เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/456298

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

25 มกราคม 2564 – 12:36 น.

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบจัดการป้องกันปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 19 ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย เชื่อมั่นมีความปลอดภัยสูง ขอให้รักษามาตรฐานต่อไป

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ได้มอบหมายนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช ร่วมหารือกับผู้แทนกรมการกักกันพืชและสัตว์ สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC) ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ในประเด็นการเปิดตลาดผลไม้จากไทยไปจีน และสร้างความมั่นใจกับภาครัฐของจีนในมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในสินค้าผลไม้ของไทย รวมทั้งหารือเกี่ยวกับมาตรการตรวจสอบกักกันที่ด่านนำเข้า เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการส่งออกผลไม้ในฤดูกาลที่จะมาถึงของปี 2564 โดยมี ดร.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรการระหว่างประเทศ และผู้แทนกรมวิชาการเกษตรเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

โดยฝ่ายจีนแจ้งว่า รัฐบาลได้ยกระดับมาตรการควบคุมเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ปนเปื้อนในสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ โดยจะมีการสุ่มตรวจสินค้าอย่างเข้มงวดและต้องดำเนินมาตรการการฆ่าเชื้อสำหรับอาหารที่ขนส่งโดยควบคุมอุณภูมิ (Cold Chain) ตั้งแต่ด่านศุลกากร การขนส่ง การกระจายสินค้า และการจำหน่าย ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ฝ่ายจีนดำเนินการกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ 

ทั้งนี้ จีนชื่นชมระบบการจัดการส่งออกผลไม้ของไทยว่า มีประสิทธิภาพมาก และมีความปลอดภัยสูง โดยตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมาไม่เคยตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในบรรจุภัณฑ์และสินค้าผลไม้จากไทย ฝ่ายไทยเน้นย้ำว่า ภาครัฐ และภาคเอกชนของไทยได้ร่วมผนึกกำลังที่จะดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมเพื่อให้สินค้าไทยมีความปลอดภัยควบคู่ไปกับคุณภาพที่ดี

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

ในโอกาสนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมกอช. และกรมวิชาการเกษตร ได้นำเสนอมาตรการการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตและคัดบรรจุผลไม้เพื่อการส่งออก ตามแนวทางในการจัดการความปลอดภัยอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ FAO และ WHO ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติให้กับหน่วยงานของรัฐ และผู้ประกอบการผลิตอาหารในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารและป้องกันการปนเปื้อนอาหาร เช่น การควบคุมกระบวนการผลิต วิธีการฆ่าเชื้อ และการสร้างความตระหนักให้พนักงานเพื่อป้องกันโรค เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของจีน และจีนขอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโคโรนาในสินค้าผลไม้ต่อไป

เกษตรฯ ปลื้ม จีนชมระบบการจัดการป้องกันปนเปื้อนไวรัสโควิด-19ในสินค้าผักและผลไม้สดจากไทย

“ไทยเป็นผู้ส่งออกผลไม้รายใหญ่ไปยังจีน และจากสถิติปี 2020 จีนนำเข้าผลไม้จากทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผลไม้ไทยถึง 20 เปอร์เซ็นต์จากปริมาณการนำเข้าผลไม้ทั่วโลกของจีน  ซึ่งไทยส่งส่งออกผลไม้ไปจีนปริมาณกว่า 1.6 ล้านตัน มูลค่ากว่า 103,000 ล้านบาท โดยผลไม้ที่ไทยส่งออกปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ซึ่งจีนเน้นย้ำว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ ประกอบกับไทยมีมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวไรโคโรนา 2019 ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลไม้ไทยเป็นที่ต้องการ และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคชาวจีน จึงขอให้ไทยคงมาตรฐานการผลิต และการควบคุมความปลอดภัยที่ดีนี้ต่อไป”เลขาธิการ มกอช. กล่าว 

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455948

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

21 มกราคม 2564 – 15:21 น.

มกอช. เดินสายเปิดคอร์สติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  เครื่องการันตีผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ และปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า เครื่องหมายรับรอง Q คือ เครื่องหมายรับรองที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศใช้เพื่อแสดงถึงการให้การรับรองสินค้าเกษตรและอาหารว่า เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศโดยหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ในด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) และด้านคุณภาพที่จำเป็น (Essential Quality)

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ที่ผ่านมา มกอช. โดยกองควบคุมมาตรฐาน ได้ดำเนินการพัฒนากลุ่มเกษตรกร เครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยสินค้าเกษตร เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัยของสินค้าเกษตรในระดับชุมชน พัฒนาต่อยอดโดยนำเครือข่ายเข้าสู่ระบบการเกษตรปลอดภัยเพื่อให้ได้การรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) ส่งเสริมให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลจากชุมชนหรือกลุ่มของตน พร้อมทั้งได้สร้างช่องทางการจำหน่ายทำให้มีสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพปลอดภัยออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ มกอช. ได้จัดทำ “โครงการยกระดับผู้ผลิตสินค้าเกษตรให้ได้การรับรองตามมาตรฐานทั่วไป ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564” เพื่อพัฒนาเกษตรกร ผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้มีความรู้ความเข้าใจด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่องมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ.9001-2556) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติและได้รับการรับรับรองตามมาตรฐาน อีกทั้งยังมีการสนับสนุนให้ใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ตามมาตรฐานทั่วไปเพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผล

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

โดยในช่วงเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มกอช. ได้จัดสัมมนาถ่ายทอดความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร ข้อกำหนดและการขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกษ.9000-2552) การใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน (เครื่องหมาย Q) ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน พร้อมกับลงพื้นสาธิตการประเมินแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมสวนนงนุช พัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 62 คน ครั้งที่ 2 ณ ที่ทำการกลุ่ม PGS ชลบุรี อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี จำนวน 36 คน และครั้งที่ 3 ณ ทำการกลุ่มบ้านไร่เพียงดิน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี จำนวน 36 คน 

ติวเข้มเกษตรกร-ผู้ประกอบการ ใช้และแสดงเครื่องหมาย Q  

ทั้งนี้ หลังจากที่เกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรมดังกล่าวแล้ว กองควบคุมมาตรฐาน จะทำการการตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre-Audit) เพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นขอรับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ เมื่อผ่านหรือได้รับการรับรองมาตรฐานแล้ว จะสนับสนุนให้มีการใช้และแสดงเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน(เครื่องหมาย Q) และมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ต่อไป

“มกอช. คาดหวังว่าเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเอกชน ที่ผ่านการอบรม ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตร ได้รับความรู้และได้การรับรองมาตรฐานทั่วไป ทั้งมาตรฐาน GAP,Organic Thailand พร้อมทั้งนำเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะเครื่องหมาย Q ไปใช้เพื่อแสดงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตผลทางการเกษตร”เลขาธิการ มกอช. กล่าวทิ้งท้าย 

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/455363

‘ธรรมนัส’ ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

15 มกราคม 2564 – 20:32 น.

รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจราชการ พะเยา ติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สิน เกษตรกร ในช่วงโควิด – 19 ระบาด ร่วมหาแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ ครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตอบสนองเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำด้วย

วันที่ 15 มกราคม 2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(รมช.เกษตรและสหกรณ์) เดินทางไปตรวจราชการ ในพื้นที่สำนักงานการปฎิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.)บ้านไฝ่สีทอง ต.หงษ์หิน อ.จุน จ.พะเยา เพื่อติดตามความก้าวหน้า การแก้ไขปัญหา เรื่องหนี้สินของเกษตรกร ในช่วงสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 19 ที่มีประชาชน ประกอบอาชีพเกษตรกรเคยมาร้องเรียน

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ในระหว่างการรับฟังผลการทำงาน รมช.เกษตรฯ ยังได้ร่วมหาแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำอิงตอนบน แก้ไขปัญหาน้ำหลากในช่วงฤดูฝนหรือช่วงเกิดพายุ เนื่องจากแหล่งกักเก็บน้ำบริเวณต้นน้ำนั้นมีน้อย ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

'ธรรมนัส' ตรวจราชการพะเยา ติดตามปัญหาหนี้สินเกษตร การพัฒนาลุ่มน้ำอิงตอนบน

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้เน้นย้ำการพัฒนาแหล่งน้ำในอนาคตในลุ่มน้ำอิงจะมุ่งเน้นการพัฒนาให้กระจายครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ตามศักยภาพและความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้น้ำของพี่น้องเกษตรกร และประชาชน ไม่ว่าจะเป็นใช้ในการอุปโภค – บริโภค การทำเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ท้ายน้ำอีกด้วย

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม “ผู้ตรวจประเมิน” เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455112

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม “ผู้ตรวจประเมิน” เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

13 มกราคม 2564 – 20:10 น.

“มกอช.” เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้มผู้ตรวจประเมินหน่วยรับรองภาครัฐ เอกชน เสริมศักยภาพการตรวจสอบและรับรองคุณภาพการผลิตสินค้าเกษตร มุ่งสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคในช่วงวิกฤต COVID-19

13 มกราคม 2564  นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. มีภารกิจเป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมีหน้าที่กำหนด ตรวจสอบรับรอง ควบคุม และส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงผู้บริโภค และเพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจประเมินของหน่วยรับรอง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจทั่วไป ในการตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) เพื่อให้สอดรับกับการถ่ายโอนภารกิจด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใน 3 ด้าน ได้แก่ งานตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติงาน งานรับรองมาตรฐาน GAP และงานรับรองมาตรฐาน GMP

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

ดังนั้น มกอช. โดยกองส่งเสริมมาตรฐาน (กสม.) จึงได้ดำเนินการจัด ฝึกอบรมพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร จำนวน 8 หลักสูตร ได้แก่

1.หลักสูตรผู้ตรวจประเมิน/หัวหน้าผู้ตรวจประเมินระบบบริหารงานคุณภาพ CQI and IRCA Certified ISO 9001:2015 QMS Lead Auditor Training (PR328 Course Specification) (Course Reg No: 18126) จำนวน 2 รุ่น

2. หลักสูตรผู้ตรวจประเมินระบบควบคุมภายในแบบกลุ่ม ตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง หลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร (มกษ. 9001-2556) (Internal Control System for Food Crop Auditor)  

3.หลักสูตรการตรวจประเมินตามมาตรฐานพืชอาหาร ภายใต้หลักการมาตรฐาน ISO 19011:2018 (Food Crop Auditing Course In accordance with ISO 19011:2018 Guidelines for auditing management systems)

4.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17021-1:2015 (ISO/IEC 17021-1 Introduction and Internal Auditor) 

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

5.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17020:2012 (ISO/IEC 17020 Introduction and Internal Auditor)

6.หลักสูตรการพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมผักและผลไม้สด (มกษ.9047-2560)

7.หลักสูตรหลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร การปฏิบัติทางสุขลักษณะที่ดี และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (GHP/HACCP) จำนวน 2 รุ่น

และ8.หลักสูตรข้อกำหนดและการตรวจประเมินภายในตามมาตรฐาน ISO/IEC 17065:2012 (ISO/IEC 17065 Introduction and Internal Auditor) รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง ภายใต้ “โครงการพัฒนาผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานสินค้าเกษตร” เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพ และเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการในการขอรับรองมาตรฐานของเกษตรกร รวมถึงเพื่อให้สอดรับกับนโยบายการถ่ายโอนภารกิจฯ 

"มกอช." เปิด 8 หลักสูตร ติวเข้ม "ผู้ตรวจประเมิน" เสริมศักยภาพรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร

“โดยผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมจะได้รับความรู้ ความเข้าใจ รวมถึงทักษะและเทคนิคต่าง ๆ ในการตรวจประเมิน และสามารถนำหลักการพื้นฐานด้านการตรวจสอบและรับรองคุณภาพที่ได้รับไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานได้ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ ประกอบกับปัจจุบันเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ ยิ่งต้องเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารในยุค New Normal ให้กับผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

AIC กรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/455053

AICกรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64

AICกรุงเทพเดินหน้าโครงการใหม่รับปี64

13 มกราคม 2564 – 14:24 น.

ม.เกษตรศาสตร์ เตรียมจับมือ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และกรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามร่วมวิจัยและพัฒนาพื้นที่ตลาดอาหารเกษตรปลอดภัยครบวงจร ในนามของ AIC กรุงเทพฯ

13 ม.ค.64 ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสินค้าเกษตรทุกประเภทของประเทศไทย ได้รับความสนใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภครวมถึงผู้ประกอบการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ขายอย่างเป็นระบบครบวงจรทั้งในระบบ offline และ online รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรของประเทศในระดับนานาชาติ ยังต้องอาศัยการทำงานแบบองค์รวมกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร

ดังนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะสถาบันการศึกษา จึงได้ประสานความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา กับ กรมประมง กรมปศุสัตว์ และ กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมอาหารปลอดภัย ในนามของ AIC กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาพื้นที่ตลาดอาหารปลอดภัยให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของประเทศและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมการตลาดให้กับสินค้าเกษตรทุกประเภทอย่างครบวงจรทั้งในระบบ offline และ online

โดยทั้ง 4 ฝ่าย จะจัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ในวันที่ 14 มกราคม 2564 เวลา13.30-15.00 น. ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผู้ลงนาม ประกอบด้วย ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหาร AIC เป็นประธาน และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวถึงการดำเนินงานโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง และความสำคัญของการดำเนินงานของ AIC อีกด้วย

ยุคโควิด19 หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง ประดับสวยงามหน้าบ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/454893

ยุคโควิด19 หนุ่มใหญ่ปลูกผักสวนครัวในเมืองไว้กินเอง ประดับสวยงามหน้าบ้าน

12 มกราคม 2564 – 11:31 น.

หนุ่มใหญ่ วัย 57 ปี ไอเดียเจ๋งปลูกผักสวนครัวในเมืองใส่ถุงเพาะ – กาละมัง ไว้กินเอง แถมยังประดับสวยงามหน้าบ้าน

ในยุคการแพร่ระบาดเชื้อโควิด -19 รอบ 2 นี้  ได้มีหนุ่มใหญ่ทราบชื่อนายนภดล   เหล่าธรรมประทีป อายุ 57 ปี   อาชีพค้าขาย  ที่อยู่ข้างร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด  เทศบาลเมืองปราจีนบุรี  ริมถนนหน้าเมือง  อ.เมืองปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี   ได้ปลูกพืชผักสวนครัว เขียวขจีหน้าบ้าน   แม้จะอยู่กลางตัวเมืองปราจีนบุรีแลดูทั้งสวยงามและน่าทึ่ง
 

นายนภดล   กล่าวว่า   “  การปลูกผักสวนครัว  เตี่ย (บิดา) เคยพาทำสมัยเด็ก ๆ   ท่านเคยสอนปลูกสวนครัว  สมัยนั้น  มีดินริมแม่น้ำปราจีนบุรี  เตี่ย (บิดา) สอนให้ได้ออกกำลังกาย ไม่เหมือนเด็ก ๆ สมัยนี้   ที่มีอินเตอร์เน็ต ,เกมคอมพิวเตอร์    โดยพ่อปลูกผักบุ้งจีน , ผักกาด, ผักคะน้า  เป็นผักสวนครัว   เป็นพืชอายุสั้นเพียง 30 วัน   แต่ปัจจุบันริมท่าน้ำกลายเป็นเขื่อนกันตลิ่งเกือบหมดแล้ว  จึงต้องมาปลูกผักสวนครัวหน้าบ้านแทน

ก่อนที่จะปลูกผักสวนครัวในภาชนะ ,ในถุงเพาะ   ได้นำขี้ค้างคาว   ที่อาศัยในบ้าน   นำมาคลุกเคล้ากับดินร่วน ที่นำมาจากริมแม่น้ำปราจีนบุรี   นำดินมาใส่ในกระบะ , ใส่ถุงพลาสติกประมาณ 2 สัปดาห์   จนดินร่วนซุยมีสีดำแสดงถึงว่ามีธาตุอาหารสมบูรณ์ดีแล้ว

จากนั้นมาเมล็ดพันธุ์พืชสวน ผักบุ้งจีน  ,เมล็ดผักกาดขาว,เม็ดผักคะน้า ครัวมาโรยใส่ในภาชนะที่เตรียม ทั้งกาละมัง ,กระถาง, ถุงเพาะโดยโรยเมล็ดตามปริมาณที่เหมาะสม  หากเป็นภาชนะก็หลายเมล็ด  หากเป็นถุงเพาะประมาณ 2 เม็ด    หลังจากเมล็ดงอกแล้ว  แยกต้นกล้าอ่อนจากภาชนะ  นำไปใส่ถุงขนาดเล็ก  ไปวางในร่ม4-5 วัน   เมื่อต้นกล้าตั้งต้นดีจึงนำมาวางรับแดดหน้าบ้าน ริมทางเท้าข้าง ๆ ฟุตบาท  แล้วรดน้ำ  รอเพียง 30 วันก็สามารถนำมารับประทานได้  เพราะผักจำพวกนี้โตเร็ว ให้ผลผลิตเร็ว ไม่เป็นโรคง่าย    ลงมือปลูกระยะสั้น ๆ 

กล่าวโดยสรุป    เทคนิคการปลูก ผักสวนครัวของตนเองในเมืองไว้รับประทาน เป็นไม้ประดับนั้นง่าย ๆ  ดังนี้

เริ่มต้นจากการปรุงดิน ใช้ดิน , ปุ๋ยคอก และ  ขุยมะพร้าวในอัตราส่วน 1:1:1    รดน้ำพอชุ่มชื้น     อย่าให้แฉะคลุกให้เข้ากันบ่มไว้   ไม่ต่ำกว่า 7 วัน    กองทิ้งไว้ในร่มหรือใส่ถุงปุ๋ยมัดปากถุงเก็บไว้

จากนั้น    นำถุงเพาะชำขนาด 6 นิ้ว   ใส่ดินให้เต็มแล้วหยอดเมล็ดผักลงไป 2 เมล็ด    โรยดินละเอียดกลบลงไปหนา 1-2 ซม. แล้วค่อยๆรดน้ำ    อย่าให้ดินกระจายวางไว้ที่ร่มรำไร

รอประมาณ 2-3 วันเมล็ดผักจะงอกออกมาให้เห็น เมื่อครบ 7 วัน     ให้นำถุงกล้าผักออกวางที่มีแดด ผักสลัดชอบแดดตลอดวัน ถ้าเมล็ดงอก 2 เมล็ดให้ถอนต้นที่ไม่แข็งแรงทิ้ง 1 ต้น    รดน้ำวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น ถ้าตอนเที่ยง-บ่ายแดดจัด กล้าผักเหี่ยวเฉาอาจจะรดน้ำเพิ่ม    เมื่อผักอายุครบ 40-45 วัน ควรรีบตัดมาบริโภคอย่าปล่อยให้แก่ผักจะแข็งกระด้าง

ซึ่งการการปลูกผัก ในถุงเพาะชำ ในภาชนะนี้  ดีกว่าปลูกในแปลง  เป็นการปลูกผักที่จะทำให้สะดวกในการดูแลเคลื่อนย้าย และการกำจัดวัชพืช  โดยเฉพาะการอยู่ในตัวเมือง – ย่านชุมชน  การปลูกผักวิธีนี้ยังมีข้อดีที่ทุกคนมองข้ามคือ ความสมบูรณ์ของดิน ดินส่วนมากที่นำมาปลูกผักในถุงเพาะชำ หรือในกระถาง ส่วนมากจะเป็นดินที่ปรุงมาแล้วทำให้ดินสมบูรณ์มีธาตุอาหารที่ดี”นายนภดล   กล่าว

และกล่าวต่อไปว่า  “ตนเองเคยปลูกผักแบบนี้มาก่อน    สมัยก่อนโน้นปลูกใส่ถุงเพาะขายต้นละ 10 -15 บาท  แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ขาย  ปลูกเพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ได้พักผ่อนหลังทำอาชีพประจำคือค้าขาย  ได้มารดน้ำ  พรวนดิน  เป็นเหมือนไม้ประดับตกแต่งหน้าบ้าน  ปลูกผักในเมืองไว้กินเองปลอดยาฆ่าแมลง ,ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี   ก็มีความสุข  หากใครชื่นชอบมาพุดคุยกันได้ยินดีถ่ายทอดประสบการณ์”นายนภดล   กล่าวในที่สุด

สรุปผลงานปี 2563 “อลงกรณ์” เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/453783

สรุปผลงานปี 2563 “อลงกรณ์” เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง

สรุปผลงานปี 2563 "อลงกรณ์" เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง

31 ธันวาคม 2563 – 21:39 น.

สรุปผลงานกระทรวงเกษตรปี 2563 “อลงกรณ์” เผย 15 โครงการเรือธง ดันกระทรวงเกษตรฯขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับสื่อมวลชนวันนี้ ( 31 ธันวาคม 2563 )ถึงผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ปี 2563 ว่า ปี2563 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรงจากผลกระทบของโควิด19 ทำให้การเติบโตขยายตัวของจีดีพี.และการส่งออกติดลบ คนว่างงานสถานประกอบการหยุดกิจการจำนวนมาก เป็นความยากลำบากที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง

 อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทุ่มเททำงานหนักเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้และภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการอีก3 ท่าน คือ รมช.ประภัตร โพธสุธน,รมช.ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่าและ รมช.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ สามารถขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ.ได้ผลเป็นที่น่าพอใจทั้งการแก้ไขปัญหาและการเดินหน้าด้วยนโยบายใหม่ๆ โดยเฉพาะ15โครงการเรือธง(flagship projects)ซึ่งจัดเป็นโครงการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายและการวางรากฐานใหม่ให้ภาคเกษตรของไทยในยุคโควิด19 ได้แก่  

 1. โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลักได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และปาล์มน้ำมันกว่า7ล้านรายเสริมสร้างเศรษฐกิจเกษตรเป็นฐานหลักของอนาคตประเทศ
  2. การป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (ASF)สำเร็จเป็นที่ยกย่องไปทั่วโลกสร้างรายได้และโอกาสภาคปศุสัตว์และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
  3. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อกระจายปัจจัยการผลิตคือที่ดินให้กับเกษตรกรลดความเหลื่อมล้ำ
  4. โครงการสหกรณ์ซูเปอร์มาร์เก็ต170แห่งสร้างช่องทางใหม่ของสินค้าสหกรณ์เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค
  5. การจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) 77 จังหวัด เพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆของไทย
   6. การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agriculture Big Data Center : NABC)เป็นฐานข้อมูลสำหรับเกษตรกรผู้ประกอบการและภาครัฐในการผลิตจนถึงการกำหนดนโยบาย     
  7. การเปิดด่านตงชิง และด่านผิงเสียง เพิ่มโอกาสการส่งออกไปจีนเพิ่มจากในอดีตที่มีเพียง2ด่าน
  8. การพัฒนาข้าวไทยกลับมาครองแชมป์โลก
  9. การบริหารจัดการน้ำรับมือภัยแล้ง และแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยเทคโนโลยีชลประทานอัจฉริยะ
 10. โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ตามนโยบายเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable agriculture)เป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับเกษตรกรรายย่อยที่ประสบปัญหาหนี้สินและความยากจนครอบคลุมทุกจังหวัด
 11. โครงการตลาดออนไลน์เพื่อเกษตรกร  สร้างช่องทางตลาดอีคอมเมิร์ซกับแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งภายในและต่างประเทศภายใต้โมเดล”เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย”ครั้งใหญ่ที่สุด
 12. การบริหารจัดการผลไม้เชิงกลยุทธ์โดยฟรุ้ทบอร์ด (Fruit Board)สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกไปต่างประเทศแม้ประสบปัญหาผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด19
 13. การบริหารจัดการประมงทั้งระบบตั้งแต่ประมงเพาะเลี้ยง ประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ประมงนอกน่านน้ำ และการรักษามาตรฐานIUU
14. การเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19เกือบ10ล้านราย
15. โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการแปรรูปสร้างมูลค่า
  โครงการเรือธงเหล่านี้ส่งผลประโยชน์โดยตรงถึงเกษตรกรและประเทศชาติ เป็นโครงการคานงัดที่จะนำไปสู่การปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบและส่งผลให้ประชาชนพึงพอใจต่อผลงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นอันดับหนึ่งในปี2563ซึ่งผู้บริหารและข้าราชการพนักงานลูกจ้างของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คือผู้ที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความผลงานดังกล่าวรวมทั้งทุกภาคีภาคส่วนที่ได้ร่วมทำงานเพื่อประชาชนตลอด365วันที่ผ่านมา

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว” ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว (komchadluek.net)

สุดเจ๋ง “ถุงตากแห้งข้าว”ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

19 ธันวาคม 2563 – 12:49 น.

“ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว

ปลายฝนต้นหนาวเข้าสู่ฤดูการเก็บเกี่ยวข้าว การตากข้าวเปลือกลดความชื้นให้มีความชื้นเพียง 14 % เพื่อคุณภาพและการเก็บรักษาก่อนนำไปขาย ยังคงเป็นภาพที่เห็นจนชินตา โดยเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาตากตามท้องถนน ริมถนน ขวางการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุและปัญหาสังคมตามมา ที่สำคัญการตากข้าวเปลือกไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้านการรักษาคุณภาพของข้าวเปลือกได้ อาจมีการเจือป่นของขี้นก หนูวิ่ง แมลง ฯลฯ หรือด้วยสภาพอากาศเมืองไทย เดี๋ยวแดด เดี๋ยวฝน

ล่าสุดเพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.) ธัญบุรี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มโน สุวรรณคำ ผู้อำนวยการกองกลาง อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเกษตร ได้คิดค้นนวัตกรรม “ถุงตากแห้งข้าว” เลี่ยงอุบัติเหตุบนถนน ลดความชื้น รักษาคุณภาพข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ช่วยเกษตรกรชาวนาแปลงเล็ก 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มโน เผยที่มาว่า ตามที่ ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี มีนโยบายว่าทางมหาวิทยาลัยต้องเป็นกลไกให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ ประกอบกับทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ได้ให้โอกาส สนับสนุนงบประมาณ ให้ทาง มทร.ธัญบุรี รับผิดชอบในการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตร ทำการเชื่อมโยงพัฒนาคลัสเตอร์ทั่วประเทศตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ โดยต้นน้ำ คือ ผู้ผลิตเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การเกษตร กลางน้ำ คือ ผู้ที่นำเครื่องมือมาใช้ เช่น ผู้ให้บริการด้านการเกษตร ปลายน้ำได้แก่ ผู้รับบริการเครื่องมือ คือ เกษตรกร ยกตัวอย่างกลุ่มเทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดข้าวชุมชน ต.ผักไหม จ.ศรีสะเกษ เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้ร่วมกลุ่มกลางน้ำ ให้บริการเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้บริการในกลุ่มคลัสเตอร์นั้น ๆ    

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

ซึ่งคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ผลิตข้าวอินทรีย์ ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว และได้มาตรฐาน IFOAM เป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ จากการลงพื้นที่พัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีทางการเกษตรในการหาโอกาส และ Pain Point ของกลุ่ม พบว่า โอกาสของกลุ่ม คือ การได้ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานเริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ซึ่งจะเป็นโอกาสได้ข้าวเปลือกที่มีราคาสูง ส่วนด้าน Main Pain Point ของกลุ่ม คือ 1. หลังเก็บเกี่ยวแล้วได้ข้าวเปลือกออกมาแล้ว ต้องทำข้าวเปลือกให้แห้ง โดยมีความชื้นน้อยกว่า 14 %  และ 2. เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเก็บข้าวเปลือกไว้เพื่อขายให้มีรายได้ แต่ปัญหาที่เจอเกษตรกร ไม่มีที่ตากข้าว ต้องนำข้าวไปตาก บนท้องถนน ริมถนน อาจมีสิ่งเจือป่น (มีนกบินมาขี้ใส่ หนูวิ่งผ่าน) หรือต้องขนข้าวเปลือกไปอบ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่ง สิ่งนี้คือ Main Pain Point ที่ทาง มทร.ธัญบุรี ต้องแก้ไขให้กับทางกลุ่ม โดยนำองค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์และงานวิจัย ที่คำนึงการทำงานได้ง่าย ไม่ซับซ้อน (Friendly User) เป็นเทคโนโลยีใหม่ ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ สามารถปรับปรุงให้เหมาะสมกับพื้นที่ “สร้างเองได้ ซ่อมเองได้ ยั่งยืน” จึงได้ออกแบบและผลิต ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบ ให้เกษตรกรนำไปใช้ สามารถผลิตได้เองได้ รวมถึงสร้างเป็นอาชีพต่อไป 

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว
สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

สำหรับ “ถุงตากแห้งข้าว” ถุงตากแห้งข้าวต้นแบบเหมาะกับชาวนาแปลงเล็ก ผลผลิตไม่เยอะ หลักการออกแบบ คือ ใช้งานง่ายและต้นทุนในการผลิตไม่สูง ใช้พลาสติกโรงงานทั่วไป ออกแบบโดยพลาสติกใสอยู่ด้านบน เพื่อรับแสงมายังข้าวเปลือก ด้านล่างใช้พลาสติกทึบสีดำเพื่อดูดแสงเข้าไปที่ข้าวทำให้ข้าวแห้งเร็ว ใส่ซิบเปิด-ปิดถุง ติดตั้งพัดลมเพื่อไล่ความชื้นในถุง และที่สำคัญติดตั้งโครงสร้างเหล็กเพื่อยึดพลาสติก เมื่อฝนตกทำให้น้ำไหลตามแนวเอียงของด้านบนถุงลงสู่ด้านข้าง น้ำไม่สามารถเข้าไปในถุง โดยสามารถป้องกันฝนได้ถึง 99 % ระดับความร้อนในถุงไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส รักษาระดับความร้อนในถุงไม่ให้ร้อนเกินและชื้นเกินไป เพื่อคงความหอมของกลิ่นข้าว และเมื่อนำไปสีลดการแตกหักของข้าว ในการใช้งานเพียงแค่รูดซิบออก ใส่ข้าวเปลือก เกลี่ยให้ข้าวเปลือกเท่ากันประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นรูดซิบปิด เปิดพัดลมไล่ความชื้นดันความชื้นออกจากถุง ใช้เวลาในการตากประมาณ 3 วัน ขนาดความยาวของถุงตากแห้งข้าวต้นแบบอยู่ที่ 10 เมตร ตากข้าวเปลือกได้ประมาณ 500 กิโลกรัม (ขนาดความยาวสามารถออกแบบได้ตามความต้องการของผู้ใช้) การสร้างต้นแบบถุงตากแห้งข้าว รับความอนุเคราะห์ในการตัดเย็บจากคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานคลัสเตอร์เทคโนโลยีข้าวศรีสะเกษ ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี ได้เข้ามาสนับสนุน ส่งเสริมเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เชื่อมโยงองค์ความรู้และได้รับการถ่ายทอดนวัตกรรม ถุงตากแห้งข้าว เพื่อแก้ปัญหาหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวชาวบ้านจะนำข้าวไปตากริมถนน เกิดอุบัติเหตุ หรือบ้างครั้งมีฝนตกทำให้ข้าวเกิดความเสียหาย ทางอาจารย์จึงได้คิดค้นนวัตกรรมตัวนี้ขึ้นมา โดยอาจารย์ได้เข้ามาให้ความรู้ในขั้นกระบวนการตัดเย็บ วิธีการใช้ และวิธีการดูแล ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ลงทุนไม่สูง นอกจากนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้ลดความชื้นกับพืชชนิดอื่นได้ ซึ่งทางกลุ่มมีการปลูกพืชหลังนา เช่น ถั่วเหลือง ทางกลุ่มนำไปใช้ให้ประโยชน์สูงสุด และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพถุงตากแห้งข้าว สร้างรายได้ให้กลุ่มต่อไป

สุดเจ๋ง  "ถุงตากแห้งข้าว"ตัดปัญหาอุบัติเหตุบนถนนรักษาคุณภาพข้าว

 ผศ.ดร.มโน กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนวัตกรรมถุงตากแห้งข้าวแล้ว ทาง มทร.ธัญบุรี ยังได้คิดค้นเทคโนโลยีการเกษตรตามความเหมาะสมของคลัสเตอร์แต่ละพื้นที่ เช่น เทคโนโลยี Boom Sprayer (คลัสเตอร์เทคโนโลยีสับปะรดบ้านคา) จ.ราชบุรี นอกจากนี้ มทร.ธัญบุรี ได้ร่วมมือกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ได้สร้างแอพพลิเคชั่น “IAID”เพื่อเชื่อมโยงผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเกษตรกับเกษตรกรอย่างครบวงจร ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายและโอกาสทางธุรกิจให้กับสมาชิกของโครงการต่อไป 

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน (komchadluek.net)

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

18 ธันวาคม 2563 – 17:23 น.

การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของเทศบาล ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา กับความร่วมมือ ซีพีเอฟ – กรุงเทพโปรดิ๊วซ์ สนับสนุนการใช้โมเดลสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จนประสบความสำเร็จ สร้างเกษตรกรที่มีความรู้ ความเข้าใจในการปลูกพืช ผ่านเครื่องมือที่ใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย

การส่งเสริมเกษตรกรรายย่อย กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ในเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ที่นำโดยบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด(มหาชน) ร่วมกันเดินหน้าใช้ความรู้และเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มประสิทธิภาพปลูกในกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ปลดล็อกปัญหาความยากจน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ภายใต้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตอาหารอย่างรับผิดชอบ ตรวจสอบย้อนกลับได้ ระบุวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์มาจากพื้นที่ปลูกถูกต้องมีเอกสารสิทธิ์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม พัฒนาศักยภาพเกษตรกร เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์เติบโตอย่างยั่งยืนในวิถีใหม่ 

นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฏ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ นับเป็นปีที่ 5 ของการดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน”​ เกษตรกรรายย่อยที่เข้าร่วม 800 ครอบครัวในพื้นที่เทศบาล ต.บัลลังก์ และใกล้เคียง ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 15,000 ไร่ ต่างพอใจกับผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในฤดูกาลนี้มาก ผลผลิตที่ดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งจากปริมาณฝนที่เพียงพอ และที่สำคัญ เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการปลูกมากขึ้น ผ่านการใช้เครื่องมือ และการวิเคราะห์ข้อมูลจาก Chatbot เข้ามาช่วยเกษตรกรรายย่อยได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการจัดจำหน่ายผลผลิต  

โปรแกรม Chatbot เป็นหนึ่งเทคโนโลยีช่วยตอบโจทย์ในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรรายย่อยในวิถีใหม่ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของเกษตรกร ได้เข้าถึงและรับทราบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของเกษตรกร ได้แก่ ข้อมูลราคารับซื้อรายวัน สภาพอากาศ ที่จะเป็นตัวช่วยให้เกษตรกรในกำหนดเวลาปลูกและเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด ผลผลิตต่อไร่ดี   และ ราคารับซื้อข้าวโพดของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ จะช่วยให้ เกษตรกรได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของตลาดและราคารับซื้อข้าวโพดที่เป็นปัจจุบัน  ช่วยป้องกันปัญหาเกษตรกรถูกเอาเปรียบ  และมีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตหรือเลือกขายให้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของซีพีเอฟโดยตรงได้

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

นายวิเชียร ใกล้สันเทียะ เกษตรกรในเทศบาล ต.บัลลังก์ ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 140 ไร่ กล่าวว่า โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน และการเปิดรับซื้อผลผลิตโดยตรงของซีพีเอฟ เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก ช่วยแก้ปัญหาการถูกกดราคาผลผลิต การวัดความชื้น การชั่งน้ำหนักของโรงงานที่เป็นธรรมและได้มาตรฐาน ทำให้เกษตรกรมีกำลังใจที่จะพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีตามที่โครงการฯ เข้ามาช่วยแนะนำ ทำให้ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในปีนี้ดีขึ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมของบริษัท ยังให้ความสำคัญกับดิน โดยมีการเข้ามาช่วยวิเคราะห์คุณภาพของดิน และให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยขี้ไก่และการฝังกลมตอซังข้าวโพด ไม่เผาแปลงเพาะปลูก ทำให้คุณภาพของดินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง  

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

“บัลลังก์โมเดล” นับเป็นพื้นที่แรกในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาใช้เพื่อพัฒนาเกษตรกรรายย่อย สู่การเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ตั้งแต่ การวิเคราะห์แร่ธาตุและอาหารในดินเพื่อทำสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมให้ได้ผลผลิตดีที่สุด การนำเทคโนโลยี GIS (Geographic Information System) มาใช้ในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์สภาพพื้นที่เพาะปลูกอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่การจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด นำโปรแกรม Chatbot มาใช้

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

นอกจากนี้  บริษัทยังมีการสนับสนุนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการจัดหารถเก็บเกี่ยวและรถขนส่ง รวมถึงช่วยเหลือค่าใช้จ่ายค่าเก็บเกี่ยวและค่าขนส่งบางส่วน เพื่อลดภาระต้นทุน แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมสนับสนุนการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตามแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เป็นความร่วมมือระหว่าง ซีพีเอฟ กับ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ ที่ต้องการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้ทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดี มีคุณภาพ บนพื้นฐานการเกษตรที่ดีตามมาตรฐาน เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างเหมาะสม และได้ต่อยอดร่วมมือกับภาครัฐ และเทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา สร้าง “บัลลังก์โมเดล”​ ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในเทศบาลตำบลบัลลังก์ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์​ยั่งยืนแบบครบวงจร

ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน
ความสำเร็จ เทศบาลต.บัลลังก์ สู่สมาร์ทฟาร์มเมอร์ ปลูกข้าวโพดยั่งยืน

โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างต้นแบบกลุ่มเกษตรกรที่มีความรู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตามหลักวิชาการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีการบริหารจัดการในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน ปลดล็อกปัญหาราคาตกต่ำ และความยากจนของเกษตรกร ควบคู่กับการสร้างความพร้อมให้เกษตรกรไทยเข้าสู่ยุคเกษตรทันสมัย โดยใช้ข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และมีส่วนร่วมสนับสนุนการสร้างห่วงโซ่อาหารที่รับผิดชอบและยั่งยืน

“ซีพีเอฟ” ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ซีพีเอฟ”ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (komchadluek.net)

“ซีพีเอฟ”ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

"ซีพีเอฟ"ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

15 ธันวาคม 2563 – 16:35 น.

“ซีพีเอฟ”ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน มองโรคระบาดยังทำให้สุกรขาดตลาด ราคาปีหน้ายังยืนสูง

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” มองโครงสร้างอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จะยั่งยืนได้ต้องมีการวิจัยและพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่บริหารต้นทุนให้ลดลง จากการสรรหาวัตถุดิบ การพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้มาซึ่งพันธุ์ที่แข็งแรง และการเลี้ยงสุกรที่ต้องมีมาตรฐานอาชีวอนามัยเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกเหนือไปจากการมีฟาร์มและการจัดการการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมแหล่งน้ำในการผลิตที่เพียงพอ 

"ซีพีเอฟ"ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ โรคระบาดในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทั้งโรคเพิร์ส (PRRS) และโดยเฉพาะโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) ที่ทำให้การเลี้ยงสุกรในประเทศจีนและเวียดนามเสียหาย ส่งผลให้เกิดภาวะสุกรขาดตลาดอย่างมาก การพยายามกลับมาเลี้ยงใหม่ก็อาจจะยังประสบความเสียหายได้หากระบบการเลี้ยงไม่มีมาตรการป้องกันด้านชีวอนามัยที่เคร่งครัด ซีพีเอฟจึงมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงที่มีมาตรฐานชีวอนามัยที่สูง ประกอบกับการพัฒนาพันธุ์สุกรให้แข็งแรง มีความต้านทานโรคสูงอย่างต่อเนื่อง

"ซีพีเอฟ"ทุ่มวิจัยพัฒนาการเลี้ยงสุกรเพื่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า การที่โรค ASF ทำให้สุกรขาดตลาดในประเทศจีน เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านของไทยส่งผลให้มีการนำเข้าสุกรจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก และความต้องการยังมีมาต่อเนื่อง ทำให้ราคาสุกรในไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้ การจะเร่งเลี้ยงสุกรในหลายประเทศให้มีผลผลิตเท่าก่อนมีโรค ASF ในภูมิภาคนี้อาจใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปี และสุกรอาจไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานอีกต่อไป ความสามารถในการเลี้ยงให้ปลอดโรคและมีต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นปัจจัยหลักสำหรับความสำเร็จของธุรกิจสุกร จึงมองว่าในภูมิภาคนี้ราคาสุกรใน 1-2 ปีข้างหน้าจะยังคงอยู่ในระดับสูงจากภาวะสุกรขาดตลาด