“บิ๊กป้อม” เร่งดันโครงการเพิ่มผลิตน้ำอุปโภค-บริโภค แก้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422698?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“บิ๊กป้อม” เร่งดันโครงการเพิ่มผลิตน้ำอุปโภค-บริโภค แก้แล้ง

17 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
บิ๊กป้อม,แก้แล้ง,เพิ่มการผลิต,ผลิตน้ำ,อุปโภค,บริโภค,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 36 ครั้ง

“ประวิตร” เร่งดันโครงการเพิ่มการผลิตน้ำอุปโภค-บริโภค บรรเทาความเดือดร้อน แก้แล้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2563 และการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2563 ณ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ มีมติเห็นชอบในหลักการแผนงานโครงการจาก 2 หน่วยงานหลัก ได้แก่

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

รบ. เร่งปรับแผนจัดการน้ำท่วม-แล้ง หวั่นเสียหายสุดรอบ 20 ปี

ประกาศเขตฯภัยแล้ง 20 จังหวัด 4,600 หมู่บ้าน/ชุมชน

ปชช.ยังไม่พอใจรัฐบาลแก้ปัญหาภัยแล้ง

1.โครงการเพื่อการพัฒนา ปี 2563 ของการประปาส่วนภูมิภาค (เพิ่มเติม) ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพของระบบผลิต ระบบส่งน้ำ และระบบจ่ายน้ำประปา สอดคล้องกับแผนแม่บททรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภค บริโภค รวม 6 แห่ง ได้แก่ กปภ.สาขาเพชรบูรณ์ – หล่มสัก , กปภ.สาขาเดิมบางนางบวช , กปภ.สาขาสมุทรสาคร – นครปฐม , กปภ.สาขาด่านช้าง , ปรับปรุงกิจการประปา อปท. กปภ.สาขานครศรีธรรมราช ในพื้นที่ อบต.ท่าเรือ และ ปรับปรุงกิจการประปา อปท. กปภ.สาขานครศรีธรรมราช ในพื้นที่เทศบาล ต.การะเกด โดยเมื่อโครงการก่อสร้างทั้ง 6 แห่งแล้วเสร็จ จะมีกำลังการผลิตประปาเพิ่มขึ้นอีก 475,200 ลูกบาศก์เมตร/วัน ให้บริการผู้ใช้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 126,750 ราย

ด้านที่ 2 แผนหลักการป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ดำเนินการโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บททรัพยากรน้ำ 20 ปี ด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย เพื่อจัดระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง แก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และลดความเสียหายจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ครอบคลุม 76 จังหวัด 309 อำเภอ 715 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10.50 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ 7.82 ล้านครัวเรือน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 166 ชุมชน พื้นที่ได้รับประโยชน์ 750,000 ไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ 1.30 ล้านครัวเรือน คงเหลือพื้นที่ชุมชนที่ต้องดำเนินการอีก 549 ชุมชน พร้อมทั้งจัดลำดับเป็นระยะเร่งด่วน สั้น กลาง ยาว เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและกรอบเวลาของแผนแม่บทฯ น้ำ 20 ปี ดังนี้ 1.ระยะเร่งด่วน จำนวน 52 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 260,000 ไร่  2.ระยะกลาง จำนวน 157 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 360,000 ไร่ และ 3.ระยะยาว จำนวน 340 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 9.13 ล้านไร่ โดยทั้งสองโครงการข้างต้นจะมีการเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม.เพื่ออนุมัติขับเคลื่อนแผนงานโครงการต่อไป

สำหรับที่ประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการฯน้ำ ได้มีมติเห็นชอบแผนการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาปี 2563 โดยแนวทางการบริหารจัดการน้ำในช่วงต้นฤดูฝนปี 2563 (ระหว่าง 1 พ.ค. – 31 ก.ค. 2563) จะจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศและพืชต่อเนื่อง รวมจำนวน 1,656 ล้านลูกบาศก์เมตร ในส่วนของพื้นที่การเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำนั้น จากการคาดการณ์ของกรมชลประทานจะมีปริมาณน้ำคงเหลือในช่วงฝนทิ้งช่วงเพียง 436 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกได้เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จ.พิษณุโลก ในพื้นที่เป้าหมาย 265,000 ไร่ เช่นเดียวกับเมื่อปี 2560 เท่านั้น

โดยจัดสรรน้ำแบ่งเป็น ช่วงที่ 1 เดือนมี.ค.- 30 เม.ย. ประมาณ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร และช่วงที่ 2 เดือน พ.ค. ถึง ก.ค. 2563 ประมาณ 245 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้ทันเก็บเกี่ยวในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นจะใช้พื้นที่ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่จ.สุโขทัย และทำหน้าที่เป็นทุ่งหน่วงน้ำไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยบริหารจัดการร่วมกับพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งทางตอนล่างด้วย

ด้าน ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้รับทราบถึงผลการดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งได้กำหนดมาตรการและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการรับมือภาวะเสี่ยงขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ดังนี้ 1.ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อ ควบคุมการปลูกพืชฤดูแล้ง ใน/นอกเขตชลประทาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อปริมาณน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2.ให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยควบคุมการจัดสรรน้ำ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำภูมิพล สิริกิติ์ และป่าสักฯ ให้เป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำ 3.ให้กระทรวงเกษตรฯ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กำหนดมาตรการรองรับพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ ใน/นอกเขตชลประทาน ทั้งที่ปลูกแล้วและคาดว่าจะได้รับผลกระทบ 4.ให้กรมชลประทาน การประปานครหลวง และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ติดตามวิเคราะห์ผลการให้ผันน้ำจากฝั่งตะวันตกเพื่อผลักดันน้ำเค็มแม่น้ำเจ้าพระยา และการดำเนินการตามมาตรการควบคุมความเค็มและการเพิ่มศักยภาพการลำเลียงน้ำในคลองประปา โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานเร่งดำเนินการตามมติของคณะทำงานฯ โดยเร็ว

ขณะเดียวกัน รองนายกฯ ยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบกลางแก้ไขปัญหาภัยแล้งระยะเร่งด่วนเพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และที่เสนอโครงการเร่งด่วนเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ปี 2563 เร่งรัดดำเนินการโดยเร็วให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2563 และติดตามช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน และควบคุม สถานการณ์ปัญหาน้ำแล้ง ไม่ให้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความเสียหายให้กับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง และทันเวลาด้วย

งานวิจัยสุดเจ๋ง ยกระดับข้าวไทยแข่งตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422672?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

งานวิจัยสุดเจ๋ง ยกระดับข้าวไทยแข่งตลาดโลก

17 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ประภัตร,งานวิจัย,ข้าว,กรมการข้าว,เกษตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 112 ครั้ง

“ประภัตร”ชูงานวิจัยและพัฒนาข้าวต้องรองรับการแข่งขันตรงตามความต้องการของตลาดโลก มุ่งยกระดับการส่งออกข้าวไทย

17  มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึง“แนวทางการเร่งรัดและการขับเคลื่อนแผนงานโครงการปีงบประมาณ 2563”

โดยบอกว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภัยธรรมชาติซึ่งคาดว่าจะเกิดภัยแล้งไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ตลอดจนสถานการณ์โรคติดต่อ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร ผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างวางแผนช่วยเหลือสินค้าด้านต่าง ๆ และตลอดระยะเวลาที่กำกับดูแลกรมการข้าว ได้มุ่งวางระบบการทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ อาทิ การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน การพัฒนาแปลงใหญ่ การจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อใช้ในการทำนา

รวมทั้งวางระบบการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด หรือผู้ส่งออกข้าว เช่น พันธุ์กข 79 และพันธุ์ข้าวนุ่ม PTT 03019-18-2-7-4-1 ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่อยู่ระหว่างเตรียมรับรองพันธุ์ สำหรับนโยบายที่จะให้มีการร่วมแรงร่วมใจกันวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ดีเพื่อการแข่งขันของศูนย์วิจัยข้าว และร่วมแรงร่วมใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ขอย้ำว่ายังคงให้มีการดำเนินงานเช่นเดิม และต้องเร่งรัดดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

นายประภัตร กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเกิดฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดด้านข้าวต่าง ๆ จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย สร้างผลกระทบให้แก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก ในระยะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งการชดเชยรายได้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง

โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว ผ่านโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ภายใต้แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนา

ทั้งนี้ กรมการข้าวยังต้องให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาข้าวเพื่อการแข่งขันของไทยตามความต้องการของผู้ส่งออกข้าว เช่น การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น (ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ข้าวรอบที่ 1 : นาปี 666 กิโลกรัมต่อไร่ รอบที่ 2 : นาปรัง 669 กิโลกรัมต่อไร่) การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าว

รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาข้าวต้องให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนา โดยมีเป้าประสงค์ในอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะมีพันธุ์ข้าวที่สามารถรองรับการแข่งขันและตรงตามความต้องการของตลาดโลกเพื่อยกระดับการส่งออกข้าวของประเทศไทย

นอกจากนี้ สถาบันการจัดการนานาชาติยังได้จัดอันดับประเทศไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเทศไทยมีความท้าทายในด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สำคัญ เช่น กำหนดโจทย์การวิจัยที่ตอบสนองความต้องการประชาชน ภาคการผลิตและบริหาร ดังนั้น หากมีพันธุ์ข้าวที่ดี ถือว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะคู่แข่งได้ ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาข้าวถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการผลิตข้าวของไทย

ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยป้องสมาชิกจากโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยป้องสมาชิกจากโควิด-19

16 มีนาคม 2563 – 14:03 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์,โควิด-19
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศผลิตหน้ากากอนามัยป้องสมาชิกจากโควิด-19

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชวนสหกรณ์ทั่วประเทศป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกให้สมาชิก หลังหน้ากากอนามัยในท้องตลาดขาดแคลน โดยใช้เงินทุนสาธารณประโยชน์ของสหกรณ์ จ้างกลุ่มอาชีพ กลุ่มแม่บ้าน หรือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกสมาชิก พร้อมทั้งเร่งชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิค- 19

        นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ในขณะนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้น และการระบาดมีแนวโน้มจะเข้าสู่ระยะที่ 3 เป็นระดับการติดเชื้อจากคนสู่คนมากขึ้นและรุนแรงในวงกว้าง ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยในท้องตลาดและมีราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น กรมฯจึงได้แจ้งไปยังสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศให้ประสานกับสหกรณ์ทุกพื้นที่ช่วยกันดูแลสมาชิกสหกรณ์และครอบครัว รักษาสุขอนามัยเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 และขอความร่วมมือจากสหกรณ์ได้สนับสนุนการผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกจ่ายให้กับสมาชิกได้สวมใส่ เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในระดับชุมชน

“กรมฯขอความร่วมมือไปยังสหกรณ์ทุกแห่งทั่วประเทศ ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าแจกจ่ายให้กับสมาชิกคนละ 3 ชิ้น โดยใช้เงินทุนสาธารณประโยชน์ของสหกรณ์ หรือเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ นำไปจัดซื้อผ้าและอุปกรณ์ สำหรับตัดเย็บหน้ากากอนามัย หรือจ้างกลุ่มอาชีพและกลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าตามรูปแบบที่เป็นมาตรฐานตามที่กรมอนามัยแนะนำ เพื่อนำมาแจกให้กับสมาชิก ซึ่งวัตถุดิบในการตัดเย็บหน้ากากอนามัยนั้นสามารถหาได้ในชุมชน เพราะกลุ่มแม่บ้านส่วนใหญ่ มีการรวมกลุ่มกันผลิตผ้าฝ้ายผ้าทอมือต่าง ๆ ที่สามารถนำมาตัดเย็บเป็นหน้ากากอนามัยแบบผ้าได้

ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยแล้ว ยังเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำกับสหกรณ์ทุกครั้งที่มีการประชุมกลุ่มสมาชิก ขอให้ชี้แจงและสร้างความเข้าใจในการดูแลสุขอนามัย เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 พร้อมทั้งได้สั่งการให้สำนักสหกรณ์จังหวัด ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้ช่วยกันดูแลสมาชิกในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 จนกว่าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติต่อไป” นายพิเชษฐ์ กล่าว
ด้านนางสาวสมคิด อุ่นแก้ว ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรสบปราบ จำกัด จังหวัดลำปาง กล่าวว่า ทางสหกรณ์ ได้จ้างกลุ่มอาชีพในชุมชนผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้า ในราคาพิเศษชิ้นละ 6.50 บาท ขณะนี้สหกรณ์ฯได้รับหน้ากากผ้าปิดจมูกที่ผลิตแล้วประมาณ 2,500 ชิ้น ซึ่งในพื้นที่อำเภอสบปราบมีกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น และได้กลับมายังภูมิลำเนา ทางสหกรณ์ฯ จึงให้ประธานกลุ่มสำรวจว่าในแต่ละหมู่บ้านมีกลุ่มคนเหล่านี้จำนวนเท่าไหร่ แล้วแจ้งมายังสหกรณ์ฯ รับไปแจกให้ผู้นำสมาชิก โดยจะแจกจ่ายให้กับกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวก่อน จากนั้นจึงจะทยอยแจกในกลุ่มอื่น ๆ ต่อไป ซึ่งขณะนี้ทางสหกรณ์ได้ผลิตหน้ากากอนามัยแบบผ้าและแจกให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง
นางสาวสุมาลี ทองธีระ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า สหกรณ์ฯ ได้จัดกิจกรรมสอนตัดเย็บหน้ากากอนามัยผ้าให้กับสมาชิกสหกรณ์และผู้ที่สนใจทุกวัน โดยสหกรณ์ได้เตรียมผ้าและอุปกรณ์ตัดเย็บให้ เปิดสอนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้ที่ฝึกตัดเย็บเป็นแล้วสามารถให้นำความรู้กลับไปสอนให้กับคนในชุมชน  ได้ฝึกทำเป็นอาชีพเสริมช่วยสร้างรายได้ คาดหวังว่ากิจกรรมนี้จะช่วยให้สมาชิกและคนในครอบครัวได้มีหน้ากากอนามัยไว้สวมใส่เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ได้อีกทางหนึ่ง โดยสหกรณ์ฯยังได้แจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มสมาชิก หากสนใจจะฝึกเย็บหน้ากากอนามัยแบบผ้า สามารถติดต่อได้ที่สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด หรือรวมกันเป็นกลุ่มแล้วแจ้งให้สหกรณ์ฯ ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสอนในพื้นที่ได้เช่นเดียวกัน
ขณะที่ทางสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกับกลุ่มอาชีพในสังกัดสหกรณ์ตัดเย็บหน้ากากอนามัยนำไปแจกจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์และประชนทั่วไปที่มาใช้นำรถมาใช้บริการเติมน้ำมันที่ปั๊มของสหกรณ์ทุกคันด้วย

ตลาดขานรับหนุนเลี้ยงไก่พื้นบ้านสวยงามสร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ตลาดขานรับหนุนเลี้ยงไก่พื้นบ้านสวยงามสร้างรายได้

16 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ไก่พื้นบ้าน,ไก่สวยงาม,ประภัตร,มีนบุรี,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 243 ครั้ง

“ประภัตร”เปิดมหกรรมสีสัน ไก่สวยงามมีนบุรี หนุนเกษตรกรเลี้ยงไก่สวยงามคู่ไก่พื้นบ้านส่งออก​สร้างรายได้ให้เกษตรกร

16  มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานการจัดประกวด “มหกรรมสีสัน ไก่สวยงามมีนบุรี 

คลิปที่ 2

นายประภัตร กล่าวว่า หลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นปรัชญาที่เหมาะสำหรับครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศ ด้วยการยึดหลักทางสายกลางในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ หากนำมาประยุกต์ใช้อย่างถูกต้องจะส่งผลดี ขณะที่ สถานการณ์ด้านการเกษตรในปัจจุบันเกิดปัญหา เช่น ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ทำให้ขาดแคลนน้ำ

จึงต้องนำอาชีพปศุสัตว์มาเป็นอาชีพทางเลือกเพื่อสร้างรายได้ เนื่องจากปศุสัตว์เป็นที่ต้องการของตลาด และมีราคาดี มีตลาดรองรับ ครม. จึงได้อนุมัติโครงการสินเชื่อให้ ธ.ก.ส. ในวงเงิน 50,000 ล้าน ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยล้านละหนึ่งร้อยบาทต่อปีให้กับเกษตรกรเพื่อช่วยเหลือให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างอาชีพทางเลือกใหม่

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกพื้นที่ที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการซึ่งมีอาชีพทางเลือกหลากหลาย ทั้ง เลี้ยงโคขุน ไก่ หมู แพะ-แกะ ตลอดจนด้านประมง และการปลูกพืชใช้น้ำน้อย นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรให้เลี้ยงไก่พื้นบ้านและไก่สวยงามควบคู่กันไป สร้างรายได้ มีราคาดี อีกทั้งในพื้นที่เขตมีนบุรีมีผู้นับถือศาสนาอิสลามอยู่มาก จึงควรส่งเสริมให้เลี้ยงแพะอีกทางหนึ่ง

สำหรับ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้มีการดำเนินการโดย มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกร และเยาวชนในพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจทั้งด้านปศุสัตว์ และเกษตร ได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยว โดยได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในด้านต่างๆ ในพื้นที่ 6 ไร่

(คลิป)”คิกออฟ”คาราวานฉีดวัคซีนสุนัขบ้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422478?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

(คลิป)”คิกออฟ”คาราวานฉีดวัคซีนสุนัขบ้า

16 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
พิษสุนัขบ้า,ประภัตร โพธสุธน,กรมปศุสัตว์,ข่าววันนี้,คาราวาน
เปิดอ่าน 102 ครั้ง

Kick off ปล่อยคาราวานฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าพร้อมกันทั่วประเทศฟรี ผนึกกำลังทุกหน่วย สร้างภูมิคุ้มกันในสุนัข-แมว หลังอัตราการพบโรคในสัตว์และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

16 มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าพร้อมกันทั่วประเทศ

พร้อมกล่าวว่า เป็นโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ปีงบประมาณ 2563 และโครงการขับเคลื่อนการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าระดับท้องถิ่น ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อให้สุนัขและแมวได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี

รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงให้เป็นสัตว์จรจัด และสามารถลดปัญหาการเพิ่มจำนวนของสุนัข-แมวจรจัดตามที่สาธารณะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า และป้องกันไม่ให้มีคนเสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า หวังว่าทุกภาคส่วนที่เข้าร่วมโครงการฯ จะประสานความร่วมมือ และบูรณาการการทำงานเพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย ประสบผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์โครงการฯ ที่ตั้งไว้ต่อไป

ขณะที่ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในนามคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรค   คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี กล่าวว่า สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าของประเทศไทยมีอัตราการพบโรคในสัตว์และผู้เสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยสถานการณ์การพบโรคในสัตว์ ในปี 2561 มีจำนวน 15.3% ปี 2562 จำนวน 5.3%. และ ปี 2563 จำนวน 3.3% ส่วนการพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ในปี 2561 จำนวน 18 ราย ปี 2562 จำนวน 3 ราย และ ปี 2563 ยังไม่พบผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การควบคุมและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าบรรลุผลสำเร็จตามพระปณิธานของพระองค์ท่านฯ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการร่วมกันจัดทำโครงการความร่วมมือการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ประจำปี 2563 ภายใต้โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนและเร่งรัดการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในระดับท้องถิ่น และเพื่อประเมินการสร้างพื้นที่ปลอดโรคขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามตัวชี้วัดทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ สถานการณ์การเกิดโรคในคน สถานการณ์การเกิดโรคในสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การสำรวจสัตว์ และการควบคุมประชากรสัตว์ ซึ่งในการเปิดโครงการฯ มีกิจกรรมประกอบด้วยการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การผ่าตัดทำหมัน การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า และการส่งเสริมให้ประชาชนเลี้ยงสุนัขและแมวอย่างมีความรับผิดชอบอีกด้วย

นอกจากนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ และนำคณะตัดริบบิ้นปล่อยคาราวานอาสาปศุสัตว์และทีมสัตวแพทย์ออกปฏิบัติงานฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับประชาชนทั่วประเทศ ตลอดจนเยี่ยมชมการผ่าตัดทำหมันสุนัข-แมว อีกด้วย

“ชาไทย”ไปไกลต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่ารายได้งาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422241?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ชาไทย”ไปไกลต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่ารายได้งาม

15 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ชาไทย,กรมส่งเสริมการเกษตร,อินเดีย,ข่าววันนี้,เกษตร,ชาอู่หลง
เปิดอ่าน 345 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตร ลุยต่อยอดตลาด”ชาไทย”ส่งเสริมเครือข่ายให้เกษตรกรผู้ปลูกชาเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด และขยายผลโมเดลสู่พื้นที่อื่น

15 มีนาคม 2563 กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโครงการความร่วมมือในการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการปลูกชาในพื้นที่โครงการตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในภาคเหนือปลูกชาทดแทนพืชเสพติด ตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของสถานีชาต็อกไลรัฐอัสสัม สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ปลูกชาอันดับสองของโลกรองจากจีน เพื่อพัฒนาการปลูกชาไทยหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าชาอัสสัมในประเทศไทย สนองพระราชดำริ

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการฯ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกและใช้ประโยชน์จากชาไทยหรือชาอัสสัมในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงใหม่ และเชียงราย ได้รับการตอบรับที่ดี และได้ผลผลิตชาในปริมาณที่เพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมา ประเทศไทย ผลิตชาได้เป็นอันดับสามของอาเซียน โดยนิยมปลูกชา 2 ชนิดคือ ชาจีน หรือ ชาอู่หลง ที่ปลูกเป็นแถวยาว แปลงใหญ่ คุ้นตาคนทั่วไป และชาไทย หรือ ชาอัสสัม ซึ่งเติบโตในแนวป่าเท่านั้น โดย 70 % ของผลิตภัณฑ์ชาในท้องตลาดแปรรูปจากชาไทย ซึ่งเป็นชาที่เหมาะสมกับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของไทย และสามารถปลูกแบบอินทรีย์ได้เป็นอย่างดีภายใต้ร่มเงาของป่า ปัจจุบันกระแสความนิยมบริโภคสินค้าปลอดภัยมีสูงขึ้นต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงส่งเสริมให้เกษตรกรรวมถึงชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ปลูกชาไทยอินทรีย์ควบคู่การอนุรักษ์ผืนป่า เป็นการส่งเสริมพึ่งพาซึ่งกันและกัน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตรสนับสนุนให้เกษตรกรใช้หลัก “ตลาดนำการเกษตร” โดยแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากการปลูกชาเพื่อทำเมี่ยงเพียงอย่างเดียว มาเป็นการแปรรูปสู่ใบชาแห้งและใบชาแห้งบรรจุถุงสำหรับดื่ม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่างหลากหลาย เช่น ขนม ลูกอม อาหารต่างๆ ตลอดจน สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม และหมอนใบชาดับกลิ่น

ประกอบกับเน้นการเพิ่มช่องทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร เช่น การรวมกลุ่มผู้ผลิตชา การยกระดับกลุ่มสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชน การขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เป็นต้น เพื่อผลิตชาอินทรีย์คุณภาพ ในรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี สะดวกต่อการซื้อหา อันเป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น

กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนการดำเนินงานและแนวทางการขยายผลโครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2565 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ โดยมุ่งเน้นการจัดทำแปลงเรียนรู้การปลูกชาคุณภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาไทยอย่างต่อเนื่อง เพิ่มช่องทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น มีการรวมกลุ่มสร้างกลุ่มให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ส่งเสริมอาชีพการปลูกชาในพื้นที่โครงการฯ ให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการตามพระราชดำริฯ และสามารถขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

“ฟิลเดย์”ฤดูกาลเริ่มต้นสู่…การผลิตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422237?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ฟิลเดย”ฤดูกาลเริ่มต้นสู่…การผลิตใหม่

14 มีนาคม 2563 – 04:41 น.
ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 68 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

อีกช่วงเวลาสำคัญของคนในอาชีพเกษตร ที่ทั้งหมดมักให้ความสำคัญในเรื่องจุดเริ่มต้นที่ดี เพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จ ที่ถึงแม้ตลอดเส้นทางภายหลังจากที่เริ่มต้นแล้วจะมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมายที่อาจจะทำให้ไปถึงจุดที่คาดหมายได้ยาก แต่หากมีด้วยพลังแห่งศรัทธาอีกส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาผสานกับความมุ่งมั่นมีทิศทางตามสิ่งที่ถูกต้องพร้อมๆไปกับกิจกรรมต่อเชื่อมกับประเพณีปฏิบัติในแต่ละท้องถิ่น จนถึงจุดที่ผลัดออกจากความกลัวและกลายไปเป็นความเชื่อมั่นด้วยการเริ่มต้นที่ดีของวันสำคัญโดยเป็นที่รู้จักกันดีในเหล่าบรรดาเกษตรกรมืออาชีพว่า

วันถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่หรือฟิลเดย์(Field Day) คือสัญญาณแห่งการเริ่มต้นในอาชีพที่ได้ถูกนับขึ้นอีกครั้งแล้ว

จุดเริ่มต้นที่มีเพียงความตั้งใจก็เท่ากับว่าได้มีการกำหนดทิศทางในเบื้องต้นมาเป็นลำดับหนึ่งแล้ว แต่ในความเป็นจริงของการที่จะก้าวไปจนสุดจุดหมายปลายทางก็คงมีอะไรอีกมากมายที่ต้องคำนึงถึง ที่นอกจากจะมีเพียงสถานที่ พร้อมกับเงินลงทุนรวมถึงสิ่งต่างๆที่เป็นปัจจัยพื้นฐานทางการผลิตให้ถึงพร้อมเสร็จสรรพแล้วทุกสิ่ง นอกจากนั้นยังมีประเด็นสำคัญที่ยังคงฝังลึกอยู่ในห้วงจิตใจและต้องปฏิบัติเพื่อช่วยให้เกิดความเป็นสิริมงคล

ด้วยขั้นตอนตามพิธีกรรมของแต่ละกลุ่มสังคมที่เห็นพ้องต้องกันในการกำหนดวันดีๆดั่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ที่ล้อมาจากงานเกษตรใหญ่ โดยมีเกษตรกรผู้ประสบความสำเร็จทุกกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องในพื้นที่มาเป็นต้นแบบ พร้อมถือฤกษ์วันพืชมงคลและวันแรกนา มาเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้น แต่ด้วยการเปลี่ยนไปของฤดูกาลและความเหมาะสมของงานเกษตรที่มีความหลากหลายนั้น จึงกำหนดนับวันพร้อมที่ลดหลั่นกันออกไปบ้างตามความเหมาะสมและสถานการณ์ที่มีส่วนต่างกันออกไป

งานฟิลเดย์(Field Day) หรืองานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ จึงมีความสำคัญต่อเกษตรกรและผู้สนใจได้มีการรวมตัวเพื่อจัดกิจกรรมในวันดังกล่าวขึ้นอีกครั้งในต้นฤดูกาลนี้ และที่อำเภอดำเนินสะดวกเองก็ไม่พลาดที่จะจัดขึ้นตามความพร้อมที่นับว่ามีมาก และด้วยภาพรวมในพื้นที่แห่งนี้มีต้นแบบของความสำเร็จเกิดขึ้นอยู่แล้ว จึงนับเป็นอีกโอกาสที่กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรหัวก้าวหน้าในพื้นที่ของแต่ละสาขา มีความพร้อมใจกันที่จะถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้และเป็นพี่เลี้ยงให้อีกหลายคนที่ต้องการได้ก้าวข้ามผ่านพ้นอุปสรรคจนมีความสำเร็จให้เห็นในงานนี้ด้วย

สวนอุดมการ์เด้น อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี แหล่งรวมไม้ใบที่ใหญ่และหลากหลายที่สุดในประเทศก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ใช้ในการจัดงาน“ฟิลเดย์” เมื่อวันที่ 12 มี.ค.63 ที่ผ่านมา โดยมีนายชนพหล ส่งเสริม นายอำเภอดำเนินสะดวกให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน และมีภาคเอกชนมาร่วมจัดนิทรรศการที่เป็นประโยชน์อย่างมากพร้อมไปกับงานสาธิตต่าง ๆ อาธิ การทำดอกไม้จากหลอดกาแฟ การตัดเย็บหน้ากากอนามัย จาก กศน.ดอนคลัง ดำเนินสะดวก ที่ดูแล้วสามารถนำไปใช้ได้จริง หรือกลับไปประกอบอาชีพได้เลย

กิจกรรมทุกอย่างในงานล้วนแล้วมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะสนใจและเก็บประโยชน์จากส่วนไหนเท่านั้น ทั้งหมดล้วนแล้วเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจจากหน่วยงานและบุคคลหลายๆฝ่ายที่มีความตั้งใจให้งานฟิลเดย์มีคุณค่า

โดยเฉพาะสำนักงานเกษตรอำเภอดำเนินสะดวก สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรีได้เป็นเจ้าภาพหลักและยังมีองค์การบริหารส่วนตำบลดอนคลัง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านร่วมสนับสนุนและสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยช่วยเป็นสื่อกลางการประชาสัมพันธ์งานนี้ พร้อมกับสาธารณสุขอำเภอและอีกหลายๆหน่วยงานที่ช่วยทำให้งานสำคัญของเกษตรกรได้มีคุณค่าพร้อมเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญอีกครั้งในการทำให้งานเกษตรได้สืบสานและพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปตราบนานเท่านาน

พิษอหิวาต์หมูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทะลักด่านแม่สอด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422225?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พิษอหิวาต์หมูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทะลักด่านแม่สอด

14 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร,เมียนมา,อหิวาต์หมู,ข่าววันนี้,เขตการค้าเสรีอาเซียน
เปิดอ่าน 412 ครั้ง

สำรวจแหล่งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4 จ. ภาคเหนือ เจาะสถานการณ์นำเข้าจากเมียนมาผ่านด่านแม่สอดไทยทะลัก เกือบสามแสนตัน

14 มีนาคม 2563 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า จังหวัดตาก น่าน พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทางภาคเหนือ  

โดยข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2563 พบว่า เนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 รวม 4 จังหวัด มีจำนวน  2.319 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 2.419 ล้านไร่ (ลดลงร้อยละ 4)  ผลผลิต 1.509 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 1.743 ล้านตัน (ลดลงร้อยละ 13) เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง อีกทั้งยังประสบปัญหาหนอนกระทู้ระบาด

ทั้งนี้ภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) กำหนดให้มีการนำเข้าโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงสิงหาคมของทุกปี ในอัตราภาษีนำเข้า 0% และโดยในช่วงวันที่ 1 ถึง 23 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากแหล่งผลิตที่สำคัญของเมียนมา ได้แก่รัฐฉาน อิระวดี ซึ่งมีแนวชายแดนติดต่อกับจีน จำนวนมากถึง 279,000 ตัน

โดยนำเข้าทางด่านพรมแดนแม่สอดจังหวัดตาก เนื่องจาก มีการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ทำให้จีนมีนโยบายไม่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเมียนมา ส่งผลให้ราคาข้าวโพดในประเทศมีแนวโน้มลดลงโดยราคาเฉลี่ยในเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์อยู่ที่กิโลกรัมละ 7.77 บาทลดลงจาก 8.65 บาท (ร้อยละ 10)  ในช่วงเดียวกันของปี 2562

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประกันรายได้ ปี 2562/63  ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เหมาะสม โดยกำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้ ณ ความชื้น 14.5% ราคากิโลกรัมละ 8.50 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ไร่ ที่เพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม2562 – 31 พฤษภาคม 2563  และจ่ายเงินชดเชยงวดแรกตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2562 เป็นต้นมา และจ่ายต่อไปทุกวันที่ 20 ของทุกเดือนจนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ตุลาคม 2563

ขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้ว 2 งวด จำนวน 87,329 ครัวเรือน วงเงิน 271.29 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 30.16 ของวงเงินชดเชย 923.33 ล้านบาท

จากการสอบถามเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตาก น่าน พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ เกษตรกรมีความพึงพอใจที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือ แต่เกษตรกรในบางพื้นที่ยังไม่เข้าใจหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการช่วยเหลือ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ควรประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการให้เกษตรกรทราบ และแนะนำให้ไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับกรมส่งเสริมการเกษตรภายหลังจากที่ได้ทำการเพาะปลูกไปแล้ว 15 – 60 วัน เพื่อรับสิทธิในการช่วยเหลือต่อไป

ต่อเนื่องปีที่ 4 บางระกำโมเดลกู้วิกฤตแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422210?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ต่อเนื่องปีที่ 4 บางระกำโมเดลกู้วิกฤตแล้ง

14 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
บางระกำโมเดล,กรมชลประทาน,พิษณุโลก,ภัยแล้ง,น้ำท่วม,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 175 ครั้ง

ชลประทานเดินหน้าบางระกำโมเดลต่อเนื่องปีที่ 4 กักน้ำหลากใช้หน้าแล้ง

14 มีนาคม 2563 นายทองเปลว  กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ในฤดูแล้งในปี 2563 นี้ กรมชลประทาน ได้ร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่ ดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำ-บางระกำ หรือ “โครงการบางระกำโมเดล” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยจะลดพื้นที่ดำเนินการลงจาก 382,000 ไร่ ในปีที่แล้ว เหลือ 265,000 ไร่ เท่ากับปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล 

ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้มีจำนวนจำกัด จำเป็นต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับกิจกรรมการใช้น้ำที่ได้วางแผนไว้ โดยจะจัดสรรน้ำให้ประมาณ 310 ล้าน ลบ.ม.  เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการใช้น้ำทำนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน- 31 กรกฎาคม 2563

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินใหม่ในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก และสุโขทัยบางส่วนให้เร็วขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม

นอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก ช่วยลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการบางระกำโมเดล ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจาการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมีอาหารปลาที่สมบูรณ์เพราะเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่น หรือเกิดขึ้นมาใหม่จะเป็นอาหารของปลาอย่างดี ปลาจะชุกชุมมากเป็นพิเศษสร้างรายได้เสริมจากอาชีพประมงให้กับเกษตรกร

รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุนในการทำนาปรังและการอุปโภคบริโภค ทั้งในเขตโครงการและลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ถือได้ว่าเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

“โครงการบางระกำโมเดล เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ในการเก็บกักน้ำ ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในเขตจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัยเป็นประจำ ทั้งยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงพื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบตามไปด้วย  ดังนั้น ระหว่างที่รอโครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

“หนองผักบุ้ง”โมเดลชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเกษตรยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422187?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“หนองผักบุ้ง”โมเดลชุมชนต้นแบบจัดการน้ำเกษตรยั่งยืน

14 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
คูโบต้า,วิสาหกิจชุมชน,เกษตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 83 ครั้ง

ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง โมเดลชุมชนต้นแบบ ด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

14 มีนาคม 2563 สยามคูโบต้า เดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า แห่งที่ 5 โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง จังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างชุมชนต้นแบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ชูการเพาะปลูกด้วยระบบ KUBOTA (Agri) Solutions เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต สร้างชุมชนเกษตรที่ยั่งยืน

สยามคูโบต้า เดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า แห่งที่ 5 โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง จังหวัดเพชรบูรณ์ สร้างชุมชนต้นแบบบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร ชูการเพาะปลูกด้วยระบบ KUBOTA (Agri) Solutions เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต สร้างชุมชนเกษตรที่ยั่งยืน

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายที่สำคัญของสยามคูโบต้า คือการตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ จึงได้จัดทำ “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

จากความสำเร็จของศูนย์ฯ ที่ผ่านมาทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจังหวัดศรีสะเกษ 2 แห่ง และจังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง และภาคเหนือที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆ นี้ ในจังหวัดแพร่อีก 1 แห่ง สยามคูโบต้าได้ส่งเสริมความรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านกิจกรรม 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

รวมถึงด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงแก้ปัญหาด้านการเกษตรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในการเป็นชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงและสามารถขยายจำนวนกลุ่มสมาชิกให้เพิ่มขึ้น

สำหรับศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง มีจุดเด่นในการเป็นชุมชนต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงการนำองค์ความรู้การทำการเกษตรแบบครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions มาใช้ในชุมชน ส่งเสริมระบบการปลูกพืชหมุนเวียน ข้าว-ถั่วเขียว-ข้าวโพดสัตว์เลี้ยง

วางแผนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยการขุดสระน้ำสำหรับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติเพื่อ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำแล้งในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือได้ว่าเป็นโมเดลการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อการเกษตรของภาคเหนือ เกษตรกรภายในกลุ่มมีความสามัคคี เข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

“สยามคูโบต้ามีแผนที่จะพัฒนาชุมชนต้นแบบ “ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ในภาคกลางและภาคใต้ เพื่อขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง และคาดว่าจะดำเนินการเปิดศูนย์ฯ ได้อย่างครบถ้วนตามเป้าหมายในปีพ.ศ. 2566” นายพิษณุ กล่าว

นายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา ได้มุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนกลายเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ช่วยพลิกฟื้นผืนดินของเพชรบูรณ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์ และยังเป็นตัวอย่างของชุมชนที่มีการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเลือกปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งยังเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้สามารถต่อยอดความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน”

นางบุญเลิศ ปราบภัย ประธานกลุ่มหนองผักบุ้ง เปิดเผยว่า “กลุ่มหนองผักบุ้งของเรา เป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว โดยนำเทคโนโลยีและแนวทางการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย มาปรับปรุงการปลูกพืชหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเรียนรู้ระบบจัดการน้ำและสร้างแหล่งเก็บกักน้ำในชุมชนเพื่อทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ให้กับสมาชิกตลอดทั้งปี และพวกเรามีความพร้อมที่จะส่งต่อองค์ความรู้ให้แก่ชุมชนอื่นๆ ที่มีความตั้งใจที่จะพัฒนากลุ่มของตนเองเพื่อสร้างความยั่งยืนเช่นกัน”

สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

สามารถดาวน์โหลดคลิปแนะนำศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง และภาพเพิ่มเติมได้ที่ >> https://drive.google.com/folderview?id=1IzbGojWlj11UAV_EviJxdNauI90ElBkj