สวนทางปิยบุตร “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ลุยยกเลิก 112 ไม่มีประนีประนอม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495947

07 ธ.ค. 2564 |20:00 น.

สวนทางปิยบุตร “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ลุยยกเลิก 112 ไม่มีประนีประนอม

ม็อบไม่ฝ่อ เจ้าพ่อตาสว่าง “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” เดินหน้าเคลื่อนทัพคณะราษฎรยกเลิก 112 ลงสู่ท้องถนน ปักธง 12 ธ.ค.64 สวนทางปิยบุตรที่เสนอให้มีการเจรจาประนีประนอม คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ม็อบคนรุ่นใหม่หายไปไหน “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” เจ้าพ่อตาสว่าง ไม่สนคำถามในหมู่เพื่อนมิตร เดินหน้ากิจกรรมจ้วดจ้าดประกาศศึก 12 ธ.ค.2564

แม้ ปิยบุตร แสงกนกกุล เสนอการประนีประนอม แต่ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ยังเชื่อมั่นในพลังประชาชน เคลื่อนทัพคณะราษฎรยกเลิก 112 (ครย.112) ลงสู่ท้องถนน

“สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ผู้จุดกระแสตาสว่าง ยกเลิก ม.112 มากว่า 10 ปี ไม่ขานรับแนวทางเจรจากับชนชั้นนำ

วันที่ 7 ธ.ค.2564 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาคม สี่แยกคอกวัว กรุงเทพฯ คณะราษฎรยกเลิก 112 (ครย.112) นำโดย สมยศ พฤกษาเกษมสุข และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ตัวแทนกลุ่มทะลุฟ้า, กลุ่มเฟมินิสต์ปลดแอก

กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี, เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และกลุ่มศาลายาเพื่อประชาธิปไตย ร่วมแถลงข่าวคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

พร้อมประกาศเดินหน้ารวบรวมรายชื่อ เพื่อเสนอยกเลิกกฎหมายมาตรา 112, เรียกร้องปล่อยตัวนักโทษการเมือง และยกระดับการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบ ตลอดเดือนธันวาคมนี้

ก่อนหน้านั้น การเดินหน้ารวบรวมรายชื่อเสนอยกเลิก ม.112 มีคณะก้าวหน้าเข้าร่วมด้วย แต่วันนี้ มีแต่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และเครือข่ายนักกิจกรรมที่ชูธงปฏิรูปสถาบันฯ ที่เดินหน้าเคลื่อนไหวเสนอยกเลิก 112

‘จ้วดจ้าดประกาศศึก’

ที่มาของฉายาเจ้าพ่อตาสว่าง ของ “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” นั้นได้มาสมัยที่มีวิวาทะเรื่องแนวทางต่อสู้ระหว่างแกนนำ นปช. กับกลุ่มแดงอิสระ หรือปีกซ้ายของขบวนการเสื้อแดง โดยแกนนำปีกนี้ได้แก่ สุรชัย แซ่ด่าน และสมยศ พฤกษาเกษมสุข

ปี 2552 สุรชัย แซ่ด่าน, สุนัย จุลพงศธร และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เดินสายทำกิจกรรม ตาสว่างทั้งแผ่นดิน เปิดเวทีอภิปรายเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 โดยเรียกตัวเองว่า กลุ่ม 3 ส.ตาสว่าง

ก่อนหน้าจะเป็นเจ้าพ่อตาสว่าง สมยศเป็นเอ็นจีโอสายแรงงานปีกก้าวหน้า และได้อิทธิพลทางความคิดสังคมนิยมระดับหนึ่ง เมื่อปีที่แล้ว สมยศ ชวนคนไทยมาเป็นคอมมิวนิสต์กันเถอะ โดย กล่าวถึงคนหนุ่มสาวเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ซึ่งเคยมีความคิด ความเชื่อในอุดมการณ์คอมมิวนิสต์มาก่อน และก็พ่ายแพ้ไป

หลังรัฐไทยใช้กฎหมาย ม.112 ดำเนินการจับกุมคุมขังแกนนำเยาวชนคนรุ่นใหม่ สมยศ จึงกระโจนมาเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอกฎหมายยกเลิก ม.112 ร่วมกับเยาวชนรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงก่อเกิดองค์กรที่ชื่อ คณะราษฎรยกเลิก 112(ครย.112)

สัปดาห์ที่แล้ว สมยศโพสต์เฟซบุ๊ค เชิญชวนประชาชนผนึกกำลังสนับสนุนปัจจัยเพื่อการเคลื่อนไหวจ้วดจ้าดประกาศศึก โดยปักธงทำกิจกรรมในวันที่ 12 ธ.ค.2564 พร้อมยกระดับการต่อสู้ในทุกรูปแบบ

‘ประนีประนอม’

เจ้าพ่อตาสว่าง “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” เป็นนักปฏิบัติการ จึงเชี่ยวชาญยุทธวิธีบนท้องถนน ต่างจากปิยบุตร แสงกนกกุล ที่เป็นนักวิชาการซ้ายโรแมนติก

หลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ชัดว่าการปราศรัยของอานนท์ รุ้ง ไมค์ เป็นการล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสั่งห้ามกลุ่มองค์กรลักษณะเดียวกันเคลื่อนไหวอีกต่อไปในอนาคต

วันที่ 3 ธ.ค.2564 ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ได้แถลงความเห็นแย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีล้มล้างการปกครองฯ พร้อมมีข้อเสนอไปถึงทุกฝ่ายเพื่อการประนี ประนอม และหาทางออกร่วมกัน

“ผมคิดว่าจำเป็นต้องปรับวิธีการรณรงค์เรียกร้องเสียใหม่ ผมเข้าใจดีว่า ก่อนหน้านี้ข้อเรียกร้องหรือการชุมนุมมีท่าทีอีกแบบหนึ่ง แต่พอโดนอำนาจรัฐกดปราบ สถานการณ์และท่าทีก็เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ไม่ใช่การห้าม ไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพหรือถอย แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา การชุมนุมที่พุ่งสูงสุดเกิดขึ้นในสถานการณ์แบบหนึ่ง”

ข้างต้นนี้เป็นข้อเสนอถึงฝ่ายปฏิรูปสถาบันฯ เนื่องจากปิยบุตร มองว่า “..วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป กลไกรัฐบดขยี้เต็มที่ และข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง การเดินแบบเดิมต่อไปไม่ต่างกับการเดินหน้าเข้าหากำแพง”

ปิยบุตรจึงเสนอทางออกให้มีการพูดคุยกัน “…เราจำเป็นต้องพิจารณาว่า ทำอย่างไรให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมยอมที่จะฟัง ยอมที่จะถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล”

ขณะที่เจ้าพ่อตาสว่าง สมยศ พฤกษาเกษมสุข ยังยืนยันในการปักธงยกเลิก ม.112 ด้วยยุทธวิธีทุกรูปแบบ โดยไม่สนใจข้อวิจารณ์ที่ว่า การเดินแบบเดิม ไม่มีทางสำเร็จ

วัดใจป้อม “ชุมพล จุลใส” ลุ้นระทึก ศึกเลือกตั้งซ่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495940

07 ธ.ค. 2564 |19:00 น.

วัดใจป้อม "ชุมพล จุลใส" ลุ้นระทึก ศึกเลือกตั้งซ่อม

ลุ้นศาลชี้ขาด ส.ส. “ชุมพล จุลใส” เหนื่อยแน่ หากมีเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1 คู่ปรับเก่าค่ายพลังประชารัฐเตรียมพร้อมลงสนาม ส.ส.ลูกหมี คงรอวัดใจลุงป้อม จะส่งผู้กองธรรมนัสลุยชุมพรหรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ได้กลิ่นเลือกตั้งซ่อม “ชุมพล จุลใส” ส.ส.ชุมพร เผชิญวิบากชีวิต มีสิทธิ์ต้องหลุดจากตำแหน่ง จึงเดินหน้าพาคนใกล้ตัวออกช่วยเหลือชาวบ้านถี่ยิบ

เลือกตั้งชุมพรรอบนี้ ตัวแทน “ชุมพล จุลใส” อาจต้องพบคู่ปรับเก่าค่ายพลังประชารัฐ ที่ได้น้ำเลี้ยงจากผู้กองธรรมนัส ซึ่งจะเป็นศึกใหญ่ของ ส.ส.ลูกหมี

“ชุมพล จุลใส” จึงรอวัดใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะเคาะส่งผู้สมัคร ส.ส.ที่สนามชุมพรหรือไม่ หากไม่ส่งก็งานเบาหน่อย

วันที่ 8 ธ.ค.2564 ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดสมาชิกภาพของ ส.ส. 5 คน ซึ่งเคยเป็นอดีตแกนนำ กปปส. อันสืบเนื่องจากคำพิพากษาของศาลอาญาในคดีก่อการร้ายของแกนนำ กปปส. เมื่อกุมภาพันธ์ 2564 และ 2 ใน 5 คือ ถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา และชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร จึงมีการคาดการณ์กันว่า อาจจะทำให้มีการเลือกตั้งซ่อมที่สงขลา และชุมพร

เฉพาะสนามชุมพร มีความสนใจยิ่ง เพราะ ส.ส.ลูกหมี หรือชุมพล จุลใส นั้นยึดพื้นที่การเมืองทั้งระดับชาติ และท้องถิ่นไว้เบ็ดเสร็จ แถมเป็นคนสนิทสุเทพ เทือกสุบรรณ และยังได้รับความเอ็นดูจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

เดือนที่แล้ว ลุงป้อมยังยกทีมไปแจกของชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขต อ.สวี จ.ชุมพร โดยมี ส.ส.ลูกหมี มาต้อนรับอย่างอบอุ่น จนกลายข่าวพาดหัวลูกหมีจะทิ้ง ปชป.ไปซบพลังประชารัฐ

‘ลุงป้อมไปชุมพร’

ย้อนไปเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2564 “ชุมพล จุลใส” ให้การต้อนรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ที่มาดูสภาพน้ำท่วมและแจกของบรรเทาทุกข์แก่ชาว อ.สวี

ที่น่าสนใจ ในวันดังกล่าว ชวลิต อาจหาญ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ชุมพร คู่ปรับเก่าของ ส.ส.ลูกหมี ก็ได้ร่วมต้อนรับลุงป้อมด้วย

การเลือกตั้งปี 2562 เขตเลือกตั้งที่ 1 ชุมพร ประกอบด้วย อ.เมืองชุมพร (ยกเว้น ต.วังใหม่ ต.บ้านนา ต.หาดพันไกร ต.บางลึก ต.ถ้ำสิงห์) และ อ.สวี (ยกเว้น ต.เขาทะลุ และ ต.เขาค่าย)

ผลการเลือกตั้ง ชุมพล จุลใส ประชาธิปัตย์ ได้ 42,683 คะแนน ชนะชวลิต อาจหาญ พลังประชารัฐ ได้ 32,219 คะแนน

วันนี้ ทนายแดงหรือชวลิต อาจหาญ ได้เปิดตัวพร้อมลงสมัคร ส.ส. หากมีเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ชุมพร เขต 1 ครั้งที่แล้ว เสธ.แอ๊ด หรือพล.ต.กลชัย สุวรรณบูรณ์ ส.ว.เพื่อนรัก พล.อ.ประยุทธ์ ให้การสนับสนุนทนายแดง แต่ล่าสุด ทนายแดงได้เข้ามาอยู่ในค่าย ร.อ.ธรรมนัสแล้ว

ส่วนชุมพล จุลใส ยังไม่ได้ประกาศว่า ใครจะเป็นตัวแทนเขา ถ้ามีอุบัติเหตุทางการเมือง แต่คนชุมพรก็สังเกตเห็น ส.ส.ลูกหมี พาเลขาตาร์ท หรืออิสรพงษ์ มากอำไพ เลขานุการนายก อบจ.ชุมพร (นพพร อุสิทธิ์) ออกงานถี่ยิบ

อิสรพงษ์ มากอำไพ เป็นกำลังสำคัญของกลุ่มพลังชุมพรที่ทำให้ นพพร อุสิทธิ์ อดีตประธานสภา อบจ.ชุมพร 3 สมัย ได้เป็นนายก อบจ.ชุมพร ต่อจากลูกช้าง สุพล จุลใส พี่ใหญ่ของตระกูลจุลใส

ส.ส.ลูกหมี ประกบ พล.อ.ประวิตร วันที่ไปเยี่ยมชาวบ้าน อ.สวีส.ส.ลูกหมี ประกบ พล.อ.ประวิตร วันที่ไปเยี่ยมชาวบ้าน อ.สวี

หากมีเลือกตั้งซ่อมจริง ส.ส.ลูกหมี จะเจองานหนักหรืองานเบา ก็ขึ้นอยู่กับลุงป้อมจะเอายังไง จะส่งทนายแดงลุยหรือปล่อยให้เป็นเรื่องของลูกหมี โดยอ้างเรื่องมารยาททางการเมือง

‘พลังชุมพร’

ทุกวันนี้ “ชุมพล จุลใส” เคลื่อนไหวในนามกลุ่มพลังชุมพร ประกอบด้วยพี่ใหญ่ สุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร เขต 3 พรรครวมพลังประชาชาติไทย ,นพพร อุสิทธิ์ นายก อบจ.ชุมพร และตัวเขา

ดังที่ทราบกัน บ้านใหญ่ชุมพรหรือจุลใสแฟมิลี่ มีจุดกำเนิดจากบ้านเขาน้อย ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร โดยผู้ใหญ่เหม็ง บุญธรรม จุลใส อดีต ส.อบจ.ชุมพร 4 สมัย เป็นประมุขบ้านใหญ่นาสัก

ผู้ใหญ่เหม็ง ผลักดันลูกช้างและลูกหมี เล่นการเมืองท้องถิ่น โดยสุพล เป็นนายก อบต.นาสัก อ.สวี และชุมพลเป็น ส.อบจ.ชุมพร ก่อนจะได้เลือกตั้งเป็น ส.ส.ชุมพร พรรค ปชป. เมื่อการเลือกตั้ง 2550

ล่าสุด นายกเปี้ยวหรือสุจิตรา อุสิทธิ์ (ภรรยานพพร อุสิทธิ์) น้องสาวของสุพล จุลใส และพี่สาวของชุมพล จุลใส เพิ่งได้รับเลือกเป็นนายก อบต.นาสัก สมัยที่ 2

กลุ่มพลังชุมพร องค์กรการเมืองหลักของบ้านใหญ่จุลใส และเป็นกองหนุนที่สำคัญของ ส.ส.ลูกช้าง และ ส.ส.ลูกหมี ซึ่งพวกเขาต้องลุ้นระทึกกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 8 ธ.ค.2564

ประชาธิปไตย89 ปี ประเทศไทย มี “รัฐธรรมนูญ” 20 ฉบับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495906

07 ธ.ค. 2564 |15:00 น.

ประชาธิปไตย89 ปี ประเทศไทย มี "รัฐธรรมนูญ"  20 ฉบับ

เปลี่ยนแปลงการปกครอง 89 ปี ประเทศไทย มี “รัฐธรรมนูญ” 20 ฉบับ และยังสาละวนอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย

ประชาธิปไตย89 ปี ประเทศไทย มี "รัฐธรรมนูญ"  20 ฉบับ

นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแล้วทั้งสิ้น 20 ฉบับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ประกาศใช้เมื่อวันที่  6 เมษายน 2560
ที่ผ่านมามีรัฐธรรมนูญ  ซึ่งให้อำนาจฝ่ายบริหารโดยไม่มีการถ่วงดุล ทำให้ฝ่ายบริหารมีความเฉียบขาดในการจัดการเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเอง  ทางหนึ่ง แม้ทำให้การแก้ปัญหาทำได้อย่างฉับไว แต่ก็นำมาซึ่งการใช้อำนาจรัฐในทางที่ผิดโดยมีการสั่งลงโทษประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจตาม มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502ในยุค รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร มาตรา 21 ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2519 หลังพลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ ทำรัฐประหารหลังเหตุการณ 6 ตุลา 19 และ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ให้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเหนืออำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการละม้ายคล้ายกับอำนาจสมัย สฤษดิ์ – ถนอม 
 

รัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ มี 2ฉบับที่ กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติมาจากการเลือกตั้งคือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนโดยตรง ส่วนสภาสูงซึ่งเรียกว่าพฤฒิสภามาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดให้ทั้งสองสภามาจากการเลือกตั้งโดยตรง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บังคับใช้มา 4 ปี ก็มีการแก้ไข  แต่การแก้ไขที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภา ถูกมองว่าเป็นการสมประโยชน์กันของฝ่ายการเมือง เพราะริเริ่มโดยพรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาล เปลี่ยนจากการเลือกตั้ง แบบจัดสรรปันส่วนผสม
ที่ทำให้ ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคหลุดหายไป  
การคำนวณส.ส.พึงมี  เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทยที่ขานรับด้วยตั้งเป้าชนะแบบแลนด์สไลด์ ในรูปแบบการเลือกตั้งที่พวกเขาถนัด 
 

ความพยายามในการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ริเริ่มโดยภาคประชาชน 2 ครั้ง

ประชาธิปไตย89 ปี ประเทศไทย มี "รัฐธรรมนูญ"  20 ฉบับ

ครั้งแรกกลุ่มไอลอว์ หรือโครงการอินเตอร์เน็ตกฎหมายเพื่อประชาชน โดยการเข้าชื่อของประชาชนกว่าแสนรายชื่อ เสนอรื้อระบอบอำนาจของ คสช. สร้างหนทางกลับสู่ประชาธิปไตยและเปิดทางให้เกิดการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากการมีส่วนร่วมของประชาชน  ครั้งที่2 เกิดจากประชาชนแสนห้าหมื่นรายชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญในนามรีโซลูชั่น เพื่อให้ ยกเลิก ส.ว.  /โละศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ /ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ คสช.และเสนอกลไกต่อต้านการรัฐประหารเป็นต้น แน่นอนว่าทั้งสองร่างของภาคประชาชนถูกปฏิเสธโดยรัฐสภา
ส่วนการแก้ไขโดยฝ่ายนิติบัญญัติครั้งแรก ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพยายามแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสสร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ จบลวที่การตีความของศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถทำได้  ความพยายามครั้งที่สองของฝ่ายนิติบัญญัติจบลงที่ การแก้ระบบการเลือกตั้ง เป็นแบบบัตรสองใบ โดยไม่แตะโครงสร้างอื่น ทั้งอำนาจสว.ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ  และไม่ได้คืนอำนาจให้ประชาชน 

ผ่าโครงสร้าง “พ.ร.บ.คณะสงฆ์” กับข้อครหา มส. ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจริงหรือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495834

07 ธ.ค. 2564 |09:00 น.

ผ่าโครงสร้าง "พ.ร.บ.คณะสงฆ์" กับข้อครหา มส. ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจริงหรือ

ผ่าโครงสร้าง “พ.ร.บ.คณะสงฆ์” กับข้อครหา “กรรมการมหาเถรสมาคม” การใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม จนนำไปสู่เรื่องร้อนในวงการสงฆ์

การแก้ไขโครงสร้างอำนาจปกครองคณะสงฆ์ และระบบสมณศักดิ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เชื่อมโยงไปถึงการตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ พ.ศ. 2484 ตามข้อเรียกร้องของยุวสงฆ์คณะปฏิสังขรณ์ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมือง หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ในปี 2475 จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนรายละเอียดในบางช่วงบางตอนมาหลายครั้ง โดยผ่านภาคการเมือง แต่ยังคงอำนาจการบริหาร ผ่านพระสมณศักดิ์ชั้นผู้ใหญ่ ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในนาม “มหาเถรสมาคม” มาโดยตลอด จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทหน้าที่ และความเคลือบแคลงต่อคำสั่งที่ประกาศออกมา

เช่นล่าสุด ผลการประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม หรือ มส. ซึ่งมีมติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564ให้พระสังฆาธิการ 3 รูป ออกจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ได้แก่ 

  1. พระราชปริยัติสุนทร วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา (อมรภิรักษ์ ปสันโน) ถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา 
  2. พระธรรมรัตนาภรณ์ (สมศักดิ์ โชตินธโร) วัดเขียนเขต จ.ปทุมธานี ถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี 
  3. พระเทพสารเมธี (บัวศรี ชุตินธโร) วัดประชานิยม จ.กาฬสินธุ์ ถอดถอนจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ 
ผ่าโครงสร้าง "พ.ร.บ.คณะสงฆ์" กับข้อครหา มส. ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจริงหรือ

นำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนโดยเฉพาะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ถึงขั้นรวมตัวกันลงชื่อคัดค้านคำสั่ง มส. และความร้อนแรงของความไม่พอใจได้ปะทุขึ้นอีก หลังมีคำสั่งแต่งตั้งพระครูสุทธิญาณโสภณ(เล็ก สุทธิญาโณ) เจ้าคณะอำเภอสังคม จ.หนองคาย หรือ “พระเล็ก” ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์(ธ) แทนเจ้าคุณบัวศรี ซึ่ง “พระเล็ก” ได้รับตราตั้งไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2564 แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้

ปัญหาการแต่งตั้งถอดถอนคณะสงฆ์จึงถูกตั้งคำถามและตั้งข้อสังเกต ถึงการใช้อำนาจของมหาเถรสมาคมเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และยังมีคำถามถึงบทบาทความรับผิดชอบของกรรมการมหาเถรสมาคม ที่ต้องปกครองดูแลพระสงฆ์ทั้งประเทศ ทั้งทางด้าน นิติบัญญัติ บริหาร และการลงนิคหกรรม รวมทั้งจับตารอดูการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมชุดใหม่ขึ้นมาแทนชุดเดิม โดยตั้งข้อสังเกตว่า มส.ชุดเดิมส่วนใหญ่เป็นพระในสังกัดวัดในส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) และวัยวุฒิของแต่ละรูป ก็มากโขแล้ว

ย้อนไปในอดีต แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาผ่านการปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของยุคสมัย เช่น ความพยายามในการยกร่างแก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ ในสมัยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2549 ด้วยการกําหนดให้มี “กรรมการมหาคณิสสร” ซึ่งประกอบด้วยพระภิกษุรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น เป็นคณะทํางานอีกชุดหนึ่ง
เพื่อบริหารงานแทนมหาเถรสมาคม และปรับบทบาทอํานาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมให้ดูแลเฉพาะในส่วนนโยบายและการให้ความเห็นชอบแก่ “มหาคณิสสร” เท่านั้น 

แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ประสบความสําเร็จ เนื่องจากเกิดความขัดแย้ง จากการคัดค้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าขัดพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องยอมถอนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป 

ผ่าโครงสร้าง "พ.ร.บ.คณะสงฆ์" กับข้อครหา มส. ใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมจริงหรือ

แต่ปัจจุบัน ยังมีการใช้ “สมัชชามหาคณิสสร” ซึ่งก็คือ คณะกรรมการบริหารงานคณะสงฆ์ในฝ่ายมหานิกาย ซึ่งจากการสอบถามผู้รู้ ได้ขยายความว่า คณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายตั้งแต่ระดับเจ้าคณะหนใหญ่ เจ้าคณะภาค ได้มีมติร่วมกันตั้ง “สมัชชามหาคณิสสร” ขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2516 โดยสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 ทรงเห็นชอบในวันที่ 26 มีนาคม 2516 และถือเป็นวันก่อตั้งสมัชชามหาคณิสสร ปัจจุบันมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดทางสมณศักดิ์ เป็นประธานสมัชชามหาคณิสสร และมีพระพรหมโมลี เป็นเลขาธิการ โดยบทบาทปัจจุบันของสมัชชามหาคณิสสรหลัก ๆ คือ การจัดอบรมพระอุปัชฌาย์ ของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายนั่นเอง

มนต์เสื่อม “ชลน่าน ศรีแก้ว” ฟื้นกระแสทักษิณ ทวงแชมป์ภาคกลาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495795

06 ธ.ค. 2564 |18:00 น.

มนต์เสื่อม "ชลน่าน ศรีแก้ว" ฟื้นกระแสทักษิณ ทวงแชมป์ภาคกลาง

ทวงแชมป์ภาคกลาง “ชลน่าน ศรีแก้ว” พา ส.ส.รุ่นใหม่ลุยท้องนาอยุธยา ปั้นนโยบายเกษตรชุดใหม่ ปลุกกระแสทักษิณ หวังโดนใจชาวนาเหมือนจำนำข้าว คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เพื่อไทยลุยภาคกลาง “ชลน่าน ศรีแก้ว” ลงพื้นที่ซับน้ำตาชาวนาอยุธยา ปั้นนโยบายเกษตรชุดใหม่ หวังกระชากเรตติ้งเหมือนจำนำข้าว

เลือกตั้งครั้งที่แล้ว “ชลน่าน ศรีแก้ว” คงรู้ว่าเพื่อไทยเสียแชมป์ ส.ส.ภาคกลาง เนื่องจากกลุ่มบ้านใหญ่ย้ายไปสังกัดพรรคอื่น แถมประชานิยมทักษิณไม่ขลังเหมือนในอดีต

โจทย์ใหญ่ของ “ชลน่าน ศรีแก้ว” หากหวังเพื่อไทยแลนด์สไลด์ ก็ต้องเอาชนะที่สนามภาคกลาง เพราะมีจำนวน ส.ส.สูสีกับภาคอีสาน

วันที่ 6 ธ.ค.2564 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยกคณะ ส.ส.รุ่นใหม่พร้อมด้วยผู้แทนเจ้าถิ่นอย่าง นพ ชีวานันท์ และจิรทัศ ไกรเดชา ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ลงพื้นที่ ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรับฟังปัญหาความทุกข์ยากของพี่น้องชาวนาในพื้นที่

อย่างที่รู้กัน นับแต่ปี 2544 ยุคพรรคไทยรักไทย จนมาถึงปี 2554 พรรคเพื่อไทย สมรภูมิเลือกตั้งภาคกลาง พรรคการเมืองของทักษิณเป็นแชมป์มาตลอด เนื่องจากเกษตรกรในภาคกลางรวมถึงภาคตะวันตกและตะวันออก ต่างนิยมชมชอบอดีตนายกฯทักษิณ

หลังรัฐประหาร 2557 รัฐบาล คสช. ได้อัดฉีดประชานิยมสูตรใหม่ และขยายผลความล้มเหลวของนโยบายจำนำข้าว ฐานเสียงเกษตรกรของเพื่อไทยก็สั่นคลอน บวกกับกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ ได้ทิ้งทักษิณไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ,พรรคภูมิใจไทยและพรรคชาติไทยพัฒนา จึงส่งผลให้เพื่อไทยเสียแชมป์ภาคกลางให้พลังประชารัฐ

โดยเฉพาะฐาน ส.ส.แถวที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ป่าสัก ท่าจีน และแม่กลอง พลังประชารัฐได้เข้ามาแย่งชิงจากเพื่อไทยไปเกือบหมด

‘ฟื้นภาคกลาง’

ขุนพลภาคกลางเพื่อไทยไม่ได้เข้าสภาฯ “ชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ จึงต้องลงพื้นที่เอง พร้อมดึง ส.ส.หนุ่มสาวเข้าไปพบกับชาวนากรุงเก่า

พลิกแฟ้มเลือกตั้งภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก(ไม่รวม กทม.) ปี 2554 มีเก้าอี้ ส.ส.จำนวน 127 ที่นั่ง และเพื่อไทย ได้เก้าอี้ ส.ส.เขตมากที่สุด 55 ที่นั่ง ขณะที่ปี 2562 พรรคพลังประชารัฐ ได้ 38 ที่นั่ง จาก 121 ที่นั่ง ส่วนเพื่อไทย ได้ ส.ส.เพียง 18 ที่นั่ง

วิทยา บุรณศิริ อดีต ส.ส.อยุธยาหลายสมัย ก็สอบตก จึงทำให้สมรภูมินี้ขาดแม่ทัพในสภาฯ จึงเป็นภารกิจใหญ่ของชลน่าน ในวันข้างหน้า

ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า ตระกูลสะสมทรัพย์ นครปฐม,ไกรวัตนุสสรณ์ สมุทรสาคร, เทียนทอง สระแก้ว และอดีต ส.ส.หลายคน ได้ทิ้งเพื่อไทยไปสังกัดพรรคอื่น ย่อมส่งผลให้จำนวน ส.ส.ลดหายไปโดยปริยาย

เหตุที่อดีต ส.ส.หลายสมัย กล้าสวมเสื้อพรรคอื่นลงสนาม เพราะประเมินแล้วสนามภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันตก กระแสนิยมทักษิณเบาบาง ต่างจากภาคอีสานและภาคเหนือ

‘บ้านใหญ่หนี’

การเลือกลงพื้นที่พบชาวนาใน อ.เสนา ของ “ชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นฐานเสียงเพื่อไทย 1 ใน 2 เขตที่เหลืออยู่ในอยุธยา

เลือกตั้ง ส.ส.อยุธยาครั้งที่แล้ว มี ส.ส. 4 คน พรรคเพื่อไทยได้ 2 คน และพรรคภูมิใจไทย ได้ 2 คน ซึ่งคนกรุงเก่ารู้สึกแปลกใจที่ สมทรง พันธุ์เจริญวรกุล นายก อบจ.อยุธยา พาลูกชายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล ไปสังกัดภูมิใจไทย

ว่ากันว่า ซ้อสมทรงสนิทสนมกับ เกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร อดีต ส.ส.อยุธยา พรรคชาติไทยพัฒนา จึงพาไปอยู่ค่ายเนวิน เพราะมีปัญหาทางใจกับวิทยา บุรณศิริ อดีต ส.ส.อยุธยา

เลือกตั้งหนหน้า อยุธยา มี ส.ส.เพิ่มเป็น 5 คน ยังไม่รู้ว่า เจ๊สมทรง จะพาลูกชายกลับเพื่อไทยหรือเปล่า หรือคนแดนไกลยังจะให้วิทยา เป็นแม่ทัพอีกหรือไม่ ช่วงนี้ยังไม่มีความชัดเจน

จนถึงวันนี้ พรรคเพื่อไทยยุค ชลน่าน ศรีแก้ว ก็ยังไม่ได้จัดวางตัวแม่ทัพภาคกลาง หรือค่ายคนแดนไกลจะรอ ส.ส.บ้านใหญ่บางกลุ่ม จากพลังประชารัฐไหลกลับเพื่อไทย หลังความขัดแย้งในพลังประชารัฐ นับวันยิ่งร้าวลึก ยากจะกลับมาสามัคคีกันได้

การจับตามองของสหรัฐต่อบทบาทอาเซียนกำลังเป็นไปแบบงงๆ…โดยรามจักร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495735

รามจักร

06 ธ.ค. 2564 |12:00 น.

การจับตามองของสหรัฐต่อบทบาทอาเซียนกำลังเป็นไปแบบงงๆ...โดยรามจักร

เมื่อสองสามเดือนก่อน สหรัฐเชิญผู้นำทหารอาเซียน ไปประชุมหารือกันที่สหรัฐ แล้วแถลงร่วมกันถึงความเป็นพันธมิตรแต่คล้อยหลัง รัสเซียกลับทำการซ้อมรบทางนาวี ร่วมกับประเทศอาเซียนครบทีม ยิ่งทำให้สหรัฐเกิดความงุนงงในอาเซียน ติดตามได้ที่เจาะประเด็นร้อน โดย รามจักร

เมื่อ 2-3 เดือนก่อน สหรัฐเชิญผู้นำทหารอาเซียน ไปประชุมหารือกันที่สหรัฐ แล้วแถลงร่วมกันถึงความเป็นพันธมิตร สร้างความยินดีปรีดาให้แก่สหรัฐเป็นอันมาก

เพราะเท่ากับ ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก ที่จะปิดล้อมจีน หรือทำสงครามกับจีน รัสเซียอิหร่านและเกาหลีเหนือ ประสบความสำเร็จแล้ว

ปรากฏว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัสเซียได้ทำการซ้อมรบทางนาวี ร่วมกับประเทศอาเซียนครบทีม บริเวณพื้นที่ใกล้ช่องแคบมะละกา ซุนดาและแลมบอก 

ทำให้สหรัฐงงเต๊กว่าอาเซี่ยนจะเป็นพันธมิตรกับฝ่ายไหนแน่ จนต้องเช็คกันจ้าละหวั่น

พวกอาเซี่ยนคงตอบเหมือนๆกันว่าก็เป็นพันธมิตรกับทุกฝ่าย 
จะเป็นพันธมิตรแข่งเรือ หรือเล่นกอล์ฟ หรือแข่งยิงปืน หรือร้องเพลงได้หมด  


แต่จะให้เป็นพันธมิตรไปทำสงครามกันรัสเซียจีนอิหร่านเกาหลีเหนือนั้น ยังไม่ว่างนะจ๊ะ


ถ้าทางรัสเซียจะดีใจว่ามีการซัอมรบร่วมก็น่าจะถามอาเซี่ยนดูนะว่า รบจริงเอาไหม 



ก็อาจได้คำตอบว่าเป็นพันธมิตรในการซ้อมรบ แต่รบจริงก็ยังไม่ว่างเหมือนกัน


ที่แน่ๆอาเซี่ยนเป็นพันธมิตรกันจริงๆจังๆก็คือพันธมิตรในการฝึกวิชา siamess talk 


แต่ก็ต้องจับตาดูว่า พื้นที่ในการซ้อมรบของรัสเซียครั้งนี้นั้น เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะถ้าจะมีการเชื่อมต่อกองทัพที่ 5ในมหาสมุทรอินเดีย กับกองทัพที่ 7 ในภาคพื้นแปซิฟิกของสหรัฐ และเชื่อมต่อระหว่างออสเตรเลียนิวซีแลนด์กับกองทัพที่ 7 ก็ต้องผ่านตรงนี้เท่านั้น 


แต่รัสเซียได้เคลื่อนย้าย กองเรือดำน้ำ ของกองเรือแปซิฟิกส่วนหนึ่ง มาซุ่มอยู่แถบนี้ ปีกว่ามาแล้ว และถ้าเชื่อมต่อกองเรือที่ 7 กับกองเรือที่ 5 และ เชื่อมกับออสเตรเลียนิวซีแลนด์ไม่ได้ กำลังรบของสหรัฐในแปซิฟิก ก็ไม่มีน้ำยาต่อกรกับจีนได้เลย

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช “ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495723

06 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

ทิศทางพัฒนา สายตาหมอพลเดช  “ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน”

การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ส่งผลและกดดันต่อการใช้ทรัพยากร ทำให้เสื่อมโทรมและก่อมลภาวะมากขึ้น หันมาดูแนวทางปฏิรูปทรัพยาธรรมชาติอย่างไรบ้าง ติดตามได้จากเจาะประเด็นร้อนโดยนพ.พลเดช ปิ่นประทีป

การขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาทำให้รายได้ต่อหัวของประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นกว่า 10 เท่า ในขณะเดียวกันจำนวนประชากรที่ขึ้นเป็น 67 ล้านคน ได้ส่งผลและกดดันต่อการใช้ทรัพยากร ทำให้เสื่อมโทรมและก่อมลภาวะมากขึ้น


มีการลดลงของพื้นที่ป่าและสัตว์ป่าสงวนอย่างต่อเนื่อง ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในแต่ละปี ก่อความเสียหายอย่างมากทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน การลดลงของป่าชายเลน ความเสื่อมโทรมของคุณภาพน้ำ ปะการัง น้ำทะเล และการกัดเซาะชายฝั่ง ต่างส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและรายได้ประชาชน โดยเฉพาะคนยากจนและผู้ด้อยโอกาส

แผนปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมายผลสัมฤทธิ์เอาไว้ 4 อย่าง คือ

1) สิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลรักษาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและระบบนิเวศ  

2) มีระบบบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ บนฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม 

3) ทรัพยากรธรรมชาติได้รับการรักษาและฟื้นฟูให้มีความสมบูรณ์และยั่งยืน  

4) เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ลดความขัดแย้งของการพัฒนาที่ใช้ฐานทรัพยากรธรรมชาติ บรรเทาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และลดภัยพิบัติทางธรรมชาติ


ทั้งนี้ได้ตั้งค่าเป้าหมายและตัวชี้วัดแบบรวบยอดไว้ 2 ประการ ซึ่งคนทั่วไปอาจเข้าใจยากสักหน่อย ได้แก่ ในปี 2565 ประเทศไทยอยู่ในอันดับ top 50 ของโลกในด้านความยั่งยืนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม (SDGs)  และ top 114 ในด้านความหลากหลายทางพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์และถิ่นที่อยู่ (BHI)

สำหรับประเด็น big rock และเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบสูง รวมทั้งตัวชี้วัดเป้าหมายที่ประชาชนสนใจ มีดังนี้

1.เพิ่มและพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ตามเป้าหมาย
– พื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ 40%  โดยเป็นป่าอนุรักษ์ 25% และป่าเศรษฐกิจ-ป่าชุมชน 15%


– ฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินป่าไม้ทั่วประเทศที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ (ทุกป่า ทุกจังหวัด-อำเภอ) 


– จำนวนโครงการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ฯที่ได้รับอนุมัติอนุญาตในรอบปี และจำนวนประชาชนผู้รับประโยชน์(คน ครัวเรือน ชุมชน)
2.การบริหารเขตทางทะเลและชายฝั่งรายจังหวัด


– ร่าง พรบ.การกำหนดและปรับปรุงเขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล พ.ศ….(23 จังหวัด)


3.การบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างเศรษฐกิจชุมชนนอกเขตชลประทาน
– จำนวนโครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน งบประมาณ และ พื้นที่ดำเนินการ


4.ปฏิรูประบบบริหารจัดการเขตควบคุมมลพิษ   – กรณีมาบตาพุดเป็นต้นแบบที่มีผลสัมฤทธิ์


5.ข้อเสนอปรับปรุงกฎหมายและอื่นๆ


– ระบบฐานข้อมูล และระบบBig Data ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประชาชนสามารถเข้าถึง


– ตัวอย่างรูปธรรมมาตรการประเมินผลกระทบทางยุทธศาสตร์( SEA) ที่ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้


……………………………………………….

Key Message


 “ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประชาชน”
– ปี 2580 พื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศ 40%  (ป่าอนุรักษ์ 25% และป่าเศรษฐกิจ-ป่าชุมชน 15%)


– ฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินป่าไม้ทั่วประเทศ (ทุกป่า ทุกจังหวัด-อำเภอ) 


– โครงการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ฯเพื่อประชาชนที่ได้รับอนุมัติอนุญาตในรอบปี 


– พรบ.การกำหนดและปรับปรุงเขตการปกครองของจังหวัดทางทะเล (23 จังหวัด) 


– โครงการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยชุมชนทั่วประเทศ งบประมาณ และ พื้นที่ดำเนินการ


– ระบบบริหารจัดการเขตควบคุมมลพิษ กรณีมาบตาพุดเป็นต้นแบบ


– ระบบฐานข้อมูล และระบบBig Data ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 


– กรณีตัวอย่างการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์

“เบอร์เดียว” เพื่อไทย แลนด์สไลด์หรือฝันกลางวัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495722

06 ธ.ค. 2564 |11:00 น.

“เบอร์เดียว” เพื่อไทย  แลนด์สไลด์หรือฝันกลางวัน

เลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้า นอกจากใช้บัตร 2 ใบ ยังมีการชงประเด็นใช้ “เบอร์เดียว” ทั่วประเทศสำหรับผู้สมัครพรรคเดียวกันด้วยโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ออกอาการมากกว่าพรรคอื่น โดยมองว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ชนะแบบแลนด์สไลด์ตามที่พรรคฯตั้งเป้าไว้… ทำไมเป็นเช่นนั้น

เลือกตั้ง ส.ส.ทั่วประเทศครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยชูธง ชนะแลนด์สไลด์  ตามที่มีการเปิดแคมเปญ “ครอบครัวเพื่อไทย แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน”  ออกมาสร้างกระแส 

เพราะว่าถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ชนะพรรคพลังประชารัฐที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันชนิดถล่มทลาย เสร็จ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา แน่ๆ เนื่องจากมีสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)จำนวน 250 คนที่มาจาก คสช. อยู่ในมือ ( ส.ว.ชุดนี้มีอายุ 5 ปี ครบกำหนดหลังอายุรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรที่มีเพียง 4 ปี ) ที่พร้อมโหวตให้ พล.อ. ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย     

แน่นอนว่าในการที่พรรคเพื่อไทย จะไปสู่เป้าหมาย แลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน ต้องมีปัจจัยหลายอย่างเอื้ออำนวย อย่างเช่น การเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้า กลับมาใช้บัตรเลือกตั้งแบบสองใบที่ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้เปรียบพรรคการเมืองอื่นและการเลือกตั้งครั้งหน้า อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร  ก็ทุ่มเต็มที่ เห็นได้จากการส่งลูกสาวคนเล็ก อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร  ชินวัตร  เข้ามาคุมพรรคเพื่อไทยโดยตรง ในตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม  
 

แต่ปัจจัยที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้เลย ก็คือ การที่พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันให้ใช้ ”เบอร์เดียว” ในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งหน้า

“เบอร์เดียว“ หมายถึงในการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งประเภทบัญชีรายชื่อ(ปาร์ตี้ลิสต์)และส.ส.เขต ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งพรรค(ซึ่งในทางปฏิบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งในลำดับที่1บัญชีรายชื่อหรือหัวหน้าพรรคจับสลากหมายเลขผู้สมัครฯกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้หมายเลขใด ผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ใช้หมายเลขนั้นกันทั้งพรรค )

ชูศักดิ์ ศิรินิล  กรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมือง พรรคเพื่อไทย บอกว่า กฎหมายลูก คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ที่พรรคเพื่อไทยจะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เบอร์ที่ใช้ในการเลือกตั้งให้ใช้ “เบอร์เดียว” ทั้งประเทศ โดยใช้เบอร์จากการสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวตั้ง 

เช่นเดียวกับนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  บอกถึงแนวทาง”บัตรเบอร์เดียว”ว่า..ในส่วนพรรคเพื่อไทย เราเสนอร่างกฎหมายนี้อยู่แล้ว และก็สอดคล้องกับ กกต.ด้วย เพราะ กกต.เสนอว่าให้มีบัตรเลือกตั้งที่เป็นเลข “เบอร์เดียว” ทั้งในส่วนของพรรคและผู้สมัคร ส.ส. เพื่อความสะดวกของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นหลัก และสะดวกแก่พรรคการเมืองในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ป้องกันความสับสนและป้องกันบัตรเสีย เพราะถ้าบัตรแยกกันจะเกิดความสูญเสียเยอะมาก ก็กำลังรณรงค์เรื่องนี้กันอยู่ 

ทำไม พรรคเพื่อไทย ต้องการให้ใช้ “เบอร์เดียว” ในการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้า นักหนา

หากเรามองย้อนไปถึงผลการเลือกตั้ง ส.ส.ในอดีต  ก็จะได้คำตอบ

“เบอร์เดียว” เพื่อไทย  แลนด์สไลด์หรือฝันกลางวัน

                         ที่มาภาพ THAKSIN official

-การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2544  ที่มีขึ้นในวันที่ 6 มกราคม ซึ่งนับว่าเป็นการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกในระบบใหม่ ตามรัฐธรรมนูญปี 2540  ที่แบ่ง ส.ส.ออกเป็น 2 ประเภท คือ ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอีก 400 คน รวม 500 คนและใช้หมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.“เบอร์เดียว” สำหรับพรรคการเมืองเดียวกัน 

ผลการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทย ที่จับสลากได้หมายเลข 7 ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายได้ถึง 248 ที่นั่ง แบ่งเป็น ส.ส.เขต จำนวน 200 ที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 48 ที่นั่ง  คิดเป็น 49.6 % ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ขาดเพียง 3 ที่นั่ง พรรคไทยรักไทย พรรคเดียวก็จะได้ที่นั่ง ส.ส. เกินครึ่งของจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร

และชนะขาดพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนนำพรรครัฐบาลอยู่เดิมก่อนการเลือกตั้งที่ได้รับเลือกตั้งเพียง 128 ที่นั่งเท่านั้นโดยได้ ส.ส. เขต 97 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 31 คน 

นอกจากนั้นเมื่อเทียบผลการเลือกตั้งก่อนหน้านั้น 3 ครั้ง พบว่าพรรคการเมืองที่ได้คะแนนเสียงอันดับ1 ได้จำนวน ส.ส.เพียง 22-32% ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดและใกล้เคียงกับพรรคได้คะแนนเลือกตั้งอันดับ 2 มาก 

แต่การเลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทยทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์เกือบเท่าตัว คือ 248 ต่อ 128 ที่นั่ง

ปัจจัยที่ทำให้ผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้  ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ คือ การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว เขตที่เล็กลง ทำให้ผู้สมัคร ส.ส.หาเสียงแบบเข้าถึงประชาชนได้ทั่วถึงมากขึ้น ทุกพรรคการเมืองใช้เพียง “เบอร์เดียว” ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งทั้งประเทศ ทำให้ง่ายต่อการจดจำของประชาชนผู้มาเลือกตั้ง

ยิ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่ ก็จะหาเสียงโดยชูตัวหน้าพรรคหรือผู้สมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ ลำดับที่ 1 ของพรรคการเมืองนั้นเนื่องจากเป็นคนที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป จนมีการพูดกันว่า ส่งเสาไฟฟ้า(ผู้สมัครโนเนม) ลงสมัคร ส.ส.เขต ก็ยังได้รับเลือกตั้งเลย  

หลังการเลือกตั้งปี 2544 พรรคไทยรักไทย เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดย ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรค ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี   

-การเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2548  

“เบอร์เดียว” เพื่อไทย  แลนด์สไลด์หรือฝันกลางวัน

                            ที่มาภาพเฟซบุ๊ก Ing Shinawatra

ต่อมาในเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วไป ที่มีขึ้นเมื่อวันที่  6  ก.พ. ปี 2548 ซึ่งใช้ “เบอร์เดียว” ในการเลือกตั้งเช่นกัน พรรคไทยรักไทยได้หมายเลข 9 และได้ชัยชนะชนิดแลนด์สไลด์อย่างที่พรรคการเมืองใดไม่เคยได้รับมาก่อน โดยพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 377 ที่นั่ง จากจำนวนทั้งหมด 500 ที่นั่ง ทักษิณ ชินวัตร  ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่สอง และรัฐบาลไทยรักไทยในสมัยที่ 2  เป็นรัฐบาลชุดแรกในประวัติศาสตร์ ที่มาจากพรรคการเมืองเดียวซึ่งได้รับเลือกตั้งเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

-การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 

“เบอร์เดียว” เพื่อไทย  แลนด์สไลด์หรือฝันกลางวัน

การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 มีขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฯ 2550แก้ไขเพิ่มเติมปี 2554  ซึ่งกำหนดให้มี ส.ส.ทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 375 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน โดยจัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 และใช้ “เบอร์เดียว” เช่นกัน

ผลเลือกตั้งออกมาพรรคเพื่อไทย ที่ได้หมายเลข 1 ได้ที่นั่ง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งคือ ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อและ ส.ส.เขต รวมกัน 265 ที่นั่ง นับเป็นครั้งที่สองที่มีพรรคการเมืองได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1ของพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย 

จะเห็นได้ว่า การเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้ง ในปี 2544  ปี 2548  และปี 2554   พรรคไทยรักไทยและต่อมากลายเป็นพรรคเพื่อไทยในภายหลัง ได้รับชัยชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้นจากการเลือกตั้งที่ใช้ “เบอร์เดียว” ในการหาเสียง 

สำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งหน้า จะใช้ “เบอร์เดียว” ทั้งประเทศ อีกหรือไม่ก็อยู่ที่กฎหมายลูกเลือกตั้ง ส.ส.ที่จะออกมา 

ซึ่งขณะนี้ทั้งคณะรัฐมนตรีฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างเตรียมร่างกฎหมายลูกทั้ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง  ที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภา 

อาทิ- ร่างกฎหมายลูกที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี (มีผู้ร่างคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง)ซึ่งจะเป็น ร่างหลัก ในการพิจารณาของรัฐสภาโดยร่าง กกต.กำหนดให้ใช้ “เบอร์เดียว”สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเดียวกัน 

-ร่างกฎหมายลูกของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ตั้งคณะกรรมการร่วมกันโดยมี “วิเชียร ชวลิต” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน 

-ร่างกฎหมายลูกของพรรคเพื่อไทย ( ใช้ “เบอร์เดียว” สำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคเดียวกัน)

-ร่างกฎหมายลูกของพรรคก้าวไกล

ในขณะที่การประชุมวิปรัฐบาลล่าสุด ยังมีประเด็นที่เห็นไม่ตรงกันและต้องถกในรายละเอียดอีกครั้ง ในประเด็นว่าด้วยการกำหนดหมายเลขผู้สมัคร ส.ส. โดยพรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนาต้องการให้แยกหมายเลข ระหว่าง ส.ส.เขต และแบบบัญชีรายชื่อ ขณะที่พรรคการเมืองอื่น(ซึ่งรวมถึงพรรคพลังประชารัฐและพรรคประชาธิปัตย์)เห็นด้วยให้ใช้“เบอร์เดียวกัน”ทั้งผู้สมัครแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ 


อย่างไรก็ดีในเรื่องผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้ ”เบอร์เดียวกัน” มีความเห็นต่างกันแน่ 

“เบอร์เดียว” เพื่อไทย  แลนด์สไลด์หรือฝันกลางวัน
โดยพรรคการเมืองใหญ่คงเห็นด้วยที่จะให้ใช้ผู้สมัคร ”เบอร์เดียว” เนื่องจากได้เปรียบจากการนำหัวหน้าพรรคหรือผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคที่เป็นผู้มีชื่อเสียงมาใช้ในการหาเสียงได้ง่าย อีกทั้งหมายเลขเดียวกันจดจำง่าย กาบัตรลงคะแนนก็ง่ายและหากจับสลากได้เลขสวย ก็ยิ่งช่วยได้อีก

ในขณะที่พรรคการเมืองเล็กและพรรคขนาดกลางไม่ชอบ “เบอร์เดียว” เท่าไหร่ เนื่องจากมีคนที่เป็นจุดขายหรือผู้มีชื่อเสียงมาลงในนามพรรคน้อยกว่าพรรคการเมืองใหญ่ ดังนั้นในประเด็น ”เบอร์เดียว” คงต้องไปสู้กันในชั้นกรรมาธิการและแปรญัตติต่อไป 

สำหรับไทม์ไลน์ของกฎหมายลูกน่าจะประกาศใช้ได้อย่างช้าสุดประมาณกรกฎาคมปีหน้า(ปี65 )เพราะว่าเมื่อร่างกฎหมายลูกผ่านรัฐสภาวาระ 3 แล้ว ซึ่งคาดว่าประมาณเมษายนปีหน้าไม่ใช่ว่าเสร็จแล้ว ยังมีขั้นตอน นำร่างไปถามความเห็นองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องคือ กกต.อีก และถ้า กกต.ไม่เห็นด้วยตรงจุดไหน ก็ต้องส่งร่างกลับมายังรัฐสภาพิจารณาอีก  เมื่อแก้ไขเสร็จแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนนำร่างขึ้นทูลเกล้า ฯ


จับตากันต่อไปกับร่างกฎหมายลูกว่าออกมาแบบใด..จะ “เบอร์เดียว” สมหวัง พรรคเพื่อไทย ที่วาดฝันแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดินเหมือนในอดีตที่เคยทำสำเร็จมาแล้วหรือไม่

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495694

อักษร 8 ทิศ

06 ธ.ค. 2564 |07:00 น.

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

เกาะติดเส้นทางการเมืองของ 2 ป. “ประยุทธ์-ประวิตร” ในวันที่เข็มทิศเลือกตั้งใหญ่อาจเดินเร็วขึ้นกว่ากำหนด บทบาทของสองพี่น้องที่บอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่ทำงานนั้นจริงหรือไม่

ช่วงนี้กระแสข่าวการเตรียมเลือกตั้ง การแก้ไขกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเตรียมเลือกตั้ง และการจัดทัพสู้ศึกเลือกตั้งของแต่ละพรรคการเมือง ทั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดเล็กด้วยจัดประชุมพรรคและลงพื้นที่หาเสียงกัน มีขึ้นถี่ยิบ..

แต่กับบทบาทของผู้นำรัฐบาลและผู้นำพรรคการเมืองอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ที่จับมือกันลงพื้นที่หาเสียง เพื่อสยบรอยร้าวในพรรคพลังประชารัฐ ควบคู่ไปกับการประสานเชื่อมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพรรคร่วมรัฐบาล ภาพความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน ที่ปรากฏสู่สายตาสื่อมวลชนและประชาชนนั้น ในความเป็นจริงเป็นอย่างไร ไม่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝงจริงหรือไม่ ช่างน่าค้นหาคำตอบ

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

วันนี้ถือโอกาสมองจังหวะการก้าวย่างของสองพี่น้อง “2 ป.” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผ่านกุนซือทางการเมือง..ที่วันนี้เขารั้งตำแหน่งสำคัญถึง 2 ตำแหน่งด้วยกันคือ ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และตำแหน่งที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ 
 

แน่นนอนว่า.. เรากำลังพูดถึง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ผู้ทิ้งบ้านหลังเก่าอย่างประชาธิปัตย์ ที่เขาร่วมทุกข์ร่วมสุขมานานนับกว่า 20 ปี เปลี่ยนเข็มชีวิตทางการเมืองก้าวเข้าสู่รั้วบ้านพลังประชารัฐ ด้วยการเข้ามาช่วยดู ช่วยจัดทัพ ช่วยปรับโครงสร้างใหม่เพื่อให้พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า บทบาทของเขาในวันนี้จึงสำคัญยิ่งกับการเป็นกุนซือผู้นำ 2 ป. 

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

“พีระพันธุ์” เปิดใจกับ “คมชัดลึก” อย่างไม่อ้อมค้อมว่า การที่เขาได้มีโอกาสเข้ามาช่วยทำงานการเมืองในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2562  และต่อมาได้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร ทำให้เขาได้รู้ เข้าใจ และสัมผัสได้ถึงบุคลิกของผู้นำทั้งสองคนว่า มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองและประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ได้มีเรื่องการเมือง หรือผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย

“ตั้งแต่เริ่มต้นเลย..ผมทำงานกับท่านนายกรัฐมนตรี ผมสบายใจ ผมมีความสุข เพราะท่านไม่มีเรื่องการเมืองเลย ประเด็นหลักๆ ที่ได้พูดคุยกันคือปัญหาของบ้านเมือง ปัญหาของประชาชน ซึ่งผมสัมผัสได้ว่าท่านตั้งใจจะมาแก้ปัญหาให้ประชาชนจริง ๆ ส่วนอุปสรรคปัญหามันก็ต้องมีคนที่พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง แต่ว่าในความมุ่งมั่นปรารถนาของท่าน ท่านไม่ได้มีเรื่องการเมือง มันก็เลยทำให้เราทำงานได้อย่างสบายใจ”

หลายคนอาจจะมองว่าไม่แปลกที่ที่ปรึกษานายกฯ จะชื่นชอบนายกฯ แต่ “พีระพันธุ์” แย้งทันทีว่านี่ไม่ได้เกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ที่เขาทำอยู่ แต่เพราะเมื่อได้ทำงานร่วมกัน ทำให้ได้คำตอบว่า “นายกฯ ท่านจะมุ่งเน้นเรื่องงานมากกว่าเรื่องการเมือง ฉะนั้น บุคลิกของท่าน ก็จะไม่มีบุคลิกในเชิงทางการเมือง หรือแนวทางความคิดที่เป็นประโยชน์ทางการเมือง แต่จะเป็นเรื่องการทำงานโดยตรงเป็นหลัก และตรงกับนิสัยผมด้วย ก็เลยทำให้ผมสามารถช่วยท่านทำงานได้ เป็นกำลังคนให้ท่าน ช่วยท่านทำงาน” พีระพันธุ์ ย้ำ

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

ฟังสุ้มเสียงแล้ว นั่นคือสิ่งที่ “พีระพันธุ์” ได้สัมผัสด้วยตัวเอง หลังจากได้ร่วมทำงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ในส่วนของลุงป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ การทำงานร่วมกันเป็นอย่างไร ในฐานที่ปรึกษาส่วนตัวหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “พีระพันธุ์” เปิดอกเล่าว่าเขาได้รู้จักและทำงานร่วมกับ พล.อ.ประวิตร มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี (ปี 2551-2554) เมื่อครั้งที่ “พีระพันธุ์” เป็นรมว.ยุติธรรม และพล.อ.ประวิตร เป็นรมว.กลาโหม การได้ทำงานร่วมกันนานถึง 4 ปีในฐานะที่เป็นรัฐบาล จึงทำให้มีความสนิทสนมและนำมาซึ่งการได้เป็นที่ปรึกษาส่วนตัว พล.อ.ประวิตร ในวันนี้ 

“พล.อ.ประวิตร ก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่เรานับถือ ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร เหมือนกันตรงที่ทั้งสองท่านตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ให้กับบ้านเมือง ผมสัมผัสได้ว่าท่านไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ท่านไม่ได้ทำเพราะฉันจะได้เป็นรองนายกฯ หรือฉันจะได้เป็นนายกฯ ต่อ ไม่ใช่เลย ท่านไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์เหล่านี้เลย ผมพูดได้เต็มปาก” 

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

ที่ปรึกษา “ลุงตู่-ลุงป้อม” ย้ำกับเราถึงสองครั้งสองคราว่าทั้งสองท่านนั้นตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมืองจริง ๆ ไม่ได้มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้องเลย .. นี่เป็นคำที่พูดออกมาจากใจของที่ปรึกษาที่ชื่อ “พีระพันธุ์” แต่ในเส้นทางการเมืองนั้น คงยากที่จะห้ามความคิด หรือห้ามไม่ให้มองว่ามีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในทุกก้าวย่างของผู้นำ 2 ป.

ไม่เช่นนั้น ภาพการลงพื้นที่ของพล.อ.ประยุทธ์ กับพล.อ.ประวิตร ที่จังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา คอการเมืองคงไม่หยิบยกมาพูดถึงว่า..นั่นคือการลงพื้นที่หาเสียงจากพี่น้องชาวอีสานเพื่อสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นบทบาททางการเมืองที่ยากจะสลัดหลุดว่า ณ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเดินหมากทางการเมือง และเป็นไปในรูปแบบของนักการเมืองอย่างเต็มตัวแล้ว

ตามไปดูบทบาท 2 ป. ลุงตู่-ลุงป้อม ที่กุนซือบอกว่าการเมืองไม่ยุ่ง มุ่งแต่งาน

ดังนั้น ทุกก้าวย่างของพี่น้อง 2 ป. นับจากนี้ จึงมีนัยยะสำคัญอย่างยิ่ง ประกอบกับท่าทีล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำถึงการเป็นรัฐบาลที่ต้องการอยู่ยาวจนครบเทอม 4 ปี คือสิ้นสุดช่วงปลายเดือนมีนาคม 2566 เว้นแต่เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นก่อน จนไม่สามารถอยู่ครบวาระได้ การเลือกตั้งครั้งใหม่อาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า และจากนี้คงต้องติดตามดูกันชนิดว่า..ห้ามละสายกันเลยทีเดียว !!

ลึกแต่ไม่ลับปูดชื่อ”ผู้ว่าฯหมูป่า”ชิงชัยพ่อเมืองกทม.หรือโยนหินถามทาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/495667

06 ธ.ค. 2564 |01:00 น.

ลึกแต่ไม่ลับปูดชื่อ"ผู้ว่าฯหมูป่า"ชิงชัยพ่อเมืองกทม.หรือโยนหินถามทาง

พลันชื่อ ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ปรากฎขึ้นบนหน้าสื่อ เป็นอีกตัวเลือกของพลังประชารัฐเตรียมส่งเข้าประกวดชิงตำแหน่งเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. แต่เมื่อวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้พร้อมกับสาวลึกถึงที่มาก็พบเบื้องหลังชวนสงสัย ในเจาะประเด็นร้อน โดยเมฆาในวายุ

ช่วงวันหยุดหลายวันนี้กระแสการเมืองจากพรรคพลังประชารัฐไม่เคยจางในหน้าสื่อ   หลังจากภาพแฮปปี้ ณ จังหวัดอุดรธานี ของ 3 ป.”พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี”ลงพื้นที่ตรวจราชการร่วมกันครั้งแรกบังเกิดขึ้น หลังมีกระแสข่าวไม่ลงรอยกันเมื่อครั้นสร.1“ปลด 2 รมช.”สายตรงลุงป้อมพ้นเรือเหล็กเมื่อหลายสิบวันที่ผ่านมา

ถัดมา”สร.1″บอกชัดว่า ปีหน้าจะมีเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.แต่ต้องดูภาวะบ้านเมืองว่าจะยังมีการชุมนุมต่างๆหรือไม่ พิจารณาควบคู่กันไปด้วย และไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แหล่งข่าวในพปชร.โยนชื่อ “ณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร” ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานีว่าเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ กทม. และเข้าพบหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ณ มูลนิธิป่ารอยต่อฯพร้อมกับเลขาธิการพรรค “ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า”ให้ฮือฮาในยามนี้

แม้ข่าวนี้แกนนำพรรคที่ชื่อ”สุชาติ ชมกลิ่น” รมว.แรงงานยังออกตัวว่า”เป็นเพียงกระแสข่าวที่ออกมา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากใครทั้งสิ้น ขณะนี้ภายในพรรคพลังประชารัฐก็ยังไม่มีการดำเนินการอะไรทั้งสิ้น จึงต้องติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ..”

สอดรับกับผลของศูนย์สำรวจความคิดเห็น  “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “อยากได้ใคร เป็นผู้ว่าฯ กทม. ครั้งที่ 8” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 พ.ย. – 1 ธ.ค. 2564 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้ง ในกรุงเทพมหานคร 
 
เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ กทม. พบว่า


 
อันดับ 1 ร้อยละ 34.37 ระบุว่าเป็น ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์


 
อันดับ 2 ร้อยละ 17.07 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง


 
อันดับ 3 ร้อยละ 11.68 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ


 
อันดับ 4 ร้อยละ 6.37 ระบุว่าเป็น ผู้สมัครจากคณะก้าวหน้า หรือพรรคก้าวไกล


 
อันดับ 5 ร้อยละ 6.15 ระบุว่าเป็น ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

แปลว่า“ชัชชาติ” ยังนำโด่งอยู่ และอันดับรองๆลงไปนั้นแม้จะมีการดีดตัวขึ้นมาบ้างจากคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังตามหลัง“ชัชชาติ”หลายช่วงตัว ดังนั้นชื่อบุคคลที่พอจะขายได้ต้อง”สูสี”กับชัชชาติ

หันมองโปรไฟล์ของผู้ว่าฯหมูป่า พบว่า ณรงค์ศักดิ์ ผ่านงานในกระทรวงคลองหลอดตั้งแต่เลขานุการกรมที่ดิน-ผอ.สองเก้าอี้ ณ กรมที่ดิน-ผู้ตรวจราชการกระทรวง-ผู้ว่าฯเชียงราย-ผู้ว่าฯพะเยา-ผู้ว่าฯลำปางและผู้ว่าฯปทุมธานีในขณะนี้  หากณรงค์ศักดิ์จะไปแข่งขันกับอดีตรมว.คมนาคมบนสนามเมืองหลวงก็น่าดูชม เพราะดีกรีผู้ว่าฯหมูป่าไม่ธรรมดาเลย

ดังนั้น”ณรงค์ศักดิ์” คือชื่อที่ถูกยกมาปั่นกระแสอีกคราวในยามนี้จากใครบางคนในพปชร. หลังจากก่อนหน้านี้เจ้าของฉายา”ผู้ว่าฯหมูป่า”เคยมีชื่อติดโผผู้สมัครชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้ามาแล้วในนามพปชร.เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก็ไม่มีการยืนยันจากพปชร.และเจ้าตัว     และสอดรับหลัง”พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา” อดีตผบ.ตร.ถอนตัวการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ไปเมื่อหลายสิบวันก่อน และจากนั้น”บิ๊กแป๊ะ”โผล่ไปร่วมตรวจพื้นที่ภาคอีสานกับ”ลุงป้อม”เมื่อไม่นานมานี้ จนหลายคนมองว่า”บิ๊กแป๊ะ”น่าจะรอเวลาแต่งตัวลงสนามใหญ่หลังผ่านกับดักพ้นตำแหน่งส.ว.สองปีแล้วจึงรับตำแหน่งอื่นทางการเมืองได้  โดยตอนนี้”บิ๊กแป๊ะ”หลุดจากส.ว.มาหนึ่งปีเศษแล้ว หากนับถึงวันเลือกตั้งส.ส. “บิ๊กแป๊ะ”ก็พอลุ้นลงสนามส.ส.และลุ้นเป็นรมต.ได้เช่นกัน

มองแล้ว”บิ๊กแป๊ะ”คงทราบเงื่อนไขดังกล่าวดี และมองแล้วโอกาสใหม่บนเส้นทางการเมืองในวันต่อๆไปน่าลุ้นกว่าและเหนื่อยน้อยกว่าสนามเมืองหลวงที่“แพ้แล้วแพ้เลย” 

สมมติว่าหาก”ผู้ว่าฯหมูป่า”ลงสนามชิงเก้าอี้พ่อเมืองหลวงจริงนั้น จะลงสนามในนามพปชร.หรือ? เพราะ”ลุงป้อม”เคยบอกไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่า “พปชร.ส่งผู้สมัครส.ก. แต่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.หนุนคนนอก”ตรงนี้มย้อนแย้งชอบกล……

อย่าลืมว่าพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ยังอยู่ในลิสต์ที่สร.1ให้คะแนนนิยมส่วนตัวและอยากให้ไปลุยงานเมืองหลวงต่อไป   ดังนั้นหากแกนนำพปชร.ยังไม่แถลงยืนยันอย่างเป็นทางการ กระแสข่าวนี้น่าจะเป็นการโยนหินถามทางมากกว่าจะบังเกิดขึ้นจริง….

หากพิจารณาจากโอกาสและความเสี่ยงนั้น นักวิเคราะห์การเมืองมองจังหวะของผู้ว่าฯหมูป่ากับกระแสข่าวนี้ไว้น่าสนใจว่า”อายุราชการเหลือ 4  ปี โอกาสขยับเป็นอธิบดีและตำแหน่งที่สูงขึ้นก็มีลุ้นมาก  

โดยสมมติฐานหากเป็นข้าราชการระดับนี้ไม่น่าจะมีใครเสี่ยง เว้นแต่อายุราชการเหลือไม่ถึงปีหรือไม่กี่เดือน แบบนั้นยังมีโอกาสไปลงเสี่ยงทางการเมือง  แม้มติครม.5 พ.ย.2517 เปิดช่องให้ข้าราชการไปสมัครเลือกตั้งได้และหากจะกลับมารับราชการก็เปิดทางให้ ( “มติครม.” 5 พฤศจิกายน 2517 เห็นชอบ “อนุญาตให้ข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรมลาออกจากราชการไปสมัครรับเลือกตั้งได้ โดยกระทรวงทบวงกรมนั้น ๆ เก็บตำแหน่งนั้นไว้ก่อน เมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลงแล้ว หากข้าราชการซึ่งลาออกไปนั้นประสงค์จะเข้ารับราชการต่อไปอีก ก็ให้แสดงความจำนงต่อหน่วยราชการนั้น ๆ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันทราบผลการเลือกตั้ง”)แต่ ผู้ว่าฯหมูป่า เหลืออายุราชการ 4 ปี มองแล้ว”ผู้ว่าฯหมูป่า”ไม่น่าตัดสินใจรับเงื่อนไขที่เป็นข่าวตอนนี้ เว้นแต่มีเงื่อนไขพิเศษจริงๆ”

จากนี้รอลุ้นจากเจ้าตัวและคีย์แมนพปชร.  ยืนยันว่า กระแสข่าวนี้จริงลวงเป็นคำตอบสุดท้าย