กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต28 กันยายน 2563 – 16:19 น.

กยท.รับนโนบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าใช้การตลาดนำการผลิต  เน้นงานวิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา  พร้อมสนับสนุนใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำสวนยาง  วางเป้ายกระดับตลาด สร้างเสถียรภาพด้านราคา มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า  การทำงานของ กยท.ในปัจจุบัน และในอนาคตจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปี และยุทธศาสตร์ยางพารา 20ปี ตลอดจนนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบหมาย  คือ ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา โควิด-19 ที่ กยท.ต้องพุ่งเป้าไปที่การใช้แผนตลาดนำการผลิต โดยจะเน้นใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยให้มากขึ้น เพื่อส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา เฉพาะอย่างยิ่งความได้เปรียบในด้านคุณภาพยางพาราไทยซึ่งจัดว่าดีที่สุดในโลก ที่จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราไปสู่ตลาดโลกได้ไม่ยาก คือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง

กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต

ทั้งนี้ภายหลังวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย รถยนต์ส่วนบุคคล  รวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น  

ดังนั้น กยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs) หรือ Startups ด้วย  โดยมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนในด้านการร่วมทำตลาดกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กยท.ยังคงดำเนินการเพื่อส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

                 กยท.ขับเคลื่อนนโนบายการตลาดนำการผลิต
นอกจากนี้ กยท. ยังได้เตรียมการที่จะยกระดับสินค้าจากยางพารา ภายใต้ Business Unit (BU)  เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับนักลงทุนที่สนใจ  โดย กยท.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้ข้อมูล เจรจา ประสานงานด้านตลาด ซึ่งเป็นการขยายตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกด้วย
อย่างไรก็ตามเพื่อให้การเกิดความยั่งยืน และความมั่นคงในการทำสวนยางของเกษตรกร  กยท.จะสนับสนุนหลักการทำสวนยางโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการควบคุมการผลิตยางให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลก ด้วยมุ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพความพร้อมตั้งแต่ระดับต้นยาง การบริหารจัดการ จนถึงระดับการส่งออกยางพารา เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราในอนาคต ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัว  ในขณะที่เกษตรกรจะมีความมั่่นคงในอาชีพชาวสวนยาง 

“ยางพาราถือเป็นทองคำขาวและเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็ง ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน” ผู้ว่าการ กยท.เผยในตอนท้าย

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

26 กันยายน 2563 – 15:53 น.

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ 

วันที่ 26 ก.ย.63 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบุรีรัมย์ ต.ชุมเห็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และศูนย์ข้าวชุมชนบ้านบุลิ้นฟ้า ต.ทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ ว่า จ.บุรีรัมย์  มีพื้นที่ทั้งหมด 6.4 ล้านไร่ พื้นที่ทำนา 2,899,581 ไร่ แบ่งเป็น นาปี 2,887,567 ไร่ นาปรัง 12,014 ไร่ โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบุรีรัมย์ มีหน้าที่ผลิตและจำหน่ายพันธุ์ข้าว รวมทั้งสนับสนุนภาคเอกชนในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี

นอกจากนี้ ยังได้จัดทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ ฤดูฝน ปี 2563 มีกลุ่มเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 4 กลุ่ม สมาชิก 145 ราย พื้นที่การผลิต 3,855 ไร่ คาดการณ์เก็บเกี่ยวกลางเดือน พ.ย. 2563 รวมทั้งคาดการณ์ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีได้ 1,000 ตัน และคาดการณ์กระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีได้ประมาณ 66,500 ไร่

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

“จ.บุรีรัมย์ มีศูนย์ข้าวชุมชน 451 แห่ง พื้นที่ 5,650 ไร่ ในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดพายุโนอึล ทำให้มีปริมาณฝนตกมาก ซึ่งเป็นผลดีกับนาข้าว อย่างไรก็ตาม ปัญหาขณะนี้คือการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ไม่พอกับความต้องการของเกษตรกร วันนี้จึงได้ประชุมหารือร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ ซึ่งทุกฝ่ายเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และพร้อมที่จะผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพิ่มขึ้น 1 เท่าทั้ง 28 ศูนย์ฯ โดยวางเป้าหมายต้องได้เมล็ดพันธุ์ปีนี้ 160,000 ตันต่อปี จากเดิมปีที่แล้ว 80,000 – 85,000 ตันต่อปีนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องบุคลากรที่ไม่เพียงพอ ซึ่งสัปดาห์นี้จะนำเรื่องดังกล่าวไปหารือกับสำนักงบประมาณในการของบประมาณจ้างแรงงานเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอกับความต้องการต่อไป” นายประภัตร กล่าว

รมช.เกษตร วางเป้าผลิตเมล็ดพันธุ์ดีเพิ่มขึ้น 1.6 แสนตัน/ปี แก้ปัญหาเมล็ดพันธุ์ไม่เพียงพอ

สำหรับผลการดำเนินงานการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบุรีรัมย์ ดังนี้ 1.โครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและจำหน่าย ปีการผลิต 2562 ดำเนินงานในสมาชิกกลุ่มแปลงขยายพันธุ์ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 3 กลุ่มแปลง สมาชิก 90 ราย พื้นที่ 1,930 ไร่ เป้าหมายการผลิต จำนวน 500 ตัน ผลิตเมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 543.275 ตัน และ 2. โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2563/64 ดำเนินการในกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ สมาชิกของกลุ่มนาแปลงใหญ่ และศูนย์ข้าวชุมชน ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ รวมทั้งหมด 16 กลุ่ม มีเป้าหมายการผลิต จำนวน 700 ตัน ผลิตเมล็ดพันธุ์ดี จำนวน 501.750 ตัน

ทั้งนี้ ได้จัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้แก่เกษตรกรที่ประสบภัย ภายใต้โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์รวมพื้นที่ประสบภัยพิบัติ11 อำเภอพื้นที่ 193,613.2 ไร่ จำนวนเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวน 21,532 ราย รวมเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จัดส่งทั้งสิ้น1,935.63 ตัน(จาก 3 ศูนย์ฯบุรีรัมย์ สุรินทร์และอำนาจเจริญ) เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือ จำนวน 21,532 ราย พื้นที่รวม 193,613.2 ไร่

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง25 กันยายน 2563 – 19:24 น.

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง สร้างรายได้ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและนอกการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ณ หอประชุมจังหวัดพัทลุง อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินไม่ว่าจะเป็นงานจัดที่ดินทั้งในที่ดินของรัฐและเอกชน การเพิ่มรายได้ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและนอกการเกษตร ตลอดจนส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยเกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจะได้รับที่ดิน 4 – 5 ไร่โดยเฉลี่ย

 ดังนั้นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน ทาง ส.ป.ก. พัทลุงจึงวางแนวทางในการพัฒนาไว้ 3 ประการ คือ 1. การพัฒนาคน 2. การพัฒนาสถาบันครอบครัว และ3. การพัฒนากลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร ด้วยโครงการตามนโยบายของรัฐบาล ได้แก่ 1. โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) 2. โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร  3. โครงการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ และ4. โครงการเกษตรกรรมยั่งยืน
 

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง

รมช.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ได้มามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกรจำนวน 130 ราย พร้อมมอบแนวทางการพัฒนาเพื่อต่อยอดและขยายพื้นที่ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในการทำเกษตรกรรม โดยประสานความร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นและส่วนราชการในทุกระดับในการดำเนินงานแบบบูรณาการ
 ทั้งนี้จังหวัดพัทลุงมีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินรวม 11 อำเภอ พื้นที่ประมาณ 234,132 ไร่ พื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินประมาณ 232,068 ไร่ และได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 28,078 ราย จำนวน 40,548 แปลง เนื้อที่ประมาณ 211,221 ไร่ ประกอบด้วย ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จำนวน 27,468 ราย 39,584 แปลง 210,574 ไร่ และที่ดินเพื่ออยู่อาศัย จำนวน 610 ราย 964 แปลง 647 ไร่

รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง
รมช.ธรรมนัส มอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 แก่พี่น้องเกษตรกรพัทลุง

“รมช.ประภัตร”เปิดงาน’มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์’ เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมช.ประภัตร”เปิดงาน’มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์’ เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า

"รมช.ประภัตร"เปิดงาน'มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์' เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า

25 กันยายน 2563 – 16:46 น.

“รมช.ประภัตร”เปิดงาน’มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์’ เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า พร้อมหนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน

วันที่ 25 ก.ย.63 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดงานมหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์ “Surin Open Up” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 27 กันยายน 2563 ณ ตลาดอาเซียน ตำบลด่าน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

โดยมีนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ตลอดจนคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ให้การต้อนรับ ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมอาชีพและส่งเสริมรายได้ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาลโดยเฉพาะในด้านการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมตัวเป็นกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข็ง และเชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาด

"รมช.ประภัตร"เปิดงาน'มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์' เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า

นอกจากนี้ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เพื่อการส่งออก ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วย เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการและผู้สนใจในอาชีพได้รับรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านต่างๆ เพื่อเข้าสู่มาตรฐานในอนาคต รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด ตลอดจนแหล่งเงินทุน เพื่อให้มีความยั่งยืน สามารถประกอบเป็นอาชีพหลักเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรต่อไป 

                       "รมช.ประภัตร"เปิดงาน'มหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์' เร่งผลักดันส่งออกสินค้าปศุสัตว์ผ่านชายแดนเพิ่มมูลค่าการค้า
“จ.สุรินทร์ มีเนื้อที่ประมาณ 5 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 3.5 ล้านไร่ ซึ่งประสบปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ดังนั้นจึงต้องนำภาคปศุสัตว์เข้ามาช่วย  รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรี จึงได้อนุมัติให้ ธ.ก.ส.สนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตามโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย หรือโครงการล้านละร้อย วงเงิน 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2562 – 30 พฤศจิกายน 2565 โดยต้องมีตลาดรองรับ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องฯ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย (โคขุนกู้วิกฤต Covid-19) ระหว่าง กรมปศุสัตว์ และ ธ.ก.ส. โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน 1 กลุ่มกู้ได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือกู้ 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท โดยมีประกันราคาวัวหากเสียชีวิต สำหรับ จ.สุรินทร์ มีการปล่อยสินเชื่อที่เกี่ยวกับด้านปศุสัตว์ไปแล้ว 6,000 ล้านบาท ซึ่ง 90% เป็นโคเนื้อ ส่วนสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 15 ล้านบาท และเตรียมจะปล่อยอีกกว่า 100 ล้านบาท ให้กับกลุ่มวิสหกิจชุมชนที่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์โครงการ” นายประภัตร กล่าว
สำหรับ การจัดงานมหกรรมเปิดบ้านสุรินทร์ “Surin Open Up” มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ องค์การต่างๆ ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ และเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน รวมทั้งเพิ่มปริมาณการค้าสัตว์เศรษฐกิจชายแดนและภูมิภาคใกล้เคียงผ่านด่านถาวรซ่องจอม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 – สิงหาคม 2563 มีการส่งออกสุกร ไก่พื้นเมือง และโคเนื้อ รวมมูลค่าการส่งออก จำนวน 6.8 พันล้านบาท ซึ่งประเทศกัมพูชามีความต้องการสูงเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น 
ทั้งนี้ ภายในงานพบกับกิจกรรมจากหน่วยงานต่างๆ  อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ : การแสดงผลงานและจัดนิทรรศการปศุสัตว์ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ การสัมมนา “แนวทางการ ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ เพื่อการส่งออก” สาธิตการทำอาหารสัตว์TMR เป็นต้น, คณะกรรมาธิการสถาบันการเงินและตลาดการเงินสภาผู้แทนราษฎร : สัมมนา “เปิดสุรินทร์ เปิดโอกาสพร้อม เงินทุน”, กรมการพัฒนาชุมชน : งาน “OTOP ชายแดน” สินค้าต่างๆ มากมาย, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม : ให้คำปรึกษาแนะนำด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์, การตลาด, การดำเนิน ธุรกิจ ปรึกษาออกแบบ พัฒนาตราสินค้าและบรรจุภัณฑ์ สาธิตการประกอบอาหาร และแปรรูปอาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินต่างๆ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน SME BANK ให้คำปรึกษาและแนะนำด้านการเงิน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน อีกด้วย 
โอกาสนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการจำหน่ายสินค้าและผลผลิตของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนชมการแสดงนิทรรศการมีชีวิต โชว์พันธุ์สัตว์เศรษฐกิจ 4 ชนิด (โคเนื้อ ไก่พื้นเมือง สุกร แพะ) พร้อมพบปะเกษตรกร และประชาชนที่มาร่วมงาน

“ผญ.นัยนา”หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ผญ.นัยนา”หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ25 กันยายน 2563 – 16:12 น.

“ผญ.นัยนา” หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด เมืองน่าน นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำแหล่งธรรมชาติสมบูรณ์

ในช่วงเวลาไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการเปิดสัมปทานทำไม้ ป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์กว่า 6 ล้านไร่ในจังหวัดน่าน ก็ถูกแผ้วถางทำลาย เปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพด ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พื้นดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกทำลายกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม ดินเสื่อมคุณภาพ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาชาวบ้านได้รับผลกระทบด้านสุขภาพร่างกาย เพราะได้รับสารเคมีที่ตกค้างในดิน และแหล่งน้ำ

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

ขณะเดียวกันเมื่อไม่มีหน้าดินก็ได้ทำให้เกิดปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม ตามมา ในตอนนั้นชาวบ้านยังไม่รู้จักวิถีการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ แหล่งอาหารในดิน ทั้งผักและปลาเริ่มหมดไป ชาวบ้านมีหนี้สินมากขึ้น จนกระทั่ง ผู้ใหญ่นัยนา ฑีฆาวงศ์ ประธาน ทสม. แกนนำแห่งบ้านห้วยหาด ตำบลอวน อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล ตัดสินใจว่าต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
     

ผู้ใหญ่นัยนา ฑีฆาวงศ์ ประธาน ทสม. ตำบลอวน เริ่มชักชวนให้ชาวบ้านหันมาทำการเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง โดยมีการส่งเสริมให้แม่บ้านทอผ้าพื้นเมืองตามแบบฉบับไทลื้อ และให้พ่อบ้านหันไปเลี้ยงหมูพันธุ์เหมยซาน และหาหนทางอื่นในการประกอบอาชีพให้กับชาวบ้าน และจากการทดลองทำอยู่ 1 ปีก็พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด จากที่ไม่เคยมีใครคาดคิดเลยว่าเพียงแค่เลี้ยงหมูและทอผ้าจะทำให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพ ไม่จำเป็นต้องทำไร่ข้าวโพดเลยด้วยซ้ำไป

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ


เมื่อชาวบ้านพอมองเห็นภาพการยังชีพได้ด้วยเกษตรแบบพึ่งพาตนเอง ผู้ใหญ่นัยนาจึงทำประชาคมหมู่บ้าน พูดคุยกับชาวบ้านเพื่อหาทางลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด แล้วฟื้นฟูผืนป่าที่เสื่อมโทรม
    

หลังจากที่ลดพื้นที่ทำการเกษตรเชิงเดี่ยวได้แล้ว ผู้ใหญ่นัยนาได้มีการขอความร่วมมือสมาชิกทสม. จิตอาสาครัวเรือนละ 1 คน ช่วยกันทำแนวกันไฟร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีการประสานเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปช่วยดูแลผืนป่า ป้องกันการลักลอบตัดไม้ และจากนั้นได้มีการจัดทำแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าของหมู่บ้าน ปลูกต้นไม่เพิ่มในพื้นที่ป่าชุมชน ตอนนี้ป่าชุมชนที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลกว่า 700ไร่ ได้รับการประกาศเป็นป่าชุมชนบ้านห้วยหาด
       

ด้วยบทบาทของ ประธาน ทสม. ได้ประสานการทำงานกับหมู่บ้านข้างเคียงในอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอสันติสุข ในการดูแลรักษาป่าไม้ร่วมกันในลักษณะของเครือข่ายความร่วมมือ ประสานกับผู้นำชุมชนข้างเคียงเพื่อขอความช่วยเหลือและแจ้งข่าวในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างกรณีการเกิดไฟป่า และขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์เสียงตามสายขอความร่วมมือชาวบ้านในการลดเผาป่า  มีการขอความร่วมมือจัดกิจกรรมปลูกป่าและออกตรวจลาดตระเวนดับไฟป่าด้วยกัน โดยปัจจุบันนี้บ้านห้วยหาดมีแนวกันไฟในเขตป่าชุมชน รวมระยะทาง 8 กิโลเมตร และยังมีแนวกันไฟที่ทำเชื่อมไปยังหมู่บ้านข้างเคียงด้วย
     

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

นับตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา ชาวไทลื้อมีพิธีกรรมบูชาผีอารักษ์ ทั้งผีบ้าน ผีเรือน ผีไร่ ผีนา ผีสวน ผีขุนน้ำขุนห้วย โดยเชื่อกันว่าผีอารักษ์จะช่วยปกป้องดูแลป่าไม้ และแหล่งน้ำ ตลอดจนสวน ไร่ นา ของชาวบ้านให้มีผลิตผลงอกงาม ผู้ใหญ่นัยนาจึงได้ผสานภูมิปัญญา ขนบธรรมเนียมและความเชื่อของชาวไทลื้อในชุมชนมาใช้เป็นกุศโลบายในการดูแลสิ่งแวดล้อม
          

ทุกปีชาวบ้านจะเข้าป่าไปเซ่นไหว้ บูชาเจ้าป่าเจ้าเขา ทำพิธีเลี้ยงผีขุนห้วยขุนน้ำ จัดเตรียมเครื่องบูชาไปถวายและบนบานให้ผีอารักษ์ช่วยดูแลผืนป่าและแหล่งน้ำของหมู่บ้าน เป็นความเชื่อที่ชาวบ้านปฏิบัติสืบทอดกันมา นอกจากนี้ยังมีพิธีบวชป่า พิธีสืบชะตาแม่น้ำ เพื่อให้เด็กๆและเยาวชนของหมู่บ้านเข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่าด้วย
     

"ผญ.นัยนา"หญิงแกร่งแห่ง ม.ห้วยหาด นำภูมิปัญญาชาวบ้าน พลิกฟื้นพื้นที่เขาหัวโล้นคืนสู่ป่าต้นน้ำ

ด้วยวิถีชีวิตการพึ่งพาธรรมชาติของบ้านห้วยหาด ปกป้องผืนป่าไม่ให้ถูกทำลาย ทำให้สิ่งแวดล้อมรอบๆหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ความร่วมแรงร่วมใจกัน และการใช้กระบวนการประชมคมหมู่บ้านได้ช่วยเนรมิตดอยข้าวโพด และเขาหัวโล้น ให้กลับคืนเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม ชาวบ้านมีแหล่งอาหาร มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
     

ผู้ใหญ่นัยนา เปิดเผยว่า ปัจจัยหนุนที่มีความสำคัญไม่น้อย ก็คือการทำงานในลักษณะเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่าง ทสม. ในระดับต่างๆ ตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ไปจนถึงระดับจังหวัด ซึ่งเครือข่าย ทสม. ในระดับพื้นที่ได้ช่วยหนุนเสริมการทำงานของบ้านห้วยหาดเป็นอย่างมาก เช่นเครือข่าย ทสม. จากหมู่บ้านต่างๆเข้ามาช่วยกันป้องกันไฟป่า และการเรียนรู้แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การเป็นสมาชิก ทสม. ยังช่วยเปิดมุมมองในการอนุรักษ์และพัฒนาให้มากขึ้นด้วย

“รมช.ประภัตร” มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมช.ประภัตร” มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

"รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

21 กันยายน 2563 – 11:11 น.

“รมช.ประภัตร” มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร ย้ำเมล็ดพันธุ์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดของชาวไร่ ชาวนา

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเตรียมการและวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2564 และเสนอขอตั้งงบประมาณภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรของกองเมล็ดพันธุ์ข้าวปี พ.ศ. 2565 พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานให้กับผู้เข้าร่วมสัมมนา โดยมีนายณัฏฐกิตติ์  ของทิพย์ ผู้อำนวยการกองเมล็ดพันธุ์ข้าว กล่าวต้อนรับและรายงานวัตถุประสงค์ของงาน ณ บึงฉวากรีสอร์ท จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีกำหนดจัดในระหว่างวันที่ 21 -22 กันยายน 2563
 

"รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

นายประภัตร กล่าวว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำและให้ความสำคัญในเรื่องของเมล็ดพันธุ์ที่ต้องเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากในปัจจุบันเกษตรกรมีความต้องการเมล็ดพันธุ์ที่มากขึ้น ดังนั้นกรมการข้าว ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจสำคัญในการผลิตเมล็ดและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้เกษตรกรได้ใช้ในการเพาะปลูกอย่างทั่วถึง โดยมีศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 28 ศูนย์ เป็นกำลังหลักในการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ดีที่เพียงพอต่อความต้องการที่จะส่งผลให้เกษตรกรมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และยังเป็นการลดต้นทุน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดต่อเกษตรกรในประเทศ 

               "รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร
นายณัฏฐกิตติ์ เปิดเผยว่า กองเมล็ดพันธุ์ข้าว พร้อมด้วยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 28 ศูนย์ จะร่วมมือกันผลิตเมล็ดพันธุ์ให้ได้คุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องเกษตรกร ตามนโยบายที่ได้รับมอบจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เพียงพอ สามารถเป็นที่พึ่งให้กับเกษตรกรต่อไป

"รมช.ประภัตร" มอบนโยบายกรมการข้าว กำชับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องเพียงพอต่อเกษตรกร

ก.เกษตรฯ ดันไทยศูนย์กลางอาหารฮาลาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.เกษตรฯ ดันไทยศูนย์กลางอาหารฮาลาล

ก.เกษตรฯ ดันไทยศูนย์กลางอาหารฮาลาล18 กันยายน 2563 – 15:49 น.

“อลงกรณ์”เผยโครงการนิคมอุตสาหกรรมเกษตรฮาลาลใน3จังหวัดภาคใต้ คืบหน้าเตรียมสรุปเสนอ “เฉลิมชัย” หวังดันไทยเป็นศูนย์กลางผลิตสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลเจาะตลาดโลก 2 พันล้านคนตอบโจทย์ยุคโควิด

18 ก.ย. 63   นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ครั้งที่ 5/2563 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ (18 ก.ย.) ว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่วางเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลก รวมทั้งเป็นฮับของสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐานฮาลาล มีคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนได้แก่

1. คณะอนุกรรมการจัดทำวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”

2. คณะอนุกรรมการส่งเสริมการค้าสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”  

3. คณะอนุกรรรมการส่งเสริมการผลิตและการลงทุนเกี่ยวกับสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” และ

4. คณะอนุกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมการค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน   “ฮาลาล”

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ซึ่งการประชุมในวันนี้ คณะอนุกรรมการได้รายงานผลการดำเนินงานมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการลงทุนนิคมอุตสาหกรรมเกษตรฮาลาล ซึ่งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตและการลงทุนฯ แจ้งว่า รูปแบบโครงการและแนวทางการลงทุนเสร็จแล้วกำลังคัดเลือกพื้นที่ของโครงการ 3 แห่งที่เสนอมาใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยตนจะลงไปดูพื้นที่ด้วยตัวเองในต้นเดือนหน้าก่อนสรุปเสนอรายงานต่อ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาต่อไป ซึ่งเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกับชุมชนเกษตรในพื้นที่ทั้งการผลิตพืชปศุสัตว์และประมง เพื่อสร้างงานสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล มุ่งเจาะตลาดมุสลิมกว่า 2 พันล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียกลาง อาเซียนและจีน

นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าในการจัดทำวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล”และกรอบแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล ซึ่งจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมเช่นกัน ทุกคณะอนุกรรมการฯ พยายามเร่งรัดดำเนินการเพื่อประโยชน์ของเกษตรกรและการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ภาคใต้อย่างเต็มที่ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังให้เริ่มขับเคลื่อนโครงการระเบียงเศรษฐกิจลิมอร์ดาซาร์ (Limor Dasar) เวอร์ชั่นใหม่ 5-5-5 บนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของ 5 จังหวัดใต้สุดของไทย (ปัตตานี-นราธิวาส-ยะลา-สตูล-สงขลา)กับ 5 รัฐทางเหนือของมาเลเซีย (กลันตัน-เคดะห์-เปรัค-เปอร์ลิส-ปีนัง) ในความร่วมมือ 5 สาขา คือ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเกษตรอาหารฮาลาล เป็นการรื้อฟื้นโครงการนี้ที่เคยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง 3 ปี ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ระหว่างปี 2551 – 2554 ซึ่งในการขับเคลื่อนครั้งนี้จะผนึกความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย สถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย สถาบันฮาลาล (Halal Institute) ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์ AIC หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาพันธ์โลจิสติกส์ สมาพันธ์เอสเอ็มอี สมาคมท่องเที่ยว วิสาหกิจชุมชน อปท. จังหวัด และ ศอบต.

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้รายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาเนื้อวัวปลอม ว่าปัญหาได้คลี่คลายลงจนน่าพอใจแต่ยังให้สืบสวนสอบสวนและเฝ้าระวังการค้าออนไลน์หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมมือ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมปศุสัตว์ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค สถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมการค้าธุรกิจไทยมุสลิม เดินหน้า 5 มาตรการเร่งด่วน ได้แก่  

 1) มาตรการสื่อสารเตือนภัยผู้บริโภค

2) มาตรการป้องปรามผู้ค้า

3) มาตรการปราบปรามผู้กระทำผิด โดยกรมปศุสัตว์ ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เข้าตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัยกว่า 13 แห่ง และศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอำนวยความสะดวกให้บริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ  

4) มาตรการส่งเสริมมาตรฐานฮาลาล และ

5) มาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Tracebility) จากโรงฆ่าสัตว์ถึงผู้บริโภค ดำเนินการตามเป้าหมาย 300 แห่งทั่วประเทศแล้ว

“เฉลิมชัย” ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ ‘พายุโนอึล’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เฉลิมชัย” ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ ‘พายุโนอึล’

"เฉลิมชัย" ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ 'พายุโนอึล'18 กันยายน 2563 – 15:37 น.

“เฉลิมชัย” ห่วงใยเกษตรกร สั่งทุกหน่วยงานเดินหน้า 4 แผน 5 มาตรการ รับมือ ‘พายุโนอึล’

18 ก.ย.63 นายอลงกรณ์ พลบุตร  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยว่า  ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงวันที่ 16 – 20 กันยายน 2563 เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะเคลื่อนผ่านประเทศฟิลิปปินส์ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง และคาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันในระยะต่อไป โดยในช่วงวันที่ 18 – 20 กันยายนนี้ จะเคลื่อนตัวเข้าใกล้อ่าวตังเกี๋ยและชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักมากในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศทั้งบนบกและในทะเล

ทั้งนี้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แสดงความห่วงใยไปถึงพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะในบริเวณภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน ที่จะได้รับอิทธิพลจากพายุโดยตรงดังกล่าว รวมทั้งได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นต่อภาคการเกษตร ภายใต้ 4 แผน 5 มาตรการ ได้แก่

1.แผนการป้องกันและเตรียมความพร้อมเพื่อลดผลกระทบ

2. แผนการเผชิญเหตุ

3. แผนการหยุดยั้งความเสียหาย

4. แผนการฟื้นฟู

ส่วน 5 มาตรการ ประกอบด้วย 

1. มาตรการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนไปยังเกษตรกรให้ทราบสถานการณ์

2. มาตรการระดมคน เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ ทุกหน่วยงาน

3. มาตรการป้องกันพื้นที่เสี่ยงทางการเกษตร

4. มาตรการเตรียมพร้อมแผนอพยพในพื้นที่เสี่ยงภัย  

5. มาตรการเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลังภัยพิบัติ 

ขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามประกาศเตือนภัย และข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด รวมทั้ง กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นไว้อย่างพร้อมเพรียงแล้ว ตลอดจนเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลาจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

“กรมเจรจาฯ” มั่นใจศักยภาพชาไทย เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กรมเจรจาฯ” มั่นใจศักยภาพชาไทย เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน

"กรมเจรจาฯ" มั่นใจศักยภาพชาไทย เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน15 กันยายน 2563 – 18:54 น.

“กรมเจรจาฯ” มั่นใจศักยภาพชาไทยยังไปต่อได้อีกไกล เร่งส่งเสริมใช้เอฟทีเอ ชูจุดขายเพื่อสุขภาพเจาะตลาดบน

ที่ห้องประชุมภูใจใส เมาน์เทน รีสอร์ต อ.แม่จัน จ.เชียงราย  นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้เปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ “โอกาศของชาไทยในยุคกาค้าเสรี” โดยมี นางสาวปองวลัย พัวพนธ์ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักสินค้ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายทรงเดช ดันสุรัต กรรมการผู้จัดการ บริษัท Export Zone co.ltd นายสมคิด โสภณอำนวยกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสตาร์ดอยคอฟฟี่จำกัด เป็นวิทยากรในร่วมเสวนา โดยมีผู้ประกอบการชาในพื้นที่จังหวัดเชียงรายเข้าร่วมเสวนาด้วย โดยการจัดเสวนาครั้งนี้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ลงพื้นที่ไร่ชาในจังหวัดเชียงรายเพื่อเก็บข้อมูล พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการชาเชียงราย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำตลาดอาเซียน จีน และยุโรป ขายสินค้าสนองความต้องการตลาดเฉพาะ หรือ นิชมาร์เก็ต เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หลากหลาย โดยใช้เอฟทีเอเป็นสะพานให้เติบโตแบบก้าวกระโดด

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่าหลังจากลงพื้นที่สำรวจศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการชาเชียงราย การดำเนินงานของศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมัน ในอนาคตต่อไปนี้อุตสาหกรรมชาไทยจะเผชิญทั้งโอกาสและความท้าทายอีกมาก เพราะ ชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว อัตราการบริโภคชาของคนไทยยังไม่สูงมาก เฉลี่ย 0.93 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในขณะที่ชาวอังกฤษบริโภคชาเฉลี่ย 2.74 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ชาวฮ่องกงบริโภคเฉลี่ย 1.42 กิโลกรัมต่อคนต่อปี แสดงให้เห็นถึงโอกาสให้การเติบโตของตลาดชาในประเทศไทย โดยอาจส่งเสริมให้ผู้บริโภคดื่มชาเพิ่มขึ้นโดยใช้จุดขายเรื่องสินค้าชาอินทรีย์และสรรพคุณเพื่อสุขภาพ ควบคู่ไปกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ตามรสนิยมผู้บริโภคในลักษณะ DIY และรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ การเพิ่มช่องทางการขาย

ด้าน นางสาวธัญญา วนัสพิทักษ์สกุล ผู้บริหารไร่ชาฉุยฟง กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาผลผลิตชาของไร่ชาฉุยฟงก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและภาวะเศรษฐกิจ รวมไปถึงกรแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ส่งผลทำให้รายได้ของตลาดชาลดลง ในช่วงปีที่ผ่านมา และในช่วงต้นปีอากาศแห้งแล้วส่งผลให้มีผลผลิตน้อยลง เพราะผลผลิตชานั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเป็นหลัก ในส่วนของการแข่งขับกับชาต่างประเทศชาไทยได้รับผลกระทบจากส่วนแบ่งทางการตลาดน้อยมากเพราะส่วนใหญ่จะเป็นชาฝรั่งที่นำเข้ามา ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคเป็นคนละกลุ่มกันกับผู้บริโภคชาไทย ทำให้ส่วนแบ่งทางการค้าจึงไม่มีผลกระทบมากนัก แต่เมื่อเทียบกับชาที่นำเข้าจากจีน ซึ่งเป็นกลุ่มชาประเภทเดียวกันกับชาที่ผลิตในไทย เช่นชาเขียว ชาดำ ก็จมีส่วนแบ่งทางการตลาดบ้างแต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ สำหรับไร่ชาฉุยฟง ผลิดทั้งชาสมัยใหม่ และชาดั้งเดิม ที่ชงดื่มด้วยใบชา เช่น ชาแดง ชาอู่หลง ชาเขียว ในปัจจุบันมีการพัฒนาโดยนำชาไทยมาผลสมกับสมุนไพรท้องถิ่น เช่นตะไคร้ ข้าวคั่ว ที่เป็นข้าวของเชียงราย เปเปอร์มิ้นต์ และสมุนไพรต่างๆ 

“ในการสัมนาในครั้งนี้ เกี่ยวเรื่องภาษีฟรีเทรด ซึ่งจะสามารถนำไปพัฒนาและต่อยอดในธุรกิจของเรา โดยเราอาจจะต่อยอดกับทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  ในการอองานเทรด หรือการติดต่อกับลููกค้าต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ในส่วนการเจรจาการค้าทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ก็จะมีการจับคู่ธุรกิจกันซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจได้เข้าถึงผู้ที่ต้องการสินค้าชาได้มาขึ้น” นางสาวธัญญา กล่าว 

จากข้อมูลพบว่าในการทำตลาดต่างประเทศ สินค้าชาไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศต่าง ๆ ได้ โดยสำหรับสินค้าชาเขียวไทยสามารถส่งออกสินค้าชาโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในประเทศในกลุ่มอาเซียน 8 ประเทศ (ยกเว้นเมียนมา)  จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี สำหรับสินค้าชาดำ ไทยสามารถส่งออกสินค้าชาโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 9 ประเทศ จีน เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี และสำหรับผลิตภัณฑ์ชาไทยสามารถส่งออกสินค้าชาโดยไม่เสียภาษีนำเข้าในอาเซียน 9 ประเทศ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และชิลี ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ปี 2558 – 2562ไทยส่งออกสินค้าชาเขียว เฉลี่ย 979.6 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 6.34 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าชาดำ เฉลี่ย 1,401.7 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 6.2 ล้านเหรียญสหรัฐ. และสินค้าชาสำเร็จรูป เป็นสินค้าในกลุ่มชาและผลิตภัณฑ์ชาที่ไทยส่งออกมากที่สุด เฉลี่ย 9.1 ตัน ต่อปี คิดเป็นมูลค่าเฉลี่ย 22.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือ กัมพูชา 31% เมียนมา 20% และสหรัฐฯ 18%

สถิติในช่วง 7 เดือนแรกปี 2563 มกราคม – กรกฎาคม ไทยส่งออกชาเขียว 492.9 ตัน  คิดเป็นมูลค่า 4.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 17.92% ส่งออกชาดำ 601.8 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 45.54% และส่งออกชาสำเร็จรูป 4,971.1 ตัน  คิดเป็นมูลค่า 19.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว 47.77% สำหรับ ในปี 2562 ไทยส่งออกชาเขียว 1,057.7 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือ อินโดนีเซีย 38% เนเธอร์แลนด์ 12% และมาเลเซีย 9% ส่งออกชาดำ 2,256 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9.6  ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือ อินโดนีเซีย 40% สหรัฐอเมริกา 18% และกัมพูชา 14% และส่งออกชาสำเร็จรูป 7,032.3 ตัน คิดเป็นมูลค่า 24.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีตลาดหลักคือ กัมพูชา 31% เมียนมา 20% และสหรัฐอเมริกา 18%
สำหรับผู้สนใจข้อมูลการค้าระหว่างประเทศและการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอ สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บไซต์ http://www.dtn.go.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูล FTA (FTA Center) โทร 0-2507-7555

ณัฐวัตร ลาพิงค์ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงราย

ม. แม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม. แม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่

ม. แม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่15 กันยายน 2563 – 18:52 น.

มหาวิทยาลัยแม่โจ้จับมือ 3 บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีและระบบเครือข่ายร่วมพัฒนา Smart Farming ทำเกษตรสมัยใหม่ อย่างยั่งยืน

วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2563 ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 5 อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (Modern Agriculture Innovation Center – Maejo university) ทำพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ กับ 3 บริษัทชั้นนำ ด้านเทคโนโลยีและระบบเครือข่าย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด, บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้, ดรสุระชัย อนุตระกูลชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักงานขายและบริการลูกค้าภาคเหนือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน), นายวิวัฒน์ นิติสุนทรางกูร รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซียจำกัด และ นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล หัวหน้าส่วนงานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคเหนือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นผู้แทนลงนามของแต่ละฝ่าย  ทั้งนี้ มีคณะผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

ศูนย์ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดตั้งขึ้นเพื่อ จัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีแก่นักวิชาการเกษตรกรและผู้ที่สนใจ เผยแพร่การใช้อุปกรณ์และระบบสนับสนุนการทำการเกษตรสมัยใหม่ (เกษตรแม่นยำและเกษตรอัจฉริยะ) สู่ชุมชนและสังคมภายนอกมหาวิทยาลัยสร้างฐานข้อมูลกลางทางการเกษตรเพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ที่รับผิดชอบ การลงนามความร่วมมือกับทั้ง 3 บริษัท ชั้นนำในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ให้ภาคการเกษตรและสังคมดิจิตอลหรือที่เกี่ยวข้อง โดยทางศูนย์ความเป็นเลิศฯ ให้ความร่วมมือด้านข้อมูลทางวิชาการระบบการเพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์รวมถึงระบบ Smart Farming  ส่วนทางบริษัทจะให้ความร่วมมือด้านองค์ความรู้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยในการพัฒนา Smart Farming ร่วมพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน  อีกทั้ง ร่วมการวิจัยด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม Precision Framing และ Smart Farming  ตลอดจนความร่วมมือในการสนับสนุนเครือข่ายกำลังคนร่วมทำกิจกรรมเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม สร้างประโยชน์ให้เกิดกับสังคมและในการเรียนการสอนของนักศึกษา มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญเพื่อการทำการวิจัยการพัฒนาโครงการต่างๆร่วมกันเพื่อสร้างเป็นรูปแบบธุรกิจเชิงพาณิชย์ต่อไป  

นอกจากนั้นยังเป็นการดำเนินงานที่สามารถตอบสนองนโยบาย Thailand 4.0 สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ร่วมศึกษา Smart Kids Code to Farm ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรกรให้สามารถนำเทคโนโลยีที่ช่วยในการผลิตมาใช้ในกระบวนการเกษตรเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในทุกกระบวนการ ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การใช้ทรัพยากรทางวิทยาการร่วมกัน และส่งเสริมการทำวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ให้ภาคการเกษตรและสังคมดิจิตอล และร่วมในการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาในด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน…

ฟงหวิน  ศักดิือัศวิน ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เชียงใหม่