภค และอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 350 ล้าน ลบ.ม./ปี จะเพิ่มขึ้นเป็น 820 และ 1,050 ล้านลบ.ม./ปี ในระยะ 10 และ 20 ปี ข้างหน้าตามลำดับ กรมชลฯ ได้ดำเนินการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและโครงข่ายน้ำในภาคตะวันออก เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเป็นศูนย์กลางด้านผลไม้ของไทย  อาทิก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองประแกด และอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว รวมถึงสำรวจลำน้ำสาขา เพื่อพิจารณาดำเนินการปรับปรุงขยายคลอง สร้างประตูระบายน้ำ(ปตร.) ในส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าลาดที่ประสบปัญหาการรุกล้ำของน้ำเค็มกระทบต่อการผลิตระบบประปา กรมชลฯได้มีเตรียมแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ประกอบด้วยอ่างเก็บน้ำห้วยกรอกเคียน ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติให้กรมชลฯดำเนินโครงการเมื่อวันที่ 8 ก.ค.63 และรมว.เกษตรฯ ได้ให้กรมชลฯเร่งรัดเสนอโครงการอ่างเก็บน้ำหนองกระทิง และอ่างเก็บน้ำคลองกระพง เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. เพื่อเพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำในภูมิภาค และใช้ประโยชน์จากน้ำให้ได้มากที่สุด

ในพื้นที่ภาคใต้ได้เร่งดำเนินโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี ,ชุมพร , นครศรีธรรมราช , ตรัง และ สงขลา โดยการดำเนินงานมีความคืบหน้าไปมาก บางโครงการคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 70-80 ของแผนงาน ปัจจุบันสามารถรองรับน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ได้แล้ว และทุกโครงการได้ก่อสร้างปตร.น้ำบริเวณปลายคลองเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้อีกด้วย สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มีโครงการอ่างเก็บน้ำยะรม อ.เบตง จ.ยะลา สามารถเก็บกักน้ำได้ 12 ล้าน ลบ.ม. พร้อมจะรองรับการขยายตัวของเมืองเบตง และพื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจในอนาคต (ประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย)

อีกปัญหาสำคัญคือการขาดแคลนน้ำจืด ทำให้น้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรรอบทะเลสาบสงขลา กรมชลประทาน ได้มีโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลา เบื้องต้นได้เร่งรัดจัดหาแหล่งน้ำจืดให้กับประชาชน ด้วยการจัดหาพื้นที่แหล่งน้ำธรรมชาติ ตระพังรอบพื้นที่ โดยการขุดขยายคลองเดิมและสร้างปตร.เพื่อเก็บกักน้ำและสามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในพื้นที่

ทั้งนี้จะเห็นว่า กรมชลประทาน ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนเพื่อให้การดำเนินงานโครงการเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในพื้นที่ โดยการสร้างขบวนการรับรู้ การมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนรวมถึงกลุ่มผู้ใช้น้ำซึ่งเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จของกรมชลประทานที่ช่วยกันหนุนและนำการบริหารน้ำของกรมชลประทานผ่านพ้นวิกฤติแล้งและท่วมมาด้วยกัน

รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย

 รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย 20 กรกฎาคม 2563 – 14:23 น.

รมช. มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย พร้อมส่งเสริมอาชีพทำเกษตรอินทรีย์เพื่อสร้างรายได้ให้คนชุมชน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ  รองอธิบดีกรมส่งเสริสหกรณ์และคณะ ลงพื้นที่นิคมสหกรณ์อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ มอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน.3 และ กสน.5) เขตนิคมสหกรณ์พร้าวให้แก่สมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด จำนวน 88 ราย และเยี่ยมชมโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกผักอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย  โดยทางนิคมสหกรณ์พร้าวได้ร่วมกับเกษตรกรทำแผนการเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด เพื่อนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในเมืองเชียงใหม่
 ทั้งนี้ อําเภอพร้าวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะพื้นที่ล้อมรอบด้วยป่าไม้และภูเขาและมีพื้นที่ราบลุ่มบางส่วน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 94 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 798,308 ไร่ แบ่งเป็น 11 ตำบล 98 หมู่บ้าน ประชากรทั้งสิ้น 48,785 คน อาชีพหลัก คือ ทำการเกษตร ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ โดยมีพื้นที่ทำการเกษตรรวม 92,089 ไร่ และพืชเศรษฐกิจที่สำคัญได้แก่ ข้าว ลําไย มะม่วง ข้าวโพดและถั่วเหลือง  

 รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย

สำหรับนิคมสหกรณ์พร้าว มีภารกิจในการจัดสรรที่ดินให้กับเกษตรกรที่ประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินในเขตอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่นิคมสหกรณ์พร้าว มีจำนวน 67,082 ไร่ และได้มีการออกหนังสือแสดงการเข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมสหกรณ์ กสน.3และกสน.5 แล้ว 49,4999 ไร่ 8,912 ราย 
 นอกจากนี้ ในเขตนิคมสหกรณ์พร้าว ได้มีการจัดตั้งสหกรณ์ขึ้นในพื้นที่ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตของเกษตรกรและส่งเสริมรายได้ให้กับคนในชุมชน โดยทางนิคมสหกรณ์พร้าวได้ดูแลรับผิดชอบคอยเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้และร่วมวางแผนการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการจัดการธุรกิจของสหกรณ์อย่างเป็นระบบ  ปัจจุบันมีการจัดตั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ 26 แห่ง แบ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร  10 แห่ง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  4 แห่ง สหกรณ์นิคม 2 แห่งและกลุ่มเกษตรกร 10 แห่ง และได้มีการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาดในพื้นที่อำเภอพร้าว ประกอบด้วย  6 โครงการหลัก ได้แก่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรอำเภอพร้าว โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำ การผลิตสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP  โครงการจัดทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และโครงการเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่นิคมสหกรณ์                รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย        ทั้งนี้ เกษตรกรที่อยู่ในเขตนิคมพร้าว 65 ราย ได้รับการส่งเสริมการประกอบอาชีพทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งกรมฯได้สนับสนุนปัจจัยการผลิตและจัดสรรงบประมาณสร้างโรงเรือนขนาด 6×30 เมตร จำนวน 8 หลัง ให้กับเกษตรกรเพื่อปลูกพืชผักปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชผักสวนครัว เช่น ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ผักกวางตุ้ง ที่ทางนิคมสหกรณ์ได้จัดอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ การวางแผนการผลิตร่วมกับเกษตรกรและเชื่อมโยงการตลาด  โดยรวบรวมผลผลิตผักอินทรีย์ส่งไปจำหน่ายที่ตลาดในเมืองเชียงใหม่   ซึ่งในอนาคตคาดหวังว่านิคมสหกรณ์พร้าวจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย พร้อมทั้งจะผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชนให้ดีขึ้น  
  จากนั้นได้เยี่ยมชมแผนการเพาะปลูกพืชผักอินทรีย์ของสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำนวน 2 รายและเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ซึ่งมีพื้นที่ทำเกษตรในเขตนิคมพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และสมัครใจจะกลับมาทำการเกษตรในแบบเกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้านแบบผสมผสาน ปลูกไม้ผล มัลเบอรี่ ลำไย มะม่วง มะนาว เสาวรส พืชสมุนไพร และผักพื้นบ้านตามฤดูกาล โดยจะทำเกษตรอินทรีย์ที่รักษาระบบนิเวศในฟาร์ม เพื่อให้ทุกอย่างเกื้อกูลกัน พร้อมทำการตลาดโดยการขายผ่านออนไลน์ พร้อมบริการส่งถึงผู้บริโภคโดยตรง ในอนาคตจะมีการต่อยอดแปรรูปผลผลิตในฟาร์มเป็นสินค้าชนิดต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าด้วย                        รมช.มนัญญา มอบหนังสือเข้าทำประโยชน์ที่ดินนิคมสหกรณ์พร้าวให้เกษตรกร 88 ราย    ทั้งนี้ โครงการนำลูกเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร  เป็นนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับมาอยู่ในภูมิลำเนา เพื่อสืบสานอาชีพการเกษตรของพ่อแม่และได้มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับครอบครัว ซึ่งเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ส่วนใหญ่ต้องการองค์ความรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยพัฒนาอาชีพ ซึ่งจะเน้นส่งเสริมให้ทำเกษตรแบบสมัยใหม่ รู้จักการวางแผนการผลิตและการตลาดให้เหมาะสม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมกับโครงการนี้ด้วย เพื่อช่วยกันสร้างงานในพื้นที่ และสนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้กลับมาสานต่ออาชีพการเกษตรและร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น  
  จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินพบปะกับเกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์นิคมพร้าว จำกัด ที่มารอต้อนรับ พร้อมกับกล่าวให้กำลังใจ

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  18 กรกฎาคม 2563 – 20:05 น.

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนตลอดไป  

​นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ประธานคณะทำงานฯ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำ ครั้งที่ 1/2563 พร้อมด้วย นายธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) ดร.ดาเรศร์ กิตติโยภาส ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เขตตรวจราชการที่ 14) เป็นรองประธานคณะทำงานฯโดยมีพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงานฯ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอำนาจเจริญ ส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยจังหวัดอำนาจเจริญ และเจ้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมพระมงคลมิ่งเมือง ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ

ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  
ส.ป.ก. ประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำจังหวัดอำนาจเจริญ  

​นายสุทธิชัย จรูญเนตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ด้วยนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกิน แหล่งทุน โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อันจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยรัฐบาลยังมีนโยบายการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และกำหนดให้ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แหล่งน้ำชุมชน ประกอบกับนโยบายเร่งด่วน ในการเตรียมมาตรการรองรับภัยแล้งและอุทกภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายฯ และแก้ไขปัญหาให้เกิดความยั่งยืน จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำประจำจังหวัดขึ้นมา”
​พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า “การประชุมคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินด้านการเกษตร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำ จังหวัดอำนาจเจริญ ในวันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้องการของชุมชน พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานการแก้ไข รวมถึงรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจ การแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของเกษตรกร และงานพัฒนาด้านแหล่งน้ำให้แก่เกษตรกรของจังหวัดอำนาจเจริญ”
​“ทั้งนี้ ภายหลังจากการประชุม ส.ป.ก. และคณะทำงาน จากทุกภาคส่วน จะเร่งดำเนินการตามมาตรการที่ได้ประชุมกันในครั้งนี้ พร้อมทั้งเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ในทุก ๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านแหล่งเงินทุน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และด้านปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินมีความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่ยั่งยืนตลอดไป” รองเลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวทิ้งท้าย

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน”

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"13 กรกฎาคม 2563 – 12:20 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” นำพื้นที่ 14 ไร่ ภายในสำนักงาน ปลูกป่าแบบผสมผสานกับพืชผัก เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวใจกลาง จังหวัดระยอง 

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมเฉลิมพระเกียรติในโอกาส มหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” นำพื้นที่ 14 ไร่ ภายในสำนักงาน ปลูกป่าแบบผสมผสานกับพืชผัก เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวใจกลาง จังหวัดระยอง  เผยอนาคตจะเป็นแหล่งผักผ่อนเชิงเกษตรแบบผสมผสานระหว่างป่าปลูกกับพืชผัก  

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นำคณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ และปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกภายใต้ชื่อ “รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน” สืบสานสู่ 100 ล้านต้น ณ บริเวณพื้นที่แปลงเกษตรด้านหลังภายในสำนักงาน โดยมีเป้าหมายการปลูก จำนวนกว่า 1,400 ต้น เพื่อคืนผืนป่าให้กับแผ่นดิน และเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในสำนักงาน ให้มีอากาศบริสุทธิ์ ด้วยวิธีดูแลบ้านด้วยธรรมชาติ
ซึ่งโครงการนี้ทางคณะกรรมการฝ่ายโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้กำหนดจัดขึ้น โดยให้ประชาชนทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ได้ร่วมใจและบูรณาการร่วมกันปลูกต้นไม้ อย่างน้อยคนละ 1 ต้น ในที่ดินของตนเอง พื้นที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ สถานศึกษา ที่สาธารณะ ศาสนสถาน โดยมีเป้าหมายปลูกต้นไม้ไม่น้อยกว่า 100 ล้านต้น พร้อมทั้งบำรุงรักษาต้นไม้ให้เจริญเติบโตงอกงามสืบไป
 

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"

ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนได้ร่วมใจบูรณาการปลูกต้นไม้และปลูกป่า อันเป็นการสนองพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกประชาชนทั่วทั้งประเทศ ได้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ และปลูกต้นไม้ในใจคน ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ร่วมโครงการ "รวมใจไทย ปลูกต้นไม้ เพื่อแผ่นดิน"

 และเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ลดมลภาวะเป็นพิษจากฝุ่นและหมอกควัน อีกทั้งลดภาวะโลกร้อน
ส่วนพื้นที่สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง นั้นได้ใช้บริเวณที่ด้านหลังของสำนักงานซึ่งเดิมเป็นที่แปลงเกษตร และพื้นที่ชุ่มน้ำ จำนวน 14 ไร่ โดยปรับสภาพพื้นที่ด้วยการยกคันดินส่วนหนึ่งพัฒนาเป็นสระน้ำ และใช้บริเวณแนวคันดินเป็นพื้นที่ปลูกป่า ที่เป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่น จำนวนกว่า 1,400  ต้น ส่วนหนึ่งจัดทำเป็นแปลงสาธิตงานด้านการเกษตรแบบผสมผสานรูปแบบการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างป่าธรรมชาติกับพืชผักสำหรับการบริโภค เพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกร และประชาชน และนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ของตนเองต่อไป
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จังหวัดระยอง พื้นที่ตรงนี้เมื่อได้รับการพัฒนาด้วยการปลูกป่าแบบผสมผสานกับการปลูกพืชเพื่อการบริโภค ก็จะสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้ ตลอดถึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจได้เป็นอย่างดี” นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ กล่าว

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง”โขง ชี มูล”นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง”โขง ชี มูล”นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ  

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง"โขง ชี มูล"นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ  10 กรกฎาคม 2563 – 15:56 น.

กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 รวมกลุ่มเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีคุณภาพในงานมหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพ และของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคาร1 กรมส่งเสริมการเกษตร นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในงานแถลงข่าว”มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานตอนล่างและกลุ่มจังหวัดโขงชีมูล” โดยมีนายทีว มาศขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรให้เกียรติมาร่วมในงานแถลงข่าวครั้งนี้
นายสฤษดิ์กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบัน

กลุ่มจังหวัดอีสานตอนล่าง"โขง ชี มูล"นำสินค้าเกษตรอินทรีย์บุกกรุงเพิ่มช่องทางตลาดระหว่าง 15-19 กรกฎาคม ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ  

รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรได้ในราคาที่สูงขึ้นและผู้บริโภคที่มีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีตกค้างซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ต่อคณะรัฐมนตรีและได้ผ่านความเห็นชอบ โดยใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 11 กลยุทธ์ ได้แก่ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัยการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

             ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในช่วงปี 2561-2564 “การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ พืชเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงได้กำหนดจัดงาน ”มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 กลุ่มโขง ชี มูล โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ 
ที่ผ่านมากลุ่มจังหวัดได้ดำเนินนโยบายในเรื่องของเกษตรอินทรีย์การผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพในพื้นที่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ รวมถึงการส่งเสริมผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพอีกหลายชนิดที่ผลิตด้วยกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภคอย่างมากในเวลานี้

                    นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญในเรื่อง “การแปรรูป” เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยในเรื่องของการทำ Packaging รวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรูปแบบของผลผลิตที่หลากหลาย เป็นการใช้ประโยชน์ในทุกๆ ส่วนของผืนนา ไม่เพียงเฉพาะแต่ในต้นข้าว 
กลุ่มจังหวัดเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เรียกว่า “มหานครเกษตรอินทรีย์” ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแหล่งผลิตอันบริสุทธิ์โดยปราศจากการปรุงแต่งจากสารเคมี จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่า แหล่งผลิตข้าวและสินค้าเกษตรของกลุ่มจังหวัดเราได้รับมาตรฐานในระดับสากล และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างสูงที่สุด”
สำหรับการจัดงาน มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล” ในครั้งนี้ จะมีการจำหน่ายสินค้าข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรคุณภาพของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 (อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจิรญ) จำนวน 150 บูท บนเนื้อที่กว่า 3,300 ตารางเมตร ตลอดระเวลา 5 วัน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.00 – 19.00 น. ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด3 กรกฎาคม 2563 – 20:05 น.

เกษตรจังหวัดสุโขทัย เตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลังระบาด เนื่องจากมีการตรวจพบท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผลผลิตของเกษตรกร

เกษตรจังหวัดสุโขทัยเตือนเกษตรกร ระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง เนื่องจากมีการตรวจพบท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง เป็นโรคใบด่างมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อ Sri Lankan Cassava Mosaic Virus (SLCMV) ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อผลผลิตของเกษตรกร และอาจทำให้เกิดการขาดแคลนมันสำปะหลังในประเทศไทย ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง

จังหวัดสุโขทัยได้มีประกาศโดยคณะกรรมการส่วนจังหวัด ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการจังหวัดสุโขทัย เรื่อง การควบคุมการขนย้ายต้นพันธุ์ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง โดยต้องมีการขออนุญาตย้ายต้นพันธุ์ ท่อนพันธุ์ เข้ามาหรือออกจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค เพื่อเป็นการป้องกันหรือหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคไวรัสใบด่าง มิให้กระจายไปในพื้นที่อื่น

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มันสำปะหลังที่เป็นโรคจะแสดงอาการใบด่างเหลือง ใบเสียรูปทรง ยอดที่แตกใหม่จะแสดงใบด่างอย่างรุนแรง ลำต้นแคระแกร็น ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของไวรัส และพันธุ์มันสำปะหลัง การแพร่ระบาดจะแพร่กระจายผ่านทางท่อนพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ และมีแมลงหวี่ขาวยาสูบเป็นพาหนะนำโรคมาสู่ต้นมันสำปะหลัง

การป้องกันกำจัด ๑.ห้ามนำเข้าท่อนพันธุ์หรือส่วนขยายพันธุ์ของมันสำปะหลัง และหัวมันสดจากประเทศที่มีรายงานพบการระบาดของโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ๒.สำรวจแปลงมันสำปะหลังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ๓.ใช้พันธุ์ที่ปลอดโรค หรือจากต้นพันธุ์มันสำปะหลังที่ไม่แสดงอาการของโรค ๔.หากพบต้นมันสำปะหลังแสดงอาการใบด่าง ให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร หรือกรมวิชาการเกษตร ทันที

๕.ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อป้องกันกำจัดเชื้อโรคจากต้นมันสำปะหลัง ที่เป็นโรคตกค้างอยู่ในแปลง หลีกเลี่ยงการขนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีโรค ไปสู่แหล่งที่ยังไม่เคยมีการระบาด ๖.กำจัดหรือหลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เช่น สบู่ดำ ละหุ่ง และพืชอาศัยของแมลงพาหะ เช่น กระเพรา โหระพา ผักชีฝรั่ง พริก มะเขือเปราะ มันฝรั่ง พืชตระกูลถั่ว และ ๗.กำจัดแมลงพาหะ เช่น แมลงหวี่ขาวยาสูบ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่พบรายงานการระบาดในพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังใน จ.สุโขทัย แต่ก็ต้องเฝ้าติดตามและระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดและอำเภอ ได้มีการติดตามเฝ้าระวังตรวจสอบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังทุกอำเภอที่มีการปลูกมันสำปะหลัง พร้อมทั้งได้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ผู้นำชุมชน ในการเฝ้าระวังการระบาด รวมถึงกำชับมิให้มีการนำเข้าท่อนพันธุ์ ต้นพันธุ์มันสำปะหลังจากต่างจังหวัดเข้ามาในพื้นที่

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ3 กรกฎาคม 2563 – 17:34 น.

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

ภิลชณัฎฐ์ ติตะพานิชย์ หรือ”คุณสุ”เจ้าของสวน “อินทผลัม999คุณสุ เพชรบุรี”เปิดเผยว่าตนเป็นคนจ.สมุทรสาคร แต่สุขภาพไม่ค่อยดี คุณหมอจึงแนะนำให้ไปอยู่ต่างจังหวัดอากาศดี ๆ จึงนำเงินสะสมมาซื้อที่ดินจำนวน 35 ไร่ ทำสวนอินทผลัมที่อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ตั้งแต่ปี 2561 และนำเข้าต้นพันธุ์อินทผลัมจากต่างประเทศ ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ มาปลูก ทำให้ไม่กลายพันธุ์ และได้พันธุ์แท้ ที่รสหวานแหลม เนื้อกรุบกรอบ สีแดงชื่อพันธุ์โคไนซี่ สีเหลืองพันธุ์บาฮี

สวน”อินทผลัม999คุณสุ เพชรบุรี”ปีนี้มีผลสดให้ทานเฉพาะเดือนกรกฎาคมนี้ได้ผลผลิต 50 ตัน หรือ 5 หมื่นกิโลกรัม มีคนจองก่อนผลสุกแล้ว 20% หรือ 1 หมื่นกิโลกรัม ผู้รักสุขภาพ และชอบรับประทานอินทผลัมผลสดไม่ควรพลาด และจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ซึ่งส่งผลกระทบทำให้มีผู้เดือดร้อนจำนวนมาก ตนจึงเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพผู้ป่วยเบาหวาน โรคไต และโรคเรื้อรังอีกหลาย ๆ โรค ได้รับประทาน

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

โดยสวนอินทผลัม(อ่านว่า อิน-ทะ-ผะ-ลัม) ของตนปลูกด้วยแนวทางเกษตรอินทรีย์ มีใบรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริโภคผลสดมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและที่สวนยังมีต้นพันธุ์ดี ที่ได้จากการเพาะเนื้อเยื่อนำเข้าจากต่างประเทศจำหน่ายด้วย  

อินทผลัมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีน้ำตาลสูง ใน 100 กรัม จะให้พลังงานประมาณ 282 กิโลแคลอรี่ ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 75.03 กรัม(เป็นน้ำตาล 63.35 กรัม)โปรตีน 2.45 กรัม ไขมัน 0.39 กรัม นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ สูง โดยเฉพาะโปแทสเซียม (696 มิลลิกรัม/100 กรัม) จึงช่วยให้ร่างกายสดชื่นและฟื้นฟูกำลังได้อย่างรวดเร็ว  มักถูกเลือกเป็นผลไม้สำหรับผู้ป่วยหรือเยี่ยมผู้ป่วยด้วย 

เจ้าของสวนอินทผลัมเพชรบุรี ใจป้ำเปิดสวนให้คนไม่มีเงินได้ชิมฟรี เพื่อแบ่งปันสุดยอดผลไม้ เพื่อสุขภาพ

อินทผลัม ยังเป็นผลไม้ที่ชาวมุสลิมจะรับประทานหลังจากการละศีลอดในตอนค่ำ โดยเชื่อว่า อินทผลัมจะช่วยทำให้ร่างกายที่อ่อนเพลียจากการอดอาหารมาตลอดทั้งวันมีพละกำลังดังเดิม 

การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอินทผลัมมีค่อนข้างมาก โดยพบว่าผลของอินทผลัมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ลดไขมันและน้ำตาลในเลือด ช่วยปกป้องตับ ไต หัวใจ และป้องกันการตายของเซลล์หัวใจ ซึ่งส่วนใหญ่ยังเป็นการศึกษาในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง 

สำหรับการศึกษาทางคลินิกพบว่า เมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดีรับประทานผลอินทผลัมในขนาด 100 กรัมต่อวัน นาน 4 สัปดาห์ จะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง โดยไม่ส่งผลเสียต่อระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งยังช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัวด้วย และการศึกษาในชายที่มีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศพบว่า สารสกัดจากละอองเกสรของอินทผลัม (Date Palm Pollen; DPP) ซึ่งอุดมไปด้วย amino acids, fatty acids, flavonoids, saponins และ estroles สามารถช่วยให้จำนวนอสุจิและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเพิ่มขึ้นด้วย นอกจากนี้ DPP ยังช่วยป้องกันการอักเสบจากการฉายแสงรักษาด้วย

การรับประทานอินทผลัม วันละ 5 – 10 ผลที่มีน้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวร่างกายดูดซึมได้ทันที แทนการรับประทานน้ำอัดลมหรือขนมขบเคี้ยวที่มีแต่แป้ง ไขมัน และน้ำตาล จึงมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพที่สุด

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์3 กรกฎาคม 2563 – 13:22 น.

กรมการข้าว นำสื่อขึ้นเหนือเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์ เพื่อดูกรรมวิธีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพและได้มาตรฐานตลอดจนการแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าวเพื่อสร้างรายได้ให้กับสมาชิกช่วงโควิด-19

เมื่อวันที่ 2 และ 3  มิถุนายน 2563 นายทัศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษา กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่จ.กำแพงเพชรและนครสวรรค์ โดยวันที่ 2 มิถุนายน ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด อ.ไทรงาม จ.พิจิตร ซึ่งมีนายทฤษฏี เพชรมะลิ เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ120คน มีพื้นที่ทำนากว่าพันไร่ ผลิตข้าวอินทรีย์คุณภาพหลายชนิด อาทิ ทับทิมชุมแพ ข้าวหอมมะลิซากังราว ข้าวหอมมะลิโกเมนสุรินทร์  ข้าวหอมมะลิดำหนองคาย โดยผลผลิตทั้งหมดนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆที่หลากหลาย                               

 อาทิ น้ำมันรำข้าว สบู่ก้อน ครีมอาบน้ำ แชมพู โลชั่น ครีมบำรุงผิว นำปรายข้าวมาแปรรูปเป็นแป้งเพื่อทำเส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมครก คุกกี้ เป็นต้น ทั้งนี้ ทางกลุ่มยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน เข้าสู่ระบบนาแปลงใหญ่และมุ่งสู่เกษตรอินทรีย์เพื่อคุณภาพชีวิตของสมาชิกและชุมชนที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในชีวิต ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำรงชีพ         

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์

นายทฤษฏี เพชรมะลิ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดกล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดประกอบด้วยกลุ่มเกษตรกรที่ทำนาประณีตแบบแม่นยำ ใช้วิธีปักดำทั้งหมด คุมวัชพืชด้วยน้ำ มีกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ กรมการข้าวได้ให้การสนับสนุนโดยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง โดยเน้นการผลิตข้าวอินทรีย์ ยึดหลักซื่อสัตย์ ยุติธรรม สะอาด ปลอดภัย โดยพยายามฟื้นฟูธรรมชาติที่เสียไปให้กลับมามีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์อย่างเช่นอดีต มีการจัดกิจกรรมให้กับกลุ่มแม่บ้าน และเด็กนักเรียนในท้องถิ่นให้มีส่วนร่วม จึงกลายเป็นแหล่งผลิตข้าวปลอดภัย โดยเฉพาะข้าวโภชนาการสูง เช่นข้าวทับทิมชุมแพ ข้าวมะลินิลสุรินทร์ แหล่งใหญ่ที่สุดในจังหวัดกำแพงเพชร                กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์  ปัจจุบันมีสมาชิกในกลุ่มประมาณ 120 คน  มีการเรียนรู้พัฒนากลุ่มมาอย่างต่อเนื่อง เพิ่มศักยภาพและขีดจำกัดของชุมชนอย่างเป็นระบบ สมาชิกมีการพยายามเรียนรู้ด้วยตนเองและจากแหล่งข้อมูลต่างๆ อย่างเช่น ประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ทั้งที่ได้รับมาจากกรมการข้าวและหน่วยงานภาคีที่เข้ามาส่งเสริมในเรื่องของนาแปลงใหญ่ ทางกลุ่มมีการบริหารจัดการสวัสดิการให้แก่สมาชิกอย่างยุติธรรม เช่นการประกันราคาข้าวให้แก่สมาชิกในราคาสูง เพื่อสร้างแรงจูงใจและมีความตั้งใจในการเพาะปลูก มีการดูแลอย่างถูกต้องตามหลักการ ทำให้สมาชิกมีความขยันหมั่นเพียร ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ต่อยอดมาถึงการทำวิสาหกิจในชุมชน 
 “ผลผลิตข้าวทั้งหมดจะนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมาก โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัย มหาวิทยาลัยนเรศวรมารช่วยดูแลพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และมีบริษัท ขวัญดาว โปรเจค จำกัดดูแลเรื่องการตลาดการจำนห่ายผลผลิตทั้งหมด ทำให้กลุ่มมีรายได้เฉลี่ย 3-5 แสนบาทต่อเดือน”ประธานกลุ่มคนเดิมกล่าว  
  อย่างไรก็ตามนอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาด ยังมีความตระหนักถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการผลิต การตลาด การสื่อสาร และการขนส่ง เพื่อเพิ่มผลผลิตให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ทางกลุ่มมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ว่า “จากแปลงนาที่เราบรรจงปลูก จากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก ส่งรุ่นหลาน เพื่อพี่น้องทั่วไทย”                  กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์  นางดาวใจ ศรลัมพ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ขวัญดาว โปรเจค จำกัด ซึ่งดูแลการตลาดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดกล่าวยอมรับว่าได้เข้ามาดูแลด้านการตลาดให้กลับกลุ่มมานานแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานผ่านการวิจัยและพัฒนาจากทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวร โดยผลิตภัณฑ์ที่รับซื้อจากกลุ่มมีหลายตัว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชาหมักจากรำข้าวพร้อมดื่มเพื่อสุขภาพ คอมมูชา ขณะนี้ได้ทำตลาดส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
 จากนั้นวันที่ 3 มิถุนายน ที่ปรึกษากรมการข้าวพร้อมคณะผู้บริหารกรมการข้าวและสื่อมวลชนได้เดินทางไปยังกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ เพื่อร่วมฟังการบรรยายเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานของมล็ดพันธุ์ข้าว โดยมีผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมและสมาชิกให้การต้อนรับ
 นางสาวสมจิตร โพธิวิจิตร ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอม เปิดเผยว่า กลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 169 ราย มีพื้นที่นาทั้งหมด 4,984  ไร่ ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หลากหลายได้แก่ ข้าวพันธุ์กข41 พันธุ์พิษณุโลก2 ชัยนาท1 ขาวดอกมะลิ105 และการผลิตข้าวเพื่อการแปรรูป จากเดิมเกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวของทางราชการ บางส่วนใหญ่เมล็ดพันธุ์พื้นเมือง  เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายฤดูทำให้เมล็ดพันธุ์ข้าวขาดคุณภาพและผลผลิตลดลงและมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
 “แต่ก่อนเกษตรกรมีการทำนาน3ครั้งต่อปี เพราะคิดว่าน่าจะได้ผลผลิตข้าวมากกว่าทำนาปีละ 2ครั้ง ทำให้ขาดการพักดินและการเตรียมดินให้เหมาะสม จึงส่งผลให้บางฤดูประสบปัญหาโรคแมลง ความเสื่อมถอยของดินและพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้มาตรฐาน จากนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าวใหม่ จากการหว่านน้ำตมเป็นวิธีการหยอด เปลี่ยนจากทำนา 3 ครั้งเป็น 2 ครั้ง ทำให้ได้ผลผลิตสูงขึ้นจากเคยได้ 350 กิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นเป็น 714 กิโลกรัมต่อไร่ การแปรรูปข้าวสารเต็มเมล็ดสูง”
 ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ห้วยน้ำหอมย้ำด้วยว่าหลังจากกรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมโดยการจัดเวทีชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความรู้การทำนาที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นดิน สามารถผลผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ดีสู่ชุมชน ลดปัญหาพันธุ์ปลอมปนทำให้การผลิตข้าวที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภคต่อไป

กรมการข้าว นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในจ.กำแพงเพชร-นครสวรรค์

                                                ทัศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษากรมการข้าว


 นายทัศนะ ลาภรวย ที่ปรึกษากรมการข้าวกล่าวภายหลังการนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมผลการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยระบุว่านาแปลงใหญ่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ส่งเสริมเกษตรกรให้มีการรวมกลุ่มเพื่อมีอำนาจการต่อรองและการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐง่ายยิ่งขึ้น และที่สำคัญช่วยในการลดต้นทุนในการซื้อปัจจัยการผลิตลดลง มีการแบ่งการทำงานนกันเป็นทีม ซึ่งจากภาพรวมในการดำเนินการที่ผ่านมาพบว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ปัจจุบันทั่วประเทศมีกลุ่มนาแปลงใหญ่กว่า 2 พันแห่งและกรมการข้าวมีนโยบายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
    “นาแปลงใหญ่เราไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้แต่จะดำเนินการต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมจากพี่น้องเกษตรกรชาวนาเพิ่มมากขึ้น มีการขึ้นบัญชีไว้เยอะมาก แต่งบประมาณมีจำกัด ทั้งนี้ทก็จะพยายามผลักดันให้มีกลุ่มนาแลปงแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวนาดีขึ้น ขณะนี้ทั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชนกำลังทำเรื่องเสนอรัฐบาลเพื่อของบฟื้นฟูเศรษฐกิจกลุ่มละไม่เกิน 3 ล้านบาทเพื่อมาดำเนินการพัฒนากลุ่มต่อไป”ที่ปรึกษากรมการข้าวกล่าว
 อย่างไรก็ตามปัจจุบันกรมการข้าวได้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 1แสนตัน จากความต้องการทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านตันหรือประมาณ10% ขณะที่มีปริมาณเมล็ดพันธุ์หมุนเวียนอยู่ในประมาณ 4-5 แสนตันต่อฤดูการผลิต 

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง2 กรกฎาคม 2563 – 14:52 น.

   กยท. เดินหน้าขยายผลนวัตกรรมหมวกยางพารากันฝน นำร่องแจกชาวสวนยางทั่วประเทศ 50,000 ชุด ใช้กันน้ำฝนไหลลงจอกยาง  ช่วยเพิ่มวันกรีด ผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง พร้อมผลักดันขยายการผลิต หวังเพิ่มการใช้ยางในประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้ผลิตหมวกยางพารากันฝนให้ต้นยางที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ 100% รวมกว่า 50,000 ชุด โดยวางเป้าหมายแจกจ่ายให้เกษตรกรผู้ที่สนใจ และขึ้นทะเบียนปลูกยางกับ กยท. ทั่วประเทศ นำไปติดตั้งกับต้นยางเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงไปในจอกยางจะช่วยให้เกษตรกรยังคงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แม้ในช่วงฝนตกซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบในฤดูฝน  
 “หมวกยางพารากันฝนให้ต้นยาง ทำหน้าที่เสมือนร่มกันน้ำฝนไม่ให้ไหลลงไปในจอกยาง  เกษตรกรสามารถออกไปกรีดยาง เก็บน้ำยางได้ตามปกติแม้ฝนจะตกก็ตาม ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเนื่องจากเพิ่มวันกรีดได้อย่างน้อยเฉลี่ย 30 วัน/ปี  เป็นการเพิ่มรายได้ให้โดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีหน้าฝนติดต่อกันหลายเดือนในแต่ละปี  คาดว่าการนำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในสวนยางจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มจากเดิมอย่างน้อย 3,000 บาท/ไร่/ปี ” รองผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำ

กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า นอกจากจะแจกจ่ายนวัตกรรมไปให้แก่ผู้สนใจแล้ว กยท.ยังได้นำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในแปลงสาธิต ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จ.ระยอง จำนวน 2,000 ชุด และที่สวนยางพารา กองจัดการสวนยาง 2 จ.นครศรีธรรมราช อีก 6,000 ชุด เพื่อเก็บข้อมูล สถิติ ความคุ้มค่า ก่อนที่จะขยายผลต่อยอดไปยังพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ  โดยการผลิตหมวกยางพาราดังกล่าวในอนาคต กยท.มีโครงการนำชิ้นงานไปให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อมดำเนินการผลิต ทั้งนี้เพื่อเป็นการผลักดันการใช้ยางในประเทศมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งหมวกยางพารา 1 ชุด ใช้ยางธรรมชาติ ประมาณ 0.5 กิโลกรัม จึงเป็นอีกทางหนึ่งการส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนายางพารา แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย                             กยท. ชูนวัตกรรมหมวกต้นยางกันฝน เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณการใช้ยาง  “ กยท.มีความมุ่งมั่นจะยกระดับความเป็นอยู่ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกยางไทย ซึ่งเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรทุกรายสามารถเสนอแนวทาง วิธีการเพิ่มรายได้หรือผลผลิตร่วมกันกับการยางแห่งประเทศไทย เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงและบรรลุประสิทธิภาพได้สูงสุด ผ่านช่องทาง กยท.ใกล้บ้านท่าน หรือ โทรศัพท์ 0 2433 2222 ต่อ 511 ในวันและเวลาราชการ” นายณกรณ์ กล่าวในตอนท้าย

“สหกรณ์ลานสัก”ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“สหกรณ์ลานสัก”ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว

"สหกรณ์ลานสัก"ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว 2 กรกฎาคม 2563 – 10:09 น.

“สหกรณ์ลานสัก”ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว ไม่พร้อมใครจะกล้ายื่น ด้าน กสส.ระบุสหกรณ์มีประสบการณ์ทำเมล็ดพันธุ์นับสิบปี หากคุณสมบัติไม่ครบ กรมการข้าวไม่ซื้อแน่ ยอมรับงงข่าวเพราะยังไม่จัดซื้อ      

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกระแสข่าวที่กรมการข้าวดำเนินการตามมติ ครม.จัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับเกษตรกรเพื่อเยียวยาผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี2562 โดยจัดซื้อจากสหกรณ์ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ 14,300 ตัน แต่อาจเป็นข้าวที่คุณภาพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมการข้าวกำหนดนั้น
 นายจิตติ เจียมเจือจันทร์ ผู้จัดการสหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด กล่าวว่า ทางสหกรณ์ได้เข้าไปยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์กับกรมการข้าวเนื่องจากทางกรมการข้าวได้มีหนังสือส่งถึงสหกรณ์เมื่อ 29 พ.ย.2562 เชิญประชุมเพื่อหารือการจัดการเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/64และได้เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2562 จากนั้นก็ได้มีการเชิญชวนให้สหกรณ์ยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์โดยกรมการข้าวได้กำหนดมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ที่จะรับซื้อต้องมีอัตราความงอกไม่น้อยกว่า 80% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% ความชื้นไม่เกิน 14 % 
” ซึ่งสหกรณ์มีความมั่นใจในเมล็ดพันธุ์ของสหกรณ์ว่าเข้าหลักเกณฑ์ เนื่องจากเมล็ดพันธุ์เราได้คุณภาพ                ตรงตามเงื่อนไขที่กรมการข้าวต้องการ ไม่งั้นจะเข้าไปเสนอทำไม เพราะหากคุณภาพไม่ถึงก็ตกคุณสมบัติตั้งแต่ต้น   ที่ผ่านมาสหกรณ์รับเมล็ดพันธุ์จากกรมการข้าวมาส่งเสริมให้สมาชิกผลิตและปรับปรุงจนเป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ และมีห้องตรวจสอบคุณภาพและโรงงานปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมวิชาการเกษตร ขณะนี้ได้ประสานกับสหกรณ์เครือข่าย 10 แห่งเพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิตเมล็ดพันธุ์ส่งมอบให้กับกรมการข้าว และจะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่โครงการนี้กำหนดอย่างเคร่งครัด”นายจิตติกล่าว

"สหกรณ์ลานสัก"ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว

 ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ต่อกรณีข่าวดังกล่าว

 อธิบดี กสส.กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า คณะรัฐมนตรีวันที่15 ต.ค.2562 มีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและน้ำท่วมปี2562 ในโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี2563/64 จำนวน 63,200 ตันวงเงิน 1,739  ล้านบาท โดยกำหนดให้ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวส่วนหนึ่ง  จากสหกรณ์การเกษตร จำนวน 14,300 ตัน วงเงินกว่า 400 ล้านบาท  
 เบื้องต้นกรมพบว่า กรณีการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อนำไปแจกจ่ายเกษตรกรเป็นหน้าที่ของกรมการข้าว ที่จะดำเนินการตามมติครม. โดยมีหนังสือเชิญชวนสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์เข้ามายื่นข้อเสนอและกำหนดคุณสมบัติสหกรณ์และคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่ต้องการไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ตามมาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนด 

               "สหกรณ์ลานสัก"ยันความพร้อมเต็มร้อยยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวกับกรมการข้าว   ทั้งนี้ สหกรณ์เป็นนิติบุคคลหากมีคุณสมบัติครบตามที่หน่วยงานกำหนดก็สามารถที่จะยื่นเสนอได้ ดังนั้น สหกรณ์ที่ไปยื่นความจำนงเข้าร่วมโครงการนี้ ต้องมีความพร้อมทั้งในเรื่องปริมาณและคุณภาพเมล็ดพันธุ์  
 “ต้องยอมรับว่าในสหกรณ์การเกษตรกว่า 64 แห่ง มีการส่งเสริมให้สมาชิกผลิตเมล็ดพันธุ์และสหกรณ์ได้รับซื้อแล้วนำมาปรับปรุงเพื่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นจำหน่ายโดยที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้อุดหนุนงบประมาณก่อสร้างโรงงานปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ให้ตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่สหกรณ์ผลิตได้ก็จะจำหน่ายต่อให้กับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรทั่วไป ดังนั้นโครงการนี้มีหลายสหกรณ์ที่สนใจจะเสนอขายเมล็ดพันธุ์กับส่วนราชการ และได้ยื่นเสนอราคาไว้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศผลว่าสหกรณ์ใดจะได้รับการคัดเลือกและยังไม่มีการลงนามสัญญาซื้อขายเมล็ดพันธุ์สหกรณ์กับกรมการข้าวแต่อย่างใด จึงแปลกใจว่าทำไมจึงมีกระแสข่าวว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวสหกรณ์ไม่มีคุณภาพ ” นายพิเชษฐ์กล่าว
 ทั้งนี้สหกรณ์เหล่านี้ได้มีการขึ้นทะเบียนผู้รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและได้มีการทดสอบคุณภาพอย่างละเอียด ก่อนได้รับการรับรองมาตรฐานจึงจะสามารถจำหน่ายได้  
 สำหรับโครงการนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เน้นย้ำกับสหกรณ์ที่ได้ยื่นเสนอขายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับกรมการข้าวจะต้องปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนอย่างเคร่งครัด และผลิตเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพป้อนให้ส่วนราชการได้นำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องเกษตรกรต่อไป