#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ
28 มิถุนายน 2563 – 22:47 น.
สุดยอดภูมิปัญญาชุมชน คิด ออกแบบ สร้าง แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ประปาชุมชน ทำง่ายๆ
วันที่ 28 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Ta Sithiporn ได้มีเผยแพร่ภาพ กลุ่มชาวบ้านได้รวมกันสร้างแท้งค์น้ำขนาดใหญ่ในชุมชมเพื่อกักเก็บน้ำฝน ไว้ใช้ในสวนเกษตร โดยแกนนำเกษตรกรที่มี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออ.ยักษ์ และคุณ โจน จันได เครือข่ายศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน โดยมีข้อความว่า
การเก็บน้ำด้วยแท้งค์ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านสามารถทำได้เอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบการก่อสร้างเชิงธุรกิจนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน(ชตน.) ผู้ที่คิดค้นวิธีทำแท้งค์นี้คือ อาจารย์ยักษ์ เราจึงเรียกกันว่า “แท้งค์ยักษ์” ในครานั้นผู้ที่ควบคุมการสร้างเป็นครั้งแรกคือ พี่โจน จันได ภายหลังท่านอาจารย์จึงได้ให้คำนิยามว่า “แท้งค์ยักษ์มาตรฐานโจน”

ปัจจุบัน ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน (ชตน.) ได้เป็นศูนย์รวมของแท้งค์ยักษ์เกิดขึ้นเกือบ ๑๐แท้งค์ และพี่กุล กุล ปัญญาวงศ์ยังได้ส่งเสริมให้ไปสร้างแท้งค์ยักษ์ขนาดมหึมาขึ้นที่บ้านใหม่ภูคา หรือดอยภูคา นอกจากนี้ยังมีพี่น้องเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติได้ทำใช้เองในหลายพื้นที่ด้วยกัน เช่น ที่ กาญจนบุรี พี่น้องชาวปิล๊อกคี่ ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น โดยใช้งบประมาณที่ไม่มากนัก
ต้นปี พ.ศ.2562 อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร) ปรารภกับลูกศิษ์ที่มาบเอื้องว่า อยากจะทำแท้งค์เก็บน้ำยักษ์ไว้ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เพื่อให้เป็นตัวอย่างของการเก็บน้ำให้ได้ซัก 170,000 ลิตร สร้างแบบบ้านๆ ง่ายๆ งบประมาณน้อยๆ ใช้วัสดุที่หาเอาได้ในพื้นที่ คนในชุมชนซึ่งมีภูมิความรู้เกี่ยวกับไม้ไผ่อยู่แล้วสามารถทำตามได้ ช่วยกันลงแขก ไม่นานก็เป็นแท้งค์น้ำขนาดยักษ์ ซึ่งอาจจะเป็นของส่วนรวมที่ชุมชนสามารถใช้น้ำร่วมกันได้ มุ่งเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่ชุมชนจะได้มีน้ำกิน น้ำใช้ ได้ตลอดหน้าแล้ง
แท้งยักษ์นี้ถ้าจะให้ดี ก็ควรจะสร้างบนที่สูงกว่าระดับพื้นทั่วไป จะทำให้การจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคง่ายขึ้น คือสมมุติว่ากลางวันก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำจากหนอง จากบ่อ ขึ้นไปเก็บในแท้งค์ การจ่ายน้ำลงก็จะประหยัดหรือแทบไม่มีการใช้พลังงานเลยก็ว่าได้
ข้าพเจ้านำมาเผยแพร่นี้ด้วยเหตุที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการก่อสร้างขึ้นที่มาบเอื้องจึงพอรู้ พอเข้าใจในกระบวนทำแท้งค์ยักษ์ ทั้งนี้ ข้าพเจ้าไม่มีความรู้แวดล้อมเชิงวิศวกรรมทางการก่อสร้างแต่อย่างใด เป็นเพียงเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแรงกล้าในสิ่งอาจารย์สอนคือ “คิดพึ่งตน”
มาบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราอยู่สมัยที่ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะพึ่งพาตนเองให้ได้ ใช่หรือไม่ว่าการลุกขึ้นมาจัดการและรับผิดชอบกับทุกสิ่ง ทุกอย่างด้วยมือข้างของตนเองนั้นเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของทุกครอบ ทุกชุมชน

สิ่งสำคัญที่โปรดจงจำให้ขึ้นใจว่า
“ความขาดแคลนไม่เป็นปัญหา ถ้ามีปัญญาและความอดทน”
วิธีการทำพอสังเขป (รายละเอียดกรุณาอ่านคำบรรยายใต้ภาพ)
๑. ขั้นตอนการสร้างแท้งค์น้ำยักษ์ การขุดดินและการทำคานคอดิน
๑.๑ปรับพื้นที่ให้เรียบให้ได้ระดับในแนวราบ กำหนดขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางด้วยการหาจุดศูนย์กลางของแท้งค์
๑.๒ใช้ไม้หรือเหล็กตอกที่จุดศูนย์กลางข้าพเจ้าใช้เชือกคล้องที่หลักศูนย์กลาง วาดรัศมีตามขนาดที่ต้องการ
๑.๓ เมื่อได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแล้ว จึงขุดเอาดินด้านในของแท้งค์ออก เพื่อให้ฐานของแท้งค์อยู่ลึกลงไปประมาณ๑.๕ ม.
๑.๔ การขุดสามารถทำได้๒วิธี คือใช้คนขุด กับใช้รถขุด มีข้อแนะนำว่า ไม่ว่าจะขุดด้วยวิธีไหน ขอให้ขอบของแท้งค์ เป็นแนวดิ่งตั้งฉาก๙๐องศากับระนาบของพื้นดินเสมอ
๑.๕ ปรับระดับของพื้นให้ได้ระนาบ๑๘๐องศา ปรับระดับของผนังให้ตั้งฉากกับพื้น
๑.๖ ขุดดินเป็นร่อง(สี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง)โดยรอบวงกลม เพื่อทำเป็นคานคอดินรับน้ำหนักของแท้งค์(ขั้นตอนเดียวกันการทำคานคอดินในกระบวนการก่อสร้างทั่วไป) กำหนดจุดที่จะเป็นท่อระบายน้ำ ขุดวางท่อขนาด4นิ้วให้ลอดใต้คานคอดิน ให้ปลายที่อยู่ในแท้งค์ใส่ข้องอ๙๐องศา ต่อท่อโผล่ขึ้นมาประมาณ30ซม.(เผื่ตัดปลาย)

๑.๗ ใช้ไม้ไผ่แทนเหล็กเสริมคอนกรีต แล้วจึงเทปูนซีเมนต์โครงสร้าง
๑.๘ เมื่อเทปูนซีเมนต์แล้วให้ใช้ไม้ไผ่ขนาดความยาวประมาณ๒ม. เสียบลงในปูนซีเมนต์ในแนวดิ่ง ระยะห่างกัน๕๐ซม. เพื่อที่จะใช้เป็นโครงสำหรับสานไม้ไผ่ขึ้นไป๒. เทคนิคการขึ้นโครง
๒.๑ เมื่อเทคานคอดินแล้ว ก็ทำการสานไม้ไผ่เป็นตัวเสริมคอนกรีตที่พื้น
๒.๒ เทพื้นโดยใช้ปูนซีเมนต์โครงสร้างหนาอย่างน้อย ๑๕ ซม.

๓. การทำผนัง และการก่อฉาบ
๓.๑ ผ่าไม้ไผ่เป็นเส้นๆ ความกว้างของแต่ละเส้นประมาณ๓ซม. ลบคมให้เรียบร้อย สานชิดกันจากไม้ไผ่ที่ทำการเสียบลงในคอนคอดินไว้แล้วขึ้น ในลักษณะ สานกระบุง
๓.๒ เมื่อสานไม้ไผ่สูงขึ้น ประมาณ ๑ ม.ให้ทำการฉาบปูนซีเมนต์ที่ไม้ไผ่ ให้หนาประมาณ ๓ซม. เพื่อที่เพื่อที่จะเป็นแบบสำหรับจะเทปูนซีเมนต์ลงไปเป็นผนังของแท้งค์ (ในช่วงนี้ให้วางท่อน้ำออกผ่านทะลุผนังไว้ด้วย)
๓.๓ เมื่อฉาบปูนซีเมนต์แห้งได้ที่แล้วให้เทกรอกปูนซีเมนต์โครงสร้างลงไปในช่อง ระหว่างดินกับผนังไม้ไผ่ กระทุ้งเสียบน้ำปูน อย่าให้มีช่องว่าง
๓.๔ ค่อยๆทำผนังแท้งค์ขึ้นไปที่ละช่วง ช่วงละ๑ ฟุต อย่าทำทีละช่วงเกินกว่า ๑ ฟุต เพราะจะทำให้ผนังไม้ไผ่่ที่ฉาบปูนแล้ว ปริแตกได้

๓.๕ เมื่อทำผนังโผล่พ้นระดับของพื้นดินเดิม บางวิธีก็ใช้ไม้อัดทำเป็นแบบที่ด้านนอกของแทงค์ สานไม้ไผ่และฉาบแต่ด้านในของผนัง แต่สำหรับวิธีของข้าพเจ้านั้น ใช้วิธีสานไม้ไผ่ที่ชั้นนอกแล้วฉาบปูน ซึ่งจะทำเป็นแบบสำหรักเทปูนไปในตัว และให้ควบคุมลักษณะของทรงกลมมิให้บิดเบี้ยวได้ดีกว่า การใช้ไม้อัดทำเป็นแบบที่ด้านนอก
๓.๖ ให้สานไม้ไผ่ ฉาบเพิ่มความหนา ตกแต่งผิวเรียบเนียน และกรอกปูนซีเมนต์ขึ้นไปเป็นช่วงๆ ช่วงละ ๑ ฟุต จนได้ความสูงที่ต้องการ มีข้อแนะนำว่า แต่ละช่วงของการสานไม้ไผ่และเทปูนซีเมนต์ให้ปรับตรวจดูระดับในแนวระนาบของการเทปูนฯด้วย ไปจนเมื่อถึงระดับที่ต้องการจะทำให้แท้งค์มีขอบบนที่ได้ระนาบดี
๓.๗ หากประสงค์จะให้แท้งค์ยักษ์มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น ท่านให้เอาดินมาเสริมหนุนที่ด้านนอกของแท้งค์ ก็จะทำให้มั่นคงยิ่ง

๔ . การคำนวณปริมาณน้ำ
๔.๑ แท้งค์ยักษ์ที่ศูนย์กสิดรรมธรรมชาติมาบเอื้อง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๗ ม. สูง ๔.๕ ม. ในที่นี้เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณแก่บุคคลทั่วไปจะขอเอาสูตรคำนวญง่ายๆมาแนะนำ
สูตรการคำนวณหาปริมาตรทรงกระบอกทั่วไป
ดังนั้น ๓.๑๔×๑๒.๒๕×๔.๕๐
= ๑๗๓.๐๙๒๕ ลบม. หรือ = ๑๗๓,๐๙๒.๕ ลิตร
๔.๒ ส่วนการคำนวณหาปริมาตรของผนังและพื้น จะไม่ขอนำมาลงไว้ณ.ที่นี้ กรุณาค้นคว้าเพิ่มเติม

๕. การทำระบบน้ำเข้าและการระบายน้ำออก
๕.๑ การทำระบบน้ำเข้าไปเก็บในแท้งค์ยักษ์สามารถนำเข้าด้านบนได้เลย แต่ระบบน้ำออกเพื่อนำออกไปใช้นั้น ขอแนะนำให้ทำท่อน้ำออกอยู่เหนือพื้นของแท้งค์ประมาณ ๑ฟุต โดยการวางท่อPVCขนาดที่เห็นสมควรผ่านทะลุผนัง เพื่อจ่ายน้ำออกไป
๕.๒ สำหรับการระบายน้ำออกเพื่อการทำความสะอาด ให้ปากของท่อระบายอยู่ต่ำเสมอพื้นของแท้งค์ ก็จะสามารถขจัดเศษวัสดุ หรือตะกอนดินที่จะปรากฏอยู่ก้นแท้งค์ได้ง่ายขึ้น

๖. การตบแต่งพื้นที่โดยรอบเพื่อความสวยงามและใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า ส่วนโครงหลังคาจอแนะนำให้ทำหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้ใบไม้ปลิวลงแท้งค์ได้ซึ่งจะทำให้น้ำเสีย


ข้อมูลTa Sithiporn
27 มิถุนายน 2563 – 16:24 น.
ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น เมื่อดอกเห็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มทั้งดอก เป็นช่วงที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว ช่วงนี้จะดึงดอกเห็ดออกจากถุงก้อนเชื้อโดยการจับและหมุนดึงออกทั้งหมด ดอกเห็ดชุดแรกจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 35 กรัม และได้น้ำหนักรวมประมาณ 40-100 กรัมต่อถุง ตัดส่วนที่เป็นก้านเห็ดออกทิ้ง และนำดอกเห็ดไปล้างในน้ำสะอาดทิ้งสะเด็ดน้ำ หั่นดอกเห็ดเป็นชิ้นบาง ๆ มีความหนา 2-3 มิลลิตเมตร หั่นตามขวางของดอกแล้วนำไปลดความชื้นทันที ถ้าทิ้งดอกเห็ดไว้จะมีคราบสีขาวเกิดขึ้นบนเห็ดได้ โดยการนำไปตากแดดแล้วนำเข้าตู้อบ โดยจะเริ่มอบดอกเห็ดที่อุณหภูมิ 45 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพิ่มอุณหภูมิเป็น 55 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 ชั่วโมง และสุดท้ายอบที่อุณหภูมิ 67-70 องศาเซลเซียส อีก 3 ชั่วโมง ในช่วงอุณหภูมินี้จะทำให้เห็ดมีกลิ่นหอมขึ้น เนื่องจากน้ำมันในเนื้อเยื่อเห็ดมีการแตกตัว น้ำหนักเห็ดสด 3.7 กิโลกรัม จะได้เห็ดแห้ง 1 กิโลกรัม เมื่ออบดอกเห็ดได้ที่แล้วจะนำไปบรรจุในกล่องพลาสติกหรือถุงพลาสติกหรือบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ เก็บไว้บริโภคหรือจำหน่ายต่อไป
สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ การเพาะเห็ดหลินจือแดง จะใส่เชื้อเห็ดลงในถุงช่วงเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ ทำการเปิดดอกถึงต้นเดือนเมษายนและจะเก็บดอกได้ ซึ่งเป็นช่วงที่เห็ดจะออกดอกเดียว มีน้ำหนักประมาณ 30 – 70 กรัม ส่วนดอกเห็ดรุ่นที่สองจะมีน้ำหนักลดลงที่ประมาณ 20 – 40 กรัม จากการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดง ในสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ภาคอีสานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ พบว่า เห็ดจะชอบอุณหภูมิในระหว่าง 24 -32 องศา โดยดอกเห็ดรุ่นที่สองจะออกดอกให้เก็บได้อีกหลังจากการเก็บเกี่ยวรุ่นแรกภายใน 30 – 40 วัน จากนั้นจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือแห้งบรรจุถุงที่น้ำหนัก 30 กรัม จำหน่ายแก่ผู้สนใจทั่วไปในราคา 50 บาท เพื่อนำไปชงน้ำดื่มบำรุงสุขภาพ ด้วยการใช้น้ำเปล่า 1 ลิตร ใส่เห็ด 3 ชิ้น หรือ น้ำร้อน 1 แก้ว ต่อ 1 ชิ้น
26 มิถุนายน 2563 – 11:17 น.
25 มิถุนายน 2563 – 15:49 น.

25 มิถุนายน 2563 – 13:43 น.
ทั้งนี้ จากการปลูกผักกูดในพื้นที่ 1 ไร่ โดยการวิจัยของแปลงสาธิตการปลูกผักกูดภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ พบว่า ผักกูดสามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินการปลูก โดยปีที่ 1 ค่าลงทุนอยู่ที่ประมาณ 13,240 ประกอบด้วย ขุดยกร่อง 10,000 บาท ค่าวัสดุปรับปรุงดินใช้ประมาณ 1.8 ตันราคา 3,240 บาท ค่าปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี 870 บาท ค่าปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีประมาณ 1,150 บาท ค่าปุ๋ยคอก อัตรา 66 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีราคาประมาณ 165 บาท ค่าดูแลรักษาประมาณ 1,000 บาท รวมค่าลงทุนที่ประมาณ 17,425 บาทต่อปี โดยผลผลิตในปีแรกจะเก็บได้ประมาณ 900 กิโลกรัม และในปีต่อไปจะเก็บได้เพิ่มมากขึ้น รายได้โดยรวมในปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 22,500 บาท ในปีที่ 2 ประมาณ 60,000 บาท ปีที่ 3 ประมาณ 75,000 บาท ปีที่ 4 ประมาณ 90,000 บาท และปีต่อ ๆ ไป ก็จะเก็บเกี่ยวได้เพิ่มมากขึ้น หากมีการปรับปรุงบำรุงรักษาเพื่อให้ผักกูดมีการแตกยอดอย่างต่อเนื่องตามกรรมวิธีที่กล่าวมาข้างต้น
25 มิถุนายน 2563 – 11:17 น.
ส่วนปัญหาเรื่องการขยายผลผลิต หากต่างคนต่างขายก็จะทำให้ทุกคนขายได้ยาก จึงได้ใช้กลุ่มมาเป็นกลไกในการบริหารจัดการ โดยทางศูนย์ฯ เปิดสถานที่บริเวณหน้าโครงการฯ สร้างเป็นร้านจำหน่ายโดยเกษตรกรในกลุ่มจะจัดสรรเวลามาดูแล ส่วนผลผลิตก็รับมาจากสมาชิกกลุ่มมาวางจำหน่าย ซึ่งกลุ่มจะมีการวางแผนการเพาะปลูกแบบเหลื่อมเวลากันทั้งชนิดพืชผักและปริมาณการปลูก เพื่อให้มีผลผลิตออกมาจำหน่ายในร้านอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตทั้งหมดจะปลูกด้วยระบบอินทรีย์ไม่มีการใช้สารเคมี จึงปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค มีการผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง และมีแนวทางการดำรงชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทางศูนย์ฯ ได้ส่งเสริมและสนับสนุนด้วยการไม่ลงทุนทำการผลิตเกินตัว การลงทุนจะนำรายได้ที่เหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือนมาดำเนินการ และไม่กู้สร้างหนี้
25 มิถุนายน 2563 – 08:19 น.

20 มิถุนายน 2563 – 11:24 น.
จากนั้นช่วงบ่ายนายประพันธ์และคณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหมวกยางพารากันฝน โดยนำร่อง ติดต้นยางทั่วพื้นที่กว่า 30 ไร่ ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต หวังต่อยอดทุกพื้นที่ในประเทศ มุ่งเพิ่มผลผลิตและรายได้ชาวสวนยาง ควบคู่การใช้ยางในประเทศ พร้อมกันนี้นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ให้เกียรติเป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือ(MOU)ระหว่าง 3 หน่วยงานประกอบด้วย กยท. สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยมีผู้บริหารจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีส่งมอบผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จัดกิจกรรมเปิดจุดสาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพารา ในเขตภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งกิจกรรมนี้ กยท. ได้รับความร่วมมือและบูรณาการร่วมกันกับ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย กยท.มอบผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราหรือร่มกันฝนจากยางพารา จำนวน 2,000 ชุด ติดตั้งในสวนยางพาราสาธิต ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่สวนยางพารา จำนวน 30 ไร่ เพื่อเป็นจุดต้นแบบเรียนรู้ของเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางและประชาชนทั่วไปในการสร้างแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางต่อไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ประสบปัญหาในเรื่องของการเก็บเกี่ยวผลผลิต
18 มิถุนายน 2563 – 15:36 น.
“ปี 2563 – 2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งเป็น เสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร และในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรกจำนวน 289,635 ต้น ซึ่งส่วนผสมของวัสดุด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนนจะใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบถึง 70% ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าสหกรณ์ชาวสวนยางนั้นมีศักยภาพและพร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราในภาครัฐของรัฐบาลในครั้งนี้ และขอให้สหกรณ์รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาด ราคาที่เป็นธรรมเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลและมีรายได้เพิ่มขึ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว 

