กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ15 กันยายน 2563 – 14:42 น.

กรมชลประทานรุกประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา (ภาคใต้) นำร่องลงพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  เผยกลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอด นำหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้ปฏิบัติงาน

 นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน   ในฐานะอนุกรรมการดำเนินการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน  ทำหน้าที่แทนประธานการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการชลประทาน และฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ประจำปี พ.ศ.2564  เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม และดูงานภาคสนามของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่  ร่วมกับ นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 และคณะอนุกรรมการการประเมินฯ เมื่อเร็วๆนี้ ว่า  การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการชลประทานฯ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ 
  

กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ

 ทั้งนี้นายศราวุธ จันทิปะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่  ได้นำเสนอผลงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ซึ่งได้นํายุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน จังหวัดกระบี่ และโครงการชลประทานกระบี่ มาเป็นกรอบแนวทางเพื่อกําหนดเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวทาง RID No.1      ในการพัฒนาองค์กรผู้ใช้น้ำด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการตามวัตถุประสงค์การใช้น้ำ และพัฒนาบุคลากร

                   กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ
    นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการปฏิบัติงาน ภายใต้วิสัยทัศน์ ที่ว่า “ดําเนินงานด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรน้ำให้ทั่วถึง และเป็นธรรม ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางของโคก หนอง นา โมเดล โดยได้สืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริ ยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งนําไปสู่การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ แบบ 4 ประสาน ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน หน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง และกรมชลประทาน จนเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จัดสรรน้ำได้อย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน                   กรมชลรุกประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ
    ด้านนายยุโสบ ขนานใต้ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำรักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำร่วมกับฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ ทำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้อย่างทั่วถึงเพียงพอ ที่ผ่านมามีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง ได้รับความรู้เรื่องการจัดสรรน้ำ และคำแนะนำเรื่องการเพาะปลูกให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯ เช่น การปลูกพืชผักใช้น้ำน้อย หรือปลูกพืชระยะสั้น การปลูกพืชแบบผสมผสาน สามารถสร้างรายได้ในครัวเรือนทำให้กลุ่มสมาชิกสามารถพึ่งตนเองได้ทุกสถานการณ์
    สำหรับฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ สํานักงานชลประทานที่ 15 รับผิดชอบพื้นที่ 3 อําเภอ ได้แก่อําเภอลําทับ อําเภอคลองท่อม และอําเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีแหล่งน้ำต้นทุนประเภท  โครงการชลประทานขนาดกลาง 2 แห่ง ได้แก่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และฝายคลองทรายขาว พื้นที่ชลประทานรวม 7,051 ไร่ โครงการชลประทานขนาดเล็ก 2 แห่ง ได้แก่โครงการทํานบดินคลองสังกาอู้อันเนื่องมาจากพระราชดําริ และโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดําริ พื้นที่รับประโยชน์ 150 ครัวเรือน โดยการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทาน มีการทําสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล พืชผัก ปศุสัตว์ เป็นต้น

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 14 กันยายน 2563 – 11:10 น.

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ ชมผลสำเร็จโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์)

ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขานุการ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่เยี่ยมชมผลสำเร็จโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์) พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ จ.นราธิวาส ยะลาและปัตตานี
โดยจุดแรกเยี่ยมชมผลสำเร็จจากการเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์) ที่กลุ่มเลี้ยงโคช่องเขต อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีสมาชิก ทั้งหมด 30 ราย จำนวนโค 200 กว่าตัว เป็นกลุ่มที่มีการขุนเพื่อขายทั้งตัว และมีการแปรรูปเนื้อ โดยกลุ่มจะมีพื้นที่คอกกลางสำหรับรับโคของสมาชิกมาขุนให้ได้น้ำหนักและรอจำหน่าย อีกส่วนก็จะแปรรูปเป็นเนื้อสไลด์ เนื้อเบอร์เกอร์ เนื้อสเต๊ก  โดยมีตลาดเนื้อโคแปรรูปจากการขายออนไลน์เกือบทั้งหมด สมาชิกทุกคนมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลิตโคขุนคุณภาพสูง มีการพัฒนาสายพันธุ์โค การทำผลิตภัณฑ์เพื่อจัดจำหน่าย

สิ่งที่ทางโครงการกำลังเร่งดำเนินการ มีดังนี้ 1. การพัฒนามาตรฐานฟาร์ม 2.  การพัฒนาความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากเนื้อโค 3.การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลาย 4.การสร้างห้องแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อรองรับการผลิตที่ได้มาตรฐาน และ 5.การให้ความรู้เรื่องการบริหารจัดการชิ้นส่วน  แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มเลี้ยงโคช่องเขต มีความต้องการตลาดรองรับที่แน่นอน โรงเชือด/ ชำแหละ/ แปรรูป ที่ได้มาตรฐาน มาตรฐานฟาร์มที่ยได้มาตรฐานและต้องการแปรรูปผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายขึ้น   เพื่อแก้ปัญหาเนื้อที่ลักลอบนำเข้ามาจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า
 

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 

ต่อมา ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เดินทางไปยังกลุ่มแพะอารมณ์ดี ต.บันนังสาเรง อ.เมือง จ.ยะลา อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งเป็นฟาร์มภายใต้เครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนมจังหวัดยะลา เป็นฟาร์มแพะนมสายพันธุ์ซาแนน ซึ่งสามารถให้น้ำนมเฉลี่ยตัวละกิโลครึ่งต่อวัน ปัจจุบันที่ฟาร์มมีแพะเลี้ยงจำนวนทั้งหมด 20 ตัว มีแพะที่พร้อมให้น้ำนมได้แล้วสามารถให้น้ำนมได้ประมาณวันละ 5– 6 กิโลกรัม ในฟาร์มมีการเปิดเพลงให้ฟังอยู่เสมอ ทั้งในช่วงเวลาให้อาหารและช่วงรีดนมแพะเพื่อให้แพะรู้สึกผ่อนคลาย อาหารที่ใช้เลี้ยงจะเป็นหญ้าหวาน ผิวถั่วเหลือง ต้นข้าวโพด เป็นต้น  มีแปลงปลูกหญ้าหวาน ประมาณ 1 ไร่  โดยหญ้าหวาน และผิวถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ให้โปรตีนสูง ส่งผลให้น้ำนมมีคุณภาพดี ให้มีความหวานในน้ำนม เพิ่มน้ำนม และช่วยให้น้ำนมแพะไม่มีกลิ่นคาว  ในด้านการทำการตลาดนั้นมีทั้งการขายตรงจากฟาร์ม และทางตลาดออนไลน์ผ่านทางช่องทางเฟสบุ๊ค

         กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 
ปัจจุบันกลุ่มแพะอารมณ์ดี ได้ทำความร่วมมือบริษัทเอกชนเพื่อต่อยอดทางการตลาด รวมทั้งการพัฒนามาตรฐานฟาร์ม การพัฒนาความหลากหลายของสินค้าที่ใช้น้ำแพะเป็นส่วนประกอบหลัก การพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายให้มีความหลากหลาย การหาโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐานเพื่อจ้างผลิตนมแพะพร้อมดื่มรสชาติต่างๆ การนำนมแพะมาทำนมผง เป็นต้น เนื่องจากที่ผ่านมา ในช่วงโควิดได้ประสบปัญหาเรื่องนมแพะล้นตลาดจึงต้องการหันมาแปรรูปนมแพะเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและสามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น ฟาร์มยังไม่ได้มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์จากนมยังไม่ได้มาตรฐาน ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากนมแพะให้หลากหลายขึ้น

กระทรวงการอุดมศึกษาฯ ลงพื้นที่ อัพสกิล-รีสกิล เกษตรกร (ปศุสัตว์) สามจังหวัดชายแดนใต้ 
จากนั้น ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เดินทางไปเยี่ยมชมห้องปฎิบัติการแปรรูปและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากโค นมแพะ แพะเนื้อ และ ไก่เบตง ที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการแปรรูปต้นแบบขนาดเล็ก ในการที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ด้านปศุสัตว์ (โคเนื้อ แพะเนื้อ แพะนม และไก่เบตง) ผ่านกระบวนการเทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์ต่างๆ ในการพัฒนาเพื่อเข้าสู่กระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย และได้รับมาตรฐาน อย. และฮาลาล
ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ หลังเยี่ยมว่า โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตด้านการเกษตร(ด้านปศุสัตว์) พื้นที่จังหวัดภาคใต้ชายแดน เป็นโครงการที่ดี และจะต้องสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่เป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการต่อยอดสินค้าที่ทำอยู่ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดย อว.จะเข้าไปช่วย “อัพสกิล-รีสกิล” ให้กับชาวบ้าน เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งจะเปิดรับอาสาสมัครวิทยาศาสตร์ โดยดึงชาวบ้านและประชาชน ไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครวิทยาศาสตร์ เพื่อนำเสนอปัญหาที่แต่ละกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้กับคลินิกเทคโนโลยีของ อว.เข้าไปแก้ไข เช่น เรื่อของการรับรองมาตรฐานสินค้า การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ขณะเดียวกัน อว.จะหาช่วยโปรโมทสินค้าและหาช่องทางการตลาดกับชาวบ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น อาจจะเปิดตลาดให้ใหม่ทั้งในและต่างประเทศ
 “ที่สำคัญ ผมได้สั่งการให้สำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักงานปลัด อว.เก็บประเด็นความต้องการของชาวบ้าน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มต่างๆ  เพื่อนำมากแก้ปัญหาต่อ เช่น สินค้าที่ผลิตยังไม่มีการรับรองมาตรฐาน มาตรฐานฟาร์ม การแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน เป็นต้น เพื่อแนวทางการต่อยอดทางธุรกิจของสินค้าให้กับชาวบ้าน” ผศ.ดร.ดวงฤทธิ์ กล่าว

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน11 กันยายน 2563 – 15:03 น.

กรมชลฯ เดินหน้าขับเคลื่อน 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบน จ.ชัยภูมิ  แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 100,000 ไร่  และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัย  มั่นใจปี 2567 แล้วเสร็จทุกโครงการ 

นายสนฑ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ 3 โครงการ ได้แก่  โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  โครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ตามกระแสพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9  ทรงพระราชทานเกี่ยวกับงานชลประทาน เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 ความตอนหนึ่งว่า 
“..เขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีในเขตอำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งกรมชลประทานวางโครงการจะก่อสร้างนั้น ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องที่ดินภายในอ่างเก็บน้ำมาก จึงควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายทดน้ำบริเวณต้นน้ำลำน้ำชี และตามลำน้ำสาขาต่าง ๆ ของลำน้ำชี เพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีเดิม  ให้สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในระยะฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคตลอดปีด้วย..” 
 

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน

ทั้งนี้ลุ่มน้ำชีตอนบนมีพื้นที่ลุ่มน้ำ ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำชีเป็นลำน้ำสายหลักมีความยาวจากต้นน้ำถึงจุดบรรจบลำน้ำพอง 765 กิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีประมาณ 786 ล้านลูกบาศก์เมตร การพัฒนาแหล่งน้ำในปัจจุบันยังไม่มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ มีเพียงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก สระเก็บน้ำขนาดเล็กเท่านั้น  ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การเกษตร และกิจกรรมใช้น้ำอื่นๆ ในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ฤดูฝนก็เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันมาอย่างต่อเนื่อง

กรมชลฯ ขับเคลื่อนโครงการตามพระราชดำริ เร่ง 3 โครงการพัฒนาแหล่งน้ำลุ่มน้ำชีตอนบน

                       สนฑ์ จินดาสงวน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13

 สำหรับอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรืออ่างเก็บน้ำยางนาดีเดิม  มีความจุ 70.21 ล้านลบ.ม. หัวงานเป็นเขื่อนดินแบบแบ่งโซน สันเขื่อนกว้าง 9 เมตร ความยาว 1,580 เมตร สูง 24 เมตร อาคารระบายน้ำล้นชนิดบานระบายแบบบานโค้งขนาดกว้าง 12.5 เมตร สูง 7.5 เมตร จำนวน 7 ช่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ โดยในปีงบประมาณ 2562 ได้รับจัดสรรงบประมาณก่อสร้างถนนทางเข้าหัวงาน  อาคารบ้านพักชั่วคราว  อาคารที่ทำการถาวร และงานเตรียมความพร้อมเพื่อการก่อสร้าง จะเริ่มก่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบในปีงบประมาณ 2563 วงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 939 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567 เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีตั้งแต่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำตามลลำน้ำชี ในเขตชัยภูมิ นครราชสีมา และ จังหวัดขอนแก่น  มีพื้นที่เกษตรสองฝั่งลำน้ำชีได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์ 27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหว อ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ  อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำตามลำน้ำชีตอนบนให้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเพียงพอตลอดปี อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง ช่วยชะลอน้ำไม่ให้ไหลลงด้านล่างเร็วเกินไป บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
ส่วนโครงการอ่างเก็บน้ำลำเจียง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางมีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม พื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ เขื่อนหัวงานสร้างปิดกั้นลำเจียงซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำชี ในท้องที่ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง.บรรจุเข้าแผนงานก่อสร้างในปี พ.ศ. 2564 คาดว่าจะแล้งเสร็จในปี 2567  นอกจากนี้ยังมีโครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุ 48 ล้านลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 30,000 ไร่ เขื่อนหัวงานก่อสร้างปิดกั้นลำสะพุง ในท้องที่ อ.หนองบัวแดง เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2562 การก่อสร้างมีความก้าวหน้าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ คาดจะแล้วเสร็จภายในปี 2567
“ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบนครั้งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มหรือต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรได้เป็นอย่างดี กรมชลประทานจึงได้สืบสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาและบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดต่อไป” ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 13  กล่าวในตอนท้าย

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน11 กันยายน 2563 – 14:47 น.

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาครบวงจรตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างฯเพิ่มอีก 2 แห่งในพื้นที่ต้นน้ำ

กรมชลประทานเดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ปัญหาครบวงจรตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  เร่งขุดขยายคลองระบายน้ำ-คลองผันน้ำ พร้อมก่อสร้างอ่างฯเพิ่มอีก 2 แห่งในพื้นที่ต้นน้ำ มั่นใจแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้อีกกว่า 15,450ไร่ 
 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ และเพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 15,450 ไร่  เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในอนาคตยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งโครงการภายในปี 2568
 

กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน

                                                        บางสะพาน

ทั้งนี้โครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นการแก้ปัญหาน้ำครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำและถึงปลายน้ำตามสภาพภูมิประเทศของ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละส่วน  โดยพื้นที่ต้นน้ำจะมีความลาดชันสูง ในขณะที่พื้นที่ปลายน้ำ เป็นที่ราบสลับที่ดอน  ดังนั้นเมื่อเกิดภาวะฝนตกหนักและต่อเนื่องหลายวัน น้ำจะหลากเข้าท่วมพื้นที่ตอนล่างซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนอ.บางสะพานอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินให้ชาวบางสะพานอย่างมากเป็นเวลามากกว่าสิบปี

                 กรมชลฯสืบสานพระราชดำริแก้ปัญหาน้ำท่วม เดินหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัยบางสะพาน
  สำหรับการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยอำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ต้นน้ำบริเวณเทือกเขาตะนาวศรี  จะดำเนินการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเพิ่มขึ้นอีก 2 แห่งพื่อตัดยอดน้ำที่จะหลากและกักเก็บไว้เป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภค การเกษตร ปศุสัตว์ ตลอดจาอุตสาหกรรม ในพื้นที่ อ.บางสะพาน ช่วงฤดูแล้ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำบ้านไทรทอง  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างพร้อมกับระบบส่งน้ำ  มีความจุ  13.36 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2566   และอ่างเก็บน้ำคลองลอยตอนล่าง จะเปิดโครงการพร้อมระบบส่งน้ำในปี 2565  มีความจุ 17.46 ล้านลบ.ม. คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2568 เมื่อแล้วเสร็จ ทั้ง 2 แห่งจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้รวม 30.82 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรได้ 6,850 ไร่ และส่งน้ำให้ครัวเรือนได้ 481 ครัวเรือน จากเดิมที่เคยมีน้ำต้นทุนจากแหล่งน้ำขนาดเล็กและฝายที่สามารถเก็บน้ำเพียง 1.32 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เท่านั้น
 นอกจากนี้ก็จะทำการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำเดิมที่มีอยู่  3 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำบ้านโป่งสามสิบ อ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย อ่างเก็บน้ำวังน้ำเขียว  พร้อมปรับปรุงฝายทดน้ำห้วยลึก อันเนื่องมาจากพระราชดำริอีก 1แห่งเพื่อให้สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ
 รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อว่า ส่วนพื้นที่กลางน้ำและปลายน้ำ กรมชลประทานจะดำเนินการขุดขยายคลองระบายน้ำ 4 สายเพื่อรับมวลน้ำที่หลากมาจากเทือกเขาตะนาวศรีฝั่งตะวันตกได้มากขึ้น พร้อมงานขุดคลองผันน้ำ 3 สายเพื่อตัดยอดน้ำที่ไหลบ่าผ่านตัวเมือง และผลักออกสู่ทะเลในเวลาอันรวดเร็วซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ อ.บางสะพานได้ในอัตรา 1,025 ลบ.ม.ต่อวินาที มากกว่าอัตรารับน้ำของคลองเดิมกว่าเท่าตัว  โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการขุดขยายคลองบางสะพาน ซึ่งเป็นคลองขนาดใหญ่สุดที่ไหลผ่านเมืองบางสะพาน โรงเรียนอนุบาล สถานที่ราชการ ชุมชนอีกหลายแห่ง  รวมทั้งขุดคลองผันน้ำคลองบางสะพานเ เพื่อให้แล้วเสร็จและรับน้ำได้ในฤดูฝนปีนี้ จะช่วยลดระดับน้ำหลาก ลดระยะเวลาการเกิดอุทกภัย  ตลอดจนลดปัญหาติดการขัดของเส้นทางสัญจรลงสู่ภาคใต้ทั้งทางรถยนต์ในถนนเพชรเกษม และเส้นทางรถไฟ
 ส่วนการขุดขยายคลองสายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคลองแม่รำพึง คลองปัตตามัง คลองเขาม้าร้อง คลองผันน้ำแม่รำพึง-อ่าวบ่อทองหลาง และคลองผันน้ำคลองเขาม้าร้อง-อ่าวบางสะพาน จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป  พร้อมทั้งจะดำเนินการสร้างอาคารบังคับน้ำตามลำคลองเป็นระยๆะ จำนวน 9 แห่ง เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ  ซึ่งจะได้น้ำต้นทุนเพิ่มอีกประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่การเกษตรได้รับโยชน์กว่า 10,000 ไร่  ทำให้ประชาชนในพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งคลองมีรายได้ที่ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงให้กับชุนชนอย่างยั่งยืน

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ9 กันยายน 2563 – 16:52 น.

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายผลผลิตการเกษตรของสมาชิกสหกรณ์จากทั่วประเทศ พร้อมรุกตลาดออนไลน์กระจายสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์ผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ที่ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เดินหน้าพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าคุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร  จับมือขบวนการสหกรณ์เชื่อมโยงกัน แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย กระจายถึงมือผู้บริโภค พร้อมรุกตลาดออนไลน์กระจายสินค้าผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศ
 นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ณ ร้านสหกรณ์   ธ.ก.ส. จำกัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 ได้คัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ และได้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพสินค้าระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตและสหกรณ์ร้านค้า             ขยายช่องทางการจำหน่ายผลผลิตและสินค้าของสมาชิกสหกรณ์ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์  

ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ
ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ

โอกาสนี้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ ระหว่างร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด กับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อเชื่อมโยงสินค้าคุณภาพของสหกรณ์ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค ผักสด ผลไม้ตามฤดูกาล อาทิ ประเภทข้าวสาร อาหารแปรรูป มีการเชื่อมโยงซื้อขายสินค้ากับเครือข่ายสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ในจังหวัดต่าง ๆ เช่น สกต.บุรีรัมย์ จำกัด สกต.ชัยนาท จำกัด สกต.พัทลุง จำกัด สกต.นครพนม จำกัด และ สกต.นครปฐม จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่มีศักยภาพในการผลิตข้าวสารคุณภาพดี  สินค้าประเภทเนื้อ จากสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด ประเภทผักปลอดสารพิษ ผลไม้ตามฤดูกาล เชื่อมโยงกับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ประเภทเสื้อผ้าและผ้าพื้นเมือง เชื่อมโยงกับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ได้แก่ กาแฟ นม น้ำตาลทราย น้ำตาลสด เชื่อมโยงกับชุมนุมร้านสหกรณ์แห่งประเทศไทย จำกัด และชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด จากนั้นได้เยี่ยมชมสินค้าคุณภาพจากสหกรณ์เครือข่ายที่นำมาจำหน่ายในร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด ด้วย

                      ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด นำร่องรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในเขตจตุจักร กรุงเทพฯ
ทั้งนี้ ร้านสหกรณ์ ธ.ก.ส. จำกัด มียอดการจำหน่ายสินค้าในรอบบัญชีที่ผ่านมา ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2563 มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท สินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ ข้าวสาร กาแฟ นม น้ำตาลทราย ผักและผลไม้ โดยมีช่องทางจำหน่ายสินค้าหลากหลายช่องทาง ทั้งการวางจำหน่ายภายในร้านสหกรณ์ฯ ซึ่งได้ตกแต่งพื้นที่ดูเป็นระเบียบเพื่อให้สินค้าดูสดใหม่สะอาดและปลอดภัย ตามแนวคิด Fresh From Farm  

นอกจากนี้ยังมีการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่เฟซบุ๊คแฟนเพจ“ร้านสหกรณ์ ธกส. จำกัด”และเว็บไซต์ http://www.storebaac.com รวมทั้งเปิดให้มีการสั่งจองสินค้าล่วงหน้า ซึ่งจะมีการจัดทำปฏิทินการจำหน่ายสินค้ารายสัปดาห์แจ้งให้สมาชิกได้ทราบล่วงหน้าด้วย 
สำหรับการเปิดโครงการประชาสัมพันธ์ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการตามนโยบายของนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้พัฒนา ร้านสหกรณ์ให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าและผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่าง ๆ  เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผัก ผลไม้ เนื้อ ปลา อาหารแปรรูป ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์มากขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการสร้างเครือข่ายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้บริโภค คัดสรรสินค้าที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ สด สะอาดและปลอดภัย มาจำหน่ายภายในซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ ภายใต้แนวคิด สดจากฟาร์มถึงมือคุณ Fresh From Farm by Co-op ปัจจุบันมีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 94 แห่ง โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดอบรมให้ความรู้เทคนิคการจัดการร้าน การสร้างนวัตกรรมการบริการ การบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซุปเปอร์ มาเก็ตสหกรณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมสหกรณ์ให้เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงประชาชนได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ในราคาที่เป็นธรรม และจะขยายซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ไปยังพื้นที่และชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ก.เกษตรผนึก”ปตท.-UniconX”หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.เกษตรผนึก”ปตท.-UniconX”หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ก.เกษตรผนึก"ปตท.-UniconX"หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์9 กันยายน 2563 – 15:00 น.

“กระทรวงเกษตรฯ”  เดินหน้าจัดตั้งสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ เร่งจัดทำบิ๊กดาต้า พร้อมผนึก ปตท.และ UniconX หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์

9 ก.ย.2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงวันนี้ (9 ก.ย.63) ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนทั้ง 5 รูปแบบ ไ

ด้แก่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เกษตรธรรมชาติ และวนเกษตรโดยที่ผ่านมาได้มีการปรับปรุงกลไกในการทำงานเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนซึ่งมี  ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน รวมถึงติดตามการทำงานและผลักดันให้เกิดพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ตลอดจนแต่งตั้งคณะทำงาน 3 คณะ ได้แก่ คณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรผสมผสาน คณะทำงานขับเคลื่อนวนเกษตรและเกษตรธรรมชาติ และคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

ก.เกษตรผนึก"ปตท.-UniconX"หนุนเกษตรกรจำหน่ายสินค้าออร์กานิคทั้งออฟไลน์และออนไลน์


นายอลงกรณ์ กล่าวว่า สำหรับคณะทำงานขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ได้รายงานความก้าวหน้าล่าสุด(8ก.ย.)ต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 8/2563 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาสถาบันเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) “สกอช.”เสร็จเรียบร้อยพร้อมเสนอให้คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนพิจารณาภายในเดือนนี้

2. กำหนดหลักเกณฑ์กลางระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้จัดสัมมนาระดมความเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์กลางสำหรับระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว มาประกอบการปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้แทนหน่วยงาน กลุ่มเกษตรกรที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนแล้วเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

3.ผนึกความร่วมมือกับบริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) มีนโยบาย Living Community ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท. และพร้อมให้การสนับสนุนและจัดสรรพื้นที่ให้กับกลุ่มเกษตรกรเข้ามาจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในสถานีบริการ 


และ 4. จัดทำบิ๊กเดต้าฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ โดยมอบกรมพัฒนาที่ดินดำเนินการ ทั้งในส่วนของเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน และเกษตรกรที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แล้วให้เป็นฐานเดียวกันของข้อมูลพืช สัตว์ และประมงอินทรีย์ รวมทั้งการเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรกรรมยั่งยืนที่กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการ  

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการอีคอมเมิร์ซของกระทรวงเกษตรฯสนับสนุนการสร้างผู้ประกอบการเกษตรออร์กานิคออนไลน์เพื่อขยายตลาดเกษตรอินทรีย์สู่ผู้บริโภคในยุคnew normalร่วมกับผู้ให้บริการจัดส่งประเภทfood deliveryภายใต้โครงการช่วยเกษตร.คอม (www.ช่วยเกษตร.com)และโครงการยูนิคอนเอ็กซ์(UniconX)  

โครงการ”ยูนิคอนเอกซ์ UniconX”
มีวัตถุประสงค์

1.สร้างผู้ประกอบเกษตรและเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ต้นน้ำภาคการผลิตถึงภาคการตลาด 
2. สร้างงานใหม่ๆ สร้างรายได้ ให้กับประชาชน นักศึกษาและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร
3.สร้างผู้ประกอบการธุรกิจการเกษตร สู่ระดับสากล โดยเชื่อมโยงงานวิจัยจากสถาบันการศึกษาสู่ Startup นวัตกรรม และเป็นบริษัท Unicorn ในอนาคตเพื่อเสริมสร้างการพัฒนานวัตกรในสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจเกษตร
4.พัฒนา Plateform สู่การเชื่อมโยงนักลงทุนกับผู้ประกอบการเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ขาดเงินทุนเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้ประกอบการภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

“เฉลิมชัย”เดินหน้าแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เฉลิมชัย”เดินหน้าแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

"เฉลิมชัย"เดินหน้าแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 9 กันยายน 2563 – 13:03 น.

รมว.เกษตรเดินหน้า แรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หวังช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นให้สามารถทำการเกษตร และช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร จัดทำโครงการ แรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อจะช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นให้สามารถทำการเกษตรเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว สร้างทางรอด เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 เปลี่ยนวิกฤตกลายเป็นโอกาส รวมถึงเป็นการสร้างอาชีพเกษตรกรรม ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม และก้าวสู่การเป็น Smart Farmer เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของไทยในอนาคต ซึ่งโครงการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับแรงงานคืนถิ่น เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ผู้ว่างงานหรือแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอื่น ที่มีความสนใจการทำการเกษตร เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) และเกษตรกรในท้องถิ่น รวมถึงผู้สนใจอื่นๆ ที่ต้องการเรียนรู้เพื่อต่อยอดการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม ผ่านการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการ “พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร”

"เฉลิมชัย"เดินหน้าแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

โดยอบรมให้แก่เกษตรกรและสาธิตการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรผลผลิตทางการเกษตร ให้แก่เกษตรกร แรงงานที่ถูกเลิกจ้าง และผู้ว่างงานกว่า 1,000 ราย ผ่านความร่วมมือของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 – 12 กับ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์ปฏิบัติการอื่น ๆ จากภาครัฐ หรือโดยกลุ่มองค์กรประชาชน 

"เฉลิมชัย"เดินหน้าแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 

นอกจากนี้ยังบูรณาการต่อยอดและขยายผลไปสู่การเชื่อมโยงกับการพัฒนาอาชีพจากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมทั้งเตรียมบูรณาการร่วมกับโครงการต่าง ๆ ที่สำคัญ ภายใต้โครงการฟื้นฟูเยียวยาฯ ในหลายโครงการ อาทิ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ “โคกหนองนาโมเดล” และโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ทั้งนี้หรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 หรือสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ที่เว็บไซต์ http://www.oae.go.th และ

อุบลฯ พบโค-กระบือ ป่วยโรคปากเท้าเปื่อย หลายหมู่บ้าน ปศุสัตว์เร่งฉีดวัคซีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อุบลฯ พบโค-กระบือ ป่วยโรคปากเท้าเปื่อย หลายหมู่บ้าน ปศุสัตว์เร่งฉีดวัคซีน

อุบลฯ พบโค-กระบือ ป่วยโรคปากเท้าเปื่อย หลายหมู่บ้าน ปศุสัตว์เร่งฉีดวัคซีน7 กันยายน 2563 – 15:38 น.

โรคเท้าปากเปื่อยระบาดใน โค กระบือ ตามหมู่บ้าน ต่างๆโดยเฉพาะตามบริเวณแนวชายแดนแม่น้ำโขง เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เร่งฉีดวัคซีน จ่ายยาฆ่าเชื้อโรคเป็นการด่วน เตือนประชาชนให้ระวังการขนย้ายสัตว์จากต่างถิ่น รักษาคอกให้แห้ง ความชื้นของคอกมีส่วนทำให้เกิดเชื้อโรคได้

วันที่ 7 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงาน ที่บ้านปากแซง หมู่ที่ 3 ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอนาตาล พร้อมด้วยอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ได้ออกฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยใน โค กระบือ เนื่องจากว่า ในพื้นที่ตามแนวชายแดนที่ติดต่อกับแม่น้ำโขง หลายหมู่บ้าน ได้ตรวจพบโรคปากเท้าเปื่อย ที่เกิดในตัวโค และกระบือ กันเป็นจำนวนมาก

โดยได้กระจายไปอย่างรวดเร็ว มีเพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละวัน และก่อนที่โรคนี้จะขยายแพร่กระจายต่อไปอีก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอนาตาล ได้เร่งแจกยาฆ่าเชื้อ พร้อมทั้งร่วมกับอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน พากันออกจ่ายยา และฉีดยาฆ่าเชื้อ ให้กับเจ้าของสัตว์ จนครบทุกรายแล้ว เชื่อว่าน่าจะเป็นการยับยั้งเชื้อโรคในสัตว์ ดังกล่าวนี้ได้ ที่สำคัญหากโคหรือกระบือ ตัวใดที่ตั้งท้องแล้ว ก็ไม่สามารถให้ยาวัคซีนได้ ดังนั้นชาวบ้านจึงได้นำยาสมานแผลสีคราม มาทาไว้ ดีกว่าจะไม่ทำอะไรเสียเลย ซึ่งก็น่าเป็นห่วงมากกับสัตว์ที่ตั้งท้อง

ทางด้านเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ที่มาปฏิบัติหน้าที่ บอกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูฝน เจ้าของสัตว์ควรรักษาคอกสัตว์ให้แห้งอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้คอกสกปรก หรือชื้น จะทำให้สัตว์เหล่านี้ ก็จะเกิดเชื้อโรคได้เช่นกัน ส่วนชาวบ้านบางราย บอกว่า ในพื้นที่มีการลักลอบนำสัตว์ข้ามแม่น้ำโขง ตามท่าข้ามประเพณีของแต่ละหมู่บ้านต่างๆ ทั้งนำเข้าและนำออกอยู่บ่อยครั้ง และก็มีหน่วยทหารทั้งทหารบกและทหารน้ำ ที่อยู่ในพื้นที่ ตรวจยึดได้หลายครั้งเช่นกัน อีกทั้งยังมีการไปซื้อวัวมาจากต่างถิ่น เข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อมาขุนและขายเอากำไรกันบ้าน ในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ป้องกันโรคอันตรายโควิด-19 ประชาชนไม่มีรายได้ ทำให้บางส่วนต้องดิ้นรน หาซื้อโค กระบือ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ โดยได้กำไรนิดหน่อย เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว ดังนั้น ในห้วงนี้ด้านการตลาดโค กระบือ จึงคึกคักกว่าหน้าแล้งที่ผ่านมา

กฤษณะ วิลามาศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค อุบลราชธานี

กรมเจรจาฯลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กรมเจรจาฯลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด

กรมเจรจาฯลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด4 กันยายน 2563 – 20:12 น.

‘กรมเจรจาฯ’ ลงพื้นที่สุโขทัย แนะเกษตรกรใช้ประโยชน์ FTA เพิ่มส่งออกกล้วยสด-แปรรูป สร้างรายได้ช่วงโควิด

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพสินค้าสหกรณ์กล้วยแปรรูปตำบลหนองตูม จำกัด อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย พร้อมจัดสัมมนา “โครงการพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ดันสินค้ากล้วยไทยสู่ตลาดต่างประเทศ แนะใช้ประโยชน์เอฟทีเอเพิ่มแต้มต่อการส่งออก สร้างรายได้ช่วงโควิด-19

4 ก.ย. 2563 นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่สำรวจศักยภาพสหกรณ์กล้วยแปรรูปตำบลหนองตูม จำกัด อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย สร้างความเข้าใจเรื่องการขยายตลาดส่งออกไปต่างประเทศ โดยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพิ่มแต้มต่อการส่งออก เนื่องจากประเทศคู่เอฟทีเอของไทย 16 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชีลี และเปรู ไม่เก็บภาษีนำเข้ากับสินค้ากล้วยแปรรูปที่ส่งออกจากไทยแล้ว อาทิ กล้วยอบแห้ง กล้วยตาก และกล้วยฉาบ ยกเว้นอินเดียยังเก็บภาษีนำเข้าที่ 30% และเกาหลีใต้ 36% และประเทศคู่เอฟทีเอ 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชีลี และเปรู ไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้ากล้วยสดจากไทยแล้ว เหลือเพียงอินเดียและเกาหลีใต้ที่เก็บภาษีอัตรา 30% ส่วนญี่ปุ่นกำหนดมาตรการโควต้าภาษี หากนำเข้าไม่เกิน 8,000 ตัน จะไม่เสียภาษีนำเข้า (ส่วนปริมาณที่เกินคิดที่ 10-20%)

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯยังได้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัด และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การพัฒนาความพร้อมทางการค้าของสหกรณ์ไทยสู่การค้าเสรี” ที่โรงแรมสุโขทัย เฮอริเทจ รีสอร์ท จ.สุโขทัย โดยได้นำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้า การค้าระหว่างประเทศ มาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก และการค้าออนไลน์ มาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอขยายตลาดสู่ต่างประเทศ ให้กับสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร และอุตรดิตถ์ เพื่อให้เกษตรกรและสหกรณ์ฯ สามารถขยายตลาดสู่ต่างประเทศได้มากขึ้น สร้างรายได้แก่สหกรณ์และเกษตรกรกล้วยไทยอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันไทยส่งออกสินค้ากล้วยเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน (รองจากฟิลิปปินส์) และเป็นอันดับที่ 18 ของโลก เนื่องจากได้เปรียบด้านสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่สมบูรณ์ และแต้มต่อจากเอฟทีเอ โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 ไทยส่งออกกล้วยสดไปประเทศคู่เอฟทีเอ มูลค่า 6.9 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 99.47% ของการส่งออกกล้วยสดทั้งหมด ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน สำหรับกล้วยแปรรูป อาทิ กล้วยฉาบ และกล้วยเชื่อม ไทยส่งออกไปทั่วโลก มูลค่า 0.62 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา

สำหรับสหกรณ์กล้วยแปรรูปตำบลหนองตูม จำกัด มีสมาชิก 41 คน ดำเนินธุรกิจแปรรูปกล้วยน้ำว้าส่งตลาดทั้งในและต่างประเทศ มีปริมาณการผลิต 11,322.73 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 1,132.2 ล้านบาท แบ่งออกเป็นตลาดในประเทศ คิดเป็น 70% เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ นครสวรรค์ และตาก เป็นต้น โดยมีปริมาณ 7,925.91 ตัน มูลค่า 984.7 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ คิดเป็น 30% ได้แก่ จีน และเกาหลี โดยมีปริมาณ 3,396.82 ตัน มูลค่า 147.5 ล้านบาท และใช้ช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ค และไลน์ อีกด้วย

ภูเบศวร์  ฝ้ายเทศ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.สุโขทัย

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19

4 กันยายน 2563 – 15:50 น.

รมช.กษ.ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19


วันที่ 4 กันยายน 2563 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมช.กษ.) ตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดลำปาง และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ให้กับเกษตรกร จำนวน 16 ราย 20 แปลง เนื้อที่รวม 81-1-23 ไร่ ใน อ.เกาะคา อ.แม่ทะ และ อ.สบปราบ จ.ลำปาง โดยมี นายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอเกาะคา กล่าวต้อนรับ และนายวุฒิพงศ์ เนียมหอม รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวรายงาน ณ โรงเรียนบ้านจอมปิง ต.นาแก้ว อ.เกาะคา จ.ลำปาง 
 จากนั้น ร้อยเอกธรรมนัส ได้มอบโครงการฝายชะลอน้ำแบบชั่วคราว สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินภายใน อ.เกาะคา และ อ.วังเหนือ จำนวน 2โครงการ ภายใต้งบประมาณ  101,800 บาท ให้กับผู้ใหญ่บ้านแม่ไฮ ต.นาแส่ง อ.เกาะคา ผู้ใหญ่บ้านร่มโพธิ์ทอง ต.วังทอง อ.วังเหนือ และมอบสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้กับกลุ่มเกษตรกรจำนวน 8 กลุ่ม ที่ดำเนินกิจกรรมเลี้ยงโค เลี้ยงสุกร ปลูกข้าวโพด และทำนา วงเงิน 960,000 บาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำให้กับตัวแทนเกษตรกรจากกลุ่มเลี้ยงโคบ้านแม่ฮวก อ.เกาะคา จ.ลำปาง พร้อมทั้งเดินทางไปดูพื้นที่ก่อสร้างฝายบ้านนาแก้ว – นาแส่ง ระบบส่งน้ำของกรมชลประทาน และเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างโครงการแก้มลิงสบต๋ำ ต.นาแก้ว อ.เกาะคา จ.ลำปาง
 

รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19

ร้อยเอกธรรมนัสกล่าวว่า ตนมีความยินดีที่ได้เดินทางมามอบหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 ให้กับพี่น้องชาวลำปางในวันนี้ ซึ่งหนังสือดังกล่าวนอกจากจะให้สิทธิ์ในการมีที่ดินทำกินแล้ว ยังส่งเสริมและเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกร ตนรู้สึกดีใจที่ได้เดินทางมามอบให้กับทุกคนถึงที่ในวันนี้ ทำให้พี่น้องไม่ต้องเดินทางเข้าไปในเมืองให้เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งตนจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาส่งเสริมอาชีพและดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวเกาะคาและชาวลำปางทุกคน รวมถึงได้เริ่มต้นโครงการฝายชะลอน้ำ ช่วยอนุรักษ์น้ำสำหรับใช้และทำการเกษตร พัฒนาระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน และมอบเงินสินเชื่อให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพรระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้กลับมาลุกขึ้นยืนและก้าวไปข้างหน้าต่อได้อีกครั้ง ขอขอบคุณทุกคน หน่วยราชการทุกหน่วยที่มีส่วนทำให้เกิดกิจกรรมในวันนี้ขึ้นมาได้

                 รมช.กษ. มอบ ส.ป.ก. 4-01 พร้อมมอบสินเชื่อเยียวยาเกษตรกรลำปางได้รับผลกระทบโควิด-19
สำหรับเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดลำปาง มีพื้นที่ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินจำนวน 676,183ไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินการ 284,055 ไร่ ดำเนินการจัดที่ดินให้กับเกษตรกรแล้วจำนวน 39,247 ราย 56,540 แปลง เนื้อที่ 251,709 ไร่ โดย ส.ป.ก. จะเร่งดำเนินการจัดสรรที่ดินที่ยังมิได้รับการจัดสรรให้กับเกษตรกร และพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกรที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี และอาศัยในเขตปฏิรูปที่ดินได้อย่างมีความสุข