แปลงใหญ่ผนึกสองบริษัทใหญ่รับซื้อแตงโมไร้เมล็ด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422040?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แปลงใหญ่ผนึกสองบริษัทใหญ่รับซื้อแตงโมไร้เมล็ด

13 มีนาคม 2563 – 05:27 น.
แตงโม
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

 แปลงใหญ่ขานรับ”ตลาดนำการเกษตร”ผนึกสองบริษัทใหญ่รับซื้อแตงโมไร้เมล็ด

        ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จรับนโยบาย“ตลาดนำการเกษตร”เมื่อกลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแตงโมไร้เมล็ดศรีสงคราม  จ.นครพนมได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)กับบริษัท ฟรุตต้าเนเชอรัล จำกัด และบริษัท เกษตรสุขใจ จำกัด  โดยมีหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร ร่วมให้การสนับสนุนและเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการจัดพิธีลงนาม มีอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร”เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง”ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธี ณ ศูนย์สารสนเทศยางพารานครพนม สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา

    “เมื่อกลุ่มเกษตรกรรู้ความต้องการของตลาด จะสามารถนำมาวางแผนการผลิต ลดความเสี่ยงจากปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และยังทำให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนาสินค้าเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ของสินค้า รวมถึงการมีแหล่งจำหน่ายสินค้าที่แน่นอน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นคงทางด้านรายได้ของเกษตรกร และช่วยให้ผู้บริโภค ได้เข้าถึงสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ”

        เข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานในพิธีลงนามว่าตามนโยบายตลาดนำการเกษตรของรัฐบาลและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ได้มุ่งเน้นส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมไปถึง กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร ให้เกิดมีข้อมูลในการตัดสินใจ เกิดความร่วมมือ และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือในการผลิตและการตลาด รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันในด้านต่าง ๆ

       ปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ดำเนินงานในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตั้งแต่ ปี 2559 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ จำนวน 365,884 ครัวเรือน พื้นที่ 6,020,845.77 ไร่ จำนวนแปลงใหญ่ 6,534 แปลง สินค้าเกษตรกว่า 70 รายการ  โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย “การตลาดนำการเกษตร”

      สำหรับสมาชิกเกษตรกรทุกรายในกลุ่ม จะมีส่วนร่วมในการดำเนินการ ตั้งแต่การตกลงราคา การกำหนดชนิดและปริมาณผลผลิตที่ตกลงกับบริษัท ร่วมวางแผนการผลิต และเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้ได้แนวทาง วิธีการให้กลุ่มได้พัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป รวมทั้งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ มีการตกลงราคาในราคาที่เป็นธรรม และให้ความรู้แก่เกษตรกรด้านการวางแผน ประเมินและวิเคราะห์ความเสี่ยงในขั้นตอนการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับการตลาด นอกจากนี้ยังขยายการรับซื้อไปยังกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง, ขยายกลุ่มสินค้าในการรับซื้อไปยังกลุ่มสินค้าอื่น เช่น ไม้ผล พัฒนาเกษตรกรจากผู้รวบรวมผลผลิต เป็นผู้คัดบรรจุผลผลิตในบรรจุภัณฑ์, พัฒนาคุณภาพผลผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน

    ร่มไม้ นวลตา เกษตรจังหวัดนครพนมกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม ได้ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุน ขับเคลื่อนภายใต้โครงการพัฒนาและสร้างความยั่งยืนให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกผัก ผลไม้ และข้าว จ.นครพนม เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานในการพัฒนาเกษตรกร ภายใต้กลุ่มผู้ผลิตสินค้าแตงโม โดยมุ่งเน้นให้กลุ่มเกษตรกรดำเนินการผลิต เกิดความร่วมมือในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น การสรรหาเกษตรกร การฝึกอบรมการปลูก การใช้สารชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ อีกทั้งยังผลิตสินค้าแตงโมที่มีคุณภาพและ ได้มาตรฐานความปลอดภัยและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และส่งเสริมสนับสนุนความร่วมมือด้านการตลาด ระหว่างวิสาหกิจ, บริษัท และสำนักงานเกษตรจังหวัด โดยผลักดันให้วิสาหกิจฯ มีช่องทางการจำหน่ายผลผลิตกลุ่มโรงงานแปรรูป ตลอดจนสามารถวางแผนการซื้อ – ขาย ผลผลิตสินค้าเกษตร ตามความต้องการของบริษัท เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา และสร้างความมั่นคงทางอาชีพ

        เกษตรจังหวัดนครพนมเผยต่อว่าสำหรับแผนในการผลิตและรับซื้อแตงโม บริษัทมีเป้าหมาย 2,000 ตัน ในปี 2563 ในราคาที่เป็นธรรมและตกลงกันล่วงหน้า รวมมูลค่า 29.5 ล้านบาท นอกจากนี้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม และกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน จะร่วมกันแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตให้กับเกษตรกรสมาชิก ในการผลิตแตงโมให้ได้ตามปริมาณ คุณภาพที่ตกลงกัน และบริษัทจะสนับสนุนให้ความช่วยเหลือและดำเนินการรับซื้อผลผลิตสินค้าการเกษตรตามคุณภาพและปริมาณที่กำหนดจากวิสาหกิจชุมชน โดยจะต้องมีการรายงานผลการผลิตและการรับซื้อให้ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดนครพนม ทราบ เพื่อใช้ในการวางแผนการผลิตและการพัฒนากลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรเครือข่ายอื่น ๆ ในการขับเคลื่อนนโยบายและโครงการโดยนำหลักการตลาดนำการผลิตต่อไป

        อย่างไรก็ตามการลงนามเอ็มโอยูครั้งนี้เริ่มจากกลุ่มแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแตงโมไร้เมล็ด ศรีสงคราม จ.นครพนม และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนต่างในพื้นที่ รวม 7 วิสาหกิจชุม ได้ก่อต่อตั้งเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนพัฒนาและต่อยอดเพิ่มมูลค่าผักผลไม้และข้าว จ.นครพนม เพื่อสังคมขึ้นในปี 2562 เพื่อนำผลผลิตของกลุ่มมาแปรรูปเพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกร เน้น 4 ด้าน คือ การเพิ่มมูลค่า ขยายช่องทาง ลดต้นทุนการผลิต และสร้างอาชีพแบบครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดการเศษขยะจากการผลิต นำไปแปรรูปเป็นปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยหมัก ดินเพาะ วัสดุปรับปรุงดิน เป็นต้น และแปรรูปผลผลิต โดยนำไปต่อยอดเป็นขนม ของฝาก และอาหาร ทำให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

                                                         ……………………………………………..

ล้อมกรอบ – จัดใหญ่มหกรรม“แตงโมอินทรีย์ วิถียโสธร”

ใต้ภาพ – แตงโมรูปหัวใจ

tOEZXTvA.jpg

     ชั่วโมงนี้ไม่มีเกษตรกรกลุ่มใดมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเท่ากับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จ.ยโสธรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายได้ราคาดีและกำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าสูงมาก โดยเฉพาะแตงโมรูปหัวใจของกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย ต.ลุมพุก อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธรที่กำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค ทำให้ขายได้ราคาดีกว่าแตงโมทั่วไป ส่งผลให้เกษตรกรได้พากันทดลองปลูก โดยใช้บล็อกพลาสติกบังคับให้ลูกแตงโมออกมาเป็นรูปหัวใจได้เป็นผลสำเร็จตามที่ต้องการ สนนราคาแตงโมรูปหัวใจอยู่ที่ลูกละ 3,999 บาท  ส่วนแตงโมอินทรีย์ทั่วไป ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท

 พรทวี ศรีสง่า ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย บอกว่า การทำแตงโมอินทรีย์เป็นรูปหัวใจตนได้ส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายทดลองทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 เนื่องจากตนต้องการที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับแตงโมอินทรีย์ของเกษตรกรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายอยู่แล้วและตนได้เคยเห็นในต่างประเทศที่ทำเป็นแตงโมรูปหัวใจ จึงได้สั่งซื้อบล็อกรูปหัวใจมาให้เครือข่ายได้ทดลองทำจะสามารถทำได้ โดยตนได้นำเข้าไปเปิดประมูลสั่งจองทางออนไลน์ในราคาเริ่มต้นที่ลูกละ 3,999 บาท ซึ่งมีผู้สนใจจองหมด ในช่วงวันวาเลนไทนืที่ผ่านมา ส่วนในช่วงเดือนมีนาคมก็จะมีแตงโมรูปหัวใจพร้อมออกอีกประมาณ 20-30 ลูก ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถสั่งจองทางออนไลน์ได้

 “การทำแตงโมเป็นรูปหัวใจทำค่อนข้างยากด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งสภาพดินฟ้าอากาศและการเอาใจใส่ดูแลลูกแตงโมที่เรานำเข้าบล็อกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากดูแลไม่ดีก็อาจจะทำให้ลูกแตงเน่าเสียหายได้ จึงทำให้แตงโมรูปหัวใจทำออกมาในจำนวนที่จำกัด”ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้ายเผย

 อย่างไรก็ตามจ.ยโสธรยังได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงานมหกรรมแตงโมอินทรีย์ วิถียโสธร ประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 13-15 มีนาคม 2563 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดยโสธรให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย

 

          ยโสธรหนุนปลูกแตงโมอินทรีย์รูปหัวใจ

         ชั่วโมงนี้ไม่มีเกษตรกรกลุ่มใดมีรายได้เป็นกอบเป็นกำเท่ากับเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จ.ยโสธรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายได้ราคาดีและกำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าสูงมาก โดยเฉพาะแตงโมรูปหัวใจของกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย ต.ลุมพุก อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธรที่กำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค ทำให้ขายได้ราคาดีกว่าแตงโมทั่วไป ส่งผลให้เกษตรกรได้พากันทดลองปลูก โดยใช้บล็อกพลาสติกบังคับให้ลูกแตงโมออกมาเป็นรูปหัวใจได้เป็นผลสำเร็จตามที่ต้องการ สนนราคาแตงโมรูปหัวใจอยู่ที่ลูกละ 3,999 บาท  ส่วนแตงโมอินทรีย์ทั่วไป ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาท

         พรทวี ศรีสง่า ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้าย บอกว่า การทำแตงโมอินทรีย์เป็นรูปหัวใจตนได้ส่งเสริมให้สมาชิกเครือข่ายทดลองทำมาแล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 เนื่องจากตนต้องการที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับแตงโมอินทรีย์ของเกษตรกรที่ได้พากันปลูกแตงโมอินทรีย์ส่งขายอยู่แล้วและตนได้เคยเห็นในต่างประเทศที่ทำเป็นแตงโมรูปหัวใจ จึงได้สั่งซื้อบล็อกรูปหัวใจมาให้เครือข่ายได้ทดลองทำจะสามารถทำได้ โดยตนได้นำเข้าไปเปิดประมูลสั่งจองทางออนไลน์ในราคาเริ่มต้นที่ลูกละ 3,999 บาท ซึ่งมีผู้สนใจจองหมด ในช่วงวันวาเลนไทนืที่ผ่านมา ส่วนในช่วงเดือนมีนาคมก็จะมีแตงโมรูปหัวใจพร้อมออกอีกประมาณ 20-30 ลูก ซึ่งใครที่สนใจก็สามารถสั่งจองทางออนไลน์ได้

          “การทำแตงโมเป็นรูปหัวใจทำค่อนข้างยากด้วยปัจจัยหลายอย่างทั้งสภาพดินฟ้าอากาศและการเอาใจใส่ดูแลลูกแตงโมที่เรานำเข้าบล็อกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากดูแลไม่ดีก็อาจจะทำให้ลูกแตงเน่าเสียหายได้ จึงทำให้แตงโมรูปหัวใจทำออกมาในจำนวนที่จำกัด”ประธานกลุ่มปลูกฮักบ้านเหล่าฝ้ายเผย

เตรียม Kick Off ปล่อยกุ้งก้ามกรามล็อตใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422032?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตรียม Kick Off ปล่อยกุ้งก้ามกรามล็อตใหญ่

13 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
กรมประมง,อลงกรณ์,ภัยแล้ง,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 732 ครั้ง

เตรียม Kick Off ปล่อยกุ้งก้ามกรามล็อตใหญ่ 1 ล้านตัว 5 แหล่งน้ำ สร้างรายได้จากอาชีพประมงแหล่งน้ำชุมชน

13 มีนาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลัง เปิดตัวโครงการ “สร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน” ว่า จากเหตุการณ์ในปี 2562 ที่ประเทศไทยได้ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายน – สิงหาคม 2562

ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรเสียหายอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังได้เกิดอุทกภัยอย่างหนักจากพิษของพายุโพดุลและคาจิกิ ในช่วงเดือนกันยายน – ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่เกษตรกรและประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ทั้งในด้านเกษตร ปศุสัตว์ และประมง มีเป้าหมายเป็นเกษตรกร 1,075,000 ล้านครัวเรือน

ในด้านการประมงนั้น ได้มีการวางแนวทางการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง ด้วยการสนับสนุนการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดิน เป้าหมายเกษตรกร 44,311 ราย และ 2) โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน โดยการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามลงแหล่งน้ำชุมชนที่ประสบภัย

สำหรับโครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งเดินเครื่องเพื่อช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องเกษตรกรและประชาชน ในแหล่งน้ำชุมชนที่ประสบภัย 1,436 แห่ง 129 อำเภอ ในพื้นที่ 19 จังหวัด ประกอบด้วย กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ตราด นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย อำนาจเจริญ อุดรธานี และอุบลราชธานี

โดยการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามลงในแหล่งน้ำ ขนาดตั้งแต่ 5 – 7 เซนติเมตรขึ้นไป จำนวน 200,000 ตัวต่อแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถลดระยะเวลาในการเจริญเติบโตและเพิ่มอัตราการรอดได้ดี เพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้ชุมชน ซึ่งถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในด้านผลผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง และเพิ่มโอกาสให้กับประชาชนในการเข้าถึงทรัพยากรของชุมชนได้อีกด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง ได้เตรียมจัดกิจกรรม Kick Off  เปิดตัวโครงการฯ เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ด้วยการจัดกิจกรรมการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามล็อตแรก จำนวน 1 ล้านตัว ในวันที่ 20 มีนาคม 2563 พร้อมกันในพื้นที่ 5 จังหวัด

ทั้งนี้ได้แก่ 1) หนองผือ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร 2) หนองกุง ต.เขาพระนอน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ 3) หนองหัวลิง บ้านหนองกกเปลือย ต.หนองแวง อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 4) บึงอ้ายจ๋อ ต.ดงกลาง อ.เมือง จ.พิจิตร และ 5) อ่างเก็บน้ำห้วยวังแดง ต.โพธิ์ไทร อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้กรมประมงเร่งสื่อสารสร้างกระบวนการรับรู้และสร้างความเข้าใจ เพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และเพื่อให้ผลผลิตกุ้งก้ามกรามได้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน จึงมีการส่งเสริมองค์ความรู้แก่ชุมชน โดยการจัดเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาทางด้านวิชาการ เช่น ข้อควรปฏิบัติในการดูแลรักษาทรัพยากร การเฝ้าระวังทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้เมื่อถึงขนาดที่เหมาะสม

มีการจัดตั้งกรรมการเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชน ทั้ง 1,436 แห่ง จัดตั้งกลไกความร่วมมือ จัดทำแผนปฏิบัติงานและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพการทำงานในโครงการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในอนาคตยังได้เตรียมการที่จะพัฒนาและทดลองใช้กุ้งก้ามกรามที่ปล่อยไปในครั้งนี้ เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับเพาะด้วยชุดถังเพาะพันธุ์เคลื่อนที่ (Mobile Hatchery) เพื่อใช้ปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ใกล้เคียงต่อไปด้วย

หนักมาก”เกษตร”ตั้ง”วอร์รูมภัยแล้ง”ลุย 8 มาตรการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/422020?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หนักมาก”เกษตร”ตั้ง”วอร์รูมภัยแล้ง”ลุย 8 มาตรการ

13 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
เกษตร,เฉลิมชัย,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 491 ครั้ง

“เฉลิมชัย”กำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน พร้อมตั้ง WARROOM ลุย 8 มาตรการ

13 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ศูนย์ภัยพิบัติและแก้ปัญหาด้านการเกษตรประเมินว่า ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมนั้น

สถานการณ์ภัยแล้ง อาจทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากฤดูฝนปี 2562 มีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อย ประกอบกับปัจจุบันปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 22 ของความจุรวมทั้งหมด ทำให้พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทานมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด ประมาณ 370,000 ไร่

รวมถึงพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 จึงกำชับทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง โดยมี 8 มาตรการหลักได้แก่ เฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่สวน ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563”,ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง บูรณาการโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร จัดกิจกรรมงานวันสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ พร้อมกันนี้ให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตรทั้งในระดับกรม เขต และจังหวัดเพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเร่งให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติดูแลรักษาพืช โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูแล้งนี้

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กำชับสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 6 เขต และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัดแล้วรายงานต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร เพื่อกำหนดแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

สิ่งสำคัญที่ รมว. เกษตรฯ กำชับ คือ ให้ข้อมูล/ความรู้/ข้อปฏิบัติ/คำแนะนำในการดูแลรักษาผลผลิตและชนิดพืชที่เกษตรกรเพาะปลูกตลอดช่วงฤดูแล้ง การให้น้ำพืชที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าผ่านสื่อ/ช่องทางต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อการเกษตรผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด (CoO) และระดับอำเภอ (OT) รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรกรณีประสบภัยพิบัติด้วย

อ.ส.ค.ชู Kid-D Family ดัน”ไทย-เดนมาร์ค”แบรนด์นมแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/421933?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.ส.ค.ชู Kid-D Family ดัน”ไทย-เดนมาร์ค”แบรนด์นมแห่งชาติ

12 มีนาคม 2563 – 14:25 น.
นมไทย-เดนมาร์ค,อสค,ข่าววันนี้,KID-D Family
เปิดอ่าน 33 ครั้ง

อ.ส.ค.ประกาศผลKID-D Family ปี 2 สุดยอดครอบครัวแห่งศตวรรษที่ 21 หนุนครอบครัวรุ่นใหม่ค้นหาอัจฉิรยภาพลูกน้อย

12 มีนาคม 2563 ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.)  เปิดเผยว่า  ตามที่อ.ส.ค.ได้จัดโครงการประกวด Kid-D Family “สร้างชาติ สร้างเด็กไทยด้วยนมไทย-เดนมาร์ค” เป็นปีที่ 2

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พ่อแม่ยุคใหม่ในปัจจุบันมีแนวทางในการค้นหาอัจฉริยภาพของลูกได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมกิจกรรมระหว่างครอบครัว ได้มีโอกาสพูดคุยและแชร์แนวทางประสบการณ์ การเลี้ยงลูกที่หลากหลาย ผ่านโครงการ KID-D Family ปี 2 กับการสุดยอดครอบครัวแห่งศตวรรษที่ 21  ปรากฏว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากครอบครัวที่สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 9,000 ครอบครัว ซึ่งอ.ส.ค.ได้ทำการคัดเลือกเหลือเพียง 10 ครอบครัวเท่านั้นเพื่อเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ และมีการประกาศผลไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2563  ที่ ร้าน Thai-denmark Milk land  สาขาสุขสยาม ชั้น UG ศูนย์การค้า ICON SIAM กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่า ผู้ชนะเลิศโครงการ KID-D Family ปี 2  รางวัลเด็กเล็ก (ช่วงอายุ 6-10 ปี) ได้แก่ ครอบครัวน้องนามิ   รางวัลที่ได้ได้แก่ตั๋วเครื่องบินไป-กลับเพื่อเปิดประสบการณ์ต่างแดนที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 ที่นั่ง   รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ครอบครัวน้องปันปัน ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท   รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ครอบครัวน้องภูมิ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลชมเชย ได้แก่ครอบครัวน้องมิรินและ ครอบครัวน้องชัตเตอร์ ได้รับเงินรางวัลเงินรางวัล 5,000 บาท

รางวัลเด็กโต (ช่วงอายุ 11-15 ปี) ผู้ชนะเลิศที่ได้ตั๋วเครื่องบินไป-กลับเพื่อเปิดประสบการณ์ต่างแดนที่ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 ที่นั่ง ได้แก่ ครอบครัวน้องเบบี๋ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ครอบครัวน้องดาด้า น้องหว่าหวา ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ครอบครัวน้องเก้า ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลชมเชย ได้แก่ครอบครัวน้องวู้ดดี้ และ ครอบครัวน้องยูกิ ได้รับเงินรางวัลเงินรางวัล 5,000 บาท

ทั้งนี้ ทั้ง 10 ครอบครัวที่ได้เข้าร่วมโครงการ ได้ผ่านการวัดแววอัจฉริยภาพของลูกน้อยแบบ Exclusive และการ Workshop วิธีการเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะ อาทิ  พ่อแม่แบบไหนที่เป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงลูก  ความรู้ด้านจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เสีย self การฟังเสียงหัวใจของลูก ศักยภาพแห่งความสำเร็จของลูกเป็นผลมาจาก Mindset ที่ดีของพ่อแม่และเทคนิคการสื่อสารเพื่อพัฒนา Mindset ครอบครัว เป็นต้น

ดร.ณรงค์ฤทธิ์  กล่าวด้วยว่า  ที่ผ่านมา อ.ส.ค. ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายนมไทย-เดนมาร์ค นมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผงได้ให้การสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจสุขภาพ และเลือกดื่มนมโคสดแท้ 100% ไม่ผสมนมผง เป็นนมที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างต่อเนื่อง  โครงการ Kid-D Family นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่จะช่วยผลักดันแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง และเป็นการนำพาแบรนด์นมไทย-เดนมาร์คขึ้นไปสู่การเป็นแบรนด์นมแห่งชาติ และเป็นแบรนด์ Top of mind ของผู้บริโภคทุกกลุ่ม

อย่าพริ้ว”ป่าไม้”กางเอกสารโต้ทศพลอ้างไม่เห็นจม.ชี้ฟาร์มไก่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/421826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อย่าพริ้ว”ป่าไม้”กางเอกสารโต้ทศพลอ้างไม่เห็นจม.ชี้ฟาร์มไก่

12 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
ปารีณา,ราชบุรี,เขาสนฟาร์ม,ฟาร์มไก่,ข่าววันนี้,กรมป่าไม้,สปก
เปิดอ่าน 1,195 ครั้ง

กรมป่าไม้เปิดเอกสารโต้ทศพล ทนายความ พปชร. อ้างไม่เห็นจดหมายเรียกปารีณานำชี้ฟาร์มไก่

12 มีนาคม 2563 จากกรณีที่น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ พร้อมนายทศพล เพ็งส้ม ทนายความพรรคพลังประชารัฐ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  

ซึ่งพนักงานสอบสวนแจ้งการกระทำผิดฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและป่าไม้ถาวรเพื่อสร้างฟาร์มเลี้ยงไก่นอ. จอมบึง จ.ราชบุรี โดยไม่มีหนังสืออนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว โดยนายทศพลโต้แย้งเรื่องจดหมายที่คณะทำงานตรวจสอบพื้นที่ของกรมป่าไม้เรียกน.ส.ปารีณานำชี้ว่า น.ส.ปารีณาไม่เคยเห็น รวมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า เอกสารฉบับนั้นมีจริงหรือไม่ อาจเป็นเพียงคำให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนซึ่งไม่เป็นธรรมต่อ น.ส.ปารีณา วันนี้กรมป่าไม้ได้เปิดเผยเอกสารฉบับดังกล่าวแล้วว่ามีการเรียกไปแล้วถึง 2 ครั้ง

ทั้งนี้คณะทำงานตรวจสอบฟาร์มไก่ “เขาสน” นั้นได้มอบหมายให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีทำหนังสือเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 62 เพื่อนำส่งน.ส.ปารีณา ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานเปิดเผยว่า ได้นำส่งให้ที่บ้านพัก น.ส.ปารีณา โดยมีผู้รับหนังสือแล้วเพื่อแจ้งให้น.ส. ปารีณามานำชี้ในการรังวัดที่ดินฟาร์มไก่ของตัวเองวันที่ 24 พ.ย. 62 แต่น.ส.ปารีณาไม่ได้มาและไม่ได้ส่งผู้แทนมาในวันดังกล่าว จนวันที่ 25 พ.ย. 62 น.ส.ปารีณาทำหนังสือร้องเรียนไปที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมป่าไม้ว่า ให้รังวัดแนวเขตใหม่เพราะแผนที่ทั้ง 2 หน่วยงานนั้นมาตราส่วนต่างกัน

คณะทำงานของกรมป่าไม้จึงทำหนังสือกลับไปถึงน.ส. ปารีณาอีกครั้งในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เพื่อให้มานำชี้ในการรังวัดใหม่วันที่ 28 พ.ย.62 แต่น.ส.ปารีณาหรือตัวแทนก็ไม่มานำชี้อีก คณะทำงานตรวจสอบของกรมป่าไม้จึงยืนยันว่า จัดทำหนังสือแจ้งน.ส.ปารีณาแล้วแน่นอน โดยสามารถตรวจสอบเอกสารคู่ฉบับได้

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส หนุนเกษตรกรผลิต “หน้ากากผ้าไหม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/421841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส หนุนเกษตรกรผลิต “หน้ากากผ้าไหม”

11 มีนาคม 2563 – 21:00 น.
หน้ากากอนามัยผ้าไหม,โควิด-19,COVID-19,เกษตร,ผ้าไหม,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 273 ครั้ง

ไอเดียเจ๋ง ผลิตหน้ากากผ้าไหม สู้โควิด-19 ชูคุณสมบัติพิเศษระบายความร้อนได้ดี กรองฝุ่น ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ราคาจับต้องได้ ซักกลับมาใช้ได้อีก

11 มีนาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หริอ COVID-19 ที่เกิดขึ้นขณะนี้ และปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัย นั้น

กระทรวงเกษตรฯได้สั่งการให้กรมหม่อนไหมโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ในพื้นที่ส่งเสริมารผลิตหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้จังหวัดต่าง ๆ และประชาชนได้ทำหน้ากากอนามัยใช้เอง หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมมีจุดเด่นหลายข้อ เมื่อใช้แล้วสามารถซักและนำมาใช้ได้อีก สามารถกรองฝุ่นและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ

นอกจากนี้คุณสมบัติของผ้าไหมเมื่ออากาศร้อนจะช่วยระบายความร้อนได้ดี และเมื่ออากาศเย็น ผ้าไหมก็จะช่วยให้ความอบอุ่นอีกด้วย ในเบื้องต้นจะดำเนินการใน 2 จังหวัดก่อน ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดสระบุรี ซึ่งจะขยายผลดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมต่อไป

สำหรับจังหวัดสุรินทร์ เป็นจังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่องผ้าไหม มีการทอผ้าไหมประมาณ 1,400 หมู่บ้าน จากจำนวนทั้งหมด 2,128 หมู่ จึงมีนโยบายรณรงค์ให้ชาวสุรินทร์ทำหน้ากากอนามัยจากผ้าไหม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ไหมสุรินทร์ เพิ่มรายได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าไหม

ส่วนจังหวัดสระบุรี เป็นอีกแห่งที่มีกลุ่มเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ สระบุรี ได้ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ ทำการผลิตหน้ากากอนามัยจากผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ

“หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทดลองมาแล้วว่าสามารถใช้ในการกรองฝุ่นและกรองเชื้อโรคได้เป็นอย่างดีตอนนี้กำลังให้กรมหม่อนไหมเร่งผลิตและจำหน่ายให้กับประขาชนให้มากที่สุดโดยขณะนี้จำนวนการผลิตต่อวัน ทั้งสุรินทร์และสระบุรี ได้ประมาณวันละ 200 ชิ้นนอกจากประขาชนได้ใช้สินค้าที่ดียังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรโดยราคาจำหน่ายประมาณ50-79บาทเท่านั้นซึ่งสามารถซักและนำกลับมาใช้ได้อีกหลายครั้งด้วย”นายอลงกรณ์กล่าว

นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า การผลิตหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหม ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 50-75 บาทต่อชิ้น ถ้าใช้วัสดุเผ้าฝ้าย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 10 บาทเป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ วิสาหกิจชุมชนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าบ้านสระ ตำบลโคกยาง อำเภอปราสาท โทร.08-9626-2541, 06-5054-6244

“ต้องรอด”แล้ง-โควิด-19 เล่นงาน เตือนชาวนาตั้งสติ เตรียมการ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/421588?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ต้องรอด”แล้ง-โควิด-19 เล่นงาน เตือนชาวนาตั้งสติ เตรียมการ

11 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
โควิด-19,COVID-19,สภาเกษตรกรแห่งชาติ,ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 898 ครั้ง

“ประพัฒน์”ห่วงเกษตรกร รุมเร้าทั้งภัยแล้งและโควิด-19 ตั้งสติ ทบทวน เตรียมการ ให้ผ่านวิกฤต ช้อปน้อย เก็บเงิน หาความรู้พัฒนาสร้างโอกาสตนเองตนเอง

คลิปที่ 1

 

11 มีนาคม 2563 นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวด้วยความเป็นกังวล ว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้น่าห่วงมาก ทั้งเรื่องภัยแล้งที่เคยเตือนเกษตรกรให้ได้เตรียมการวางแผนรับมือตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนปีที่แล้วและเป็นระยะ ๆ

อ่านข่าว-เกษตรกรซวยซ้ำ ทั้งภัยแล้ง โควิด-19 แนะศาสตร์พระราชา

ด้วยมองว่าจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรมากที่สุดและเชื่อมั่นว่าจะมาบ่อยและถี่ขึ้นซึ่งปีนี้หนักหน่วง ขอให้เกษตรกรใช้โอกาสนี้เตรียมการรองรับในระยะยาว เช่น เตรียมสระหรือขุดบ่อน้ำในไร่/นา/สวน ปรับโครงสร้างการผลิต หากิจกรรมสร้างรายได้เสริม อาทิเช่น หากทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และอื่น ๆ อาจเสริมด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย สมุนไพร ระหว่างร่องของพืชหลัก หรือปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงแพะ แกะ วัว กระบือ ไก่พื้นเมือง เพราะภาคปศุสัตว์เป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำน้อย

ส่วนเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลอัดฉีดให้ ขอให้ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดและให้อยู่ในกระเป๋ายาวนานที่สุด เพราะคาดไม่ได้ว่าฝนแรกจะมาเมื่อไหร่สถานการณ์จะลุกลามและยืดยาวนานแค่ไหน รวมทั้งขณะนี้สถานการณ์การลุกลามของไวรัสโคโรนา (COVID-19) แนวโน้มจะลามไปทั่วโลก เกษตรกรจะมีผลกระทบ 2 ด้าน คือ การกลับมาของลูก/หลาน/ญาติ ที่ไปเรียน/ทำงานในประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้วเดินทางกลับมาเยี่ยมหรือกลับบ้าน ต้องมีวินัยในการดูแลเป็นอย่างมาก แยกออกจากกลุ่มคนในครอบครัว พื้นที่มีคนเยอะควรหลีกเลี่ยง/ละเว้น เป็นต้น

ด้านผลกระทบเศรษฐกิจ ประเทศคู่ค้าจะสั่งสินค้าเกษตรลดลงมาก ส่วนราคาในประเทศไทยจะถูกแรงกดดันจากการส่งออกน้อยลงและตกค้างแนวโน้มราคาจะตกต่ำ หากอยู่ในภาคการผลิตอาหารผลกระทบไม่น่าห่วงเท่าไหร่เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ หากอยู่ในภาคการส่งออกจะมีผลกระทบมากที่สุด

ช่วงเวลาแบบนี้เกษตรกรจึงควรหันมาทบทวน เตรียมการสำหรับตนเองและครอบครัว ซื้อให้น้อยที่สุดและเก็บเม็ดเงินให้มากและยาวนานที่สุด เตรียมศึกษาหาความรู้เพื่อที่จะพัฒนาการเกษตรของตนเองให้ทันสมัยมากขึ้น ลดความเสี่ยงให้น้อยลง

“วิกฤติคราวนี้หากปรับโครงสร้างการผลิตพื้นที่ตัวเองได้ก็จะถือว่าเป็นโอกาสใหม่ในการสร้างอนาคตใหม่ให้กับชีวิตของท่านเอง ให้กำลังใจกับทุกท่านขอให้ทุกท่านมีสติและดูแลตัวเองดี ๆ”  ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว

นายกรัฐมนตรี และ ครม.เยี่ยมชมสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/421516?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

นายกรัฐมนตรี และ ครม.เยี่ยมชมสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์

10 มีนาคม 2563 – 11:46 น.
กระทรวงเกษตรฯ
เปิดอ่าน 60 ครั้ง

นายกรัฐมนตรี และ ครม.เยี่ยมชมสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์

นายกรัฐมนตรี และ ครม.เยี่ยมชมสินค้าจากซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมผลักดันสหกรณ์เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ


วันที่ 10 มีนาคม 2563  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการความก้าวหน้าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ โดยมีนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และตัวแทนสหกรณ์การเกษตร ให้การต้อนรับ ณ บริเวณหน้าตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เป็นนโยบายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้ริเริ่มให้พัฒนาสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ อาหารแปรรูป และเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาที่เป็นธรรม  ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์

ทั้งนี้ ได้มีการนำร่องเปิดตัวซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรก ณ ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh From Farm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ เป็นการขับเคลื่อนนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต ให้มีบทบาทหน้าที่บริหารจัดการ รวบรวม แปรรูป พัฒนาคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรที่เป็นสมาชิก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเชื่อมโยงไปสู่ผู้บริโภค  ผ่านร้านค้าสหกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นจุดจำหน่ายและกระจายสินค้าโดยตรงถึงผู้บริโภค
การดำเนินการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์จนถึงปัจจุบัน สามารถเป็นช่องทางตลาดให้กับสินค้าจากเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิต และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคในเมืองหลวงสามารถเข้าถึงสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของเกษตรกร โดยได้เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าข้าวสาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์นม กาแฟ ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป ผลิตภัณฑ์ประมงแปรรูป ผักและผลไม้ จากเครือข่ายสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ ไม่น้อยกว่า 17 แห่ง สำหรับสินค้าที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ  ทุ่งกุลาร้องไห้  ไข่ไก่เบอร์ 1  กล้วยหอมทองสด  รวมทั้งผักและผลไม้
แนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในปี 2563 กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแผนพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ที่มีความพร้อมสามารถขยายผลให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์สนใจและประสงค์เข้าร่วมดำเนินการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ จำนวน 98 แห่ง ใน 42 จังหวัด โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการพัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและร้านค้าสหกรณ์ เพื่อผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ บริการแก่ประชาชน ในราคาที่เป็นธรรมอย่างทั่วถึงต่อไป

อ.อ.ป.เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ 12 – 14 มี.ค. 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420777?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.อ.ป.เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ 12 – 14 มี.ค. 63

5 มีนาคม 2563 – 14:38 น.
ออป
เปิดอ่าน 140 ครั้ง

อ.อ.ป.เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ 12 – 14 มี.ค. 63 ที่สถาบันคชบาลแห่งชาติฯ จ.ลำปาง

“13 มี.ค. วันช้างไทย” ทส. ปลุกจิตสำนึก – กระตุ้นคนไทย ร่วมอนุรักษ์      รักและเชิดชูช้างไทย / อ.อ.ป.เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ 12 – 14 มี.ค. 63           ที่สถาบันคชบาลแห่งชาติฯ จ.ลำปาง

 

5 มีนาคม 2563 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) จัดแถลงข่าวในประเด็น “วันช้างไทย ประจำปี 2563” เพื่อปลุกจิตสำนึกให้ชาวไทยตระหนัก    และตื่นตัวเรื่องการอนุรักษ์ช้างและเชิดชูเกียรติของ ‘ช้างไทย’ โดยมี นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ที่ปรึกษา -คณะทำงานยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมด้วย แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และนางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้

นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา ที่ปรึกษาคณะทำงานยุทธศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า  “สืบเนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็น           วันช้างไทย และในฐานะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาท  ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์ได้ตระหนักและให้ความสำคัญ     ในเรื่องนี้
ทส. โดย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เป็นหน่วยงานในสังกัด ทส. ที่มีส่วนช่วยเหลือรัฐบาล  เรื่องการอนุรักษ์และบริบาลช้างไทยเป็นอย่างมาก และในโอกาสวันที่ 13 มีนาคม ศกนี้ เป็นวันช้างไทย ดังนั้น       เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และยกย่องเชิดชูคุณค่าและเกียรติของช้างไทยควบคู่กับการอนุรักษ์ อ.อ.ป.        จึงกำหนดจัดงาน “วันช้างไทย ประจำปี 2563” ระหว่างวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2563 ณ สถาบันคชบาลแห่งชาติ     ในพระอุปถัมภ์ฯ (ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย) อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง โดยในปี 2563 นี้ จะจัดงานภายใต้คอนเซ็ป             “เชิดชูคุณค่าและเกียรติของช้างไทย ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการเลี้ยงช้างของล้านนา”

“ในฐานะที่ดิฉันเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง อยากให้ทุกภาคส่วนมีส่วนช่วยกันดูแล รักและปกป้องช้าง ช่วยเหลือเกื้อกูลให้ช้างไทยอยู่คู่กับแผ่นดินไทยอย่างยั่งยืนตลอดไป”

นางพรเพ็ญ วรวิลาวัณย์ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  เปิดเผยถึงการจัดกิจกรรม ในวันช้างไทย 13 มีนาคม “อ.อ.ป. ได้จัดกิจกรรมการอนุรักษ์และเชิดชูเกียรติช้างไทยในวันที่ 13 มีนาคม มาอย่าง -ต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ที่สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ (ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย) อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง        ซึ่งในปี 2563 นี้ ได้กำหนดจัดกิจกรรม จำนวน 3 วัน ระหว่างวันที่ 12 – 14 มีนาคม 2563 ซึ่งในแต่ละวัน ก็จะมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับช้างแตกต่างกันไป อาทิ การบวงสรวงองค์พระพิฆเนศวรเทพเจ้า , พิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้แก่ช้างที่เสียชีวิต , กิจกรรมการประกวดซุ้มอาหารช้างของชุมชนและสถานศึกษาในพื้นที่ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการอนุรักษ์ช้างไทย , พิธีฮ้องขวัญช้าง จัดเลี้ยงอาหารช้าง           บนสะโตก , กิจกรรมการทำบุญตักบาตรร่วมกับช้าง ช้างจำนวน 20 เชือกจะร่วมใส่บาตรพระสงฆ์ 30 รูป เป็นต้น

ภายในงานทุกท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมกิจกรรมช้างอาบน้ำและวิถีเลี้ยงช้างปล่อยโขลง ชื่นชมกับอิริยาบถของช้างเลี้ยงตามธรรมชาติ ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 054 829 333 หรือที่เว็บไซต์ http://www.thailandelephant.org” ผอ.อ.อ.ป. กล่าว
ทางด้าน แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด หนึ่งในผู้ที่ร่วมแถลงข่าว ได้กล่าวถึงมุมมองเรื่องการอนุรักษ์และบริบาลช้างไทย ว่า “การดูแลช้างในแต่ละเชือกนั้น ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินงานที่ค่อนข้างสูงมาก เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเฉพาะค่าอาหาร ค่ายา และ             ค่าเวชภัณฑ์ ดังนั้น ทุกคนควรมีส่วนร่วม ช่วยกันดูแล ปกป้อง และให้ความสำคัญกับช้าง ให้ ‘ช้าง’ เป็นสัตว์สัญลักษณ์เคียงคู่กับแผ่นดินไทย”

อ.ต.ก. จัดกิจกรรม Big Cleaning Dayตลาดปลอดเชื้อ Covid-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420709?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อ.ต.ก. จัดกิจกรรม Big Cleaning Dayตลาดปลอดเชื้อ Covid-19

5 มีนาคม 2563 – 09:02 น.
อตก
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

อ.ต.ก. จัดกิจกรรม Big Cleaning Day ตลาดปลอดเชื้อ Covid-19

วันที่ 5 มีนาคม 2563 เวลา 10.00 น. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรม Big Cleaning Day เพื่อป้องกันโรคปอดอักเสบจากไวรัส Covid-19 และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ณ ตลาด อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน

อ่านข่าว-จีนพบไวรัสโคโรน่า 2019 กลายพันธุ์ มาเลเซียป่วย 1 แพร่

 

 นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา อ.ต.ก. ได้เตรียมมาตรการเร่งด่วนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบที่เกิดจากเชี้อไวรัสโคโรนา หรือ Covid-19 โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแจกหน้ากากอนามัย และบริการเจลล้างมือฆ่าเชื้อโรค สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการ อ.ต.ก. ใส่หน้ากากอนามัย และหมั่นล้างมือเพื่อรักษาความสะอาด นอกจากนี้ยังเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดพื้นที่ตลาดสดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และในช่วงเย็นหลังจากตลาดปิดให้บริการจะมีเจ้าหน้าที่ทำการล้างพื้นตลาดเป็นประจำทุกวัน

แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงเป็นจำนวนมาก ซึ่งลูกค้าตลาด อ.ต.ก.ประมาณ 40% ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวจีนทำให้บรรยากาศการจับจ่ายในตลาดค่อนข้างซบเซา ผู้ประกอบการค้าได้รับความเดือดร้อน ด้วยเหตุนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้มาใช้บริการตลาด อ.ต.ก. และเพื่อสร้างสุขอนามัยสิ่งแวดล้อมภายในที่ดี จึงได้จัดกิจกรรม Big Cleaning Day ตลาดปลอดเชื้อ Covid-19 โดยร่วมกับสำนักงานเขตจตุจักร และบริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ทำความสะอาดครั้งใหญ่ทั่วบริเวณตลาดสด อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน รวมถึงพื้นที่ทั้งหมด ได้แก่ ตลาดเกษตรอินทรีย์ ตลาดน้ำ อ.ต.ก. อาคารไม้ดอกไม้ประดับ อาคารสัตว์เลี้ยง และอาคารจอดรถ อ.ต.ก. โดยสำนักงานเขตจตุจักรจะนำรถฉีดน้ำจุลินทรีย์ลงในริมคลองบางซื่อเพื่อกำจัดน้ำเน่าเสียและลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยบริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแบคทีเรียไฮเตอร์ เพื่อใช้ทำความสะอาดพื้นที่ทั้งหมด

 

การจัดกิจกรรม Big Cleaning Day ตลาดปลอดเชื้อ Covid-19 ในครั้งนี้ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ อ.ต.ก.คาดหวังว่าจะทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวและการจับจ่ายซื้อขายภายใน “ตลาด อ.ต.ก.” ตลาดที่ได้มาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ และได้รับการจัดอันดับของสำนักข่าว CNN ว่าเป็นตลาดสดดีที่สุดอันดับ 4 ใน 10 ของโลก จะกลับสู่สภาวะปกติในเร็ววัน