ชัดเจน”กรมป่าไม้”ระบุที่ดินแม่ธนาธรอยู่ในเขตส.ป.ก. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/419097?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ชัดเจน”กรมป่าไม้”ระบุที่ดินแม่ธนาธรอยู่ในเขตส.ป.ก.

26 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ที่ดินแม่ธนาธร,อนาคตใหม่,ปารีณา,สปก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 14,136 ครั้ง

“กรมป่าไม้”ชี้ชัดที่ดิน แม่ธนาธร อยู่ในเขตส.ป.ก.เกือบทั้งหมด เร่งตรวจสอบเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดินได้มาโดยชอบหรือไม่

26 กุมภาพันธ์ 2563 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึง ผลการตรวจสอบรังวัดแนวเขตที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวพรรคอนาคตใหม่ในเขตอ. จอมบึง จ.ราชบุรี  

อ่านข่าว-มวยถูกคู่ ปารีณาซัดเสรีพิศุทธ์เอาไงชักเข้าชักออกสอบแม่ธนาธร

โดยพบว่า เนื้อที่ 3,098 ไร่  1 งาน 27.3 ตาราวา ตามการนำชี้และตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยน.ส. อรสา เศรษฐปราโมทย์ เป็นผู้แทนนางสมพร พร้อมกันนี้น.ส. อรสา ได้นำเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่โดยศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) ด้วยเป็นนำสำเนาเอกสารตามกฎหมายที่ดิน 77 แปลงประกอบด้วย โฉนดที่ดิน จำนวน 1 แปลง นส.3ก จำนวน 55 แปลง นส.3 จำนวน 14 แปลง และ นส.2 จำนวน 7 แปลง

ทั้งนี้เมื่อนำค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ของจุดที่นำชี้มาขึ้นรูปแปลงที่ดินแล้ว เบื้องต้นพบว่า พื้นที่ประมาณ 3,055 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 98.5 อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (พ.ศ 2554)  ซึ่งรับผิดชอบโดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีเพียงประมาณ 43 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 1.5 ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (พ.ศ. 2527) และเขตป่าไม้ถาวร แปลงหมายเลข 85 (พ.ศ.2512) โดยได้แจ้งให้ผู้แทนนางสมพรทราบแล้ว

ขณะนี้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีได้ประสานสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี กรมที่ดินมาร่วมตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งและรูปแปลงที่ดินตามที่นำชี้เปรียบเทียบกับเอกสารที่ดินที่มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบเอกสารที่ดินดังกล่าวว่า ออกโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ เป็นการออกก่อนหรือหลังการสงวนหวงห้ามเป็นที่ดินของรัฐ หากพบการกระทำผิดจะประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขา

“ขณะนี้ยังไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษเนื่องจากต้องรอผลการตรวจเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดิน อีกทั้งผู้แทนนางสมพรยังได้นำชี้ที่ดินนอกแปลงตามเอกสารสิทธิ์และพื้นที่ซึ่งเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภทภ.บ.ท. 5 หากตรวจพบร่องรอยการถือครองทำประโยชน์จะตรวจยึดจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นมาตรฐานเดียวกับทุกราย” นายอรรถพลกล่าว

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังสู่ชาวชัยภูมิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418580?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังสู่ชาวชัยภูมิ

23 กุมภาพันธ์ 2563 – 19:12 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังสู่ชาวชัยภูมิ

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 นายชาตรี  บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดงานวันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง และรณรงค์เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติในแปลงโดยนำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต

นายชาตรี  บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มันสำปะหลัง เป็นพืชอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูง ทั้งใช้เพื่อเป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอในการผลิตผ้า อุตสาหกรรมไม้อัด อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมผลิตเอทานอลทดแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิง เป็นต้น และมันสำปะหลังเป็นพืชหัวที่ปลูกง่าย ทนแล้ง เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพพื้นที่ โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ของประเทศ

สำหรับจังหวัดชัยภูมิ มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมา และกำแพงเพชร จากพื้นที่ทำการเกษตรจำนวน 3.44 ล้านไร่ คิดเป็น 43.30% ของพื้นที่ ปีการผลิต 2562/63 จังหวัดชัยภูมิมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 6.87 แสนไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 2.34 ผลผลิตเฉลี่ย 3.7 ตันต่อไร่ ผลผลิตรวม 2.59 ล้านตัน สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร 5.6 พันล้านบาท ซึ่งแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญได้แก่ อำเภอเทพสถิต อำเภอหนองบัวระเหว อำเภอซับใหญ่ และอำเภอจัตุรัส ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มักปลูกในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนของปีถัดไป

กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินงานส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังภายใต้นโยบายตลาดนำการผลิต โดยสนับสนุนให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังมีการรวมกลุ่มในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งจังหวัดชัยภูมิได้มีการดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงการซื้อขายผลผลิตหัวมันสดคุณภาพระหว่างกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่และเอกชนผู้รับซื้อหัวมันสำปะหลัง  ดังนั้นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจึงต้องให้ความสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตและนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และพัฒนาคุณภาพให้หัวมันสดมีแป้ง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า การจัดงานวันเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง และรณรงค์เฝ้าระวังโรคใบด่างมันสำปะหลัง ณ แปลงเกษตรกร ตำบลกันกง อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิในวันนี้ ได้นำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังให้แก่เกษตรกรได้เรียนรู้ จำนวน 4 ฐานเรียนรู้  พร้อมด้วยวิทยากรผู้ทรงความรู้เฉพาะด้าน ได้แก่ 1. การเตรียมดินและการจัดการน้ำ วิทยากรจากศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด 2. การตรวจวิเคราะห์ดินและการใช้แม่ปุ๋ยผสมใช้เอง วิทยากรจากกลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ 3. พันธุ์และการจัดการแปลง วิทยากรจากสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย (ห้วยบง) และ 4. การเฝ้าระวังและป้องกันกำจัดโรคใบด่าง วิทยากรจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรชัยภูมิ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติในแปลงโดยนำเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต

สนองทุกความต้องการ”ลาซาด้า”เปิดขายสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418461?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สนองทุกความต้องการ”ลาซาด้า”เปิดขายสินค้าเกษตร

23 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
อลงกรณ์ พลบุตร,ข่าววันนี้,ลาซาด้า,ออนไลน์,สินค้าเกษตร
เปิดอ่าน 537 ครั้ง

เกษตรฯจับมือลาซาด้าจำหน่ายสินค้าเกษตรประเดิมเกลือทะล ก่อนขยายไปผัก ผลไม้ ปศุสัตว์ เสริฟถึงมือผู้บริโภคขยายช่องทางสร้างรายได้

23 กุมภาพันธ์ 2563 นายองลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯเปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเปิดช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้มากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับตัวแทน ลาซาด้า ไทยแลนด์ (Lazada Thailand) 

โดยน.ส.สุธาวัลย์  ประสงค์ดี ตำแหน่งซีเนียร์ คาเทกอรี เมเนเจอร์ (Senior Category Manager) และ น.ส.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ ตำแหน่งกัฟเวอรน์เมนท์แอฟแฟร์(Government Affairs) ของลาซาด้าไทยแลนด์ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นตัวแทนกระทรวงพาณิชย์-อุตสาหกรรม และสหกรณ์ชาวนาเกลือ

ผลการประชุมหารือเบื้องต้น ลาซาด้า พร้อมให้การสนับสนุนและยินดีที่ให้ความร่วมมือและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรให้มาอยู่บนแพลตฟอร์มของลาซาด้า โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากเกลือทะเลไทยและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องจากการใช้เกลือทะเลเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบ ขอให้แจ้งมายังลาซาด้าได้ทันทีและพร้อมที่จะจัดจำหน่ายผ่านช่องทางของลาซาด้าอย่างเต็มที่เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร นอกจากนี้ทางลาซาด้ายังมีข้อแนะนำในการพัฒนาแพคเกจ เพื่อผลทางการตลาดที่ดีขึ้น


ส่วนกรณีชาวนาเกลือที่เคยส่งผลิตภัณฑ์สมัครเข้าร่วมลาซาด้าก่อนหน้านี้แล้วสืบค้นเจอยากมากนั้น ทางลาซาด้าแจ้งว่า”เป็นผลของการวิเคราะห์อัลกอริทึ่ม ของAI ที่จะโชว์สินค้าที่มียอดรีวิวสูงอยู่ในลำดับต้นๆ ส่วนที่มีรีวิวต่ำจะขึ้นในลำดับท้ายๆซึ่งทางผู้ควบคุมระบบจะจัดโปรแกรมเป็นแคมเปญส่งเสริมการขาย สำหรับเกษตรกรที่ผลิตภัณฑ์ มีศักยภาพ ให้สามารถสืบค้นแล้ว เจอในลำดับต้น ๆ ต่อไป เพื่อเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรมากขึ้น

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการประชุมเฉพาะระหว่างลาซาด้า ชาวนาเกลือ หน่วยงานกรมส่งเสริมการเกษตร และนักออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสนใจสินค้าเกษตรมากขึ้นโดยจะขยายผลช่องทางจำหน่ายให้ขยายผลการจำหน่ายสินค้าที่ครอบคุม ทั้งในพืช สัตว์ เศรษฐิกจอื่นๆ ของเกษตรกร ในวงกว้าง ต่อไปอย่างเร่งด่วนด้วย

ยึดล็อตใหญ่เนื้อกระบือแช่แข็งลักลอบนำเข้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418460?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ยึดล็อตใหญ่เนื้อกระบือแช่แข็งลักลอบนำเข้า

23 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ยึดล็อตใหญ่,เนื้อกระบือเถื่อน,ปศุสัตว์,อยุธยา,เนื้อเถื่อน,ลักลอบ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 338 ครั้ง

ปศุสัตว์ยึดอายัดเนื้อกระบือแช่แข็งลักลอบนำเข้าล็อตใหญ่ 47,550 กก. มูลค่า 6.65 ล้านบาท พบซุกห้องเย็นในจังหวัดอยุธยาขยายผลหาเครือข่ายขบวนการลักลอบนำเข้าและจำหน่าย ต่อเนื่อง

23 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานทางลับจากกองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ สืบทราบว่ามีห้องเย็นแห่งหนึ่งในจังหวัดอยุธยา ลักลอบนำเนื้อกระบือแช่แข็งจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเก็บไว้ แล้วทยอยส่งไปขายในหลายพื้นที่

จึงได้สั่งการให้ชุดเฉพาะกิจบังคับใช้กฎหมายของกรมปศุสัตว์ จากกองสารวัตรและกักกัน ด่านกักกันสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบห้องเย็นดังกล่าว ผลการตรวจสอบ พบเนื้อกระบือแช่แข็งลักลอบนำเข้าล็อตใหญ่ น้ำหนักประมาณ 47,555 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 6,650,000 บาท จึงได้ยึดอายัดไว้เป็นของกลาง

พร้อมทั้งดำเนินการร้องทุกข์ กล่าวโทษกับเจ้าของห้องเย็น ซึ่งเป็นเจ้าของซากสัตว์ดังกล่าว โดยแจ้งข้อหาในการกระทำความผิดตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 นำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 นำซากสัตว์ไปยังท้องที่จังหวัดอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้จะมีการสืบสวนเพื่อขยายผลหาเครือข่ายผู้ร่วมขบวนการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายอย่างต่อเนื่องด้วย

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายและเป็นหนึ่งในมาตรการที่เข้มงวดของกรมปศุสัตว์ เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่อาจแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทย โดยการตรวจพบเนื้อสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือสถานที่ผลิต ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ และหนังสือรับรองสุขศาสตร์ซากสัตว์จากหน่วยงานที่รับผิดชอบ

ทำให้มีความเสี่ยงต่อเชื้อโรคระบาดปะปนมากับเนื้อสัตว์และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศด้วย สารวัตรกรมปศุสัตว์จึงได้ทำการอายัดเนื้อควายแช่แข็งทั้งหมด เพื่อทำการตรวจสอบแหล่งที่มาให้แน่ชัด อีกทั้งได้ทำการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการเป็นการเฝ้าระวังเรื่องโรคระบาดอีกด้วย

อย่างไรก็ตามกรมปศุสัตว์มีความตระหนักถึงการป้องกันเชื้อโรคระบาดสัตว์จากต่างประเทศ ซึ่งอาจติดมากับสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่เป็นพาหะของโรคระบาด และมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนทั่วไป โดยสินค้าปศุสัตว์ทุกชนิดที่นำมาจำหน่ายต้องได้รับการตรวจรับรองเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและผู้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่ถูกลักลอบนำเข้าราชอาณาจักรมานั้น อาจมาจากต้นทางที่เป็นแหล่งของโรคระบาดสัตว์ และไม่มีการควบคุมการผลิต รวมถึงไม่ได้รับการตรวจรับรองใดๆ

โดยที่ผ่านมากรมปศุสัตว์มีมาตรการเข้มงวดจับกุมการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ดังนี้1. กรมปศุสัตว์อนุมัติโครงการเข้าตรวจสอบสถานที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศ และนำมาซุกซ่อนไว้ตามห้องเย็นต่างๆ

2. กรมปศุสัตว์ ทำหนังสือขอความร่วมมือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือในการป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

3. กรมปศุสัตว์ จัดทำเครื่องหมายประจำตัวสำหรับซากสัตว์ที่นำเข้า เพื่อใช้ตรวจสอบซากสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าดังกล่าวได้ จึงทำให้แยกแยะกับซากสัตว์ที่ลักลอบนำเข้าได้ ง่ายต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

4. ชุดปฏิบัติงานสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ในพื้นที่สนามบินทุกแห่ง เพื่อตรวจสอบผู้โดยสารที่นำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักรอย่างผิดกฎหมาย ด้วยวิธีการ Hand Carry โดยมีผลการปฏิบัติงานยึด อายัดซากสัตว์
5. กรมปศุสัตว์ได้มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ โดยหน่วยปฏิบัติการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้าเนื้อโค-กระบือจากต่างประเทศได้ทั่วราชอาณาจักร

6. กรมปศุสัตว์ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 สำหรับการแจ้งข้อมูลข่าวสารและเป็นช่องทางรับข้อร้องเรียน โดยผู้ที่มีข้อมูลการลักลอบนำเข้าเนื้อโค-กระบือจากต่างประเทศ สามารถแจ้งข้อร้องเรียนดังกล่าวมายังกรมปศุสัตว์เพื่อดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดกฎหมายด้านปศุสัตว์ สามารถแจ้งเบาะแส ที่กองสารวัตรและกักกัน กรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 02 501 3473-5 หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ

กอนช. เร่งรัดโครงการแก้ขาดแคลนน้ำ จับตาน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418317?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กอนช. เร่งรัดโครงการแก้ขาดแคลนน้ำ จับตาน้ำเค็มรุกเจ้าพระยา

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 10:08 น.
สทนช,กอนช,แก้ไขปัญหา,ขาดแคลนน้ำ,น้ำเค็ม,รุกเจ้าพระยา,เจ้าพระยาตอนล่าง,แผนส่งน้ำ,ฤดูฝน,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

กอนช. ประชุมคณะทำงานติดตามความก้าวหน้าปฏิบัติการแก้แล้ง ย้ำหน่วยงานที่ได้รับงบฯแล้วเร่งดำเนินการทันที ขณะที่มาตรการชะลอความเค็มเจ้าพระยาตอนล่างประสบความสำเร็จ แต่ยังต้องเฝ้าระวังอีกครั้ง 9-11 มี.ค. นี้ พร้อมเร่งรัดพิจารณาวางแผนส่งน้ำฤดูฝนปี 63

  ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ครั้งที่ 4/2563 ว่า ที่ประชุมได้มีการติดตามความก้าวหน้าการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ตามข้อสั่งการของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการ กอนช. ที่ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน และดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในการเร่งแก้ไข บรรเทาความเดือดร้อนและควบคุมสถานการณ์ปัญหาน้ำแล้งอย่างเร่งด่วน

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

จับมือ…ฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

ประกาศเขตฯภัยแล้ง 20 จังหวัด 4,600 หมู่บ้าน/ชุมชน

เปิดแผนผลักดันน้ำเค็ม​ลุ่มเจ้าพระยา​ 3​ ช่องทาง​ 

โดยโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 แบ่งออกเป็น โครงการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 ไปพลางก่อน งบกลาง จำนวน 2,041 โครงการ และโครงการใช้งบประมาณของหน่วยงาน จำนวน 1,337 โครงการ ประเภทของโครงการ อาทิ ขุดเจาะบ่อบาดาล จัดหาแหล่งน้ำผิวดิน ซ่อมแซมระบบประปา วางท่อน้ำดิบ สถานีสูบน้ำ ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่ได้รับงบประมาณแล้ว เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานและแผนงบประมาณโดยเร็ว พร้อมรายงานความก้าวหน้าให้ กอนช. ทราบทุกสัปดาห์ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งได้ทันท่วงที

สำหรับอีกประเด็นสำคัญซึ่งที่ประชุมได้ร่วมติดตาม คือผลการดำเนินการตามมาตรการยับยั้งหรือชะลอความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งพล.อ.ประวิตร ได้สั่งการให้กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการประปานครหลวง บริหารจัดการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง ผ่านแม่น้ำท่าจีนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยได้เพิ่มอัตราการผันน้ำจากประมาณ 30 ลบ.ม./วินาที เป็น 60 ลบ.ม./วินาที ซึ่งทำให้สามารถลดการระบายน้ำจากตอนบนมายังเขื่อนเจ้าพระยาได้ แม้ระยะที่ผ่านมานี้ในบางช่วงเวลาจะมีลิ่มความเค็มสูงเกินมาตรฐาน แต่กรมชลประทานและการประปานครหลวงก็ได้เร่งแก้ไขโดยการลดปริมาณการสูบน้ำลง พร้อมใช้น้ำจืดที่มีอยู่ผสมเพื่อช่วยเจือจางความกร่อยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับให้น้ำประปาสามารถใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 วันนี้ อาจมีลิ่มความเค็มเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง โดยมีสาเหตุจากน้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งทั้งสองหน่วยงานได้ปฏิบัติการอย่างเต็มที่ในการดึงน้ำมาเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยบรรเทาสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานว่าจะมีช่วงที่ต้องเฝ้าระวังความเค็มอีกครั้งคือระหว่างวันที่ 9-11 มี.ค. 63 ซึ่งจะมีการวางแผนรับมือสถานการณ์ร่วมกันต่อไป

 เลขาธิการ สทนช. เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุมยังได้ร่วมพิจารณาแผนการส่งน้ำในฤดูฝนปี 2563 โดยขณะนี้มีสองพื้นที่เร่งด่วนที่ต้องกำหนดยืนยันการส่งน้ำ ได้แก่ พื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มเจ้าพระยา 12 ทุ่ง และทุ่งบางระกำ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและเตรียมพร้อม ซึ่งที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมชลประทาน กำหนดยืนยันการส่งน้ำและกำหนดวันที่ส่งน้ำเสนอต่อ กอนช. เพื่อพิจารณาโดยด่วน

สำหรับปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำภาคตะวันออก ที่หลายฝ่ายเป็นกังวลนั้น ที่ประชุมก็ได้มอบหมายให้ กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค East water และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำแผนปฏิบัติการจัดการน้ำและแผนบริหารความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม เสนอ กอนช. เพื่อพิจารณาโดยเร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ได้ทันเวลาเช่นกัน โดยขอให้คำนึงถึงการลดการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม การออกแบบรอบเวรการใช้น้ำด้านการเกษตร รวมถึงมาตรการลดการใช้น้ำ

“จากคาดการณ์สภาพอากาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าปีนี้ประเทศไทยอาจจะเข้าสู่ฤดูฝนล่าช้ากว่าปกติประมาณ 1-2 สัปดาห์ คือประมาณช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ และคาดหมายปริมาณฝนช่วง 6 เดือน คือระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม 2563 พบว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันออก ปริมาณฝนรวมจะมีต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 % ซึ่งขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติจึงได้เร่งดำเนินการตามแผนอย่างเต็มที่เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำ ให้ประชาชนได้มีน้ำใช้ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ตามนโยบายที่พล.อ.ประวิตรได้มอบหมายไว้ อีกทั้ง ในที่ประชุมยังได้ขอความร่วมมือให้หน่วยงานราชการภายใต้คณะทำงานกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ลดปริมาณการใช้น้ำลง 5-10% เพื่อเป็นตัวอย่างของการประหยัดน้ำที่ดี และให้รายงานผลเพื่อเสนอต่อรองนายกฯได้รับทราบด้วย ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมชี้แจงมอบนโยบายการบริหารจัดการภัยแล้งแบบบูรณาการและเตรียมการเก็บน้ำฤดูฝน ปี 2563 มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในวันที่ 2 มี.ค.ที่จะถึงนี้ด้วย” ดร.สมเกียรติ กล่าว

“อโกลนีมา”เหนือคำว่าปลูกเลี้ยงประดับ ตอน 2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418177?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อโกลนีมา”เหนือคำว่าปลูกเลี้ยงประดับ ตอน 2

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 06:42 น.
อโกลนีมา,ไม้ใบทำเงิน
เปิดอ่าน 150 ครั้ง

คอลัมน์ – ไม้ใบทำเงิน โดย – อุดม ฐิตวัฒนะสกุล udomgarden1@gmail.com

 ต่อจากเสาร์ที่แล้ว

กระทั่งเหตุจากผลกระทบที่มาจากการโตของเมือง และบางส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่บกพร่องในการควบคุมระบบของเสีย ซึ่งการจะช่วยให้บรรเทาในภาวะดังกล่าวด้วยการปรับแต่งสิ่งเเวดล้อม และภูมิทัศน์ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งโดยเฉพาะการใช้ไม้ประดับอื่นๆ และรวมไปถึงไม้ในกลุ่มอโกลนีมานี้ด้วย แต่ก็เรียกได้ว่าแค่ช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งหากจะเป็นการทำแบบยั่งยืนก็คงต้องแก้ลึกลงไปให้ถึงสาเหตุโดยมีผลบังคับตามระบบที่ควรจะเป็น พร้อมกับมีการปลูกจิตสำนึกให้เกิดขึ้นทุกๆ ระบบต่อไป

ไม้ประดับในสกุล อโกลนีมา นี้ยังมีมิติทางสังคมที่ต่างมีการรับรู้ และมีการยอมรับมาเป็นลำดับขั้นด้วยพัฒนาการที่มาจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ และค่อยๆ ถูกสร้างให้มีสถานะแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้นด้วยการปักธงที่มีทิศทางไปสู่ความสำเร็จที่รออยู่ ซึ่งตลอดเส้นทางประกอบด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นมากมายที่ล้วนต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ตั้งแต่กลุ่มเล็กๆ ไปจนถึงการรวมกันแบบเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไป และพร้อมดำเนินกิจกรรมสร้างสรรค์ในรูปแบบที่เป็นสารประโยชน์ตามจังหวะ และโอกาสที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงได้จากสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจ และได้รับผลเชิงบวกจากการได้เข้าร่วมกิจกรรมนั้นด้วยการเป็นไปด้วยความตั้งใจ

และอีกหนึ่งในหลายๆ กิจกรรมที่ให้เกิดการรวมตัว และได้ช่วยสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ใครๆ อีกหลายต่อหลายคนมาแล้วด้วยการที่คนเหล่านั้นได้มีโอกาสเข้าร่วมถึงผลงานการปลูกเลี้ยงอโกลนีมาต้นพันธุ์ดีด้วยการจัดเวทีเพื่อการประกวดไม้เหล่านี้ขึ้นมา และด้วยหลักเกณฑ์ตามระบบก็ควรเป็นไม้ที่ต่างต้องได้รับความนิยมโดยกว้าง และมีการปลูกเลี้ยงแบบกระจายตัว แม้เป้าหมายในการเข้าร่วมกิจกรรมจะแตกต่างกันออกไป

แต่สิ่งที่ได้ตามมานั้นกลับมีคุณค่ามากไปกว่าบุคคลที่อยู่นอกวงการจะเข้าใจได้ถึงแก่นเเท้ที่ไม่ใช่เเค่การเก็บเงินรางวัลพร้อมใบประกาศหรือถ้วยเกียรติยศเท่านั้น แต่การที่ใครต่อใครมีใจ และความชอบในสิ่งเดียวกันที่ถึงแม้จะอยู่ ณ เเห่งหนใด ก็สามารถมารวมกันได้ด้วยเพราะกิจกรรมการประกวดนี้ดั่งพร้อมทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเสมือนคล้ายโซ่คล้องข้อวงในให้ได้มีการต่อเชื่อมกันในทุกๆ ระบบ โดยเฉพาะมิติทางสังคมที่นับวันจะไปในทิศทางต่างคนต่างอยู่เข้าไปทุกที

งานประกวดพันธุ์ไม้ที่เเทรกตัวร่วมไปกับการจัดงานน้อยใหญ่ในแต่ละพื้นที่ เหล่าคณะกรรมการร่วมจัดงานก็ต่างต้องการให้เนื้องานนั้นออกมาดี และเป็นที่น่าสนใจจึงต้องใส่กิจกรรมที่สามารถดึงดูดผู้คนทุกเพศวัยให้เกิดแรงบันดาลใจและมีแรงดึงดูดเข้าไปสู่งานนั้นๆ และด้วยที่มีอโกลนีมาในทุกๆ เวทีที่มีการประกวดไม้ประดับก็อาจเพราะว่าไม้ในสกุลนี้คงยังเป็นที่ต้องการ และยังคงติดอยู่ในกระเเสความนิยมมาอย่างต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัย

อีกทั้งยังมีการพัฒนาจนได้พันธุ์ใหม่ๆ หรือถึงแม้จะเป็นชนิดพันธุ์ที่มีการปลูกเลี้ยงมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ยังมีเรื่องของจังหวะที่ผู้ปลูกเลี้ยงจะดูแลบำรุงให้มีความสวยงามจนได้เป็นอีกโอกาสที่จะเข้าถึงช่วงเวลาดีๆ ของชีวิตในลำดับต่อไปซึ่งก็นับได้ว่าอโกลนีมานั้นยังมีอะไรอยู่อีกมากมายในมิติต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแต่แค่การปลูกเลี้ยงไม้ประดับแบบธรรมดาเลยจริงๆ

เกษตรผสมผสานทางเลือกสู่ทางรอดสวน”ตากะยาย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418172?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เกษตรผสมผสานทางเลือกสู่ทางรอดสวน”ตากะยาย”

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 05:34 น.
สวนตากะยาย,สทนช
เปิดอ่าน 78 ครั้ง

เกษตรผสมผสานทางเลือกสู่ทางรอดสวน”ตากะยาย”

แม้ติดใน 1 ใน 250 จังหวัดที่รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติแห้งแล้งกรณีฉุกเฉิน แต่ก็ไม่มีปัญหาน้ำใต้ดินที่ดูดขึ้นมาใช้หล่อเลี้ยงภาคการเกษตรสำหรับอุทัยธานีที่กว่า 90% ของประชากรในจังหวัดประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยมีพืชเศรษฐกิจหลักอย่างอ้อย ข้าวและมันสำปะหลัง ที่เน้นปลูกเชิงเดี่ยว ใช้น้ำมาก จนเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำทั้งด้านการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ขณะที่เกษตรกรจำนวนไม่น้อยก็หันมาทำเกษตรกรผสมผสาน โดยนำศาสตร์พระราชาเกษตรทฤษฎีใหม่มาปรับใช้ภายใต้รูปแบบ “โคกหนองนาโมเดล” 

หนึ่งในนั้นคือ “สวนตากะยาย” ใน ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ที่พลิกผืนนาข้าวและไร่อ้อยกว่า 20 ไร่ สลัดทิ้งการปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาทำเกษตรผสมผสานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายใต้โครงการโคกหนองนาโมเดลของตายาย “ศักดิ์ชัย และทองมั่น พูลศรี” เกษตรกรต้นแบบใน ต.เขากวาง อ.หนองฉาง โดยใช้เวลาเพียงปีเศษในการลองผิดลองถูกจนประสบความสำเร็จในวันนี้

       “ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้ตาม “ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์” เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และคณะผู้บริหาร สทนช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการต้านภัยแล้งตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล หลังรับฟังการสรุปผลการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ เซีย ในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรังจากทีมงานบริษัทที่ปรึกษา จากนั้นเดินทางไปดูความสำเร็จของเกษตรกรที่นำศาสตร์พระราชา ภายใต้โครงการโคกหนองนาโมเดลตามหลักการอนุรักษ์ดินและน้ำมาประยุกต์ใช้กับพื้นที่การเกษตรของสามีภรรยาที่พลิกพื้นที่ไร่อ้อยกว่า 20 ไร่มาทำเกษตรผสมผสานตามแนวทางพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 30:30:30:10 ในการจัดสรรพื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำเกษตร

สภาพบ้านไม้สองชั้นเรือนทรงไทยแวดล้อมไปด้วยพืชผักสมุนไพรนานาชนิดที่ปลูกไว้โดยรอบ และทันที่ที่เลขาธิการ สทนช.และคณะ พร้อมสื่อมวลชนกว่า 20 ชีวิตเดินทางไปถึง สามีภรรยาออกมาต้อนรับพร้อมน้ำดื่มสมุนไพรและผลไม้ต่างๆ อาทิ มะละกอ แตงโม ฝรั่ง ที่เตรียมไว้ให้รับประทาน ก่อนตั้งวงเสวนาโดยเลขาธิการสทนช. “ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์” รับทำหน้าที่เป็นพิธีกรสัมภาษณ์ของตายาย มูลเหตุจุดประกายจากทำนาปลูกข้าว ทำไร่อ้อย หันมาทำเกษตรผสมผสาน

“ลูกสาวเป็นครู อยากหางานใหม่ให้พ่อแม่ทำ ทำนา ทำไร่อ้อย มีแต่หนี้ ขาดทุนทุกปี แล้วก็มีปัญหาเรื่องน้ำ หน้าแล้งอย่าว่าแต่น้ำใช้ในการเกษตร  น้ำจะกินจะใช้ยังไม่มีเลย แต่โชคดีพื้นที่ตรงนี้สายน้ำใต้ดินไม่ลึกมากขุดไป 3-5 เมตรก็เจอตาน้ำแล้ว” ศักดิ์ชัย เผยหลังพิธีกรโยนคำถามถึงสาเหตุที่ต้องเปลี่ยนวิถีเกษตรเชิงเดี่ยวหันมาปลูกผสมผสาน หลังศึกษาโคกหนองนาโมเดล ตามแนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9

ทองมั่นเล่าว่า ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่กว่า 20 ไร่ จากที่เคยทำนาปลูกข้าวและทำไร่อ้อยมาทำเกษตรผสมผสาน มีการปลูกไล่ระดับ 7 ชั้นตั้งแต่ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้ผลไปจนถึงพืชผักสมุนไพร ทำให้ทุกวันนี้มีรายได้จากการขายผลผลิตทุกวันเฉลี่ยวันละ 300-500 บาท โดยมีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ผลผลิตบางส่วนก็ส่งให้โรงพยาบาลหนองฉาง ซึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลบอกมีเท่าไหร่รับซื้อหมดเพียงแต่ตอนนี้ไม่มีผลผลิตส่งให้ตามที่เขากำหนด

“ขณะนี้ผลผลิตหลักก็จะมีมะเขือ ฟักทอง กล้วย แตงกวา ได้เงินทุกวัน วันละสี่ห้าร้อย  ส่วนรายจ่ายไม่มี เพราะของที่จำเป็นมีอยู่รอบบ้านไม่ต้องไปซื้อที่ตลาด วันไหนอยากกินปลา อยากกินไก่ก็ไปจับเอา” ทองมั่นเผย พร้อมย้ำว่าอย่าถามถึงรายได้ แต่ให้ถามรายจ่ายดีกว่า ตราบใดที่รายจ่ายไม่มี ถึงจะไม่มีรายได้เราก็อยู่ได้ ถ้าเราอยู่อย่างพอเพียง

เขายอมรับว่าปัญหาใหญ่ตอนนี้ก็คือน้ำ โดยตอนนี้ยังมีน้ำในสระที่ขุดไว้ใช้ได้อีกไม่น่าจะเกิน 2 เดือน หลังจากนั้นถ้าฝนไม่ตกลงมาก็อาจมีปัญหา คงไม่มีปัญญาขุดบ่อบาดาล จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วย โดยเฉพาะบ่อบาดาล จึงอยากให้เลขาธิการ สทนช.ดูแลให้ด้วย ซึ่งไม่เฉพาะครอบครัวตนเท่านั้นที่เดือดร้อนแต่มีอีกหลายสิบครัวเรือนในหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขาดแคลนน้ำ

เลขาธิการ สทนช. รับปากว่าจะดำเนินการติดตั้งบ่อบาลดาลพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งอุทัยธานีเป็นหนึ่งในจังหวัดพื้นที่เป้าหมายตามโครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ประจำปี 2562 ด้วย

“ถ้าลุงอยากได้บ่อบาดาล เดี๋ยวผมจะให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมาดูแลให้ แต่ลุงต้องช่วยทางราชการด้วย ต้องเตรียมบ่อน้ำสำรองไว้เก็บน้ำด้วยนะ เพื่อเก็บไว้ใช้ตลอดไป ต่อไปนี้ชุมชนไหน หมู่บ้านใดอยากได้บ่อบาดาลจะต้องหาบ่อสำรองไว้เก็บกักน้ำด้วย เมื่อรัฐช่วยแล้วชาวบ้านก็ต้องช่วยด้วย” เลขาธิการ สทนช. กล่าวพร้อมรับปากจะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเพราะอุทัยธานีก็เป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายตามโครงการพัฒนาระบบกระจายน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ประจำปี 2562 ด้วย

ไม่ต้องรอรายได้จากปลูกพืชอัดม้วนใบอ้อยขายรับเงินเต็ม ๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418297?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม่ต้องรอรายได้จากปลูกพืชอัดม้วนใบอ้อยขายรับเงินเต็ม ๆ

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
กรมส่งเสริมการเกษตร,ใบอ้อย,ข่าววันนี้,เกษตร,ลดการเผา,มลพิษ,ฝุ่น
เปิดอ่าน 363 ครั้ง

กรมส่งเสริมการเกษตรหนุนเกษตรกรอัดม้วนใบอ้อยขายสร้างรายได้ ลดการเผา

22 กุมภาพันธ์ 2563 ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกรได้ทราบถึงข้อดีและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และวิธีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

อ่านข่าว ทางรอด“ภัยแล้ง“กับพืชน้ำน้อย 

รวมทั้งข้อเสียที่เกิดจากการเผา เพื่อสร้างจิตสำนึกและทำให้เกิดการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ชุมชนปลอดการเผา ตำบลแม่กุ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อเยี่ยมชมแปลงเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยที่มีการจัดการเศษใบอ้อยโดยการขับรถอัดแล้วม้วนเศษใบอ้อยให้เป็นฟ่อน

ส่วนใบอ้อยที่เหลือทำการไถกลบเพื่อให้เป็นปุ๋ยในดินสำหรับฤดูกาลผลิตต่อไป ซึ่งในพื้นที่ปลูกอ้อยเมื่อใช้เครื่องตัดอ้อยแล้วจะเหลือเศษใบอ้อย ไร่ละประมาณ 1-1.5 ตัน โดยเศษใบอ้อยที่อัดม้วนแล้ว จะมีน้ำหนักม้วนละ 130 กิโลกรัม ราคาขายประมาณตันละ 800 บาท เมื่อคำนวณแล้วเกษตรกรจะมีรายได้จากเศษใบอ้อยเฉลี่ยกว่าไร่ละ 1,000 บาท หากมีพื้นที่ 40 ไร่ ก็จะสามารถสร้างรายได้จากเศษวัสดุประมาณ 4- 5 หมื่นบาท

“เปรียบเทียบกับราคาปุ๋ยที่ต้องลงทุนซื้อมาใช้ ราคาประมาณ กระสอบละ 600 บ./ไร่ เกษตรกรจะต้องใส่ปุ๋ยสองครั้งต่อรอบการผลิต ดังนั้น เกษตรกรต้องลงทุนค่าปุ๋ยประมาณ 1,200 บ./ไร่ เมื่อพิจารณาระหว่างการเผาซึ่งจะทำให้ศูนย์เสียความอุดมสมบูรณ์ในดิน ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยสองกระสอบหรือมากกว่านั้นต่อไร่ในหนึ่งรอบการผลิต เปรียบเทียบกับการไม่เผา โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรอัดม้วนเศษใบอ้อยจำหน่าย จะทำให้ได้ต้นทุนค่าปุ๋ยในรอบการผลิตต่อไป และไม่สูญเสียความอุดมสมบูรณ์ในดิน ทำให้ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยมากในปรับปรุงดิน” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า ดังนั้นการไม่เผาใบอ้อย จึงสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร ในการลดต้นทุนการเกษตรได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเกษตรกรจะต้องจ่ายค่าน้ำมันเครื่องจักร แต่ยังคงมีรายได้จากการขายเศษวัสดุกลับคืนมาเกินกว่าค่าน้ำมันเครื่องจักร ต่างกับการเผาที่จะไม่เกิดรายได้เลย

สำหรับเครื่องจักรในการทำอัดม้วนใบอ้อย หากเกษตรกรต้องการซื้อมาใช้งานเอง หรือรวมกลุ่มกันซื้อ ก็สามารถเลือกซื้อเครื่องจักรมือสองมาใช้ได้ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณสองแสนบาท สามารถใช้ได้ในระยะยาว หรือว่าจ้างเกษตรกรที่มีเครื่องจักรรับจ้างอัดม้วนโดยตรงได้เช่นกัน ในอนาคตกรมส่งเสริมการเกษตร ได้วางแผนส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อบริหารจัดการเครื่องจักรร่วมกัน อันจะเป็นการลดการลงทุนและค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรได้ต่อไป

ทางรอด”ภัยแล้ง”กับพืชน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418292?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ทางรอด”ภัยแล้ง”กับพืชน้ำน้อย

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
พืชทนแล้ง,ศรแดง,หน้าแล้ง,น้ำน้อย,เอลณีโญ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 230 ครั้ง

ทางรอด”ภัยแล้ง”กับศรแดงพืชน้ำน้อย เก็บเกี่ยวไว สร้างรายได้เร็ว เฟ้นหาสุดยอดเกษตรกรพืชน้ำน้อย

22 กุมภาพันธ์ 2563 นายวิชัย เหล่าเจริญพรกุล ผู้จัดการทั่วไปบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ตราศรแดง กล่าวว่า วิกฤตภัยแล้ง หรือที่เราเรียกว่า เอลณีโญ โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5 ปี ถ้าพวกเราจำกันได้ปี 2559 จะเป็นปีที่แล้งหนักมาก และในปี 2563 นี้วิกฤตภัยแล้งก็จะเวียนมาครบอีกรอบ

โดยในปีนี้ค่อนข้างที่จะรุนแรงมากสาเหตุเพราะปริมาณฝนที่ตกปี 2562 น้อยกว่าปกติ ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมน้อย
ปี 2563 ฝนตกล่าช้ากว่าปกติ 1 – 2 เดือน คือ จะเริ่มช่วง มิ.ย. – ก.ค. 2563 (ปกติแต่ละปีฝนจะเริ่มตก กลาง พ.ค.- ต.ค.) ปี 2563 อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1 – 2 องศา ฯ หรือราว 40 กว่าองศา ฯ ทำให้แหล่งน้ำต่าง ๆ เหือดแห้ง

บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ตระหนักเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้งนี้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นชาวนา รองลงมาคือปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นอ้อย มันสำปะหลัง ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะว่าเป็นพืชที่ใช้น้ำมาก ปริมาณ 1,100 ลบ.ม.ต่อไร่ต่อรอบการปลูก ใช้ระยะเวลาการปลูก 100-120 วัน  จึงเป็นที่มาโครงการ “ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ในช่วงภัยแล้ง”

รวมทั้งริเริ่มทำโครงการ“ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ในช่วงภัยแล้ง” ขึ้นมา เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรที่ไม่สามารถปลูกข้าวหรือพืชไร่ได้ ให้หันมาปลูกพืชผักที่ใช้น้ำน้อย อายุสั้น โดยเรามีข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างข้าวกับพืชน้ำน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปริมาณน้ำที่ใช้ อายุเก็บเกี่ยวที่สั้นกว่า ยกตัวอย่างเช่น
ปลูกข้าว 1 ไร่ใช้ปริมาณน้ำถึง 1,100 ลบ.ม. แต่ถ้าปลูกพืชน้ำน้อย เช่น แตงกวา ข้าวโพด จะใช้ปริมาณน้ำแค่ 300 – 600 ลบ.ม. และข้าวต้องใช้เวลาถึง 3-4 เดือนถึงเก็บเกี่ยวได้ แต่พืชน้ำน้อยใช้ระยะเวลา 1-2 เดือนเท่านั้น
ทั้งนี้ขอแนะ 7 พืชใช้น้ำน้อยดังนี้

โชว์ 3 สายพันธุ์ทนแล้ง

มีการพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้งเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรได้และปัญหาภัยแล้ง 3 สายพันธุ์ได้แก่ ข้าวโพดข้าวเหนียว พันธุ์สวีทไวโอเล็ท และ ข้าวโพดหวาน พันธุ์จัมโบ้สวีท เคลือบเมล็ดด้วยสารเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้มีรากฝอยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นหาอาหาร หาน้ำได้ดีกว่าพันธุ์การค้าอื่น ๆ

พริกขี้หนู พันธุ์เพชรมงกุฎ เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาให้มีความทนแล้งโดยเฉพาะ ผลผลิตได้คุณภาพดีแม้อยู่ในสภาพอากาศแล้งปลูกแล้วขายที่ไหน ศรแดงเป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษา

อย่างไรก็ตามสำหรับ“ศรแดงพืชน้ำน้อย ทางเลือกใหม่ในช่วงภัยแล้ง” โครงการที่ 1 เมื่อปี 2559 ใช้ชื่อโครงการว่า “ ศรแดงพืชน้ำน้อย จากร้อยสู่ล้าน “ ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีมากจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมทั้งเกษตรกรผู้ประสบปัญหาภัยแล้ง เดิมที่เกษตรกรไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกผัก ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี เราก็นำเสนอทางเลือกให้กับเกษตรกรโดยมอบองค์ความรู้การปลูกพืชผักที่ใช้น้ำน้อย ผ่านชุดกล่องเมล็ดพันธุ์ และมีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ให้ความรู้กับกลุ่มเกษตรกรต่าง ๆ ทั่วประเทศ

สำหรับปี 2563 เป็นโครงการที่ 2 และเห็นว่าให้คำแนะนำเรื่องเมล็ดพันธุ์และการปลูกพืชอย่างเดียวคงไม่พอ สิ่งที่สำคัญสำหรับพืชน้ำน้อยคือเรื่องการเทคโนโลยีการใช้น้ำ วิธีการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เช่ น ระบบน้ำหยด สปริงเกอร์ เราใส่องค์ความรู้นี้เพิ่มเติมเข้าไปให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ได้จริง เพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชน้ำน้อยให้ผลผลิตมีคุณภาพมากที่สุด

เฟ้นหาสุดยอดเกษตรกรพืชน้ำน้อย

นอกจากนี้ศรแดงยังมีโครงการเฟ้นหาสุดยอดเกษตรกรพืชน้ำน้อย เพื่อให้เกษตรกรนำองค์ความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับพืชน้ำน้อยที่เรามอบให้ไปใช้จริง ๆ โดยจัดประกวดภาคละ 1 จุด ภาคเหนือ : ที่จังหวัดเชียงราย อำเภอพญาเม็งราย
ภาคอีสาน : ที่จังหวัดนครราชสีมา ภาคใต้ตอนบน : ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และภาคกลาง ที่จังหวัดนครสวรรค์

สำหรับหลักเกณฑ์การประกวด ต้องเป็นเกษตรกรที่ทำนา หรือปลูกพืชไร่อยู่ เจ้าหน้าที่ภาคสนามจะทำการคัดเลือกเกษตรกรขึ้นมาจำนวน 3 คน เจ้าหน้าที่ภาคสนามให้ความรู้การปลูกพืชน้ำน้อยคือ ระบบน้ำหยด การคลุมแปลง การปลูกพืชน้ำน้อย ผ่านแปลงตัวอย่าง

เกษตรกรต้องนำความรู้ที่ได้รับไปใช้กับแปลงของตนเอง โดยต้องใช้ 1.ระบบน้ำหยด 2.การคลุมแปลง 3.การปลูกพืชน้ำน้อยไปใช้ โดยมีเจ้าหน้าที่ภาคสนามเป็นพี่เลี้ยง โดยค่าใช้จ่ายด้านระบบน้ำหยด การคลุมแปลง เมล็ดพันธุ์ บริษัทฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้เกณฑ์การพิจารณาจะดูว่าเกษตรกร พิจารณาดูว่าเกษตรกรได้นำสิ่งที่ให้ไป ไปใช้ประโยชน์เต็มที่หรือไม่ ปริมาณผลผลิตที่ได้ ความสวยงามตรงความต้องการของตลาดหรือไม่

วุ่นทั้งกระทรวงฯ”เฉลิมชัย”สั่งตรวจสอบซื้อขายตำแหน่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418268?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

วุ่นทั้งกระทรวงฯ”เฉลิมชัย”สั่งตรวจสอบซื้อขายตำแหน่ง

22 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ซื้อขายตำแหน่ง,กรมชลประทาน,ตรวจสอบ,โยกย้าย,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,ทองเปลว กองจันทร์,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 756 ครั้ง

วุ่นทั้งกระทรวงฯ”เฉลิมชัย”สั่งตรวจสอบยิบ โต้วิ่งเต้นซื้อขาย เรียกรับเงิน แลกตำแหน่ง เด็ดขาด”ทองเปลว”ย้ำชัด แต่งตั้ง ไต่ระดับเป็นไปตามระเบียบข้าราชการพลเรือน มีกก.คัดเลือกชัดเจน จัดซื้อวัสดุก่อสร้างเป็นไปตามพ.ร.บ.

22 กุมภาพันธ์ 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงกรณีมีการเสนอข่าวโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า  มีการจ่ายเงินวิ่งเต้นเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยเฉพาะกรมน้ำแถวสามเสน

ทั้งนี้ไม่ทราบหมายถึงใคร แต่กรมชลประทานยืนยันว่า ไม่มีปัญหาดังกล่าวแน่นอนเพราะการปรับเปลี่ยนและเลื่อนตำแหน่งของกรมฯ เป็นไปตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว่าด้วยการรายงานเกี่ยวกับการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนขั้นเงินเดือน ทะเบียนประวัติของข้าราชการพลเรือน ปฏิบัติการอื่น โดยกรมจะแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือก อีกทั้งยังมีคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ประเภทสามัญ กรมชลประทานที่ประกอบด้วยอนุกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิ และข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้งซึ่งจะมีการคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับการปรับเลื่อนตำแหน่งอย่างเป็นระบบ ก่อนเสนอผู้มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้ง โดยทุกขั้นตอนสามารถตรวจสอบได้

นายทองเปลวกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายชัดเจนว่าในเรื่องการแต่งตั้ง ต้องไม่มีการวิ่งเต้นและซื้อขายตำแหน่ง ย้ำทุกครั้งทั้งในการประชุมผู้บริหารกระทรวงฯ และขณะตรวจราชการในพื้นที่ต่างๆ สั่งอธิบดีทุกกรมดูแลให้ดี ทั้งนี้กรมชลประทานมีข้าราชการจำนวนมากและถูกกล่าวหามาตลอด หากมีเรื่องดังกล่าว ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานมา โดยจะปิดชื่อผู้ให้ข้อมูลเป็นความลับ จากนั้นจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำผิดทั้งการซื้อขายตำแหน่งและทุจริตอื่นๆ จะลงโทษอย่างเฉียบขาด

“เรื่องวิ่งเต้นนี้ มีการกล่าวหาทุกปี กรมชลประทานก็เสียหาย ปัจจุบันเป็นโลกที่ข้อมูลข่าวสารเปิดกว้าง หากมีจริง ไม่สามารถปิดบังได้ ตามที่เป็นข่าวล่าสุด ก็ไม่ปรากฏว่า คนร้องเป็นใคร การกล่าวหาทำง่าย แต่ขอให้เข้าใจหัวอกข้าราชการด้วยเพราะการถูกกล่าวหาทำให้ทุกคนไม่สบายใจ”นายทองเปลวกล่าว

ขณะที่ นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบริหาร กล่าวว่า ตามที่ได้มีการเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชน กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการภายในองค์กรเป็นไปโดยมิชอบนั้น ขอชี้แจงว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกระดับชั้นในกรมชลประทานผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการคัดเลือกอย่างถูกต้อง โดยยึดหลักความรู้ ความสามารถ ผลงานดีเด่น ประสบการณ์ทำงานที่หลากหลาย รวมทั้งยึดหลักอาวุโสในการดำรงตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ที่ก.พ. กำหนด

สำหรับข้อกล่าวหาว่า โครงการชลประทานต่างๆ ต้องซื้อวัสดุก่อสร้างจากบริษัทใกล้ชิดรัฐมนตรีเกษตรฯ เท่านั้น ไม่เป็นความจริงแน่นอน การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ต้องเป็นไปตามพ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หากผู้ใดเห็นว่า มีทุจริตหรือส่อทุจริต ขอให้ส่งข้อมูลและหลักฐานมายังกรม ซึ่งจะสอบสวน โดยไม่ปกป้องกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมา เมื่อมีการร้องเรียนการทุจริตทุกเรื่อง กรมจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบว่า กระทำผิดจริงได้ลงโทษทางวินัยทั้งพักราชการ โยกย้าย สำรองราชการ และปลดออกตามระเบียบราชการ

มีรายงานว่า รมว. เฉลิมชัยสั่งการให้ตรวจสอบตามที่ปรากฏเป็นข่าวอย่างละเอียดว่า มีการกระทำดังกล่าวจริงหรือไม่เนื่องจากย้ำมาตลอดว่า การซื้อขายตำแหน่งต้องไม่มีอย่างเด็ดขาด หากพบว่า เกิดขึ้น อธิบดีกรมนั้นๆ จะถูกลงโทษ ส่วนที่ว่า คนใกล้ชิดรมว. เกษตรฯ เกี่ยวข้องด้วยนั้น เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด คณะทำงานที่คัดสรรมาไม่มีส่วนในการพิจารณาตำแหน่งข้าราชการ รวมทั้งจะตรวจสอบที่มาของข่าวด้วย หากเป็นข่าวเท็จ จะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป