กลุ่มแปลงใหญ่พัทลุงปลื้ม ได้รับเงินอุดหนุนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ ฯ แล้วกว่า 43 ล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/468061

กลุ่มแปลงใหญ่พัทลุงปลื้ม ได้รับเงินอุดหนุนโครงการยกระดับแปลงใหญ่ ฯ แล้วกว่า 43 ล้านบาท

26 พฤษภาคม 2564 – 14:26 น.

จังหวัดพัทลุง โอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาดแล้ว จำนวน 19 แปลง ซึ่งเป็นแปลงที่กรมส่งเสริมการเกษตรรับผิดชอบ เป็นเงินกว่า 43 ล้านบาท

นายสมคิด รัตนวงศ์ เกษตรจังหวัดพัทลุง กล่าวว่า จังหวัดพัทลุงมีกลุ่มแปลงใหญ่ที่ขอเข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 46 แปลง แบ่งเป็นกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 20 แปลง กรมการข้าว จำนวน 12 แปลง การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 11 แปลง กรมประมง จำนวน 2 แปลง และกรมปศุสัตว์ จำนวน 1 แปลง

                                   นายสมคิด รัตนวงศ์ เกษตรจังหวัดพัทลุง

ซึ่งคณะกรรมการบริหารโครงการ ฯ ระดับจังหวัด ได้ประชุมพิจารณาโครงการฯ จำนวน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 และวันที่ 29 เมษายน 2564 ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับกลุ่มแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 และโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564 จำนวน 19 แปลง คงเหลือ 1 แปลง คาดว่าจะโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ได้ ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 นี้ 

นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เป็นโครงการที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำขึ้น

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสม รวมทั้งบริหารจัดการเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นการยกระดับการผลิตให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมพลังงาน เป็นต้น 
โดยกลุ่มแปลงใหญ่ที่ผ่านการพิจารณาจะได้รับการสนับสนุนงบประมาณตามกิจกรรมและวงเงินที่เสนอขอเท่านั้น ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่จะเป็นผู้ดำเนินการเอง ในการยกระดับแปลงใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต เช่น การใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ การทำเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) การใช้ระบบบริหารจัดการน้ำ 
ด้านการพัฒนาคุณภาพ เช่น การจัดการคุณภาพผลผลิต การตรวจรับรองมาตรฐานผลผลิต การจัดการคุณภาพสู่มาตรฐานสากล การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้านการตลาด เช่น การสร้าง Brand การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ เพื่อเข้าสู่ตลาด ทั้งแบบ Online และ Offline ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น การสร้างจุดรวบรวมและกระจายผลผลิต e-Marketplace 
ในส่วนของภาคใต้ มี 13 จังหวัดที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 207 แปลง (ยกเว้นจังหวัดภูเก็ต) ไม่มีกลุ่มแปลงใหญ่เข้าร่วมโครงการ แบ่งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 125 แปลง กรมการข้าว จำนวน 42 แปลง กรมประมง จำนวน 15 แปลง การยางแห่งประเทศไทย จำนวน 14 แปลง และ กรมปศุสัตว์ จำนวน 11 แปลง ปัจจุบันจังหวัดได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ ฯ ระดับจังหวัดแล้ว จำนวน 12 จังหวัด ที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบแผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ จำนวน 198 แปลง คิดเป็นร้อยละ 95.7 ของกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ คงเหลือจังหวัดยะลาอีก 1 จังหวัด ที่ยังไม่ได้จัดการประชุมพิจารณาโครงการฯ ระดับจังหวัด เนื่องจากสถานการณ์โควิด – 19  
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ได้ติดตามเร่งรัด กำกับดูแล ให้ทุกจังหวัดดำเนินงานภายในกรอบระยะเวลาของโครงการฯ ขณะนี้จังหวัดเร่งทำบันทึกข้อตกลงและโอนเงินให้กับกลุ่มแปลงใหญ่ เพื่อนำไปดำเนินการตามแผนการดำเนินงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ โดยมีการตรวจสอบ ติดตามให้คำแนะนำ และกำกับการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนและคู่มือการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด ซึ่งกลุ่มแปลงใหญ่ต้องเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2564  ทั้งนี้หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามได้ ณ สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน

บ่อจิ๋ว… แหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร หรือเพื่อใคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/466951

บ่อจิ๋ว… แหล่งน้ำเพื่อเกษตรกร หรือเพื่อใคร 

15 พฤษภาคม 2564 – 18:41 น.

บ่อจิ๋ว… แหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรหรือเพื่อใคร 

เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เกษตรกรหลายรายคงเตรียมสำรองน้ำในการเพาะปลูกแล้ว ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินมีสระน้ำในไร่นา หรือที่เรียกกันว่า “บ่อจิ๋ว “ที่มีการขุดต่อปี ประมาณเกือบ 40,000 บ่อ เพื่อเป็นการบรรเทาสภาพปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง การขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม โดยจะให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายสมทบ 2,500 บาท/บ่อ  

ซึ่งที่ผ่านมาโครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน ได้รับการตอบรับจากเกษตรในพื้นที่เป็นอย่างมาก มีการกระจายอยู่ทั่วประเทศ

แต่คำถามต่อมาคือยังไม่ค่อยเห็นความคืบหน้าเท่าที่ควร เพราะมีเกษตรกรหลายรายออกมาบ่นว่ารอนานหลายปี  ขุดแล้วไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ดี ไหลออกหมด และยังมีปัญหาคาใจเกษตรกรว่ามีการแซงคิวหรือไม่  เพราะการจัดระบบก่อนหลัง กรมพัฒนาที่ดินยังทำออกมาไม่ชัดเจน
ยิ่งยุคที่ระบบเทคโนโลยีไปไกลขนาดออกนอกโลกแล้ว แต่ระบบจัดข้อมูลการขุดบ่อยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เพราะเกษตรกรไม่สามารถเช็กได้ว่าเมื่อไหร่จะถึงคิวตนเอง เรื่องนี้อาจมองเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับเกษตรกรที่เฝ้ารอนานหลายปีคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน 
 ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า..มีเสียงกระซิบภายในกรม และระดับภูมิภาค ต่างออกมาบ่นว่าอึดอัดกับการทำงานมาก ข้าราชการตัวเล็ก ทำงานตากแดด ตากลม แต่ไม่ได้ดี ยิ่งความไม่ชัดเจนของผู้ใหญ่บางคนในกรมด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ไม่ฟังเสียงใครสั่งงานวนไปวนมา แบบนี้เราจะก้าว  4.0 หรือเราจะถอยไป 0.4 กันแน่

“ธรรมนัส” ลุยเมืองคอน รับฟังปัญหาเกษตรกร ปมที่ดินทับซ้อน สปก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/465433

“ธรรมนัส” ลุยเมืองคอน รับฟังปัญหาเกษตรกร ปมที่ดินทับซ้อน สปก.

1 พฤษภาคม 2564 – 13:52 น.

“ธรรมนัส” ลุยเมืองคอน รับฟังปัญหาเกษตรกร ปมที่ดินทับซ้อน สปก.

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 64 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ณ สนามกีฬาอำเภอสิชล จ.นครศรีธรรมราช โดยได้เข้ารับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกร ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งได้ร้องเรียนว่าทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่ทับซ้อนกับที่ดิน ส.ป.ก.ของพี่น้องเกษตรกร โดย ร้อยเอกธรรมนัส ได้สั่งการให้ตรวจสอบแผนที่ให้ละเอียดอีกครั้ง หากได้ข้อสรุปที่แท้จริง ก็จะเร่งดำเนินการชี้แจง แก้ไขต่อไป 

จากนั้นได้เดินทางไปยังองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา เพื่อรับฟังปัญหาเกษตรกรผู้ปลูกพริก และพืชผลทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัลโควิด-19นั้น ทำให้การส่งออกพริก หรือพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ ทางภาคใต้ เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะ ตลาดหลักนั้น จะเป็นการส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ซึ่งตลาดภายในประเทศมีค่อนข้างน้อย ทำให้โดนพ่อค้าคนกลางกดราคา จึงต้องการให้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเขเามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยพยุงราคาสินค้า หาช่องทางในการจำหน่ายสินค้า การเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ทางการเกษตร นวัตกรรมใหม่ๆแก่พี่น้องเกษตรกร

“กยท.” ชี้​ ระบายยางเก่าในสต๊อกระบุไม่กระทบราคายางแน่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/464523

“กยท.” ชี้​ ระบายยางเก่าในสต๊อกระบุไม่กระทบราคายางแน่นอน

22 เมษายน 2564 – 15:12 น.

“กยท.” ชี้​ ระบายยางเก่าในสต๊อกระบุไม่กระทบราคายางแน่นอน เพราะเป็นช่วงปิดกรีด ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ทำให้ปริมาณยางในตลาดมีน้อย อีกทั้งยางในสต๊อกนี้เป็นยางที่เสื่อมสภาพ การนำยางเหล่านี้ไปใช้จึงต่างจากยางใหม่ที่มีอยู่ในตลาด

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีการประกาศเชิญชวนผู้สนใจให้เข้าร่วมประมูลยางแผ่นรมควันอัดก้อนยางแท่ง STR 20 และยางอื่นๆ จำนวน 104,763.35 ตัน ของโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง นั้น ขณะนี้ได้ทราบผลการประมูลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัทที่ประมูลได้คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)  โดยมีเงื่อนไขในการประมูลว่าจะต้องรับซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 แสนตันและรับมอบยางในสต็อกให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ค.

 “เหตุผลที่ กยท.เลือกบริหารระบายสต๊อกยางในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงปิดกรีด ก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาด ทำให้ปริมาณยางในตลาดมีน้อย อีกทั้งยางในสต๊อกนี้เป็นยางที่เสื่อมสภาพ การนำยางเหล่านี้ไปใช้จึงต่างจากยางใหม่ที่มีอยู่ในตลาด ดังนั้นการระบายยางในสต๊อกออกมาช่วงนี้จึงไม่กระทบต่อตลาดยางปกติ

พร้อมกันนี้ยังมีข้อกำหนดให้ผู้ที่ซื้อยางลอตนี้ไปจะต้องซื้อยางใหม่ของเกษตรกรชาวสวนยางในปริมาณที่เท่ากันอีกด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับประโยชน์ ไม่มีปัจจัยกดดันในเรื่องราคายาง และที่สำคัญยังเป็นการช่วยลดภาระและค่าใช้จ่ายของภาครัฐอีกด้วย” นายณกรณ์กล่าว

ทั้งนี้ การระบายยางในครั้งนี้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบให้ กยท. ดำเนินการระบายสต๊อกยางในโครงการดังกล่าวให้หมดไปโดยเร็ว โดยให้คำนึงถึงระยะเวลา และราคาจำหน่ายที่เหมาะสม ซึ่งยางจำนวน 1.04 แสนตัน เป็นยางจาก 2 โครงการของรัฐบาล ในช่วงปี 2553-2557 ที่ผ่านมา มีภาระค่าใช้จ่ายในการบริหารยางทั้ง 2 โครงการ มูลค่า 3,822.054 ล้านบาท 

และเพื่อให้เกิดความโปรงใส่ ทาง  กยท. ได้มีการตั้งคณะกรรมการบริหารสต๊อกยางเพื่อดำเนินการตรวจสอบปริมาณยาง กำหนดหลักเกณฑ์การปรับลดคุณภาพยาง และการตรวจสอบคุณภาพยางเป็นประจำ เพื่อให้ทราบถึงคุณภาพยางที่มีอยู่ รวมถึงได้ว่าจ้างบริษัทผู้ประเมินอิสระ ทำการตรวจสอบคุณภาพยาง พร้อมประเมินมูลค่าสต๊อกยางเพื่อให้การระบายสต๊อกยางในครั้งนี้เป็นไปอย่างเหมาะสมและโปร่งใสที่สุด 

นายณกรณ์ กล่าวว่า การกำหนดทีโออาร์ และคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ได้ดำเนินการอย่างรัดกุม เพราะไม่อยากให้มีปัญหาซ้ำรอยเหมือนในปี 60 ที่มีผู้เข้าร่วมประมูลเป็นจำนวนมากแต่เมื่อถึงเวลากลับทิ้งประมูลจนทำให้เกิดการตกค้างของยางล๊อตนี้ 

ดังนั้นทาง กยท. จึงต้องมีการระบุคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูลที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรและราคายาง โดย ผู้ที่ชนะประมูลจะต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มยอดสั่งซื้ออีกกว่า 1 แสนตันภายใน 1 ปี นับจากวันที่ลงนามในสัญญา และ ทางบริษัทฯจะเริ่มทำการขนยางในสต๊อกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน และจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงตั้งแต่ก่อนที่ผลผลิตใหม่จะออกสู่ตลาด

” ปัญหาการระบายยางในสต็อกเป็นเรื่องที่อ่อนไหว ต่อเกษตรกรสวนยางพารา  เวลาที่มีข่าวว่า จะมีการระบายยางพารา ก็จะเกิดกระแสคัดค้าน เพราะเกรงว่า จะทำให้ยางราคาตก  ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ประกอบการที่รับซื้อยางรายใหญ่ๆ มักจะเอามาเป็นข้ออ้างในการกดราคารับซื้อยางพารา ทั้งๆ ที่ยางพาราในสต็อกเป็นยางเก่าที่เสื่อมสภาพ มีอายุ 8-9 ปี ไม่กระทบกับยางใหม่ ต่อไปนี้ เมื่อระบายยางเก่าในสต๊อกหมดไป ปัจจัยกดดันในเรื่องราคายางก็จะหายไปด้วย “ นายณกรณ์ กล่าว

กาแฟสะบ้าย้อย ฟื้นถิ่นกำเนิดกาแฟโรบัสต้าแห่งแรกของไทย พร้อมสู่โครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/464295

กาแฟสะบ้าย้อย ฟื้นถิ่นกำเนิดกาแฟโรบัสต้าแห่งแรกของไทย พร้อมสู่โครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ

20 เมษายน 2564 – 19:39 น.

กาแฟสะบ้าย้อย ฟื้นถิ่นกำเนิดกาแฟโรบัสต้าแห่งแรกของไทย พร้อมสู่โครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ

นายชนะ มณีอ่อน ประธานแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปกาแฟสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เมื่อปี 2447 ชาวตำบลบ้านโหนด อำเภอสะบ้าย้อย ได้นำเมล็ดกาแฟพันธุ์โรบัสต้าจากประเทศมาเลเซีย มาปลูกในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อยเป็นต้นแรกของไทย และมีการปลูกกันแพร่หลาย ต่อมาพื้นที่ปลูกเริ่มลดน้อยลง จนเกือบจะหายไป เนื่องจากมียางพาราเข้ามาเป็นพืชเศรษฐกิจแทน

กาแฟสะบ้าย้อย ฟื้นถิ่นกำเนิดกาแฟโรบัสต้าแห่งแรกของไทย พร้อมสู่โครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ

ในปี 2560 นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ซึ่งมีพื้นเพเป็นชาวสะบ้าย้อย ได้มีแนวคิดอนุรักษ์กาแฟสะบ้าย้อยไว้ จึงให้สำนักงานเกษตรจังหวัดจัดทำโครงการ เพื่อขยายพื้นที่ปลูก โดยสนับสนุนต้นพันธุ์ และการแปรรูปผลผลิตกาแฟ เกษตรกรจึงได้รวมกลุ่มจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนแปรรูปกาแฟสะบ้าย้อยขึ้น แรกเริ่มใช้ชื่อแบรนด์ว่า “โกปี๊”

กาแฟสะบ้าย้อย ฟื้นถิ่นกำเนิดกาแฟโรบัสต้าแห่งแรกของไทย พร้อมสู่โครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ

ต่อมาเปลี่ยนมาใช้คำว่า“กาแฟโรบัสต้า สะบ้าย้อย” เพื่อเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศ และอากาศเฉพาะเหมาะแก่การปลูกกาแฟโรบัสต้า จากนั้นมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และได้จัดตั้งเป็นแปลงใหญ่ ในปี 2563 มีการพัฒนาที่ชัดเจนใน 5 ด้าน คือ การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การบริหารจัดการ และการตลาด เดิมมีต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง และผลผลิตด้อยคุณภาพ กระบวนการแปลงใหญ่ช่วยสนับสนุนในการผลิตกาแฟคุณภาพดี

การลดต้นทุนโดยเพิ่มองค์ความรู้การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เน้นการผสมปุ๋ยใช้เอง และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี ซึ่งการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวอาจไม่เหมาะกับการกระตุ้นการเจริญเติบโตของกาแฟ จึงจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมด้วย และมีธาตุอาหารเสริม ส่งผลให้กลุ่มลดต้นทุนการผลิตลงได้ จากเดิมเฉลี่ย 4,000 บาทต่อไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 2,000 บาทต่อไร่ และการผลิตพืชปลอดภัยได้มาตรฐาน กลุ่มมีเป้าหมายให้สมาชิกได้รับการรับรอง GAP ทุกแปลง ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 300 ไร่ ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ให้ได้ 600 ไร่ เนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นที่ต้องการสูงมาก 


การทำผลิตภัณฑ์ในอดีตมีเพียงคั่วเมล็ดกาแฟแบบ คั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม เท่านั้น ปัจจุบันได้พัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลายมากขึ้น มีการพัฒนาเพิ่มเป็นกาแฟคั่วบด มีทั้งคั่วอ่อน คั่วกลาง คั่วเข้ม และยังมีชาจากดอกกาแฟอีกด้วย ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม อาทิ กาแฟดริป ขนาด 250 กรัม ราคากล่อง 200 บาท คั่วเมล็ดขนาด 250 กรัม ราคา 200 บาท คั่วบดขนาด 250 กรัมราคา 180 บาท ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมสำหรับคอกาแฟ เนื่องจากมีกลิ่นเฉพาะคล้ายน้ำตาลโตนด และกลิ่นกุหลาบผสมกัน  


นายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ให้ข้อมูลว่า แปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปกาแฟสะบ้าย้อย มีการพัฒนาตามแนวทางแปลงใหญ่ในดังนี้

1) การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้แก่ การคัดเลือกพันธุ์ดี การตัดฟื้นต้นกาแฟ การเปลี่ยนพันธุ์ดีในต้นกาแฟเดิมด้วยวิธีเสียบยอด การวิเคราะห์ดินและการปรับปรุงดินตามค่าวิเคราะห์ดิน การเลือกและใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม การทำปุ๋ยหมักจากเปลือกกาแฟ

2) การผลิตที่มีคุณภาพ เช่น การดูแลบำรุงรักษาและจัดการสวนกาแฟ การป้องกันและกำจัด ศัตรูพืช

กาแฟสะบ้าย้อย ฟื้นถิ่นกำเนิดกาแฟโรบัสต้าแห่งแรกของไทย พร้อมสู่โครงการยกระดับแปลงใหญ่ฯ

3) การพัฒนาคุณภาพ เช่น การเก็บเกี่ยวผลผลิตที่เหมาะสม การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เช่นการบ่ม การตาก การคัดแยก การผลิตสารกาแฟ การคั่ว การบรรจุ การกำหนด มาตรฐานกาแฟตามสายพันธุ์การลดการสูญเสียจากกระบวนการผลิตและแปรรูป ตลอดจนการปรับปรุง กระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4) ด้านการตลาดและเชื่อมโยงการตลาด มีการจัดทำแผนธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือสินเชื่อต่างๆ ได้ การเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผ่านระบบสารสนเทศ และประเด็นสุดท้ายคือ การส่งเสริมการจัดทำแปลงเรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยบูรณาการกับหน่วยงานวิชาการในพื้นที่

ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมการผลิตกาแฟคุณภาพ ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ในพื้นที่ต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันดำเนินการแล้วรวม 54 แปลง โดยในภาคใต้มีจำนวน 15 แปลง

ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช จังหวัดละ 1 แปลง จังหวัดชุมพร 3 แปลง และจังหวัดระนอง 8 แปลง โดยการพัฒนาแปลง มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร โดยสนับสนุนให้มีการบริหารจัดการร่วมกัน โดยรวมกันผลิต และรวมกันจำหน่าย มีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยใช้แนวทางการพัฒนา Smart Group 

นายชนะ มณีอ่อน กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมขอขอบคุณกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ช่วยผลักดันให้กลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณวงเงิน 3 ล้านบาท โดยจะนำไปต่อยอดในการแปรรูป พัฒนาผลิตภัณฑ์ เชื่อมโยงตลาด และจัดหาเครื่องจักรกลไว้ใช้ในกลุ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้เป็นสินค้า GI เพื่อการส่งออก

นอกจากนี้แปลงใหญ่เรายังได้เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในชุมชน เพื่อให้ความเป็นอยู่ของคนในชุมชนดีขึ้นต่อไป 

“จุรินทร์” สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/463534

“จุรินทร์” สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์

11 เมษายน 2564 – 10:31 น.

“จุรินทร์” สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์ ด้าน “มัลลิกา” เผย “เกษตรกรยิ้มร่า” ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ทั้งข้าวเปลือกเหนียว มันสำปะหลัง ทุเรียน มะพร้าว 

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการกรมการค้าภายในติดตามสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรอย่างใกล้ชิด และจากรายงานข้อมูลสินค้าเกษตรสัปดาห์ที่ 5 ของเดือนมีนาคม 2564 นั้นกรมการค้าภายในรายงานสรุปสถานการณ์สินค้าเกษตรรายสัปดาห์ซึ่งมีสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของราคาเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมาคือสินค้าที่มีราคาสูงขึ้นได้แก่ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว มันสำปะหลัง ทุเรียน มะพร้าวผลแก่ หอมแดง และหอมหัวใหญ่ ทั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก ซึ่งนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คือ ให้ติดตามประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเชื่อมโยงประสานงานทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนทำการตลาดล่วงหน้าให้เกิดประสิทธิผล 

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์

นางมัลลิกา กล่าวว่า อย่างไรก็ตามมีสินค้าที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในขณะนี้คือไข่ไก่ โดยรายงานระบุว่าปริมาณไข่ไก่สะสมในระบบเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนประกอบกับการส่งออกไข่ไก่ชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นจากการเฝ้าระวังและควบคุมโรคในสัตว์ปีกสำคัญ รวมถึงราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายจุรินทร์ได้ให้กรมการค้าภายในเร่งประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาแล้วคาดว่าจะผ่อนคลายปัญหาได้ในระดับหนึ่งจึงให้ติดตามสถานการณ์ต่อไป 

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์


” ส่วนทุเรียนในพื้นที่ภาคตะวันออกเริ่มทยอยออกสู่ตลาด  โดยจะออกกระจุกตัวมากในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม ขณะที่การส่งออกยังมีปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์รวมทั้งประเทศนำเข้าปลายทางเข้มงวดการตรวจสอบสินค้าและมาตรฐานสินค้าในสถานการณ์นี้เป็นการเพิ่มขั้นตอนการส่งออกและเพิ่มต้นทุนสินค้าซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากในช่วงทุเรียนออกสู่ตลาดมากและต้องเร่งส่งออกเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จึงให้ติดตามและแก้ไขปัญหารายงานทุกระยะต่อไป ” นางมัลลิกา กล่าว 

"จุรินทร์" สั่งพาณิชย์ เกาะติดสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรรายสัปดาห์

นอกจากนั้น นางมัลลิกา กล่าวด้วยว่านโยบายของนายจุรินทร์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังให้เชื่อมโยงระหว่างพาณิชย์จังหวัดซึ่งทำหน้าที่ “ทีมเซลล์แมนจังหวัด” กับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศหรือทูตพาณิชย์ประจำต่างประเทศซึ่งเป็น “ทีมเซลล์แมนประเทศไทย” เชื่อมโยงประสานงานเพื่อหาออเดอร์หรือตลาดให้กับสินค้าแต่ละจังหวัดด้วย ทั้งหมดเป็นนโยบายการทำงานเชิงรุกและใช้ออนไลน์เป็นช่องทางสำคัญในการเจรจาการค้าซึ่งภารกิจด้านนี้มีความคืบหน้าไปมากก็จะได้เปิดเผยให้ทราบต่อไป” ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว 

ก.เกษตร เร่งแก้ปัญหาราคายางพารา-ด้าน “กยท.”ขานรับเร่งผลักดันแนวคิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/462599

ก.เกษตร เร่งแก้ปัญหาราคายางพารา-ด้าน “กยท.”ขานรับเร่งผลักดันแนวคิด 

31 มีนาคม 2564 – 15:31 น.

กระทรวงเกษตรฯ เร่งแก้ไขปัญหาราคายางพาราให้ราคา  ด้าน กยท. ขานรับนโยบายเร่งผลักดันแนวคิด Business model  3 ขา กยท. โรงงานและเกษตรกร สร้างมูลค่าเพิ่มให้ราคายางและเสริมความเข้มแข็งของเกษตรกร   

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  กล่าวว่า ขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดย นายเฉลมชัย ศรีอ่อน  รมว.เกษตรฯ มีนโยบายให้ทุกหน่วยเร่งแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ทางการยางก็ไม่นิ่งนอนใจ  โดยจัดทำแนวทางการแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ใช้รูปแบบ บิสเนสโมเดล  Business model  หรือโมเดล  3  ขา เป็นการดำเนินการระหว่าง  กยท. ผู้ประกอบการโรงงาน และเกษตรกร ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องราคายางพาราและเสริมสร้างความแข็งแรงให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมากขึ้น  โดย กยท.จะทำหน้าที่อุดหนุนสินเชื่อ ส่วนเกษตรกรมีหน้าที่ ส่งวัตถุดิบ เพื่อให้โรงงาน ใช้สมรรถภาพกำลัง ในการผลิตเต็มที่

ก.เกษตร เร่งแก้ปัญหาราคายางพารา-ด้าน "กยท."ขานรับเร่งผลักดันแนวคิด 

ความคิดโมเดล 3 ขา เกิดขึ้นจาก การที่ กยท. เห็นว่า มี สถานประกอบการโรงงานหลายแห่ง ที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับยางพารา ทำได้ไม่เต็มสมรรถภาพ เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบและเงินทุน ดังนั้น การยางแห่งประเทศไทย จะขอเป็นตัวกลางประสานให้เกิดความร่วมมือขึ้น  ยกตัวอย่างเช่น  เกษตรกรมีวัตถุดิบ   ผู้ประกอบการมีโรงงาน และการยางแห่งประเทศไทยมีเงินทุน  สามารถเข้าไปช่วยในเรื่องสภาพคล่องได้

” ธุรกิจโมเดล 3 ขา จะเป็นการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน   ผมหวังว่า โครงการนี้ จะทำให้เกษตรกร มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ แทนที่จะต่างคนต่างทำ ก็มาช่วยกัน  ทำให้ต้นทุนลดลง  ชาวบ้านก็ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นจากบิสเนสโมเดล นี้   ทำให้ทุกคนอยู่ได้ ถ้าเราไม่ช่วยกันทำจะเกิดความเสียหายทั้งระบบ เกษตรกรและโรงงานก็จะไม่รอดพ้นวิกฤติไปได้” นายณกรณ์กล่าว

ก.เกษตร เร่งแก้ปัญหาราคายางพารา-ด้าน "กยท."ขานรับเร่งผลักดันแนวคิด 

นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้เริ่มพูดคุยและเดินหน้าไปบ้างแล้ว  โดยวางแผนจะทยอยเริ่มที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคเหนือ ภาคใต้   เช่น ยางก้อนถ้วย จะทำมากที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง 99% ของผลผลิตทั้งหมด  ส่วนภาคใต้ จะเน้นเรื่องน้ำยาง  ตนอาจจะดูบริบทของแต่ละพื้นที่ก่อนว่า เขาต้องการอะไร ถนัดด้านไหน ค่อยเอาธุรกิจไปใส่ให้ นโยบายนี้เป็นแผนของปี 64 ที่เราจะทำร่วมกัน  ตนเชื่อว่าถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ในเรื่องของการแปรรูป การเพิ่มมูลค่า การนำไปใช้  จะเป็นการบริหารที่สมดุลทำให้รัฐแก้ปัญหาราคายางได้อย่างยั่งยืนขึ้น

“ ผมชอบการฉีดวัคซีนให้เขาแข็งแรง มากกว่าการไปให้ยาตอนเขาป่วย ผมรู้ว่า อีกหน่อยจะเกิดเรื่องนี้ เราก็เข้าไปจัดการ ไม่ใช่พอเกิดปัญหาแล้วเรามานั่งประกันรายได้ และชดเชย ผมว่ามันต้องเปลี่ยน เราต้องทำล่วงหน้า ไม่ต้องรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยมาตามแก้กันที่หลัง เราต้องมองไปล่วงหน้า  ทั้ง ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 “ นาย ณกรณ์ กล่าว

ก.เกษตร เร่งแก้ปัญหาราคายางพารา-ด้าน "กยท."ขานรับเร่งผลักดันแนวคิด 

สำหรับสถานการณ์ยางพาราในปีนี้ ค่อยข้างดี  และมีแนวโน้มจะแตะ ที่  70 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ยางล้อ ก็มีความต้องการยางแผ่นมากขึ้น  นอกจากนี้จากปัญหาโควิด 19 ของปีที่แล้วทำให้เราต้องใช้ยางเก่าในสต๊อกจนยางเหลือใช้แค่ 1 เดือน ทั้งที่เราจะต้องสต๊อกยางเผื่อไว้ใช้อย่างน้อย 2 เดือน  ดังนั้นปีนี้จะต้องเริ่มสต็อกยาง ไม่อย่างนั้นปีนี้จะมีความเสี่ยง   เพราะ อุปกรณ์ทางการแพทย์  เช่นถุงมือยาง ก็ยังมีความต้องการสูง

ครบรอบ 105 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก “พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/459322

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

24 กุมภาพันธ์ 2564 – 13:58 น.

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมน้อมรำลึก”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

สหกรณ์เป็นวิธีการจัดการรูปหนึ่ง ซึ่งบุคคลหลายคนรวมกันโดยความสมัครใจของตนเองในฐานะที่เป็นมนุษย์  โดยมีสิทธิ์เสมอหน้ากันหมด เพื่อบำรุงตัวเองให้เกิดความจำเริญในทางทรัพย์”พระดำรัสความตอนหนึ่งที่พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส หรือนามปากกาว่า น.ม.ส.”พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” ตรัสถึงสหกรณ์ไทยในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก เมื่อ 105 ปีแล้วและนับเป็นการเริ่มต้นการสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างสมบูรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

จุดเริ่มต้นของสหกรณ์ไทยเกิดจากสภาพปัญหาความยากจนของชาวนาช่วงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากประเทศไทยเริ่มมีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจชนบทค่อยๆ เปลี่ยนจากเลี้ยงตัวเองมาเป็นระบบเพื่อการค้า ชาวนาที่ไม่มีทุนของตนเองต้องหันไปพึ่งพากู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราสูงและยังถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าและนายทุน จึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบตลอดเวลา หนำซ้ำยังมีหนี้สินเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ จากสภาพปัญหาดังกล่าวทำให้ทางราชการคิดหาวิธีช่วยเหลือ ด้วยการจัดหาแหล่งทุนให้กู้และคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ

และสรุปมี 2 วิธีที่จะช่วยเหลือชาวนาในขณะนั้น คือจัดตั้งธนาคารเกษตรและวิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน วิธีแรกตกไป เพราะติดขัดปัญหาเรื่องเงินทุนและหลักประกันเงินกู้ จึงเห็นชอบ วิธีที่ 2 วิธีการสหกรณ์ประเภทหาทุน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสหกรณ์  

จากนั้นพระองค์ได้ทดลองจัดตั้งสหกรณ์หาทุนขึ้นเป็นครั้งแรกที่อ.เมือง จ.พิษณุโลก ใช้ชื่อว่า”สหกรณ์วัดจันทร์       ไม่จำกัดสินใช้” โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459  และเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2527 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติกำหนดให้วันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็น “วันสหกรณ์แห่งชาติ ” เป็นวันที่ชาวสหกรณ์ทั่วประเทศ ร่วมใจกัน   น้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของพระราชวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ทรงริเริ่มทดลองจัดตั้งสหกรณ์ และทรงส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ขยายอุดมการณ์สหกรณ์ หลักการและวิธีการสหกรณ์ ไปทั่วประเทศ เป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศสืบมาจนบัดนี้ นับเป็นเวลา 105 ปีแล้ว

สำหรับการจัดตั้งสหกรณ์ในระยะแรกได้ดำเนินไปอย่างช้าๆกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การสหกรณ์จึงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วมีการจัดตั้งสหกรณ์ประเภทอื่นๆขึ้นเช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ที่ดินร้านสหกรณ์

ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ขยายหน่วยงานที่ดูแลสหกรณ์จากระดับกรมขึ้นมาเป็นระดับกระทรวง     เป็นกระทรวงสหกรณ์ ก่อนถูกยุบไปรวมกับกระทรวงการพัฒนาการแห่งชาติ เพราะขาดกำลังเจ้าหน้าที่ จนเมื่อวันที่   30 กันยายน 2515  ถูกยุบมารวมอีกครั้งเหลือเพียงแค่ระดับกรมเป็น “กรมส่งเสริมสหกรณ์” นับแต่นั้นมา

จากจุดเริ่มต้นการจัดตั้ง”สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้”จวบจนปัจจุบันได้มีการแบ่งย่อยสหกรณ์ออกเป็น             7 ประเภทอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ประกอบด้วย สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน รวมทั้งสิ้น 7,976 แห่ง มีสมาชิกกว่า 11 ล้านคน มีทุนดำเนินงานรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท
 
“ปัจจุบันมีสหกรณ์ทั้งหมด7,976แห่งเป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร 4,422 แห่ง นอกนั้นเป็นสหกรณ์นอกภาคการเกษตร ทั้งสองประเภทนี้แยกย่อยได้ 7 ประเภท แต่ละประเภทให้บริการสมาชิกของตัวเองตามลักษณะของสหกรณ์นั้น ๆ  เช่น สหกรณ์การเกษตรเป็นการรวมกลุ่มของพี่น้องเกษตรกร ช่วยเหลือกันในเรื่องการผลิต รวบรวมผลผลิต เงินทุนต่าง ๆ  สหกรณ์ออมทรัพย์ก็ดูแลประชาชนที่มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน ทำหน้าที่เป็นแหล่งทุนให้กับสมาชิก”

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวถึงภารกิจของสหกรณ์แต่ละประเภทในโอกาสครอบรอบ 105 ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมย้ำว่าความสำเร็จในการดำเนินงาน จนปัจจุบันสหกรณ์มีสินทรัพย์ รวมมูลค่าทั้งสิ้น              3.3 ล้านล้านบาท มากเป็นอันดับ 3 รองจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ  กลไกสำเร็จของความสำเร็จดังกล่าวมาจาก 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย ตัวสมาชิกของสหกรณ์ คณะกรรมการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องร่วมมือประสานการดำเนินกิจการสหกรณ์ให้เป็นไปด้วยดี ภายใต้ธรรมาภิบาล โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นผู้กำกับดูแล ในฐานะนายทะเบียน ให้คำแนะนำ ส่งเสริมการดำเนินงานกิจการของสหกรณ์ในเรื่องต่าง ๆ ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์
ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

                         นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

 “ทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องร่วมด้วยช่วยกัน แต่ละส่วนต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเองว่าตัวเองมีหน้าที่อะไรบ้าง สมาชิกต้องรู้จัก สิทธิและหน้าที่ในฐานะสมาชิกของสหกรณ์  คณะกรรมการซึ่งได้รับเลือกจากสมาชิกก็ต้องดูแลทรัพย์สิน ดูแลสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีหัวจิตหัวใจในการให้บริการ ดูแลให้บริการแก่สมาชิกในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในส่วนของเงินทุนสหกรณ์ต้องไม่ให้ได้รับความเสียหาย”อธิบดีกรมส่งเสริมหกรณ์กล่าวย้ำ

 ในโอกาสครบรอบ 105 ปี การสหกรณ์ไทย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ ขอเชิญชวนสมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณขององค์ผู้ให้กำเนิด “สหกรณ์ไทย”พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์”พระบิดาแห่งสหกรณ์ไทย”

ครบรอบ 105  ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์  ร่วมน้อมรำลึก"พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย"พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

เปิดสูตร (ลับ) อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456993

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

1 กุมภาพันธ์ 2564 – 11:07 น.

ปิดลับมานานสำหรับสูตรผลิตอาหารเลี้ยงไก่  คิดค้นโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีคนที่3 นามเดิมทองดี เรศานนท์ 1 ใน 3 บูรพาจารย์หรือสามเสือแห่งวงการเกษตรไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 

ปิดลับมานานสำหรับสูตรผลิตอาหารเลี้ยงไก่  คิดค้นโดยหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ อดีตอธิการบดีคนที่3 นามเดิมทองดี เรศานนท์ 1 ใน 3 บูรพาจารย์หรือสามเสือแห่งวงการเกษตรไทย ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและวางรากฐานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน 
ทายาทรุ่นหลานหลวงสุวรรณฯ”ผศ.อนุพร สุวรรณวาจากกสิกิจ” ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(สถานีวิทยุม.ก.)ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวการเลี้ยงไก่ในเชิงพาณิชย์ พร้อมสูตรสำเร็จในการผลิตอาหารไก่ เป็นครั้งแรก
        ย้อนไปเกือบ 100 ปีที่แล้วการเลี้ยงไก่ในประเทศไทย มีการเลี้ยงตามบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อกินเนื้อกินไข่ เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติให้ไก่อาศัยตามใต้ถุนบ้าน ชายคา โรงนา และต้นไม้ โดยพันธุ์ไก่ที่เลี้ยงจะเป็นไก่พันธุ์พื้นเมือง เช่น ไก่แจ้ ไก่อู และไก่ตะเภา เป็นต้น

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ครั้นในปี 2467 หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤษดากร บิดาการเกษตรแผนใหม่ เจ้าของสโลแกน “เงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”ได้นำไก่พันธุ์เล็กฮอร์นมาเลี้ยงแบบทันสมัย เพื่อการค้าเป็นครั้งแรก แต่การเลี้ยงไก่ไม่พัฒนาเท่าที่ควร เนื่องจากในสมัยนั้นไม่มีวัคซีนและยาเพื่อป้องกันและรักษาโรคไก่
ต่อมาในปี 2484 หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์ ได้ร่วมมือกันทดลองเลี้ยงไก่พันธุ์ต่าง ๆ ที่แผนกสัตว์เล็ก บางเขน จนมีไก่เต็มโรงเรือน พร้อมจัดตั้งโรงเรียนเลี้ยงไก่และมีการแข่งขันไก่ไข่ดกเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรก  
กระทั่งในปี 2489 เป็นปีที่มีการตื่นตัวในการเลี้ยงไก่อย่างมาก เนื่องจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและจอมพลผิน ชุณหวัณ รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและประธานกรรมการการส่งเสริมปศุสัตว์แห่งชาติ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมการเลี้ยงไก่เป็นอย่างมาก
และปีเดียวกันนี้เอง หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ 1ใ น3 ทหารเสือวงการเกษตรไทยและผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนที่3 เป็นคนแรกที่มาจากข้าราชการประจำ ได้ริเริ่มงานเลี้ยงไก่เชิงพาณิชย์แบบครบวงจรขึ้นเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะโรงแรมไก่หรือไก่ขังกรง พร้อมกับมีการผสมเทียมไก่ การตรวจเพศไก่ การคำนวณสูตรอาหารไก่ รวมถึงการฟักไข่ด้วยตู้ฟักทันสมัยที่สั่งตรงมาจากต่างประเทศ 
จากเอกสารโครงการหอจดหมายเหตุศาสตราจารย์ระพี สาคริก ซึ่งท่านได้เขียนบันทึกไว้ถึงการเลี้ยงไก่ของหลวงสุวรรณฯ โดยระบุว่า
“อาจารย์หลวงสุวรรณท่านมีชื่อเสียงเพราะนำเอาการเลี้ยงไก่มาเผยแพร่ในเมืองไทยแต่ก่อนนี้เมืองไทยยังเลี้ยงไก่แบบขังกรงไม่เป็น แต่เป็นการเลี้ยงปล่อยแบบชาวบ้าน เลี้ยงแบบธรรมชาติ  ปล่อยให้ไก่หากินเอง อาจารย์หลวงสุวรรณนำการเลี้ยงแบบขังกรงมาเลี้ยง เริ่มในเกษตรก่อน เพราะฉะนั้นอาจารย์หลวงสุวรรณนำการเลี้ยงแบบขังกรงมาเผยแพร่ ซึ่งนับว่ากล้ามากเพราะมันขัดแย้งกับธรรมชาติ”
                  

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ขณะที่ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือสถานีวิทยุม.ก. ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานปู่ได้เล่าถึงสูตรสำเร็จการผลิตอาหารไก่ที่คิดค้นโดยหลวงสุวรรณฯ ผ่านรายการ”เกษตรวาไรตี้”ทางสถานีวิทยุม.ก. โดยระบุว่า 
 หลังได้ค้นเจอสมุดจดบันทึกที่เป็นลายมือเจ้าคุณปู่หลวงสุวรรณฯเขียนไว้ในอดีตทำให้ได้เห็นว่า วัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารไก่นั้น จะมีอัตราส่วนที่แตกต่างกันไป  ซึ่งประกอบด้วย ตำข้าวขาว ข้าวโพด หางนมผง ปลาป่น กากถั่วเหลือ ใบกระถิน เปลือกหอยและเกลือป่น  จากทั้งหมด 100 ส่วน
 “สูตรนี้เป็นสูตรลับยังไม่เคยเปิดเผยที่ใดมาก่อน เป็นสูตรที่คุณปู่หลวงสุวรรณได้คิดค้นขึ้นมาและเขียนด้วยลายมือของท่านเอง เมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว และยังเป็นสูตรต้นตำรับสูตรอาหารไก่ที่บริษัทใหญ่ผลิตและจำหน่ายอาหารไก่อยู่ในปัจจุบันอีกด้วย”
 ผศ.อนุพร เผยต่อไปว่า ไม่เฉพาะการแบ่งตามอัตราส่วนผสมเท่านั้น วัตถุดิบแต่ละชนิดได้ผ่านการวิเคราะห์วิจัยถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วย ทำให้ได้รู้ว่าส่วนผสมแต่ละชนิดจะมีความเหมาะสมกับทุกช่วงอายุของไก่อย่างไร   สูตรอาหารไก่ของหลวงสุวรรณฯจึงไม่ได้มีแต่ส่วนผสมของวัตถุดิบ แต่จะบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการด้วย
 “สูตรอาหารไก่ในแต่ละช่วงวัยจะมีผลสรุปการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ว่าสูตรทั้งหมดมันประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วก็จะมีการวิเคราะห์ค่าต่าง ๆ  เช่นค่าของโปรตีน แคลซียน ฟอสฟอรัส ค่าของวิตามินต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในซีนโคลีนเท่าไหร่ในจำนวน 100 เปอร์เซ็นที่มีส่วนการผสมของวัตถุดิบ ซึ่งในเชิงวิทยาศาสตร์เราสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์และตรวจสอบได้ด้วย”ผศ.อนุพรกล่าวย้ำ
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางสถานีวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เตรียมจัดเป็นหลักสูตรอาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อเผยแพร่ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไปใช้ในการผลิตอาหารไก่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเตรียมร่วมกับภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ในการผลิตสื่อใช้สำหรับการเรียนการสอนต่อไปด้วย    
เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 นี้ มหาวิทยาเกษตรศาสตร์ ขอเชิญชวนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า นักเรีน นักศึกษาร่วมวางพวงมาลาสักการะ อนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ ภายในมหาวิทยาลัย(ติดถนนงามวงศวาน)โดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 06.00 น.

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

 ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ทายาทรุ่นหลานหลวงสุวรรณฯ ปัจจุบันรั้งตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก.

เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ
เปิดสูตร(ลับ)อาหารไก่ตำรับหลวงสุวรรณฯ

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร “เทรนโดรนให้โดนใจ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456629

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร “เทรนโดรนให้โดนใจ”

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

28 มกราคม 2564 – 09:44 น.

ก.แรงงาน จับมือเอกชน เทรนโดรนให้โดนใจ ลุย 8 จังหวัด สร้างนักขับภาคเกษตร 252 คน สิ้นโควิด-19 ฝึกเพิ่มอีก 10 จังหวัด

28 มกราคม 2564  นายธวัช เบญจาทิกุล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กำลังแรงงานภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่ กพร. ให้ความสำคัญในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เนื่องจากเป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าเป็นจำนวนมาก และเพื่อให้การพัฒนาทักษะฝีมือของกำลังแรงงานภาคการเกษตรสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีทักษะสูงสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และเข้าถึงโอกาสในการทำงานที่มีคุณค่าสร้าง รายได้ที่มั่นคง

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

กพร. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และศาสตราจารย์ นฤมล  ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน มุ่งเน้นให้กพร.ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา พัฒนาทักษะฝีมือให้เป็นแรงงานคุณภาพป้อนสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งความร่วมมือกับบริษัท แอโร กรุ๊ป (1992) จำกัด ในการพัฒนาแรงงานภาคเกษตร เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและนโยบายกระทรวงแรงงานดังกล่าว 

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

นายธวัช กล่าวต่อไปว่า ความพิเศษของความร่วมมือในครั้งนี้ คือได้นำเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Drone) มาใช้ในการพัฒนาเกษตรกร โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรนำโดรนไปใช้ในขั้นตอนการเพาะปลูก ใส่ปุ๋ย ฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าของสินค้า และลดความเสี่ยงอันตรายในระหว่างการปฏิบัติงาน ใช้หลักสูตาการฝึกอบรม สาขาผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) เพื่อการเกษตร ระยะเวลาการฝึกอบรม 18 ชั่วโมง ผู้เข้าอบรมจะได้เรียนรู้ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอากาศยานไร้คนขับ เช่น ส่วนประกอบของโดรน การเปลี่ยนชิ้นส่วน การใช้เครื่องบังคับ การผสมสารเพื่อใช้ในการพ่นยาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน การทำใบอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในปี 2563 ดำเนินการฝึกอบรม       ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ระยอง พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี             และนครราชสีมา มีผู้ผ่านการฝึกอบรม 252 คน สำหรับในปี 2564 มีแผนฝึกอบรมเพิ่มเติมอีก 10 จังหวัด         ได้แก่ นครนายก เพชรบุรี นครสวรรค์ ลำปาง แพร่ พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และอุบลราชธานี คาดว่าจะสร้างนักขับโดรนภาคเกษตรได้ทั้งประเทศในปี 2564 นี้

ก.แรงงานสร้างนักขับภาคเกษตร "เทรนโดรนให้โดนใจ"

“สำหรับแผนการฝึกอบรมปี 2564 ใน 10 จังหวัด ต้องปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์แพร่ระบาด เชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นจัดให้มีการฝึกอบรมตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาด หลักสูตรดังกล่าวมีผู้ให้ความสนใจเข้าฝึกอบรมจำนวนมากในแต่ละจังหวัด จึงเชิญชวนผู้สนใจติดตามข่าวสารของ  กรมพัฒนาฝีมือแรงงานผ่านทางช่องทาง http://www.dsd.go.th. และ http://www.facebook.com/dsdgothai เมื่อเปิด    รับสมัครจะได้แจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด” อธิบดีกพร. กล่าว