“เนื้อเน่า”ภัยร้ายจากสารเคมีจุดเปลี่ยนเกษตรกรสู่อินทรีย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419708?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เนื้อเน่า”ภัยร้ายจากสารเคมีจุดเปลี่ยนเกษตรกรสู่อินทรีย์

1 มีนาคม 2563 – 00:00 น.
สสส,เกษตรอินทรีย์,สารเคมี,พาราควอต,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 297 ครั้ง

จากเนื้อร้าย ผลพวงโหมกระหน่ำใช้เคมี…สู่จุดเปลี่ยนเกษตรอินทรีย์

1 มีนาคม 2563 “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” ชาวบ้าน บ้านป่าแดงงาม ต.กุดแห่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ใช้สุภาษิตให้คำนิยามวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน เนื่องจากปี 2559 มีชาวบ้านป่วยด้วยโรคเนื้อเน่า และเสียชีวิต จากผลกระทบการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในพื้นที่ไร่อ้อยอย่างหนัก

“ปกติไม่เคยลงนาแต่วันนั้นลองเอาแหไปหาปลา หลังขึ้นจากน้ำมาประมาณ 2 ชั่วโมง มีอาการคันที่ขา และบวมแดง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีม่วงเพียงชั่วข้ามคืน ไปที่รพ. หมอบอกว่า ถ้ามาช้ากว่านี้อาจต้องตัดขา” ลุงวิไล ใจศรัทธา ชาวบ้านบ้านป่าแดงงาม วัย 62 ปี เล่าอาการเจ็บป่วยที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีและไม่เฉพาะลุงวิไล แต่ยังมีชาวบ้านอีกหลายรายที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้

บางรายถึงขั้นเสียชีวิต และข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและควบคุมโรค พบว่าในปี 2558-2560 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เขต 7-10) มีการเจ็บป่วยด้วยโรคจากสารกำจัดศัตรูพืชค่อนข้างสูงรองจากเขตภาคเหนือ (เขต1-13) และการพบอัตราป่วยโรคเนื้อเน่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยในเขต 8 ปี 2560 จังหวัดที่มีอัตราป่วยอันดับ1 คือ เลย อุดรธานี และหนองบัวลำภูเป็นอันดับ 3

ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ จนนำมาสู่โครงการพัฒนาระบบอาหารปลอดภัย “จากท้องนา สู่พาข้าว” จ.หนองบัวลำภู ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และภาคีเครือข่าย  ซึ่งเมื่อเร็วๆ  นี้ก็ได้มีการจัดเวที โชว์ แชร์ เชื่อม  ตอน “สุข 3D ที่หนองบัวลำภู” ที่ศูนย์ปราชญ์พ่อบัวพันธ์ ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ด้วยเล็งเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนงานเกษตรปลอดภัย เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาวะของเกษตรกรและผู้บริโภค

ทพญ.วรางคณา อินทโลหิต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนระบบอาหารปลอดภัย จ.หนองบัวลำภู เกิดขึ้นเมื่อปี 2560 เนื่องจากมีเกษตรกรป่วยเป็นโรคเนื้อเน่าเป็นจำนวนมาก จึงทำการสำรวจสภาพปัญหาและปริมาณสารเคมี โดยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยนเรศวร พบระดับการตกค้างของพาราควอตในน้ำผิวดิน น้ำบาดาล ดิน ตะกอนดิน ในระดับสูงถึงสูงมาก

เกษตรกรใช้สารกำจัดวัชพืชความเข้มข้นสูงกว่ากำหนด (ผสมเข้มข้นกว่าปกติ 4 เท่า) และในช่วงเวลาที่มีการใช้สารเคมีพบว่า เกษตรกรป่วยด้วยโรคเนื้อเน่าในอัตราสูง จึงเป็นไปได้ว่ามีความสัมพันธ์กัน ต่อมาทางจังหวัดจึงค้นหารูปแบบการดำเนินงานแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต้นแบบ “บุญทัน Model” ที่มาพร้อมกับแผนปฏิบัติการจัดการปัญหาสารเคมีทางการเกษตรตกค้างในสิ่งแวดล้อมที่ จ.หนองบัวลำภู ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นได้กำหนดให้เป็นนโยบายจังหวัด ด้วยการใช้ความสำเร็จของบุญทันโมเดล เป็นบทเรียนให้ทุกพื้นที่ในจังหวัดปฏิบัติตาม

“สัญญาณเรื่องสุขภาพอันเป็นผลกระทบจากสารเคมีทางการเกษตรในพื้นที่ เริ่มมาตั้งแต่ปี 2555 มีเด็ก นักเรียนปั่นจักรยานไปโรงเรียนแค่ผ่านไร่อ้อยถึงขั้นไม่สบาย จึงเริ่มทำเวทีเพื่อสร้างอาหารปลอดภัยจากการเก็บข้อมูลทำให้ทราบว่า ในพื้นที่ของหมู่บ้านมีเม็ดเงินในสารเคมีกับแปลงเกษตรปีละ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้เงิน 50 ล้านบาทซื้อสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซื้อปุ๋ย และ 50 ล้านเป็นค่ายาฆ่าหญ้าซึ่งสันนิษฐานได้ว่ายาฆ่าหญ้าอาจเป็นสาเหตุหลักของโรคเนื้อเน่า” ทพญ.วรางคณา กล่าว

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สสส. กล่าวว่า จังหวัดหนองบัวลำภู มีการขับเคลื่อนงานเกษตรปลอดภัยที่มีความโดดเด่น ก่อนปี 2560 มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหลายชนิด ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเซต อะมิทรีน และอาทราซีน เกษตรกรใช้สารเคมีเกษตรเฉลี่ย 1.33 ลิตรต่อไร่ แต่หลังจากจังหวัดหนองบัวลำภูได้เริ่มแก้ไขปัญหา ลด ละ เลิกการใช้สารเคมี โดยมีพื้นที่ต้นแบบคือ ตำบลบุญทัน อ.สุวรรณคูหา และได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจคือ การใช้สารเคมีเกษตรลดลงจาก 1.42 ลิตรต่อไร่ เหลือ 0.56 ลิตรต่อไร่ และถูกกำหนดให้โมเดลนี้ขยายไปทุกอำเภอ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันชาวบ้านจำนวน 35 ครอบครัว บ้านป่าแดงงาม ได้ปรับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรอินทรีย์ หลายคนประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม อย่าง สุดใจ เลพล วัย 50 ปี หนึ่งในเกษตรกรเคมีที่ผันตัวเอวมาทำเกษตรอินทรีย์ เล่าว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่ได้เจ็บป่วยจากการใช้ยาฆ่าหญ้า จึงจัดสรรพื้นที่ปลูกอ้อย มาทำเกษตรอินทรีย์ ปลูกมะเขือ ผักกาดแก้ว ผักบุ้ง คื่นช่าย แตงโม

โดยใช้ปุ๋ยหมักของกลุ่มที่ชาวบ้านร่วมกันทำขึ้น ซึ่งผลิตผลที่ได้จะนำขายในตลาดนัดในหมู่บ้าน แต่ละครั้งมีรายได้ประมาณ 300-400 บาท  ซึ่งเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว  และสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้น คือการที่ครอบครัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย และได้แบ่งปันสุขภาพดีให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

ลุงบัวพันธ์ บุญอาจ วัย 75 ปี ผู้ก่อตั้งศูนย์ปราชญ์พ่อบัวพันธ์ อีกหนึ่งพื้นที่ต้นแบบของการทำเกษตรอินทรีย์ ได้ปรับเปลี่ยนบ่อปลา 62 ไร่ เป็นเกษตรอินทรีย์มา 10 ปีแล้ว ปลูกแบบผสมผสาน ทั้งการทำนา การปลูกต้นสัก ขายได้แล้ว มีเงินใช้หนี้หมดแล้วกว่า 2 ล้าน และพื้นที่ใต้ต้นสัก ปลูกผักหวาน ลึกลงไปในดินมีพืชกระชายรอบบ่อปลามีต้นกล้วย หม่อน นอกจากนี้ยังปลูกผักตามฤดูกาล พัฒนาระบบการผลิตจนได้รับได้รับมาตรฐานระดับ Organic Thailand  ผลิตส่งขายตามซูเปอร์ มาเก็ตชั้นนำในตัวเมืองและจังหวัดใกล้เคียง

ความสำเร็จของการปรับเปลี่ยนจากเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ของ จ.หนองบัวลำภู เป็นโมเดลความสำเร็จของการทำงานตามบทบาทของสสส. ที่ให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาวะไม่เฉพาะเหล้า บุหรี่ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคไม่ติดต่อรื้อรัง หรือโรคเอ็นซีดี แต่การที่สุขภาพต้องเผชิญกับพิษของสารเคมีตกค้างในร่างกายมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเช่นกัน

ตรังชูบทบาทสหกรณ์นำลูกหลานกลับบ้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419914?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ตรังชูบทบาทสหกรณ์นำลูกหลานกลับบ้าน

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 22:10 น.
กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 180 ครั้ง

ตรังชูบทบาทสหกรณ์นำลูกหลานกลับบ้าน

รมช.มนัญญา ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรังชูบทบาทสหกรณ์นำลูกหลานกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร

นางสาวมนัญญา  ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายพิเชษฐ์  วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์  ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จังหวัดตรัง  ซึ่งเป็นสหกรณ์ดีเด่นระดับจังหวัดและรองชนะเลิศระดับภาคใต้ปี 2563 โดยสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกยางพารา และปลูกข้าว  และสหกรณ์ได้มีการส่งเสริมให้สมาชิกร่วมกันปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองภาคใต้คือพันธุ์เล็บนก  พันธุ์เข็มทอง จนสร้างเป็นจุดท่องเที่ยว เป็นจุดขายของจังหวัดถือเป็นความสำเร็จของความร่วมมือร่วมใจของสมาชิก

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ฝากให้สหกรณ์ส่งเสริมสมาชิก เพื่อพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ให้ครัวเรือน เพราะสมาชิกอยู่ได้สหกรณ์ก็อยู่ได้ ซึ่งในเรื่องของผลผลิตทางการเกษตร ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมสนับสนุนในเรื่องตลาด ซึ่งขณะนี้ได้มีโครงการซูปเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ไว้เป็นช่องทางจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งหลังจากเปิดตัวในกรุงเทพฯได้รับการตอบรับที่ดี มีสหกรณ์สนใจนับร้อยแห่ง แต่จะเลือกสหกรณ์นำร่อง 20 แห่ง ซึ่งสหกรณ์ทุกพื้นที่สามารถที่จะใช้รูปแบบนี้ขับเคลื่อนสหกรณ์ได้ คือการสร้างตลาดในชุมชนโดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและชุมชนเครือข่าย
“ขณะนี้ดิฉันและกรมส่งเสริมสหกรณ์กำลังทำโครงการพาลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน ซึ่งก็เชิญชวนให้สหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อช่วยกันสร้างงานในพื้นที่ ดึงลูกหลานกลับมาบ้าน และมาสานต่ออาชีพการเกษตรและช่วยพัฒนาระบบสหกรณ์ สร้างงานในพื้นที่ เพื่อเสริมกำลังสมาชิกสหกรณ์ในปัจจุบัน ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น”นส.มนัญญากล่าว

ด้าน นายสมพร  เต็งรัง ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด กล่าวว่าสหกรณ์มีสมาชิก 3 พันกว่าคน มีสินทรัพย์ 417 ล้านบาท  ทั้งนี้สหกรณ์ได้มีการช่วยเหลือสมาชิกในการประกอบอาชีพโดยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
นอกจากนี้  สหกรณ์มีบทบาทสำคัญการส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านในพื้นที่ มีการสืบทอดด้านศิลปะ วัฒนธรรมของชุมชน และยังได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เรื่องข้าวของจังหวัดตรัง  โดยมีการรวบรวมสายพันธุ์ข้าวท้องถิ่น ทั้งในจังหวัดตรังและภาคใต้ มาจัดแสดง โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจ นักท่องเที่ยว นักเรียนนักศึกษาเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน

โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายให้ความรู้ มีการแสดงนิทรรศการ และปลูกข้าวลงในแปลงสาธิต เนื้อที่ 23 ไร่ บริเวณทุ่งกระเจาะ ต.นาโยงเหนือ  เริ่มปลูกในเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และในช่วงเดือนตุลาคม แปลงนาสาธิตจะมีความเขียวขจีและสวยงาม กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีชื่อเสียงของอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ซึ่งแปลงนาของสหกรณ์จะปลูกข้าวสายพันธุ์ต่าง ๆ หมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี  โดยเฉพาะข้าวพันธุ์เล็บนก พันธุ์เบาช่อม่วงและพันธุ์เข็มทอง ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง


ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้เชิญชวนให้เกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียงหวนกลับมาทำนาปลูกข้าว แทนที่จะปล่อยให้รกร้างเหมือนเช่นที่ผ่านมา โดยสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด จะเป็นผู้สนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ วิชาการ หรือเทคโนโลยีให้ฟรี เพื่อต้องการให้อำเภอนาโยง กลับมาเป็นพื้นที่มีการทำนาปลูกข้าวมากที่สุดของจังหวัดตรัง และเน้นการปลูกข้าวปลอดภัยไร้สารเคมี และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม สหกรณ์ได้จัดกิจกรรมลงแขก เชิญชวนหน่วยงานราชการ ชาวบ้านและนักเรียนร่วมกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวด้วยมือ โดยใช้แกะ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้าวของทางภาคใต้                                             เป็นการอนุรักษ์การทำนาแบบดั้งเดิมของชาวปักษ์ใต้ให้คงอยู่ถึงรุ่นลูกหลานต่อไปในอนาคต ซึ่งข้าวจากแปลงนาสาธิต สหกรณ์จะนำไปสีเป็นข้าวขาวและข้าวกล้องปลอดสารพิษ วางจำหน่ายที่ร้านค้าของสหกรณ์การเกษตรนาโยง จำกัด  เพื่อจำหน่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์และผู้บริโภคทั่วไปด้วย

ต่อมเหม็นอักเสบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419566?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ต่อมเหม็นอักเสบ

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:27 น.
ต่อมเหม็นอักเสบ,พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง
เปิดอ่าน 124 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก viruch_dvm@yahoo.com

สวัสดีครับ วันนี้หมอขอพูดถึงต่อมเห็นกันนะครับ เวลาที่เราพาสุนัขไปอาบน้ำหลาย ๆ ร้านมักจะถามว่าให้บีบต่อมเหม็นมั้ย หรือมีบริการบีบต่อมเหม็นให้ด้วย หมอเชื่อว่าผู้เลี้ยงสุนัขและแมว ส่วนใหญ่รู้จักต่อมข้างก้นหรือต่อมเหม็นกันครับ แต่อาจจะไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วมันคืออะไร

เรามาดูกันเลยครับ ต่อมเหม็นจะอยู่ข้างก้นมีท่อเปิดสู่ภายนอกใกล้ทวารหนัก ในสุนัขและแมวทำหน้าที่ผลิตสารที่ช่วยหล่อลื่นขณะที่สัตว์ขับถ่ายและเป็นการทำอาณาเขตของสุนัขเอง รวมถึงเป็นการบอกลักษณะเฉพาะของตัวเอง สารคัดหลั่งที่ว่านี้จะมีเป็นสีน้ำตาล และมีกลิ่น ซึ่งจะมีการหลั่งอยู่เรื่อย ๆ หากต่อมนี้เกิดการอักเสบซึ่งมีได้หลายสาเหตุ เช่น ฮอร์โมน การติดเชื้อ การอุดตันของท่อ ภาวะโภชนาการ อายุ เพศ พันธุ์รวมถึงการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็ง เป็นต้น เพราะฉะนั้นต่อมเหม็นจึงมีความสำคัญต่อสัตว์

ทีนี้เรามาดูกันว่าอาการที่สังเกตได้เมื่อต่อมเหม็นอักเสบมีอะไรบ้าง เช่น ไถก้นกับพื้น ท้องผูก(เนื่องจากความเจ็บปวด ทำให้สัตว์ไม่อยากถ่ายอุจจาระ) ซึมมีไข้ สัตว์มีการปล่อยน้ำต่อมก้นปริมาณมากและกลิ่นเหม็นมากกว่าปกติ รวมถึงลักษณะของสิ่งคัดหลั่งที่ออกมาจากต่อมก้นมีลักษณะเปลี่ยนไป เช่น เป็นหนองปนเลือด เห็นว่ามีการอักเสบ บวมแดง อาจจะพบเป็นไตแข็ง และถ้ามีการอุดตันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดเป็นฝีที่แตกปะทุออกมาทางผิวหนังให้เห็นอยู่ด้านข้างของก้น ซึ่งโดยมากแล้วความผิดปกติของต่อมข้างก้นมักพบในสุนัขมากกว่าในแมว

สำหรับการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ ถ้าหากอาการไม่รุนแรงการบีบเอาของเหลว หนอง เลือดที่อยู่ภายในต่อมข้างก้นออกมา และให้ยาลดอักเสบ ควบคุมการติดเชื้อกรณีมีการติดเชื้อ อักเสบเป็นหนอง หากสุนัขที่ต่อมก้นอักเสบแบบเป็นฝีแตกออกมาตรงผิวหนังภายนอกแล้ว สัตวแพทย์จะทำการล้างทำควาสะอาดแผลที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลานานหลายวันกว่าแผลจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้สัตวแพทย์ก็จะให้ยาปฏิชีวนะ และยาลดอักเสบ ส่วนใน กรณีที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการให้ยา การพิจารณาการผ่าตัดเอาต่อมข้างก้นออก

สามารถทำได้แต่เป็นทางเลือกรองลงมา เนื่องจากการผ่าตัดบริเวณนี้ใกล้รูทวาร ยากต่อการจัดการหลังการผ่าตัด รวมถึงดูแลความสะอาด อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ แต่หากต่อมก้นอักเสบเนื่องจากมีเนื้องอกหรือมะเร็งการพิจารณาผ่าตัดเอาต่อมก้นของสุนัขออกก็จำเป็นต้องทำ ซึ่งเจ้าของจำเป็นต้องหาแนวทางและคำแนะนำการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมครับ

หมอคิดว่าเรื่องต่อมเหม็นอักเสบที่เราคุยกันวันนี้ ไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนักแต่เป็นสิ่งที่คนเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสุนัขควรรู้เลยนำมาเล่าสู่กันฟังครับ!

“อโกลนีมา”เหนือคำว่าปลูกเลี้ยงประดับ ตอน 3 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419564?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อโกลนีมา”เหนือคำว่าปลูกเลี้ยงประดับ ตอน 3

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 04:16 น.
ไม้ใบทำเงิน,อโกลนีมา
เปิดอ่าน 222 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

สักวันเราคงต้องมาถึงในจุดที่มีความคิดถึงเรื่องการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนของไม้ที่ปลูกอยู่ โดยมีที่มาจากการหาสะสมและปลูกเลี้ยงไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว และทุกครั้งที่ได้ไม้ชนิดใหม่ๆมาก็มักมีความรู้สึกดีๆเพราะแต่ละครั้งส่วนใหญ่ได้จากการเสาะหาตามความชอบส่วนตัว หรือจะเป็นเพราะจากเหตุผลอื่นๆก็สุดแล้วแต่โอกาสและความเป็นไป แต่ทั้งหลายก็เรียกได้ว่าไม้ชนิดนั้นๆได้มาอยู่ในความครอบครองดูแลของเราแล้ว

ซึ่งการจะปลูกให้ดูสวยงามอยู่อย่างตลอดก็คงเป็นเรื่องไม่ง่ายนักสำหรับนักปลูกเลี้ยงหน้าใหม่ แต่สำหรับผู้ที่ปลูกเลี้ยงมายาวนานแล้วก็คงค้นพบวิธีการที่จะทำให้ไม้ที่มีอยู่มีสภาพความสวยงาม พร้อมกับทักษะที่ผ่านการเรียนรู้ถึงการปรับสภาพรวมไปถึงการจัดวางตามจุดที่เหมาะสม อันเกิดจากการสังเกตต่อเชื่อมกับประสบการณ์ตามกาลเวลาที่ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว

ชนิดไม้ประดับในกลุ่มสกุลอโกลนีมาก็นับเป็นไม้อีกชนิดที่มีการกระจายไปอยู่ตามบ้านเรือนและสถานที่ต่างๆก็ด้วยเพราะความนิยมที่เกิดขึ้นในไม้ประดับชนิดนี้อันมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนมีการผลิตที่เป็นระบบให้ตอบโจทย์ในความต้องการตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาอย่างไม่มีห้วงเวลาเป็นขอบเขตจำกัด และไม้ชนิดนี้ก็ยังคงมีพัฒนาการด้านชนิดพันธุ์ ที่มีศักยภาพเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง ดั่งราวกับว่าไม้ชนิดนี้มีการประทับความเป็นอมตะของการใช้อย่างแพร่หลายยิ่งขึ้นต่อๆไปอีก

การปลูกเลี้ยงนั้น หลายคนคงพอทราบถึงสภาพแวดล้อมที่ควรอยู่ในร่มรำไร หรือมีสภาพแสงจากธรรมชาติสามารถสาดส่องได้พอเหมาะ หรือต้องหลีกเลี่ยงจุดที่ได้รับความเข้มของแสงขนาดเกินความพอดี แต่ในสภาพแสงสังเคราะห์ที่ใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆก็ยังพอทำให้ไม้ชนิดนี้เจริญเติบโตและมีสภาพการใช้งานประดับได้ดีในระดับหนึ่ง แม้สภาพโดยรวมจะไม่เท่ากับไม้ที่เลี้ยงไว้ในสภาพแวดล้อมภายนอกทั่วไป หรือภายในโรงเรือนที่มีไว้เพื่อการการปลูกเลี้ยงโดยเฉพาะก็ตาม

แต่ก็จัดได้ว่าต้นอโกลนีมาที่ปลูกในสภาพแวดล้อมปิดนี้โดยส่วนใหญ่ก็คงมีความสวยงามพร้อมกับคุณลักษณะที่ไม่ด้อยไปจากการปลูกเลี้ยงที่มีการสร้างระบบขึ้นมาโดยเฉพาะไปสักเท่าไรนัก

และด้วยอโกลนีมานี้เป็นพืชประดับที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ทั้งยังเป็นไม้ที่มีการปลูกไม่ยุ่งยากอย่างไม้ชนิดอื่นอีกหลายๆชนิด เราจึงได้เห็นไม้ชนิดนี้มีการจัดวางประดับกระจายโดยทั่วไปแทบจะทุกหนแห่ง แต่โดยลึกแล้วถึงแม้ไม้ชนิดนี้จะมีอายุยาวนานมากก็ตาม แต่สภาพของวัสดุที่อยู่ภายในภาชนะนั้นอันเป็นปัจจัยหลักและมีความสำคัญที่จะทำให้ต้นอโกลนีมาที่ต้องเจริญเติบโตต่อไปให้พลอยมีขอบเขตจำกัดของการใช้งานในระดับหนึ่ง

ซึ่งในเรื่องดังกล่าวเราคงต้องมีการเปลี่ยนถ่ายกระถางและเติมวัสดุที่เหมาะสมให้กับต้นไม้ที่มีการปลูกมาสักระยะหนึ่งแล้ว โดยอาจสังเกตจากความสวยสดใสที่ลดลง หรือภาพรวมของไม้มีลักษณะบางประการที่บ่งบอกถึงโอกาสและความจำเป็นที่ควรจัดการจากต้นเดิมที่มีการปลูกมาเนิ่นนานแล้ว

ส่องทิศทาง”สหกรณ์ไทย”ปี2563ผ่านอธิบดี”พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419561?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส่องทิศทาง”สหกรณ์ไทย”ปี2563ผ่านอธิบดี”พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ”

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 03:07 น.
วันสหกรณ์แห่งชาติ
เปิดอ่าน 253 ครั้ง

ส่องทิศทาง”สหกรณ์ไทย”ปี2563ผ่านอธิบดี”พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ”

เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของ“พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2527 กำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ ”และปีนี้(2563) ครบรอบปีที่ 104 ของการสหกรณ์ไทย กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงร่วมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย(สสท.)และเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศงาน“วันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2563” ขึ้น ณ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ถนนพิชัย กรุงเทพฯ

พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ทีมงาน“ท่องโลกเกษตร”ถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ“พิเชษฐ์ วิริยะพาหะ“อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ถึงแนวนโยบายและทิศทางการดำเนินงานในปี 2563 เพื่อสร้างความเข้มแข็งระบบสหกรณ์ พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ ตลอดจนการใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนในทุกพื้นที่ให้ดีขึ้น

     # ปีนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วางนโยบายหลัก ๆ อะไรบ้าง  

สำหรับในปี 2563 นี้ กรมฯจะเร่งดำเนินการใน 4 เรื่องหลัก  เรื่องแรกการดูแลสหกรณ์ให้เข้มแข็ง  เข้าไปดูตัวภายในองคาพยพของสหกรณ์ ลักษณะของการบริหารจัดการภายใน ซึ่งวันนี้หลายสหกรณ์ที่เราพบว่ามันเกิดเหตุ หรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็เป็นการบกพร่องของการบริหารการภายในของสหกรณ์ทั้งนั้น ระบบการบริหารจัดการต่าง ๆ ระบบการควบคุมภายใน ระบบพวกนี้อาจจะถูกปล่อยปละละเลย อันนี้ตัวสหกรณ์ต้องเข้าไป ผู้จัดการ กรรมการต้องเข้าไปดูแลตรงนี้ ซึ่งเราก็จะเข้าไปส่งเสริมตรงนี้

เรื่องที่สอง การพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ เพราะว่าเรื่องธุรกิจก็คือเรื่องของปากท้องของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ ถ้าสหกรณ์สามารถทำธุรกิจได้ที่เอื้อต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ อันนี้เราเชื่อว่า สมาชิกสหกรณ์ต้องดีขึ้นแน่นอน ปีนี้เรามุ่งเป้าไปที่เรื่องของสหกรณ์ภาคการเกษตรในเรื่องของการรวบรวมผลผลิต เพื่อดูแล ช่วยเหลือในเรื่องช่วยเหลือราคาผลิตผลทางการเกษตร การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และการเก็บชะลอผลผลิตต่าง ๆ เพื่อยืดอายุ พวกนี้จะเป็นสิ่งที่เราจะเข้าไปดูแลสหกรณ์ภาคการเกษตร

ส่วนสหกรณ์ภาคออมทรัพย์ปีนี้เราจะมุ่งเน้นการสร้างระบบการตรวจสอบภายในของสหกรณ์เอง มุ่งหวังที่จะให้ความรู้กับสมาชิกเข้ามาดูแลตรวจสอบการบริหารงานของกรรมการของเขาเอง เพราะเราเชื่อว่าคนที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ เขาต้องเข้าไปดูแลสหกรณ์ของเขา เราก็จะเริ่มมีการให้ความรู้สมาชิกโดยผ่านทางออนไลน์ก่อนเป็นอันดับแรก ให้สมาชิกเข้ามาเรียนรู้ ว่าสหกรณ์จะเปิดเผยข้อมูลอะไรให้สมาชิกได้รู้บ้าง อย่างน้อยให้สมาชิกเขารู้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสหกรณ์

# แล้วในส่วนของกรมมีบทบาทอย่างไร 

ในส่วนของกรมในฐานะที่เป็นของนายทะเบียนสหกรณ์ เราจะเดินหน้าเรื่องการป้องกัน ก็คือการวางกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น เรื่องของการที่จะให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลระหว่างที่เขาประชุมที่เขาตัดสินใจอันนี้เราต้องให้คะแนะนำก่อนที่เขาตัดสินใจ ส่วนกรณีหากเกิดข้อบกพร่องขึ้นมาแล้วในการแก้ไขปัญหา ตอนนี้เราต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ได้กำชับกับสหกรณ์จังหวัดที่เป็นนายทะเบียนสหกรณ์แล้วว่า การแก้ปัญหาต้องรวดเร็ว  ฉับไว เพื่อไม่ให้มันเสียหายลามเข้าไปในสหกรณ์ หรือสมาชิก

ในส่วนที่สี่ เรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสหกรณ์ วันนี้เราต้องยอมรับว่า หนี้สินของสหกรณ์ทั้งภาคออมทรัพย์และภาคการเกษตร หนี้สินของสมาชิก หนี้สินครัวเรือนค่อนข้างจะสูงมาก ที่ผ่านมาเราได้ไปทำในส่วนของสหกรณ์ภาคการเกษตรแล้วบางส่วน โดยมองถึงการแก้ไขปัญหาของสหกรณ์ก่อนแล้วไปถึงหนี้ของสมาชิก แล้วไปดูเรื่องของการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับสมาชิกสหกรณ์เพื่อมีเงินมาชำระหนี้จริง ๆ

# มีนโยบายเด่น ๆ ของรัฐบาลชุดนี้

การขับเคลื่อนผ่านนโยบายของรัฐบาลชุดนี้  ซึ่งที่เราดำเนินการในปัจจุบันตามนโยบายของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มี 3 เรื่องหลัก ๆ เรื่องแรกการสร้างซุเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์  เรื่องที่สองการผลักดันให้เกิดการผลิตสินค้าปลอดภัยเกิดขึ้นในสหกรณ์ ซึ่งปีนี้เราก็ตั้งเป้าไว้เกือบร้อยสหกรณ์ที่จะทำในเรื่องการผลิตสินค้าปลอดภัย และสินค้าอินทรีย์ทั้งหลาย

และเรื่องสุดท้ายการพาเกษตรกรกลับบ้าน อันนี้จะเป็นการสร้างนักเกษตรรุ่นใหม่ ที่ประกอบอาชีพการเกษตรแล้วจะดึงสหกรณ์เข้ามามีส่วนร่วมในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการสมาชิกเหล่านั้น และต่อจากนั้น เราหวังไว้ว่าคนกลุ่มนี้จะเข้ามาบริหารจัดการสหกร์ในอนาคต ปัจจุบันผู้บริหารสหกรณ์ตอนนี้ก็สูงอายุ 65-70 ปีทั้งนั้น เราคาดหวังว่าจะสร้างคนรุ่นใหม่เหล่านี้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตรในอนาคต อันนี้คือทิศทางที่ขับเคลื่อนในปี 63 ในปีนี้

 # เรายังมีภาพในเรื่องของการทุจริต ตรงนี้เราจะลบภาพตรงนี้อย่างไร

เรื่องการทุจริตในสหกรณ์ ถามว่าเยอะไหม ไม่เยอะ เทียบเป็นเปอร์เซนต์น้อยนิดเดียว แต่ว่าเมื่อเกิดขึ้น มันค่อนข้างที่จะเป็นข่าวใหญ่ ที่จริงสิ่งพวกนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น มันเป็นสิ่งที่หมักหมมกันมา นาน ส่วนใหญ่ที่เราไปเจอก็เราขุดขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา คือถ้าเราปล่อยให้หมักหมม มันก็จะหมักหมมไปเรื่อย ๆ วันนี้ผมก็ได้สั่งการให้ผู้ตรวจการสหกรณ์หรือนักตรวจสอบเข้าไปขุดมาทุกแห่ง คือเราต้องไปดูใหม่หมด เราต้องไปคลีนใหม่หมด แล้วเราก็ค่อยเข้าไปแก้ปัญหา ถามว่าในเรื่องของการทุจริตในสหกรณ์เราทำอย่างไร ขอนำเรียนว่าเรื่องการป้องกัน วันนี้เราวางกฎวางระเบียบกติกาป้องกันเราก็เริ่มออกกฎกติกาป้องกัน อันที่สองในเรื่องของการเข้าไปทำความเข้าใจให้กับทั้งกรรมการในเบื้องต้น อันที่สามในเรื่องของการสร้างธรรมาภิบาลให้กับผู้บริหารสหกรณ์ อันนี้เราก็มีหลักสูตรอบรมร่วมกับของมูลนิธินโยบายสาธารณะฯ เข้ามาอบรมไปแล้ว 3 – 4 รุ่น ซึ่งเรามองว่าตรงนี้ถ้าหากเราป้องกันได้สามารถแก้ปัญหาได้ทัน

ผนึก 5 หน่วยงานยึดทรัพย์ทุจริตจำนำข้าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419710?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ผนึก 5 หน่วยงานยึดทรัพย์ทุจริตจำนำข้าว

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ข้าวจีทูจี,อตก,ยึกทรัพย์,ระบายข้าว,กระทรวงเกษตร,ข่าววันนี้,จำนำข้าว,ยึดทรัพย์
เปิดอ่าน 2,195 ครั้ง

5 หน่วยงานจับมือตั้งคณะทำงานสืบทรัพย์ ยึดคืน ทรัพย์จากผู้เกี่ยวข้องทุจริตข้าวจีทูจี ปล่อยไว้นานจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินติดตามกลับยาก สร้างความเสียหายรัฐมากขึ้น

29 กุมภาพันธ์ 2563 นายศุภฤกษ์ เอี่ยมลออ รักษาการผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า 5 หน่วยงานรัฐ ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กรมการค้าต่างประเทศ องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.)

ได้ประชุมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจการบังคับคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 โดยเห็นตรงกันให้จัดทำสรุปขั้นตอนการบังคับคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐกับจำเลยที่เป็นเอกชน คดีหมายเลขคดีที่ อม.อร 3 – 4 / 2560 คดีหมายเลขแดงที่ อม.อร 2 – 3 / 2562

ทั้งนี้คำพิพากษาส่วนแพ่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายร่วมทั้ง 5 ราย โดยสำนักงานการบังคับคดี สำนักงานอัยการสูงสุดออกหมายบังคับคดี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 และแจ้งหมายบังคับคดีให้ผู้เสียหายทั้ง 5 รายครบถ้วนแล้ว จึงให้ผู้เสียหายทั้ง 5 รายแจ้งยืนยันการบังคับคดีและตรวจสอบสถานะของจำเลยต่อสำนักงานบังคับคดี เพื่อตรวจสอบข้อมูลทรัพย์สินที่จำเลยมี

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาผู้เสียหายทั้ง 5 ราย สืบทรัพย์สินของจำเลยลักษณะต่างคนต่างดำเนินการ จึงเห็นว่าควรตั้งคณะทำงานสืบทรัพย์สิน เพื่อดำเนินการยึดหรืออายัดเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและประหยัดเวลา ตลอดจนไม่เป็นการซ้ำซ้อนในการสืบทรัพย์ของผู้เสียหาย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่เลขานุการของคณะทำงานดังกล่าว ซึ่งผู้เสียหายทั้ง 5 รายต้องเป็นผู้จัดส่งข้อมูลการให้คณะทำงานฯ เพื่อดำเนินการร่วมกันโดยก่อนหน้านี้บางหน่วยงานเห็นว่าสมควรเสนอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความเกี่ยวกับขั้นตอนการสืบทรัพย์และบังคับคดี

ทั้งนี้เนื่องจากคำพิพากษากกำหนดให้ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย เป็นผู้เสียหายร่วม โดยไม่ได้แบ่งมูลค่าความเสียหายของแต่ละราย แต่ท้ายที่สุดเมื่อมีการได้รับชดใช้หนี้ตามคำพิพากษาก็ต้องส่งเงินให้กระทรวงการคลัง จึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องตีความข้อกฎหมายใดเพิ่ม รวมทั้งไม่ต้องรออัยการทำหน้าที่สืบทรัพย์ เพราะอัยการไม่ได้เป็นผู้เสียหาย

อย่างไรก็ตามขณะนี้ อ.ต.ก.สืบทรัพย์ของจำเลยไปบ้างแล้ว เมื่อตั้งคณะทำงานร่วม 5 หน่วยงานจะยิ่งทำให้การบังคับคดีตามคำพิพากษารวดเร็วขึ้น หากปล่อยเวลาเนิ่นนาน เกรงจะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ทำให้ติดตามลำบาก สร้างความเสียหายต่อรัฐยิ่งขึ้นไปอีก

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ชี้แจงเรื่องการฟ้องริบทรัพย์สินในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งบางคดีพิพากษาเสร็จ บางคดีอยู่ระหว่างพิจารณา ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า กรณีริบทรัพย์สินดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายฟอกเงิน

ส่วนการบังคับคดีทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐตามคำพิพากษานี้เป็นคนละส่วนกัน ซึ่งจะต้องร่วมกันดำเนินการให้เร็วที่สุด เนื่องจากการบังคดีมีอายุความ 10 ปี ถ้าทำไม่ทันจะยึดทรัพย์กลับมาเป็นของแผ่นดินได้ไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษา

Workshop สร้างเครือข่ายผู้จัดการแปลงใหญ่ รุ่นที่2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419558?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

28 กุมภาพันธ์ 2563 – 07:57 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,ผู้จัดการแปลงใหญ่
เปิดอ่าน 62 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรจัด Workshop สร้างเครือข่ายพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ รุ่นที่ 2 มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผลคุณภาพ

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านส่งเสริมการผลิต เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้จัดการแปลง รุ่นที่ 2 ณ โรงแรมไมด้า แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ (MIDA AIRPORT HOTEL BANGKOK) เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ผลิตไม้ผลแบบแปลงใหญ่ให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงได้ ส่งผลให้เกิดความสามารถในการวิเคราะห์ วางแผน บริหารจัดการกลุ่ม การผลิต การตลาด และทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยนำความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแปลงใหญ่ไม้ผลของตนเอง เกิดเป็นเครือข่ายผู้จัดการแปลงใหญ่ในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาแปลงได้อย่างเหมาะสม

กรมส่งเสริมการเกษตรมีภารกิจในการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรให้มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ตลอดจนดูแลคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มการผลิต มีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน

โดยมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้จัดการแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้มีการถ่ายโอนภารกิจผู้จัดการสำหรับแปลงที่ดำเนินการเป็นปีที่ 3 หรือแปลงใหญ่ปี 2561 จำนวน 1,635 แปลง เพื่อให้มีการบริหารจัดการร่วมกัน มีเกษตรกรเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการผลิต เพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสม เช่น เครื่องจักรกลการเกษตรที่ช่วยประหยัดแรงงาน แต่สามารถลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตรได้เป็นอย่างดี ตลอดจนการจัดการด้านการตลาดโดยหน่วยงานภาครัฐให้การสนับสนุน และอำนวยความสะดวก จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้จัดการแปลงและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ไปในทิศทางเดียวกัน

การสัมมนาฯ ดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 29 กุมภาพันธ์ 2563 ณ โรงแรมไมด้า แอร์พอร์ต หลักสี่ กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมสัมมนารวมทั้งสิ้น 166 คน ประกอบด้วย ผู้จัดการแปลงจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ไม้ผล ใน 46 จังหวัด คณะผู้จัด และคณะวิทยากรที่มาบรรยายความรู้แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนา ได้แก่ ดร.พิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง และคณะ ซึ่งได้บรรยาย เรื่อง วิกฤตโลกและการแข่งขันที่เกษตรแปลงใหญ่ต้องปรับตัว การวิเคราะห์ตลาด กำหนดตำแหน่งผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าแบบครบวงจร การวางแผนการผลิตรายปี เส้นทางโลจิสติกส์ของสินค้า พร้อมทั้งให้ผู้จัดการแปลงและผู้แทนได้ทำการฝึกปฏิบัติการกลุ่ม นำเสนอ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปต่อยอดในพื้นที่ และบริหารจัดการแปลงอย่างมืออาชีพ

สำหรับการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 6,535 แปลง เกษตรกร 365,884 ราย พื้นที่ 6.02 ล้านไร่ แบ่งเป็น ปี 2559 จำนวน 592 แปลง  เกษตรกร 80,216 ราย พื้นที่ 1,386,511ไร่ ปี 2560 จำนวน 1,771 แปลง  เกษตรกร 116,399 ราย พื้นที่ 2,018,097 ไร่ ปี 2561 จำนวน 1,635 แปลง  เกษตรกร 85,464 ราย พื้นที่ 1,348,722 ไร่ ปี 2562 จำนวน 1,586 แปลง เกษตรกร 73,043 ราย พื้นที่ 1,114,630 ไร่ และ ปี 2563 จำนวน 952 แปลง  เกษตรกร 10,762 ราย พื้นที่ 152,883 ไร่

การจัดสัมมนาครั้งนี้คาดหวังว่า ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะสามารถนำแนวทางดังกล่าวไปพัฒนากลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ให้มีประสิทธิภาพการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน สามารถวัดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรได้ในโอกาสต่อไป

“เฉลิมชัย”ชูพลังสหกรณ์เข้มแข็งกลไกพัฒนาเศรษฐกิจ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“เฉลิมชัย”ชูพลังสหกรณ์เข้มแข็งกลไกพัฒนาเศรษฐกิจ

27 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
สหกรณ์,สันนิบาตสหกรณ์,ข่าววันนี้,เฉลิมชัย ศรีอ่อน
เปิดอ่าน 347 ครั้ง

“เฉลิมชัย”ชูสหกรณ์ หนุนเศรษฐกิจฐานรากพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้สังคม อย่างยั่งยืน

27 ธันวาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2563 ว่า สหกรณ์ก่อตั้งขึ้นโดยการรวมตัวกันของประชาชนในระดับฐานรากเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก

อ่านข่าว-เฉลิมชัย ท้าฝ่ายค้านลงมติหนุน 6 รมต.หากตอบข้อกล่าวหาได้

โดยวิธีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ ด้วยการมีส่วนร่วมของสมาชิก ความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ การเอื้ออาทรต่อชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างมาก

ทั้งนี้สันนิบาตสหกรณ์ฯ ได้จัดงานวันสหกรณ์แห่งชาติประจำปี 2563 ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อถวายสักการะและรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” และเป็นการแสดงถึงพลังความสามัคคีของขบวนการสหกรณ์ ที่ได้ร่วมกันเผยแพร่อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ให้เป็นที่ยอมรับ ภาคส่วนราชการโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์

สันนิบาตสหกรณ์ฯซึ่งถือเป็นหัวขบวนของสหกรณ์ไทย ควรร่วมมือกันส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจวิธีการสหกรณ์ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง และร่วมกันพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อจะได้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็งนำไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขต่อไป

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวว่า สันนิบาตสหกรณ์ฯได้จัดงานวันสหกรณ์แห่งชาติเป็นประจำทุกปี นอกจากจะมีการวางพุ่มสักการะ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” แล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความรู้รักสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของขบวนการสหกรณ์ไทย ตลอดจนเป็นการเผยแพร่ระบบสหกรณ์ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น

สำหรับการสหกรณ์ในประเทศไทยนั้นได้มีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งการส่งเสริมและพัฒนางานสหกรณ์ในประเทศต้องให้ความสำคัญและคำนึงถึงประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับเป็นลำดับแรก สหกรณ์จำเป็นต้องนำระบบการบริหารจัดการในด้านต่างๆ มาปรับใช้ในสหกรณ์

ทั้งนี้การส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์เป็นงานที่ต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐและขบวนการสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันสันนิบาตสหกรณ์ฯได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ถือเป็นนิมิตรหมายอันดีในการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ในประเทศ

นับเป็นโอกาสดีที่ขบวนการสหกรณ์จะได้มาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำข้อมูลไปพัฒนาสหกรณ์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้ขบวนการสหกรณ์จะต้องเรียนรู้การสหกรณ์ของประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วย เพื่อพัฒนาขบวนการสหกรณ์ในมิติที่กว้างขวางขึ้น

เฉลิมชัย” สั่งทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 เฉลิมชัย” สั่งทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกร

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 21:29 น.
เฉลิมชัย ศรีอ่อน,กรมการข้าว,กรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดอ่าน 86 ครั้ง

   เฉลิมชัย” สั่งทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย

เฉลิมชัย” สั่งทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย หลัง ครม.เห็นชอบแผนปฏิบัติการ   ปุญหาภัยแล้งเกษตรกรสนใจเลี้ยงสัตว์ปีกมากกว่าการเพาะปลูก ย้ำเดินหน้าทันทีเพิ่มรายได้เกษตรกร

  นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของ ครม.เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์

หลังจากเสนอให้พิจารณาใหม่เพราะจากการเปิดรับสมัครเกษตรกร พบว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียว) โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/2564 โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินนั้น เกษตรกรประสงค์เข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากฤดูแล้งนี้มีน้ำน้อย เกษตรกรจึงสมัครร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกมากที่สุด เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ใช้น้ำมาก ครม.อนุมัติถัวจ่ายงบประมาณภกรอบวงเงิน 3,120.8618 ล้านบาท

“สั่งทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที กำชับให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ด้วยโครงการเพิ่มรายได้ของกระทรวงเกษตรฯ” นายเฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ กรมการข้าวประมาณการรายละเอียดเมล็ดพันธุ์ข้าวและแหล่งจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน จำแนกเป็น กรมการข้าว 23,100 ตัน สหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตรกร 3,300 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ 36,800 ตัน แต่ความต้องการชนิดข้าวเปลี่ยนแปลงไปจากที่กรมการข้าวประมาณการไว้เดิม ประกอบกับสหกรณ์การเกษตรขอเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่จะสนับสนุนโครงการจากเดิม 3,300 ตัน เป็น 14,300 ตัน

เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น จึงขอเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการ ซึ่ง ครม.เห็นชอบ ดังนั้น จึงสั่งการให้กรมการข้าวปรับเปลี่ยนปริมาณของเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิดข้าวและปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวของแหล่งผลิตดังกล่าว ให้เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรและตามความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและปริมาณที่จะสนับสนุนของแต่ละแหล่งผลิต

ถือครองมิชอบส.ส.ภูมิใจไทยสละสิทธิ์ส.ป.ก. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419099?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ถือครองมิชอบส.ส.ภูมิใจไทยสละสิทธิ์ส.ป.ก.

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:08 น.
สปก,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,ข่าววันนี้,ภูมิใจไทย,ลพบุรี,สละสิทธิ์
เปิดอ่าน 929 ครั้ง

“เกียรติ เหลืองขจรวิทย์”ส.ส.ภูมิใจไทย ลพบุรี พร้อมภรรยา สละสิทธิ์ในที่ดินส.ป.ก.กว่า 50 ไร่ คืนหลวงนำไปจัดสรรให้เกษตรกรผู้ยากไร้ทำกิน

26 กุมภาพันธ์ 2563 นายประเสริฐ กาญจนเกียรติคุณ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดลพบุรี ได้ส่งรายงานเป็นหนังสือถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) 

อ่านข่าว-ชัดเจน”กรมป่าไม้”ระบุที่ดินแม่ธนาธรอยู่ในเขตส.ป.ก.

โดยระบุตามที่ปรากฎว่านายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เขต 4 จ.ลพบุรี และคู่สมรส น.ส.ทิพปภา แสงธาราทิพย์ ภรรยา  ถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ต.บ้านใหม่สามัคคี ต. หนองยายโต๊ะ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี นั้น

ส.ป.ก.ลพบุรี ดำเนินการตรวจสอบในเชิงลึกพบมีโฉนดที่ดินและภบท.จริง ตามที่เป็นข่าว และมีพื้นที่ถือครองมากกว่า 50 ไร่ จึงได้ประสานส.ส.ว่ามี 2 ทางเลือก ทางเลือกที่หนึ่งจะนำเสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด(คปจ.)สั่งให้สิ้นสิทธิ์ หรือทางเลือกที่สองให้ส.ส.เป็นผู้สละสิทธิ์ในที่ดินส.ป.ก. ซึ่งส.ส.ได้เสนอทางเลือกที่สอง และได้ดำเนินการสละสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะได้นำที่ดินไปบริหารจัดสรรสิทธิให้กับเกษตรกรไร้ที่ดินทำกินต่อไป