เรื่องเล่า “6ตุลา” ชวนหลบภัยขวาจัด เขียนวรรณกรรมบาดแผล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487039

06 ต.ค. 2564 |20:00 น.

เสี้ยวประวัติศาสตร์ “6ตุลา” ฝ่ายขวาไล่ล่าชวน หลีกภัย หลบลมร้อนเขียนวรรณกรรมบาดแผลจากป่าใต้ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ประวัติศาสตร์ “6ตุลา” มีหลายด้านหลายมุม ไม่ได้มีแค่ฉากรุ่งสางกลางสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ หากแต่ยังมีเรื่องราวอีกมากมายที่นอกรั้วมหาวิทยาลัย

หลายคนอาจลืมไปว่า เหตุการณ์ “6ตุลา” เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และความขัดแย้งของรัฐบาลผสม 4 พรรคคือ ประชาธิปัตย์,ชาติไทย ,ธรรมสังคมและสังคมชาตินิยม ก็เป็นหนึ่งในชนวนเหตุที่ก่อให้เกิดความรุนแรง

“6ตุลา” ผ่านมา 45 ปี จึงมีนักวิชาการปีกซ้าย เรียกร้องหาความรับผิดชอบของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์สมัยโน้น

ผลการเลือกตั้ง 4 เม.ย.2519 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับชัยชนะด้วยเสียงมากที่สุด ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตั้งรัฐบาลผสม 4 พรรค ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ บริหารประเทศมาจนถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงสิ้นสภาพอย่างเป็นทางการ ด้วยการรัฐประหารของฝ่ายทหาร

‘ลมร้อนในนาคร’

ผลพวงแห่งการล้อมปราบ “6ตุลา” และรัฐประหาร ทำให้ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนฯ จำต้องหลบลมร้อนไปอยู่เมืองตรัง

หลังเลือกตั้งปี 2519 ชวน หลีกภัย ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ตรัง สมัยที่ 3 และได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทย ระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย นับวันจะเผชิญหน้าและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ภายในรัฐบาลเสนีย์ ก็มีความเห็นต่างในนโยบายด้านความมั่นคง เพราะพรรคชาติไทย ที่ยึดคำขวัญ “ขวาพิฆาตซ้าย” กดดันให้นายกฯเสนีย์ ดำเนินการทางกฎหมายกับขบวนการนักศึกษา

ภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็แตกเป็น 2 ขั้วความคิด กลุ่ม ส.ส.กรุงเทพฯ อย่างธรรมนูญเทียนเงิน และสมัคร สุนทรเวช ให้ท้ายกลุ่มพลังมวลชนฝ่ายขวา ขณะที่ สุรินทร์ มาศดิตถ์ และดำรง ลัทธพิพัฒน์ ถูกมองว่าถือหางนักศึกษา

ก่อนถึงเดือน ต.ค.2519 กระแสขวาพิฆาตซ้ายรุนแรงมาก กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ปลุกระดมโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ว่าสนับสนุนฝ่ายซ้าย โดยนักการเมือง 3 คน ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ได้แก่ สุรินทร์ มาศดิตถ์, ดำรง ลัทธพิพัฒน์ และชวน หลีกภัย

หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 กลุ่มพลังมวลชนฝ่ายขวา ได้จุดกระแสไล่ล่านักการเมืองที่ถูกประทับตราเป็นคอมมิวนิสต์ ชวน หลีกภัย คือเหยื่อคนหนึ่งที่ต้องหลบหนีไปต่างจังหวัด

‘เย็นลมป่า’

ผลสะเทือนจากการล้อมปราบ “6ตุลา” สังคมไทยในเวลานั้นแตกแยกรุนแรงล้ำลึก กระทั่งชวน หลีกภัย ต้องหลบไปอยู่ในชนบทของจังหวัดตรัง และทำให้เกิดหนังสือชื่อ “เย็นลมป่า”

ชวนหลบร้อนมายังบ้านเกิด ครั้งนั้นเขามีโอกาสรับรู้เรื่องของผู้คนที่รู้จัก คุ้นเคย และไม่เคยพบพานมาก่อน ทั้งหมดล้วนประสบชะตากรรมเดียวกัน

เวลานั้น สงครามประชาชนได้เกิดขึ้นแล้วในชนบทของภาคใต้ รวมถึงเมืองตรังด้วย ชวนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของชาวบ้านในป่ายางที่พยายามดำเนินชีวิตอย่างไม่เลือกข้าง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐกับ พวกป่า (ชาวบ้านมักเรียกสหายแห่งกองทัพปลดแอกฯว่า พวกป่า)

ตอนแรก ชวน หลีกภัย เขียนเรื่องเล่าจากป่ายางเป็นตอน ๆ ส่งไปตีพิมพ์ในนิตยสารพาที ตามคำชักชวนของ ขรรค์ชัย บุนปาน บรรณาธิการ ก่อนจะนำรวมเล่มในช่วงปี 2522

ตอนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ ชวนเขียนไว้ในหน้า 81 “วันปีใหม่ได้จบลงเพียง 1 มกราคม 2521 อนาคตไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงวันพรุ่งนี้ ใครจะบอกได้ว่า เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 มิใช่หลุมศพอันลึกใหญ่ที่เขาช่วยกันขุดฝังตัวเอง อนาคตเท่านั้นที่จะบอกเรา”

งานเขียนเรื่องเย็นลมป่า คือวรรณกรรมที่สะท้อนภาพความขัดแย้งในชนบทภาคใต้ยุคสงครามเย็น และได้เห็นร่องรอยความคิดของ ชวน หลีกภัย ช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519

“วัดค่าพลัง” 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/487019

อสนีบาต

06 ต.ค. 2564 |18:00 น.

“วัดค่าพลัง” จุดเด่นจุดด้อย 3พรรคการเมือง ชนิดปอนด์ต่อปอนด์ เพื่อไทย ภายใต้แรงหนุนโทนี่ วู้ดซั่ม ขณะที่พลังประชารัฐ ภายใต้ บิ๊กป้อมออกมาประกาศหนุน “ลุงตู่” เป็นนายกฯ ขณะที่ ก้าวไกล เลือดไหลไม่หยุด แถมติดกับดักตัวเองจากนโยบายปฏิรูปสถาบัน /เจาะประเด็นร้อน อสนีบาต

ส่องดูจุดเด่นจุดด้อย 3พรรคการเมืองใหญ่ ภายใต้สถานการณ์แต่ละพรรคการเมืองมีการเคลื่อนไหวรายวันแบบไม่อาจคลาดสายตา 

แน่ชัดขั้นต้นแล้วว่า นาทีนี้”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ยังอยู่ในแคนดิเดต สร.1 โควต้าพรรคพลังประชารัฐต่อไป  “พร้อมเดินหน้าทำงาน-ยังไม่ปรับครม.-ไร้สัญญาณยุบสภา-จูบปากกับพรรคประชาธิปัตย์” โดยคืนสี่หน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯไปอยู่ในกำกับดูแลของ “จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์ ” รองนายกรัฐมนตรีและพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคปชป.ตามเดิม

สื่อสายทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า “ลุงตู่” เคลียร์ใจกับ” ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจบก่อนที่จะออกคำสั่งสร.1คืนงานสี่หน่วยงานจากที่เคยมอบให้”ลุงป้อม” รับไปดูแลเมื่อไม่กี่วันก่อนไปให้พรรคสีฟ้าดูแลตามเดิม ตรงนี้รอยร้าวรัฐนาวาน่าจะอุดไปได้ระดับหนึ่ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประกาศความมั่นใจพลิกฟื้นประเทศพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประกาศความมั่นใจพลิกฟื้นประเทศ

แต่…สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจตามกระแสข่าวที่บังเกิดในการประชุมครม.นัดล่าสุดคือ  วาทะของสร.1ซึ่งระบุว่า““ยินดีและขอบคุณที่ พปชร.ให้ความไว้วางใจ แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งในครั้งหน้า”  และ “นายกฯ ย้ำว่ายังไม่มีการปรับ ครม. โดยรัฐบาลยังทำงานร่วมกันตามปกติ ขอบคุณ ครม.ที่ได้ร่วมงานกันมากว่า 2 ปี 3 เดือน และยืนยันไปแล้วว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลยังทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 น้ำท่วม และปัญหาความยากจน”  

ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องลอยๆเพราะมาจากปากของนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกรัฐบาล

แสดงว่าเกมรบบนเรือเหล็กบรรเทาลงไปขั้นหนึ่ง-ลดแรงปะทะการแยกขั้วตั้งพรรคใหม่ของ3ป.บางคนที่ต่างชู”ลุงตู่” เป็นสร.1   ฉะนั้นเวลาที่เหลืออีก 21 เดือน(นับถึงวันที่22มี.ค.2566  ครบอายุการทำงานสี่ปีของรัฐบาลชุดนี้) ” ลุงตู่” มีเวลาทำงานและเหลือเฟือที่จะตัดสินใจทางการเมืองได้ว่า“จะกดปุ่มยุบสภา”วันไหน?

แม้ตอนนี้จะมีข้อกังขาเรื่อง”อายุการทำงานของลุงตู่บนเก้าอี้สร.1″ตามที่กติกาหลักของบ้านเมืองวางไว้ว่า”อยู่ได้ไม่เกินแปดปีติดต่อกันนั้น การนับวันแรกจะยึดวันที่เท่าใดและสิ้นสุดเมื่อใด?แต่ตรงนี้คงไม่ใช่ปัญหาหลักของ”ลุงตู่”เท่าใดนัก

เพราะอย่าลืมว่าธันวาคมปีนี้-ธันวาคมปีหน้า “ไทยแลนด์”จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปก ดังนั้น”ลุงตู่”น่าจะคำนวณห้วงเวลาไว้ในใจแล้วว่า “ภารกิจนี้ต้องลุล่วงเพื่อชื่อเสียงของประเทศ”ภายใต้การกำกับดูแลของลุงตู่ และเมื่อเสร็จสิ้นการประชุมแล้วนั้นช่วงนั้น สังคมน่าจะทราบวี่แววว่าการกดปุ่มยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อใด….

เมื่อสภาพการณ์การเมืองไทยบนปฏิทินเบื้องต้นเป็นแบบนี้ ก็มองข้ามช็อตไปเลยว่า ขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้านมีอะไรต้องทำบ้าง….กับเวลาที่มีอยู่ 

รัฐบาลมีการบ้านอ่วมจากภัยน้ำท่วมในหลายพื้นที่ตอนนี้และวันข้างหน้า  บวกกับการรับมือโควิด-19ที่ค่อนข้างเบาใจลงระดับหนึ่งนั้น แต่ยังวางใจมากนักไม่ได้  แต่หากมองอย่างเป็นธรรมสองปีเศษที่ผ่านมา

“รัฐบาลสอบผ่านแบบเจ็บตัวหนัก” เพราะกลายเป็นว่านโยบายรัฐบาลที่ประกาศไว้นั้น ขับเคลื่อนได้ไม่มากนัก แต่ภัยรายวันที่โถมเข้ามาจนเกิดความเสียหายและกว่าจะแก้ไขได้ก็เล่นเอาน่วม-เสียรังวัดไปพอสมควร

ฝ่ายค้านมีสองเวทีหลักที่จะจัดหนัก-จัดเต็มครม.ชุดนี้ โดยทราบกันคร่าวๆแล้วว่า เดือนพ.ย.ปีนี้ ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติและกลางปีหน้าคือเวทีถล่มรัฐบาลในศึกซักฟอกหนสุดท้ายของสภาผู้แทนฯชุดที่25 ที่น่าจะทิ้งระเบิดใส่เรือเหล็กให้รั่วและล่มโดยพลัน

ตรงนี้คือการวัดความพร้อมของแต่ละพรรคว่าเวลา 21เดือนที่มี(อ้างอิงตามตารางเวลาปกติของอายุรัฐบาลสี่ปีแต่อาจจะเกิดเหตุพลิกผันทางการเมืองได้) นั้น  พรรคต่างๆจะขยับอย่างไรกับการดำเนินการตามกฎหมายพรรคการเมือง  -การขายผลงานพรรคห้วงที่ผ่านมา-การลงพื้นที่ให้ชาวบ้านร้านตลาดจำชื่อพรรคและหน้าตาของว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในครั้งหน้า-การอัดกลับคู่แข่งให้น่วมเพื่อแจ้งสังคมให้รับรู้จุดอ่อนว่าครั้งหน้าอย่าเลือก…

หากหันมาเหลียวมองจุดแข็ง-จุดอ่อนของพรรคใหญ่ที่น่าจะมีอิทธิพลทางใดทางหนึ่งในศึกเลือกตั้งครั้งหน้ากันแบบรอบด้านนั้น

ถึงบรรทัดนี้ ขอให้น้ำหนักไปที่ 3 พรรค ตัวแปรหลักการเมืองไทย คือ”พรรคพลังประชารัฐ  พรรคเพื่อไทย   พรรคก้าวไกล”ว่าจากนี้ไป   บทบาทและโอกาสบนสนามการเมืองจะส่งผลอย่างไรกับประชาธิปไตยวันข้างหน้า

"วัดค่าพลัง" 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด“วัดค่าพลัง” 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด

เริ่มต้นที่“พรรคเพื่อไทย” แกนนำฝ่ายค้าน จุดแข็งของพรรคเพื่อไทยนั้นคือชนะเลือกตั้งมาห้าสมัยรวด(พรรคไทยรักไทยสองครั้งในการเลือกตั้ง6 มกราคม 2544 และ 6 กุมภาพันธ์ 2548   ต่อมาทรท.โดนยุบและกลายสภาพเป็นพรรคพลังประชาชน   พปช.คว้าชัยในการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม  2550  

แต่จากนั้นพปช.เจอพิษเดียวกับทรทจนแปรสภาพเป็นพรรคเพื่อไทย   โดยพท.ชนะการเลือกตั้งสองครั้ง คือ 3 กรกฎาคม 2554 และ 22 มีนาคม 2562)   แปลว่าพรรคที่“โทนี่ วู้ดซัม”หนุนนั้นสามารถเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลได้สี่ครั้ง     เว้นแต่ศึกหย่อนบัตรครั้งสุดท้ายที่แม้จะได้ส.ส.อันดับ1 แต่เสียงสนับสนุนในการตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคพลังประชารัฐนั้นพ่ายไป เพราะพปชร.รวบรวม 19 พรรคชู”ลุงตู่”เป็นสร.1 ด้วยคะแนนของสมาชิกรัฐสภา(ส.ส.และส.ว.ลงมติ)  500 เสียง ต่อ 244 เสียง งดออกเสียง 3

……………………………………..

หมายเหตุ  19 พรรคการเมือง และ วุฒิสภา ประกอบด้วย
•ส.ว. 249 เสียง โดย นายพรเพชร ในฐานะ รองประธานรัฐสภา งดออกเสียง


•พลังประชารัฐ 116 เสียง
•ประชาธิปัตย์ 51 เสียง
•ภูมิใจไทย 50 เสียง
•ชาติไทยพัฒนา 10 เสียง
•รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง
•ชาติพัฒนา 3 เสียง
•พลังท้องถิ่นไทย 3 เสียง
•รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง
•พลังชาติไทย 1 เสียง
•และ “พรรคจิ๋ว” อื่น ๆ อีก 10 เสียง


พรรค ที่ยกมือสนับสนุน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แทน)  รวม 244 เสียง ได้แก่

•เพื่อไทย 136 เสียง
•อนาคตใหม่ 79 เสียง
•เสรีรวมไทย 10 เสียง
•ประชาชาติ 7 เสียง
•เศรษฐกิจใหม่ 6 เสียง
•เพื่อชาติ 5 เสียง
•พลังปวงชนไทย 1 เสียง

และยิ่งเลิกยุทธการ “แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย”(ไม่มีพรรคสาขาคือ ไทยรักษาชาติอย่างเป็นทางการ แต่มีพรรคไทยสร้างไทยของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รวมทั้งพรรคเส้นทางใหม่ของจาตุรนต์ ฉายแสงเป็นว่าที่พันธมิตร)แล้วนั้น “โทนี วู้ดซั่ม”คงมองแล้วว่างวดหน้าอย่างไรเสียหวยก็ออกที่เพื่อไทย  โดยเฉพาะภาคเหนือ-อีสาน ที่เป็นขุมคะแนนหลักให้พท.  ขณะที่ภาคกลาง-กทม.นั้น สัดส่วนนี้พท.น่าจะตีพื้นที่ที่เสียไปกลับมาได้บ้าง ส่วนปักษ์ใต้นั้นพท.น่าจะไม่หวังอะไรนอกจากคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

แต่ต้องไม่ลืมว่า สองพรรคที่คุณหญิงหน่อยและอ๋อย แปดริ้วแยกตัวมาจากพท.นั้นอาจจะแชร์คะแนนพท.ไปในระดับหนึ่ง  แต่อย่างไรเสีย หากจับอาการของ”โทนี วู้ดซั่ม” รวมทั้งการเดินเกมภายใต้แนวคิดของคนเดือนตุลาสายชินคอร์ปเพื่อเสริมจุดแข็งและกลบจุดอ่อนนั้น พลพรรคนิยม “แม้ว  สันกำแพง” ก็ยังมั่นใจว่าพท.น่าจะยืนหนึ่งในสนาม เว้นแต่จะสะดุดยอดหญ้าเท่านั้นที่จะทำให้โอกาส”ดับเบิ้ลแฮททริค”(ชนะเลือกตั้งหกครั้งติดต่อกัน)ไม่เกิดขึ้น 

หากใกล้วันเลือกตั้งแล้วนั้น วันข้างหน้าจะมาฉายภาพว่าโอกาสที่พท.จะชนะเลือกตั้งสมัยที่หกเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด….

"วัดค่าพลัง" 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด“วัดค่าพลัง” 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด

“พรรคก้าวไกล” ภายใต้การนำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่ตอนนี้เดินสายต่างจังหวัดเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในบางพื้นที่  โดย”หัวหน้าพรรคก้าวไกล”มั่นใจว่า งวดหน้าพรรคทายาทของพรรคอนาคตใหม่ได้เกิน100ส.ส. และโอกาสของพรรคสีส้มรุ่นสองก็ใช่ว่าจะไม่มีลุ้น… เพราะคราวนี้เวลาในการคัดผู้สมัครส.ส.มีมากกว่าเมื่อครั้งพรรคอนาคตใหม่ส่งคนลงสนาม

ทราบมาว่าก้าวไกลถอดโมเดลการทำงาน+ลงพื้นที่พบมวลชนของพิธานั้น คล้ายช่วงที่”ทักษิณ ชินวัตร “เปิดตัวพรรคไทยรักไทยแทบทุกอย่าง  โดยพื้นที่เป้าหมายที่พรรคนี้หวังได้ผู้แทนฯระบบเขตคือ “เขตที่มีคนรุ่นใหม่ที่มีสิทธิเลือกตั้ง-เขตที่มีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่-เขตอำเภอขนาดใหญ่ และเริ่มเจาะแต้มชนชั้นรากหญ้าเข้ามาในภารกิจใหม่” โดยหวังแชร์คะแนนจากคนกลุ่มนี้ในสังคมเพิ่ม 

ดังนั้น”พรรคก้าวไกล”จะเป็นหนึ่งตัวแปรที่ดึงคนชิงชังพรรคร่วมรัฐบาลและแบ่งแต้มจากเพื่อไทยในฐานเสียงเดียวกัน  

แต่อย่าลืมกระแสเชิงลบที่พรรคนี้หนุนม็อบสามนิ้วที่กระทำการล่วงเกินหลายอย่างนั้นอาจจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ “พิธา”ไม่ถึงฝั่งฝันได้หากมีการหยิบมาจารนัยให้สังคมรับรู้ช่วงโค้งสุดท้ายการหาเสียง  อีกทั้งภายในพรรคก้าวไกล ก็ไม่ใช่นิ่งเสียทีเดียว ยังคงมีกระแสเลือดไหลออกอย่างต่อเนื่อง อย่างล่าสุด กรณีของ วินท์  สุธีรชัย ประกาศลาออกจากส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไปร่วมกับกลุ่มแนวคิดใหม่จัดตั้งพรรคการเมือง เพราะไม่อาจทนอยู่กับ ก้าวไกลที่ติดกับดักนโยบายปฏิรูปสถาบัน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับกลุ่มงูเห่าภายในพรรค ที่พร้อมจะไป ก็อาจทำให้ “ก้าวไกล จะไปได้ไม่ไกล” หากไปปรับปรุงทิศทางพรรค 

"วัดค่าพลัง" 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด“วัดค่าพลัง” 3พรรคการเมือง โอกาสและความเป็นไปได้บนสมรภูมิการเมืองเดือด

ส่วนพรรค “พปชร.”ในฐานะแกนนำตั้งรัฐบาล ตอนนี้”กระแสป่วน-แตกร้าวในพรรคยังอึมครึม” เพราะศึกในพรรคของแต่ละมุ้งยังไม่ยุติแบบเป็นทางการ    แม้”ลุงตู่” ยืนยันชัดว่ายินดีที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯในนามพปชร.แต่พ่อบ้านพรรคที่ชื่อ”ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”ยังคงมีท่าที”ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ”กับ”ลุงตู่” เพราะตั้งแต่โดนปลดจากรมช.เกษตรฯนั้น ผู้กองตุ๋ยมิเอ่ยถึงหัวหน้ารัฐบาล-รัฐบาลเรือเหล็กอีกเลย  เพราะ” ร.อ.ธรรมนัส”เน้นย้ำการสร้างพรรคให้เข้มแข็ง และตอนนี้”ร.อ.ธรรมนัส” กำลังเล่นบทพระเอกลับลุยน้ำท่วมช่วยชาวบ้าน บนวาทะ”อย่าบอกว่าผมคือใคร” โดยโลกออนไลน์คอมเมนท์กันสนั่นเมืองว่า”ไม่เนียน ไปเรียนมาใหม่”

ใครบางคนที่สันทัดการขยับหมากการเมืองมองว่า “คล้ายว่า “ร.อ.ธรรมนัส “กำลังสร้างราคาใหม่ทางการเมืองให้ตัวเองและมุ้งส.ส.ที่ใกล้ชิดเท่านั้น โดยหักกับคนการเมืองในพื้นที่ที่ผู้กองตุ๋ยไปเยือน ( ไม่แจ้งให้ส.ส.-ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ในเขตนั้นทราบ เว้นแต่จะอยู่ในสังกัดของผู้กองตุ๋ย)แม้การประสานรอยร้าว

“จุดด้อยของพปชร.”ในตอนนี้คือนโยบายพรรคและผลงานที่เกิดขึ้น แทบไม่บังเกิด แม้จะอาศัยภาพของ”ลุงตู่” ใน”หลักสุจริต-ตั้งใจทำงาน”ก็ตาม แต่ความจริงนั้นพปชร.เกือบไม่มีอะไรไปขายชาวบ้านให้พอได้ชื่นใจว่า สังคมจดจำพปชร.ในผลงานเชิงบวกของพรรคด้านใดเป็นที่ประจักษ์บ้าง เพราะการช่วยเหลือสังคมในภาวะโควิด-19นั้นเป็นการเยียวยาเฉพาะหน้า จะอ้างเป็นผลงานตัวเองแบบเพียวๆก็ลำบากใจ แต่หาก”ลุงตู่” หารือกับ”ลุงป้อม” ให้ลงตัวและนำยุทธศาสตร์พรรคตามที่  “พลเอกวิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา” ประธานยุทธศาสตร์พรรคที่อ้างว่าใกล้เสร็จแล้วมาใช้ได้จริง…. ก็อาจลดปัญหาและพอเดินหาแต้มได้บ้าง เพราะพปชร.อย่าลืมว่ามีวันนี้ได้เพราะกระแส”เลือกความสงบ จบที่ลุงตู่”

การบ้านข้อนี้”ลุงป้อม-บิ๊กน้อย-ผู้กองตุ๋ย”และแกนนำหลากมุ้งใน พปชร.ต้องสรุปความให้เร็วและเร่งปฏิบัติ

ไม่เช่นนั้นหย่อนบัตรงวดหน้าเตรียม”ม้วนเสื่อกลับบ้าน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานกันยาวๆไป”

ต่างขั้วต่างรุ่น “6ตุลา” มิตรสหายตามหา เสนาบดี เอนก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486987

06 ต.ค. 2564 |16:00 น.

ปีที่ 45 รำลึกเหตุการณ์ “6ตุลา” ต่างขั้วความคิด แยกทางห่างเหิน มิตรสหายตามหารัฐมนตรีเอนก อดีตผู้นำนักศึกษา คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ปีที่ 45 ของเหตุการณ์ “6ตุลา” เปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหา จากพิธีกรรมรำลึกประจำปีหรืองานเช็งเม้งของคนเดือนตุลา สู่สายธารการเคลื่อนไหวของเยาวชนนักศึกษายุคปัจจุบัน

“6ตุลา” ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าโศกนาฏกรรม หรือเรื่องต้องห้าม ตรงกันข้ามมันเป็นเครื่องมือปลุกเร้าจิตใจการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยประชาชน

การรำลึก 6 ตุลาคม 2519 ของกลุ่มนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ และผู้จัดการชุมนุมของกลุ่มราษฎร จึงเข้มข้นและมีเป้าหมายทางการเมืองชัดเจน

ช่วงก่อนถึงวาระ 45 ปี 6 ตุลา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่อนุญาตให้จัดงานรำลึกในพื้นที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยให้จัดในรูปแบบออนไลน์แทน จึงเกิดเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง

ต่อมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกหนังสือชี้แจง โดยระบุจะทำหนังสือขออนุญาตไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

พลันที่มีข่าวนี้ออกไป เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.อว. กลายเป็นตำบลกระสุนตกทันที ในฐานะเอนก เคยเป็นอดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 6 ตุลา

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2564 ประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เปิดอ้าให้คณะผู้จัดงาน 45 ปี 6 ตุลา ได้เข้าไปใช้บริเวณสวนประติมากรรมจัดพิธีกรรมรำลึกได้ตามปกติ

‘ซ้ายจุฬา’

ช่วงก่อนเหตุการณ์ “6ตุลา” สถานการณ์ในรั้วจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ไม่ต่างจากสถาบันการศึกษาแห่งอื่น ที่มีการต่อสู้ 2 ขั้วความคิด ระหว่างนักศึกษาปีกก้าวหน้ากับนักศึกษาปีกอนุรักษนิยม

ปี 2518 เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นิสิตคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับเพื่อนนิสิตหัวเอียงซ้ายก่อตั้งพรรคจุฬา-ประชาชน ส่งภูมิธรรม เวชยชัย เข้าชิงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ (นายก สจม.) แต่ก็พ่ายแพ้แก่วีระกร คำประกอบ ตัวแทนพรรคอนุรักษนิยม

ปี 2519 พรรคจุฬา-ประชาชน ส่งเอนกเข้าชิงนายก สจม. แต่คราวนี้ เอนกได้รับเลือกตั้งเป็นนายก สจม. และฝั่งจุฬาฯ ส่ง สุธรรม แสงประทุม เป็นเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.)

ดังนั้น การชุมนุมใหญ่ต่อต้านการกลับคืนประเทศไทยของจอมพลถนอม ทางเอนก นายก สจม.จึงมีบทบาทในการนำพานิสิตจุฬาฯ เข้าร่วมชุมนุมที่ธรรมศาสตร์

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา อเนกเดินทางไปร่วมการต่อสู้ในเขตป่าที่เขตงานพัทลุง ตรัง และสตูล (เทือกเขาบรรทัด) มีชื่อจัดตั้งว่า “สหายประยูร” และปี 2520 สหายประยูร เดินทางไกลจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ โดยจัดตั้งส่งให้ไปอยู่สำนัก 61 ภูพยัคฆ์ น่านเหนือ ร่วมกับเพื่อนผู้นำนักศึกษาอีกหลายสิบชีวิต

ปี 2544 เอนกเข้าสู่ถนนการเมือง โดยเริ่มต้นที่พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะลาออกตาม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ มาก่อตั้งพรรคมหาชน และเป็นหัวหน้าพรรคมหาชน

ปี 2561 เอนกเป็นกรรมการบริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย และได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)

‘สองฝั่งความคิด’

เมื่อออกมาจากป่า และไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มีมุมมองต่อ “6ตุลา” แตกต่างจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์ยุคสงครามเย็น

หลังพฤษภาทมิฬ งานวิชาการเรื่องสองนคราประชาธิปไตย ทำให้เอนกมีบทบาททางวิชาการและมีอิทธิพลต่อการทำความเข้าใจสังคมไทยในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ

ปลายปี 2561 อเนก เหล่าธรรมทัศน์ ให้สัมภาษณ์ 101.world ว่าด้วยการเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตอนหนึ่งเขาพูดถึงเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย

“สมัยที่ผมยังเด็ก ผมคิดแค่ว่าขบวนนักศึกษาต้องเดินขับไล่รัฐบาลเหมือนในอีกหลายๆ ประเทศที่มีการประท้วง ทั้งในเยอรมนี รัสเซีย จีน อเมริกา จนกระทั่งผมได้เห็นขบวนนักศึกษาขับไล่ทหารออกไปในเดือนตุลาคม ปี 2516 และมาเห็นขบวนคนชั้นกลางในช่วงพฤษภาคม 2535 ที่ผมเรียกว่าม็อบมือถือ”

“คนรุ่นผมโตมากับสิ่งคณะราษฎรทิ้งมรดกไว้ให้ ทั้งแนวคิดประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ แต่คณะราษฎรก็มีพลังเพียง 25 ปีเท่านั้น หลังปี 2500 ก็หมดพลังไป..ผมชัดเจนว่าไม่ชอบเผด็จการ แล้วเพื่อนหลายคนที่ต่อสู้เอาร่างกายไปสูญเสียในเหตุการณ์ทางการเมืองต่างๆ เราคิดว่าเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โมเดลในหัวเราเป็นแบบนี้”

เอนกในวันที่สวมหัวโขนรัฐมนตรี อาจถูกเพื่อนเดือนตุลาตัดขาดญาติมิตร แต่เขาบอกเพื่อนมิตรว่า “เราอาจต้องคิดเรื่องการอยู่อย่างไรกับความเป็นจริง”

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤต “ลุงฉิ่ง” เล่นการเมืองไม่รุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486972

06 ต.ค. 2564 |15:00 น.

อดีตปลัดมหาดไทย รุกฆาตการเมือง นอมินี 3ป.ลุยพรรคสำรอง “ซินแสเข่ง” ผ่าดวง ลุงฉิ่ง ”ฉัตรชัย พรหมเลิศ” เล่นการเมืองไม่รุ่ง ต้องรู้จักหลีกเลี่ยงหากลงสนาม ตกดวงขัดแย้งผู้นำ ความคิดสวนทาง ไม่ถึงเป้าหมายไร้ความเป็นผู้นำ เชื่อ “บิ๊กตู่” ยังครองตำแหน่งอีกนาน

“ซินแสเข่ง” อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย เจาะลึกผ่าดวงวิกฤต “ลุงฉิ่ง” ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เตรียมการตั้งพรรค ท่ามกลางกระแสการเมืองอลเวง วางแผนสำรอง นอมินี 3ป.พรรคเศรษฐกิจไทย 

"ซินแสเข่ง" ผ่าดวงวิกฤต "ลุงฉิ่ง" เล่นการเมืองไม่รุ่ง“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงวิกฤต “ลุงฉิ่ง” เล่นการเมืองไม่รุ่ง

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวง ลุงฉิ่ง อีกว่า ลุงฉิ่ง ไม่มีดวงการเมือง เล่นได้ แต่ไม่สำเร็จงดงาม การเมืองไม่ใช่งานราชการ

ดวง “ลุงฉิ่ง” เกิดวันอาทิตย์ที่ 19 เดือนกุมภาพันธ์ 2504 วัวหน้าแล้ง ชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้ มีดวงเจ้าทุกข์ ไม่ทุกข์เรื่องตนเองก็ทุกข์เรื่องผู้อื่น งานบริการสมาคมช่วยเหลือสังคม อารมณ์อ่อนไหวชอบช่วยเหลือ 

แต่มีความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง มีความเป็นผู้นำ รักครอบครัว ห่วงใยครอบครัว มีดวงราชการ แต่ไม่มีดวงเล่นการเมือง ถึงแม้นจะได้รับความเอ็นดูจากผู้ใหญ่ เพราะดวงชะตาตกดาวบุญฤทธิ์ ยกกำลัง 2 ให้มีผู้มีอำนาจบารมีคุ้มครอง

ส่งเสริมให้มีอำนาจวาสนา บารมี ตำแหน่งหน้าที่ และการงาน ให้มีอนาคตที่มั่นคง ให้ประสพความสำเร็จในตำแหน่ง ในหน้าที่การงาน แต่ดวงขัดแย้งกับผู้นำ ตกดวงศัตรูก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจ ความคิดสวนทาง หากได้ร่วมงานอาจจะก่อสับสนให้เกิดเหตุไม่ปรองดองเกิดขึ้นได้

“ซินแสเข่ง” ผ่าดวงโหงวเฮ้ง ลุงฉิ่งเพิ่มเติมว่า จมูกอิ่มชมพู่มีความมั่นคงในทรัพย์สินฐานะที่มั่นคง ไม่ต้องโกงก็รวยได้ หางตาตกไม่ค่อยมั่นใจตนเอง ลังเลหากคิดสิ่งใดต้องถามให้รู้เรื่องและเข้าใจก่อนตัดสินใจ แต่เป็นคนที่รับปากใครแล้วต้องทำให้ได้ หากช่วยไม่ได้ใจก็จะเป็นทุกข์ โหงวเฮ้งบอกเป็นคนช่างคิด แต่มีพฤติกรรมที่ดื้อเงียบใช้ไม่ทำ ถ้าจะทำไม่ต้องมาใช้

รำลึก 45 ปี “6 ตุลา” แกนนำเตรียมชำระประวัติศาสตร์ ฟ้องศาลโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486962

06 ต.ค. 2564 |14:00 น.

แกนนำประกาศฟ้องศาลโลก งานรำลึก 45 ปี “6 ตุลา” ชำระประวัติศาสตร์ ปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง นำมาสู่การเข่นฆ่าประชาชน

รำลึก 45 ปี "6 ตุลา" แกนนำเตรียมชำระประวัติศาสตร์ ฟ้องศาลโลกรำลึก 45 ปี “6 ตุลา” แกนนำเตรียมชำระประวัติศาสตร์ ฟ้องศาลโลก

เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 6 ตุลา 2519 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 ราย แบ่งเป็น นักศึกษาและประชาชน 40 ราย และเจ้าหน้าที่รัฐ 5 ราย ผู้ได้รับบาดเจ็บ 145 ราย ผู้ถูกจับกุม 3,094 ราย โดยมีอยู่ 18 รายที่ตกเป็นจำเลย นี่เป็นข้อมูลที่ถูกรวบรวมไว้ในโครงการ บันทึก 6 ตุลา
เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมือง แต่เป็นความจงใจของกลุ่มผู้มีอำนาจในขณะนั้นที่ต้องการกวาดล้าง ฆ่าฟัน สังหารหมู่นักศึกษาที่เรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเป็นความจงใจและตั้งใจเป็นถ้อยแถลงของกฤษฎางค์ นุตจรัส อดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในห้วงเวลาดังกล่าว ซึ่งประกาศนำตัวผู้บงการในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC มั่นใจว่าตามภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ รับรองการพิจารณาคดีเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการสังหารหมู่ทางการเมือง แม้ไทยไม่เคยให้สัตยาบันต่อสนธิสัญญาดังกล่าว แม้เหตุการณ์ผ่านมา 45 ปีแล้ว

ต้องยอมรับว่าปัจจุบัน คนเดือนตุลา มีบทบาททางการเมืองในช่วงบั้นปลาย อยู่ทั้งในฝ่ายค้านและฝั่งรัฐบาล พวกที่อยู่ในฝ่ายค้านที่ยังคงเคลื่อนไหว เรียกร้องประชาธิปไตย อาทิ ภูมิธรรม เวชชยชัย นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี  ซึ่งมีบทบาทสำคัญในยุครัฐบาลพรรคไทยรักไทย ปัจจุบันเคลื่อนไหว ในนาม กลุ่ม CARE รวมถึงหน่อเนื้อเชื้อไข เดือนตุลา อย่างจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา 2519 ซึ่งยังคงยืนยัน ต้องมีการชำระประวัติศาตร์เดือนตุลา ที่มีการใช้ความรุนแรงในการรักษาผลประโยชน์ ปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังจนนำมาซึ่งการเข่นฆ่าประชาชน  ไม่เหมือนคนเดือนตุลาในฝั่งรัฐบาล เช่น วีระกร คำประกอบ คู่แข่งชิงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯกับภูมิธรรม เวชชยชัย ในสมัยนั้น ที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว กับเหตุการณ์สำคัญในอดีต 

รำลึก 45 ปี "6 ตุลา" แกนนำเตรียมชำระประวัติศาสตร์ ฟ้องศาลโลกรำลึก 45 ปี “6 ตุลา” แกนนำเตรียมชำระประวัติศาสตร์ ฟ้องศาลโลก

เหตุการณ์เดือนตุลาถูกนำมาเป็นต้นแบบ ปลุกใจให้เกิดความเคลื่อนไหวเรียกร้อง ลามไปจนทะลุเพดาน เกินที่จะทัดทานไว้ได้ ปฐมบทที่ถูกปลุกปั่น นำมาสู่ความขัดแย้งในครั้งนั้น สืบทอดมาสู่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งว่ากันว่า ก้าวร้าว รุนแรง ยิ่งกว่า จนถูกคนเดือนตุลา ฝ่ายจัดตั้งเขตเมืองอย่าง ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ สื่อมวลชน อาวุโส ออกมาเตือนสติว่า ยังต้องเดินที่ละก้าว กินข้าวทีละคำ 
สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ระบุว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นฉากหนึ่งของการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย ผ่านมา 45 ปี จากยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน ปัจจุบันประเทศนี้ ยังล้มลุกคุกคลาน อยู่กับการเรียกร้องประชาธิปไตย 

ตรวจ “สหายธรรมนัส” ยามนี้ร่วมรบ..ฤาแปรพักตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486793

อสนีบาต

05 ต.ค. 2564 |19:00 น.

ชิงไหวชิงพริบน่าดู นอกจากนายกฯจำยอมคืนงานกระทรวงเกษตรฯจาก บิ๊กป้อม กลับไปอยู่ในโควต้าของประชาธิปัตย์ ไม่เท่านั้นส่องกล้องดูการระดมทีมหนุน “ลุงตู่” ปรากฎภาพตั้งแต่ลง พท.สุโขทัย พบ “สหายธรรมนัส” หันทิศมาเกาะติด “ลุงตู่” ทุกฝีก้าว/ เจาะติดประเด็นร้อน อสนีบาต

นอกจากถนอมน้ำใจในการอยู่ร่วมรัฐบาล ก็ต้องเตรียม “แบ็คอัพ” ที่ดีหนุนนำให้ไปต่อ  ยิ่งมีคนภายในสร้างรอยร้าว แล้วจำเป็นต้องเชือด “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” พ้นตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์  ทำให้การวางตัวบนกระดานการเมืองเป็นไปอย่างสุขุมคัมภีรภาพ ในจังหวะที่ “สหายธรรมนัส” กำลังเข้ามาเป็นตัวช่วย  

นั่นคือ วิถีการเมืองของ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในยามที่หลายคนกำลังจับตากระแส “ยุบสภา”

แนวรบการเมืองบนสนามเลือกตั้งส.ส.ตอนนี้ หลายพรรคลงพื้นพบมวลชนในที่ช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนฯก่อนจะเปิดสภาเกียกกายในวันที่1พ.ย.

เสียงคุยฟุ้งทั่วคุ้งน้ำว่าพรรคต้นสังกัดจะได้ส.ส.เท่านั้น-เท่านี้ รวมทั้งชูชื่อหัวหน้าพรรค-แคนดิเดตนายกฯของตัวเองชิงเก้าอี้สร.1 สมัยหน้า เมื่อลองบวกตัวเลขของแต่ละพรรคแล้วมันทะลุ 500 ส.ส.ตามที่กฎหมายกำหนดไว้  และยังไม่รู้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะประกาศยุบสภาเมื่อใด

บวกกับอาการขบเหลี่ยมการแบ่งงานสี่หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเคยเป็นโควต้าของรมช.เกษตรฯค่ายพลังประชารัฐ ที่โดนผลของมาตรา171 แห่งรัฐธรรมนูญไปเมื่อไม่นานมานี้   โดยสร.1โยกภารกิจนี้จากที่เคยอยู่ในมือสร.4(จุรินทร์   ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์)ไปให้สร.2 (พล.อ. ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ) กำกับดูแล 

ทว่า พล.อ.ประยุทธ์ จำใจหันหัวเรือ ออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งมอบงานกระทรวงเกษตรฯให้ “บิ๊กป้อม”  กลับไปสู่อ้อมกอดของพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไม่ให้เกิดรอยแผลความขัดแย้งภายในพรรคร่วมไปมากกว่านี้ 

ทางกลับกัน ประเด็นข่าวที่ปรากฏขึ้นที่ผ่านมาทำให้นักพยากรณ์ศาสตร์ทางการเมืองต่างพินิจพิเคราะห์และวินิจฉัย ห้วงเวลาที่ “ลุงตู่” จะกดปุ่มยุบสภาว่า “อยู่ในห้วงนั้น-ห้วงนี้ของปีนี้-ปีหน้า”

บวกกับกระแสข่าว”ปรับครม.ลุงตู่2/5″ ที่โผล่มาเมื่อไม่กี่วันก่อนหลังนั้น ย่อมทำให้การคาดการณ์อายุรัฐบาล”จะเหลือเวลาเท่านั้น-เท่านี้” และผสมกับหนังสือที่กกต.ส่งถึงหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค เรื่อง การเตรียมความพร้อมในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไป….ก็ยิ่งทำให้การตีความว่าการยุบสภาจะมาในเวลาอันใกล้

แต่ล่าสุดเมื่อแกนนำ3ป.คือ “ลุงตู่” และ “ลุงป้อม” ย้ำว่า “ตอนนี้ไม่มีการปรับครม.-ไม่ยุบสภา” ก็น่าจะจบกระแสข่าวข้างต้นลงได้

“ท่านนายกฯเน้นย้ำว่า ยังไม่มีการปรับครม.รัฐบาลยังทำงานร่วมกันตามปกติ และขอบคุณครม.ที่ได้ร่วมทำงานกันมากว่า 2 ปี 3 เดือน ยืนยันไปแล้ว ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลยังทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหา โควิด-19 แก้ปัญหาน้ำท่วมและความยากจน” 

“ธนกร วังบุญคงชนะ”  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมยนตรีออกมาแถลงโดยอ้างถึงคำพูดนายกในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 64

อย่างไรก็ตาม  สิ่งที่ไม่อาจมองข้าม คือ การไม่ยอมรามือทางการเมืองของ“ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า”เลขาธิการพรรคพปชร.ที่เริ่มทำการบ้านลงพื้นที่คัดเลือกผู้สมัครส.ส.ให้ได้ 400 คน ผ่านระบบไพรมารี่ โหวต(3 ต.ค. 2564 เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์การประชุมคัดเลือกตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดสมุทรสาคร เขต 2 ที่บริเวณร้านอาหารขำขำ ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน โดย จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร เขต 3 เป็นเจ้าภาพ)

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยาร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.พระนครศรีอยุธยา

และต้องขับเคี่ยวกับ”ผู้การชาติ” พันเอกสุชาติ จันทรโชตกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ภาคใต้ พปชร.ที่ประกาศชัดแยกขั้วจาก พปชร.แล้วและพร้อมแตะมือกับพรรคใหม่ที่จะหนุน”ลุงตู่”เป็นสร.1ต่อไป

พูดง่ายๆสื่อและนักวิเคราะห์จับสถานการณ์รายวันและกระแสปั่นข่าวจากใครบางคนผ่านหน้าสื่อมาวินิจฉัยจนงงงวยไปหมด…

ตรงนื้เสมือนศึกในค่าย3ป.เพราะ “ผู้กองธรรมนัส”คือสายตรง”ลุงป้อม” ส่วนผู้การชาติคือบัดดี้ตท.12และจปร.23ของ “ลุงตู่”  หากต้องฟาดฟันกันเองเพื่อแย่งแต้ม-แย่งเก้าอี้ส.ส.บนสนามปักษ์ใต้ที่มี 50 เขตในขั้นต้น(อาจจะเพิ่ม-ลด ตามสัดส่วนประชากรและกกต.อาจแบ่งเขตใหม่) ไม่ใช่ผลดีกับ3ป.ในวันข้างหน้า เพราะเสมือนเตะตัดขาคนกันเองแล้วถวายพานทองคือเก้าอี้ส.ส.ไปให้คู่แข่งแบบง่ายๆ

“พ่อบ้านพปชร.” ที่เพิ่งไร้เก้าอี้ รมช.เกษตรฯน่าจะพอทำใจได้กับผลของข้อหากบฏต่อรัฐบาล เพราะตอนนี้ “ผู้กองธรรมนัส”ยอมกลับคำไม่ย้ายพรรค หาก”ลุงป้อม”ยังไว้วางใจและขออยู่พรรคนี้ต่อ โดยลุยลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมรับการเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้”ผู้กองธรรมนัส” อ้างว่าเครือข่ายผู้แทนในพปชร.,พรรคจิ๋วและพรรคฝ่ายค้านนั้นหากจะให้ระดมพลมีไม่มากไม่น้อยกว่า 50 เสียง

แต่ยามนี้เอาเข้าจริง กำลังพลที่”ผู้กองธรรมนัส” เคยกล่าวอ้างนั้น พรรคจิ๋วขอให้ตัดไปก่อนเพราะเลือกตั้งครั้งหน้า โอกาสเข้าสภาน้อยยิ่งกว่าน้อย ส่วนพรรคฝ่ายค้านนั้นตอนนี้ก็ชัดแล้วว่าส.ส.คนไหนและจากพรรคใดคืองูเห่าการเมืองเวอร์ชั่นล่าสุดบ้าง

 
จากการตรวจสอบส.ส.พลังประชารัฐ ซุ้ม”ร.อ.ธรรมนัส”ที่ยังเคียงข้างในชั่วโมงนี้ พบว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2 คนคือ เอกราช ช่างเหลา และบุญสิงห์   วรินทร์รักษ์
 
 
ส่วน ส.ส.เขต ได้แก่
จีรเดช ศรีวิลาศ ส.ส.พะเยา เขต 2,
ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1,
ธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ ส.ส.ตาก เขต 1,
ภาคภูมิ บูลย์ประมุข ส.ส.ตาก เขต 3,
วัฒนา สิทธิวัง ส.ส.ลำปาง เขต 4 ,
วัฒนา ช่างเหลา ส.ส.ขอนแก่น เขต 2,
สมเกียรติ วอนเพียรส.ส.กาญจนบุรี เขต 2,
กฤษณ์ แก้วอยู่ ส.ส.เพชรบุรี เขต1,
สาธิต อุ๋ยตระกูล ส.ส.เพชรบุรี เขต2 ,
สุชาติ อุสาหะ ส.ส. เพชรบุรี เขต3,
จอมขวัญ กลับบ้านเกาะ ส.ส.สมุทรสาคร เขต 3 
 

น่าสนใจกว่านั้น  คือ เครือข่ายตท.25 และจปร.36 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ”ผู้กองธรรมนัส”นั้น ตอนนี้บางรายขึ้นแท่น บางรายยังไม่ขยับในหน้าที่การงานทางราชการ (ร.อ.ธรรมนัส เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 25 และจบนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 36 รุ่นเดียวกันกับพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม และ “พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ” ) 

ลึกไปกว่านั้น “พ.ท.หิมาลัย” หรือ เสธ.หิ หรือ “ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ” ในปัจจุบัน  คือหนึ่งในบัดดี้ของ “ผู้กองธรรมนัส”  ที่คนการเมืองบางคนเท่านั้น รู้ว่าบุคคลนี้  คือ คนเดินเกมใต้ดินทางการเมืองเสมือนตัวแทนของ “ผู้กองธรรมนัส” 

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ (คนยืนแถวหน้าลำดับที่ห้านับจากซ้ายมือ)ยืนถ่ายรูปเคียงข้างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมกับส.ส.ในพื้นที่ขณะลงพื้นที่่ช่วยน้ำท่วมสุโขทัยดร.หิมาลัย ผิวพรรณ (คนยืนแถวหน้าลำดับที่ห้านับจากซ้ายมือ)ยืนถ่ายรูปเคียงข้างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร่วมกับส.ส.ในพื้นที่ขณะลงพื้นที่่ช่วยน้ำท่วมสุโขทัย

พิจารณาจากเลือกตั้งนายกอบจ.หลายจังหวัด  “ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ”  คือมือประสานสิบทิศที่เจรจาคนการเมืองท้องถิ่นต่างขั้วให้ร่วมงานกันได้ (ตัวอย่างคือ อบจ.นครสวรรค์ เพราะนายกอบจ.คือ พล.ต.อ.สมศักดิ์ จันทะพิงค์ อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่มีเลขานุการนายกอบจ.คือพิมพ์ปวีณ์ นิลสุพรรณ พี่สาวของสัญญา นิลสุพรรณ ส.ส.นครสวรรค์ เขต3 พปชร.รวมทั้งส.จ.จากหลายมุ้งเช่นพรรคภูมิใจไทย,พรรคเพื่อไทย,และอิสระ)

การเดินเกมประสานสิบทิศของ”ดร.หิมาลัย” ข้างต้นนั้น แปลว่าพร้อมเป็นมือดีลลับทางการเมืองอีกหนึ่งชีวิต

ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ"เสธ.หิ" (ซ้ายมือ)ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งลงพื้นที่น้ำท่วมสุโขทัย ไม่กี่วันที่ผ่านมา  ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือ”เสธ.หิ” (ซ้ายมือ)ต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเมื่อครั้งลงพื้นที่น้ำท่วมสุโขทัย ไม่กี่วันที่ผ่านมา

แต่ล่าสุด..หลังจากที่สร.1ลงนามปลด “ร.อ.ธรรมนัส”และ”ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” พ้นครม.  มีประเด็นให้ชวนคิด  ทำไมปรากฏภาพของเสธ.หิและส.ส.พปชร.บางส่วนไปต้อนรับ”ลุงตู่”ช่วงลงพื้นที่จ.สุโขทัยเมื่อไม่กี่วันก่อน

ก่อนหน้านั้น”เสธ.หิ” เคยมีภาพปรากฏกับ”พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา”  อดีตผบ.ตร. ในการลงพื้นที่แนะนำตัวกับชาวเมืองหลวงว่า”บิ๊กแป๊ะ”จะสมัครผู้ว่าฯกทม.แบบอิสระ แต่ใครหลายคนรู้กันหมดว่า”บิ๊กแป๊ะ”คือหนึ่งในแคนดิเดตที่พปชร.เตรียมจั่วลงแข่งขัน

พินิจให้ลึกถึงใต้ถุนพรรค คือ แทบไม่เคยพบภาพ”เสธ.หิ”ลงพื้นที่ร่วมกับ”ผู้กองตุ๋ย” รวมทั้ง”ลุงป้อม”ในเชิงการเมืองเลย

แบบนี้แปลว่า”เสธ.หิ”เลือกขั้ว”ลุงตู่” และหักดิบเพื่อนรักที่ชื่อ”ผู้กองตุ๋ย”หรือไม่ และทำไมจึงทำแบบนั้น? 

….พึงใคร่ครวญและพิจารณา…

45 ปี 6 ตุลา “ภูมิธรรม” ตาสว่าง ฝากหวังรุ่นทะลุเพดาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486842

05 ต.ค. 2564 |19:00 น.

รำลึก 45 ปี 6 ตุลา “ภูมิธรรม” อดีตซ้ายจุฬาฯ ชี้สังคมไทยตาสว่าง แกนนำเพื่อไทยฝากอนาคตรุ่นทะลุเพดาน พร้อมพิสูจน์คำปรามาสสู้ไปกราบไป คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เวียนมาครบรอบ 45 ปี 6 ตุลาคม 2519  อ้วน “ภูมิธรรม เวชยชัย” ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เกิดอาการตาสว่าง หลังได้ทบทวนเหตุการณ์เดือนตุลาคม ปี 2516-2519

“ภูมิธรรม” ขอร่วมรำลึก 45 ปี 6 ตุลา โศกนาฏกรรมการทำลายล้างผู้เห็นต่างทางการเมืองที่เจ็บปวดอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันนี้ “ภูมิธรรม” และเพื่อนร่วมอุดมการณ์อย่าง นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ยังทำงานการเมืองตามวิถีประชาธิปไตย ในนามกลุ่มแคร์

นับแต่มีการเคลื่อนไหวของเยาวชนนักเรียนนักศึกษาประชาชน เมื่อปี 2563 ได้ก่อให้เกิดกระแสความนิยมหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทย ที่เนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519

ขบวนการนักศึกษายุคดิจิตอล ทำให้มีการศึกษาประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ในวงเยาวชนคนรุ่นใหม่ และมีการให้ความหมายใหม่ของเหตุการณ์นี้ด้วย

บทศึกษา 6 ตุลา ฉบับรุ่นทะลุเพดานนั้น มีรูปธรรมชัดเจนจากการชูข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ ของแนวร่วมนักศึกษาธรรมศาสตร์และการชุมนุม

อดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 6 ตุลา มองว่า 45 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีการชำระสะสางจากสังคมร่วมกัน เพื่อตัดสินว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นการกระทำที่ผิด รวมถึงการดำเนินคดีกับผู้มีส่วนในลงมือและทำให้เกิดเหตุการณ์นั้น

‘คนตุลาสองแนวทาง’

ก่อนปี 2516 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่มีระบบโซตัสแข็งแกร่ง แต่ก็มีกลุ่มนิสิตหัวก้าวหน้า พยายามฝ่าวงล้อมแนวคิดอนุรักษนิยม “ภูมิธรรม เวชยชัย” นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ได้รวบรวมเพื่อนๆ จัดตั้งพรรคจุฬา-ประชาชน ถือว่าเป็นพรรคนักศึกษาปีกซ้ายในจุฬา

ปี 2517-2518 พรรคจุฬา-ประชาชน พยายามส่งคนเข้าชิงตำแหน่งนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ (นายก สจม.) แต่ก็พ่ายแพ้แก่พรรคแนวคิดอนุรักษนิยม 2 ปีซ้อน

ต้นปี 2519 ภูมิธรรม และพรรคจุฬา-ประชาชน ส่ง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เข้าชิงนายก สจม. คราวนี้ฝ่ายซ้ายจุฬาฯ ได้รับชัยชนะ

เอนกในฐานะนายก สจม. ได้นำนิสิตจุฬาฯ เข้าร่วมการชุมนุมต้านการกลับมาของจอมพลถนอมที่ธรรมศาสตร์ จนเกิดการชุมนุมใหญ่ต่อต้านเผด็จการถนอม และเหตุการณ์ 6 ตุลา

ปัจจุบัน ภูมิธรรม สวมหัวโขนที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้ก่อการกลุ่มแคร์ ส่วนเอนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็น รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โควตาพรรครวมพลังประชาชาติไทย

45 ปีผ่านไป คนเดือนตุลา ต่างมีวิถีและจุดยืนทางการเมือง แตกต่างกันไป คนจำนวนหนึ่งยังยืนอยู่ในฝั่งประชาธิปไตย แต่หลายคนก็ไปยืนฝั่งประชาธิปไตยแบบไทย(กึ่งเผด็จการ)

‘ตาสว่าง’

เมื่อเร็วๆนี้ “ภูมิธรรม เวชยชัย” เขียนบทความเรื่องตุลาคม เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ชวนให้เราได้ทบทวนและเกิดภาวะตาสว่างอีกครั้งของบริบทการเมืองไทย เผยแพร่ผ่านทางสื่อออนไลน์

“ช่วงชีวิตตอนเป็นนักศึกษา เรายังมีโจทย์ที่ไม่ซับซ้อนมาก เราอยากเห็นชาวนามีชีวิตที่ดีขึ้น กรรมกรมีค่าแรงที่ดีขึ้น นักศึกษาจบมาควรมีงานทำ มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรในสังคมอย่างยุติธรรมเสมอภาคกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นลูกใคร ชาวนาหรือคหบดี นี่คือความหวังพื้นฐานของเราในเวลานั้น 48 ปีที่ผ่านมา”

ภูมิธรรม ย้อนรำลึกถึงช่วงเวลาการต่อสู้ระหว่างปี 2516-2519 และหันกลับมามองบ้านเมืองในวันนี้

“เรายังคงยืนอยู่ในจุดเดิมที่ยังไม่เห็นสังคมที่เป็นธรรม สังคมที่ยังไม่มีการกระจายโอกาสให้กับทุกคนอย่างทั่วถึง และ สังคมที่ยังคงมีความเหลื่อมล้ำที่อาจจะสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เหตุปัจจัยที่เป็นรากของปัญหายังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ผมมั่นใจว่าในความสำนึกรู้คิดของเราเปลี่ยนแปลง และค่อยๆสั่งสมสำนึกใหม่ที่นำพาเราไปสู่ภาวะตาสว่างมากขึ้น”

พรรคเพื่อไทย มักถูกคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งประทับตราว่า สู้ไปกราบไป ไม่กล้าเปลี่ยนแปลงเหมือนพรรคก้าวไกล แต่ภูมิธรรมยังฝากความหวังไว้กับคนรุ่นใหม่

“ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและสำนึกรู้ของคนรุ่นเก่า รุ่นปัจจุบันและรุ่นอนาคต มีความเปลี่ยนแปลง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำพาเราทั้งหมดสู่ภาวะตาสว่าง อีกครั้งและอีกหลายๆครั้งในอนาคต เดือนตุลาคมนั้นเป็นเดือนแห่งการเรียนรู้ด้วยจิตสำนึกใหม่ของประชาชน”

ภูมิธรรมย้ำคำว่า ตาสว่าง หลายครั้งในบทความของเขา เหมือนจะบอกกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีแต่นักการเมืองหัวโบราณเท่านั้น

เบื้องหลัง “ธรรมนัส” ลุยถิ่นสามมิตร โชว์พะเยาโมเดล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486835

05 ต.ค. 2564 |18:00 น.

เล่นเกมอะไร “ธรรมนัส” ลุยน้ำหาเสียงในถิ่นอดีต ส.ส.กลุ่มสามมิตร งัดพะเยาโมเดล โชว์เหนือซุ้มอื่น คอลัมน์ท่องยุทธ โดยขุนน้ำหมึก

ฮือฮาในโซเชียล เมื่อปรากฏภาพของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ลอยคอกลางน้ำแจกของช่วยเหลือชาวบ้านแถว อ.เสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งกำลังประสบภัยน้ำท่วมมานานนับสัปดาห์แล้ว

กองเชียร์ “ธรรมนัส” ขานรับทันที นี่คือแบบอย่างของผู้นำการเมือง พูดจริง ทำจริง แถมมีกระทบชิ่งไปถึงลุงบางคนในทำเนียบฯ

ย่างก้าวของ “ธรรมนัส” ในวันที่ไม่มีหัวโขนรัฐมนตรี น่าจับตายิ่ง เพราะเขาเป็นมือทำงานของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

บ่ายวันที่ 4 ต.ค.2564 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล พร้อมคณะ ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ด้วยการแจกถุงยังชีพ และเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลหัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา

ด้านเจ้าบ้าน ธเนศ สนธิ นายกเทศมนตรีตำบลหัวเวียง ให้การต้อนรับ ร.อ.ธรรมนัส ที่เดินทางมาพร้อมคณะพระครูวิศิษฏ์สรการ (พระครูไทย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม วรวิหาร ประธานมูลนิธิพุทธสุวัณณภูมิ ที่ลงพื้นที่แจกถุงยังชีพและน้ำดื่ม

ที่น่าสนใจ ในวันที่ธรรมนัสไปลุยน้ำท่วมแถว อ.เสนา กลับไม่มี องอาจ วชิรพงศ์ อดีต ส.ส.อยุธยา และผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ร่วมคณะมาด้วย

‘ถิ่นสามมิตร’

ทีมแจกข่าวของ “ธรรมนัส” อ้างว่า มีกลุ่มผู้สมัคร ส.ส.อยุธยา พรรคพลังประชารัฐ ลงพื้นที่แจกของน้ำท่วมด้วย แต่กลับไม่เห็นเงาของ องอาจ วชิรพงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ หนที่แล้ว

การเลือกตั้งปี 2562 องอาจ วชิรพงศ์ อดีต ส.ส.อยุธยา ย้ายจากพรรคเพื่อไทยมาสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ พร้อมเป็นแม่ทัพกรุงเก่า

องอาจลงสมัคร ส.ส.อยุธยา เขต 4 (ลาดบัวหลวง ,เสนา,ผักไห่,บางบาล และบางซ้าย) ในฐานะแชมป์เก่า แต่พ่ายแพ้แก่ จิรทัศ ไกรเดชา อดีต ส.อบจ.อยุธยา เขต อ.ลาดบัวหลวง จากพรรคเพื่อไทย

หลังจัดตั้งรัฐบาล องอาจได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรียุติธรรม (สมศักดิ์ เทพสุทิน) เนื่องจากองอาจเป็นสมาชิกกลุ่มสามมิตร มาตั้งแต่แรก

จะว่าไปแล้ว องอาจอยู่ในการเมืองท้องถิ่น อ.เสนา มายาวนาน เป็นอดีต ส.อบจ.อยุธยา 4 สมัย และรองนายก อบจ. 3 สมัย

แปลกแต่จริง “ธรรมนัส” ไป อ.เสนา กลับไม่เห็นหน้าองอาจ ผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐไปต้อนรับและร่วมแจกของ หรือผู้กองกำลังคิดจะเปลี่ยนตัวแม่ทัพกรุงเก่า ไม่เอาคนของกลุ่มสามมิตร

เป็นที่ทราบกันดีในพรรคพลังประชารัฐ ธรรมนัสวางแผนจัดทัพผู้สมัคร ส.ส.ทั้งประเทศ ไม่มีการแบ่งซุ้มแบ่งก๊วน ให้มาขึ้นต่อ พล.อ.ประวิตร เพียงคนเดียว

‘พะเยาโมเดล’

“ธรรมนัส” ย้ำหลายครั้ง จะสร้างพรรคพลังประชารัฐ ให้เติบใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยกลยุทธ์เข้าถึง เข้าใจประชาชน ในฐานะเลขาธิการพรรค จึงกำชับให้ลูกพรรคลงพื้นที่ และจะมีการไพรมารี่โหวตเสนอชื่อผู้สมัคร ส.ส.

พูดง่ายๆ ธรรมนัสเชื่อว่า พลังประชารัฐ ไม่ชูภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นปัญหา หากผู้สมัคร ส.ส. หรือ ส.ส.เกาะติดพื้นที่ ร่วมทุกข์ร่วมสุขของชาวบ้าน ก็เอาชนะคู่แข่งได้

ตัวอย่างการทำงานการเมืองพื้นที่ “ธรรมนัส” โชว์พะเยาโมเดล เป็นต้นแบบ เนื่องจากเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ธรรมนัสได้ใช้มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล เป็นตัวขับเคลื่อนงานการเมือง

ระยะแรกๆ ธรรมนัสกลับแผ่นดินถิ่นกว๊านพะเยา ตั้งมูลนิธิช่วยเหลือเจือจุนคนจนคนด้อยโอกาส เช่นสร้างบ้าน ,มอบทุนการศึกษา ฯลฯ จนได้รับการยอมรับจากคนพะเยา

พะเยาโมเดล อาจใช้ได้เฉพาะตัวของผู้กองคนดัง เนื่องจากมีทุนทรัพย์ส่วนตัวมากมาย แต่ ส.ส.บางคน หรือผู้สมัคร ส.ส.ส่วนใหญ่ อาจมีข้อจำกัดหลายอย่าง จนทำตามแบบธรรมนัสไม่ได้

“ประชาธิปัตย์” ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486792

05 ต.ค. 2564 |15:00 น.

นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนข้อสั่งการให้รองนายกฯจากพรรค “ประชาธิปัตย์” กลับไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ เหมือนเดิม หลังออกมาเคลื่อนไหว ไม่พอใจการจัดการใน ครม.

"ประชาธิปัตย์" ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี“ประชาธิปัตย์” ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

เพียงสัปดาห์เดียวที่พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เซ็นต์คำสั่ง มอบหมายให้ พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯไปกำกับดูแล กระทรวงเกษตรฯและงานในความรับผิดชอบเดิมของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ มาวันนี้นายกรัฐมนตรีก็มีข้อสั่งการให้งานในกระทรวงเกษตรฯกลับไปอยู่ในความดูแลของนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฐ์ รองนายกฯจากพรรคประชาธิปัตย์ ตามข้อสั่งการเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา อีกครั้ง หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ ออกอาการ  และถามหามารยาททางการเมือง จากพรรคแกนนำรัฐบาล
ว่ากันว่า ข้อสั่งการนายกฯ เมื่อวันที่ 28 กันยายน เป็นความพยายามสื่อสาร ประสานรอยร้าวกับพี่ใหญ่  ที่ตัวเองเคยใช้อำนาจปลดรัฐมนตรี กล่องดวงใจไปถึงสองคน ไม่สนว่าการตัดสินใจในวันที่ 28 กันยา จะทำให้เกิดปฏิกิริยา จากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาเคลื่อนไหวและได้กระทรวงเกษตรฯกลับไปเมื่อเช้าวันนี้ 

"ประชาธิปัตย์" ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี“ประชาธิปัตย์” ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

นอกจากข้อสั่งการเมื่อวันที่ 28 กันยา ไม่ได้สร้างปัญหากับพรรคประชาธิปัตย์ เพียงอย่างเดียว  เพราะมีความเคลื่อนไหวเมื่อสุดสัปดาห์ จนอาจถูกมองเป็นความอหังการ์ของคนที่ตัวเองใช้อำนาจปลดออกนั่นคือการลงพื้นที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคฯ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแบบถึงลูกถึงคน  เดินหน้างานการเมือง เตรียมการเลือกตั้งให้พรรคพลังประชารัฐ แบบไม่สนท่าทีของนายกรัฐมนตรีหลักลอย 

"ประชาธิปัตย์" ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี“ประชาธิปัตย์” ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี  ที่มีอายุเพียงหนึ่งสัปดาห์  ทำให้มีคำถามว่า ในภายภาคหน้า ข้อสั่งการของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จะมีความหมายในทางปฏิบัติหรือไม่ ระยะเวลา หนึ่งสัปดาห์ น้อยยิ่งกว่าน้อยเกินกว่า ผู้ปฏิบัติจะตั้งหลักได้  ความศักดิ์สิทธิ์ข้อสั่งการประมุขฝ่ายบริหาร ถูกทำลายย่อยยับในช่วงระยะเวลาเพียง 7 วัน  ไม่มีใครรู้ว่าการออกข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี มีพื้นฐานอย่างไร   แคหนึ่งสัปดาห์พรรคประชาธิปัตย์ ทำให้รู้ว่าข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีหลักฐานมั่นคงใดๆ ถอนข้อสั่งการได้ง่ายดาย  เสมือนถอนไม้หลักออกจากปลักเลน   

"ประชาธิปัตย์" ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี“ประชาธิปัตย์” ทำได้ ถอนข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี

ปั่นกระแส อบต. “ธนาธร” ฝ่ากระสุนบ้านใหญ่-มาเฟียการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/486689

04 ต.ค. 2564 |19:00 น.

อุ่นเครื่อง อบต. “ธนาธร” ไม่เข็ด ปั่นกระแสสู้กระสุน ลุยเกือบ 200 อบต. คาดหวังสนามอีสาน มดแดงจะล้มช้าง คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

เลือกตั้งท้องถิ่นระดับฐานราก แต่มีสื่อระดับชาติให้ความสนใจ เพราะคณะก้าวหน้าของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประกาศส่งผู้อาสาลงสนามทั่วประเทศ

“ธนาธร” ลุยสนามเลือกตั้งท้องถิ่นมาแล้ว ทั้ง อบจ. และเทศบาล ประสบชัยชนะเล็กๆ แต่ไม่ท้อขอลุยต่อในสนาม อบต. เพราะหวังเป็นฐานเสียงให้พรรคก้าวไกล

สมรภูมิ อบต. “ธนาธร” ต้องเผชิญหน้ากับตัวแทนบ้านใหญ่ และนอมินีนักการเมืองทุกพรรค แม้จะสุ่มเสี่ยงพ่ายเรียบ แต่ก็มีโอกาสลุ้นในภาคอีสาน

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศ กกต.เรื่องกำหนดวันเลือกตั้ง อบต. ลงคะแนนสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต.เป็นทางการ วันที่ 28 พ.ย. 2564 โดย กกต.จะเปิดการรับสมัครระหว่างวันที่ 11-15 ต.ค.2564

คณะก้าวหน้าแถลงว่า ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ได้รับการยืนยันแล้วจำนวนทั้งสิ้น 195 แห่ง จาก 51 จังหวัดทั่วประเทศ

ภาคอีสานส่งลงสมัครมากที่สุดคือ 124 แห่ง รองลงมาคือภาคเหนือ 28 แห่ง ภาคกลาง 40 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง โดยมีผู้เสนอตัวเป็นตัวแทน 527 แห่ง จากทั่วประเทศ

“ธนาธร” แถลงว่า ตัวแทนในนามคณะก้าวหน้าทุกคนจะต้องไม่ซื้อสิทธิซื้อเสียง ,ต้องไม่มีการทุจริตคอรัปชั่นเอื้อประโยชน์พวกพ้อง และยึดมั่นในฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนนโยบายยุติรัฐราชการรวมศูนย์ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

‘กระแสสู้กระสุน’

ปลายปี 2563 “ธนาธร” อาจรู้สึกผิดหวังที่ผู้สมัครนายก อบจ. 42 จังหวัด พ่ายแพ้หมดทุกสนาม แต่อีกด้านหนึ่ง คณะก้าวหน้าก็ได้ ส.อบจ. จำนวน 57 คน

ไกลก้อง ไวทยการ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ในฐานะหัวหน้าทีมนโนบายคณะก้าวหน้า มีความมั่นใจว่า จะได้รับชัยชนะจากสนามนายก อบต. เพราะมีรูปธรรมเชิงนโยบายที่ทำได้จริงของคณะก้าวหน้าในสนามเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา

ยกตัวอย่างนโยบายน้ำประปาดื่มได้ ของเทศบาลตำบลอาจสามารถ ,การจัดการขยะก้าวหน้า ในหลายๆเทศบาล อีกทั้งนโยบายร้องเรียนแก้ไขปัญหาด้วยเทคโนโลยี ทราฟฟี่ ฟองดูว์ รวมถึงเว็บไซต์โฉมใหม่ที่เราจัดทำขึ้นภายใต้นโยบายรัฐเปิดเผย ที่เน้นการใช้งานได้จริงของพี่น้องประชาชน

การเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา คณะก้าวหน้า ได้ชัยชนะระดับนายกเทศบาลตำบล 12 แห่งจากทั่วประเทศ

ซัน ภักดีศรี กรรมการบริหารคณะก้าวหน้าและผู้ประสานพื้นที่อีสาน สรุปใจความสำคัญของการเดินหน้าลุยศึกเลือกตั้งท้องถิ่นของคณะก้าวหน้าที่ผ่านมา ต้องใช้คำว่า “ใช้กระแสสู้กระสุน ใช้นโยบายสู้ทุน และเป็นฝูงมดแดงล้มช้าง”

กลยุทธ์ที่ว่านั้น หมายถึงการใช้กระแสของประชาธิปไตยเข้าสู่กับอำนาจนิยม และใช้นโยบายเอาชนะเงินทุนของผู้สืบทอดอำนาจ และรวมพลังกันเหมือนฝูงมดที่ล้มช้าง และสร้างระบอบประชาธิปไตยจากฐานรากขึ้นมา

‘ลุ้นสนามอีสาน’

เมื่อปี่กลองเลือกตั้งท้องถิ่นดังขึ้น “ธนาธร” คงนำทีมแกนนำคณะก้าวหน้า ลุยหาเสียงเหมือนเลือกตั้ง อบจ. และเลือกตั้งเทศบาล

สำหรับศึกนายก อบต. คณะก้าวหน้าส่งผู้สมัครนายก อบต.มากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ จ.อุดรธานี 21 แห่ง, จ.ร้อยเอ็ด 15 แห่ง, จ.หนองบัวลำภู 10 แห่ง, จ.มหาสารคาม 10 แห่ง และ จ.นครราชสีมา 9 แห่ง

เหตุที่ “ธนาธร” พุ่งเป้าไปที่ภาคอีสาน เพราะเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา คณะก้าวหน้าได้รับชัยชนะในเทศบาลตำบลภาคอีสาน 8 แห่ง จากทั้งหมด 12 แห่ง

รายชื่อนายกเล็กของคณะก้าวหน้า ประกอบด้วย ทวีสิทธิ์ มนตรีชน นายกเทศมนตรีตำบลดงสิงห์ อ.จังหาร ,เทพพร จำปานวน นายกเทศมนตรีตำบลอาจสามารถ อ.อาจสามารถ และสถาพร รอเสนา นายกเทศมนตรีตำบลขวาว อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด

ถาวร นันทะแสง นายกเทศมนตรีตำบลศรีธาตุ อ.ศรีธาตุ ,ทองคูณ ยางขัน นายกเทศมนตรีตำบลบ้านยวด อ.สร้างคอม และแก้ว เศวตวงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานีรวมถึง ชัยวัฒน์ ดาวเรือง นายกเทศมนตรีตำบลบ้านโคก อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู และประจิณ สีทิม นายกเทศมนตรีตำบลนาป่าแซง อ.ปทุมราชวงษา จ.อำนาจเจริญ

การทะลวงเทศบาลรากหญ้าได้จำนวนหนึ่ง “ธนาธร” จึงวาดหวังว่า คณะก้าวหน้า จะได้นายก อบต.ในภาคอีสาน มากกว่าเทศบาล 5 เท่า