“กรมชลฯ” คุมเข้มแผนจัดการ “น้ำ” ฤดูฝนขับเคลื่อน 10 มาตรการ รับมือ “น้ำหลาก” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474525

“กรมชลฯ”คุมเข้มแผนจัดการ”น้ำ”ฤดูฝนขับเคลื่อน 10มาตรการ รับมือ”น้ำหลาก”

15 กรกฎาคม 2564 – 19:03 น.

“กรมชลประทาน”สนองนโยบายรัฐขับเคลื่อน10 มาตรการเตรียมรับมือ”ฝนตกหนัก”ช่วงปลายฤดูตามคาดการณ์เผยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ สามารถรับ”น้ำ”ได้อีกกว่า42,000 ล้านลบ.ม.พร้อมคุมเข้มแผนการบริหารจัดการ”น้ำ”ในช่วงฤดฝน

“กรมชลประทาน”สนองนโยบายรัฐขับเคลื่อน10 มาตรการเตรียมรับมือ”ฝนตกหนัก”ช่วงปลายฤดูตามคาดการณ์เผยอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง-ขนาดใหญ่ สามารถรับ”น้ำ”ได้อีกกว่า42,000 ล้านลบ.ม.พร้อมคุมเข้มแผนการบริหารจัดการ”น้ำ”ในช่วงฤดูฝนหลังประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภาวะฝนทิ้งช่วง

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ในช่วงฤดูฝนปีนี้ปริมาณฝนตกจะมากกว่าค่าปกติร้อยละ 5 – 10 โดยตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2564 ฝนตกชุกหนาแน่นประมาณร้อยละ 60 – 80 ของพื้นที่และจะมีฝนหนักในหลายพื้นที่ซึ่งจะก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่งได้นั้น

กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมโดยนำ 10 มาตรการในการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลมาปฏิบัติในเชิงป้องกันก่อนเกิดภัย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยได้มีการประเมินและเตรียมความพร้อมเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งการบริหารจัดการพื้นที่ลุ่มเพื่อรองรับน้ำหลากซึ่งได้มีการวางแผนไว้ทุกลุ่มน้ำแล้วเช่นกันโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา กรมชลประทานจะใช้ทุ่งบางระกำและ 12 ทุ่งของลุ่มเจ้าพระยาในการรองรับน้ำหลาก

นอกจากนี้ยังได้ทบทวนปรับปรุงเกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลาง เขื่อนระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์

พร้อมทั้งได้ติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่- กลาง ซึ่งขณะนี้อ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่มีปริมาณน้ำรวม 33,644 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)หรือ ร้อยละ 44 ของปริมาณการกักเก็บโดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 9,714 ล้านลบ.ม.หรือ ร้อยละ 19 ของปริมาณการกักเก็บสามารถรับรองน้ำได้อีกมีมากกว่า 42,423 ล้านลบ.ม. 

รวมทั้งยังได้ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน ตลอดจนได้ปรับปรุง แก้ไข กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำพร้อมทั้งได้ขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวา-วัชพืชในแม่น้ำและคูคลองโดยร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและช่วยให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 อีกทั้งยังได้เตรียมเครื่องจักรเครื่องมือและบุคลากรโดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ได้จัดเตรียมไว้ทั่วประเทศแล้วกว่า 2,138  เครื่องพร้อมที่ช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 “กรมชลประทานยังได้ดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและปรับปรุงวิธีการส่งน้ำตลอดจนวางแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมทั้งได้สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องและยังได้ติดตามประเมินผลเพื่อปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอีกด้วย” นายประพิศ กล่าว

 อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวด้วยว่า ในช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมาเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆอยู่ในเกณฑ์น้อยแต่เกษตรกรส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดได้ทำการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้ว มีความเสี่ยงที่ข้าวจะได้รับความเสียหาย

กรมชลประทานวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษด้วยการจัดสรรน้ำตามรอบเวรให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งประสานความขอความร่วมมือจากเกษตรกรที่ยังไม่ได้เพาะปลูกข้าวนาปีให้ชะลอออกไปก่อจนกว่าฝนจะตกอย่างสม่ำเสมอ  ซึ่งประสบผลสำเร็จทำให้ข้าวนาปีไม่ได้รับความเสียหาย

 “กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัดและให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยให้ความสำคัญในการจัดสรรน้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ  การเกษตรและอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ในช่วงฤดูฝนปี 2564 ได้ประเมินว่าจากความต้องการใช้น้ำทั้งประเทศประมาณ32,339 ล้าน ลบ.ม.จะจัดสรรเพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,686 ล้าน ลบ.ม. การเกษตร 21,827 ล้านลบ.ม. อุตสาหกรรม 460 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ7,366 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งขณะนี้การจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผนที่วางโดยได้จัดสรรไปแล้ว 7,320 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 23 ของแผนจัดสรรน้ำ” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในตอนท้าย

“กลุ่มยุวเกษตรกร” โรงเรียนบ้านหนองชุมเห็ด (ประจวบอุปถัมภ์) ดีเด่นระดับเขต ปี 64 รวมกลุ่มสืบทอด “ภูมิปัญญา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474517

“กลุ่มยุวเกษตรกร”โรงเรียนบ้านหนองชุมเห็ด(ประจวบอุปถัมภ์)ดีเด่นระดับเขต ปี 64 รวมกลุ่มสืบทอด”ภูมิปัญญา”

15 กรกฎาคม 2564 – 18:31 น.

“กลุ่มยุวเกษตรกร”ดีเด่น รางวัลที่ 1ระดับเขตภาคตะวันออกโดดเด่นการรวมกลุ่มสืบทอดภูมิปัญญา บริหารจัดการกลุ่มอย่างมีแบบแผน จับต้องได้ ทุกคนได้รับการฝึกปฏิบัติพร้อมนำไปปฏิบัติใช้ที่บ้านได้ “สสก.3″ จ.ระยอง ขยายผลทุกอำเภอให้มี”กลุ่มยุวเกษตรกร” หวังพัฒนาผู้สืบทอด

“กลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น” รางวัลที่ 1 ระดับเขตภาคตะวันออกโดดเด่นการรวมกลุ่มสืบทอดภูมิปัญญา บริหารจัดการกลุ่มอย่างมีแบบแผน จับต้องได้ ทุกคนได้รับการฝึกปฏิบัติพร้อมนำไปปฏิบัติใช้ที่บ้านได้ สสก.3 จ.ระยอง ขยายผลทุกอำเภอให้มีกลุ่มยุวเกษตรกร หวังพัฒนาผู้สืบทอดภาคการเกษตรอย่างครบวงจร

นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3 จ.ระยอง) เปิดเผยว่า สำนักงานฯได้แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกเกษตรกร บุคคลทางการเกษตรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ระดับเขต ปี 2564 ซึ่งคณะกรรมการฯได้ลงพื้นที่เพื่อคัดเลือกกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ปี 2564เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยผลการคัดเลือกรางวัลที่ 1 ได้แก่ กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านหนองชุมเห็ด (ประจวบอุปถัมภ์) อำเภอเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี

กลุ่มยุวเกษตรกรแห่งนี้จัดตั้งเมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก 34 คน กลุ่มมีแนวคิดให้สมาชิกได้เรียนรู้ด้านการเกษตร ด้านเคหกิจเกษตร การวางแผนและการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยมีภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นวิทยากร สมาชิกกลุ่มเรียนรู้และสามารถเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ได้

อีกทั้งสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ วางแผน มีการประชุมคณะกรรมการสภายุวเกษตรกรและมีการมอบหมายหน้าที่ของสมาชิกอย่างชัดเจนซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้นำกลุ่มยุวฯ มีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การปลูกผักสวนครัว  การเพาะเห็ดนางฟ้า การปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ การเลี้ยงไก่ไข่ การเลี้ยงเป็ดไข่ การทำไข่เค็ม การทำปุ๋ยหมัก

โดยผลผลิตผักและไข่ไก่นำไปจำหน่ายให้โรงอาหารของโรงเรียนและบุคคลภายนอก ส่วนไข่เป็ดนำไปทำไข่เค็ม กิจกรรมที่โดดเด่นซึ่งเป็นต้นแบบแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้แก่ การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงไก่ไข่ และการทำไข่เค็ม โดยสมาชิกกลุ่มได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในกิจกรรมส่วนบุคคลที่บ้านของตนเอง

​“ขอสนับสนุนให้ทุกจังหวัดในภาคตะวันออกได้ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการกลุ่มยุวเกษตรกรให้เป็นต้นแบบอย่างน้อยอำเภอละ 1 กลุ่ม และให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในระดับจังหวัดเพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้ารับการคัดเลือกระดับเขต และระดับประเทศในปีต่อ ๆ ไปและจากการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาองค์กรเกษตรกร(3 ก.)ที่ผ่านมาส่งผลให้สำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอมีการคัดเลือกกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบอย่างน้อยอำเภอละ 1 กลุ่ม ทำให้แต่ละจังหวัดมีกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ซึ่งกลุ่มยุวเกษตรกรต้นแบบมีความพร้อมด้านกระบวนการกลุ่มยุวเกษตรกร สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงครบทุกอำเภอในภาคตะวันออกต่อไป” นายปิยะ สมัครพงศ์ กล่าว 

ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง เปิดเผยเพิ่มเติมด้วยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดให้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรที่มีผลงานดีเด่นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่และยกย่องเชิดชูเกียรติ ให้เป็นที่ปรากฏต่อสาธารณชน เกิดความภาคภูมิใจในอาชีพตนเอง ตลอดจนเป็นเกษตรกรต้นแบบ

เป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาผลงานจากตัวอย่างจริงของเกษตรกร บุคคลทางการเกษตรและสถาบันเกษตรกรดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จด้านการประกอบอาชีพการเกษตรเพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานของเกษตรกร บุคคลทางการเกษตรและสถาบันเกษตรกรต่อไป

และในส่วนของสถาบันเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร (3 ก.)ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกรสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยให้ทุกอำเภอต้องพัฒนา Smart Farmer ต้นแบบ Young Smart Farmer อย่างน้อยประเภทละ 1 คน

กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร และกลุ่มยุวเกษตรกร อย่างน้อยประเภทละ 1 กลุ่ม โดยในภาคตะวันออกมีกลุ่มยุวเกษตรกร ทั้งหมด 346 กลุ่ม

“กรมชลฯ” สั่ง “กักน้ำ” ทุกเม็ดหลังทั่วประเทศเขื่อนมีน้ำน้อย วอน “เกษตรกร” ใช้น้ำฝนเป็นหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474419

“กรมชลฯ”สั่ง “กักน้ำ”ทุกเม็ดหลังทั่วประเทศเขื่อนมีน้ำน้อย วอน “เกษตรกร”ใช้น้ำฝนเป็นหลัก

15 กรกฎาคม 2564 – 09:24 น.

“กรมชลฯ”สั่ง “กักน้ำ”ทุกเม็ดหลังทั่วประเทศเขื่อนมีน้ำน้อย วอน “เกษตรกร”ใช้น้ำฝนเป็นหลัก

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมได้สั่งกำชับให้ทุกโครงการชลประทานติดตามสภาพอากาศจากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดภายหลังที่กรมอุตุฯคาดหมายว่าในช่วงวันที่ 14 – 16 ก.ค. 64 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทย

ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนกลาง ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง

ส่วนในช่วงวันที่ 17 – 20 ก.ค. 64 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น

ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมาและลาวเข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง 

โดยให้ทุกโครงการชลประทานบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำและน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคุมทั้งปริมาณการกักเก็บและการระบายน้ำในแต่ละช่วงเวลาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายอ่างและเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด โดยเป็นไปตามเกณฑ์การกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve)

“ให้บริหารโดยดูทุกมิติโดยยึดข้อกำชับของนายกรัฐมนตรีเมื่อ 30 พ.ค.64 เป็นแนวปฏิบัติที่ให้ติดตามประกาศกรมอุตุฯและต้องพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกโอกาสทั้งแล้งทั้งท่วม “

อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมชลฯให้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจกับประชาชน เกษตรกรในการทำการเกษตรเน้นใช้น้ำฝนให้มากโดยเขื่อนจะกักเก็บน้ำให้มากที่สุดเนื่องจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศมีปริมาณน้ำน้อย

ณ วันที่ 14 ก.ค.2564 พบว่ายังสามารถรับน้ำได้กว่า42,400  ล้าน ลบ.ม.แบ่งเป็นภาคเหนือสามารถรับน้ำได้ 17,770 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถรับน้ำได้ 5,540 ล้าน ลบ.ม. ภาคกลางรับน้ำ 1,470  ล้านลบ.ม.

ตะวันออกรับได้1,490  ล้านลบ.ม. ตะวันตกรับได้12,000 ล้านลบ.ม.และภาคใต้รับได้ 3,940 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีฝนตกแล้วในบางพื้นที่ซึ่งเป็นผลดีต่อภาคการเกษตร  

ทั้งนี้ได้กำชับทุกพื้นที่เฝ้าระวังเพื่อช่วยเหลือ กรณีน้ำป่าไหลหลากหรือเกิดอุทกภัย โดยทางกรมชลประทาน ได้มีการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำล้นตลิ่ง ได้กำหนดคน และจัดสรรเครื่องจักรเครื่องมือไว้แล้ว พร้อมดำเนินการในทุกพื้นที่“ ดร.ทวีศักดิ์กล่าว

ทั้งนี้กรมยังได้วางแนวปฏิบัติสอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์ฝนของประเทศที่กรมอุตุฯโดยเฉพาะการคาดการณ์การเกิดพายุประมาณ2-3 ลูกในช่วง ส.ค.-ก.ย.ที่จะผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือ

ทั้งนี้ให้นำข้อห่วงใยของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ห่วงใยประชาชนซึ่งกำชับการบริหารน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และกรณีระบายน้ำต้องระวังพื้นที่ท้ายน้ำและริมตลิ่งด้วย

ขณะเดียวกันก็ต้องสำรองน้ำให้ได้มากที่สุดเพื่อใช้ในปีต่อไปรวมถึงเน้นการทำงานเชิงรุกและประสานกับพื้นที่เพื่อให้ทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำปัจจุบัน(14 ก.ค. 64) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 33,643 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีน้ำใช้การ 9,713  ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 19 สามารถรับน้ำได้อีกรวม 42,423 ล้าน ลบ.ม.

โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,451 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯรวมกันมีน้ำใช้การ 766 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 4

ในขณะที่มีการเพาะปลูกข้าวนาปีไปแล้วทั้งประเทศรวม 10.44 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 63 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพาะปลูกไปแล้ว 5.11 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ64 ของแผนฯ

ผู้ประกอบการ “ภาคเกษตรไทย” ผนึกความร่วมมือ “พันธมิตร” ทางการค้า “แอฟริกา” ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาดันส่งออกสินค้า “เกษตรไทย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/474232

ผู้ประกอบการ”ภาคเกษตรไทย” ผนึกความร่วมมือ”พันธมิตร”ทางการค้า”แอฟริกา”ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในเคนยาดันส่งออกสินค้า”เกษตรไทย”

13 กรกฎาคม 2564 – 21:55 น.

ผู้ประกอบการ”ภาคเกษตรไทย” ผงาดผนึกความร่วมมือพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ”ไทย-แอฟริกา”ตั้งศูนย์กระจายสินค้าใน”กรุงเทพ-เคนยา”เป็นประตูการส่งออก-นำเข้าสินค้าของ”ไทย-แอฟริกา” มุ่งกระจายสินค้าเกษตรและนวัตกรรมยึดหัวหาดตลาดแอฟริกา  

ผู้ประกอบการภาคเกษตรไทย​ ผงาดผนึกความร่วมมือพันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศไทย-แอฟริกา ตั้งศูนย์กระจายสินค้าในกรุงเทพ-เคนยาเป็นประตูการส่งออก-นำเข้าสินค้าของไทย-แอฟริกา มุ่งกระจายสินค้าเกษตรและนวัตกรรมยึดหัวหาดตลาดแอฟริกา วางเป้าส่งออกไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน/ปี นำร่องสินค้าข้าวหอมมะลิ ซีเรียล ชา กาแฟเพื่อสุขภาพ                      

นางสาวกรชวัล สมภักดี  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส.พี.ดี เอ็นเตอร์ไพร์ซ จำกัด กล่าวว่า เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสมุนไพรของไทยและสินค้านวัตกรรมการเกษตรต่างๆที่ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท เอส.พี.ดี เอ็นเตอร์ไพร์ซฯได้ทำพิธีลงนามการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับ Kenthai Global Steering Limited พันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ ไทย-เคนยา-แอฟริกา  คือ

1.ด้านการก่อตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกา ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

2.ด้านการก่อตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกา ณ กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา

3.ด้านความร่วมมือในด้านธุรกิจการค้าการลงทุนและการตลาดร่วมกัน

4.ด้านความร่วมมือในการนําสินค้าไทยสู่ประเทศสาธารณรัฐเคนยาและประเทศในทวีปแอฟริกา

และ 5 ด้านความร่วมมือด้านธุรกิจการค้าการลงทุนเกี่ยวกับการนําสินค้าไทยสู่ตลาดออนไลน์ ณ กรุงไนโรบี ประเทศสาธารณรัฐเคนยาเพื่อมุ่งสู่ตลาดออนไลน์ในทวีปแอฟริกา

นอกจากนี้ภายใต้บันทึกข้อตกลงยังครอบคลุมไปถึงการส่งเสริมนวัตกรรมและการเรียนรู้ด้านการเกษตร การปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ส่งเสริมการปลูกข้าวออร์แกนิก ปลูกชา การทำโรงงานสี โรงงานอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป กลุ่มซีเรียล ชา การเกษตรอย่างครบวงจรสำหรับส่งออกไปยังสาธารณรัฐเคนยาและประเทศในทวีปแอฟริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการทำการเกษตรเป็นหลัก  

 “การลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท เอส.พี.ดี เอ็นเตอร์ไพร์ซฯของไทยกับ Kenthai Global Steering Limited พันธมิตรทางการค้าระหว่างประเทศ ไทย-เคนยา-แอฟริกา ในครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในการที่ผู้ประกอบการด้านภาคเกษตรของไทยในการบุกเบิกขยายช่องทางตลาดใหม่ ๆ เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน

เนื่องจากการเป็นการเปิดมิติใหม่ๆนำไปสู่การผลักดันให้เกิดกลุ่มผู้ประกอบการคนไทยที่จะนำสินค้าไปขายที่แอฟริกา โดยมีสถานที่ตั้งในกรุงเทพมหานครเพื่อรับรองคู่ค้าที่จะเดินทางมาที่เมืองไทยเพื่อเจรจา การแลกเปลี่ยนทางการค้าการลงทุนต่างๆ

ตลอดจนมี Nairobi, Kenya Hub กระจายสินค้าในการรองรับสินค้าไทยเพื่อการกระจายสินค้าไปทั่วภูมิภาคแอฟริกาโดยวางเป้าหมายมูลค่าขั้นต่ำ 200 ล้านบาท/ปี รวมทั้งยังเป็นการช่วยเผยแพร่วัฒนธรรม การท่องเที่ยวระหว่างกันด้วย ส่งเสริมเอกลักษณ์ ภาพลักษณ์ของคนไทยอีกทางหนึ่งด้วย” นางสาวกรชวัล กล่าว  

นางสาวกรชวัล  กล่าวด้วยว่า  สำหรับศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกาจะมีการจัดตั้งขึ้นใน2ประเทศคือ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทยและกรุง ไนโรบี ประเทศสาธารณรัฐเคนยา จะทำหน้าที่คัดสรรสินค้าคุณภาพ และจับมือกับบริษัทต่างๆที่จะมาเป็นพันธมิตรในการนำสินค้าไทยไปสู่ตลาดแอฟริกาและเป็นตัวแทน(Trade)ในการกระจายสินค้าให้ผู้ประกอบการไปด้วย

นอกจากนี้เพื่อให้สินค้าในแบรนด์ของบริษัทฯและในเครือได้มีโอกาสออกสู่ตลาดแอฟริกามากขึ้น รวมถึงสินค้าของผู้ประกอบการอื่น ๆ พันธมิตรทางการค้าอื่นที่ต้องการนำสินค้าเข้าไปจัดจำหน่ายที่แอฟริกา  การประชุมจับคู่ธุรกิจ Business Matching การจัดแสดงสินค้า Fair/ Exhibition ในแต่ละประเทศ

การเป็นผู้นำที่จะนำสินค้าไทยเข้าสู่ Departmentstore & Supermarket ต่างๆในแอฟริกา  การนำสินค้าเข้าสู่ Platform หรือ Application ต่าง ๆ  โดยเชื่อมต่อกับ Jumia Online  การสร้างธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านกาแฟ  แลกเปลี่ยนระหว่างกัน  การส่งเสริมสินค้า OTOP ไทย เข้าสู่ตลาดแอฟริกาและการนำเข้าสินค้าจากแอฟริกา เพื่อการจัดจำหน่ายที่ประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มชา กาแฟ และการเกษตร เป็นต้น 

ด้านนายปกรณ์ ปั้นลี้ ประธาน บริษัท kenthai global steering limited​ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแอฟริกามีแนวโน้มการบริโภคและการนำเข้าสินค้าข้าวและอาหารและเครื่องดื่มสำเร็จรูป สินค้าสมุนไพร มุ้งลวดและโครงสร้างต่างๆสูงขึ้น

เนื่องจากภาคการผลิตของแอฟริกายังไม่สามารถตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้เพียงพอทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก รวมทั้งภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยต่อสายตาชาวแอฟริกา ก็ถือว่ามีภาพลักษณ์ที่ดีมาก สินค้าไทยในแอฟริกาใต้ได้รับความนิยมมาก

เช่น ข้าวไทยจากผลการสำรวจในห้างค้าปลีกรายใหญ่ในเมืองโจฮันเนสเบิร์กคนส่วนใหญ่จะหยิบข้าวไทยก่อน   ส่วนแนวโน้มความต้องการสินค้าแอฟริกาของไทยเท่าที่ศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะ เศษโลหะ เหล็กและเหล็กกล้า เครื่องเพชรและอัญมณี ทองคำ ในเรื่องอาหาร ผลไม้ อะโวคาโด  แมคคาเดเมีย กาแฟ ชา  เนื้อสัตว์  ขนสัตว์ ซึ่งถือเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมในประเทศไทย ดังนั้นแอฟริกาจัดเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของไทยในอนาคตอีกเช่นกัน                 

   “สาเหตุที่เลือกจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าไทย-แอฟริกานำร่องในกรุง ไนโรบี ประเทศเคนยา เนื่องจากเห็นว่า เคนยาเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก มีเครือข่ายการเชื่อมโยงคมนาคมที่ดี มีท่าเรือสำคัญ มีเส้นทางรถไฟและการบินเชื่อมต่อไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งใช้เป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคแอฟริกาได้อย่างดี  โดยสินค้าที่ทางแอฟริกามีความสนใจในสินค้าไทย  ประกอบด้วย สินค้าทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป โดยเฉพาะ เครื่องเทศ ข้าว ข้าวหอมมะลิ  ซีเรียล  สินค้ากลุ่มสุขภาพ ความสวยงาม อาทิ  คอลลาเจน ชา กาแฟ เพื่อสุขภาพเป็นต้น” นายปกรณ์  กล่าว     สำหรับสถานการณ์การส่งออกสินค้าไทยไปยังยังแอฟริกาใต้ที่ผ่านมา  มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 598.8 ล้านดอลลาร์ (หรือคิดเป็นร้อยละ 0.7 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย) โดยสินค้าที่ส่งออกมากที่สุดได้แก่ ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์และส่วนประกอบ เป็นต้น  ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเคนยา ได้แก่ ข้าว น้ำตาลทราย รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติก    การนำเข้าสินค้าจากแอฟริกาใต้ของไทยมีมูลค่าประมาณ 379.1 ล้านดอลลาร์ (หรือคิดเป็นร้อยละ 0.4 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดของไทย)   สินค้านำเข้าสำคัญของไทยจากเคนยา ได้แก่ เคมีภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งแปรรูป แผงวงจรไฟฟ้า สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และเนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค                    ************************* 

“กรมชลฯ” จับมือประชาคม “คลองวังโตนด” กางแผนดูแล “ช้างป่า” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/473283

“กรมชลฯ”จับมือประชาคม”คลองวังโตนด” กางแผนดูแล”ช้างป่า”

7 กรกฎาคม 2564 – 15:50 น.

“อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด” จังหวัดจันทบุรีอยู่ในกระบวนเตรียมข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโครงการภายใต้แนวทางฟื้นฟูและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

“อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด”จังหวัดจันทบุรีอยู่ในกระบวนเตรียมข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาโครงการภายใต้แนวทางฟื้นฟูและป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

โดยหนึ่งในนั้นมีแนวปฏิบัติที่จะดูแลผลกระทบต่อ”ช้างป่า”แห่งลุ่มน้ำวังโตนดที่กรมชลประทานจะต้องจับมือกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นายเฉลิมเกียรติ  คงวิเชียรวัฒน์  รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่หารือกับประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำวังโตนดและร่วมกันติดตามพฤติกรรมช้างป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำบริเวณอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมวซึ่งเป็นอ่างที่กำลังก่อสร้างในลุ่มน้ำเดียวกันเพื่อใช้ประกอบแนวทางแก้ไขผลกระทบและช่วยเหลือตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIMP)

ซึ่งกรมได้นำเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.)รวม 38 แผนงานแยกเป็นแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม 19 แผนงานและแผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวม 19 แผนงาน

ซึ่งทั้งหมดกรมชลประทานจะสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูระยะเวลาติดตามโครงการ 15 ปี

ทั้งนี้อ่างมีความจุ 99.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ใช้พื้นที่ป่า14,600 ไร่ อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่อง 7,097 ไร่ และในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 7,503 ไร่

เบื้องต้นจะลดการใช้พื้นที่สำหรับเป็นพื้นที่บริหารโครงการจาก 1,850 ให้เหลือประมาณ 500-800 ไร่ในส่วนของการฟื้นฟูสภาพป่าไม้และดูแลสัตว์ป่าโดยจัดสรรงบประมาณให้กรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช  ปลูกป่าทดแทนและดูแลรักษาป่าในพื้นที่อนุรักษ์ 29,200 ไร่ปลูกพืชอาหารสัตว์ การส่งมอบคืนพื้นที่ป่าอนุรักษ์และกำหนดจุดสร้างฝายดักตะกอน

“มาตรการและแผนปฏิบัติการฯกรมอุทยานฯเป็นผู้กำหนดจุดที่เหมาะสมในการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่า การก่อสร้างแหล่งน้ำเล็กๆ และแหล่งน้ำสำรองสำหรับสัตว์ป่าให้กระจายเป็นจุดๆอย่างน้อย5 จุดทางตอนบนของอ่างระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนย ปลูกต้นไม้พืชอาหารสัตว์ ไม้ดั่งเดิม ไม้ท้องถิ่น ไม้ป่ามีผล กระจายทั่วทางด้านเหนือตะวันออกและตะวันตกของโครงการเพื่อให้สัตว์ป่ากระจายตัว การสร้างหน่วยพิทักษ์อุทยาน  การสร้างแนวรั้วป้องกันช้างออกนอกพื้นที่อุทยานนอกจากนั้นในบริเวณขอบอ่างที่มีความชัน กรมชลฯจะมีการปรับให้มีความลาดลงเพื่อให้สัตว์ป่าลงมากินน้ำได้อย่างปลอดภัย “

นายมหิทธิ์ วงศ์ษา ผู้อำนวยการส่วนสิ่งแวดล้อม สำนักบริหารโครงการ  กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมีรูปทรงเป็นกระทะเหมือนอ่างเก็บน้ำคลองประแกดซึ่งในฤดูแล้งพบว่าจะมีสัตว์ป่าและช้างป่า ลงมากินน้ำที่อ่างเก็บน้ำคลองประแกดอยู่เสมอทุกปี

ดังนั้นก็คาดว่าในอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดหากสร้างเสร็จจะกลายเป็นแหล่งน้ำให้กับช้างและสัตว์ป่าในพื้นที่เพิ่มเติมได้อีกจุดหนึ่ง และในแต่ละปีจะมีช่วงที่น้ำเยอะประมาณ 5-6 เดือน และในห้วงเวลาที่เหลือระดับกักเก็บน้ำจะเริ่มลดลง ทำให้พื้นที่หากินของสัตว์ขยายเพิ่มมากขึ้นสลับกันไป

ทั้งนี้เนื่องจากกรมได้เก็บข้อมูลน้ำในรอบ 30 ปีและทำรูปแบบการบริการจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดพบว่าระดับน้ำกักเก็บในอ่างเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 65.6 ล้านลบ.ม.จะมีพื้นที่น้ำท่วมในอ่างสูงสุดประมาณ 4,479  ไร่ในช่วงเดือนต.ค- ก.พ. พื้นที่หากินของสัตว์ป่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,494 ไร่  

ในขณะที่เดือนที่เหลือจะมีพื้นที่น้ำท่วมเฉลี่ย 1,800 – 2,200 ไร่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง เม.ย.-ก.ค. จะมีน้ำกักเก็บประมาณ 12 -7.4 ล้านลบ.ม.พื้นที่น้ำท่วมประมาณ 500-800 ไร่เท่านั้น ทำให้พื้นที่หากินของสัตว์ป่าจะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 5,553 ถึง 6,800 ไร่  และในพื้นที่อ่างจะมีพืชอาหารสัตว์เติบโตขึ้นอีกด้วย

ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่าพร้อมสนับสนุนกรมชลประทานในการขับเคลื่อนโครงการอย่างเต็มที่เพราะคนในลุ่มน้ำนี้ต่อสู้และรอมานาน

ดังนั้นจะให้ความร่วมมือในการขับเคลื่อนโครงการนี้ อีกทั้งพร้อมทำความเข้าใจกับภาคส่วนอื่นทั้งเรื่องป่าไม้และช้างป่า ซึ่งกรณีเรื่องช้างป่านั้นทางกลุ่มลุ่มน้ำวังโตนดพร้อมที่จะต้อนรับทุกคนที่ต้องการลงมาดูพื้นที่จริง

นายเดช จินโนรส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลขุนซ่อง อ.ท่าใหม่ กล่าวว่าตนเองอยู่ในพื้นที่มา30 ปีเดิมทีไม่ค่อยมีช้างออกมาเพราะป่าสมบูรณ์

ต่อมามีการให้สัมปทานมีการลากไม้สำคัญไปหมดจนป่าเสื่อมโทรมและคนเริ่มเข้ามาทำกินและในลุ่มน้ำวังโตนดเริ่มแห้งแล้งเพราะไม่มีที่เก็บน้ำน้ำมาก็ไหลลงทะเล ช้างก็เริ่มออกมาใกล้คนมากขึ้นมีอันตรายทั้งคนทั้งช้าง

ดังนั้นแนวทางที่มีการวางไว้คือการสร้างแหล่งน้ำ แหล่งอาหารในป่าและแนวกันช้าง ก็น่าจะเป็นมาตรการที่เหมาะสมและคนในชุมชนพร้อมที่จะช่วยกันฟื้นฟูป่าและช้างในระยะต่อไป

รองอธิบดีกรมการข้าว “ณัฏฐกิตติ์” ลงพื้นที่ตรวจติดตามงาน “ศมข.ราชบุรี” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/473112

รองอธิบดีกรมการข้าว”ณัฏฐกิตติ์”ลงพื้นที่ตรวจติดตามงาน”ศมข.ราชบุรี”

6 กรกฎาคม 2564 – 13:15 น.

“รองฯณัฏฐกิตติ์”ลงพื้นที่ตรวจติดตามงาน ศมข.ราชบุรี ย้ำ จนท.ต้องปฏิบัติงานเต็มที่เร่ง”ผลิตเมล็ดพันธุ์”ให้เพียงพอต่อความต้องการของพี่น้อง”ชาวนา “

วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2564 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นประธานการมอบนโยบายแนวทางการทำงานรับฟังปัญหา อุปสรรคและให้กำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี พร้อมเยี่ยมชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า กรมการข้าวต้องร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการหารือโดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัยความร่วมมือของหลาย ๆ ฝ่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอ

ซึ่งจะเป็นกรอบแนวทางในการทำงานร่วมกันในการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดข้าว โดยแบ่งข้าวออกเป็น 5 ประเภท คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมไทย ข้าวเจ้าพื้นนุ่ม ข้าวเจ้าพื้นแข็ง และข้าวเหนียว

รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การผลิตเมล็ดพันธุ์จะเริ่มต้นจากกรมการข้าว เป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คัด เมล็ดพันธุ์หลัก และเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายหลังจากนั้นศูนย์ข้าวชุมชน สหกรณ์ต่าง ๆ และสมาคมพ่อค้า ผู้ผลิตและรวบรวมเมล็ดพันธุ์จะมารับเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายไปทำการผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์จำหน่ายต่อไป

โดยท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)การดำเนินงานของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจะต้องดำเนินภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ไม่หยุดนิ่ง มุ่งมั่นทำงานเพื่อพี่น้องชาวนาอย่างสุดความสามารถ

แต่ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานจะต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและเพิ่มความระมัดระวังในการทำงานเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19)

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี จะต้องมีความสามัคคีกันในการทำงาน มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และบุคลากรในการทำงานจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุข รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าว

“กรมชลฯ” เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน “คลองวังโตนด” ผ่าน EHIA #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/472784

“กรมชลฯ”เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน”คลองวังโตนด”ผ่านEHIA

3 กรกฎาคม 2564 – 13:59 น.

“กรมชลประทาน”เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนโครงการอ่างฯ”คลองวังโตนด”หลังผ่าน EHIA ย้ำให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม  พร้อมมั่นใจเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพ

กรมชลประทาน“เตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นประชาชนโครงการอ่างฯ”คลองวังโตนด“หลังผ่าน EHIAย้ำให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม มั่นใจเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้อย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 100,000 ครัวเรือน 

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ต.ขุนซ่อง อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี ว่าได้ผ่านการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA)จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเรียบร้อยแล้ว

"กรมชลฯ"เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน"คลองวังโตนด"ผ่านEHIA

ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมดำเนินการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนผู้ใช้น้ำรวมถึงผู้มีส่วนได้-เสียของโครงการฯ

ทั้งนี้ในการจัดทำEHIA นั้นกรมชลประทานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกๆเรื่องตลอดจนร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องซึ่งได้รับสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขหาแนวทางที่เหมาะสม พร้อมทั้งให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ต้นน้ำและสัตว์ป่า

"กรมชลฯ"เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน"คลองวังโตนด"ผ่านEHIA

ทั้งนี้การดำเนินโครงการอ่างฯคลองวังโตนด กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมในอันดับต้นๆ โดยกรมชลประทานได้เตรียมแผนปลูกป่าทดแทน 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่ได้รับผลกระทบหรือจำนวน 29,200 ไร่ เมื่อแล้วเสร็จก็จะดำเนินการคืนพื้นที่อนุรักษ์

พร้อมจัดตั้งหน่วยพิทักษ์อุทยาน ดำเนินงานตามโครงการแก่งหางแมวโมเดลของมูลนิธิรอยต่อ 5 จังหวัดเพื่อแก้ปัญหาช้างป่าตลอดจนสร้างแนวรั้วกันช้างตามแนวรอยต่ออุทยาน 73,729 ไร่ ระยะทางรอบอุทยาน 60 กิโลเมตร รวมทั้งยังจะสร้างแหล่งน้ำและแหล่งอาหารสำรองสำหรับสัตว์ป่าเพื่อลดผลกระทบจากโครงการฯอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนด เป็นหนึ่งในลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออก มีปริมาณน้ำท่าปีละ 1,200ล้านลบ.ม.แต่ก็ประสบปัญหาน้ำแล้ง น้ำเค็มรุกล้ำและน้ำท่วม เป็นประจำสร้างความเสียหายปีละหลายร้อยล้านบาท

"กรมชลฯ"เปิดเวทีรับฟังประชาชน ขับเคลื่อน"คลองวังโตนด"ผ่านEHIA

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาพบว่าหากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนตลอดจนสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ได้จะต้องมีการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่ต้นน้ำ 4 แห่ง ดังนี้

อ่างฯคลองประแกด ความจุ 60 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว อ่างฯคลองพะวาใหญ่ความจุ 68 ล้าน ลบ.ม.   อ่างฯคลองหางแมว ความจุ 80 ล้าน ลบ.ม.จะแล้วเสร็จภายในปี 2565และอ่างฯคลองวังโตนดความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม. ดังกล่าว

อ่างฯคลองวังโตนด จะเป็นแหล่งสำรองน้ำดิบสำคัญให้กับประชาชนในพื้นที่เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปีและสำรองน้ำให้การประปาสาขาจันทบุรีได้อีก 18.89 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี มีประชาชนได้รับประโยชน์มากกว่า 120,000 ครัวเรือนหรือประมาณ226,000 คนรวมทั้งยังสามารถส่งน้ำเพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานในลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้ถึง  87,700 ไร่นอกจากนี้ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินไปยังอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ในช่วงฤดูฝนได้สูงสุด70 ล้าน ลบ.ม.เพื่อสนับสนุนและเสริมความมั่นคงให้กิจกรรมการใช้น้ำในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC)   อีกทั้งยังช่วยชะลอน้ำหลาก และบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนดได้กว่า 5,000 ไร่ ตลอดจนยังช่วยรักษาระบบนิเวศและคุณภาพน้ำตลอดลำน้ำให้อุดมสมบูรณ์อีกด้วย”อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/472703

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

2 กรกฎาคม 2564 – 17:53 น.

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เผยปี 64 มูลค่าทุเรียนกว่า 6 หมื่นล้านขยายได้อีกเพราะยังไม่พอกับตลาด

นายอุดม วรัญูรัฐ  สว.จันทบุรี กล่าวว่า คนจังหวัดจันทบุรีสนับสนุนการสร้างเก็บน้ำคลองวังโตนดเพราะคนประชาชนในพื้นที่ต่างทราบดีถึงความสำคัญของการมีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้

และที่ผ่านมาต่างประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรชาวสวนทุเรียนผลไม้สำคัญของจังหวัดและผลไม้ส่งออกสำคัญของประเทศซึ่งจากข่าวที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกก.วล.เห็นชอบแล้วทำให้ขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรเตรียมโค่นยางพาราเพื่อหันมาปลูกทุเรียนเพราะเพื่อรออ่างเก็บน้ำที่จะมาสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่

ทุเรียนในจังหวัดจันทร์ประมาณ3 แสนไร่ ปี2564 รวบรวมได้ประมาณ 4 แสนตันมูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเพราะต่างมองว่าทุเรียนเป็นอนาคตเพราะคนที่นี่มีความชำนาญในการปลูกทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่ตลาดต้องการ แต่ทั้งนี้จันทบุรีไม่ได้มีทุเรียนเพียงอย่างเดียวยังมีมังคุด เงาะ ยางพาราและอื่นๆซึ่งหลายปีก่อนแล้งมากคนสวนทุเรียนต้องซื้อน้ำมาใส่ต้น แต่ทุกคนก็สู้แพงก็ต้องซื้อหามาเพราะถ้าต้นตายต้องใช้เวลาปลูกมากกว่า 5ปี แต่ถามว่าน้ำมาจากไหนก็มาจากลำน้ำมาจากอ่างเช่นกันทุกคนก็ทราบว่าสภาพอากาศเปลี่ยนเมืองจันทร์มีน้ำท่าเยอะแต่เราไม่มีอ่างเก็บ อ่างวังโตนดจึงเป็นความหวังของชาวสวนเมืองจันทบุรีซึ่งนอกจากเมืองจันทร์ใช้เองแล้ว ยังสามารถเผื่อแผ่ให้กับจังหวัดอื่นได้อีกด้วย”นายอุดมกล่าว

นายเจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อให้ได้อ่างคลองวังโตนด ก็เพื่อลูกหลานในอนาคตที่จะมั่นคงด้านน้ำเพราะตนเองปัจจุบันอายุ 77  ปี ไม่รู้จะมีโอกาสได้เห็นอ่างนี้เมื่อสร้างเสร็จหรือไม่ ซึ่งเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 64ที่ผ่านมานายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ก็ลงมาหารือในพื้นที่ทางประชาคมลุ่มน้ำคลองวังโตนดยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนกรมชลฯทุกมิติเพราะจากอดีตที่อยู่กันมาทราบถึงปัญหาขาดแคลนน้ำดีว่าเดือดร้อนกันอย่างไรจึงไม่แปลกที่อ่างแห่งนี้เป็นอ่างที่คนลุ่มน้ำวังโตนดและคนเมืองจันทบุรีลุกขึ้นมาสนับสนุน แต่ก็มีบางคนยังมาแย้งว่าน้ำจะไปเลี้ยงพื้นที่อีอีซีด้วยซึ่งในฐานะคนที่ทำงานด้านน้ำมาก่อนก็ฝากว่าน้ำนั้นต้องแบ่งปันกันที่ผ่านมาทางลุ่มน้ำยังมีอ่างไม่ครบ4 อ่าง มีเพียง 3 แห่งอ่างพะวาใหญ่ อ่างประแกด อ่างแก่งหางแมวที่กำลังก่อสร้าง ทางลุ่มน้ำได้มีการจัดสรรแบบมีเงื่อนไขเมื่ออ่างครบ4อ่างก็ยังคงมีเงื่อนไขว่าต้องผันในช่วงฤดูฝน

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

นอกจากนั้นยังต้องสร้างระบบกระจายน้ำเพื่อสามารถนำน้ำไปใช้ในพื้นที่รอบอ่างให้สมบูรณ์ด้วยซึ่งทางกรมชลประทานก็รับรอง  ในขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อมคนลุ่มน้ำจะช่วยกันฟื้นฟูตามแผนที่กก.สว.กำหนด คนลุ่มน้ำคลองวังโตนดเห็นตรงกันว่าสมควรมีอ่างเก็บน้ำที่ลุ่มน้ำวังโตนด ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เผยปี 64 มูลค่าทุเรียนกว่า 6 หมื่นล้านขยายได้อีกเพราะยังไม่พอกับตลาด

นายอุดม วรัญูรัฐ  สว.จันทบุรี กล่าวว่า คนจังหวัดจันทบุรีสนับสนุนการสร้างเก็บน้ำคลองวังโตนดเพราะคนประชาชนในพื้นที่ต่างทราบดีถึงความสำคัญของการมีอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ และที่ผ่านมาต่างประสบปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตรชาวสวนทุเรียนผลไม้สำคัญของจังหวัด และผลไม้ส่งออกสำคัญของประเทศ ซึ่งจากข่าวที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกก.วล.เห็นชอบแล้วทำให้ขณะนี้หลายพื้นที่เกษตรกรเตรียมโค่นยางพาราเพื่อหันมาปลูกทุเรียนเพราะเพื่อรออ่างเก็บน้ำที่จะมาสร้างความมั่นคงให้กับพื้นที่

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

ทุเรียนในจังหวัดจันทร์ประมาณ 3 แสนไร่ ปี2564 รวบรวมได้ประมาณ 4 แสนตัน มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาทเพราะต่างมองว่าทุเรียนเป็นอนาคตเพราะคนที่นี่มีความชำนาญในการปลูกทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่ตลาดต้องการแต่ทั้งนี้จันทบุรีไม่ได้มีทุเรียนเพียงอย่างเดียว ยังมีมังคุด เงาะ ยางพาราและอื่นๆซึ่งหลายปีก่อนแล้งมากคนสวนทุเรียนต้องซื้อน้ำมาใส่ต้น แต่ทุกคนก็สู้แพงก็ต้องซื้อหามาเพราะถ้าต้นตายต้องใช้เวลาปลูกมากกว่า 5 ปี แต่ถามว่าน้ำมาจากไหนก็มาจากลำน้ำ มาจากอ่างเช่นกัน     ทุกคนก็ทราบว่าสภาพอากาศเปลี่ยน เมืองจันทร์มีน้ำท่าเยอะแต่เราไม่มีอ่างเก็บ อ่างวังโตนดจึงเป็นความหวังของชาวสวนเมืองจันทบุรีซึ่งนอกจากเมืองจันทร์ใช้เองแล้วยังสามารถเผื่อแผ่ให้กับจังหวัดอื่นได้อีกด้วย”นายอุดมกล่าว

ชาวจันทร์ เตรียมโค่นยางปลูกทุเรียนเพิ่มนับหมื่นไร่ รออ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด 

เปิดตัวแคมเปญ “ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ” x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/472684

เปิดตัวแคมเปญ”ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ”x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย

2 กรกฎาคม 2564 – 15:56 น.

ปุ๋ยเต็มสูตร”ตราหัววัว-คันไถ”ผนึกกำลังแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังเจ้าดังเอ็ม-150 เปิดตัวแคมเปญ”ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ” x เอ็ม-150 : ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย” มอบโปรโมชั่นแบบจัดเต็มให้กับ”เกษตรกร”

ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ“แบรนด์ปุ๋ยเคมีชั้นนำที่อยู่คู่กับเกษตรกรไทยมาเกือบ 50 ปี โดย บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมีร่วมกับ เอ็ม-150 ผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานที่เป็นที่นิยมมากว่า 35 ปีจากเครือโอสถสภาจัดทำแคมเปญร่วมมือทางการตลาด “ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย”เพื่อเป็นการส่งเสริมการขาย”ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ”

โดยการแถมเครื่องดื่มเอ็ม-150 กระชายดำผสมน้ำผึ้ง ให้กับเกษตรกรที่ซื้อปุ๋ยที่ร่วมรายการ นอกจากนี้ เกษตรกรยังสามารถร่วมกิจกรรมโดยการแอดไลน์แต้มเอ็ม และส่งรหัสใต้ฝาเพื่อสะสมแต้มและนำไปแลกของพรีเมียมหรือร่วมลุ้นรางวัลใหญ่จากแต้มเอ็มได้อีกด้วย

นายวัชระ ปิงสุทธิวงศ์ เจ้าหน้าที่บริหารและผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยเซ็นทรัลเคมี กล่าวว่า เพื่อเป็นการกระตุ้นการขายปุ๋ยในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกและมอบสิทธิพิเศษให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นผู้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ตราหัววัว-คันไถของบริษัทตลอดมา

เปิดตัวแคมเปญ"ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ"x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย

เราจึงร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจกับเอ็ม-150 ที่เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มพลังงานในการทำแคมเปญ“ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย”โดยการนำTaglineที่เป็นอัตลักษณ์ของแบรนด์คือไม่มีลิมิต ชีวิตเกินร้อยของ เอ็ม-150 และปุ๋ยเต็มสูตร ผลผลิตเต็มร้อยของหัววัว-คันไถ มาใช้เป็นชื่อแคมเปญเพื่อสื่อให้เห็นถึงการร่วมมือกันของทั้งสองแบรนด์

นอกจากนี้แคมเปญดังกล่าวยังเป็นการสร้างการรับรู้แบรนด์โดยการสร้างมิติใหม่ด้านการตลาดและขยายฐานลูกค้าของ”หัววัว-คันไถ”โดยการโปรโมทผ่านช่องทางของเอ็ม-150 ได้อีกด้วย

เปิดตัวแคมเปญ"ปุ๋ยตราหัววัว-คันไถ"x เอ็ม-150: ไม่มีลิมิต ผลผลิตเต็มร้อย

ด้านนายสรายุทธ จิตจรุงพร Chief Customer Development Officer บมจ.โอสถสภา กล่าวว่า การโปรโมทแบรนด์ผ่านช่องทางของหัววัว-คันไถ จะช่วยทำให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักได้ครอบคลุมมากขึ้นช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคผ่านการร่วมมือของแบรนด์ที่เป็นผู้นำจากสองอุตสาหกรรมที่ต่างกัน

แต่มีกลุ่มลูกค้าที่ใกล้เคียงกัน เป็นการร่วมกันทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมอีกทั้งยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างสรรสิ่งใหม่ๆ เพื่อผู้บริโภคอยู่เสมอ

แคมเปญดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปโดยสินค้าที่จะร่วมรายการมีดังนี้
o เดือนกรกฎาคม สูตร 16-8-8, 16-12-8, 16-8-8 พลังสอง และ 16-12-8 พลังสอง
o เดือนสิงหาคม สูตร 15-15-15 พรีเมี่ยม
o เดือนกันยายนถึงตุลาคม สูตร 14-4-9, 16-8-4, 18-4-5 และ 15-7-18

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดแคมเปญเพิ่มเติมได้ที่ร้านค้าใกล้บ้าน หรือผ่านทาง Facebook ปุ๋ยเต็มสูตร ตราหัววัว-คันไถ

“เฉลิมชัย” เดินหน้าพัฒนาทะเลสะอาดอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ “ทะเลปลอดอวน ขยะคืนฝั่ง” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/468931

“เฉลิมชัย”เดินหน้าพัฒนาทะเลสะอาดอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ”ทะเลปลอดอวน ขยะคืนฝั่ง”

2 มิถุนายน 2564 – 15:07 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าพัฒนาทะเลสะอาดอย่างยั่งยืนภายใต้โครงการ”ทะเลปลอดอวน ขยะคืนฝั่ง” กรมประมง ผนึกกาลัง ประมงพื้นบ้าน – ประมงพาณิชย์ แปลงขยะทะเลเป็นทุนโมเดลBCGสร้างรายได้ชุมชนประมง

2 มิ.ย.2564  นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ในฐานะประธานคณะกรรมการ ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทย แถลงวันนี้ (2 มิ.ย.) ว่า หลายปีที่ผ่านมาทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสาคัญของการ ป้องกันและจัดการปัญหาขยะทะเล โดยประเทศไทย ติดอันดับต้นๆ ของโลกที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด ขณะนี้ หลายหน่วยงานในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างให้ความสาคัญและได้มีการกาหนดเป้าหมายในการลดปริมาณ ขยะ สอดคล้องกับวาระแห่งชาติ ภายใต้แผนแม่บทการจัดการขยะแห่งชาติฉบับที่ 2559 – 2564 ว่าด้วยการต่อต้าน ขยะทะเลในภูมิภาคอาเซียน ตามมติที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 34 ในการร่วมมือมุ่งมั่นฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างเป็น รูปธรรม 

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต ของเกษตรกรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานสู่มิติใหม่ ภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์เฉลิมชัย” คือ 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนาการผลิต 2. ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 3. ยุทธศาสตร์ “3’s” (Safety-Security-Sustainability- เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) 4. ยุทธศาสตร์การบริหาร เชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะโมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” และ 5. ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืน ตามแนวทางศาสตร์พระราชา สอดคล้องกับมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่เห็นชอบในโมเดลเศรษฐกิจ หมุนเวียนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ การนำขยะมารีไซเคิลหมุนเวียนให้เกิดรายได้ใช้พัฒนาชุมชน ด้วย “โครงการทะเล ปลอดอวน” และ “โครงการขยะคืนฝั่ง” กรมประมงในฐานะหน่วยงานที่ดูแลด้านประมง ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นอย่างดี โดยในปี 2562 กรมประมงจึงได้ร่วมกับพี่น้องชาวประมงท้ังประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ผู้ที่ใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลโดยตรง ในการริเริ่มนำแนวคิดการไม่สร้างขยะในท้องทะเล และการเก็บขยะในท้อง ทะเล มาแปลงเป็นทุน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ภายใต้การบริหารจัดการของชุมชนประมง สร้างรายได้นำไปพัฒนาชุมชน

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการกาจัดขยะในทะเลนั้น ได้ ดำเนินงานภายใต้นโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เน้นย้ำในเรื่องของการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคประชาสังคม โดยกรมประมง ผู้ประกอบการและชาวประมง บูรณาการงานร่วมกัน อย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ช่วยลดโอกาสในการ ปนเปื้อนของมลพิษในสัตว์น้ำ ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเริ่มต้นจากชาวประมงพาณิชย์ขยายผลไปสู่ ชาวประมงทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกรมประมงได้ดำเนินโครงการในการกำจัดขยะทะเล ภายใต้การขับเคลื่อนของ อธิบดีกรมประมง มาแล้ว จานวน 2 โครงการ คือ

1. โครงการ Net Free Seas หรือเรียกว่า โครงการทะเลปลอดอวน ซึ่งกรมประมงได้ร่วมกับมูลนิธิความ ยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation : EJF) ในการพยายามจัดการและแก้ไขปัญหาขยะที่เกิดจากเศษอวนประมง  โดยการนำเศษอวนเอ็นจากเรือประมงพื้นบ้าน กลับมารีไซเคิลแปรสภาพใช้ประโยชน์และสร้าง รายได้ให้แก่ชุมชน โดยปัจจุบัน ได้มีการนาร่องจัดทาโครงการ Net Free Seas ในพื้นที่ชุมชนชายฝั่งทะเลในจังหวัด ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ ระยอง จันทบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา และพังงา โดยมีชุมชนประมง พื้นบ้านที่จัดตั้งเป็นองค์กรประมงท้องถิ่น ทั้งหมด 47 ชุมชน มีชาวประมงเข้าร่วมโครงการกว่า 700 คน โดยชุมชน ประมงท้องถิ่นในพื้นที่สามารถรวบรวมนำเศษอวนที่กลายเป็นขยะในพื้นที่แล้ว ส่งขายให้กับโรงงาน ในราคา 10 บาท/กิโลกรัม เพื่อนามารีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติก และแปลงไปเป็นของใช้ต่างๆ ได้มากกว่า 12 รายการ

เช่น ที่เปิดขวด ที่รองแก้ว ที่กดลิฟท์ ส่วนประกอบของกระดานโต้คลื่น พรมปูพื้น ฯลฯ ซึ่งถูกนำไปจำหน่ายทั้งภายในประเทศและ ต่างประเทศแล้วกว่า 100,000 ชิ้น สามารถลดขยะที่เกิดจากเศษอวนไปได้มากถึง 14,000 กิโลกรัม ซึ่งชุมชนจะมี รายได้ตอบแทน โดยการดำเนินโครงการจะถูกปรับให้เหมาะสมกับวิถีชุมชน แต่ละชุมชนมีส่วนร่วมและมีสิทธิ์ในการให้ คำแนะนำและตัดสินใจในรูปแบบการบริหารจัดการรายได้ที่ได้รับจากการขายเศษอวนผ่านโครงการและระบบการ จัดการ รีไซเคิลขยะจากอวนที่ไม่ซับซ้อนชาวบ้านสามารถดำเนินการเองได้ เอื้อให้เกิดการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ชุมชนได้ในระยะยาว 

โครงการดังกล่าว นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาขยะจากเศษอวนประมงเพื่อเป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทางทะเลและ ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลในระยะยาวแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากขยะ ช่วยสร้างช่องทางการเพิ่ม รายได้ให้แก่ชุมชนชาวประมง และเป็นการริเริ่มการนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาใช้แก้ปัญหาและเพิ่มคุณภาพ ชีวิตในชุมชนให้ดีขึ้น ที่สาคัญยังช่วยสนับสนุนความพยายามของชุมชนในเรื่องของการอนุรักษ์ทรัพยากรทะเลผ่านการ อนุรักษ์อย่างยั่งยืน ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจผ่านโครงการเพื่อปลูกฝังจิตสานึกในการอนุรักษ์และปลูกฝัง พฤติกรรมการแก้ปัญหาขยะทะเลและการรีไซเคิลให้เป็นวิถีชุมชนที่ยั่งยืน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปยังชุมชน ในจังหวัดใกล้เคียงในฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งปัจจุบันมีชุมชนประมงในพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนชุมชนประมงท้องถิ่นชายฝั่งกับ กรมประมงทั้งหมดแล้ว จานวน 751 ชุมชน

2. โครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” โดยกรมประมงร่วมกับสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รณรงค์ให้ชาวประมงดูแลรักษาสภาพแวดล้อมในพื้นที่เขตทะเลและชายฝั่งให้สะอาด นาขยะ ทะเลคืนฝั่ง ภายใต้กรอบแนวคิด “รับรู้ต้นตอปัญหา เกิดจิตสานึกตระหนัก ให้ความเห็นร่วม สมัครเข้าทากิจกรรม สร้าง สัมพันธ์ ให้ความร่วมมือ ยึดปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” ซึ่งศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออก (PIPO) ของกรมประมง จานวน 30 แห่ง ทั่วประเทศ เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนกิจกรรมฯ ดังกล่าว ปัจจุบันมีชาวประมงเข้าร่วมกิจกรรมจานวน 4,328 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564) มีขั้นตอนการดำเนินการโดยผู้ควบคุมเรือประมงทุกลาที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ จะต้องจดบันทึกรายงานขยะที่เก็บมาแต่ละครั้ง แนบพร้อมการส่งสมุดบันทึกการทาประมง (LB) เพื่อให้ศูนย์ PIPO ตรวจสอบและบันทึกปริมาณขยะลงในระบบ นอกจากนี้ยังได้ประสานงานไปยังท่าเทียบเรือทุกแห่งที่จดทะเบียนกับ กรมประมง ให้จัดจุดรวบรวม คัดแยกขยะจากทะเล และประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงที่ออกเรือ ลดการใช้ภาชนะหรือ บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ยาก ไม่เทเศษสิ่งของเหลือใช้ หรือเครื่องมือ อุปกรณ์ ของใช้ในเรือประมงลงสู่ทะเล ซึ่งจาก ดาเนินกิจกรรมดังกล่าวเป็นระยะเวลา 3 ปี ได้มีการสรุปรายงานผลปริมาณขยะ คืนฝั่งที่เก็บมาได้ปัจจุบันทั้งหมด จานวน 182,876 กิโลกรัม (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564) แบ่งเป็นขยะที่เก็บในเรือประมงจานวน 139,682 กิโลกรัม ขยะจากทะเล 43,194 กิโลกรัม ซึ่งส่วนใหญ่ประเภทขยะที่พบมากที่สุดคือ เศษอวน รองลงมาเป็นขวด พลาสติก ขวดแก้ว และขยะอื่นๆ ทั้งนี้ขยะที่รวบรวมไว้จะมีการส่งต่อไปสู่กระบวนการนากลับมาใช้ซ้ำเพื่อให้คุ้มค่าที่สุด หรือนากลับมาใช้ใหม่ หรือกาจัดด้วยวิธีที่ถูกต้อง

“จากการดำเนินการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมประมงได้มุ่งผลักดันกิจกรรมฯ ดังกล่าว ในด้านการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง จนประสบความสาเร็จเห็นผลเชิงประจักษ์ โดยล่าสุดกรมประมงได้ส่งผลงาน กิจกรรมฯ ดังกล่าว เข้าร่วมชิงรางวัลเลิศรัฐประจาปี 2564 ประเภทรางวัล การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม เพื่อ แสดงถึงความร่วมมือร่วมใจระหว่างภาครัฐ และพี่น้องชาวประมง ในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและ สิ่งแวดล้อม ท้ายนี้ กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงในความตระหนักรักษ์สิ่งแวดล้อม และช่วยกันเก็บขยะจาก ทะเลคืนฝั่ง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นต้นแบบและขยายผลไปสู่ชาวประมงทุกกลุ่มให้ปรับเปลี่ยน วิถีการทำประมงใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเนื่องในโอกาสวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก กรมประมง และพี่น้องชาวประมง ขอแสดงเจตจำนงค์ว่าพวกเราพร้อมที่จะดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้คืนความอุดมสมบูรณ์ ดังเดิม” อธิบดีกรมประมง กล่าว