ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ28 มิถุนายน 2563 – 22:47 น.

สุดยอดภูมิปัญญาชุมชน คิด ออกแบบ สร้าง แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ประปาชุมชน ทำง่ายๆ

วันที่ 28 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Ta Sithiporn  ได้มีเผยแพร่ภาพ  กลุ่มชาวบ้านได้รวมกันสร้างแท้งค์น้ำขนาดใหญ่ในชุมชมเพื่อกักเก็บน้ำฝน ไว้ใช้ในสวนเกษตร โดยแกนนำเกษตรกรที่มี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออ.ยักษ์ และคุณ โจน จันได เครือข่ายศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน  โดยมีข้อความว่า

การเก็บน้ำด้วยแท้งค์ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านสามารถทำได้เอง​ โดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบการก่อสร้างเชิงธุรกิจนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน​(ชตน.)​ ผู้ที่คิดค้นวิธีทำแท้งค์นี้คือ​ อาจารย์ยักษ์​ เราจึงเรียกกันว่า​ “แท้งค์ยักษ์” ในครานั้นผู้ที่ควบคุมการสร้างเป็นครั้งแรกคือ​ พี่โจน​ จันได​ ภายหลังท่านอาจารย์จึงได้ให้คำนิยามว่า​ “แท้งค์ยักษ์มาตรฐานโจน”

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

ปัจจุบัน​ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติชุมชนต้นน้ำน่าน (ชตน.​) ได้เป็นศูนย์รวมของแท้งค์ยักษ์เกิดขึ้นเกือบ ๑๐​แท้งค์​ และพี่กุล​ กุล​ ปัญญาวงศ์ยังได้ส่งเสริมให้ไปสร้างแท้งค์ยักษ์ขนาดมหึมาขึ้นที่บ้านใหม่ภูคา​ หรือดอยภูคา​ นอกจากนี้ยังมีพี่น้องเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติได้ทำใช้เองในหลายพื้นที่ด้วยกัน​ เช่น​ ที่​ กาญจนบุรี​ พี่น้องชาวปิล๊อกคี่​ ได้เป็นตัวอย่างที่ดีของการร่วมแรงร่วมใจกันสร้างขึ้น​ โดยใช้งบประมาณที่ไม่มากนัก

ต้นปี พ.ศ.2562​ อาจารย์ยักษ์ (ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร)​ ปรารภกับลูกศิษ์ที่มาบเอื้องว่า อยากจะทำแท้งค์เก็บน้ำยักษ์ไว้ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เพื่อให้เป็นตัวอย่างของการเก็บน้ำให้ได้ซัก 170,000 ลิตร สร้างแบบบ้านๆ​ ง่ายๆ งบประมาณน้อยๆ​ ใช้วัสดุที่หาเอาได้ในพื้นที่ คนในชุมชนซึ่งมีภูมิความรู้เกี่ยวกับไม้ไผ่อยู่แล้ว​สามารถทำตามได้ ช่วยกันลงแขก​ ไม่นานก็เป็นแท้งค์น้ำขนาดยักษ์​ ซึ่งอาจจะเป็นของส่วนรวมที่ชุมชนสามารถใช้น้ำร่วมกันได้ มุ่งเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อที่ชุมชนจะได้มีน้ำกิน น้ำใช้ ได้ตลอดหน้าแล้ง​

แท้งยักษ์นี้ถ้าจะให้ดี​ ก็ควรจะสร้างบนที่สูงกว่าระดับพื้นทั่วไป​ จะทำให้การจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภค​ บริโภคง่ายขึ้น​ คือสมมุติว่ากลางวันก็ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูบน้ำจากหนอง​ จากบ่อ​ ขึ้นไปเก็บในแท้งค์​ การจ่ายน้ำลงก็จะประหยัดหรือแทบไม่มีการใช้พลังงานเลยก็ว่าได้

ข้าพเจ้านำมาเผยแพร่นี้ด้วยเหตุที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการก่อสร้างขึ้นที่มาบเอื้องจึงพอรู้​ พอเข้าใจในกระบวนทำแท้งค์ยักษ์ ทั้งนี้​ ข้าพเจ้าไม่มีความรู้แวดล้อมเชิงวิศวกรรมทางการก่อสร้างแต่อย่างใด​ เป็นเพียงเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแรงกล้าในสิ่งอาจารย์สอนคือ​ “คิดพึ่งตน”

มาบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าเราอยู่สมัยที่ไม่มีทางเลือกอื่น​ นอกจากจะพึ่งพาตนเองให้ได้​ ใช่หรือไม่ว่าการลุกขึ้นมาจัดการและรับผิดชอบกับทุกสิ่ง​ ทุกอย่างด้วยมือข้างของตนเอง​นั้น​เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของทุกครอบ​ ทุกชุมชน

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

สิ่งสำคัญที่โปรดจงจำให้ขึ้นใจว่า

“ความขาดแคลนไม่เป็นปัญหา​ ถ้ามีปัญญาและความอดทน”

วิธีการทำพอสังเขป (รายละเอียดกรุณาอ่านคำบรรยายใต้ภาพ)​

๑. ขั้นตอนการสร้างแท้งค์น้ำยักษ์ การขุดดินและการทำคานคอดิน

๑.๑ปรับพื้นที่ให้เรียบ​ให้ได้ระดับในแนวราบ​ กำหนดขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลาง​ด้วยการหาจุดศูนย์กลางของแท้งค์

๑.๒ใช้ไม้หรือเหล็กตอกที่จุดศูนย์กลางข้าพเจ้าใช้เชือกคล้องที่หลักศูนย์กลาง​ วาดรัศมีตามขนาดที่ต้องการ

๑.๓​ เมื่อได้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางแล้ว​ จึงขุดเอาดินด้านในของแท้งค์ออก​ เพื่อให้ฐานของแท้งค์อยู่ลึกลงไปประมาณ๑.๕​ ม.

๑.๔​ การขุดสามารถทำได้๒วิธี​ คือใช้คนขุด​ กับใช้รถขุด​ มีข้อแนะนำว่า​ ไม่ว่าจะขุดด้วยวิธีไหน​ ขอให้ขอบของแท้งค์​ เป็นแนวดิ่งตั้งฉาก๙๐องศากับระนาบของพื้นดินเสมอ

๑.๕​ ปรับระดับของพื้นให้ได้ระนาบ​๑๘๐​องศา​ ปรับระดับของผนังให้ตั้งฉากกับพื้น

๑.๖​ ขุดดินเป็นร่อง(สี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง)​โดยรอบวงกลม​ เพื่อทำเป็นคานคอดินรับน้ำหนักของแท้งค์(ขั้นตอนเดียวกันการทำคานคอดินในกระบวนการก่อสร้างทั่วไป)​ กำหนดจุดที่จะเป็นท่อระบายน้ำ​ ขุดวางท่อขนาด4นิ้วให้ลอดใต้คานคอดิน​ ให้ปลายที่อยู่ในแท้งค์ใส่ข้องอ๙๐องศา​ ต่อท่อโผล่ขึ้นมาประมาณ30ซม.(เผื่ตัดปลาย)​

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๑.๗​ ใช้ไม้ไผ่แทนเหล็กเสริมคอนกรีต​ แล้วจึงเทปูนซีเมนต์โครงสร้าง

๑.๘​ เมื่อเทปูนซีเมนต์​แล้วให้ใช้ไม้ไผ่ขนาดความยาวประมาณ๒ม.​ เสียบลงในปูนซีเมนต์ในแนวดิ่ง​ ระยะห่างกัน๕๐ซม.​ เพื่อที่จะใช้เป็นโครงสำหรับสานไม้ไผ่ขึ้นไป๒. เทคนิคการขึ้นโครง

๒.๑​ เมื่อเทคานคอดินแล้ว​ ก็ทำการสานไม้ไผ่เป็นตัวเสริมคอนกรีตที่พื้น

๒.๒​ เทพื้นโดยใช้ปูนซีเมนต์โครงสร้างหนาอย่างน้อย​ ๑๕​ ซม.

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๓. การทำผนัง และการก่อฉาบ

๓.๑​ ผ่าไม้ไผ่เป็นเส้นๆ​ ความกว้างของแต่ละเส้นประมาณ๓ซม.​ ลบคมให้เรียบร้อย​ สานชิดกันจากไม้ไผ่ที่ทำการเสียบลงในคอนคอดินไว้แล้ว​ขึ้น​ ในลักษณะ​ สานกระบุง​

๓.๒​ เมื่อสานไม้ไผ่สูงขึ้น​ ประมาณ​ ๑​ ม.ให้ทำการฉาบปูนซีเมนต์ที่ไม้ไผ่​ ให้หนาประมาณ​ ๓​ซม.​ เพื่อที่เพื่อที่จะเป็นแบบสำหรับจะเทปูนซีเมนต์ลงไปเป็นผนังของแท้งค์ (ในช่วงนี้ให้วางท่อน้ำออกผ่านทะลุผนังไว้ด้วย)​

๓.๓​ เมื่อฉาบปูนซีเมนต์แห้งได้ที่แล้วให้เทกรอกปูนซีเมนต์โครงสร้างลงไปในช่อง​ ระหว่างดินกับผนังไม้ไผ่​ กระทุ้งเสียบ​น้ำปูน​ อย่าให้มีช่องว่าง

๓.๔​ ค่อยๆทำผนังแท้งค์ขึ้นไปที่ละช่วง​ ช่วงละ​๑​ ฟุต​ อย่าทำทีละช่วงเกินกว่า​ ๑​ ฟุต​ เพราะจะทำให้ผนังไม้ไผ่่ที่ฉาบปูนแล้ว​ ปริแตกได้

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๓.๕​ เมื่อทำผนังโผล่พ้นระดับของพื้นดินเดิม​ บางวิธีก็ใช้ไม้อัดทำเป็นแบบที่ด้านนอกของแทงค์​ สานไม้ไผ่และฉาบแต่ด้านในของผนัง​ แต่สำหรับวิธีของข้าพเจ้านั้น​ ใช้วิธีสานไม้ไผ่ที่ชั้นนอก​แล้วฉาบปูน​ ซึ่งจะทำเป็นแบบสำหรักเทปูนไปในตัว​ และให้ควบคุมลักษณะของทรงกลม​มิให้บิดเบี้ยวได้ดีกว่า​ การใช้ไม้อัดทำเป็นแบบที่ด้านนอก​

๓.๖​ ให้สานไม้ไผ่​ ฉาบ​เพิ่มความหนา ตกแต่งผิวเรียบเนียน และกรอกปูนซีเมนต์ขึ้นไปเป็นช่วงๆ​ ช่วงละ​ ๑​ ฟุต​ จนได้ความสูงที่ต้องการ​ มีข้อแนะนำว่า​ แต่ละช่วงของการสานไม้ไผ่และเทปูนซีเมนต์ให้ปรับตรวจดูระดับในแนวระนาบของการเทปูนฯด้วย​ ไปจนเมื่อถึงระดับที่ต้องการจะทำให้แท้งค์มีขอบบนที่ได้ระนาบ​ดี

๓.๗​ หากประสงค์จะให้แท้งค์ยักษ์มีความแข็งแรงยิ่งขึ้น​ ท่านให้เอาดินมาเสริมหนุนที่ด้านนอกของแท้งค์​ ก็จะทำให้มั่นคงยิ่ง

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๔​ .​ การคำนวณปริมาณน้ำ

๔.๑​ แท้งค์ยักษ์ที่ศูนย์กสิดรรมธรรมชาติมาบเอื้อง​ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง​ ๗​ ม.​ สูง​ ๔.๕​ ม.​ ในที่นี้เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณแก่บุคคลทั่วไปจะขอเอาสูตรคำนวญง่ายๆมาแนะนำ

สูตรการคำนวณหาปริมาตรทรงกระบอก​ทั่วไป

ดังนั้น​ ๓.๑๔×๑๒.๒๕×๔.๕๐

= ๑๗๓.๐๙๒๕​ ลบม.  หรือ​ = ๑๗๓,๐๙๒.๕​ ลิตร

๔.๒​ ส่วนการคำนวณหาปริมาตรของผนังและพื้น​ จะไม่ขอนำมาลงไว้ณ.ที่นี้​ กรุณาค้นคว้าเพิ่มเติม

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๕.​ การทำระบบน้ำเข้าและการระบายน้ำออก

๕.๑​ การทำระบบน้ำเข้าไปเก็บในแท้งค์ยักษ์สามารถนำเข้าด้านบนได้เลย​ แต่ระบบน้ำออกเพื่อนำออกไปใช้นั้น​ ขอแนะนำให้ทำท่อน้ำออกอยู่เหนือพื้นของแท้งค์ประมาณ​ ๑ฟุต​ โดยการวางท่อPVCขนาดที่เห็นสมควรผ่านทะลุผนัง​ เพื่อจ่ายน้ำออกไป

๕.๒​ สำหรับการระบายน้ำออกเพื่อการทำความสะอาด​ ให้ปากของท่อระบายอยู่ต่ำเสมอพื้นของแท้งค์​ ก็จะสามารถขจัดเศษวัสดุ​ หรือตะกอนดินที่จะปรากฏอยู่ก้นแท้งค์ได้ง่ายขึ้น

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

๖​. การตบแต่งพื้นที่โดยรอบเพื่อความสวยงามและใช้พื้นที่ให้คุ้มค่า​ ส่วนโครงหลังคาจอแนะนำให้ทำหลังคาเพื่อป้องกันไม่ให้ใบไม้ปลิวลงแท้งค์ได้ซึ่งจะทำให้น้ำเสีย

ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ
ภูมิปัญญาชุมชน แท้งค์น้ำยักษ์ แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ทำง่ายๆ

ข้อมูลTa Sithiporn

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดงในภูมิอากาศแบบอีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดงในภูมิอากาศแบบอีสาน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดงในภูมิอากาศแบบอีสาน27 มิถุนายน 2563 – 16:24 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯจ.สกลนคร ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดงเชิงเศรษฐกิจในสภาพภูมิอากาศแบบอีสาน เป็นหนึ่งในกิจกรรมต่อ ยอดงานวิชาการด้านการเพาะเลี้ยงเห็ด พร้อมนำผลิตภัณฑ์จากการแปรรูปเห็ดหลินจือแดงจำหน่ายสู่ผู้สนในที่ต้องการบริโภคเพื่อสุขภาพ

นายโรจน์วัฒน์  อินทร์ทุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ  ได้นำข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
มาทำการศึกษาพัฒนาต่อยอดกับการเพาะเห็ดหลินจือในสภาพแวดล้อมของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ คือ พื้นที่ภาคอีสาน โดยนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหลายชนิดมาเป็นวัสดุหลักในการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงเทคนิควิธีการพัฒนาสู่การเพาะเห็ดเชิงเศรษฐกิจในหลายชนิดเห็ด หนึ่งในนั้นก็คือ “เห็ดหลินจือแดง” 
  ทั้งนี้วัสดุเพาะเห็ดจะใช้ขี้เลื่อยไม้ประเภทไม้เนื้ออ่อนจำนวน 100 กิโลกรัม ผสมรำละเอียด5-8 กิโลกรัม 
ยิปซั่ม 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 0.2 กิโลกรัม คลุกเคล้าส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน จากนั้นเพิ่มความชื้นในวัสดุเพาะ
โดยการเติมน้ำสะอาดลงไปให้มีความชื้นประมาณ 65-70 เปอร์เซ็นต์ บรรจุวัสดุเพาะลงในถุงพลาสติก ขนาด 6.5 x 12.5 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 800 – 1,000 กรัมต่อถุง อัดถุงให้แน่นรวบปากถุงสวมคอขวดพลาสติกลงไปและดึงปากพับลงรัดด้วยยางรัดปิดด้วยจุกสำลี นำไปนึ่งฆ่าเชื้อถุงพลาสติกในหม้อนึ่งด้วยความร้อน 98-100 องศาเซลเซียส จับเวลาเมื่อมีไอน้ำพุ่งออกมาจากถัง ใช้เวลานึ่ง 2-3 ชั่วโมง เมื่อนึ่งเสร็จนำก้อนเชื้อเข้าโรงปลูกเชื้อด้วยการนำหัวเชื้อในเมล็ดธัญพืชที่เส้นใยเดินเต็มขวด มาเคาะหรือแคะด้วยเหล็กให้เชื้อเห็ดแตกร่วน เปิดปากถุงที่มีจุกสำลีหรือจุกพลาสติกออก กรอกหัวเชื้อลงในถุงประมาณ 20-30 เมล็ด หัวเชื้อ 1 ขวด สามารถปลูกเชื้อลงในถุงก้อนเห็ดได้ 30-50 ถุง จากนั้นเปลี่ยนจุกสำลีหรือจุกพลาสติกปิดด้วยกระดาษรัดด้วยยาง นำก้อนเชื้อเห็ดเข้าโรงบ่มที่ไม่มีความชื้น วางตามแนวตั้งหรือแนวนอน เพื่อให้เส้นใยเจริญภายในก้อนเชื้อใช้เวลา 20-30 วัน จึงขนย้ายเข้าโรงเรือนเปิดดอกต่อไป         

เมื่อบ่มเส้นใยเห็ดที่เจริญเต็มถุงแล้วจะนำเข้าโรงเรือนเพื่อเปิดดอก โดยวางเรียงก้อนเชื้อเห็ดบนแผงเอียงตามแนวนอน สูงจากพื้นขึ้นไป 15 ก้อน ความยาวของแผงทุก ๆ 1 เมตรสามารถวางก้อนเชื้อเห็ดได้ประมาณ 150 ก้อน โรงเรือนเปิดดอกเห็ดขนาด 5 x 10 เมตร วางก้อนเห็ดได้ประมาณ 5,500 ก้อน จากนั้นดึงกระดาษที่ปิดปากถุงออกเพื่อรอให้ดอกเห็ดออกจากปากถุงต่อไป                  ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดงในภูมิอากาศแบบอีสาน   ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้น เมื่อดอกเห็ดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มทั้งดอก เป็นช่วงที่เหมาะสมในการเก็บเกี่ยว ช่วงนี้จะดึงดอกเห็ดออกจากถุงก้อนเชื้อโดยการจับและหมุนดึงออกทั้งหมด ดอกเห็ดชุดแรกจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 35 กรัม และได้น้ำหนักรวมประมาณ 40-100 กรัมต่อถุง ตัดส่วนที่เป็นก้านเห็ดออกทิ้ง และนำดอกเห็ดไปล้างในน้ำสะอาดทิ้งสะเด็ดน้ำ หั่นดอกเห็ดเป็นชิ้นบาง ๆ มีความหนา 2-3 มิลลิตเมตร หั่นตามขวางของดอกแล้วนำไปลดความชื้นทันที ถ้าทิ้งดอกเห็ดไว้จะมีคราบสีขาวเกิดขึ้นบนเห็ดได้ โดยการนำไปตากแดดแล้วนำเข้าตู้อบ โดยจะเริ่มอบดอกเห็ดที่อุณหภูมิ 45 องศา เซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพิ่มอุณหภูมิเป็น 55 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 3 ชั่วโมง และสุดท้ายอบที่อุณหภูมิ 67-70 องศาเซลเซียส อีก 3 ชั่วโมง ในช่วงอุณหภูมินี้จะทำให้เห็ดมีกลิ่นหอมขึ้น เนื่องจากน้ำมันในเนื้อเยื่อเห็ดมีการแตกตัว น้ำหนักเห็ดสด 3.7 กิโลกรัม จะได้เห็ดแห้ง 1 กิโลกรัม เมื่ออบดอกเห็ดได้ที่แล้วจะนำไปบรรจุในกล่องพลาสติกหรือถุงพลาสติกหรือบรรจุภัณฑ์อื่น ๆ เก็บไว้บริโภคหรือจำหน่ายต่อไป

                       ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ จ.สกลนคร ประสบความสำเร็จเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดงในภูมิอากาศแบบอีสาน  สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ การเพาะเห็ดหลินจือแดง จะใส่เชื้อเห็ดลงในถุงช่วงเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ ทำการเปิดดอกถึงต้นเดือนเมษายนและจะเก็บดอกได้ ซึ่งเป็นช่วงที่เห็ดจะออกดอกเดียว มีน้ำหนักประมาณ 30 – 70 กรัม ส่วนดอกเห็ดรุ่นที่สองจะมีน้ำหนักลดลงที่ประมาณ 20 – 40 กรัม จากการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดง ในสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ภาคอีสานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ พบว่า เห็ดจะชอบอุณหภูมิในระหว่าง 24 -32 องศา โดยดอกเห็ดรุ่นที่สองจะออกดอกให้เก็บได้อีกหลังจากการเก็บเกี่ยวรุ่นแรกภายใน 30 – 40 วัน จากนั้นจะนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือแห้งบรรจุถุงที่น้ำหนัก 30 กรัม จำหน่ายแก่ผู้สนใจทั่วไปในราคา 50 บาท เพื่อนำไปชงน้ำดื่มบำรุงสุขภาพ ด้วยการใช้น้ำเปล่า 1 ลิตร ใส่เห็ด 3 ชิ้น หรือ น้ำร้อน 1 แก้ว ต่อ 1 ชิ้น
เห็ดหลินจือแดง มีสรรพคุณในการสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ต่อต้านอนุมูลอิสระ กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวเพื่อลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง ช่วยลดความดันโลหิต ลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงและฟื้นฟูไต ตับ ตับอ่อน ปอด ลดอาการข้างเคียงจากการให้เคมีบำบัด และช่วยให้นอนหลับสบาย 
           ผู้สนใจที่จะเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือแดง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสาน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
ได้ที่กิจกรรมเพาะเห็ดศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร โทร 08 1369 2705

‘ รมช.ประภัตร’ ขับเคลื่อนงานวิจัยพันธุ์ข้าว ระดมสมองนักวิชาการ มุ่งเพิ่มศักยภาพส่งออกข้าวในตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ รมช.ประภัตร’ ขับเคลื่อนงานวิจัยพันธุ์ข้าว ระดมสมองนักวิชาการ มุ่งเพิ่มศักยภาพส่งออกข้าวในตลาดโลก 

' รมช.ประภัตร' ขับเคลื่อนงานวิจัยพันธุ์ข้าว ระดมสมองนักวิชาการ มุ่งเพิ่มศักยภาพส่งออกข้าวในตลาดโลก 26 มิถุนายน 2563 – 11:17 น.

‘รมช.ประภัตร’ ขับเคลื่อนงานวิจัยพันธุ์ข้าว ระดมสมองนักวิชาการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาดช่วยชาวนาไทยเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ดี มุ่งเพิ่มศักยภาพส่งออกข้าวในตลาดโลก 

วันที่ 26 มิ.ย.63 เวลา 08.30 น. นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานการสัมมนา “การวิจัยพันธุ์ข้าวตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ในนาแปลงใหญ่ โดยมีนายอภินันท์ เผือกผ่อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวต้อนรับ
นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวรายงาน ณ โรงแรมพาโค่ เขาใหญ่ บายโบนันซ่า จังหวัดนครราชสีมา ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ตลาดข้าวมีการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น หลายประเทศมีศักยภาพในการผลิตข้าวเพื่อบริโภคภายในประเทศ และส่งออกในอันดับต้นๆ ของโลก ในขณะที่หลายประเทศสามารถปลูกข้าวได้ปริมาณมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ ทำให้จำเป็นต้องนำเข้าข้าวเพิ่มเติม ไทยเป็นผู้นำการส่งออกข้าวของโลกมาหลายปี คิดเป็นมูลค่าปีละนับแสนล้านบาท แต่ในช่วงปี 2559-2562 ปริมาณการส่งออกข้าวไทยลดลง โดยปี 2561 ส่งออก 11.23 ล้านตัน ปี 2562 ส่งออก 7.58 ล้านตัน การขยายตัวลดลงร้อยละ 32.50 เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกัน ประกอบกับไทยต้องเผชิญภาวะแข่งขันในเรื่องราคากับประเทศส่งออกต่างๆ  เช่น ประเทศอินเดีย เวียดนาม กัมพูชา พม่า เป็นต้น  

' รมช.ประภัตร' ขับเคลื่อนงานวิจัยพันธุ์ข้าว ระดมสมองนักวิชาการ มุ่งเพิ่มศักยภาพส่งออกข้าวในตลาดโลก 

นายประภัตร กล่าวว่า รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายด้านข้าวที่มีการส่งเสริมการทำการเกษตรแปลงใหญ่ เป็นการดำเนินงานที่เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ วางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อหน่วย ยกระดับมาตรฐานผลผลิต และบริหารจัดการกลุ่ม/ผลผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน มุ่งเน้นให้เกษตรกรมีโอกาสเข้ามาสู่การส่งเสริมในระบบเกษตรแบบแปลงใหญ่ให้มากขึ้น ซึ่งจะมีกำหนดเป้าหมายการผลิต การถ่ายทอดเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทุกขั้นตอน ตลอดจนการเชื่อมโยงตลาดกับภาคเอกชนแบบประชารัฐ การปรับระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่จะก่อให้เกิดความร่วมมือในการผลิตโดยเกษตรกรหรือองค์กรเกษตรในพื้นที่ที่ดำเนินกิจกรรมที่ติดต่อกันเป็นแปลงใหญ่ ทำให้เกิดขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น มีเป้าหมายการดำเนินงานของกลุ่มชัดเจน เป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองของเกษตรกรตลอดกระบวนการผลิต ช่วยพัฒนาเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เกิดความมั่นคงในอาชีพ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนในที่สุด

 “นายกรัฐมนตรีได้แสดงความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาไทย จึงมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯ เร่งหาแนวทางในการจะทำอย่างไรให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ที่ดีเพาะปลูกเพื่อสร้างรายได้ ดังนั้น ตนในฐานะที่กำกับดูแลกรมการข้าว จึงรวบรวมนักวิชาการทั้งจากกรมการข้าว มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน มาแสดงความคิดเห็นเพื่อช่วยกันพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดี ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด ซึ่งขณะนี้ตลาดมีความต้องการข้าวนุ่ม จึงต้องผลิตให้ได้ และสามารถแข่งขันกับทุกประเทศได้ ไม่เพียงแค่ประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ทั้งนี้ การพัฒนาข้าวไทยจะต้องมุ่งให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีการเชื่อมโยงหน่วยงานหลายภาคส่วนตั้งแต่การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคจนถึงการขยายตลาดการค้าข้าวในต่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนพัฒนาข้าวไทยพร้อมวางแนวทางการพัฒนาระบบให้ครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาในการแข่งขัน เพื่อการส่งออกข้าวในตลาดโลกได้อย่างตรงจุด” นายประภัตร กล่าว
 นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมการข้าวจึงได้กำหนดจัดสัมมนา การวิจัยพันธุ์ข้าวตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ในนาแปลงใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 25-26 มิ.ย.63 ณ โรงแรมพาโค่ เขาใหญ่ บายโบนันซ่า จังหวัดนครราชสีมา วัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิดเห็นระหว่างนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวจากทุกภาคส่วน เพื่อการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ที่จำเป็นต้องมีขบวนการพัฒนาและส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ให้ตรงพันธุ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ก่อให้เกิดการวางระบบการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ เพื่อประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในพื้นที่เป้าหมายของโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ พร้อมขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้นโยบายการตลาดนำการผลิต นำไปสู่การสร้างรายได้ให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม สามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ได้ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ พร้อมส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตภาคเกษตรให้กับเกษตรกร

 การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่เกษตรกรถือเป็นบทบาทหนึ่งของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้เกษตรกรได้มีการรวมกลุ่มการทำการเกษตรในรูปแบบของแปลงใหญ่ ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรได้มีอำนาจในการต่อรองทั้งด้านปัจจัยการผลิตและด้านการตลาด เป็นหนทางที่จะช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้ โดยมีนักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร ศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น ตลอดจนผู้อำนวยการและนักวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวจากศูนย์วิจัยข้าว กว่า 100 คน เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ 

“พช.” ชวนประกวดคลิปวิดีโอ “Check-in ที่นี่ ของดี พช.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พช.” ชวนประกวดคลิปวิดีโอ “Check-in ที่นี่ ของดี พช.”

"พช." ชวนประกวดคลิปวิดีโอ "Check-in ที่นี่ ของดี พช."25 มิถุนายน 2563 – 15:49 น.

“พช.” ชวนประกวดคลิปวิดีโอ “Check-in ที่นี่ ของดี พช.” สนับสนุนทุกท้องถิ่นทั่วประเทศ บอกเล่าเรื่องราวดีๆ ในชุมชนตนเอง รางวัลกว่า 600,000 บาท

25 มิ.ย.2563 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า กรมการพัฒนาชุมชน (พช.)  กระทรวงมหาดไทย ได้จัดโครงการประกวดคลิปวิดีโอ “Check-in ที่นี่ ของดี พช.” จึงขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา บุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน และประชาชนทั่วไป ร่วมส่งคลิปวิดีโอเข้าร่วมประกวด ในหัวข้อ “Check-in ที่นี่ของดี พช.” ซึ่งมีรางวัลมูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท
โครงการประกวด “Check-in ที่นี่ของดี พช.” มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ เพื่อเผยแพร่เนื้อหาเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับโครงการ กิจกรรม ภารกิจ ผลิตภัณฑ์ และผลงานของกรมการพัฒนาชุมชน อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล”, โครงการสืบสาน อนุรักษ์ศิลป์ผ้าถิ่นไทย ดำรงไว้ในแผ่นดิน, ความสำเร็จในการน้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร ของกรมการพัฒนาชุมชน, โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) และโครงการชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เป็นต้น 

"พช." ชวนประกวดคลิปวิดีโอ "Check-in ที่นี่ ของดี พช."

การประกวดแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ นักเรียน นิสิต นักศึกษา, ประชาชนทั่วไป และบุคลากรกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งผู้ชนะในแต่ละประเภท จะได้รับรางวัลต่างๆ ดังนี้ รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 50,000 บาท โล่รางวัลและเกียรติบัตร จำนวน 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เงินรางวัล 30,000 บาท โล่รางวัลและเกียรติบัตร จำนวน 1 รางวัล, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เงินรางวัล 20,000 บาท โล่รางวัลและเกียรติบัตร จำนวน 1 รางวัล, รางวัลชมเชย เงินรางวัล 10,000 บาท โล่รางวัลและเกียรติบัตร จำนวน 10 รางวัล และ รางวัล Popular Vote คือ กล้อง GoPro โล่รางวัลและเกียรติบัตร จำนวน 1 รางวัล รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 600,000 บาท
ผู้สนใจเข้าร่วมการประกวด จะต้องส่งคลิปวีดีโอความยาว 1-3 นาที ไม่จำกัดความคิดสร้างสรรค์และรูปแบบ และต้องระบุสถานที่ซึ่งปรากฏในคลิปวิดีโออย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมการประชาสัมพันธ์เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับการขับเคลื่อนงานของกรมการพัฒนาชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ในทุกชุมชนทั่วประเทศให้เป็นที่แพร่หลาย และสนับสนุนให้ประชาชนร่วมกันประชาสัมพันธ์เรื่องราวของดี ในชุมชนของตนเอง โดยอัพโหลดคลิปวิดีโอ ผ่าน Youtube และ คัดลอก URL ส่งไปที่อีเมลcddpr.contest@gmail.com 

"พช." ชวนประกวดคลิปวิดีโอ "Check-in ที่นี่ ของดี พช."


ส่งผลงานได้ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน – 25 กรกฎาคม 2563 ซึ่งผลงานที่ผ่านรอบคัดเลือก จะได้รับการเผยแพร่ใน Youtube ของกรมการพัฒนาชุมชน และนำ Link ไปเผยแพร่ใน Fanpage กรมการพัฒนาชุมชน  www.facebook.com/prcdd เพื่อให้ผู้เข้าชมทั่วไปร่วมกด Like และ Share ให้คะแนนในรางวัล Popular Vote สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 097 224 9933  หรืออีเมล cddpr.contest@gmail.com

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ศึกษาปลูกผักกูดในที่ดินเปรี้ยวจัด พบปลูกได้ ใช้ทุนน้อย ขายได้ราคาดี มีกำไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ศึกษาปลูกผักกูดในที่ดินเปรี้ยวจัด พบปลูกได้ ใช้ทุนน้อย ขายได้ราคาดี มีกำไร

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ศึกษาปลูกผักกูดในที่ดินเปรี้ยวจัด พบปลูกได้ ใช้ทุนน้อย ขายได้ราคาดี มีกำไร25 มิถุนายน 2563 – 13:43 น.

พื้นที่ดินเปรี้ยวจัดทั่วไทยใช้ปลูกผักกูดได้ ศูนย์ศึกษาฯ พิกุลทองฯ ศึกษาพร้อมสร้างแปลงสาธิต พบลงทุนน้อยเพียงครั้งเดียวเก็บยอดขายได้หลายปี มีกำไรอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายผลสู่การรับรู้ของผู้สนใจนำไปปฏิบัติใช้ในพื้นที่ที่ดินเปรี้ยวจัดไม่เหมาะปลูกพืชชนิดอื่นๆ

นางสายหยุด เพ็ชรสุข ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้จัดทำแปลงสาธิตในการปรับปรุงดินในสภาพดินเปรี้ยวจัดให้สามารถทำการเพาะปลูกได้ในหลายชนิดพืชที่นิยมปลูกในพื้นที่ภาคใต้ และประสบความสำเร็จสามารถขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องและหนึ่งในนั้นก็มีการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อใช้ปลูกผักกูด พืชประเภทผักเพื่อสุขภาพที่นิยมบริโภคของคนไทยในปัจจุบันการเตรียมพื้นที่เนื่องจากดินเปรี้ยวจัดและเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อปลูกผักกูดนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องขุดยกร่อง เพื่อยกแปลงให้สูงขึ้นป้องกันน้ำท่วม โดยวางแนวร่องให้เหมาะสม ความกว้างของร่องปลูกและร่องน้ำขึ้นอยู่กับพื้นที่นั้น ๆ  

 ขั้นแรกทำการปาดหน้าดินบริเวณสันร่องและร่องคูมาวางกลางสันร่อง แล้วขุดดินบริเวณร่องคูในระดับดินล่างลึกไม่เกิน 1 เมตร มาวางไว้บริเวณขอบนอกของสันร่องเพื่อควบคุมระดับน้ำไม่ให้ต่ำกว่าชั้นดินล่าง(ดินเลน) จากนั้นเตรียมหลุมปลูกด้วยการขุด ขนาดความกว้าง x ยาว x ลึกเท่ากับ 30 x 30 x 20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 20 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 20 เซนติเมตร ให้หว่านหินปูนฝุ่นบริเวณสันร่องประมาณ 2 – 3 ตันต่อไร่ และในหลุมปลูกให้ผสมดินปนกับปุ๋ยหมักในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อหลุม การเตรียมต้นผักกูดเพื่อนำมาปลูก ให้นำต้นพันธุ์ผักกูดที่แตกหน่อจากต้นแม่ตัดส่วนใบออกแล้วนำไปปลูกลงตรงกลางหลุมที่เตรียมไว้ ควรปลูกหลังจากทำการปรับปรุงดินแล้วประมาณ 15 วัน ทำร่มเงาภายในแปลงโดยใช้ตาข่ายพรางแสง ซึ่งในการเลือกใช้ตาข่ายพรางแสงนั้นจะขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ หากเป็นพื้นที่โล่งแจ้งไม่มีร่มเงาควรใช้ตาข่ายพรางแสงที่ประมาณ 70% หากเป็นพื้นที่ที่มีร่มเงาอยู่แล้ว ควรใช้ตาข่ายพรางแสงที่ประมาณ 60% เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำช่วยรักษาความชื้นให้กับต้นผักกูด พร้อมช่วยให้ประหยัดน้ำและเวลาในการรดน้ำได้ ทำให้ยอดผักแตกยอดออกมาดีและเร็ว  

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ศึกษาปลูกผักกูดในที่ดินเปรี้ยวจัด พบปลูกได้ ใช้ทุนน้อย ขายได้ราคาดี มีกำไร

“ผักกูดสามารถปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่น ๆ ได้ เช่น การปลูกร่วมกับกล้วย เพราะรากกล้วยสามารถเก็บความชุ่มชื้นให้กับดินได้ดี และใบกล้วยยังช่วยในการพรางแสงให้ผักกูด แต่ต้องให้น้ำช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดิน ส่วนการดูแลรักษาหลังปลูกให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และสูตร 46-0-0 ในอัตรา 12.5 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ โดยใส่ปุ๋ยทุก ๆ 3 เดือน กำจัดวัชพืช โดยการถอนหญ้าในแถวผักกูดและตัดหญ้าบริเวณขอบร่องเดือนเว้นเดือนให้น้ำ 2 เวลาต่อวัน คือ ช่วงเช้าและช่วงบ่าย เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น เนื่องจากผักกูดจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินที่ชื้นแฉะ พร้อมตัดแต่งก้านใบทุก ๆ 4 เดือน” นางสายหยุด เพ็ชรสุข กล่าว
 ผู้อำนวยการศูนย์ฯ เผยถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตว่า เกษตรกรสามารถเก็บยอดผักกูดได้เมื่อผักกูดอายุประมาณ 7 เดือน และเก็บได้ทุก ๆ 3 วัน หรือเลือกเก็บผักกูดที่มีลำต้นอวบและหน้างอ โดยการหัก หากยอดอ่อนจะหักได้ง่าย ก้านจะกรอบ สามารถเก็บได้ต่อเนื่อง เมื่อผักกูดอายุครบ 1 ปี ให้ใช้เท้าเหยียบแปลงหรือล้มต้นเก่า เพื่อให้ยอดอ่อนแตกใหม่ โดยไม่ต้องปลูกต้นใหม่พร้อมใส่ปุ๋ยและปรับปรุงดินตามขั้นตอนการดูแลรักษาที่กล่าวมา                                 ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ศึกษาปลูกผักกูดในที่ดินเปรี้ยวจัด พบปลูกได้ ใช้ทุนน้อย ขายได้ราคาดี มีกำไร  ทั้งนี้ จากการปลูกผักกูดในพื้นที่ 1 ไร่ โดยการวิจัยของแปลงสาธิตการปลูกผักกูดภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ พบว่า ผักกูดสามารถให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ตั้งแต่ปีแรกที่ดำเนินการปลูก โดยปีที่ 1 ค่าลงทุนอยู่ที่ประมาณ 13,240 ประกอบด้วย ขุดยกร่อง 10,000 บาท ค่าวัสดุปรับปรุงดินใช้ประมาณ 1.8 ตันราคา 3,240 บาท ค่าปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี 870 บาท ค่าปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีประมาณ 1,150 บาท ค่าปุ๋ยคอก อัตรา 66 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปีราคาประมาณ 165 บาท ค่าดูแลรักษาประมาณ 1,000 บาท รวมค่าลงทุนที่ประมาณ 17,425 บาทต่อปี  โดยผลผลิตในปีแรกจะเก็บได้ประมาณ 900 กิโลกรัม และในปีต่อไปจะเก็บได้เพิ่มมากขึ้น รายได้โดยรวมในปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 22,500 บาท ในปีที่ 2 ประมาณ  60,000 บาท ปีที่ 3 ประมาณ 75,000 บาท  ปีที่ 4 ประมาณ  90,000 บาท และปีต่อ ๆ ไป ก็จะเก็บเกี่ยวได้เพิ่มมากขึ้น หากมีการปรับปรุงบำรุงรักษาเพื่อให้ผักกูดมีการแตกยอดอย่างต่อเนื่องตามกรรมวิธีที่กล่าวมาข้างต้น 
 สำหรับพื้นที่ที่ดินมีลักษณะเปรี้ยวในประเทศไทย ส่วนใหญ่พบกระจายอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง และบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร สระบุรี สมุทรปราการ สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี และจันทบุรี นอกจากนี้ ยังพบบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของภาคใต้ ได้แก่ บริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส อย่างไรก็ดี พื้นที่เหล่านี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดิน หรือมีการระบายน้ำออกจากพื้นที่ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเอื้อต่อการเพาะปลูกพืช แต่หากสนใจจะใช้ปลูกผักกูดก็สามารถทำได้ตามข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น
 เกษตรกร หรือผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่คลิปวีดีโอของศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ช่อง YouTube SARA-D วิถีเกษตร กับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ ทาง URL:  https://youtu.be/AHtn3Uwlglo  ในหัวข้อ “การปลูกผักกูด ในพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด”

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี สนับสนุนรวมกลุ่มผลิตรวมขายสร้างรายได้มั่นคงในทุกสถานการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี สนับสนุนรวมกลุ่มผลิตรวมขายสร้างรายได้มั่นคงในทุกสถานการณ์

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี สนับสนุนรวมกลุ่มผลิตรวมขายสร้างรายได้มั่นคงในทุกสถานการณ์25 มิถุนายน 2563 – 11:17 น.

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี สนับสนุนรวมกลุ่มผลิตรวมขายสร้างรายได้มั่นคงในทุกสถานการณ์

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาชะงุ้ม อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เดินหน้าต่อเนื่องขยายผลสำเร็จโครงการฯสู่ราษฎร รวมผลิต รวมขาย ผลิตปุ๋ยปลูกพืชผักเอง ลดต้นทุนการผลิต พร้อมเปิดร้ายขายไม่มีพ่อค้าคนกลาง สร้างรายได้มั่นคงต่อเนื่องแม้ช่วงโควิด-19 ระบาด แม้ได้น้อยแต่ทุกคนอยู่ได้ไม่กระทบ
นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่าในช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เป็นผลให้ต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดด้วยการเว้นระยะห่างและหยุดการเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นเวลาร่วม 3 เดือนที่ผ่านมานั้น  พบว่าเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายของโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะมีปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน  

“หลังจากที่เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯลงพื้นที่พบปะตลอดถึงแนะนำการปรับวิถีชีวิตของตัวเองโดยเฉพาะการทำการผลิตเพื่อดำรงชีวิต ส่งผลให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ และร่วมกันทำการเพาะปลูกพืชอายุสั้นเพื่อการบริโภค กำหนดปริมาณพื้นที่และจำนวนการปลูกให้น้อยลง เช่น พริก มะเขือ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ใช้เวลาช่วงนี้ หาประสบการณ์เพิ่มเติม พัฒนาตัวเองเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตวิถีใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยในการเฝ้าระวังการระบาดของโควิด-19 เพื่อรองรับการเดินทางเข้าศึกษาดูงานจากเกษตรกรและประชาชน หลังจากทางรัฐบาลเปิดให้มีการเดินทางเข้าออกนอกพื้นที่ได้ ซึ่งเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา มีประชาชนเดินทางเข้าศึกษาเรียนรู้ในศูนย์ฯ กว่า 2 แสนคน” นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย กล่าว

โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี สนับสนุนรวมกลุ่มผลิตรวมขายสร้างรายได้มั่นคงในทุกสถานการณ์

 ทางด้านนางสาวสายใจ เรืองเทศ สมาชิกกลุ่มเกษตรกรเครือข่ายขยายผลโครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยว่า เกษตรกรในพื้นที่ได้จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อร่วมกันผลิตและรวมกันขายเนื่องจากเมื่อก่อนประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะปลูกอ้อยเพื่อส่งขายโรงงานแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ราคาอ้อยตกต่ำ ผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มทุน ต้นทุนในการผลิตสูงเพราะต้องใช้สารเคมีในการบำรุงดินและใช้แรงงานมากทั้งการปลูก การบำรุงรักษาและการเก็บเกี่ยว ภายหลังจากทางโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี นำผลสำเร็จจากการศึกษาทดลองมาขยายผลให้เกษตรกร โดยเฉพาะการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อทำการเพาะปลูกได้ ทำให้สามารถปลูกพืชได้หลากหลายชนิด เช่น กล้วย มะนาว ฝรั่ง โดยเฉพาะจำพวกพืชผัก สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแบบรายวันและรายเดือนเป็นอย่างดี               โครงการศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มฯ จ.ราชบุรี สนับสนุนรวมกลุ่มผลิตรวมขายสร้างรายได้มั่นคงในทุกสถานการณ์  ส่วนปัญหาเรื่องการขยายผลผลิต หากต่างคนต่างขายก็จะทำให้ทุกคนขายได้ยาก จึงได้ใช้กลุ่มมาเป็นกลไกในการบริหารจัดการ โดยทางศูนย์ฯ เปิดสถานที่บริเวณหน้าโครงการฯ สร้างเป็นร้านจำหน่ายโดยเกษตรกรในกลุ่มจะจัดสรรเวลามาดูแล ส่วนผลผลิตก็รับมาจากสมาชิกกลุ่มมาวางจำหน่าย ซึ่งกลุ่มจะมีการวางแผนการเพาะปลูกแบบเหลื่อมเวลากันทั้งชนิดพืชผักและปริมาณการปลูก เพื่อให้มีผลผลิตออกมาจำหน่ายในร้านอย่างต่อเนื่อง โดยผลผลิตทั้งหมดจะปลูกด้วยระบบอินทรีย์ไม่มีการใช้สารเคมี จึงปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค มีการผลิตปุ๋ยหมักใช้เอง และมีแนวทางการดำรงชีพตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทางศูนย์ฯ ได้ส่งเสริมและสนับสนุนด้วยการไม่ลงทุนทำการผลิตเกินตัว การลงทุนจะนำรายได้ที่เหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือนมาดำเนินการ และไม่กู้สร้างหนี้  
 “ตอนนี้ทุกคนรู้สึกดีมากต้องขอบคุณทางโครงการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้มอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ทำให้ทุกคนมีเงินใช้ทุกวันแม้ไม่เยอะแต่เพียงพอและยังสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มรวมกันผลิต รวมกันขาย พร้อมนำทุกคนเข้าอบรมให้ความรู้ในการปรับปรุงบำรุงดิน การเพาะปลูกพืชตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ทำให้สามารถปลูกพืชได้อย่างหลากหลายผลผลิตสมบูรณ์ ทำให้มีกินมีใช้มีรายได้แม้ในยามเกิดเหตุการณ์สถานการณ์โควิด-19 ระบาด ทุกคนไม่ออกจากบ้าน ทุกคนในพื้นที่ก็ยังอยู่ได้ไม่กระทบกับการใช้ชีวิต ยังสามารถทำการเพาะปลูกและมีรายได้เช่นเดิม แม้จะลดน้อยลงบ้างแต่ก็ไม่เดือดร้อน” นางสาวสายใจ เรืองเทศ กล่าว

“จุรินทร์” ตอบกระทู้สด ชู 5 มาตรการเชิงรุก ส่ง “ลำไย” บุกทั่วโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จุรินทร์” ตอบกระทู้สด ชู 5 มาตรการเชิงรุก ส่ง “ลำไย” บุกทั่วโลก

"จุรินทร์" ตอบกระทู้สด ชู 5 มาตรการเชิงรุก ส่ง "ลำไย" บุกทั่วโลก25 มิถุนายน 2563 – 08:19 น.

“จุรินทร์” รมว.พาณิชย์ ตอบกระทู้สด ช่วยเกษตรกรสวนลำไย ชูยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” พร้อม 5 มาตรการส่ง “ลำไย” บุกทั่วโลก

ที่อาคารรัฐสภา นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบกระทู้สดในสภา ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาล้งจีนที่เข้ามารับซื้อลำไยในประเทศว่า ล้งที่ขึ้นทะเบียนไว้ปัจจุบันมีทั้งหมด 42 ราย ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้มีกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการที่จะส่งเสริม ทั้ง ล้งไทย และ เกษตรกร ให้ได้มีโอกาสรวบรวมผลผลิต โดยไม่อาศัยล้งจีนเพียงอย่างเดียว          

นอกจากนั้นแล้วก็ยังใช้วิธีการระบายลำไยผ่านกระบวนการในตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ส่วนกรณีปัญหาล้งไม่เพียงพอ  ก็เป็นเรื่องที่ต้องหารือกันต่อไป  แต่กระทรวงพาณิชย์ได้ดูเรื่องนี้ทั้งระบบ และทั้งหมดก็ถือเป็นมาตรการเชิงรุกในการที่จะเข้าไปดำเนินการตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ช่วยให้ลำไยในประเทศราคาดีพอสมควร และในปีนี้ตนได้เริ่มต้นดำเนินการมาหลายเดือนแล้ว        

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 7  มิถุนายน 2563 ตนได้เดินทางไปรับทราบปัญหาและคลี่คลายปัญหาร่วมกับเกษตรกร ผู้แปรรูป และผู้ส่งออก และภาคข้าราชการทั้งหมดด้วยตัวเอง ทั้งหมดได้มีมาตรการชัดเจนที่จะช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย          

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า มาตรการช่วยเหลือชาวสวนลำไยในประเทศ  กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการชัดเจน   5 มาตรการ  กล่าวคือ  

1. การช่วยเหลือเกษตรกรที่เก็บลำไย ทันทีที่เก็บให้แจ้งพาณิชย์จังหวัดจะได้รับความช่วยเหลือกิโลละ 3 บาท โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมไปแล้ววงเงิน 72 ล้านบาท  

2.มาตรการในการช่วยค่าบริหารจัดการให้กับล้ง โดยช่วยกิโลละ 3 บาทเหมือนกัน  ทันทีที่ล้งรับซื้อหนึ่งกิโลก็สามารถเบิกเงินจากกระทรวงพาณิชย์ได้ทันทีกิโลละ 3 บาท เพื่อช่วยให้มีการเร่งรับซื้อลำไยสดจากเกษตรกร  

3.ช่วยผู้ส่งออก ทันทีที่ส่งออกหนึ่งกิโลสามารถนำเอกสารไปเบิกกิโลละ 5 บาท  เพื่อช่วยทั้งระบบ ทั้งเกษตรกร และล้ง เพื่อให้ลำไยพ้นจากสวนไปสู่ตลาดต่างประเทศ เป็นการระบายเพื่อที่จะให้ราคาปรับเงินที่สูงขึ้น        

4.การชะลอขาย   โดยกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการช่วยเหลือ สำหรับผู้ที่รวบรวมไม่ขายรัฐจะช่วยเรื่องมาตรการดอกเบี้ย ทั้งเกษตรกร และ ผู้ส่งออก  ดอกเบี้ยร้อยละ3 ต่อปี  หากจะต้องมีการไปกู้เงินเพื่อชะลอการขาย

และ  5.ในเรื่องของการส่งเสริมการบริโภคผลไม้  รวมทั้งลำไย   โดยงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเร่งบริโภคลำไยในประเทศ และเริ่มต้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยได้สั่งการตั้งแต่ลงพื้นที่ลำพูนในวันที่ 7 มิถุนายน และยังได้กำชับไปอีกรอบหนึ่งว่ามาตรการทั้งหมดต้องดำเนินการทันทีไม่ให้ชักช้า          

"จุรินทร์" ตอบกระทู้สด ชู 5 มาตรการเชิงรุก ส่ง "ลำไย" บุกทั่วโลก

เจ้ากระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อไปอีกว่า  ในเรื่องการตลาดได้เตรียมการเชิงรุกเรียบร้อยแล้ว  โดยใช้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต โดยเน้นทั้ง ตลาดในประเทศ และ ต่างประเทศ  โดยเฉพาะตลาดในประเทศ จะเน้นทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ โดยมีการเตรียมการเซ็นสัญญาโมเดิร์นเทรด กับห้างสรรพสินค้าดังๆ ในประเทศ อาทิ มีการเซ็นสัญญากับ ห้างเซ็นทรัล และ ห้างเดอะมอลล์  ที่จะรับไปลำไยเกรดพรีเมี่ยม จำนวน 200 ตันไปจำหน่าย  

นอกจากนั้น  ยังมีการดำเนินการในเรื่องของตลาดซื้อขายล่วงหน้า เตรียมการในเรื่องโมเดิร์นเทรดในห้างอื่นๆ อีก 4,800 ตัน ซึ่งขณะนี้มีการเซ็นเรียบร้อยแล้ว  มูลค่าเกือบ 200 ล้านบาท และยังได้สั่งการให้กับพาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัดในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันระหว่างจังหวัด  77 จังหวัด  ลำไยก็เป็นหนึ่งในสินค้าตัวนั้น ขณะนี้ขายได้ 42 ล้านบาท และจะต้องเดินหน้าดำเนินการต่อไป เช่น เอาลำไยแลกข้าว  เอาลำไยแลกลองกอง แลกปลา ส่วนต่างของเงินจ่ายเป็นเงินสด หรือ เอาสินค้าอื่นมาเติม ทั้งหมดเป็นมาตรการที่ได้ดำเนินการ และเตรียมการไว้แล้ว           

ส่วนในเรื่องตลาดออนไลน์ในประเทศ  เราก็สามารถที่จะทำให้ลำไยขึ้นไปขายในแพลตฟอร์ม ลาซาด้า เจดี จตุจักร ช๊อปปี้  ไทยแลนด์โพสต์มาสของไปรษณีย์ไทย และ อื่นๆ เป็นต้น  และในช่วง พฤษภาคม-มิถุนายน กระทรวงพาณิชย์ได้จัด Thai fruits golden months แปลว่าสองเดือนทองสำหรับผลไม้  มีลำไยอยู่ในนั้นด้วย เพื่อที่จะเร่งรัดส่งเสริมการบริโภคให้กับคนไทยทั่วทั้งประเทศ และมียอดขายแล้วขณะนี้หลาย 10 ล้านบาท  ส่วนในตลาดต่างประเทศก็ได้มีการเตรียมการ ทั้งตลาดออนไลน์ และ อ๊อฟไลน์ เช่น ตลาดอ๊อฟไลน์  ใน 9 เมืองของจีน  ซึ่ง ลำไยส่งออกจีนมากที่สุด  นอกจากนั้นยังมี สิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น         

โดยวันที่ 1-4 กันยายน นี้ จะมีการไปร่วมงานสินค้ามาเลเซีย โดยจะนำลำไยไปด้วย  ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้เตรียมการไว้  ส่วนในเรื่องของออนไลน์ก็ได้มีการดำเนินการขายผ่าน Tmall หรือ อารีบาบาของจีน  โดยไลฟ์สดขายผลไม้ไทยออนไลน์  20 นาที มีผู้ชมทั้งหมด 16,000,000 คนนอกจากนั้นยังมีขายอีกหลายประเทศด้วยกัน  ที่สำคัญก็คือวันที่  16 – 17 กรกฎาคม 2563  ตนจะเชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ และผู้ขายลำไยในประเทศไทย ขายกันบนออนไลน์ ที่กระทรวงพาณิชย์จัดให้  จะมีลูกค้า ทั้งจีน อาเซียน เอเชีย และตะวันออกกลาง มาซื้อลำไย ผ่านกระบวนการออนไลน์ในวันที่ 16 – 17 กรกฎาคมนี้         

"จุรินทร์" ตอบกระทู้สด ชู 5 มาตรการเชิงรุก ส่ง "ลำไย" บุกทั่วโลก

“ขอให้สบายใจว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการเชิงรุกไว้ทั้งหมด และทุกอย่างต้องทำด้วยความรวดเร็วตามแผนและถ้ายังติดขัดปัญหาใดๆก็จะเร่งดำเนินการแก้ไขให้ และขณะนี้อินโดนีเชียเป็นตลาดเดียวที่มีปัญหา เพราะปีนี้อินโดฯยังไม่อนุญาตให้มีการนำเข้า เพราะอินโดฯใช้นโยบายซึ่งตนเอง ลำไยเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ติดปัญหา ตนพยายามที่จะแก้ไข ได้ทำหนังสือถึง รมว.พาณิชย์อินโด และขอนัดหมายเจรจาอีกไม่กี่วันระดับเจ้าหน้าที่ก็จะมีการเจรจาที่อินโดนีเซีย  เพื่อที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือในที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของอาเซียนในวันที่ 27 – 28 กรกฎาที่จะถึงนี้  ขอให้ได้รับความมั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลจะดูแลชาวสวนอย่างเต็มที่” เจ้ากระทรวงการค้า กล่าว       

ทั้งนี้ นายจุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า มาตรการช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ย 3% สำหรับผู้รวบรวมผลผลิต ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทจำกัดเท่านั้น ที่อยู่ในเงื่อนไขที่ไปกู้เงินได้ ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์วิสาหกิจชุมชน หรือ ในรูปแบบนิติบุคคลอื่นที่กู้เงินธนาคารได้ ก็สามารถมารับความช่วยเหลือในเรื่องของรวบรวมผลผลิตนี้ได้ร้อยละ 3 ต่อปีเช่นเดียวกันทั้งหมด

กยท.ผนึกสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและปตท.เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

  กยท.ผนึกสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและปตท.เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ

   กยท.ผนึกสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและปตท.เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ20 มิถุนายน 2563 – 11:24 น.

“ประพันธ์”ประธานในพิธี Kick off การประมูลซื้อขายยางตลาดกลางยางพาราภาคตะวันออกพร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือ(MOU)สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต อ.วังจันทร์ จ.ระยอง

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2563ประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกยท .ประกอบด้วย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านธุรกิจและปฏิบัติการและ นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านอุตสากรรมยางและการผลิตยางได้เดินทางลงพื้นที่อ.วังจันทร์ จ.ระยองเพื่อทำพิธีเปิดตลาดซื้อขายยางพาราด้วยวิธีการประมูลเป็นวันแรก ณ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง ใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งการประมูลซื้อขายยางวันนี้มีปริมาณยางที่ซื้อขายผ่านตลาดแห่งนี้มากกว่า 100 ตัน ซึ่งเป็นยางที่จากสถาบันเกษตรกรหรือกลุ่มสหกรณ์รวบรวมยางจากเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยในพื้นที่ ไม่ต่ำกว่า 10 ราย
 “ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง จะเปิดให้บริการใน 2 รูปแบบ คือ 1. ให้บริการ ณ ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง อำเภอวังจันทร์ 2.ตลาดเครือข่ายตลาดกลาง โดยกรณีทีเกษตรกรอยู่ไกลตลาดกลาง สถาบันเกษตรกรหรือเกษตรกรที่รวมเป็นกลุ่มพัฒนาชาวสวนยางในแต่ละพื้นที่ สามารถสมัครเป็นตลาดเครือข่ายได้”     

   กยท.ผนึกสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและปตท.เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ

นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับชนิดยางที่ซื้อขายผ่านตลาดกลางจังหวัดระยอง ในปี 2563 ได้แก่ ยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน และปี 2564 ตลาดจะเริ่มเปิดให้บริการตลาดกลางน้ำยางสดและยางก้อนถ้วยเพื่อให้ครอบคลุมการผลิตของเกษตรกร และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ยาง คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณยางผ่านตลาดแห่งนี้ประมาณ 12,000 ตันต่อปี                กยท.ผนึกสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและปตท.เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ  จากนั้นช่วงบ่ายนายประพันธ์และคณะได้เดินทางไปยังศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหมวกยางพารากันฝน โดยนำร่อง ติดต้นยางทั่วพื้นที่กว่า 30 ไร่ ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต หวังต่อยอดทุกพื้นที่ในประเทศ มุ่งเพิ่มผลผลิตและรายได้ชาวสวนยาง ควบคู่การใช้ยางในประเทศ พร้อมกันนี้นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ให้เกียรติเป็นสักขีพยานลงนามความร่วมมือ(MOU)ระหว่าง 3 หน่วยงานประกอบด้วย กยท. สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  โดยมีผู้บริหารจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมในพิธีส่งมอบผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ                     กยท.ผนึกสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและปตท.เปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราฯ  นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) จัดกิจกรรมเปิดจุดสาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บเกี่ยวผลผลิตยางพารา ในเขตภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งกิจกรรมนี้ กยท. ได้รับความร่วมมือและบูรณาการร่วมกันกับ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย กยท.มอบผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราหรือร่มกันฝนจากยางพารา จำนวน 2,000 ชุด ติดตั้งในสวนยางพาราสาธิต ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่สวนยางพารา จำนวน 30 ไร่ เพื่อเป็นจุดต้นแบบเรียนรู้ของเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางและประชาชนทั่วไปในการสร้างแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางต่อไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ประสบปัญหาในเรื่องของการเก็บเกี่ยวผลผลิต
     “ผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตและรายได้จากกการทำสวนยางพาราได้ เนื่องจากเพิ่มวันกรีดได้อย่างน้อยเฉลี่ย 30 วัน/ปี และได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2 กิโลกรัมยางแห้ง/ไร่/วัน หรือ 60 กิโลกรัมยางแห้ง/ไร่/ปี” รองผู้ว่าฯกยท.กล่าว
   นายณกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์หมวกยางพาราหรือร่มกันฝนจากยางพารา1 ชุด ใช้ยางธรรมชาติ ประมาณ 0.5 กิโลกรัม จึงเป็นอีกทางหนึ่งการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนายางพารา แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“มนัญญา”เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

"มนัญญา"เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า18 มิถุนายน 2563 – 15:36 น.

“รมช.มนัญญา”ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า หลังก.คมนาคมทำข้อตกลงร่วมกับก.เกษตรฯ รับซื้อเสาหลักนำทางและที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนนจากยางธรรมชาติ

วันที่ 18 มิ.ย.63- “มนัญญา” ลงพื้นที่จันทบุรีเดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่าหลังกระทรวงคมนาคมจับมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขับเคลื่อนโนบายส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ ตั้งเป้าผลิตเสาหลักนำทาง 1,063,651 ต้น  และที่ครอบกำแพงคอนกรีตจากแผ่นยางธรรมชาติ ความยาว 12,282 กิโลเมตร หวังช่วยดึงราคายางเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกร ชูสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด อำเภอเขาคิชฌกูฎ จังหวัดจันทบุรี มีศักยภาพพร้อมเดินเครื่องผลิตเสาหลักนำทางยางพาราป้อนกรมทางหลวงชนบทเต็มที่
 นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัดอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐตามนโยบายรัฐบาล พร้อมทั้งเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้และสาธิตการผลิตหลักนำทางยางธรรมชาติและการผลิตแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตของสถาบันเกษตรกรโดยมีนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมในโอกาสนี้ด้วย 

"มนัญญา"เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า

ทั้งนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ชี้แจงถึงนโยบายการส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐว่าทางกระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อผลักดันให้สถาบันเกษตรกรเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยการนำยางพารามาแปรรูปเป็นวัสดุด้านการจราจรและเพิ่มความปลอดภัยทางถนนได้แก่แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้ในกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและความปลอดภัยทางท้องถนนที่ผลิตจากยางพารา และได้มีการทดสอบการชนและการกระแทกจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยแล้วว่าวัสดุที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
 สำหรับความร่วมมือดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางพาราด้วยเนื่องจากโครงการนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมรับซื้อผลิตภัณฑ์ยางพาราจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร ซึ่งทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะช่วยเหลือในด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต  และการวางแผนการผลิตวัสดุด้านการจราจรทั้งสองชนิดให้ได้ตามปริมาณและมาตรฐานที่กระทรวงคมนาคมกำหนด                         "มนัญญา"เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางพาราเพิ่มมูลค่า  “ปี 2563 – 2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งเป็น เสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร และในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรกจำนวน 289,635 ต้น ซึ่งส่วนผสมของวัสดุด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนนจะใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบถึง 70%  ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าสหกรณ์ชาวสวนยางนั้นมีศักยภาพและพร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้มีการใช้ยางพาราในภาครัฐของรัฐบาลในครั้งนี้ และขอให้สหกรณ์รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาด ราคาที่เป็นธรรมเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลและมีรายได้เพิ่มขึ้น” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว 

 ด้านนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา เบื้องต้น กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ 7 แห่ง จากการคำนวณต้นทุนการผลิตวัสดุทั้งสองชนิด จะมีส่วนเหลือที่เป็นกำไรพอสมควร และขอให้สหกรณ์ปันผลกำไรที่ได้จากโครงการนี้ลงไปถึงตัวสมาชิก ขณะนี้ต้องรอให้มีการแก้กฎกระทรวงเพื่อเปิดให้ส่วนราชการซื้อตรงจากสหกรณ์ได้ เมื่อกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงแล้ว จึงจะนำเสนอครม.เพื่ออนุมัติงบประมาณ จากนั้นจะมีการถ่ายทอดความรู้การผลิตเสาหลักนำทางและแท่งแบริเออจากยางพาราให้กับสหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการชุดแรก ทั้งในเรื่องกระบวนการผลิต และมาตรฐานต่าง ๆ ส่วนสหกรณ์ใดที่ยังไม่พร้อมผลิตเองในขณะนี้ ก็ขอให้มาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้กับสหกรณ์ผู้ผลิต ซึ่งกรมฯจะประสานเชื่อมโยงระบบสหกรณ์เข้าหากัน เนื่องจากโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์ชาวสวนยางโดยตรง ขอให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมมือกันเพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง
   ปัจจุบันสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารามีจำนวน 661 แห่ง ในพื้นที่ 56 จังหวัด มีสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา 355,181 ราย มีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ จำนวน 1.42ล้านราย พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ ปีการผลิต 2562/63 สหกรณ์รวบรวมน้ำยางได้ประมาณ 475,058 ตัน มูลค่า 16,998 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57 จากผลผลิตทั้งหมดของสมาชิก 
จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และคณะ ได้เยี่ยมชมการสาธิตผลิตหลักนำทางของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด ใช้น้ำยางข้นมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตประมาณ 19 กิโลกรัม/ต้นต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต้นละ 1,200 บาท สหกรณ์มีกำลังการผลิตประมาณวันละ 19 ต้น ขณะนี้ได้ผลิตไปแล้วประมาณ 200 ต้น สำหรับขั้นตอนการผลิตเสาหลักนำทางยางพารา เริ่มจากการนำน้ำยางข้น เข้าเครื่องผสมกับสารเคมีตามสูตรการผลิต เป็นการผสมเพื่ออัดแน่น ฉีดเข้าแม่พิมพ์นำเข้าเตานึ่งประมาณ1 ชั่วโมง แล้วนำเข้าเครื่องอบแห้ง 25 ชั่วโมง ก่อนจะได้เสาหลักนำทางที่สมบูรณ์พร้อมจัดส่งให้กรมทางหลวงชนบทเป็นผู้รับซื้อเพื่อนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่อไป
 สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด จังหวัดจันทบุรี จัดตั้งเมื่อ17 กุมภาพันธ์ 2542 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 109 ราย ดำเนินธุรกิจหลัก 2ด้าน ได้แก่ การจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจรวบรวมผลผลิต ปัจจุบัน มีทุนดำเนินงานกว่า 10.68 ล้านบาท  สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพของสมาชิกส่งเสริมให้มีการวางแผนการผลิตควบคู่กับการตลาด และพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งจุดเด่นของสหกรณ์ฯ แห่งนี้คือการเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมและแปรรูปผลิตน้ำยางพาราอย่างครบวงจร สามารถผลิตและจำหน่ายหมอนยางพารา (Natural Latex Pillow) สร้างรายได้ มูลค่า 2.13 ล้านบาท/ปี ปัจจุบันสหกรณ์เริ่มผลิตเสาหลักนำทางยางจากธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP)รวมทั้งในอนาคตได้วางแผนเป็นศูนย์กลางการแปรรูปผลผลิตยางพาราให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรชาวสวนยางนื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏและพื้นที่ใกล้เคียงต่อไป

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

11 มิถุนายน 2563 – 16:16 น.

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน ช่วยจัดการแมลงศัตรูพืชพร้อมให้ปุ๋ยและได้ไข่คุณภาพราคาสูง 

ศูนย์ภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวนได้ประโยชน์หลายทาง ไก่ออกไข่เยอะ ลดค่าอาหารไก่ ช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้ปุ๋ยตามธรรมชาติ ต้นไม้ให้ผลผลิตดีมีความสมบูรณ์รสชาติอร่อยลดต้นทุนด้านการผลิตให้เกษตรกรเพิ่มกำไรมากขึ้น
 นายโรจน์วัฒน์  อินทร์ทุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เปิดเผยว่า จากสภาพภูมิประเทศและทรัพยากรตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่แตกต่างไปจากภาคอื่น ๆ จึงมีการศึกษาวิถีการดำเนินชีวิตของราษฎรเพื่อหารูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสม พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริ ให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาสำหรับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2525 เพื่อเป็นแบบจำลองและเป็นพื้นที่ส่วนย่อที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่าง ๆ สำหรับการพัฒนาให้ภูมิภาคนี้เกิดความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
 

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้มีการศึกษาทดลองเพื่อหาคำตอบและข้อสรุปในการทำการผลิตหลากหลายรูปแบบ เมื่อได้ข้อยุติแล้วจึงนำมาจัดทำเป็นแปลงสาธิตเพื่อเป็นสถานที่ให้ราษฎรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ควบคู่กับการขยายผลสู่การปฏิบัติใช้ของราษฎรในพื้นที่ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับผู้ที่นำไปปฏิบัติใช้ หนึ่งในนั้นคือการเลี้ยงไก่ไข่ในพื้นที่พืชสวน ซึ่งศูนย์ฯ ได้จัดทำแปลงสาธิตขึ้นมาบริเวณพื้นที่โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ในส่วนที่ใช้ปลูกพืชสวนแบบไม้ให้ผลโดยปล่อยให้ไก่ไข่อยู่ตามธรรมชาติแบบอิสระ สามารถเดินเล่นและคุ้ยเขี่ยหาอาหารจำพวกมด แมลง และหญ้าได้ เป็นการช่วยลดความเครียดให้กับไก่ จึงทำให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรง อารมณ์ดีและผลิตไข่ไก่แบบอินทรีย์ที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยง ปลอดภัยต่อผู้บริโภคเหมาะสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ส่งผลให้ราคาไข่ไก่สูงกว่าไข่ไก่ที่เลี้ยงในระบบปิดทั่วไป

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะเลี้ยงไก่ไข่แบบอารมณ์ดีในพื้นที่สวน

ปัจจัยหลักในการเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวว่า เบื้องต้นให้พิจารณาพื้นที่การเลี้ยงควรเป็นพื้นที่โปร่ง อากาศถ่ายเทดี สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ คัดเลือกสายพันธุ์ไก่ไข่ที่มีความแข็งแรงจะทำให้ไก่ออกไข่ได้เร็วอย่างต่อเนื่องและมีอายุยืนทำให้ปลดระวางช้า ช่วยลดต้นทุนในการจัดหาพันธุ์ไก่มาเลี้ยงในรุ่นต่อ ๆ ไปได้  สำหรับอัตราการปล่อยไก่ไข่ต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับสภาพและจำนวนของพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่ควรเกิน 4 ตัวต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร มีโรงเรือนสำหรับหลบฝนและวางรังสำหรับให้ไก่ไข่ที่ไม่ควรเกิน 7 แม่ต่อ 1 รัง เพื่อป้องกันการแย่งรังไข่แล้วไก่จิกตีกันทำให้บาดเจ็บได้ 
   “สำหรับอาหารไก่นั้น ทางส่วนงานด้านการปศุสัตว์ของศูนย์ฯ แนะนำว่าควรเป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ สามารถหาได้ตามท้องถิ่น เช่น มันสำปะหลัง รำข้าว ปลายข้าว ผักสีเขียว ร่วมกับอาหารเสริม เช่น แร่ธาตุ สมุนไพร ส่วนอาหารเสริม เช่น หญ้า สัตว์เล็ก ๆ จำพวกหนอน หอยทาก ไก่จะหากินเองในพื้นที่สวน ซึ่งส่วนนี้จะช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของสารเคมีที่ใช้ในการทำลายแมลงศัตรูพืชและการตัดหญ้าในพื้นที่สวนได้ทั้งหมด ขณะเดียวกันมูลไก่นับเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชั้นดีสำหรับการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตที่มีคุณภาพรสชาติอร่อยของพันธุ์ไม้จำพวกให้ผลเมื่อนำไปจำหน่ายจึงได้ราคาดี” นายโรจน์วัฒน์ อินทร์ทุ่ง กล่าว
ด้านโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีนั้น ควรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ โรงเรือนเพื่อให้ไก่วางไข่และเพื่อหลับนอนอีกส่วนเป็นพื้นที่สนามหญ้าสำหรับให้ไก่ได้เดินวิ่งเล่นออกกำลังกายและเป็นพื้นที่หาอาหารตามธรรมชาติ ซึ่งการจัดระบบเช่นนี้จะช่วยให้สามารถควบคุมโรคที่เกิดกับไก่ได้ง่ายยิ่งขึ้น  เกษตรกรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือประชาชนโดยทั่วไปที่มีความสนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่หมายเลข 086-860-9888 ในวันและเวลาราชการ