จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/447032

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ

24 ตุลาคม 2563 – 19:47 น.

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ “โกโก้ไทย”ไปต่อไม่รอแล้วนะ

การเปิดตัวโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้ของบริษัท โกโก้ไทย โปรดักส์ จำกัด ม.2 ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง จ.สระบุรี โดยมีนายอลงกรณ์พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานในพิธี เป็นสิ่งยืนยันและสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชโกโก้ในระดับหนึ่งว่าจากนี้ไปผลผลิตโกโก้จะไม่มีปัญหาในเรื่องตลาดรองรับอย่างแน่นอน
 โกโก้ เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ อีกชนิดที่รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เพราะมองว่าเป็นพืชแห่งอนาคตที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยได้นำเข้าผลิตภัณฑ์จากโกโก้และช็อคโกแลตหลายหมื่นตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยมีสภาพพื้นที่และภูมิอากาศเหมาะสมสำหรับการปลูกโกโก้ไม่แพ้ที่ใดโลก

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

                              อลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ

“เบลเยี่ยมเป็นประเทศชั้นนำของโลกที่ผลิตช็อคโกแลตคุณภาพดีเยี่ยมที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตจากโกโก้ แต่เราไม่ได้ถือเป็นคู่แข่ง เราถือเป็นคู่ค้าคู่ขาย รัฐบาลได้ประกาศนโยบายฟิวเจอครอปหรือพืชแห่งอนาคต ซึ่งก็มีหลายตัว หนึ่งในนั้นก็คือโกโก้” บางช่วงบางตอนที่นายอลงกรณ์ พลบุตรกล่าวในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้ของบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัด พร้อมยืนยันว่า
 รัฐบาลต้องการให้ประเทศไทยเป็นฮับของอาเซียนในการปลูกรูปโกโก้ เป็นเป้าหมายที่หนึ่ง หลังจากทุกวันนี้ไทยอยู่อันดับ2 รองจากอินโดนีเซียในการผลิตพืชเศรษฐกิจอย่างโกโก้
  จากข้อมูลศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ปี 2560 ผลผลิตโกโก้โลกอยู่ที่ 4.6 ล้านตัน   ผลผลิตจากทวีปแอฟริกามีมากที่สุด 72% ของผลผลิตโลก ตามด้วยลาตินอเมริกา 18% และเอเชีย 10%   ขณะที่ความต้องการของโลกอยู่ที่ 3.5 ล้านตัน โดย ยุโรปเป็นตลาดใหญ่ที่สุดที่มีความต้องการคิดเป็นสัดส่วน 40%  
 ขณะที่ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้ลดการผลิตลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหันไปปลูกปาล์มแทน โดยในปี 2560 ผลิตได้ 2.9 แสนตัน กว่า 70% ของผลผลิตปลูกอยู่ที่เกาะสุลาเวสี ทางตอนใต้ของประเทศ   จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะเป็นผู้นำในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดนี้แทน
  “บีที โกโก้ ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและแปรรูปโกโก้ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เขาบอกว่าถ้าประเทศไทยมีผลผลิตมมากพอ เขาก็พร้อมย้ายโรงงานผลิตมาที่ประเทศไทย”ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯกล่าวย้ำ 

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ

                                ดร.อานนท์ สุทนต์  นักวิจัยผู้คิดค้นสายพันธุ์โกโก้ไทย1
  ขณะที่   ดร.อานนท์ สุทนต์  ผู้อำนวยการศูนย์สาธิตเกษตรศิลป์แม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ในฐานะผู้วิจัยคิดค้นสายพันธุ์โกโก้ไทย1 เผยว่า ปกติโกโก้เป็นพืชประจำถิ่นของใต้ โดยมีสายพันธุ์ที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ชุมพร ซึ่งเป็นพื้นเมืองมีปัญหาผลผลิตน้อย ไม่ทนต่อโรคและแมลง ที่สำคัญมีการแยกเพศตัวผู้ตัวเมีย ซึ่งจะเป็นปัญหาหากเกษตรกรนำไปปลูก
 แต่หลังจากบริษัท โกโก้ 2017 จำกัดได้ให้งบมาเพื่อปรับรุงพันธุ์ จนในที่สุดได้พันธุ์ที่เหมาะในทุกสภาพอากาศในประเทศไทย ได้แก่โกโก้ไทย1 ซึ่งใช้เวลาในการทดลองวิจัยมาก 10 ปีกว่าสายพันธุ์จะนิ่ง   เป็นสายพันธุ์ที่ทนแล้งได้ดี   สามารถปลูกได้ในทุกภูมิภาคของประเทศ  โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน
 “หลายพื้นที่ปลูกในอีสานให้ผลผลิตดีมาก ปลูกได้ทั้งเชิงเดี่ยวและเป็นพืชอาศัยไม่ว่าจะปลูกในสวนปาล์ม ยางพาราหรือสวนไม้ผลอื่น ๆ ก็ให้ผลผลิตดี ตอนนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ากว่า 20 จังหวัดสามารถปลูกโกโก้ได้”
  นักวิจัยเจ้าของสายพันธุ์โกโก้ไทย1 กล่าวถึงข้อดีของโกโก้สายพันธุ์นี้ 1.ทนแล้งสามารถปลูกได้ทุกจังหวัดในประเทศไทย 2.ต้นเตี้ยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย 3.แตกกอขยายกิ่งรวดเร็ว ซึ่งไม่มีไม้ผลไหนจะแตกกอได้รวดเร็วเหมือนโกโก้ไทย1 เนื่องจากยิ่งแตกกอขยายกิ่งเพิ่มก็จะทำให้ผลผลิตมากขึ้นตามไปด้วย
  “โกโก้จะออกลูกตามกิ่ง ตามต้น ถ้ากิ่งยิ่งเยอะ ผลผลิตจะเยอะตาม จะเห็นว่าโกโก้ไทย1ให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์อื่นถึง 3-5 เท่า ซึ่งมีทั้งผลงานวิจัยและแปลงปลูกของเกษตรยืนยันได้อย่างชัดเจน”
  ดร.อานนท์ ย้ำด้วยว่าสำหรับข้อดีอีกอย่างของโกโก้ไทย1 ที่แตกต่างจากสายพันธุ์อื่นก็คือจะไม่มีการแยกเพศ โกโก้สายพันธุ์นี้จะไม่มีต้นตัวผู้ตัวเมีย  จึงทำให้มั่นใจได้ว่าให้ผลผลิตทุกต้นที่ปลูกลงดิน ทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องผลผลิตแต่อย่างใด และที่สำคัญสายพันธุ์โกโก้ไทย1นั้นได้รับการรับรองพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

จับตาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ "โกโก้ไทย"ไปต่อไม่รอแล้วนะ


  ด้าน ดร.รุ่งโรจน์ วรามิตร ประธานบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดกล่าวว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดได้ส่งเสริมการปลูกโกโก้กับเกษตรกรหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่9มาปรับใช้เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพที่มั่นคงอยู่แบบพอเพียง อีกทั้งยังสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในระยะยาว
 “สาเหตุที่เกษตรกรตัดสินใจร่วมปลูกโกโก้กับเรา เพราะมองว่าโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตลาดโลกต้องการสูงและยังได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลอีกด้ว0ย ที่สำคัญเรายังการันตีราคารับซื้อขั้นต่ำตามเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทกฟาร์มมิ่งในการรับซื้อจากเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรเกิดความมั่นใจแล้วยังมีทีมงานเข้าไปส่งเสริมดูแลการบริหารจัดการแปลงของสมาชิกในเครือข่ายตัง้แต่เริ่มต้นปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตอีกด้วย”
  ประธานบริษัท โกโก้ไทย 2017 จำกัดยอมรับว่าประเทศไทยมีพืชเศรษฐกิจหลายตัวที่ปลูกก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่จะมีปัญหาด้านการตลาด เมื่อผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากส่งผลให้ราคาจะไม่ดี  จึงเป็นประเด็นที่ตนเองผลักดันเรื่องโกโก้  เนื่องจากเมืองไทยเป็นพื้นที่ปลูกโกโก้ที่มีคุณภาพอันดับต้น ๆ ของโลก  แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการส่งเสริมปลูกอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันจุดอ่อนของโกโก้ไทยคือเรื่องการตลาด เพราะยังไม่มีการตลาดมากพอ ทำให้เกษตรกรไม่มีความมั่นใจในการปลูก ทั้ง ๆ ที่เป็นพืชที่มีความต้องการของตลาดโลกสูงมาก
 “นโยบายตลาดนำการผลิตของรัฐบาลเป็นการตอบโจทย์โกโก้ไทย ตอนนี้มีเกษตรกรร่วมกับเราประมาณ 1.3 หมื่นไร่ ถือว่าพร้อมแล้วสำหรับการเปิดโรงงานนำร่อง เป็นโมเดลเพื่อให้เกษตรกรเห็นว่าเรารับซื้อจริง  ขณะนี้ได้ขยายพื้นที่ปลูกไปตามภูมิภาคต่าง ๆ มากกว่า 20 จังหวัด หากจังหวัดใดหรือมีพื้นที่ใดปลูกโกโก้เกิน 3 หมื่นไร่เราก็จะมีการตั้งโรงงานที่นั่นทันทีเพื่อรองรับผลผลิต”
 ดร.รุ่งโรจน์ระบุอีกว่า ขณะที่ทางภาคใต้เรามองพื้นที่ตั้งโรงงานไว้ที่จ.สงขาและพัทลุง  เพราอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคและเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกโกโก้มากที่สุดในภาคใต้ขณะนี้   โดยจะมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตตามเกษตรพันธสัญญาหรือคอนแทคฟาร์มมิ่ง คือรับซื้อในราคาประกันถึงสวนเกษตรกร  
 “เราประกันราคาขั้นต่ำอยู่ที่ตันละ 5 พันบาท หรือกิโลละ 5 บาท โดยราคาจะอิงตลาดโลก ณ ปัจจุบันตลาดโลกอยุ่ที่ 7.8 บาทต่อกิโล  แต่เราบวกเพิ่มให้อีก 2 บาท เป็น 9.8 บาทต่อกิโล เนื่องจากเราไม่มีการนำเข้า ไม่ต้องจ่ายภาษี จึงนำเงินส่วนนี้มาเพิ่มให้กับเกษตรกร เพราะจากการคำนวณต้นทุนแล้วพบว่าอย่าให้ต่ำกว่า 5 บาทเกษตรกรสามารถอยู่ได้”ดร.รุ่งโรจน์กล่าวในที่สุด 

เกษตรอินทรีย์ กับความมั่นคงด้านอาหารและอาชีพ บนวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/446819

เกษตรอินทรีย์ กับความมั่นคงด้านอาหารและอาชีพ บนวิถีชีวิตใหม่(New Normal)

22 ตุลาคม 2563 – 13:46 น.

เกษตรอินทรีย์เป็นหนึ่งในรูปแบบของเกษตรกรรมยั่งยืน ที่วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเร่งดำเนินการส่งเสริมภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรปลอดภัยและเกษตรกรรมยั่งยืน

เกษตรอินทรีย์เป็นหนึ่งในรูปแบบของเกษตรกรรมยั่งยืน ที่วันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเร่งดำเนินการส่งเสริมภายใต้ยุทธศาสตร์เกษตรปลอดภัยและเกษตรกรรมยั่งยืน ทั้งนี้ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2562 มีการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 16 จาก 1 หมื่นไร่เป็น 6 แสนไร่ จึงกำหนดเป้าหมายใหม่ให้เติบโตร้อยละ 25 เพื่อรองรับต่อตลาดเกษตรอินทรีย์ของโลกที่มีการขยายตัวต่อเนื่องที่มีมูลค่าตลาดทะลุ 3.5 ล้านล้านบาท

“เกษตรอัจฉริยะ” หนึ่งในคำตอบเพื่อการพัฒนาภาคเกษตรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/446600

“เกษตรอัจฉริยะ” หนึ่งในคำตอบเพื่อการพัฒนาภาคเกษตรไทย

20 ตุลาคม 2563 – 17:10 น.

ด้วยทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลง การเกษตรของประเทศไทยจึงต้องเปลี่ยนแปลง”เกษตรอัจฉริยะ” หนึ่งในคำตอบเพื่อการพัฒนาภาคเกษตรไทย

ด้วยทุกวันนี้โลกเปลี่ยนแปลง การเกษตรของประเทศไทยจึงต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เน้นการทำงานเชิงรุก ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศ โดยหนึ่งในการดำเนินการที่สำคัญคือ การกำหนดให้”เกษตรอัจฉริยะ”เป็นนโยบายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการส่งเสริมพัฒนาให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

"เกษตรอัจฉริยะ" หนึ่งในคำตอบเพื่อการพัฒนาภาคเกษตรไทย

โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ให้ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและแผน ตลอดจนขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสู่การเกษตรอัจฉริยะในอนาคต ตลอดจนบูรณาการทำงานของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในและนอกประเทศ

กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ 3,200 โครงการ 57 ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 3.41 ล้านไร่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/445900

กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200 โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200 โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่12 ตุลาคม 2563 – 18:51 น.

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ 57 ปี ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จกว่า 3,200 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ปี 2564 เตรียมขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี  

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ 57 ปี ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วเสร็จกว่า 3,200 โครงการ ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่ราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ปี 2564 เตรียมขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี  อีก 8 โครงการ  ขยายพื้นที่ชลประทาน12,050 ไร่ 
 นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  รัชกาลที่ 9  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อบรรเทาภัยเดือดร้อนมากมายให้แก่ราษฎร ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์นานกว่า 70 ปี ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำมากเป็นพิเศษ  จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่กรมชลประทานได้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ตั้งแต่อดีตซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ต.หนองแก  อ.หัวหิน  จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกเมื่อปี 2506  จนถึงปัจจุบันเกิดผลเป็นรูปธรรมมีมากกว่า 3,000 โครงการ มีทั้งโครงการชลประทานขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วประเทศ 

กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200 โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

                              นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์  รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน

 นอกจากนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยความว่า “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสืบสานพระราชภารกิจของพระบรมราชชนกนาถ ที่จะดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร โดยยังทรงพระราชทานโครงการพระราชดำริเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่อาณาราษฎรอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200 โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่

 นอกจากนี้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ และได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานจัดหาน้ำสนับสนุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนินไปนั้นด้วย 

               กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200 โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่
 “ตลอดระยะเวลา57 ปีที่กรมชลประทานดำเนินงานสนองพระราชดำริภายใต้การขับเคลื่อนยุทธศาสตรกรมชลประทาน 20 ปี มีความก้าวหน้าภาพรวมของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 3,481 โครงการ  ในจำนวนนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ 3,206 โครงการ เป็นอ่างเก็บน้ำประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมด ที่เหลือเป็นอาคารประเภทต่างๆ เช่น ฝาย สถานีสูบน้ำ สระเก็บน้ำ เป็นต้น อยู่ภาคเหนือ 1,277 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 758 โครงการ ภาคกลาง 498 โครงการ และภาคใต้ 673 โครงการ สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,771 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.9 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 589,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.41 ล้านไร่” รักษาการอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ทั้งนี้ในปี 2563 กรมชลประทานได้เร่งรัดขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จจำนวน 14 โครงการ เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำแม่อาง จ.ลำปาง โครงการอ่างเก็บน้ำแซร์ออ จ.สระแก้ว   โครงการจัดหาน้ำให้แก่ศูนย์การเรียนรู้ตำรวจตระเวนชายแดนบ้านดอยแสง ฝายบ้านดอยแสงพร้อมระบบส่งน้ำ จ.แม่ฮ่องสอน   โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้บ้านแพะ บ้านแม่ละนา บ้านอมยะ บ้านกามาผาโด้ จ.ตาก  โครงการอาคารบังคับน้ำวังคางฮูงในลำห้วยทวน จ.อุดรธานี  โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านห้วยลาดเหนือตอนบน จ.ชัยภูมิ   โครงการระบบท่อส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยปรือ – อ่างเก็บน้ำคลองโบด  จ.นครนายก  โครงการฝายทดน้ำวังครก พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ราชบุรี   โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง จ.นครศรีธรรมราช  โครงการจัดหาน้ำให้ ศกร.ตชด.บ้านหลังอ้ายหมี จ.นครศรีธรรมราช และโครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดีที่ ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นต้น   เพิ่มพื้นที่ชลประทานพร้อมระบบส่งน้ำจำนวน 2,700 ไร่ พื้นที่รับประโยชน์รวม 8,189 ไร่ ความจุเก็บกักน้ำรวม 2.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และจำนวนครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์ 2,091 ครัวเรือน                      กรมชล ขับเคลื่อนพระราชดำริ3,200 โครงการ 57ปีเพิ่มพื้นที่ชลประทาน3.41ล้านไร่
  ส่วนปี 2564 กรมชลประทานจะยังคงเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 8 โครงการ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 11.56  ล้านลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 23,088 ไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 8,700   ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 12,050 ไร่ 
  “กรมชลประทานยังเดินหน้าขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อม ตลอดจนเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ จึงยังคงมีภารกิจที่กรมชลประทานต้องดำเนินการเพื่อสนองพระราชดำริและเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนในทุกภูมิภาคของประเทศอยู่ต่อไป” นายสัญญา กล่าวในที่สุด

เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก 14 โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยราษฎร 87,000 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/445500

เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยราษฎร87,000คน

เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยราษฎร87,000คน7 ตุลาคม 2563 – 19:51 น.

กรมชลประทานเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีนี้แล้วเสร็จอีก 14 โครงการ  พร้อมสั่งเร่งก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  สนองพระราชปณิธานบรรเทาภัยแล้ง-น้ำท่วม  ให้แล้วเสร็จตามแผนภายในปี  2567

กรมชลประทานเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปีนี้แล้วเสร็จอีก 14 โครงการ  พร้อมสั่งเร่งก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  สนองพระราชปณิธานบรรเทาภัยแล้ง-น้ำท่วม  ให้แล้วเสร็จตามแผนภายในปี  2567 เผยประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 87,000 คน
 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า  กรมชลประทานได้ดำเนินการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่องภายในปี  2563  มีโครงการอันเนื่องมาจากพระรชาชดำริแล้วเสร็จอีก 14  โครงการ เช่น อ่างเก็บน้ำแม่อาง จ.ลำปาง อาคารบังคับน้ำวังคางฮูงในลำห้วยทวน จ.อุดรธานี ฝายทดน้ำวังครกพร้อมระบบส่งน้ำ จ.ราชบุรี โครงการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำทำการเกษตรของหมู่บ้านทะเลปัง จ.นครศรีธรรมราช และโครงการจัดหาน้ำช่วยเหลือศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านภักดี จ.ยะลา เป็นต้น  ทั้งนี้ทุกโครงการมุ่งหวังช่วยสร้างรายได้ให้ราษฎร มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และมีความสุขอย่างยั่งยืน สมดั่งพระราชปณิธาน 

เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยราษฎร87,000คน

 นอกจากนี้ ยังได้เร่งดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทุกโครงการให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้  โดยเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ โดยขณะนี้ผลงานการก่อสร้างมีความก้าวหน้าอยู่ที่ร้อยละ 22.57  คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมอาคารประกอบทั้งระบบภายในปี 2567  ตามแผนที่กำหนดไว้อย่างแน่นอนซึ่งจะทำมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตประปาในพื้นที่ตลอดทั้งปีรวมทั้งยังจะสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคเกษตรกรรม ทำให้มีน้ำสำรองไว้ใช้เพาะปลูกในฤดูฝนกว่า 40,000 ไร่ และในฤดูแล้งอีกกว่า 8,000 ไ ร่  เกิดการจ้างงานซึ่งจะช่วยลดอัตราการย้ายถิ่นฐานได้ อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ สร้างอาชีพประมง รวมไปถึงทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุน สำหรับรักษาระบบนิเวศน์ในลำน้ำชีและลำน้ำสาขาอีกประมาณปีละ 73 ล้านลบ.ม. ช่วยสร้างทัศนวิสัยที่ดีให้สองฝั่งลำน้ำ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของราษฎรในท้องถิ่นและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจะมีประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการฯ 5,145 ครัวเรือน หรือประมาณ 20,580 คน 

             เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยราษฎร87,000คน
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   รัชกาลที่ 9  ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการสร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำทางบริเวณต้นลำน้ำชีและลำน้ำสาขาเมื่อปี 2526 เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง และปัญหาน้ำท่วม บริเวณลาดเชิงภูเขียว อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีชุมชนราษฎรขนาดใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝน และอาศัยน้ำจากลำห้วย บ่อน้ำต่าง ๆ เป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคด้วย อย่างไรก็ตามช่วงฤดูแล้งประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนจะประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างมาก ข้าวยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ ซึ่งราษฎรพยายามจัดหาน้ำพึ่งพาตนเองหลากหลายรูปแบบ เช่น ขุดลอกหนองน้ำ ขุดสระเก็บน้ำ ตลอดจนการสร้างฝายทดน้ำในลำสะพุง เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงมีการเรียกร้องให้ทางราชการช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนมาอย่างต่อเนื่อง               เร่งขับเคลื่อนพระราชดำริเสร็จอีก14โครงการ เดินหน้าอ่างฯลำสะพุงช่วยราษฎร87,000คน
กรมชลประทานได้เริ่มดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.หนองแวงอ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2536 โดยได้ศึกษาจัดทำรายงานเบื้องต้นของโครงการฯ แล้วเสร็จปี พ.ศ.2537 ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ( EIA ) แล้วเสร็จเดือนตุลาคม ปี 2538 ผลปรากฏว่าขนาดความจุของอ่างเก็บน้ำลำสะพุงที่เหมาะสมที่สุด คือ 32 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และได้นำผลการศึกษาโครงการฯ ดังกล่าว ไปดำเนินการสำรวจ ออกแบบ แล้วเสร็จเมื่อปี 2541

แต่เนื่องจากบริเวณก่อสร้างโครงการมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และไม่ได้รับความเห็นชอบการขอเพิกถอนพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวในบางส่วน คณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติได้มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาพื้นที่ใกล้เคียงในการก่อสร้าง เพื่อไม่ให้กระทบพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ดังนั้น กรมชลประทาน รวมถึงผู้นำท้องถิ่น จึงได้ร่วมกันพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งใหม่  บริเวณลำสะพุงตอนล่าง  บ้านนาเจริญ ซึ่งสามารถเพิ่มความจุอ่างฯได้มากกว่าจุดเดิม
“พื้นที่ก่อสร้างโครงการอ่างฯ ลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งใหม่ สามารถลดผลกระทบการใช้พื้นที่ป่าไม้จาก 2,100 ไร่ เหลือ 354 ไร่ ครอบคลุม 3 ตำบลในอำเภอหนองบัวแดง ได้แก่ ต.หนองแวง ต.หนองบัวแดง และ ต.นางแดด มีพื้นที่รับน้ำทั้งหมด 679.49 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ย 181.59 ล้านลบ.ม. ต่อปี  ตัวเขื่อนมีความจุ 46.9 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 25.8 ของปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ ถือเป็นความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งน้ำที่ได้ทั้งป่าและน้ำในเวลาเดียวกัน” นายประพิศ กล่าวในตอนท้าย

“ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/445049

“ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง 2 ตุลาคม 2563 – 16:17 น.

“ตามรอยพ่อฯ” ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง ภูมิปัญญาแห่งลุ่มน้ำบางปะกง แหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศจัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี จ.ฉะเชิงเทรา สร้างพื้นที่ต้นแบบโคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 8 จัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี ระดมอาสาสมัครเกือบ 400 คน สร้างพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ ณ ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาของชาวลุ่มน้ำบางปะกงในการจัดการพื้นที่กสิกรรมในระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ที่ประยุกต์เข้ากับการทำโคก หนอง นา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำบางปะกง แหล่งผลิตอาหารสำคัญของประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน พร้อมวางมาตรการความปลอดภัยในการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับภาวะปกติใหม่ (New Normal) อย่างเข้มข้น

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” (ตามรอยพ่อฯ) เกิดจากความร่วมมือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ภาคศาสนา และสื่อมวลชน เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ เกิดความตระหนัก และนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจนก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ในปีนี้ ภายใต้แนวคิด “สู้ทุกวิกฤต รอดพอดีด้วยศาสตร์พระราชา” เพื่อตอกย้ำว่าศาสตร์พระราชาคือทางรอดจากทุกวิกฤต

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายกสมาคมดินโลก และที่ปรึกษามูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงความสำคัญในการเลือก จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งตั้งอยู่บนลุ่มน้ำบางปะกงเป็นสถานที่จัดกิจกรรมว่า “จ.ฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ 5,351 ตร.กม. หรือประมาณ 3.3 ล้านไร่ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของประเทศ บริเวณลุ่มแม่น้ำบางปะกง เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศ โดยพื้นที่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำมีความอุดมสมบูรณ์สูง เหมาะกับการทำเกษตร ด้วยแม่น้ำบางปะกงได้พัดพาดินตะกอนมาทับถมเป็นเวลานาน ก่อนที่จะไหลลงสู่อ่าวไทยที่ อ.บางปะกง โดยประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม คือ การทำนา ทำไร่ ทำสวนผลไม้ยืนต้น และมีการทำนาขาวังที่เป็นเอกลักษณ์ อยู่ที่ ต.เขาดิน อ.บางปะกง


สำหรับการทำ ‘นาขาวัง’ เป็นรูปแบบการทำนาในระบบนิเวศ 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาของชาวบ้านที่เรียนรู้กลไกธรรมชาติของน้ำขึ้น น้ำลง โดยทำนาข้าวในฤดูฝน  ส่วนในฤดูแล้งก็จะปล่อยน้ำเค็มให้ไหลเข้ามาในนาเพื่อเลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา คำว่า ‘ขาวัง’ คือ ร่องน้ำรอบแปลงนา เป็นภูมิปัญญาในการจัดการน้ำของชาวนา ซึ่งปัจจุบันเหลือพื้นที่ทำนาขาวังเพียงแค่ที่ อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา เท่านั้น กิจกรรมเอามื้อสามัคคีครั้งนี้เป็นการสร้างต้นแบบนาขาวัง ที่ประยุกต์เข้ากับการทำโคก หนอง นา ตามหลักกสิกรรมธรรมชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่งทางอาหารอย่างยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา ตลอดจนอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาบรรพชนไม่ให้สูญหาย”

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

กิจกรรมเอามื้อสามัคคี จ.ฉะเชิงเทรา จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-26 ก.ย.2563 วันแรกเป็นกิจกรรมการปั่นจักรยานรณรงค์ ของกลุ่มนักปั่นสะพานบุญ 70 คน ซึ่งมีดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร นายไตรภพ โคตรวงษา และนายวรเกียรติ สุจิวโรดม คนมีใจเจ้าของแปลงชาวนามหานครร่วมปั่นด้วย โดยเริ่มต้นทางจากแปลงชาวนามหานคร ต.คลองสิบสี่ อ.หนองจอก กรุงเทพมหานคร จนถึงพื้นที่ของนายชัชวาล เกษมสุข ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมเอามื้อสามัคคี เพื่อสร้างต้นแบบโคก หนอง นาขาวัง ในวันถัดมา รวมระยะทาง 102 กม. 

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ด้าน นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของกิจกรรมเอามื้อสามัคคีว่า “กิจกรรมเอามื้อสามัคคีในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกือบ 400 คน จากสมาชิกเครือข่ายมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ผู้สมัครร่วมกิจกรรมทางเฟซบุ๊กโครงการตามรอยพ่อฯ และพนักงานของเชฟรอน เพื่อร่วมกันสร้างพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ บนพื้นที่ของนายชัชวาล เกษมสุข ที่ ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา กิจกรรมที่ทำ ได้แก่ ขุดคลองไส้ไก่ ปลูกแฝก ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพาะผัก ห่มดินแห้งชามน้ำชาม ปล่อยพันธุ์ปลา เป็นต้น โดยมีวิทยากรจากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ รวมถึง ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อ.ยักษ์) สาธิตและให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งคาดหวังว่ากิจกรรมการสร้างพื้นที่ต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติแห่งแรกใน อ.บ้านโพธิ์นี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ในการนำภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและองค์ความรู้ศาสตร์พระราชามาปรับใช้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนต่อไป”  

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ด้าน นายไตรภพ โคตรวงษา ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงการทำ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติว่า “การทำ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติ จะแตกต่างจากการทำนาขาวังแบบดั้งเดิมเล็กน้อย โดยจะทำคันดินกั้นระหว่างแปลงนากับคูน้ำ เพื่อประโยชน์ในการกักเก็บน้ำและควบคุมระดับน้ำในแปลงนา และยังสามารถปลูกพืชผักไว้เป็นอาหารบนคันนา การทำนาขาวังในแบบกสิกรรมธรรมชาติจึงปั้นคันนาส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาจากการทำนาขาวังตามปกติ นอกจากนี้ยังต้องเป็นการทำเกษตรอินทรีย์อีกด้วย 
    

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

สำหรับการออกแบบปรับพื้นที่จากที่นาเดิมให้เป็นต้นแบบ ‘โคก หนอง นาขาวัง’ ที่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา นั้นได้รับความกรุณาจากพระอาจารย์สายชล ขันติธัมโม (พระอาท) เจ้าอาวาสวัดหนองสองห้อง อ.พนมสารคาม   จ.ฉะเชิงเทรา เป็นผู้ออกแบบและปรับพื้นที่ประมาณ 18 ไร่ให้ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ทำนาขาวังอินทรีย์ 5 ไร่ ประกอบด้วยการทำขาวังรอบแปลงนา ขุดหนองน้ำ คลองไส้ไก่ ปรับพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ให้เป็นโคก ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง และพื้นที่ทำสวนผสมผสาน”

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง

ด้าน นายชัชวาล เกษมสุข (แอ้ม) เจ้าของพื้นที่ “โคก หนอง นาขาวัง” ต.คลองบ้านโพธิ์ อ.บ้านโพธิ์  จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงความเป็นมาและแรงบันดาลใจในการทำแปลงต้นแบบ โคก หนอง นาขาวัง แบบกสิกรรมธรรมชาติว่า “ครอบครัวมีอาชีพทำขนมเปี๊ยะขายอยู่ในเมืองฉะเชิงเทรา  แม้จะขายดีแต่ต้องอดหลับอดนอน จึงเห็นว่าเงินไม่ใช่คำตอบ จึงผันตัวมาทำการเกษตรโดยศึกษาเองจากอินเตอร์เน็ตอยู่ 2 ปี ก่อนจะมีโอกาสได้ไปอบรมกับศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชน (ศพช.) ชลบุรี กรมการพัฒนาชุมชน ปัญหาของพื้นที่คือ เป็นดินเลน ดินเปรี้ยว ต้องปรับสภาพดินด้วยการห่มดินบำรุงดิน ขุดหลุมกว้างผสมดินเพื่อปลูกต้นไม้ โซนหลังเป็นนา ขุดหนองน้ำ 3 หนอง ซึ่งผมตั้งใจสร้างให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างเพื่อสร้างความสุขอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรอบข้าง ให้เห็นว่าเราสามารถสร้างความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ให้เกิดขึ้นได้ และเมื่อที่ของเรามีน้ำอุดมสมบูรณ์ก็สามารถปลูกข้าวได้หลายรอบ สำหรับความฝันในตอนนี้คืออยากปลูกข้าวให้แม่กิน มีข้าว มีผัก มีไข่ มีปลากิน พึ่งตัวเองได้และแบ่งปันเพื่อนบ้าน ตั้งใจว่าจะทำให้พื้นที่นี้สามารถเลี้ยงตัวได้พออยู่พอกินได้ภายใน 5 ปี” 

"ตามรอยพ่อฯ" ปี 8 ร่วมสืบสานการทำนาขาวัง


ทั้งนี้ โครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 8 มีช่องทางสื่อสารในรายการเจาะใจ ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง MCOT HD ในเดือนธันวาคม 2563 ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลและกิจกรรมในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbythekingหรือดูรายละเอียดที่ https://ajourneyinspiredbytheking.org

เปิดประวัติ “ดร.ทองเปลว” ปลัดก.เกษตรฯคนใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/444893

เปิดประวัติ “ดร.ทองเปลว” ปลัดก.เกษตรฯคนใหม่

เปิดประวัติ "ดร.ทองเปลว" ปลัดก.เกษตรฯคนใหม่1 ตุลาคม 2563 – 12:46 น.

เปิดประวัติ “ดร.ทองเปลว กองจันทร์” หลังร่วมพิธีส่งและรับมอบงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อจาก “อนันต์ สุวรรณรัตน์” ที่เกษียณอายุราชการ

1 ต.ค.2563  ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมพิธีส่งและรับมอบงานจาก นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งต่อจากนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรววงเกษตรและสหกรณ์ ที่เกษียณอายุในปีนี้  โดยมี คณะผู้บริหาร  ตลอดจนข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี ณ ห้อง 112 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

สำหรับ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรการชลประทาน จากโรงเรียนการชลประทาน รุ่นที่ 35 ระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และปริญญาเอก สาขาวิศวกรรมชลประทาน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกรมชลประทาน สังกัดกระทรวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ เป็นผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการชลประทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา รองอธิบดีกรมชลประทานฝ่ายบำรุงรักษา ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน คนที่ 33 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 จนถึงปัจจุบัน    

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ เคยได้รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่นจากสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2561 และจากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประเภทนักบริหารภาครัฐ/ราชการ ประจำปี 2562    

นอกจากนี้ ยังได้เข้ารับการฝึกอบรมที่สำคัญ ได้แก่ หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปศส.) รุ่นที่ 11 สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตรนักปกครองระดับสูง (นปส.) รุ่นที่ 63 วิทยาลัยมหาดไทย สถาบันดำรงราชานุภาพ หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 59 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร หลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 7 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/444783

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ30 กันยายน 2563 – 11:39 น.

 รมช..ประภัตร ห่วงพี่น้องเกษตรกร ชาวนาผู้ปลูกข้าวเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง คาดการณ์อีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีว่าช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาผู้ปลูกข้าวเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้อาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมา รวมถึงคาดการณ์ว่าในอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอ ขาดน้ำอุปโภค-บริโภค ส่งผลกระทบต่อผู้ทำนากว่า 2 ล้านไร่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นจึงได้นำโครงการส่งเสริมเลี้ยงสัตว์เข้ามาเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้มีรายได้ในช่วงภัยแล้งนี้

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

 สำหรับโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน เป็นโครงการสำคัญของกรมการข้าวที่ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แผนแม่บทด้านการพัฒนาการเกษตรปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจโดยการมุ้งเน้นให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันทำการผลิตรวมถึงมีการจำหน่ายมีตลาดรองรับ เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และสามารถลดต้นทุนการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวต้องเข้าไปดำเนินการจำนวนทั้งสิ้น 1,914 แปลง เป็นแปลงต่อเนื่องปี 2561 จำนวน 729 แปลง แปลงต่อเนื่องปี 2562 จำนวน 830 แปลง และแปลงใหญ่ปี 2563 จำนวน 355 แปลง นอกจากนี้ยังมีโครงการสำคัญอีกจำนวน 22 โครงการที่ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการดำเนินงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน
             รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

 ดังนั้นเพื่อให้การขับเคลื่อนงานโครงการนาแปลงใหญ่และศูนย์ข้าวชุมชน และโครงการสำคัญของกรมการข้าวอีก 22 โครงการ นำไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ สร้างความร่วมมือ ร่วมใจให้แก่บุคลากร ก่อให้เกิดการบูรณาการความคิดร่วมกัน เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางให้บุคลากรสามารถดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และสามารถแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

 รมช.ประภัตร ห่วงชาวนาปลูกข้าวเจอสถานการณ์ภัยแล้ง คาดอีก 6 เดือนปริมาณฝนจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง28 กันยายน 2563 – 18:26 น.

กยท.ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ชูแนวคิดศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางครบวงจรตั้งแต่ปลูก แปรรูปเพิ่มมูลค่า จนถึงการส่งออก  ชี้เกษตรกรไทยมีความพร้อมสนับสนุนสถาบันเกษตรกรและเกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ 

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า  ในช่วงปีที่ผ่านมาแนวโน้มการใช้ยางพาราธรรมชาติเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในวงการแพทย์และเพื่อสุขอนามัยสูงขึ้น ทำให้ราคายาง ทั้งยางแผ่นดิบรมควัน และน้ำยางปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางเป็นบวก นักลงทุนจำนวนมากให้ความสนใจลงทุนอุตสาหกรรมยางในประเทศไทยอย่างเห็นได้ชัด เป็นโอกาสสำคัญที่ กยท.จะได้ร่วมสนับสนุนและร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราของไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นรูปธรรม
  “ขณะนี้ กยท.ได้วางแผนเตรียมจัดพื้นที่เพื่อให้พร้อมสำหรับใช้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบ ตั้งแต่พื้นที่แปลงปลูกที่ให้ผลผลิตระดับมาตรฐานโลก พื้นที่สำหรับโรงงานแปรรูป ระบบขนส่ง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมด้านการตลาด ซึ่ง กยท.จะเป็นตัวแทนเจรจาค้าขาย หรือร่วมลงทุน ตามกฎหมายกำหนด โดยมุ่งเป้าให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืนต่อราคายางพาราของประเทศ” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว

กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง

 สำหรับพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางทั้งระบบนั้น มีอยู่หลายพื้นที่ เช่น  บริเวณนิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จ.ระยอง นิคมอุตสาหกรรมยางพาราใน ต.ฉลุง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พื้นที่ใน ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง  จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น ซึ่งทุกพื้นที่เป็นพื้นที่สีม่วง (พื้นที่เหมาะสมสำหรับการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม) โดยเฉพาะที่ ต.ช้างกลางนั้น  เป็นพื้นขนาดใหญ่มากกว่า 10,000 ไร่ มีศักยภาพ ความพร้อมและความเหมาะสมสูง   ขณะนี้ กยท. อยู่ระหว่างการกำหนดตำแหน่งที่ตั้ง  โครงสร้างภายในพื้นที่ รวมถึงรูปแบบที่ชัดเจนของศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมยางพารา คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปี 2563

                       กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง
  ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า  กยท.จะผลักดันศูนย์ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางการแปรรูปน้ำยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมที่ตลาดต้องการ ด้วยมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางธรรมชาติ ยางแผ่นดิบรมควัน หรือกระทั่งไม้ยางพาราภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม  ซึ่งจะทำให้ราคายางมีการปรับตัวขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ เกิดความมั่นคงต่ออาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในรูปของผลิตภัณฑ์แปรรูป ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกระทั่งส่งผลให้เกิดรายได้เข้าประเทศในที่สุด

                         กยท.ดันไทยสู่ศูนย์พัฒนาอุตฯยาง ไฟเขียวหนุนครบวงจร มั่นใจราคาพุ่ง
 “อุตสาหกรรมแปรรูปทั้งจากน้ำยางธรรมชาติและไม้ยาง จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตยางมากกว่าเท่าตัว อีกทั้งยังจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในอนาคต  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการแพทย์ ที่ตลาดมีความต้องการมากในขณะนี้  ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง แผ่นกรองเชื้อโรคและฝุ่นในหน้ากากอนามัย หุ่นฝึกจำลองยางพาราเพื่อช่วยชีวิต อุปกรณ์ฝึกผ่าตัดให้กับนักศึกษาแพทย์ เหล่านี้ล้วนได้รับการตอนรับอย่างดีเนื่องจากคุณภาพเป็นเยี่ยมและราคาไม่สูง หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตจากไม้ยางพาราก็ช่วยเพิ่มมูลค่ายางเช่นกัน เรามองว่าตลาดแปรรูปยางพาราธรรมชาติยังสามารถเติบโตได้อีกมากในอนาคต  ดังนั้น กยท.จึง ได้มุ่งเน้นทำการวิจัยเพื่อลดข้อจำกัดต่าง ๆ จากยางธรรมชาติ และพยายามต่อยอดให้การแปรรูปตอบสนองความต้องการของตลาดมากขึ้น จนถึงกระบวนการนำไปผลิตเพื่อจำหน่ายได้จริง” ผู้ว่าการ กยท.กล่าว
    นอกจากนี้ กยท.ยังได้ให้ความสำคัญแก่เกษตรการชาวสวนยางที่ มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา   โดยได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาทเพื่อผลักดันให้เกษตรกรหันมาประกอบธุรกิจ ริเริ่มสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แปรรูปหรือนวัตกรรมที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงจะช่วยสนับสนุนเงินลงทุนให้ผู้ประกอบการในการขยายกำลังการผลิต และด้วยปัจจัยทั้งหมดที่เอื้อต่อการยกระดับในการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราทั้งวงจร กยท.เชื่อมั่นว่าการจัดตั้งศูนย์กลางการพัฒนาอุตสาหกรรมยางดังดังกล่าวจะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้ธุรกิจยางพาราไทยยืนอยู่ลำดับต้นของตลาดยางพาราในภูมิภาคอาเซียนและรวมถึงตลาดโลกได้ นำรายได้เข้าสู่ประเทศ และแน่นอนว่าสามารถสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงแรงงานที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมยางอย่างเป็นรูปธรรม

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร28 กันยายน 2563 – 16:38 น.

การยางฯ ชี้อุตสาหกรรมผลิตถุงมือยางอนาคตดี ปักธงให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติระดับโลก ดึงหลายหน่วยงานสนับสนุนพื้นฐานการขยายโอกาสให้ตลาดถุงมือ อนาคตพร้อมดันสินค้าแปรรูปจากยางพาราสู่ตลาดโลกอีกหลายรายการ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทยมีทิศทางเป็นบวก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องราว 12-15% ในทุกปี มีมูลค่าการส่งงอกประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาทต่อปี และการเติบโตได้ก้าวกระโดดในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 บวกกับประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นและการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ทำให้ความต้องการเข้าถึงคุณภาพที่ดีด้านสุขภาพมากขึ้นตามไปด้วย  เกิดช่องทางในการเปิดตลาดใหม่ ๆ

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันประเทศผู้ผลิตถุงมือรายใหญ่ที่สุดของโลกคือ มาเลเซีย มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 60  โดยมีประเทศไทยเป็นอันดับสอง มีส่วนแบ่งทางการตลาดร้อยละ 15 ทั้งนี้ผู้ซื้อถุงมือยางรายใหญ่ของโลกคือประเทศทางฝั่งยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่มีความต้องการใช้ถุงมือยางรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของความต้องการโลก และนำเข้าถุงมือยางจากมาเลเซียเป็นส่วนใหญ่ 
 

กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร

                                                     ณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่า  กยท.

“ขณะนี้ กยท.ทำงานวิจัยร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) พัฒนาจนได้เทคโนโลยีที่สามารถควบคุมระดับโปรตีนในถุงมือยางได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรมตามมาตรฐานของอเมริกาและประเทศฝั่งยุโรปซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ งานวิจัยเริ่มออกจากห้องปฏิบัติการเพื่อไปสู่สายการผลิตจริงแล้ว ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ช่วยขยายโอกาสการเปิดตลาดให้อุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของไทย ในอนาคตคาดว่ามูลค่าการส่งออกถุงมือยางจะเพิ่มขึ้นถึง 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ดังนั้นก้าวต่อไป กยท.จะได้ร่วมบูรณาการการทำงานกับหลายหน่วยงานเพื่อเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมยางในมิติอื่นอันจะผลักดันให้อุตสาหกรรมถุงมือยางธรรมชาติของเราก้าวสู่อันดับหนึ่ง และประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลก” นายณกรณ์กล่าว
ผู้ว่า กยท. กล่าวว่า นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมถุงมือยางให้ก้าวได้อย่างมั่นคง คือความสามารถในการลงทุน กยท.จึงได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน อาทิ มาตรการการลดหย่อนภาษี กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อการวิจัยพัฒนา หรือการขอรับทุนเพื่อส่งเสริมการลงทุนก็ได้เช่นกัน รวมไปถึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อผลักดันตลาดส่งออก เช่น จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ระหว่างผู้ค้าและผู้ซื้อ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักลงทุนจากต่างประเทศต่อผลิตภัณฑ์ถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย 

                     กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร
“สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราก้าวไปเป็นศูนย์กลางการผลิตถุงมือยางธรรมชาติของโลกอีกประการคือ การทำราคาต้นทุนต่อหน่วยให้สามารถเทียบเท่ารายใหญ่อย่างมาเลเซียได้ ซึ่งรวมถึงระบบเครื่องจักร ระบบขนส่ง มาตรฐานการตรวจสอบที่ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ออกจากประเทศไทยมีราคาที่ดีและคุณภาพเป็นที่ยอมรับ กระบวนการทั้งหมดจะเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานนอกจากที่กล่าวข้างต้น เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข ผู้ประกอบการถุงมือยาง มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ฯลฯ ที่ช่วยสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยางเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้เรื่อย ๆ ในอนาคต” นายณกรณ์กล่าว

                      กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร
นายณกรณ์ กล่าวต่อว่า การยางแห่งประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปยางทั้งระบบให้เกิดเป็นรูปธรรมและก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก  ซึ่งยางพาราของประเทศไทยมีศักยภาพที่ทำได้ ต่อจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราธรรมชาติ ที่ กยท.ได้ร่วมค้นคว้าวิจัยร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อีกหลายชิ้นที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและพร้อมจะนำออกสู่ตลาดได้ต่อไป

                        กยท.ประกาศเป็นศูนย์กลางโลกผลิตถุงมือฯ ดันอุตสาหกรรมยางเดินหน้าครบวงจร
     “เหนือสิ่งอื่นใดเมื่อการตลาดเดินหน้าไปได้ดี เกิดการผลิตสินค้าจากยางพาราธรรมชาติของไทยที่มีมูลค่าอย่างต่อเนื่อง เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น เกษตรกรชาวสวนยางหรือสถาบันเกษตรกรก็จะมีความเชื่อมั่นในอาชีพปลูกยาง สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนสู่สังคมชาวสวนยาง รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วย” ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย กล่าวในตอนท้าย