ลักลอบสูบน้ำทำนาปรัง ชลประทานลดการระบาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418079?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลักลอบสูบน้ำทำนาปรัง ชลประทานลดการระบาย

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
สำรองน้ำ,ชลประทาน,นาปรัง,ภัยแล้ง,เขื่อน,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 263 ครั้ง

ชลประทานเพิ่มระบายน้ำเขื่อนร้อยเอ็ด เติมหน้าเขื่อนยโสธรสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภค ยโสธร อุบลราชธานี พบการลักลอบสูบน้ำทำนาปรัง วอนใช้น้ำตามข้อกำหนดบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง

21 กุมภาพันธ์ 2563 นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า ได้ประชุมหารือการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำชีร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ 7 จากสถานการณ์น้ำปัจจุบันหลายพื้นที่มีความเสี่ยงที่น้ำจะไม่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค

โดยอ่างเก็บน้ำของเขื่อนในลำน้ำชีทั้ง 6 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อยมีอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย โดยเฉพาะที่หน้าเขื่อนยโสธร จ. ยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานชลประทานที่ 7 ปัจจุบันระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +122.30 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ปริมาตรน้ำ 4.51 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23.88 ของความจุอ่างซึ่งเสี่ยงที่น้ำกินน้ำใช้จะไม่เพียงพอ

ดังนั้นสำนักงานชลประทานที่ 6 จึง​ช่วยเหลือด้วยการเพิ่มการระบายน้ำเขื่อนร้อยเอ็ด จ. ร้อยเอ็ดสนับสนุนการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) สาขายโสธร จากเดิมระบายในอัตรา 25 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีหรือวันละ 2.16 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มเป็น 35 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีหรือวันละ 3.02 ล้าน ลบ.ม. ตั้งแต่วันนี้​ถึงวันที่ 25 ก.พ. รวมปริมาตรน้ำที่เขื่อนร้อยเอ็ดจะระบายไปเติมหน้าเขื่อนยโสธรประมาณ 5.2 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มระดับน้ำหน้าเขื่อนยโสธรและรักษาเก็บกักที่ +123.00 ม.รทก. จากปัจจุบันระดับน้ำอยู่ที่ +122.30 ม.รทก. เป็นการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้แก่กปภ.ยโสธรและแม่น้ำชีตอนล่างในจ.ยโสธรและอุบลราชธานี จากการประเมินความต้องการใช้น้ำแล้วคาดว่า จะมีน้ำกินน้ำใช้ไปจนถึงสิ้นฤดูแล้งนี้อย่างแน่นอน

สำหรับสำนักงานชลประทานที่ 8 ได้ผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำลำตะคองเพื่อไปสนับสนุนพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในเขตอำเภอโนนสูงซึ่งเป็นอยู่นอกเขตชลประทานมาตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 แต่เนื่องจากระหว่างทางเกษตรกรทำนาปรังเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ไม่มีแผนสนับสนุนส่งน้ำเพื่อทำนาปรัง เกิดการลักลอบสูบน้ำ ทำให้มีน้ำเข้าพื้นที่เป้าหมายไม่พียงพอ

ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในอำเภอต่างๆ ที่อยู่บริเวณทางน้ำไหลผ่านจัดชุดเฝ้าระวังและติดตามน้ำทำให้ปริมาณน้ำไหลไปถึงในเขตต.เมืองปราสาทและลำคอหงษ์มากขึ้น ส่วนต.ธารปราสาทและหลุมข้าวนั้นน้ำยังไปไม่ถึงเนื่องจากต้องลำเลียงน้ำไปอีกเส้นทางคือ เส้นทางลำเชียงไกร 

อีกทั้งจำเป็นต้องลดปริมาณส่งน้ำลงเพื่อควบคุมปริมาตรน้ำในเขื่อนตามเกณฑ์การจัดการน้ำ รวมทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบนำน้ำไปใช้ทำนาปรังเพิ่มขึ้น จากผลการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2562 ถึงปัจจุบันระบายน้ำไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ 12 ล้านลบ.ม. โดยพื้นที่เป้าหมายรับน้ำไปแล้วประมาณ 2 ล้านลบ.ม. จากเป้าหมาย 3 ล้านลบ.ม. ซึ่งสามารถบรรเทาการขาดแคลนน้ำได้ระดับหนึ่ง

ทั้งนี้กรมชลประทานสั่งการให้โครงการชลประทานทุกพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พื้นที่ใดที่จัดรอบเวรส่งน้ำต้องควบคุมการสูบน้ำตามรอบเวรอย่างเคร่งครัด อีกทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำและใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝนนี้

เพิ่มปริมาณสำรองข้าวฉุกเฉินรับวิกฤติภัยพิบัติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/418023?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เพิ่มปริมาณสำรองข้าวฉุกเฉินรับวิกฤติภัยพิบัติ

21 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
สหภาพเมียนมา,อาเซียน,สำรองข้าว,เกษตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 218 ครั้ง

เกษตรฯเพิ่มปริมาณสำรองข้าวฉุกเฉิน รองรับภัยพิบัติวิกฤติภัยพิบัติในอาเซียนที่ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 ล่าสุดประเทศสมาชิกร่วมกันบริจาคข้าวสำรองช่วยเหลือประชากรได้กว่า 4 ล้านคน

21 กุมภาพันธ์ 2563 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ได้ประชุมคณะมนตรีองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) Council) หรือคณะมนตรีแอปเทอร์ ครั้งที่ 8 ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ 2563 ที่เมืองพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

โดยที่ประชุมทบทวนปริมาณข้าวสำรองให้เหมาะสมกับความต้องการการบริโภคในภาวะวิกฤติ ซึ่งไทยเสนอให้คณะมนตรีแอปเทอร์พิจารณาเพิ่มปริมาณข้าวสำรองในประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามในรูปสัญญา (Earmarked Stock) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติ รวมทั้งโรคระบาดในคน พืช และสัตว์ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเช่น การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โรคอหิวาต์อัฟริกาในสุกร (African Swine Fever) การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall Army worm)  ตั๊กแตนทะเลทราย (Desert Locust) นอกจากนี้ยังมีภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้แก่ ภัยแล้ง พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น ตลอดจนปริมาณความต้องการบริโภคตามจำนวนประชากรในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นด้วย

ปัจจุบันมีปริมาณข้าวสำรองรวมของภูมิภาคในการซื้อขายข้าวเพียง 7.87 แสนตัน จากการใช้ตัวเลขราคาอ้างอิงมาเป็นระยะเวลานานพอสมควรแล้ว ไทยในฐานะประเทศผู้ขายข้าว (Supplying Country) อย่างต่อเนื่อง ยินดีร่วมสนับสนุนข้าวสำรองเพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน  และมาเลเซียบริจาคข้าวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 24,000 ตันแก่ผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติและบรรเทาความยากจนในประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ลาว กัมพูชา เมียนมา และไทยมากถึง 3,745,228 คน และหากรวมโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการคาดว่า จะสามารถช่วยเหลือได้เพิ่มเป็น​4,016,687 คน ดังนั้นการเพิ่มปริมาณข้าวสำรองในประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสามจะนำไปสู่ความมั่นคงอาหารและสร้างสมดุลราคาข้าวให้มีเสถียรภาพได้อย่างแน่นอน

น่าจะเป็นทางออก ! กันที่ลาดชันดอยแม่สลองคืนป่าไม้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417863?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

น่าจะเป็นทางออก ! กันที่ลาดชันดอยแม่สลองคืนป่าไม้

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
ดอยแม่สลอง,เชียงราย,สปก,กรมป่าไม้,ข่าววันนี้,กองบัญชาการกองทัพไทย
เปิดอ่าน 289 ครั้ง

เลขาส.ป.ก.ตรวจพื้นที่ดอยแม่สลอง ถกแก้ปัญหารุกก่อสร้างโรงแรม ร้านอาหาร เร่งหาข้อสรุปสถานะพื้นที่ทับซ้อน โยนแต่ละหน่วยงานใช้กฎหมายดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กันพื้นที่ลาดชันสูงทำการเกษตรไม่ได้คืนกรมป่าไม้

20 กุมภาพันธ์ 2563 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า เดินทางไปตรวจสภาพพื้นที่ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวงและอ. แม่จัน จ. เชียงราย

อ่านข่าว  ชงดอยแม่สลองพื้นที่พิเศษ

สำหรับพื้นที่ดอยแม่สลองอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการป่าน้ำแม่คำ ป่าน้ำแม่สลอง และป่าน้ำแม่จันฝั่งซ้ายโซนอี มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2537 เนื้อที่ 80,825 ไร่ ก่อนหน้านี้กองบัญชาการกองทัพไทย ขอใช้พื้นที่บริเวณดังกล่าวจากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2516 เนื้อที่ 90 ตารางเมตร (56,250 ไร่) และออกหนังสืออนุญาตให้ทหารจีนคณะชาติอพยพและครอบครัว (ทหารจีนกองพล 93) ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว

โดยส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพัฒนาอาชีพ จึงทำให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินหลากหลายกิจกรรมได้แก่ ภัตตาคาร ร้านอาหาร รีสอร์ท และโรงแรมเป็นจำนวนมากเพื่อบริการนักท่องเที่ยวทำให้เศรษฐกิจบนดอยแม่สลองขยายตัวอย่างรวดเร็ว ต่อมากองบัญชาการกองทัพไทยส่งมอบคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2553

จากนั้นพื้นที่บริเวณดอยแม่สลองจึงอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินและเป็นอำนาจหน้าที่ของ ส.ป.ก. ในการดำเนินการปฏิรูปที่ดินตาม พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปี 2518 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2532 โดยปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงรายออกเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ในโครงการดังกล่าวทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและที่ดินชุมชนแล้ว 199 ราย จำนวน 2,279 แปลง เนื้อที่ 8,419 ไร่

คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงรายมีมติในการประชุมครั้งที่ 1/2557 กำหนดขอบเขตพื้นที่ชุมชนบนสันติคีรี ต. แม่สลองนอก อ. แม่ฟ้าหลวงเป็นพื้นที่เพื่อประกอบกิจการสนับสนุนเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ 3,177 ไร่ แต่ปัญหาคือ กิจการหลายอย่างเช่น รีสอร์ท โรงแรม ร้านขายของที่ระลึก การปลูกชาที่มิใช่เพื่อหวังผลิตผลทางการเกษตร แต่เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าชมไร่ชา เป็นต้น ไม่สามารถขออนุญาตดำเนินการตามพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ทั้งนี้เนื่องจากไม่ชัดเจนว่า เป็นกิจการที่สนับสนุนเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมแก้ไขปัญหา แล้วเสนอให้กองทัพบกขอใช้ที่ดินจาก ส.ป.ก เพื่อนำมาจัดให้แก่เกษตรกร โดยยึดหนังสืออนุญาตที่อนุญาตให้ทหารจีนกองพล 93 เข้าใช้ประโยชน์และให้เหตุผลการขอใช้ว่า เป็นการขยายโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ นอกจากนี้ราษฎรในพื้นที่ไม่ประสงค์ให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในบังคับของกฎหมายส.ป.ก. หรือหากจะใช้บังคับจะขออนุโลมให้เป็นพื้นที่ลักษณะพิเศษด้านความมั่นคงตามที่เคยได้รับอนุญาต

ทั้งนี้การประกอบอาชีพข้างต้นยังไม่เข้าข่ายเป็นกิจการที่สนับสนุนเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจะทำให้ต้องหยุดการประกอบกิจการ จนกว่าจะมีกลไกอื่นที่เอื้อให้ประกอบอาชีพดังกล่าวในที่ส.ป.ก. ได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาเรื่องสถานะของพื้นที่ให้ชัดเจนก่อนว่า การส่งมอบที่ดินจากกรมป่าไม้ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินถือว่า มีความสมบูรณ์แล้วหรือไม่ หากที่ดินส่วนใดเป็นของหน่วยงานอื่นได้แก่ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ สมควรที่แต่ละหน่วยงานจะให้อำนาจหน้าที่ดำเนินการแก้ไขตามกฎหมาย อีกทั้งบริเวณที่มีความลาดชันมากกว่าร้อยละ 35 ยากต่อการดูแลรักษาสำหรับการเกษตรจะกันคืนกรมป่าไม้

โดยก่อนหน้านี้ทางคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงรายเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหา 4 แนวทางคือ 1. พื้นที่ดังกล่าวเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและติดแนวชายแดนไทยพม่า เดิมผู้อพยพสามารถอาชีพได้ตามความประสงค์ โดยไม่จำกัด ดังนั้นจึงเห็นควรจัดพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นพื้นที่พิเศษในการประกอบอาชีพหรือการอยู่อาศัยในพื้นที่เพื่อให้ชุมชนและราษฎรในพื้นที่สามารถอยู่อาศัยโดยปกติสุขเช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกรณีนี้อาจต้องนำสู่การแก้ไขปัญหาในเชิงนโยบายของรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารประเทศ

2.แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่บนดอยแม่สลองเป็นการเฉพาะ 3. กำหนดกิจกรรมท่องเที่ยวและกิจการที่สนับสนุนและเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวดังกล่าวให้เป็นกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดิน ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกตามความมาตรา 30 วรรค 5 แห่งพ.ร.บ. ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากบัญชีรายละเอียดรายการกิจการอื่นๆ แนบท้าย ประกาศ ณ วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556 มิได้กำหนดกิจการประเภทดังกล่าวไว้ในข้อ 1.5 ของบัญชีดังกล่าว

ดังนั้นกรณีนี้อาจจะเป็นกิจการอื่น ๆ ที่เป็นการบริการในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดินหรือกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของเกษตรกรในด้านเศรษฐกิจและสังคมในเขตดำเนินการปฏิรูปที่ดิน และ 4. หากไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า กิจการดังกล่าวเข้าข่ายตามข้อ 2 หรือไม่ อย่างไร เห็นควรพิจารณาดำเนินการตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่อง…ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2533 ข้อ 3

ทั้งนี้กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับประเภทกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ให้เสนอคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) พิจารณาวินิจฉัย สำหรับปัญหานี้คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับทราบแล้ว เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 โดยจะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและลดความขัดแย้งในพื้นที่ต่อไป แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า

ไม่ธรรมดา”FAO”ยกย่องนโยบายปฏิรูปเกษตร หนุนไทยฮับเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417855?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ไม่ธรรมดา”FAO”ยกย่องนโยบายปฏิรูปเกษตร หนุนไทยฮับเทคโนโลยี

20 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
เอฟเอโอ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,อลงกรณ์ พลบุตร,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 190 ครั้ง

ผอ.ใหญ่ FAO ชื่นชมนโยบายปฏิรูปการเกษตรของกระทรวงเกษตรไทย ช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงตลาดและพัฒนาคุณภาพชีวิตดีขึ้น

20 กุมภาพันธ์ 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังการหารือนายฉู ตงหยู (Mr. Qu Dongyu) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)  

โดยกล่าวว่า จากการหารือร่วมกัน FAO ได้นำเสนอแนวคิดการจับคู่เพื่อการพัฒนา (Hand in Hand Initiatives) ว่าเป็นแนวทางการจับคู่การพัฒนาระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด โดยเชิญชวนให้ประเทศไทยให้การสนับสนุนกองทุนเพื่อการพัฒนาด้านอาหารและเกษตรในภูมิภาคเอเชีย และขอรับการสนับสนุนโครงการความร่วมมือในแนวคิด Hand in Hand Initiatives ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียนมีศักยภาพที่จะเผยแพร่องค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการเกษตรแก่ประเทศกลุ่ม CLMV

นอกจากนั้นยังได้แสดงความจำนงสนับสนุนประเทศไทยให้เป็น Region of Hub หรือศูนย์กลางในการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและวิวัฒนาการเกษตร ให้กับประเทศในเอเชียที่ด้อยพัฒนาซึ่งไม่มีทางออกทะเล อาทิ สปป.ลาว อัฟกานิสถาน เป็นต้น โดยเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็น HUB ระดับภูมิภาคโดยใช้หลักการ Hand in hand initiatives

ผู้อำนวยการใหญ่ FAO ได้กล่าวชื่นชมว่าเป็นนโยบายที่ดีที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยให้เข้าถึงตลาด และพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ฯ ยังได้กล่าวขอบคุณ FAO ถึงความร่วมมือในหลายประเด็น โดยเฉพาะการสนับสนุนกิจกรรมวันดินโลก ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๕ ธค. ของทุกปี ด้วยการมอบรางวัล King Bhumibol World Soil Day Awardซึ่งถือเป็นการเชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดินของในหลวงรัชกาลที่ 9

ขณะเดียวกันทาง FAO ได้กล่าวชื่นชมต่อความสำเร็จของภาคการเกษตรไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลการเกษตรมาใช้ในการเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต ผลผลิต และรายได้ของเกษตรกร จนปัจจุบันประเทศไทยได้เป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากจีนเท่านั้น จากการใช้ (IOT platform) ทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของภูมิภาค พร้อมกันนี้กระทรวงเกษตรฯ ยินดีสนับสนุนตามนโยบายที่นำเสนอ ซึ่งจะได้มอบหมายให้ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงโรม เป็นผู้ประสานงานต่อไป

พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน”ลุ่มน้ำยม”คำตอบสุดท้ายแก้ภัยแล้ง..? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417608?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน”ลุ่มน้ำยม”คำตอบสุดท้ายแก้ภัยแล้ง..?

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 04:13 น.
กรมชลประทาน,แม่น้ำยม
เปิดอ่าน 103 ครั้ง

พัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน”ลุ่มน้ำยม”คำตอบสุดท้ายแก้ภัยแล้ง..?

พระราชดำรัสความตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานแก่กรมชลประทานเมื่อวันที่ 23 กุมภาพพันธ์ 2525 ว่า

     “…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”    

ที่ผ่านมากรมชลประทานได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาดำเนินการศึกษาที่จะสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำยม พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดที่เหมาะสมมีศักยภาพที่จะสามารถก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 22 แห่ง มีความจุในระดับกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม. โดยล่าสุดกรมชลประทานกำลังดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง สร้างกั้นลำน้ำปี้ ที่บ้านปิน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยา มีความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มี พลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานฯ ได้ติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

ต้องยอมรับความจริงว่า พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในฤดูแล้งปีนี้ต้องเผชิญปัญหากับภัยแล้งอย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี  มีการรณรงค์ให้งดทำนาปรัง เพราะน้ำต้นทุนมีจำกัด แต่เพียงพอเฉพาะการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศน์ ทำให้การบริหารจัดการน้ำจึงต้องคุมเข้มเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

“ยืนยันว่าปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่จะต้องบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ และประชาชนก็ควรจะใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า ใช่้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงมาตการรับมือภัยแล้งที่กำลังมาเยือน

พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยานั้นประกอบด้วยลุ่มน้ำ 4 สาขาสำคัญ ได้แก่ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวัง ลุ่มน้ำยม และลุ่มน้ำน่าน แต่ปัญหาไม่ว่าจะเป็น อุทกภัย หรือ ภัยแล้ง ลุ่มน้ำที่จะถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ “ลุ่มน้ำยม” เนื่องจากยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ไว้รองรับ ส่วนลุ่มน้ำสาขาอื่น ๆ ล้วนแต่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น

ลุ่มน้ำปิง มีเขื่อนภูมิพล ในลำน้ำสาขายังมีเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล  ส่วนลุ่มน้ำวัง มีเขื่อนกิ่วลม และเขื่อนกิ่วคอหมา ขณะลุ่มน้ำน่านมีเขื่อนสิริกิติ์ ในลำน้ำสาขา ยังมีเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จึงมีเพียงลุ่มน้ำยมที่ยังไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่

ผลกระทบที่ตามมาของลุ่มน้ำนี้ก็คือช่วงหน้าแล้งก็จะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก พอมาช่วงหน้าฝนน้ำก็จะเกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมเป็นประจำทุกปี และยังส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย ฤดูแล้งปีนี้ก็เช่นกัน หากลุ่มน้ำยมมีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว ก็จะทำให้มีน้ำต้นทุนส่งมาหล่อเลี้ยงพื้นที่สองฟากฝั่งลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จะสามารถบรรเทาปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นได้

สภาพน้ำแห้งขอดในแม่น้ำยมช่วงหน้าแล้งทุกปี

“ลุ่มน้ำยมมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยในแต่ละปีมากถึง 4,129 ล้าน ลบ.ม. แต่สามารถเก็บกักไว้เพียง 406 ล้าน ลบ.ม.เท่านั้น ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ต้นน้ำยม แต่ยังจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถดำเนินการได้”ทองเปลวเผยข้อมูล พร้อมย้ำถึงแนวทางการแก้ปัญหาลุ่มน้ำยมนั้นว่าที่ผ่านมากรมชลประทานได้ทำการศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำยม จ.แพร่ ครอบคลุมในทุก ๆ ด้าน โดยได้มีการจัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและการจัดการน้ำหลาก แผนการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลาง

สำหรับแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและการจัดการน้ำหลาก ในปัจจุบันกรมชลประทานก็ได้ดำเนินโครงการหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น โครงการปรับปรุงและก่อสร้างระบบชลประทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำแก้ไขทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง และปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลาก ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เช่น โครงการบางระกำโมเดล เป็นต้น

รวมทั้งยังได้ดำเนินการปรับปรุงคลอง 2 สายพร้อมกันคือ คลองหกบาท ซึ่งคลองระบายน้ำเดิมทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำยม และคลองยม-น่าน ที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท ตลอดจนก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่ยังจะใช้คลองที่ปรับปรุงเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปีอีกด้วย

อย่างไรก็ตามด้วยลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ แม้จะสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางได้ 22 แห่ง แต่ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เมื่อนำมารวมกับปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำของเก่าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้นแค่19% ของปริมาณน้ำท่าทั้งลุ่มน้ำยมและะสามารถแก้ไขปัญหาได้เฉพาะปัญหาภายในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาที่ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเท่านั้น

แต่ถ้าหากจะให้แก้ไขปัญหาทั้งลุ่มน้ำ รวมถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องดำเนินงานตามแผนการพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ควบคู่ไปด้วย จะใช้โอกาสวิกฤตภัยแล้ง ชี้แจงทำความเข้าใจถึงความจำเป็น เพื่อขับเคลื่อนโครงการแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ต่อไปหรือจะหยุดโครงการไว้แค่นี้ แต่อยู่ที่รัฐบาลที่ต้องตัดสินใจในเร็ววัน

  “ธนาคารน้ำใต้ดิน”ทางเลือกสู่ทางรอดชาวบ้านทับเกวียนทอง

จ.พิจิตร ถือเป็นพื้นที่อยู่ทางท้ายน้ำของลุ่มน้ำยมที่ต้องประสบปัญหาภัยแล้งในช่วงฤดูแล้งและน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำทุกปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยังไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เหมือนลุ่มน้ำอื่น ๆ ดังนั้นช่วงฤดูน้ำหลากปริมาณน้ำไหลมาเท่าไหร่ก็ลงสู่พื้นที่ด้านล่างทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ทำให้ชาวบ้านทับเกวียนทอง ต.บึงบัว อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร จึงได้หาวิธีเก็บกักน้ำในชุมชน ผ่านโครงการธนาคารน้ำใต้ดินและสระน้ำประจำหมู่บ้าน

“ธนาคารน้ำใต้ดินจะช่วยให้ชุมชนผ่านวิกฤติภัยแล้งทุกปี เพราะเมื่อเรามีธนาคารน้ำใต้ดิน  บ่อน้ำในหมู่บ้านก็จะไม่แห้ง มีน้ำอยู่ตลอด การขุดบ่อน้ำไม่ลึกมากก็เจอตาน้ำแล้ว สิ่งเหล่านี้มันเป็นผลพวงมาจากธนาคารน้ำใต้ดิน”

    สุภัทร จันทรวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านม.13 ประธานศูนย์เรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง บ้านทับเกวียนทอง ต.บึงบัว อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร กล่าวถึงธนาคารน้ำใต้ดินชุมชนและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในแนวคิดนี้เพื่อจะได้มีน้ำใช้ตลอดทั้งปี ปัจจุบันบ้านทับเกวียนทองเกือบทุกครัวเรือนจะทำธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อสร้างความชุ่มชื่นให้แก่ผืนดินและต้นไม้ ตลอดจนพืชผักสวนครัวที่ปลูกไว้ตามริมรั้วบ้าน

“ที่จริงบ้านทับเกวียนทองเป็นพื้นที่ดอน แห้งแล้งมากในฤดูแล้ง ไม่มีอยู่ในพื้นที่เขตชลประทาน แต่เราก็ไม่กังวลเรื่องขาดแคลนน้ำ เพราะเรามีธนาคารน้ำใต้ดินเป็นแหล่งน้ำสำรอง”สุภัทรกล่าว

       วุฒิชัย ภู่สุวรรณ  ชาวบ้านบ้านทับเกวียนทอง มีอาชีพหลักคือทำนาปลูกข้าวควบคู่ไปกับการเลี้ยงโคเนื้อ โดยใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ สำหรับปลูกหญ้าแพงโกล่าไว้สำหรับเป็นอาหารโคที่เลี้ยงไว้จำนวน 5 ตัวที่ได้รับจากธนาคารโค-กระบือของหมู่บ้าน แม้ว่าเขาทำนาได้ปีละครั้งเท่านั้น เนื่องจากมีปัญหาขาดแคลนน้ำแต่ช่วงว่างเว้นจากการทำนาก็จะปลูกพืชผักใช้น้ำน้อยเพื่อเป็นรายได้เสริม ขณะเดียวกันก็ยังนำมูลโคมาทำปุ๋ยใส่นาข้าวและพืชผักเพื่อลดต้นทุน

“วันนี้ถึงจะไม่มีรายได้ แต่ก็ไม่มีรายจ่าย เพราะบ้านเรามีทุกอย่าง ข้าวก็มีกิน มีพืชผักที่ปลูก มีปลาที่เลี้ยงไว้ ส่วนโคที่ยืมมาจากธนาคารโค-กระบือ เมื่อมีลูกตัวแรกก็นำไปคืนธนาคาร ลูกตัวต่อไปก็จะเป็นของเรา”วุฒิชัยเผยวิถีทำกิน พร้อมย้ำว่าน้ำคือชีวิต ขอให้มีน้ำอย่างเดียวทุกอย่างสามารถทำได้หมด ธนาคารน้ำใต้ดินก็เเป็นอีกทางเลือกสำหรับพื้นที่แหล้งแล้งกันดาร

ปฏิรูปครั้งใหญ่ชาวนาไทยตั้ง”กระทรวงการข้าว”แก้ปัญหาทั้งระบบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417677?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปฏิรูปครั้งใหญ่ชาวนาไทยตั้ง”กระทรวงการข้าว”แก้ปัญหาทั้งระบบ

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:14 น.
กระทรวงการข้าว,กรมการข้าว,เกษตรกร,ข่าววันนี้,ชาวนา,ปฏิรูป
เปิดอ่าน 541 ครั้ง

กมธ.เกษตรฯชงตั้งกระทรวงการข้าว แก้ปัญหาชาวนาไทยทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอ ผลผลิตตกต่ำ ข้าวไทยเสียแชมป์ส่งออก

19 กุมภาพันธ์ 2563 นางกันตวรรณ  ตันเถียร ประธานคณะกรรมาธิการ การเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่กมธ.การเกษตรฯได้พิจารณาศึกษาความเหมาะสมและเหตุผลความจำเป็นในการจัดตั้งกระทรวงการข้าว

โดยที่ผ่านมามีการประชุมคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎร ตามญัตติ เรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาโครงการจัดตั้งกระทรวงการข้าว” ตามที่สภามอบหมาย โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาให้ข้อมูล

ทั้งนี้สรุปสาระสำคัญดังนี้กรมการข้าวได้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2496  และต่อมาในปี พ.ศ. 2515 กรมการข้าวได้ยุบรวมกับกรมกสิกรรม และเหลือเพียงกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น โดยต่อมาเป็นระยะเวลา 34 ปี ได้ก่อตั้งกรมการข้าวขึ้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 16  มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยมีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวงหลายประการช่น ศึกษา วิเคราะห์ เสนอแนะ และจัดทำนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าวของประเทศ

รวมทั้ง ดำเนินการเกี่ยวกับความร่วมมือกับต่างประเทศในเรื่องข้าว ดำเนินการผลิตและส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าว ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่ม การพัฒนาระบบ การจัดการสินค้าข้าว การแปรรูปข้าว และผลิตภัณฑ์ และสนับสนุนการค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวเพื่อตลาดเฉพาะ เป็นต้น

โครงสร้างของหน่วยงาน ประกอบด้วย 12 สำนัก/กอง/กลุ่ม/สถาบัน/ศูนย์ 27 ศูนย์วิจัย 30 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และมีกรอบอัตรากาลัง ประกอบด้วย ข้าราชการ 956 ราย พนักงานราชการ 555 ราย ลูกจ้าง 543 ราย

อย่างไรก็ตามปัญหาการดำเนินงานเรื่องข้าว คือ ชาวนามีความเสี่ยงสูงและขาดหลักประกัน องค์กรชาวนาอ่อนแอ องค์กรภาครัฐยังไม่มีความพร้อม ขีดความสามารถในการค้าข้าวลดลง และการผลิตข้าวมีประสิทธิภาพต่ำ แนวทางการปฏิรูปข้าวอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย น้อมนำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติอย่างถูกต้อง ปฏิรูปชาวนาและองค์กรชาวนา ปฏิรูประบบการผลิต ปฏิรูปการตลาดข้าว ปฏิรูปกลไกขับเคลื่อนภาครัฐ

ทั้งนี้การปฏิรูปกลไกการขับเคลื่อนภาครัฐ ควรดำเนินการ ดังนี้1. ปรับปรุงโครงสร้างและภารกิจคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียครบทุกภาคส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อให้เป็นหน่วยงานกลางในการวางแผนระยะปานกลางและระยะยาวในการพัฒนาชาวนา พัฒนาข้าวและผลิตภัณฑ์ และเป็นหน่วยงานเดียวที่ประกาศข้อมูลผลผลิตและสต็อกข้าวอย่างเป็นทางการ รวมถึงกำกับสอดส่องดูแลการเอารัดเอาเปรียบในการผลิตและการค้าข้าว

2.ปรับโครงสร้างและภารกิจของกรมการข้าว โดยการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวแห่งชาติ เพื่อวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เชิงลึก วิจัยเชิงประยุกต์ ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) ศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ข้าว (Rice Science Park) และจัดตั้งสำนักงานข้าวจังหวัด เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับชาวนาและพัฒนาองค์กรชาวนา ป้องกันเฝ้าระวังควบคุมและกาจัดโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ตรวจสอบและรับรองมาตรฐานการผลิตข้าว และมาตรฐานโรงสีในพื้นที่ ติดตามและควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวและปัจจัยการผลิตในพื้นที่ ส่งเสริมการตลาดข้าวเฉพาะที่พัฒนาขึ้นใหม่ในท้องถิ่นที่ยังไม่มีตลาดรองรับ

นอกจากนี้ แนวทางการขับเคลื่อนเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงานโดยพิจารณาความเชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับภารกิจ อาทิ กรมการข้าวต้องมีความเชี่ยวชาญในการผลิต แปรรูป และการค้าข้าว อีกทั้ง ควรมีการออกกฎหมายเพื่อดูแลเรื่องข้าว รวมถึงควรนำระบบผลประโยชน์แบ่งปันมาใช้ เพื่อแก้ไขเชิงโครงสร้าง ต้นทุน-กำไรของห่วงโซ่ข้าว โดยจะทำให้เกษตรกรชาวนา โรงสี และผู้ประกอบการข้าวมีผลกาไรที่เหมาะสมและเป็นธรรม

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตั้งคณะอนุกรรมาธิการ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 96 เพื่อพิจารณาศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งกระทรวงการข้าว

สร้างแหล่งน้ำทุกรูปแบบรับฝนก่อนไหลทิ้งอย่างน่าเสียดาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สร้างแหล่งน้ำทุกรูปแบบรับฝนก่อนไหลทิ้งอย่างน่าเสียดาย

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
แหล่งน้ำ,กรมชลประทาน,เฉลิมชัย ศรีอ่อน,แก้มลิง,ข่าววันนี้,นาปรัง,ฝน
เปิดอ่าน 359 ครั้ง

“เฉลิมชัย”สั่งกรมชลประทานเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำ ส่วนพื้นที่เกษตรส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน อาศัยน้ำฝน ให้เร่งจัดทำแหล่งน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กครอบคลุมทั่วประเทศ

19 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สั่งการให้กรมชลประทานเร่งเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำทั่วประเทศทั้งด้วยการขุดลอกแม่น้ำลำคลอง อ่างเก็บน้ำในระบบชลประทาน ทำแก้มลิง รวมถึงการสร้างแหล่งน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กทั่วประเทศรองรับฝน

ทั้งนี้พื้นที่เกษตรส่วนใหญ่ของไทยอยู่นอกเขตชลประทาน ต้องอาศัยน้ำฝน แต่เมื่อฝนตกลงมากลับขาดแหล่งเก็บกักจึงได้นำเรียนนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กรมชลประทานจัดทำแหล่งเก็บกักน้ำทุกรูปแบบและขยายศักยภาพแหล่งเก็บกักน้ำที่มีอยู่ให้สามารถรองรับฝนได้เพิ่มขึ้น

ขณะที่ศูนย์ติดตามและแก้ปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ รายงานว่า อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 30 ของความจุอ่างมี 17อ่างได้แก่ อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลมีน้ำร้อยละ 14 สิริกิติ์มีน้ำร้อยละ 23 แม่กวงอุดมธารามีน้ำร้อยละ 23 แม่มอกมีน้ำร้อยละ 15 จุฬาภรณ์มีน้ำร้อยละ 4% อุบลรัตน์มีน้ำร้อยละ -8 ลำพระเพลิงมีน้ำร้อยละ 11 มูลบนมีน้ำร้อยละ 25 ลำแซะมีน้ำร้อยละ 23 ลำนางรองมีน้ำร้อยละ 15 ป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำร้อยละ 19 ทับเสลามีน้ำร้อยละ 12 กระเสียวมีน้ำร้อยละ 7 คลองสียัดมีน้ำร้อยละ 11 บางพระมีน้ำร้อยละ 25 หนองปลาไหลมีน้ำร้อยละ 12 และประแสร์มีน้ำร้อยละ 26 สภาพน้ำท่านั้น แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน​ มูล พระสทึง บางประกง ท่าตะเภา และตาปีมีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/2563 ทั้งประเทศกำหนดไว้ 7.21 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 4.54 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 2.67 ล้านไร่ ผลปรากฏว่า เพาะปลูกรวม 7.16 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าว 5.49 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 1.67 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 99.31 ของแผน โดยข้าวนั้นเก็บเกี่ยวแล้ว 260,000 ไร่และรอเก็บเกี่ยว 5.23 ล้านไร่

“พื้นที่ที่เป็นห่วงเป็นพิเศษคือ ลุ่มเจ้าพระยาที่ไม่มีแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเนื่องจากไม่มีน้ำเพียงพอสนับสนุน แต่เกษตรกรได้เพาะปลูกไปเกือบ 2 ล้านไร่ จึงขอย้ำเตือนเกษตรกร เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว อย่าทำนาต่อเนื่องทันที ให้รอจนกว่าฝนตกต้องตามฤดูกาลจึงเริ่มทำ ไม่เช่นนั้น หากเกิดฝนทิ้งช่วง เสี่ยงจะเสียหายได้” นายเฉลิมชัยกล่าว

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พื้นที่ปลูกข้าวรอบที่ 2 เกินกว่าแผนมี 44 จังหวัดแบ่งเป็นในเขตชลประทาน 40 จังหวัด พื้นที่ 2.34 ล้านไร่ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พิจิตร พิษณุโลก แพร่ ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด อ านาจเจริญ อุดรธานี

กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทุบรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ฉะชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สุพรรณบุรี ตรัง สตูล และสุราษฎร์ธานี ส่วนนอกเขตชลประทานมี 16 จังหวัด พื้นที่ 350,000 ไร่ได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร อ านาจเจริญ อุดรธานี ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน(18 ก.พ.) มีน้ำในอ่างรวมกัน 42,773 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่าง มีน้ำใช้การได้ประมาณ 19,000 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 36 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน 3,435 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของปริมาณน้ำใช้การได้รวมกัน

ทั้งนี้ในส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชเนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการเพาะปลูกพืชนอกแผนไปแล้วประมาณ 1.92 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 100,000 ไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก เหลือที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอีกมาก

รมว.เกษตรฯ ย้ำให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดเสถียรภาพและความมั่นคงด้านน้ำ ที่จะต้องมีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค พร้อมกันนี้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำที่กระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศรวม 1,935 เครื่อง ปัจจุบันได้ทำการติดตั้งในพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 43 จังหวัด รวม 332 เครื่อง

นอกจากนี้เตรียมรถบรรทุกอีก 106 คัน ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปสนับสนุนแจกจ่ายน้ำในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศแล้ว 11 คัน รวมไปถึงการกำจัดวัชพืชและผักตบชวาไม่ให้กีดขวางทางน้ำ อีกทั้งขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้น้ำ อย่างประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำได้

แล้งนี้ต้องรอด ไม้ดอกไม้ประดับน้ำน้อยปลูกง่าย รายได้งาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417324?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

แล้งนี้ต้องรอด ไม้ดอกไม้ประดับน้ำน้อยปลูกง่าย รายได้งาม

19 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
เกษตร,ไม้ดอกไม้ประดับ,ภัยแล้ง,สร้างรายได้,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 304 ครั้ง

ไม้ดอกไม้ประดับเศรษฐกิจปลูกง่าย ใช้น้ำน้อย สร้างรายได้เสริมช่วงหน้าแล้ง ผุดโครงการผลิตและขยายพันธุ์สับปะรดสีพันธุ์ดี มอบสับปะรดสีพันธุ์ดีให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาศักยภาพในเชิงการค้า

19 กุมภาพันธ์ 2563 นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้มอบสับปะรดสีพันธ์ุดีให้เกษตรกรเพื่อพัฒนาศักยภาพในเชิงการค้า ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จ.สุพรรณบุรี

อ่านข่าว  ไม่ธรรมดาสองพืชมูลค่าสูงดันรายได้เกษตรกรพุุ่ง
น่าห่วง…ตะวันออกใช้น้ำหนักมาก

อยากได้เงินล้านต้องปลูกถั่วเหลืองฝักสด น้ำน้อย ราคาดีมีตลาด

ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ ผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับในจังหวัดสุพรรณบุรี นำไปขยายพันธุ์ปลูกในเชิงการค้า โดยข้อดีของสับปะรดสี คือเป็นพืชทนแล้ง ต้องการน้ำน้อยเป็นที่ต้องการของตลาด เหมาะที่จะนำไปตกแต่งหรือปลูกปรับภูมิทัศน์ภายในบริเวณบ้าน อาคารสำนักงานต่างๆ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีแยกหน่อหรือเพาะเมล็ด ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก โดยสนับสนุนจำนวน 9 สายพันธุ์ ได้แก่ พาราไดซ์ ไอโอนันทา กุฤมาเนีย รีเซียไฮบริด ดาบเศรษฐี ก้านไม้ขีด นีโอไฟล์บอล นีโอไทร์กีน่า และนีโอรีจีเลีย

เป็นที่ทราบกันดีว่าในปีนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ดีเท่าที่ควร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงหาพืชกลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ ที่มีความทนทาน ต้องการน้ำน้อย การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก มาส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรนำไปขยายพันธุ์ปลูกเป็นการค้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในภาวะประสบภัยแล้ง มีเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 115 ราย เป็นเกษตรกรใน 3 อำเภอ

ทั้งนี้ได้แก่ อำเภอเมือง อำเภอสามชุก และอำเภออู่ทอง ซึ่งผ่านการฝึกอบรมและดูแลรักษามาแล้ว แต่ละรายจะได้ รายละ 390 ต้น ใช้เวลาปลูกประมาณ 5- 6 เดือน ราคาเฉลี่ยต่อต้นเมื่อนำไปจำหน่าย เฉลี่ยต้นละ 50 บาท เกษตรกรจะมีรายได้เสริมจากการจำหน่ายสับปะรดสีต่อปีไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท สับปะรดสีจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ใช้น้ำน้อย และสามารถสร้างมูลค่าให้แก่เกษตรกรโดยการนำไปขยายพันธุ์ต่อในเชิงการค้าได้เป็นการเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่ง

“อิ้วเมี่ยน”กับตำนานกาแฟคั่วมือ”โรบัสต้า” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417514?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“อิ้วเมี่ยน”กับตำนานกาแฟคั่วมือ”โรบัสต้า”

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 11:39 น.
อิ้วเมี่ยน,เย้า,โรบัสต้า
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

“อิ้วเมี่ยน”จากยอดดอยสู่ด้ามขวานกับตำนานกาแฟคั่วมือ”โรบัสต้า”

ชาว“อิ้วเมี่ยน”เป็นชาวไทยภูเขาเผ่า”เย้า”ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากจ.กำแพงเพชรมาลงหลักปักฐานที่บ้านในกรัง หมู่ที่ 9 ตำบลจ.ป.ร.อำเภอกระบุรี จังหวัดระนองตั้งแต่ปี 2529 ซึ่งนับว่าเป็นชาวไทยภูเขากลุ่มเดียวในภาคใต้ โดยยังคงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไว้อย่างสมบูรณ์

ปัจจุบันมีชาวอิ่วเมี่ยนอาศัยอยู่ 19 ครัวเรือน มีจำนวนสมาชิก 77 คน โดยมีนายเฉงโจว แซ่ฟุ้ง(ลูกค้าธ.ก.ส.สาขาปากจั่น)เป็นผู้นำชาวอิ่วเมี่ยนประกอบอาชีพทำสวนกาแฟและสวนผลไม้ มีเนื้อที่รวมกว่า 350 ไร่ ในปี 2557 ชาวอิ่วเมี่ยนได้รู้จักกับ”สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์”หรือก้อง กาแฟ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกาแฟคั่วมือและท่องเที่ยวเชิงเกษตร(ก้อง วัลเลย์)

      “สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์”หรือก้อง กาแฟ

โดยเขาได้ให้ความรู้ในกระบวนการผลิตกาแฟคุณภาพ ทำให้ชาวอิ่วเมี่ยนมีความสนใจและได้ร่วมกันผลิตกาแฟคุณภาพนับตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบันสามารถผลิตกาแฟคุณภาพได้ปีละ 3,000 กิดลกรัม ปัจจุบันการดำเนินชีวิตของชาวอิ่วเมี่ยนยังคงรักษาขนมธรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะในโอกาสงานสำคัญ ๆ จะมีการแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่าชาวไทยภูเขาที่มีอกลักษณ์โดดเด่นในด้านรูปทรงและการปักเย็บลวดลายด้วยมือที่ปราณีตงดงาม ทั้งยังประดับด้วยเครื่องเงินเพิ่มความแปลกตาแก่ผู้พบเห็น ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างเสน่ห์ให้กับชุมชนชาวอิ่วเมี่ยนบ้านในกรังเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับชาวอิ้วเมี่ยน หรือ เย้า มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในประเทศจีนแถบแม่น้ำแยงซี “เมี่ยน” เป็นชื่อที่ทางราชการตั้งให้ หรือบางครั้งจะเรียกว่า “อิ้วเมี่ยน” แปลว่า มนุษย์ ได้รับการจัดให้อยู่ในเชื้อชาติ มองโกลอยด์ คือ อยู่ในตระกูลจีนธิเบต บรรพชนได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ราบรอบทะเลสาปตงถิง แถบแม่น้ำแยงซี ยอมอ่อนน้อมให้ชนชาติผู้ปกครองรัฐ และไม่ยินยอมอยู่ภายใต้การบังคับกดขี่ของรัฐ จึงได้ทำการอพยพเข้าไปในป่าลึกบนภูเขาสูง ได้ตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านด้วยมือของเขาเอง เพื่อปกป้องเสรีภาพจึงถูกขนานนามว่า ม่อ เย้า ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่ง คำเรียกนี้ี้ถูกยกเลิกไปเหลือแต่คำว่า “เย้า” เท่านั้น  ปัจจุบันชาวเมี่ยนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า อ.ปง จ.พะเยา

กรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาขาดน้ำจืด-น้ำเค็มรุกลุ่มทะเลสาบสงขลา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/417440?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

กรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาขาดน้ำจืด-น้ำเค็มรุกลุ่มทะเลสาบสงขลา

18 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:10 น.
เร่งแก้ปัญหา,ขาดน้ำจืด,น้ำเค็มรุก,ลุ่มทะเลสาบสงขลา,เฉลิมชัย,ข่าววันนี้,กรมชลฯ
เปิดอ่าน 37 ครั้ง

“เฉลิมชัย” สั่ง กรมชลฯ เร่งแก้ปัญหาขาดน้ำจืด น้ำเค็มรุกเรื้อรัง ลุ่มทะเลสาบสงขลา หลังชาวบ้านเรียกร้องสร้างประตูกั้นน้ำเค็มเรื้อรังมากกว่า 40 ปี กระทบหนักเศรษฐกิจภาคใต้

  นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้าง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่พร้อมด้วย นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นน้ำเค็มทะเลสาบสงขลา ช่วยเหลือพื้นที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ในการหารือ ได้ชี้แจงถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 40 ปีทั้งเชิงอนุรักษ์และเชิงการพัฒนา โดยเฉพาะโครงการทำแนวคันกั้นน้ำเค็มนั้น ที่ผ่านมากรมชลฯได้มีการศึกษาความเหมาะสมร่วมกับรัฐบาลเนเธอแลนด์ไว้ตั้งแต่ปี 2514 หาแนวที่เหมาะสม แต่ขณะนั้นคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาไม่เห็นด้วย จนต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยกเลิกโครงการปี 2549 และให้พิจารณาหาทางเลือกอื่นร่วม ทั้งการปรับเปลี่ยนอาชีพหรือการส่งเสริมการเกษตรใช้น้ำน้อยกับเกษตรกรในพื้นที่

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

กรมชลประทาน เดินหน้าใช้โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก แก้แล้งอีอีซี

กรมชลฯยื่นคำขอตั้งงบปี 64 เพื่อสานต่อ 5 โครงการสำคัญ

แล้งหนัก…กรมชลฯหวังพายุร้อนช่วย

ทั้งนี้ การศึกษาโครงการคันกั้นน้ำเค็มทะเลสาบสงขลา เดิมเสนอไว้ 3 แห่ง คือ SiteA เกาะใหญ่-แหลมจองถนน SiteB เกาะโคป-ปากพะยูน SiteC ปากรอ ต่อมาในปี 2527 ถึงปี 2548 ได้มีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการมาโดยตลอด ผลการศึกษาและสำรวจ พบว่า โครงการก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มบริเวณ SiteA มีความเหมาะสมที่สุดรองลงมาคือ SiteC

ต่อมาในปี 2553 – 2555 กรมชลฯดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในด้านต่างๆ และได้เสนอโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ จังหวัดสงขลาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย และปัญหาขาดแคลนน้ำ พร้อมปรับปรุงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาระโนด-กระแสสินธุ์ ปัจจุบันโครงการบริหารจัดการน้ำคาบสมุทรสทิงพระ คืบหน้าแล้ว  60 %

“กรมชลฯได้รับข้อสั่งการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ลงพื้นที่เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา ให้เร่งแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนเพื่อใช้เก็บน้ำในฤดูฝนที่จะถึง โดยการเพิ่มศักยภาพเก็บน้ำจืดในพื้นที่ ที่สามารถทำได้ทันที โดยกรมชลฯมีแผนขุดลอกคลองในพื้นที่ชลประทานอยู่ในพ.ร.บ.งบประมาณ 2563 และแผนงานเพิ่มเติมปี 63 จำนวน 61 สายคลอง สามารถรองรับน้ำและเก็บน้ำได้อีกประมาณ 8 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) สำหรับระยะกลางจะสำรวจออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำ ขยายคลองให้กว้างขึ้น รวมทั้งแก้มลิง ตระพัง นอกเขตพื้นที่ชลประทาน คาดว่าจะมีน้ำจากแหล่งเหล่านี้เพิ่มอีกประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ซึ่งหากจำเป็นต้องซื้อที่ดินก็ให้ดำเนินการได้ตามที่ รมว.เกษตรฯได้มีบัญชาไว้ ส่วนในระยะยาวจะมีการสำรวจแหล่งน้ำเพิ่มและระบบควบคุมน้ำเชื่อมแหล่งน้ำในทะเลสาบ แต่กรณีข้อเสนอใหม่ทำประตูกั้นน้ำเค็มเป็นเรื่องที่ต้องหารือกับฝ่ายนโยบายและประชาชน โดยจะต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดจนประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการก่อสร้างอย่างรอบด้านและครอบคลุมในทุกมิติต่อไป” นายประพิศ กล่าว

ด้านนายถาวร แซ่อิ้ว กรรมการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้านเกษตรกรรม กล่าวว่า ประชาชนลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลากว่า 300 คนได้ยื่นหนังสือต่อ รมว.เกษตรฯ เพื่อให้มีการศึกษาการทำคันกั้นน้ำเค็มขึ้นมาพิจารณาใหม่ เนื่องจากประชาชนเริ่มเจอน้ำเค็มรุกซ้ำซาก หลังจากเคยยุติไป แต่ปัจจุบันคนในพื้นที่เห็นแล้วว่าเกิดปัญหาน้ำเค็มรุกจริงโดยเฉพาะใน 3 ปีที่ผ่านมากระทบต่อประชาชน จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา รวมกว่า 5 แสนไร่ เสียหายต่อเศรษฐกิจปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาทเพราะน้ำเค็มรุกถึงทะเลน้อย และพรุควนเคร็ง กระทบพื้นที่เกษตร นาข้าวในระโนด ความเค็มเมื่อ 14 ก.พ.63  สูงถึง 8 กรัมต่อลิตร ซึ่งเครือข่ายจึงอยากให้รัฐมองเห็นความทุกข์กับการเจอน้ำเค็มในระดับนี้จึงได้ยื่นหนังสือต่อภาครัฐ