บทเรียนจากวิกฤติ”อีสานแล้ง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420233?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

บทเรียนจากวิกฤติ”อีสานแล้ง”

3 มีนาคม 2563 – 03:59 น.
โขงเลยชีมูล
เปิดอ่าน 84 ครั้ง

บทเรียนจากวิกฤติ”อีสานแล้ง”  อีกแรงขับเคลื่อน”โขง เลย ชี มูล”

จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่าปีนี้อาจแล้งยาว  ทำให้ฤดูฝนล่าช้ายาวไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ส่งผลให้วิกฤตภัยแล้งปีนี้มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปี ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการน้ำต้นทุน จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ และปฏิบัติให้ได้ตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด ครอบคลุมเกิดทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคใต้ตอนบน

ผังโครงการโขง เลย ชี มูล
โดยเฉพาะภาคอีสานที่ปีนี้ต้องเผชิญกับทั้งภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา และภาวะภัยแล้งยาวในขณะนี้ ทำให้เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยเฉพาะการจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำโขงชีมูลอยู่ในขั้นวิกฤติ ทั้ปริมาณน้ำที่ใช้งาน ณ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ติดลบไป -195 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ต้องงดการปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด จัดสรรเพื่อการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศน์เท่านั้น
สำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืนของภาคอีสาน ค่อนข้างจะยากกว่าภูมิภาคอื่น    เนื่องด้วยลักษณะภูมิ ประเทศเป็นที่ราบสูง ทำให้มีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำมีน้อย พื้นที่ที่เหมาะสมจะอยู่บริเวณต้นน้ำด้านทิศตะวันตก แต่กลับเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกน้อย และยังประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงค่อนข้างนานอีกด้วย ในขณะที่ด้านทิศตะวันออกติดกับแม่น้ำโขงเป็นที่ราบลุ่มมีฝนตกชุก แต่กลับมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการสร้างอ่างเก็บน้ำน้อยมาก และมักจะเกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำอย่างเช่นในฤดูฝนที่ผ่านมา เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่จ.อุบลราชธานี
แต่ใช่ว่า การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งหลายโครงการ ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำโขง ล่าสุดได้มีการสำรวจพื้นที่ที่พัฒนาโครงการขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นฝาย แก้มลิง ประตูระบายน้ำ กระจายตามลุ่มน้ำต่าง ๆ ในลักษณะคล้าย ๆ ถาดขนมครก
อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการขนาดเล็กจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในพื้นที่แคบ ๆ เท่านั้น และถ้าปีไหนฝนตกน้อย หรือฝนทิ้งช่วงนาน ๆ ปริมาณที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มารองรับด้วย
ภัยแล้งปีนี้ มีเสียงจากคนอีสานพูดว่า….ถ้าโครงการโขง-เลย-ชี-มูล เป็นจริง ปัญหาภัยขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่วิกฤตอย่างแน่นอน เพราะถ้าหากสามารถที่จะนำน้ำโขงเข้ามาใช้ประโยชน์จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                             เฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน
“กรมชลประทานพร้อมที่จะบูรณาการร่วมกับสทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนิน โครงการโขง-เลย-ชี-มูล ให้เป็นจริง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือ คิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่อีกด้วย จึงจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำ ซึ่งหากมีความเพียงพอแล้ว รายได้ของคนอีสานก็จะเพิ่มขึ้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน”
              เฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวยืนยันถึงการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูลว่าขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กำลังดำเนินการการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1
อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กรมชลปะทานได้ได้ศึกษาความเหมาะสมโครงการในระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาและบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแรงโน้มถ่วง
สำหรับ โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ที่จ.เลย เนื่องจากมีค่าลงทุนสูงมาก จึงต้องแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โครงการระยะที่ 1 ที่กรมชลประทานได้ศึกษา มีเป้าหมายเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาท ระยะเตรียมการ 3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)
“เขื่อนอุบลรัตน์ ปีนี้น้ำแห้งขอดมีปริมาณน้ำเหลือเพียงแค่ 450 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำที่ติดก้นอ่างฯเท่านั้นเอง ทั้งๆที่เขื่อนแห่งนี้มีความจุในระดับกักเก็บถึง 2,431 ล้าน ลบ.ม. และมีความจุสูงสุด 4,640 ล้าน ลบ.ม. จึงยังมีพื้นว่างที่จะเติมน้ำได้อีกจำนวนมาก หากสามารถน้ำจากแม่น้ำโขงในช่วงฤดูน้ำหลากมาเติมไว้ ปัญหาขาดแคลนน้ำก็จะไม่เกิดขึ้น และยังจะมีน้ำไปเติมเต็มให้กับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่รัฐบาลได้เร่งสำรวจเพื่อดำเนินการก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน”
กระนั้นก็ตามสำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพก็จะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำจำนวน 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยการผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี จะทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ สามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่
โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้ได้ 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือนหรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง สามารถส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤตแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง
“ผลประโยชน์ที่ได้จากการพัฒนาตามโครงการนี้จะทำให้ภาคอีสานมีคลองชลประทานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหกสายที่วางตัวอยู่บนขอบเนินที่สูง มีน้ำไหลตลอดปี และเป็นการฟื้นชีวิตลำน้ำธรรมชาติเกือบทุกสายในภาคอีสาน โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ลุ่มน้ำเลยจุดเริ่มต้นของโครงการ”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวทิ้งท้าย

สร้าง”ฝายชะลอลำน้ำชุมชน”แก้แล้งอีสานยั่งยืน 

     ภาคภูมิ ปุผมาศ ผู้ทรงคุณวุฒิจ.อุดรธานีและกรรมการลุ่มน้ำโขงอีสานกล่าวเห็นด้วยในการก่อสร้างโครงการโขงเลยชีมูล เนื่องจากเป็นการดึงน้ำมาจากแม่น้ำโขงเพื่อมาเติมเต็มในเขื่อนต่าง ๆ ภาคอีสานเพื่อใช้เป็นน้ำต้นทุนสำรองไว้ในฤดูแล้ง เหตุเพราะว่าประเทศไทยไม่มีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำโขง การดึงน้ำมาใช้จึงเป็นทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เส้นทางน้ำไหลผ่านจะต้องได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวด้วย
“ที่จริงโครงการนี้มีมานานแล้วและเป็นโครงการที่คนอีสานอยากได้มาก ๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นรัฐต้องให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในทุกกระบวนการก่อสร้าง ถามว่ามีการต่อต้านไม๊คงไม่มี เรพาะทุกคนอยากได้ อยากให้เกิดโดยเร็ว แต่สิ่งที่เขาเป้นห่วงเมื่อเกิดแล้ว ประชาชนที่อยู่ในเส้นทางผ่านจะต้องได้รับผลประโยชน์จากน้ำดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ใกล้เกลือกินด่าง ชาวบ้านบริเวณนั้นไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการแต่อย่างใด”
เขากล่าวต่อว่าโขงเลยชีมูลนั้นถือเป็นโครงการระยะยาวที่มาช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน แต่ในระยะสั้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการสร้างฝายขนาดเล็กกั้นลำน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปในภาคอีสาน โดยมีระยะห่าง1-2 กิดลเมตรต่อหนึ่งฝายเก็บกักน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งและสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผืนดิน ซึ่งชาวบ้านก็ใช้วิธีการนี้มานานแล้ว โดยการจัดการกันเองของคนในชุมชนหรือหมู่บ้านไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือดูแลแต่อย่างใด
ส่วนการขุดบ่อขนมครกตามชุมชน หมู่บ้านหรือริมลำน้ำก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการเก็บกักน้ำ แต่ก็มีปัญหาในการบางพื้นที่ก็เป็นดินเค็มหรือบางพืน้ที่ก็เก็บกักน้ำไม่อยู่ทำให้เกิดปัญหาต้องเสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนตัวยังเชื่อว่าการใช้วิธีจากภูมิปัญญาที่มีมาเป็นร้อย ๆ ปีของชาวบ้านด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำตามลำน้ำธรรมชาติต่าง ๆ จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดและใช้งบประมาณไม่มากด้วย ที่สำคัญต้องให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วม บริหารจัดการกันเองภายในชุมชน จึงจะเป็นการแก้ปัญหาน้ำแล้งในภาคอีสานที่ยั่งยืน
“โครงการใหญ่ ๆ โครงการตามนโยบายในระยะยาวของรัฐบาลก็ให้รีบลงมา แต่โครงการเฉพาะหน้า สร้างฝายกั้นลำน้ำเป็นระยะ ๆ ประมาณ 1-2 กิโลเมตรต่อหนึ่งฝายน่าจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาน้ำที่ดีที่สุดในภาคอีสาน เพราะวิธีนี้ชาวบ้านเขาทำกันมานานเป็นร้อยๆ ปีแล้วก็ได้ผลนะ”กรรมการลุ่มน้ำโขงอีสานกล่าวย้ำ

โควิด-19ลามถ้วนหน้าเกษตรดิ้นหาตลาดรองรับผลไม้หลังจีนงดนำเข้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420243?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

3 มีนาคม 2563 – 00:15 น.
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,มนัญญา,กรมส่งเสริมสหกรณ์,โควิด-19,กระจายสินค้า,ผลไม้,จีน,งดนำเข้า,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 508 ครั้ง

“มนัญญา”สั่งหาตลาดรองรับผลไม้ ทุ่ม 400 กว่าล้าน กระตุ้นกลไกตลาดส่งเสริมบริโภคในประเทศบรรเทาความเดือดร้อนเจอพิษไวรัสโควิค-19 จีนงดนำเข้า

3 มีนาคม 2563 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคไวรัสโควิด -19 แพร่ระบาดหนักในประเทศจีนและอีกหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้

คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะผลไม้ที่ไทยส่งออกไปยังประเทศจีนซึ่งมีทั้งทุเรียน มังคุดและลำไย แต่ละปีทางประเทศจีนมีปริมาณการสั่งซื้อผลไม้เหล่านี้จากไทยจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) 3 ประเทศหลักที่สั่งซื้อผลไม้ของไทย ได้แต่ จีน ฮ่องกงและเวียดนาม รวม 1,324,637 ตัน ในจำนวนนี้ ส่งออกไปประเทศจีน จำนวน 570,833 ตัน ฮ่องกง 114,260 ตัน และเวียดนาม 639,545 ตัน
สำหรับ ปี 2563 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณผลไม้ออกสู่ตลาด รวม 3,072,591 ตัน  โดยแบ่งเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกองและลิ้นจี่ และเมื่อนำผลผลิต 3 ชนิดสำคัญ คือ ทุเรียน ลำไย มังคุดรวมกัน จะมีปริมาณมากกว่า 84 % ของปริมาณผลไม้ทั้งประเทศ ซึ่งหากไม่มีมาตรการรองรับ ผลผลิตที่ไม่สามารถส่งออกได้จะกระจุกตัวกลับมาสู่ตลาดในประเทศ

ส่งผลทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุน ขณะเดียวกัน มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย  ปริมาณการรวบรวมผลไม้ ในปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173  ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุด และลำไย ไปประเทศจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท
ทั้งนี้จากปัญหา ที่เกิดขึ้นได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด -19 เป็นมาตรการเร่งด่วน และเพื่อให้การระบายผลผลิตออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวและล้นตลาด บรรเทาปัญหาผลผลิตที่ออกมาพร้อมกันให้ออกสู่ผู้บริโภคได้รวดเร็ว

โดยจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเพื่อเป็นช่องทางการกระจายสินค้า และส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ตลอดจนเพื่อกระตุ้นกลไกตลาดให้ระบายผลไม้ในทุกพื้นที่และเข้าถึงผู้บริโภค ราคาเป็นธรรม โดยจะให้สหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้รวบรวมและกระจายผลผลิตส่งขายให้กับสหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าและสหกรณ์ขนาดใหญ่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน

เบื้องต้นได้ตั้งเป้าหมายในการกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ ประมาณ 80,000 ตัน ใน 3 ชนิดที่สำคัญ แบ่งเป็น ทุเรียน 40,00 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน พร้อมทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลไม้ระหว่างสหกรณ์กับคู่ค้าเอกชน ห้างโมเดิร์นเทรด และผู้ส่งออก รวมถึงตลาด อ.ต.ก. ด้วย

นอกจากนี้ จะขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ วงเงิน 414.20 ล้านบาท โดยให้สหกรณ์ต้นทางใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้ กิโลกรัมละ 1 บาท ค่าขนส่ง จากแหล่งรวบรวมไปสหกรณ์ปลายทาง กิโลกรัมละ 2 บาท ค่าจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ เช่น ตะกร้า กล่อง จำนวน 3.5 ล้านใบ และค่าบริหารจัดการของสหกรณ์ปลายทางเพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ กิโลกรัมละ 50 สตางค์

จะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ ในจังหวัดใหญ่ เช่น นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น อุบลราชธานี เชียงใหม่ สงขลา สุราษฎร์ธานี กรุงเทพฯ รวม 16 จังหวัดและระดับอำเภอ 824 อำเภอ และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรในฤดูกาล ปี 2563

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19 กระทรวงเกษตรการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2563 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำ คิดเป็นมูลค่า 1,760 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 7,644.071 ล้านบาท หรือ 18.45 เท่าของการลงทุนจากภาครัฐ และในวันที่ 8 – 9 มีนาคม นี้ จะมีการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลไม้ในจังหวัดจันทบุรี

พร้อมทั้งได้เชิญตัวแทนสหกรณ์/ กลุ่มเกษตรกรที่รวบรวมผลไม้ รับฟังการชี้แจงถึงมาตรการ  เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปริมาณผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาด และจะมีการประชุมสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมกันกระจายผลไม้ ระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตต้นทางกับสหกรณ์ผู้บริโภค กว่า 150 แห่ง ทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายผลไม้ระหว่างสหกรณ์ กับคู่ค้าเอกชน ทั้งห้างโมเดนเทรด บริษัทเอกชนและผู้ส่งออก

โดยคาดหวังว่าการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิด – 19 ด้วยการสนับสนุนให้มีการกระจายผลไม้ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ จะช่วยบรรเทาปัญหาผลผลิตกระจุกตัวในช่วงที่ออกมาพร้อมกัน และมีช่องทางในการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดและถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว

ช่วยดูดซับผลผลิตในตลาด เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและยกระดับคุณภาพผลผลิตให้มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร มีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิต เพื่อไม่ให้ผลไม้ราคาตกต่ำ และสามารถขายผลผลิตได้ในราคาเป็นธรรม

“ติวเข้ม”เกษตรกรสู่ผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420235?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ติวเข้ม”เกษตรกรสู่ผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ

3 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
เฉลิมชัย,ออนไลน์,เกษตร,สินค้าออนไลน์,ข่าววันนี้,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 167 ครั้ง

เกษตรฯ พร้อมเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ร่วมกับลาซาด้า นำผลผลิตขายตรงสู่ผู้บริโภค ติวเข้ม “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” พร้อมส่งเสริมให้พัฒนาสินค้าเกษตรให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

3 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า วันที่ 4 มี
ค.​ นี้จะเป็นประธานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ”

โดยร่วมกับบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด ผู้นำแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย มาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดในการขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมฝึกอบกรมเกษตรกร 4 กลุ่ม 107 คน รวมถึงข้าราชการอีก 80 คนเพื่อให้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ โดยลาซาด้า (LAZADA) สอนทั้งด้านการตลาดทั้งการนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าให้น่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรทำได้อย่างมืออาชีพเพื่อเพิ่มรายได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการค้าออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วัน จึงเป็นโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ของไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ขึ้น โดยใช้นโยบายการตลาดนำการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของผู้บริโภค

โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับลาซาด้า ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน/วัน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาและมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมี 4 กลุ่มประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer มีวัตุประสงค์หลักคือ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กลุ่มเกษตรกรสามารถขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก จัดอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ขายสินค้าเกษตรออนไลน์อย่างมืออาชีพ สร้างการรับรู้นโยบายการตลาดนำการเกษตรด้วยการพัฒนาเกษตรกรมาเป็นผู้ค้าออนไลน์ และให้ผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าเกษตรได้สะดวก รวมทั้งได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ราคายุติธรรม โดยส่งตรงจากเกษตรกร

“ในอนาคตกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือ​กับลาซาด้าและพันธมิตรในการขยายความร่วมมือกัน โดยจะพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มอื่นๆ ต่อไป โดยมุ่งหวังจะช่วยทำให้เกษตรกรมีช่องการทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น นับเป็นความร่วมมือมิติใหม่ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ การปลูก การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน โดยให้เกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ได้” นายเฉลิมชัยกล่าว

เฉลิมชัย”สั่งทุกหน่วยงานเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420222?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เฉลิมชัย”สั่งทุกหน่วยงานเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

2 มีนาคม 2563 – 18:21 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 63 ครั้ง

เฉลิมชัย”สั่งทุกหน่วยงานเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

“เฉลิมชัย”สั่งทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินการตามแผนปฏิบัติการปี 2563   4 กลุ่มงานหลัก งบรวมทั้งสิ้น 109,113 ล้านบาท เน้นให้ความสำคัญต่อแผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากเป็นหลัก

เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมีวงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท สำหรับงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์วงเงิน 109,113 ล้านบาทซึ่งสั่งการให้ทุกหน่วยเร่งรัดำเนินการตามแผนงาน  4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,536 ล้านบาท 2) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 32,667 ล้านบาท 3) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) วงเงิน 7,914 ล้านบาท และ 4) กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 14 แผนงานที่กระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้อง รวม 8 แผนงาน วงเงินรวม 42,996 ล้านบาท

โดยงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 41,033  ล้านบาทเนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่ออาชีพเกษตร อีกทั้งต้องเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน

รมว.เกษตรฯกล่าวต่อว่าสำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากซึ่งเป็น 1 ใน 14 แผนงานบูรณาการ มีนายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ในส่วนของกระทรวงเกษตรมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำหน้าที่ประสานงาน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการบูรณาการร่วมกัน 6 กระทรวง 24 หน่วยงาน งบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,018 ล้านบาท ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,631 ล้านบาท  กระทรวงมหาดไทย 1,034 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 171 ล้านบาท  กระทรวงพาณิชย์ 107  ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม 42 ล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 33 ล้านบาท โดยมีหลักการในการดำเนินการ คือ ดูแลและยกระดับประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้มีความเข้มแข็ง  เพื่อลดปัญหาความยากจนของประชาชน  คาดว่าประชาชนที่มีรายได้ ต่ำกว่าเส้นความยากจนจะลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เน้นขับเคลื่อนภารกิจโครงการ/แผนงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายได้สุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้น สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจ สินค้าเกษตรได้รับการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งทรัพยากรการเกษตรมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูให้เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืน

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากได้กำหนดแนวทางในการดำเนินงานให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ประกอบด้วย  การพัฒนาศักยภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นต้นทางโดยมุ่งหวังให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงแหล่งทุนและที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 200,000 ราย  จัดที่ดินให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 72 จังหวัด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยกองทุนชุมชนเพื่อให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินกฎหมายกำหนดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้ รวมถึงลด ปลด หมดหนี้

พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพไม่น้อยกว่า 500,000 ราย พัฒนาองค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและสร้างทักษะอาชีพทั้งในและนอกภาคเกษตร เป็นต้น การพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มและผลิตภัณฑ์ชุมชนซึ่งเป็นกลางทาง  ประกอบด้วย พัฒนากลุ่มเกษตรกร 1,900 กลุ่ม  พัฒนาผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 24,800 ราย ในการผลิตสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ OTOP และ พัฒนาผลิตภัณฑ์ไม่น้อยกว่า 5,900 ผลิตภัณฑ์

โดยส่งเสริมการแปรรูปสินค้าเกษตรในระดับชุมชน  และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาดซึ่งเป็นปลายทางเพื่อเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชนร้อยละ 10 โดยส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร พัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจชุมชน  สร้างศักยภาพผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก การค้าธุรกิจชุมชน ตลาดออนไลน์  พัฒนาระบบประกันภัย ติดตามประเมินผลภายใต้แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

ข้าวกล้องนาโยงปลอดสารพิษ นำลูกหลานกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420039?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ข้าวกล้องนาโยงปลอดสารพิษ นำลูกหลานกลับบ้าน

2 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
เกษตร,ภาคใต้,มนัญญา,สหกรณ์,ปลูกข้าว,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 449 ครั้ง

มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรนาโยง จังหวัดตรังชูบทบาทสหกรณ์นำลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร เก็บเกี่ยวข้าวด้วยมือ โดยใช้แกะ เครื่องมือโบราณ

2 มีนาคม 2563 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรัง   

ซึ่งเป็นสหกรณ์ดีเด่นระดับจังหวัดและรองชนะเลิศระดับภาคใต้ปี 2563 และมีการดำเนินโครงการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้งในเรื่องการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ การส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่สมาชิก โดยสมาชิกส่วนใหญ่ทำสวนยางพาราและปลูกข้าว และสหกรณ์ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกร่วมกันปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองภาคใต้ มีแปลงนาสาธิตสร้างเป็นจุดท่องเที่ยว  ขายสินค้าของจังหวัดตรัง ถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือร่วมใจของสมาชิก

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ฝากให้สหกรณ์ส่งเสริมสมาชิก เพื่อพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ให้ครัวเรือน เพราะสมาชิกอยู่ได้สหกรณ์ก็อยู่ได้ ซึ่งในเรื่องของผลผลิตทางการเกษตร ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมสนับสนุนในเรื่องตลาด ซึ่งขณะนี้ได้มีโครงการซูปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ไว้เป็นช่องทางจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งหลังจากเปิดตัวในกรุงเทพฯได้รับการตอบรับที่ดี มีสหกรณ์สนใจนับร้อยแห่ง แต่จะเลือกสหกรณ์นำร่อง 20 แห่ง ซึ่งสหกรณ์ทุกพื้นที่สามารถที่จะใช้รูปแบบนี้ขับเคลื่อนสหกรณ์ได้ คือการสร้างตลาดในชุมชนโดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและชุมชนเครือข่าย

“ขณะนี้ดิฉันและกรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังทำโครงการพาลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ซึ่งก็เชิญชวนให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อช่วยกันสร้างงานในพื้นที่ ดึงลูกหลานกลับมาบ้าน และมาสานต่ออาชีพการเกษตรและช่วยพัฒนาระบบสหกรณ์ สร้างงานในพื้นที่ เพื่อเสริมกำลังสมาชิกสหกรณ์ในปัจจุบัน ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น”นส.มนัญญากล่าว

นายสมพร  เต็งรัง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด กล่าวว่าสหกรณ์มีสมาชิก 3 พันกว่าคน มีสินทรัพย์ 417 ล้านบาท  ทั้งนี้ สหกรณ์ได้มีการช่วยเหลือสมาชิกในการประกอบอาชีพโดยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งสหกรณ์มีบทบาทสำคัญการส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ มีการสืบทอดด้านศิลปะ วัฒนธรรมของชุมชน และยังได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรื่องข้าวของจังหวัดตรัง

โดยมีการรวบรวมสายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น ทั้งในจังหวัดตรังและภาคใต้ มาจัดแสดงเปิดให้ผู้ที่สนใจ นักท่องเที่ยว นักเรียนนักศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน มีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายให้ความรู้ มีการแสดงนิทรรศการ และปลูกข้าวลงในแปลงสาธิต เนื้อที่ 23 ไร่ บริเวณทุ่งกระเจาะ ต.นาโยงเหนือ  เริ่มปลูกในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และในช่วงเดือนตุลาคม แปลงนาสาธิตจะมีความเขียวขจีและสวยงาม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียงของอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งแปลงนาของสหกรณ์จะปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ หมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี  โดยเฉพาะข้าวพันธุ์เล็บนก พันธุ์เบาช่อม่วงและพันธุ์เข็มทอง ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง

ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้เชิญชวนให้เกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียงหวนกลับมาทำนาปลูกข้าว แทนที่จะปล่อยให้รกร้างเหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จะเป็นผู้สนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ วิชาการ หรือเทคโนโลยีให้ฟรี เพื่อต้องการให้อำเภอนาโยง กลับมาเป็นพื้นที่มีการทำนาปลูกข้าวมากที่สุดของจังหวัดตรัง และเน้นการปลูกข้าวปลอดภัยไร้สารเคมี และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม สหกรณ์ได้จัดกิจกรรมลงแขก

เชิญชวนหน่วยงานราชการ ชาวบ้านและนักเรียนร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวด้วยมือ โดยใช้แกะ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้าวของทางภาคใต้   เป็นการอนุรักษ์การทำนาแบบดั้งเดิมของชาวปักษ์ใต้ให้คงอยู่ถึงรุ่นลูกหลานต่อไปในอนาคต ซึ่งข้าวจากแปลงนาสาธิต สหกรณ์จะนำไปสีเป็นข้าวขาวและข้าวกล้องปลอดสารพิษ วางจำหน่ายที่ร้านค้าของสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด เพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์และผู้บริโภคทั่วไปด้วย

ขาดอีก 40 ล้านลบ.ม.กรมชลฯเร่งหาน้ำ”ประเคน”อีอีซี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420042?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ขาดอีก 40 ล้านลบ.ม.กรมชลฯเร่งหาน้ำ”ประเคน”อีอีซี

2 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
กรมชลประทาน,น้ำ,อีอีซี,น้ำขาดแคลน,ผันน้ำ,ภาคตะวันออก,ข่าววันนี้,เกษตร,ทองเปลว กองจันทร์
เปิดอ่าน 448 ครั้ง

กรมชลวางแนวบริหารน้ำฤดูแล้ง 2563 เข้ม  ย้ำทั่วประเทศไม่ขาดน้ำกิน น้ำใช้  ด้านแนวตะวันออก ใช้โครงการข่ายน้ำป้อนพื้นที่ ประเคนอีก 40 ล้านลบ.ม.

2 มีนาคม 2563 ดร.ทองเปลว กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อดูแลประชาชนป้องกันการขาดแคลนน้ำในภูมิภาคช่วงฤดูแล้งทั่วประเทศ

โดยในส่วนภาคตะวันออกและพื้นที่โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ที่มีความกังวลนั้นในฤดูแล้งของพื้นที่อีอีซี  3  จังหวัดคือชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จะใช้น้ำประมาณ 540 ล้านบาศก์เมตร(ลบ.ม.)  โดยเฉพาะจังหวัดระยอง และ ชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และสวนผลไม้ จะใช้น้ำประมาณ 430 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปีนี้มีน้ำในอ่างเก็บน้ำในทั้ง 2 จังหวัด ประมาณ 390 ล้านลบ.ม. ยังขาดอีกประมาณ 40 ล้านลบ.ม. เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงต้องจัดหาปริมาณน้ำส่วนที่ขาดและสำรองเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วงถึง ก.ค. กรมจึงได้บริหารน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก  ซึ่งยืนยันว่าจะมีน้ำอุปโภค- บริโภคเพียงพออย่างแน่นอน

น้ำในภาคตะวันออกไม่ได้เหลือใช้ 80 กว่าวันอย่างที่มีการนำตัวเลขมาหารกัน กรมคงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ทั้งหมดมีการบริหารจัดการ เช่น จะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด  จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 1-25  มี.ค. 2563 มาเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง  ซึ่งเป็นอ่างหลักที่ใช้ในพื้นที่อีอีซี  และได้มีการทำข้อตกลงระหว่างกรมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว

เนื่องจากเป็นการผันน้ำข้ามลุ่มตามกฎหมายใหม่ เป้าหมาย  10 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างคลองประแกดมีปริมาณน้ำ  40 ล้านลบ.ม. แต่มีความต้องการใช้ในพื้นที่ประมาณ 15 ล้านลบ.ม. จึงไม่กระทบต่อพื้นที่ อย่างไรก็ตามหากมีผลกระทบจะหยุดผันน้ำทันที และผันจากอ่างคลองหลวงรัชชโลธร 10  ล้านลบ.ม.มาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ

นอกจากนั้นที่ประชุมคีย์แมนวอร์รูมซึ่งมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารน้ำภาคตะวันออก ได้ขอความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรม และการประปาทุกสาขา ลดการใช้น้ำลงกว่า  10 %   และในส่วนของบริษัท อีสวอเตอร์ ซึ่งเป็นเอกชนที่ผลิตน้ำป้อนภาคอุตสาหกรรมให้ปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และจัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองประมาณ  20 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันทุกภาคส่วนยังบริหารน้ำได้ตามแผน

สำหรับน้ำในระบบประปา ได้มีการวางแผนขอจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง  6 เดือน ไว้ 900  ล้านลบ.ม. สำหรับการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค   โดยเฉพาะประปาภูมิภาคทั้งหมด  234 สาขา  62 % จะใช้น้ำจากกรมชลประทาน  จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด และ ได้ให้สำนักชลประทานทุกโครงการหารือกับกปภ.อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มีน้ำดิบเพียงพอ และสำรองน้ำในขุมเหมืองต่างๆไว้ด้วย

ด้านการจัดสรรน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง 2562/2563 มีแผนการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ 17,699 ล้านลบ.ม. (1 พ.ย.2562-30 เม.ย. 2563)  จัดสรรแล้ว 10,996  ล้านลบ.ม.หรือ  62%  ในลุ่มเจ้าพระยาแผนจัดสรร 4,500 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันจัดสรรแล้ว 3,043  ล้านลบ.ม.หรือ  68%  ณ ปัจจุบัน การบริหารจัดการยังเป็นไปตามแผน และกรมยังได้สำรองน้ำกรณีฝนทิ้งช่วงไว้ ถึงเดือน ก.ค. 2563 เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคอย่างแน่นอน

หน้าร้อนระบาดเยอะอีกโรคอันตรายไม่น้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/420030?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หน้าร้อนระบาดเยอะอีกโรคอันตรายไม่น้อย

2 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
กรมปศุสัตว์,วัคซีน,โรคพิษสุนัขบ้า,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 418 ครั้ง

หน้าร้อนระบาดเยอะอีกโรคอันตรายไม่น้อย อย่าลืมพาน้องหมา-แมวฉีควัคซีน”กรมปศุสัตว์”ชวนประชาชนทั่วประเทศนำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

2 มีนาคม 2563 กรมปศุสัตว์ชวนประชาชนทั่วประเทศนำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าฟรีที่ปศุสัตว์จังหวัด/อำเภอและจุดบริการของแต่ละท้องถิ่นต่อเนื่อง 6 เดือน ตามยุทธศาสตร์โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งเป้าปี 63 ต้องไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรค

นายสัตวแพทย์สรวิศ  ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการประชารัฐร่วมใจกำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้าและควบคุมประชากรสุนัขและแมว ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พ.ศ. 2560-2563

โดยบูรณาการควบคุมประชากรสุนัขและแมวด้วยการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวที่ไม่มีเจ้าของ สัตว์ด้อยโอกาส สัตว์กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เกิดโรคหรือเคยเกิดโรคพิษสุนัขบ้าเพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคพิษสุนัขบ้าและทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในที่สุด ในพ.ศ. 2563 จะปฏิบัติงานอย่างเข้มข้น

จึงขอให้ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม 4 มาตรการดังนี้ มาตรการที่ 1 แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเมื่อพบสัตว์สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการ มาตรการที่ 2 พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปีได้ที่จุดนัดหมายตามที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำหนดหรือสถานพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน

โดยกำหนดการบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและการผ่าตัดทำหมันฟรี 6 เดือนระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2563 มาตรการที่ 3 ไม่ปล่อยหรือละทิ้งสัตว์เลี้ยงและควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงในจำนวนที่เหมาะสม โดยติดต่อขอรับบริการผ่าตัดทำหมันได้ฟรีที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และมาตรการที่ 4 หากถูกกัดหรือสัมผัสสัตว์สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์การเพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าประสบสำเร็จเป็นลำดับโดยอัตราผู้เสียชีวิตลดลง จากสถิติปี 2561 พบผู้เสียชีวิต 18 ราย ปี 2562 พบผู้เสียชีวิต 3 ราย สำหรับปี 2563 ตั้งเป้าหมายไม่ให้มีผู้เสียชีวิต โดยกรมปศุสัตว์ถอดบทเรียนจากวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเป็นวงกว้างในปี 2561 พบว่า เกิดจากการขาดแคลนวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรค ขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน  อีกทั้งวัคซีนที่ใช้ในการฉีดป้องกันโรคต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทำให้ขาดความมั่นคง

ดังนั้นจึงร่วมกับทุกภาคส่วนแก้ไขโดยบูรณาการบริหารจัดการวัดชีนและการกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ซึ่งกรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และบริษัทผู้นำเข้าวัคซีนคำนวณจำนวนวัคซีนที่ต้องใช้คือ กรมปศุสัตว์ 1 ล้านโดส องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 12 ล้านโดส กรุงเทพมหานคร 300,000 โดส และคลินิกเอกชน 1 ล้านโดส รวม 14 ล้านโดส จากนั้นแจ้งบริษัทผู้นำเข้าให้นำเข้า 14.9 ล้านโด้ส ในห้วงเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิบัติงานฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรค จึงทำให้มีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการและศรอบคลุมทุกพื้นที่

สำหรับวัคซีนที่จะนำไปใช้นั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะตรวจคุณภาพก่อนที่ สร้างความเชื่อมันด้านคุณภาพวัดซีน โดยได้ดำเนินการตรวจคุณภาพวัคซีน คุณภาพ อีกทั้งหลังการฉีดแล้วต้องตรวจสอบภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์ โดยหน่วยงานภายนอกได้แก่ คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า วัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพวัคซีน ส่วนการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีน ได้ร่วมกับสถาบันวัคซินแห่งชาติ อย. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิจัยและพัฒนา วัคซีนป้องกันโรคขึ้นในประเทศ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกอีกว่าปีนี้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจำนวนประชากรสุนัข-แมวจรจัดและด้อยโอกาสสัตว์ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นพาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า 600,000 ตัว/ปี คิดเป็น 20% ของสัตว์จรจัดและด้อยโอกาส เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งควบคุม 300,000 ตัว/ปี โดยเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการลดการะบาดของโรคพิษสุนัขบ้า

กรมชลฯวางแนวบริหารน้ำฤดูแล้ง 63 เข้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419966?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯวางแนวบริหารน้ำฤดูแล้ง 63 เข้ม

1 มีนาคม 2563 – 12:25 น.
กรมชลประทาน
เปิดอ่าน 125 ครั้ง

กรมชลฯวางแนวบริหารน้ำฤดูแล้ง 63 เข้ม

กรมชลฯวางแนวบริหารน้ำฤดูแล้ง 63 เข้ม  ย้ำทั่วประเทศไม่ขาดน้ำกิน น้ำใช้  ด้านแนวตะวันออก ใช้โครงการข่ายน้ำป้อนพื้นที่

   นายทองเปลว กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน

นายทองเปลว กองจันทร์  อธิบดีกรมชลประทาน  เปิดเผยว่า   กรมชลประทานได้มีการบริหารจัดการน้ำเพื่อดูแลประชาชนป้องกันการขาดแคลนน้ำในภูมิภาคช่วงฤดูแล้งทั่วประเทศตามข้อห่วงใยของพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์    โดยในส่วนภาคตะวันออกและพื้นที่โครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ที่มีความกังวลนั้นในฤดูแล้งของพื้นที่อีอีซี  3  จังหวัดคือชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จะใช้น้ำประมาณ  540 ล้านบาศก์เมตร(ลบ.ม.)   โดยเฉพาะจังหวัดระยอง และ ชลบุรี ซึ่งเป็นศูนย์รวมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และสวนผลไม้ จะใช้น้ำประมาณ 430 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) แต่ปีนี้มีน้ำในอ่างเก็บน้ำในทั้ง 2 จังหวัด ประมาณ 390 ล้านลบ.ม.  ยังขาดอีกประมาณ 40 ล้านลบ.ม. เนื่องจากปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย จึงต้องจัดหาปริมาณน้ำส่วนที่ขาดและสำรองเพื่อกรณีฝนทิ้งช่วงถึง ก.ค. กรมจึงได้บริหารน้ำผ่านโครงข่ายน้ำภาคตะวันออก  ซึ่งยืนยันว่าจะมีน้ำอุปโภค- บริโภคเพียงพออย่างแน่นอน


“ ขอเรียนว่าน้ำในภาคตะวันออกไม่ได้เหลือใช้ 80 กว่าวันอย่างที่มีการนำตัวเลขมาหารกัน  กรมคงไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น  ทั้งหมดมีการบริหารจัดการ เช่น จะผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด   จ.จันทบุรี ระหว่างวันที่ 1-25  มี.ค. 2563  มาเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง  ซึ่งเป็นอ่างหลักที่ใช้ในพื้นที่อีอีซี  และได้มีการทำข้อตกลงระหว่างกรมกับกลุ่มผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้ว  เนื่องจากเป็นการผันน้ำข้ามลุ่มตามกฎหมายใหม่ เป้าหมาย  10 ล้าน ลบ.ม.  โดยอ่างคลองประแกดมีปริมาณน้ำ   40 ล้านลบ.ม. แต่มีความต้องการใช้ในพื้นที่ประมาณ 15 ล้านลบ.ม. จึงไม่กระทบต่อพื้นที่ อย่างไรก็ตามหากมีผลกระทบจะหยุดผันน้ำทันที และผันจากอ่างคลองหลวงรัชชโลธร 10   ล้านลบ.ม.มาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ “ ดร.ทองเปลวกล่าว

นอกจากนั้นที่ประชุมคีย์แมนวอร์รูมซึ่งมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบริหารน้ำภาคตะวันออก ได้ขอความร่วมมือให้ภาคอุตสาหกรรม และการประปาทุกสาขา ลดการใช้น้ำลงกว่า  10 %   และในส่วนของบริษัท อีสวอเตอร์ ซึ่งเป็นเอกชนที่ผลิตน้ำป้อนภาคอุตสาหกรรมให้ปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และจัดหาแหล่งน้ำดิบสำรองประมาณ  20 ล้านลบ.ม. ปัจจุบันทุกภาคส่วนยังบริหารน้ำได้ตามแผน
สำหรับน้ำในระบบประปา ได้มีการวางแผนขอจัดสรรน้ำในฤดูแล้ง  6 เดือน ไว้ 900  ล้านลบ.ม. สำหรับการประปานครหลวงและการประปาส่วนภูมิภาค   โดยเฉพาะประปาภูมิภาคทั้งหมด  234 สาขา  62 % จะใช้น้ำจากกรมชลประทาน  จึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด และ ได้ให้สำนักชลประทานทุกโครงการหารือกับกปภ.อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มีน้ำดิบเพียงพอ และสำรองน้ำในขุมเหมืองต่างๆไว้ด้วย
ด้านการจัดสรรน้ำตามแผนบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง 2562/63    มีแผนการจัดสรรน้ำทั่วประเทศ  17,699 ล้านลบ.ม. (1 พ.ย.62-30 เม.ย.  63)  จัดสรรแล้ว 10,996  ล้านลบ.ม.หรือ  62%  ในลุ่มเจ้าพระยาแผนจัดสรร 4,500 ล้านลบ.ม.  ปัจจุบันจัดสรรแล้ว 3,043   ล้านลบ.ม.หรือ  68%  ณ  ปัจจุบัน การบริหารจัดการยังเป็นไปตามแผน และกรมยังได้สำรองน้ำกรณีฝนทิ้งช่วงไว้  ถึงเดือน ก.ค.  63 เพื่อเป็นหลักประกันว่าคนไทยจะไม่ขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคอย่างแน่นอน

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419915?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมีนาคม 2563

1 มีนาคม 2563 – 00:05 น.
ราคาสินคาเกษตร,เดือน มีค 2563,ศูนย์วิจัย ธกส,ข้าวเปลือกหอมมะลิ,ข้าวเปลือกเหนียว,น้ำตาลทรายดิบ,แนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น,ข้าวเปลือกเจ้า,แนวโน้มราคา,ปรับตัวลดลง,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 181 ครั้ง

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร เดือน มี.ค. 63 ทั้งข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว น้ำตาลทรายดิบ ยางพาราแผ่นดิบ และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง แนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

  นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาอยู่ที่ 13,796-13,930 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.04-1.02 ซึ่งเป็นผลกระทบของไวรัสโควิด-19 ทำให้เกิดความต้องการข้าวหอมมะลิมากขึ้น เพื่อสำรองไว้บริโภคในประเทศฮ่องกง

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส.คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2563

ศูนย์วิจัยธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนมกราคม 2563

ธ.ก.ส. เตือนระวังหลอกโอนเงินร่วมเครือข่ายธุรกิจชุมชนสร้างไทย

 ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาอยู่ที่ 14,699-14,717 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.31-0.43 เนื่องจากปัญหาภัยแล้งอาจส่งผลให้ผลผลิตข้าวเหนียวนาปรังลดลง

น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก ราคาอยู่ที่ 15.63-15.71 เซนต์/ปอนด์ (10.92-10.98 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.50-2.00 เนื่องจากความกังวลผลผลิตน้ำตาลโลกปรับตัวลดลงจากภาวะภัยแล้งของประเทศไทย ซึ่งคาดว่าผลผลิตน้ำตาล ปี 2562/63 ของไทยอาจลดลงเหลือร้อยละ 30 หรือประมาณ 10 ล้านตัน (จากปีการผลิตก่อน 14.52 ล้านตัน) ในขณะที่ผลผลิตอ้อยคาดว่าจะลดลงต่ำกว่า 90 ล้านตัน (จากปีการผลิตก่อน 130 ล้านตัน) เป็นผลมาจากความแห้งแล้งที่รุนแรงและต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางปี 2562

  ยางพาราแผ่นดิบ ราคาอยู่ที่ 40.03-40.35บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนร้อยละ 5.23-6.06 เนื่องจากราคาซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายล่วงหน้าโตเกียว (TOCOM) เพิ่มขึ้น เพราะสต็อกยางพาราของประเทศญี่ปุ่นปรับตัวลดลงร้อยละ 3.55 และประเทศไทยเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดกรีดยางพาราในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ทำให้ปริมาณผลผลิตยางพาราออกสู่ตลาดลดลง

และปาล์มน้ำมัน ราคาอยู่ที่ 5.40 -5.50 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.37 – 2.23 เนื่องจากความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันในประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความต้องการใช้น้ำมันดีเซล B10 ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายของกระทรวงพลังงานที่กำหนดให้ราคาจำหน่ายต่ำกว่าน้ำมันดีเซล B7

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาอยู่ที่ 7,898-8,031 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.13-1.81 เนื่องจากผลผลิตข้าวนาปรังของประเทศไทยเริ่มออกสู่ตลาด ประกอบกับผลผลิตข้าวช่วงฤดูหนาวของประเทศเวียดนามออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2563 ถึงร้อยละ 48 ของปริมาณการผลิตข้าวเวียดนามทั้งหมด

  ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคา อยู่ที่ 7.55-7.62 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 1.00-2.00 เนื่องจากปริมาณผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในฤดูแล้ง (เดือนมีนาคม-เมษายน) และผลกระทบจากภัยแล้งที่ยังคงส่งผลให้คุณภาพข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลง

   มันสำปะหลัง ราคาอยู่ที่ 1.88-1.93 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.52 – 3.09 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังออกสู่ตลาดต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังลดลง โดยเฉพาะการส่งออกไปจีนที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

สุกร ราคาอยู่ที่ 67.00 – 71.00 บาท/กก. ลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.60 – 6.2 เนื่องจากคาดว่าภาวะการค้าภายในประเทศจะชะลอตัวลง จากผลกระทบการระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรปรับลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

และกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาอยู่ที่ 135.00 – 141.00 บาท/กก. ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.71- 4.93 เนื่องจากความต้องการในประเทศยังชะลอตัวจากปัญหาไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวซบเซา และผลผลิตกุ้งของภาคใต้เริ่มออกสู่ตลาด ส่งผลให้ราคากุ้งมีแนวโน้มลดลง

สุดยอด”ชุมชนต้นแบบ”ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์พืช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419742?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

1 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
คูโบต้า,เกษตร,กลุ่มตอนิมิตร,เมล็ดพันธุ์ข้าว,ข่าววันนี้,เทคโนโลยี,ชุมชนต้นแบบ
เปิดอ่าน 199 ครั้ง

เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร”ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

1 มีนาคม 2563 คูโบต้าร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านตอนิมิตร เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร แห่งแรกในภาคเหนือ ถือเป็น“ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โชว์จุดเด่นผู้นำผลิตเมล็ดพันธุ์พืช ชูระบบ KUBOTA (Agri) Solutions ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้ามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย จึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงทางอาหารด้านการศึกษา ด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสังคม

ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 สยามคูโบต้ามุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง จึงเกิดเป็น “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า”  หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร นำไปสู่การช่วยเกษตรกรลดต้นทุน  เพิ่มผลผลิตในการทำการเกษตร  ส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมาสยามคูโบต้าได้เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าทั้งสิ้นจำนวน 3 แห่ง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดศรีสะเกษ 2 แห่งและจังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง ซึ่งสยามคูโบต้าให้การส่งเสริมกิจกรรมใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทำให้ทั้ง 3 ศูนย์ฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

สำหรับในปีนี้ สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ณ ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นศูนย์เรียนรู้แห่งที่สี่ และยังเป็นแห่งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบ ซึ่งได้นำระบบ KUBOTA (Agri) Solutions การจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้ามาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โดยมีความโดดเด่นด้านมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพในระดับประเทศ และยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้าน

การเกษตรภายในชุมชนด้วยระบบการรวมกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาด้านการเกษตรแบบครบวงจรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีแผนเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าที่มีความพร้อมอีกแห่งของภาคเหนือ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้

นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เปิดเผยว่า “ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ถือเป็นศูนย์ฯ แห่งแรกในภาคเหนือ โดยมีหน่วยงานภาครัฐช่วยสนับสนุนให้ชุมชนแห่งนี้เติบโตและประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ทุกหน่วยงานมีบทบาทร่วมกันในการสร้างสังคมเกษตรสมัยใหม่ที่ยั่งยืน ด้วยการสร้างความรู้ และสร้างอาชีพผ่านการพัฒนาบุคลากรในชุมชน รวมทั้งสนับสนุนเทคโนโลยีการเกษตรเพื่อให้เข้าถึงการทำเกษตรกรรมในชุมชนได้อย่างแท้จริง”

นายสุนทร จำรูญ ประธานกลุ่มตอนิมิตร เปิดเผยว่า “กลุ่มตอนิมิตรผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ทั้งข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและพืชผัก และได้รับการยอมรับว่าสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีเด่นในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายคือ “พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เรียนรู้เทคนิคและวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้” ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากสยามคูโบต้าในเรื่องความรู้ด้านเกษตร การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างรายได้เพิ่ม และร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข้ง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น”

สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความกินดีอยู่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนในพื้นที่ต่อไป