พี่ใหญ่ไร้ “ประยุทธ์” แผนลับดีลข้ามขั้วสะดุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485792

28 ก.ย. 2564 |18:00 น.

เกมซ่อนมีดยังไม่จบ “ประยุทธ์” จะถูกทิ้งจริงหรือ เลือกตั้งสมัยหน้า พลังประชารัฐแบกพี่ใหญ่ประวิตรไปสู้ทักษิณ จะเหลือรอดมากี่คน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ชั่วโมงนี้ ทุกย่างก้าวของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะถูกสื่อจับจ้องเป็นพิเศษ

วันอังคารที่ 28 ก.ย.2564 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี “พล.อ.ประยุทธ์” เดินไปส่ง พล.อ.ประวิตร ขึ้นรถประจำตำแหน่ง เดินทางกลับ นักข่าวก็ถอดรหัสทุกอิริยาบถ ประคองกันมั้ย กอดกันมั้ย หรือเดินเคียงข้างกันมาเฉยๆ

สื่อบางสำนักเห็นภาพ “พล.อ.ประยุทธ์” เดินมาส่งพี่ใหญ่ ก็พาดหัวข่าว สยบทุกข่าวลือ แต่บางสำนักกลับมองว่า พี่ใหญ่-น้องเล็ก ยังมีระยะห่างกันอยู่

อย่างไรก็ตาม นักข่าวทำเนียบรายงานว่า หลังประชุม ครม. พี่น้อง 3ป. ได้มีการพูดคุยนอกรอบกันต่อที่ห้องสีเหลือง ตึกสันติไมตรี ก่อนที่ พล.อ.อนุพงษ์ ได้แยกออกอีกประตูหนึ่ง

เนื่องจากวันนี้ สูตรเกมอำนาจ ไม่ได้มีแค่ “3ป.” หากแต่เป็น “3 ป.+1 ป.” จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่า ศึกสายเลือดพี่น้อง 3ป.ยังไม่จบ

ป.ตัวใหม่ที่เพิ่มเข้ามาอย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มีแนวคิดชักธงพลังประชารัฐ โดยไม่มี “ประยุทธ์” ในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะนายกฯประยุทธ์ บอบช้ำจากการถูกถล่มโจมตีสารพัดเรื่อง แถมเรตติ้งก็ลดลงเรื่อยๆ

นักวิเคราะห์การเมืองตั้งคำถามว่า พล.อ.ประวิตร ถือธงนำพลังประชารัฐ เดินหน้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จะเกิดอะไรขึ้น

‘กระแสประยุทธ์’

การเลือกตั้งทั่วไปสมัยที่แล้ว ส.ส.พลังประชารัฐ โดยส่วนใหญ่ได้อานิสงส์จากกระแสความนิยมในตัว “พล.อ.ประยุทธ์” พ่วงด้วยประชานิยมประยุทธ์ หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ยกตัวอย่าง ส.ส.กรุงเทพมหานคร 12 คน ล้วนเป็นคนหน้าใหม่ ที่มากับกระแสความสงบจบที่ลุงตู่ ซึ่งสนามเมืองหลวง เป็นเรื่องของกระแสล้วนๆ บวกกับความผิดพลาดในเชิงยุทธศาสตร์หาเสียงของ ปชป. ที่ประกาศไม่เอาประยุทธ์ ในโค้งสุดท้าย

สนามเลือกตั้งภาคใต้ ก็มีลักษณะคล้ายสนามเมืองหลวง ส.ส.พลังประชารัฐ 14 คน ได้เข้าสภาฯ เพราะคนใต้อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ด้วยคำขวัญทางยุทธศาสตร์ของ ปชป. ที่คัดค้านการสืบทอดอำนาจ ทำให้คนใต้จำนวนไม่น้อยหันไปเลือกผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่

ส.ส.ภาคกลาง พรรคพลังประชารัฐ เป็นแชมป์ภาคกลาง โดยมี ส.ส.เขต 36 คนจากทั้งหมด 90 คน ซึ่งมีทั้ง ส.ส.บ้านใหญ่ ที่มีฐานคะแนนส่วนตัว บวกกับกระแสรักประยุทธ์

เกือบครึ่งหนึ่งของ ส.ส.พลังประชารัฐในภาคกลาง เป็น ส.ส.หน้าใหม่ ได้รับอานิสงส์จากพล.อ.ประยุทธ์ เช่น เพชรบุรี, กาญจนบุรี, สมุทรสาคร, นครปฐม และนนทบุรี

‘นักเลือกตั้งอาชีพ’

แน่นอน พรรคพลังประชารัฐ มีองค์ประกอบของนักเลือกตั้งอาชีพอยู่กว่าครึ่งพรรค “พล.อ.ประยุทธ์” ที่ไม่ถนัดการสื่อสารกับคนเหล่านี้ จึงสู้พี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้ ในแง่การบริหารจัดการนักเลือกตั้งร้อยพ่อพันแม่

ส.ส.พลังประชารัฐ สายเหนือ 25 คน ส่วนใหญ่เป็น ส.ส.เหนือตอนล่าง ได้แก่สุโขทัย, ตาก,กำแพงเพชร, พิจิตร, พิษณุโลก ,นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์ ส่วนใหญ่เป็น “อดีต ส.ส.” ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย

สำหรับตอนบน พะเยาก็ถือว่าเป็นฝีมือของ ร.อ.ธรรมนัส ล้วนๆ และลำปางนั้น มาจากเลือกตั้งซ่อม ที่ไม่พรรคเพื่อไทยในสนาม

ส่วน ส.ส.หน้าใหม่ 2 จังหวัดคือ พิจิตร 3 คน และพิษณุโลก 2 คน ได้รับเลือกตั้งจากกระแสความนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์

ทำนองเดียวกัน สนามเลือกตั้งภาคอีสาน มีอดีต ส.ส.หลายพรรค ย้ายมาลงสมัครในสีเสื้อ พปชร.เกือบร้อยคน แต่ส่วนใหญ่สอบตก

ส.ส.เขตของพลังประชารัฐ ในภาคอีสาน 12 คน มีลักษณะเบี้ยหัวแตก ได้เข้าสภาฯ เพราะปัจจัยพิเศษบวกฐานเสียงเดิม มีกระแสรักประยุทธ์อยู่บ้าง เป็นคะแนนเสริม

ถ้าคิดแบบธรรมนัส หวังสลัดทิ้ง พล.อ.ประยุทธ์ ดัน พล.อ.ประวิตร เป็นแม่ทัพใหญ่ ใช้ยุทธศาสตร์ขอนแก่นโมเดล วาดหวังเป็นพรรคขนาดกลางไว้ต่อรองข้ามขั้ว ตั้งรัฐบาลสมัยหน้า ก็ไม่ง่าย

หากหักลบ ส.ส.นกแลที่มีโอกาสสอบตกสูง บวกซุ้มบ้านใหญ่อาจทิ้ง พล.อ.ประวิตร พลังประชารัฐคงเหลืออยู่ไม่มาก และไร้อำนาจต่อรอง

ขวัญใจลุง “ไผ่ ลิกค์” เก็บแต้มบุญรอส้มหล่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485640

27 ก.ย. 2564 |19:00 น.

โชว์ผลงานเข้าตาลุง “ไผ่ ลิกค์” มือประสาน หวัง ส.ส.ปรองดอง เก็บแต้มบุญรอโชควาสนา อาจสมหวังดังข่าวลือ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

ภารกิจที่สุโขทัยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น เมื่อ “ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร ทำหน้าที่ประสาน ส.ส.โซนภาคเหนือตอนล่าง มาต้อนรับนายกฯประยุทธ์ พร้อมหน้า

นับแต่รับบทมือประสาน ชื่อ “ไผ่ ลิกค์” ถูกกล่าวถึงในพื้นที่สื่อมากขึ้น และช่วงจังหวะหนึ่งที่สุโขทัย นายกฯประยุทธ์ ได้คุยกับ ส.ส.ไผ่ ขอให้ ส.ส.ในพรรค มีความรักความสามัคคีกัน

“ไผ่” ส.ส. 2 สมัยจากเมืองชากังราว มีบทบาทมากในพรรคขึ้น เมื่อเขาเดินเคียงข้าง ร.อ.ธรรมนัส และได้รับตำแหน่งรองเลขาธิการพรรค คนที่ 2

ฟังคำให้สัมภาษณ์ของ ส.ส.ไผ่ ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ฯ ทางช่อง 9 พอประเมินสถานการณ์ภายในพรรค น่าจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

สอดรับกับรายงานข่าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค จะแต่งตั้งที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค 2 คน คือ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง

ก่อนหน้านั้น มีข่าวบางกระแสว่า “ ไผ่ ลิกค์ ” อาจได้เป็นรัฐมนตรี ที่เป็นโควตาพรรค แต่เรื่องนี้ ส.ส.ไผ่ ปฏิเสธข่าวการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นอำนาจของนายกฯ ตามที่หัวหน้าพรรคได้แจ้งว่า พรรคมีหน้าที่เสนอชื่อ หากนายกฯไม่ชอบก็เปลี่ยนคน

จะอย่างไรก็ตาม “ลุงป้อม” พล.อ.ประวิตร ได้เห็นฝีมือการประสานงาน ส.ส.ของไผ่แล้ว ก็เหลือแต่ “ลุงตู่” จะคิดเห็นเป็นอย่างไร

‘บ้านใหญ่ชากังราว’

“ไผ่ ลิกค์” มีสโลแกนประตัว “ทุกปัญหาคืองานของเรา ใจถึง พึ่งได้” ไม่ได้เลียนแบบ วัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม. แต่เป็นสโลแกนของ เรืองวิทย์ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร 8 สมัย “ใจถึง พึ่งได้ พบง่าย ใช้คล่อง”

ส.ส.ไผ่ มีต้นทุนการเมืองที่บิดา-เรืองวิทย์ ลิกค์ สร้างสมเอาไว้ ตั้งแต่เป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2526 จนถึงปี 2548 ก่อนที่จะเว้นวรรคการเมือง เพราะพรรคไทยรักไทยถูกยุบ

เรืองวิทย์ เริ่มต้นจากเป็น สจ.กำแพงเพชร แล้วลงสมัคร ส.ส.ในนามพรรคกิจสังคม จากนั้น ได้ย้ายไปหลายพรรค อาทิพรรครวมไทยหรือพรรคเอกภาพ, พรรคสามัคคีธรรม, พรรคชาติไทย, พรรคความหวังใหม่ และพรรคไทยรักไทย

หลังเรืองวิทย์ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไปอยู่บ้านเลขที่ 111 ไผ่จึงลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ในปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน แต่ทีมพลังประชาชนสอบตก พ่ายกระแสคนเสื้อเหลือง ที่หนุนทีม นพ.ปรีชา มุสิกุล อดีต ส.ส.กำแพงเพชร พรรคประชาธิปัตย์

ปี 2554 กระแสปูแดง พา “ไผ่ ลิกค์ “ ได้เป็น ส.ส.กำแพงเพชร เขต 1 และปี 2562 ไผ่ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทีมอดีต ส.ส.กำแพงเพชร ภายใต้การนำของ วราเทพ รัตนากร

ระหว่างเลือกตั้ง ทีมพลังประชารัฐ กำแพงเพชร เจอกระแสต้านจากคนเสื้อแดงพอสมควร แต่ก็ได้รับชัยชนะยกจังหวัด

‘สายวราเทพ’

ดูเหมือน “ไผ่ ลิกค์” จะแยกตัวออกจากกลุ่ม ส.ส.กำแพงเพชร อีก 3 คน ทำให้ถูกมองว่า ไผ่ สายธรรมนัส และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นสายวราเทพ รัตนากร

แม้ ส.ส.กำแพงเพชร พลังประชารัฐ จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่ “วราเทพ” ก็มีจุดเริ่มต้นทางการเมือง ด้วยการเป็นผู้ช่วย ส.ส.ของเรืองวิทย์ ลิกค์ ตั้งแต่ปี 2531

10 ปีมานี้ วราเทพ รัตนากร ร่วมกับ สนั่น สบายเมือง อดีต ส.ส.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นพ่อตาของ อนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร หนุนพี่ชายวราเทพ อย่างสุนทร รัตนากร เป็นนายก อบจ.กำแพงเพชร

หาก “ไผ่ ลิกค์” จะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี ก็อาจมีเสียงทักท้วงจากบางฝ่ายว่า ส.ส.อาวุโสอย่างอนันต์ ผลอำนวย และปริญญา ฤกษ์หร่าย จะคิดยังไง

“ซินแสเข่ง” แนะรัฐบาลลุงตู่ แก้ดวงเมือง ระวังภัยพิบัติครั้งใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485628

27 ก.ย. 2564 |18:00 น.

ประชาชนหาความสุขไม่ได้ “ซินแสเข่ง” เตือนลุงตู่ สวดมนต์ เสริมดวงเมือง ขับไล่สิ่งชั่วร้ายอัปมงคล ระวังภัยพิบัติครั้งใหญ่ แนะฤกษ์ “13ตุลาฯ” รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาประเทศให้สงบ ช่วงตุลาขาขึ้น ลดปมขัดแย้งสภาแตกแยก

“ซินแสเข่ง” อ.ชนม์ทรรศน์ ฤทัยผ่อง ผู้อำนวยการ สถาบัน โหราศาสตร์ พยากรณ์ แห่งประเทศไทย แก้ดวงอาถรรพ์ประเทศวิกฤต ประชาชนรับเคราะห์หนัก ความวัวยังไม่หายความควายเข้ามาแทรก เร่งรัฐบาลแก้ปัญหาดวงเมืองวิบัติ เหตุสร้างแต่สิ่งอัปมงคล ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก

ตุลานี้ ดวงเสริม นายกรัฐมนตรี ประยุทธ จันทร์โอชา มีดาวประกบที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดี เป็นเดือนแห่งศาสนาทั้งจีน และไทย หากจะ สวดมนต์สร้างชาติ แก้ดวงเมืองวิบัติ 

อีกทั้งรัฐบาลเตรียมรับมือภัยธรรมชาติ ซ้ำเติมประชาชน เพื่อแก้วิบากกรรมมนุษย์จิตปั่นป่วน ผันผวน ก้าวร้าว รุนแรง อารมณ์แปรปรวน ก่อเหตุจราจล จิตใจร้อนรุ่ม ก่อเหตุทำร้ายฆ่าเอาชีวิต ผู้นำศาสนาปั่นป่วน ความคิดวิปราศ พ่อมดหมอผี วิญญาณชั่วร้าย ก่อเหตุโศกนาฏกรรม

“ซินแสเข่ง”  กล่าวว่า เตือนรัฐบาล เร่งเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติไตรมาสสุดท้ายรุนแรง แนะวิธีเร่งแก้ไขเสริม ดวงชะตา แก้อัปมงคลกาลกิณี อุปสรรค ศัตรูให้เดิอดร้อน ด้วยพิธีสวดมนต์เสริมชะตาประเทศให้มั่นคง แก้เหตุภัยโรคระบาด ภัยพิบัติ มรสุมหนักของประเทศ 

“ สร้างขวัญกำลังใจ ให้ประชาชน ” ขับไล่สิ่งชั่วร้าย อมนุษย์ วิญญาณเปรตโหงพราย ถือฤกษ์ดีวันดีที่เป็นมงคล ในหลวง ร. 9 สวดบท มหาสันติงหลวง คัมภีร์อุปปาตะสันติ ในวันที่ 13 ตุลาคม 2564 เวลาแก้ดวง 19.09 น. เพื่อแก้อาถรรพ์

ให้ชาติบ้านเมือง สู่ความร่มเย็นเป็นสุขและลดวิบากกรรม จากกลุ่มผู้ไม่หวังดีกระทำต่อชาติบ้านเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างสิ่งอัปมงคลเกิดขึ้นมาตลอด 2 ปี

“ซินแสเข่ง” กล่าวเพิ่ม ในส่วนของฮวงจุ้ย ของพรรคใหญ่ พปชร. ที่มีผลกระทบ หากได้แก้ไขปรับกองบัญชาการ อาจจะช่วยให้สถานการณ์พรรคเดินหน้าไปได้ลดความขัดแย้งให้ดีขึ้นบ้าง และส่วน ฮวงจุ้ยรัฐสภา 

นอกจากอาคารมีรูปแบบทำร้ายตนเอง ฝนตกน้ำรั่วก็ต้องเร่งแก้ไขปรับปรุง เพราะปัญหาร้ายแรงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น จากอิทธิพลของเหตุหลังคารั่วเป็นส่วนหนึ่ง ทำลายความมั่นคง ความเชื่อมั่น และทรงเกียรติ ของสภาให้มีแต่ความวุ่นวาย และล่มสลาย

ส่องชัยภูมิ “สุริยะ” ต่อยอดสามมิตรอีสาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485596

27 ก.ย. 2564 |16:00 น.

2 หน่อสามมิตรศิษย์ “สุริยะ” รอรับขบวนนายกฯประยุทธ์ ลงตรวจพื้นที่น้ำท่วมชัยภูมิ วัดใจค่ายผู้กองจะมารับหรือไม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

น้ำท่วมสุโขทัย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.อุตสาหกรรม บินไปรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคียงข้างแกนนำสามมิตรอย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน และอนุชา นาคาศัย

ก่อนเลือกตั้ง 2562 “สุริยะ” ร่วมกับสมศักดิ์ ตั้งกลุ่มสามมิตร เดินสายพบปะนักการเมืองท้องถิ่น เฉพาะในพื้นที่อีสาน กลุ่มสามมิตรได้รวบรวมอดีต ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นไว้ได้จำนวนหนึ่ง

หลังเลือกตั้ง กลุ่มสามมิตร มี ส.ส.อีสานในมือเพียง 2 คน และหนึ่งในนั้น เป็นสายตรงของ “สุริยะ”

วันที่ 29 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม จะเดินทางไปตรวจราชการที่ จ.ชัยภูมิ เพื่อติดสถานการณ์น้ำท่วม 8 อำเภอ และให้กำลังใจชาวบ้าน

ปลายปี 2561 พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางมาเปิดโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำลำสะพุง ที่บ้านนาเจริญ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และปีถัดมา พล.อ.ประยุทธ์ ได้มาติดตามสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ชัยภูมิ

การเดินทางไปชัยภูมิครั้งใหม่ ย่อมจะถูกจับตามองจากสื่อเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ภายในพรรคพลังประชารัฐ ยังคุกรุ่น

‘สามมิตรอีสาน’

สนามเลือกตั้งอีสานครั้งที่แล้ว “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ แต่ความเป็นจริง ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 20 จังหวัด ได้รับการดูแลจากสมศักดิ์ เทพสุทิน, วิรัช รัตนเศรษฐ, เอกราช ช่างเหลา, สุพล ฟองงาม และสุชาติ ตันเจริญ

เนื่องจากอดีต ส.ส. และนักการเมืองท้องถิ่นสายกลุ่มสามมิตร สอบตกเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความพยายามของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค ที่จะเข้ามาดูแลภาคอีสานทั้งหมด โดยมี วิรัช รัตนเศรษฐ และเอกราช ช่างเหลา เป็นแม่ทัพ

ร.อ.ธรรมนัส เชื่อว่า หากมีการลงพื้นที่ต่อเนื่อง และคัดสรรผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ หน่วยก้านดี ก็จะสามารถเบียดพื้นที่พรรคเพื่อไทยได้

น่าจับตาว่า วันที่นายกฯประยุทธ์ เดินทางมาชัยภูมิ ทีมงานของเอกราช ช่างเหลา และวิรัช รัตนเศรษฐ จะมาต้อนรับหรือไม่

‘สองหน่อชัยภูมิ’

ปี 2561 “สุริยะ” และแกนนำสามมิตร เดินทางมาพบกับ วุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย อดีต ส.ส.ชัยภูมิ และอดีต รมช.อุตสาหกรรม เพื่อชักชวนไปทำงานการเมืองร่วมกัน แต่วุฒิชัยไม่ลงเล่นเอง โดยสนับสนุนนักการเมืองท้องถิ่นให้ลงสมัคร ส.ส.ในนามพลังประชารัฐ

ผลการเลือกตั้ง ส.ส.ชัยภูมิ พลังประชารัฐ ได้ ส.ส. 2 คน คือ เชิงชาย ชาลีรินทร์ อดีต ส.อบจ.ชัยภูมิ เขต อ.จัตุรัส และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ อดีตนายก อบต.ห้วยยายจิ๋ว อ.เทพสถิต

ชัยภูมิ เขต 2 เชิงชาย ชาลีรินทร์ เป็นบุตรชาย พ.ท.อรุณ ชาลีรินทร์ อดีต ส.ส.ชัยภูมิ ซึ่งมีทีม ส.อบจ.ใน อ.จัตุรัส, อ.เนินสง่า, อ.บ้านเขว้า และอ.หนองบัวระเหว ให้การสนับสนุน

เขต 3 สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเทพสถิต และนายก อบต.ห้วยยายจิ๋ว อ.เทพสถิต มี ส.อบจ.ใน อ.บำเหน็จณรงค์, อ.เทพสถิต และ อ.ภักดีชุมพล สนับสนุน รวมถึงวุฒิชัย สงวนวงศ์ชัย

“สุริยะ” ได้ปั้นสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ให้เป็นแกนหลักของชัยภูมิ และเคยได้รับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ

ธงสามมิตรผืนสุดท้ายที่ปักอยู่บนแผ่นดินอีสานคือ ชัยภูมิ จับตาดู “สุริยะ” จะขยายพื้นที่ออกไปได้มากน้อยแค่ไหน

“น้ำท่วม” หลายพื้นที่ ประสบการณ์10 ปี ช่วยไม่ได้ #SootinClaimon.Com

27 ก.ย. 2564 |13:00 น.

“น้ำท่วม” ปีนี้ เทียบเคียง มหาอุทกภัยปี54 ลุ้นประสบการณ์ นายกฯ 10 ปี รับมือได้หรือไม่ หลังชวนประชาชน สวดมนต์ไล่พายุ

ปี 2554 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี และมีพื้นที่ประสบภัยกระจายตัวในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางที่เกิดน้ำท่วมหนักเป็นระยะเวลานาน ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งเกิดน้ำท่วมหนักในรอบ 70 ปี หากนับจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครในปี 2485

ฝนที่มาเร็วกว่าปกติและปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2554 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 35% เนื่องมาจากปรากฎการณ์ลานีญาและพายุที่เคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ ทั้งหมด 5 ลูกปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีข้อจำกัดในการระบายเนื่องจากสภาพน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนน้ำทะเลหนุนบริเวณอ่าวไทย ช่วงปลายเดือนตุลาคม กลางเดือนพฤศจิกายน และปลายเดือนพฤศจิกายน ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า
 

"น้ำท่วม" หลายพื้นที่ ประสบการณ์10 ปี ช่วยไม่ได้“น้ำท่วม” หลายพื้นที่ ประสบการณ์10 ปี ช่วยไม่ได้

มหาอุทกภัยปี 2554ทำให้มีการหยิบยก โครงการแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมาศึกษาอย่างเป็นทางการในปี 2555 โดยกรมชลประทาน มาศึกษาแนวทางการขุดคลองเหนือประตูระบายน้ำมโนรมย์ ซึ่งเป็นจุดที่เหนือจากเขื่อนเจ้าพระยา-ชัยนาท เพื่อให้คลองเส้นนี้ตัดยอดน้ำก่อนเจ้าเขื่อนเจ้าพระยาได้ด้วย โดยก่อนหน้านั้นตั้งเป้าจะระบายน้ำออกทะเลได้ประมาณ 500 ลบ.ม.ต่อวินาที และใน ปี 2561

น้ำท่วม ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์อันดับหนึ่งวันนี้ ในโลกออนไลน์ มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง พลเอกประยุทธ์ ไปตรวจน้ำท่วมสุโขทัย ชวนให้ประชาชนสวดมนต์ ไม่ให้พายุเข้ามาถึงห้าลูกเหมือนปี 54 มีความหมายว่า ในขณะนี้ โครงการฟลัดเวย์ในหลายพื้นที่ มีความคืบหน้าไม่ถึงขั้นที่ว่าจะสามารถเร่งระบายน้ำได้ทันสถานการณ์ 
 

"น้ำท่วม" หลายพื้นที่ ประสบการณ์10 ปี ช่วยไม่ได้“น้ำท่วม” หลายพื้นที่ ประสบการณ์10 ปี ช่วยไม่ได้
 

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ประกาศแจ้งเตือน12 จังหวัดพื้นที่ภาคกลางและปริมณฑล  บางคนแนะให้รัฐบาลตั้งโต๊ะบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อไม่ให้ประชาชนต้องมานั่งลุ้นเองว่าน้ำจะถึงบ้านตอนไหน ชีวิตจะปลอดภัยหรือไม่ ถ้าประสบภัยจะต้องอพยพไปพักพิงที่ใด 10ปีผ่านไป เรายังต้องลุ้น ว่าจะเจอมหาอุทกภัยเหมือนปี54 หรือ เปล่า 
อุทกภัยปี54 รัฐบาลขณะนั้นถูกโจมตี ว่าไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการน้ำ เราเห็นภาพทหารออกมาช่วยแก้ปัญหา หลายพื้นที่ในกทม. ซึ่งขณะนั้น ผบ.ทบ.ชื่อพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา  10 ปี ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องลุ้นกันว่า ประสบการณ์ เมื่อสิบปี จะช่วยคลี่คลาย อุทกภัยครั้งนี้ได้หรือไม่ 

เหนื่อยแน่ “ประวิตร” ทัวร์อีสาน คะแนนเสียงจมน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485492

26 ก.ย. 2564

2 ป.แยกทาง “ประวิตร” ทัวร์อีสาน พึ่งวิรัช-เอกราช เช็กเรตติ้งพลังประชารัฐตกเป็นรองเพื่อไทยอยู่หลายขุม สุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ที่อีสาน คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

การลงพื้นที่อีสาน ไม่ใช่แค่การวัดกำลัง “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขยับมากกว่านั้น เพราะศึกนี้มีเดิมพันอนาคตตัวเอง

รอยร้าว 2 ป.ยากจะกลบเกลื่อน “พล.อ.ประวิตร” เดินหน้าขับเคลื่อนพลังประชารัฐ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นขุนศึกคู่ใจ

เฉพาะภาคอีสาน แม่ทัพของ “ประวิตร” คือ วิรัช รัตนเศรษฐ และเอกราช ช่างเหลา ฉะนั้น บิ๊กป้อมจึงเลือกลงพื้นที่ไปที่ จ.นครราชสีมา และอาจไปต่อที่ จ.ขอนแก่น

วันที่ 29 ก.ย.2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไปตรวจสภาพน้ำท่วมทาง จ.ชัยภูมิ ส่วนวันที่ 30 ก.ย.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา

วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ได้เตรียมการรอต้อนรับ พล.อ.ประวิตร และคาดว่า ส.ส.จังหวัดใกล้คงมาร่วมให้กำลังใจหัวหน้าพรรคอย่างคึกคัก

สนามเลือกตั้งภาคอีสาน นับแต่การเลือกตั้งทั่วไป 2544 จนถึงปี 2562 พรรคการเมืองของทักษิณ ทั้งไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย ถือว่าเป็นแชมป์ภาคอีสานมาตลอด

ปี 2554 พรรคเพื่อไทย กวาด ส.ส.ภาคอีสาน 104 ที่นั่ง แต่ปี 2562 ลดลงเหลือ 83 ที่นั่ง แต่เพื่อไทยก็ยังเป็นแชมป์อีสาน

เซียนการเมืองวิเคราะห์ตรงกันว่า หากใช้บัตร 2 ใบแบบรัฐธรรมนูญ 2540 พรรคเพื่อไทยมีโอกาสสร้างชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ในภาคอีสาน เหมือนเลือกตั้งปี 2548

‘ขายป้อมขายบ่ได้’

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สร้างความมั่นใจให้ “พล.อ.ประวิตร” ว่า พลังประชารัฐสามารถเจาะพื้นที่ ส.ส.เขต ในภาคอีสานได้ จึงจัดการประชุมใหญ่ที่ จ.ขอนแก่น ในวันที่ ร.อ.ธรรมนัส ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค

ผลการเลือกตั้งปี 2562 พรรคพลังประชารัฐได้ ส.ส.ในภาคอีสาน 15 คน (รวมทั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อและ ส.ส.เขต) และบรรดา ส.ส.เกรด A และ B ที่ย้ายมาจากพรรคเพื่อไทย สอบตกเกลี้ยง

ส.ส.พลังประชารัฐ อีสานวันนี้ บัญชีรายชื่อ 3 คนได้แก่ วิรัช รัตนเศรษฐ, สุพล ฟองงาม และเอกราช ช่างเหลา

ส่วน ส.ส.เขต แยกเป็น ขอนแก่น 2 คือ วัฒนา ช่างเหลา และสมศักดิ์ คุณเงิน

สุรินทร์ เขต 2 “เซี้ย สินอุดม” ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ และอุบลราชธานี เขต 6 ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ จากเครือข่าย ส.เขมราฐ

สังเกตได้ว่า พื้นที่อีสานเหนือ และอีสานกลาง พลังประชารัฐพ่ายยับ ส่วน ส.ส.ที่เอาตัวรอดมาได้ ก็เพราะความแข็งแกร่งของฐานธุรกิจของแต่ละคน

ชัยภูมิ 2 คนคือ เชิงชาย ชาลีรินทร์ และสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สายตรงกลุ่มสามมิตร

นครราชสีมา 6 คน ได้แก่ ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ,อธิรัฐ รัตนเศรษฐ, ทัศนียา รัตนเศรษฐ ,ทัศนาพร เกษเมธีการุณ ,เกษม ศุภรานนท์ และสมศักดิ์ พันธ์เกษม

สาเหตุที่พลังประชารัฐ ได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำจากโคราช และชัยภูมิ มาจากกระแสประยุทธ์ พ่อโคราชแม่ชัยภูมิ และฐานเสียงส่วนตัว เช่นตระกูลรัตนเศรษฐ

เลือกตั้งสมัยหน้า “ธรรมนัส” ตั้งใจจะหาม “ประวิตร” ไปสู้กระแสทักษิณ ก็เหมือนฝูงแมงเม่าบินเข้ากองไฟ

‘ขอนแก่นโมเดล’

“พล.อ.ประวิตร” อาจมั่นใจฝีมือ ร.อ.ธรรมนัส จากชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ที่เอาชนะพรรคเพื่อไทยได้ แต่บริบทของเลือกตั้งซ่อม กับการเลือกตั้งทั่วไป ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คนขอนแก่นรู้ดีว่า ชัยชนะของสมศักดิ์ คุณเงิน พลังประชารัฐ ต่อธนิก มาสีพิทักษ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย มีปัจจัยชี้ขาดอะไรบ้าง

ตอนเข้าพรรคพลังประชารัฐ ร.อ.ธรรมนัส หนีบ เอกราช ช่างเหลา มาเปิดตัวเป็นแม่ทัพอีสานกลาง ดูแลพื้นที่อีสานกลาง และอีสานเหนือบางจังหวัด แต่เอาเข้าจริง เอกราชก็ทุ่มเวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ จ.ขอนแก่น

ผลเลือกตั้ง เอกราชพาลูกชายเข้าสภาฯได้คนเดียว ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายถึงฝีไม้ลายมือเชิงกลยุทธ์การเมือง

วันข้างหน้า ร.อ.ธรรมนัส คงจะพา พล.อ.ประวิตร ลงพื้นที่อีสานถี่ขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า ทั้งบิ๊กป้อมและธรรมนัส เป็นจุดอ่อนของพลังประชารัฐ เมื่อเปรียบเทียบกับทักษิณ

เลือกตั้งสมัยหน้า สนามขอนแก่น เอกราชจะพาวัฒนา ลูกชาย เข้าสภาได้หรือไม่ ยังเป็นคำถาม

ปลาในอ่าง “สมศักดิ์” หนีน้ำท่วม ไปอยู่ซุ้มผู้กอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485473

26 ก.ย. 2564

ศึกประลองกำลัง “สมศักดิ์” ขาใหญ่สามมิตร ไม่นิยมตกปลาในอ่าง แต่ปลาหลุดหายไปอยู่ในซุ้มผู้กองเพียบ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

สุโขทัยระทม อุทกภัยมาเยือนหนักหนากว่าปีที่ผ่านมา “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.ยุติธรรม ถึงกับลุยน้ำ ไปต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะ ที่เดินทางมาตรวจสภาพน้ำท่วม

สื่อมวลชนยังให้ความสนใจกับจำนวน ส.ส.ที่มารับนายกฯประยุทธ์ “สมศักดิ์” ดักคอไว้ล่วงหน้า สุโขทัยไม่ใช่พื้นที่ประลองกำลัง

นับแต่เกิดวิกฤตการเมืองในพรรคพลังประชารัฐ กลุ่มสามมิตรของ “สมศักดิ์” ขยับเข้ามาใกล้ชิด พล.อ.ประยุทธ์มากขึ้น

ก่อนวันเดินทางมาตรวจน้ำท่วมที่สุโขทัยของนายกฯประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวกรณีที่มีการระดม ส.ส.พลังประชารัฐ มาต้อนรับนายกฯว่า “สุโขทัยไม่ใช่พื้นที่วัดพลังอะไร เพราะมีความเสียหายจากน้ำท่วมจริงๆ การที่นายกฯ ลงพื้นที่มาเพื่อช่วยเหลือประชาชน และเป็นขวัญกำลังใจให้ชาวภาคเหนือตอนล่าง”

นอกจากนี้ สมศักดิ์ยังยกคำพูดอดีต ส.ส.คนหนึ่งที่ว่า “การเมืองแบบสุภาพบุรุษ จะไม่ตกปลาในอ่าง ซึ่งผมก็ไม่นิยมตกปลาในอ่าง หรือเขียนวัวให้เสือกลัว เพราะถ้าเสือไม่กลัววัวก็ตายหมดฝูง ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะแสดงพลังที่สุโขทัย”

ถ้อยวลี “ผมไม่นิยมตกปลาในอ่าง” ของสมศักดิ์ ต้องการสื่อไปถึงใคร และส่งสัญญาณอะไรบางอย่างหรือเปล่า

‘สร้างดาวคนละดวง’

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไปเยือนถิ่น อ.ศรีสำโรง บ้านเกิดของ “สมศักดิ์” ก็เจอขบวนแถว ส.ส.พลังประชารัฐ ประมาณ 30 คน ที่มาจากสุโขทัย, ตาก, กำแพงเพชร, ลำปาง, พิจิตร ,นครสวรรค์และพิษณุโลก รวมถึง ส.ส.บัญชีรายชื่อ, ส.ส.กทม., ส.ส.ชัยนาท และภาคใต้

แกนนำสามมิตรอย่างสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และอนุชา นาคาศัย ไม่พลาดที่จะเดินทางมาสมทบ แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

แม้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะมอบให้ ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร เป็นผู้ประสานงาน ส.ส.ภาคเหนือตอนล่าง ไปรับนายกฯ แต่ลึกๆแล้ว ส.ส.เหล่านี้ ก็รู้จักมักคุ้นกับสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นอย่างดี

อย่าลืมว่า ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2562 สมศักดิ์ รับผิดชอบภาคเหนือ ร่วมกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แต่ตอนหลัง ร.อ.ธรรมนัส ได้รวบรวม ส.ส.ภาคเหนือตอนล่างหลายคนไปอยู่ในซุ้มตัวเองโดยเฉพาะไผ่ ลิกค์ ที่กลายเป็นมือขวาของผู้กองคนดัง

ถ้าจำกันได้ เลือกตั้งซ่อมเขต 2 กำแพงเพชร ต้นปี 2563 วราเทพ รัตนากร และสมศักดิ์ เทพสุทิน จะส่ง เพชรภูมิ อาภรณ์รัตน์ ลูกชาย พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ลงสนาม แต่ ไผ่ ลิกค์ วิ่งผ่าน ร.อ.ธรรมนัส ขอส่ง จุลพันธ์ ทับทิม อดีตนายก อบจ.กำแพงเพชร ลงบ้าง

ในที่สุด พล.อ.ประวิตร เคาะชื่อ “เพชรภูมิ” และมอบให้สมศักดิ์-วราเทพ ดูแลเลือกตั้งซ่อม เขต 2 ขณะที่พรรคเพื่อไทย ส่ง กัมพล ปัญกุล คนสนิทจุลพันธุ์ ทับทิม ลงแข่งกับลูกชายไวพจน์

ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ไผ่ ลิกค์ ไม่ได้ไปช่วยหาเสียงให้เพชรภูมิ จน สิระ เจนจาคะ ส.ส.กรุงเทพฯ เปิดศึกวิวาทะกับไผ่กรณีดังกล่าวมาแล้ว

มีข้อสังเกต ไผ่ ลิกค์ จะขึ้นชื่อน้องชาย ภูผา ลิกค์ คู่กับตัวเองในป้ายทำกิจกรรมช่วยเหลือประชาชน ซึ่งสภากาแฟแถวกำแพงเพชร ซุบซิบกันว่า สมัยหน้า ส.ส.ไผ่ อาจส่งน้องชาย-ภูผา ลง ส.ส.เขต

‘ตกปลาในอ่าง’

ดังที่รู้กัน “สมศักดิ์” เป็นผู้จัดทีมผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ในพื้นที่ จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก ซึ่งล้วนเป็นคนหน้าใหม่ มาจากนักการเมืองท้องถิ่น

กระแสลุงตู่มาแรง พลังประชารัฐ ชนะยกจังหวัดที่สนามพิจิตร และได้ 2 ที่นั่งจากสนามพิษณุโลกปัจจุบัน 3 ส.ส.พิจิตร ไม่ได้สังกัดกลุ่มสามมิตร โดย 2 คนไปอยู่ซุ้มธรรมนัส และอีกคนหนึ่งอยู่กับหิมาลัย ผิวพรรณ

ส่วน 2 ส.ส.พิษณุโลก อนุชา น้อยวงศ์ ยังอยู่กลุ่มสามมิตร และมานัส อ่อนอ้าย ไปสังกัดหิมาลัย ผิวพรรณ

กลุ่มสามมิตร เคยมี ส.ส.อีสานอยู่ 6 คนคือ สมศักดิ์ พันธ์เกษม ส.ส.นครราชสีมา ,เกษม ศุภรานนท์ ส.ส.นครราชสีมา,ณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ ,เชิงชาย ชาลีรินทร์ ส.ส.ชัยภูมิ ,สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี

วันนี้ ส.ส.อีสานสายสามมิตร เหลืออยู่ 3 คน ได้แก่เชิงชาย ชาลีรินทร์,สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ และธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์ ส่วนที่เหลือไปเดินตามผู้กองธรรมนัส

จากการเคลื่อนย้ายของ ส.ส.พลังประชารัฐข้างต้น คงขยายความวลี “ผมไม่นิยมตกปลาในอ่าง” ของสมศักดิ์ ว่าชี้เป้าไปที่นักการเมืองคนใด

พปชร. ส่งสัญญาณบีบ “ประยุทธ์” ปรับใหญ่-ยุบสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485448

26 ก.ย. 2564

ศึกประลองกำลังยกแรกใน “พปชร” ยังไม่ทันไร แกนนำพรรคส่งสัญญาณ ปรับครม. แบบแหกประเพณี แอบชงคนใกล้ตัวนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ทั้ง “ประวิตร-ธรรมนัส-วิรัช” ไม่พอใจ ยังมี พ.ร.ก.ของรัฐบาล 3 ฉบับจ่อเข้าสภาฯ หากล่ม บีบ “ประยุทธ์” ต้องยุบสภา

ศึกในพรรคพลังประชารัฐ ไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ หลังการประลองกำลังระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯและหัวหน้าพรรคพปชร.ผล ส.ส.เทมาข้างพล.อ.ประวิตร มากกว่า สะท้อนว่าบารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้าไม่ถึงส.ส.ในพรรค นี่จะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ทำงานลำบาก

เพราะการประลองกำลังยกแรกยังไม่ทันไร แกนนำในพรรคพปชร.ส่งสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรีออกมาอีกระลอก คราวนี้ มาแบบแหกประเพณีอย่างกรณี สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ที่แอบชงชื่อคนของตนเองเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ทั้ง สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ และณัฐพล โพธิพิพิธ

ไม่เพียงเท่านั้น สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลังก็เสนอชื่อ กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี เป็นรัฐมนตรี ส่วน ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ เสนอชื่อ มณเฑียร สงฆ์ประชา เป็นรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน

เรื่องนี้ทำให้แกนนำพปชร.สายพล.อ.ประวิตร ทั้งร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า และวิรัช รัตนเศรษฐ ไม่พอใจเพราะการเสนอชื่อใครไปเป็นรัฐมนตรี ต้องเสนอผ่านที่ประชุมกรรมการบริหาร โดยมีพล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรคเป็นคนพิจารณา จากนั้นส่งชื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไปดำเนินการ นี่คือขั้นตอน

แต่การที่ 3 รัฐมนตรี คือสุชาติ สันติ และชัยวุฒิ แหกประเพณี สายตรงนายกฯทำไม่ถูกต้อง เลยทำให้ แกนนำพปชร.เตรียมหารือกับ 

พล.อ.ประวิตร เพื่อเรียกประชุมกรรมการบริหารที่มี25 คนรวมพล.อ.ประวิตร เป็น26 คนประชุมด่วนเพื่อหารือการปรับครม.

แน่นอนว่า สัดส่วนกรรมการบริหารทั้ง25 คน สายพล.อ.ประวิตร มี17 คน โหวตทีไรก็ชนะ และมีแนวโน้มว่า จะเสนอให้มีการล้างไพ่เกลี่ยตำแหน่งกันใหม่

เนื่องจากโควต้าแต่ละกลุ่มไม่สัมพันธ์กับจำนวนส.ส.ที่มี อาทิ สามมิตร มีส.ส.ประมาณ 20 แต่มี รัฐมนตรี3 คน กลุ่มสันติ มีส.ส.5 คน ขณะที่ สุชาติ มีส.ส.ในสังกัด3 ส่วนชัยวุฒิ มีแค่2 คนกับภรรยาเท่านั้น

ว่ากันว่ากลุ่มพล.อ.ประวิตร มีส.ส.45-50 คนแต่ปัจจุบัน มีเพียง อธิรัช รัตนเศรษฐ เป็นรมช.คมนาคมเพียงคนเดียว เพราะร.อ.ธรรมนัส และนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ถูกปลด

และเมื่อกรรมการบริหารมีมติก็จะส่งรายชื่อการปรับครม.ครั้งใหญ่ไปให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการวัดใจกันอีกรอบ หากพล.อ.ประยุทธ์ ยอมปรับครม.ตามโผที่พรรคพปชร.ส่งมา ทุกอย่างก็จบ สภาก็จะเต็มไปด้วยความราบรื่น แต่หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เอาตาม ปัญหาจะตามมาทันที

ทีแน่ๆคือ สภาจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุม และจำนวนเสียงส.ส.ที่จะต้องใช้โหวตรับรอง พ.ร.ก.ของรัฐบาล3ฉบับที่จ่อเข้าขอความเห็นชอบจากสภา หากเสียงไม่ถึง241 ก็มีอันจบกัน นายกฯต้องยุบสภาสถานเดียว

ประกอบกับการประชุมพรรคพปชร.ที่ผ่านมา ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะเลขาธิการพรรคได้แจ้งให้ส.ส.เตรียมพร้อมในการเลือกตั้งเพราะอาจมีการยุบสภา และขณะนี้คะแนนนิยมของ พปชร.ตำต่ำมาก ถึงขนาดจะแพ้พรรคก้าวไกล มันเมือนเป็นสัญญาณส่งไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ โดยตรงว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ ยังบริหารแบบนี้ หากพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยดำเนินการเรื่องงบประมาณให้ส.ส.ในพื้นที่ โอกาสที่จะแพ้เลือกตั้งนั้นมีเสียง พูดภาษาชาวบ้านก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ทำให้คะแนนนิยมของพรรคพปชร.ตกต่ำ

แน่นอนว่าพล.อ.ประยุทธ์ มีทางเลือกหลายทาง หากต้องการเป็นนายกฯต่อไปก็ต้องยอมตามพปชร.เพราะต้องใช้เสียงส.ส.ในสภา แต่หากไม่ต้องการไปต่อ มีทางเดียวคือไม่ทำตามที่พปชร.ขอให้ปรับครม. นั่นหมายถึงว่าก็ต้องยุบสภา

เช่นเดัยวกับพพรรคพลังประชารัฐ สุดท้ายหากการร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคแกนนำ ไม่ได้ประโยชน์อะไร และนายกฯไม่ยอมปรับครม.ตามที่เสนอไป พรรคพปชร.อาจจะประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล แล้วไปเป็นฝ่ายค้าน จะทำให้พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในสถานะของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งไม่มีทางจะบริหารต่อไปได้ เท่ากับบีบให้ยุบสภานั่นเอง

“เจาะประเด็นร้อน” ชวนอ่าน อัตลักษณ์ของผู้คนในชายแดนใต้ #SootinClaimon.Com  

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485438

26 ก.ย. 2564

“เจาะประเด็นร้อน” ชวนอ่าน อัตลักษณ์ของผู้คนในชายแดนใต้ โดยท่านอาจารย์โคทม อารียา ศึกษาผ่านการดำเนินชีวิตของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความหลากหลาย

ความขัดแย้งในชายแดนใต้ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี 2547 แต่ก็ได้เริ่มลดระดับความรุนแรงเรื่อยมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตโควิด -19 และหลังจากที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นประกาศว่า ในช่วงที่โควิด – 19 ระบาด จะหยุดกิจกรรมต่าง ๆ เว้นแต่ว่าจะถูกฝ่ายความมั่นคงกระทำก่อน หมายถึงการหยุดยิงโดยฝ่ายบีอาร์เอ็นฝ่ายเดียวอย่างมีเงื่อนไข แต่ดูเหมือนว่าทางการจะไม่ให้ความสำคัญแก่การประกาศดังกล่าว

เหตุการณ์รุนแรงระยะนี้มักเกี่ยวกับการปิดล้อมตรวจค้นที่ลงเอยด้วยการวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยที่ยิงต่อสู้ จนเกิดเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจหลายเหตุการณ์ เช่น เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2564 ที่อำเภอกรงปีนัง จังหวัดยะลา เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย ผู้ต้องสงสัยถูกวิสามัญฆาตกรรม 2 ราย ยอมมอบตัว 1 ราย  ก่อนการยิงปะทะกัน ผู้ต้องสงสัยได้ทำคลิปและแพร่ภาพทางโซเชียลมีเดียเพื่อสั่งลา

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ที่อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี มีการปะทะกันเป็นเวลา 7 วัน หลังจากที่การเจรจายืดเยื้อไม่เป็นผล การปะทะครั้งสุดท้ายทำให้ผู้ต้องสงสัยเสียชีวิต 2 ราย ที่อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี มีพี่น้องตระกูลหลำโส๊ะ 3 คน พี่ใหญ่ชื่อ นายบูคอรี หลำโส๊ะ ยังไม่ถูกจับกุม และน้องฝาแฝด คือ นายรอซาลีและนายซอบรี พวกเขาทั้งสามคนเป็นทีมปฏิบัติการทีมสำคัญที่เรียกขานกันว่า “ทีมปัตตานี”

ในช่วงที่ผ่านมา ทีมนี้ก่อเหตุรุนแรงบ่อยครั้ง น้องสุดท้องคือนายซอบรีถูกวิสามัญฆาตกรรมเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 ที่อำเภอหนองจิก ส่วนแฝดพี่คือนายรอซาลีถูกวิสามัญฯเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2564

 บทความของผมนี้ขออนุญาตใช้หนังสือชื่อ “มลายูที่รู้สึก” เขียนโดยศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ มาอ้างอิงในปกหลังของหนังสือเล่มนี้ มีการยกข้อความจากบทนำที่เขียนโดยนิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ มาพิมพ์ไว้ ความว่า ประวัติศาสตร์ที่ตอบโต้การบิดเบือนของรัฐไทยนั้น วนเวียนอยู่กับความคิดและการกระทำของชนชั้นนำกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น หาได้ขยายลงมาถึงประชาชน “นายู” ทั่วไปไม่ การต่อสู้ “ถ้าจบลงที่ชัยชนะเด็ดขาดของรัฐไทย ประชาชนชาว “นายู” ก็ยังเหมือนเดิม ถ้าจบลงด้วยชัยชนะของผู้ต่อต้านรัฐไทย ปาตานีดารุลสลาม ไม่ว่าจะเป็นรัฐเอกราชใหม่ หรือเขตปกครองพิเศษ หรือเขตปกครองตนเอง ประชาชน “นายู” ก็ดูจะยังอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนชนชั้นนำใหม่เท่านั้น” 

นิธิมีมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ที่ทอดไกลไปสู่อนาคต อนาคตคืออดีตที่ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วอย่างที่คิด แม้อนาคตทางการเมืองอาจเปลี่ยนได้เร็วกว่าก็ตาม แต่ศรยุทธผู้เขียนหนังสือ “มลายูที่รู้สึก” มีมุมมองในเชิงมานุษยวิทยา เขาได้ฝังตัวเพื่อทำวิทยานิพนธ์อยู่ในกำปงของชาวนายู (ย่อจากมลายู) เพื่อศึกษาเชิงสังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของคนในกำปง สังเกตว่าความรุนแรงมีผลกระทบต่อชีวิตอย่างไรในภาพเล็ก ๆ ของหมู่บ้าน ข้อค้นพบ (ที่ผมสรุปเอง) ก็คือ ความรุนแรงทำให้อัตลักษณ์เชิงเดี่ยว (single identity) ของความเป็น “นายู” และความเป็น “สิแย” (สยาม) เด่นชัดเหนืออัตลักษณ์อื่น ๆ อัตลักษณ์เชิงเดี่ยวอาจทำให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง แม้ว่าความสัมพันธ์บนพื้นฐานของอัตลักษณ์อื่น ๆ ของมนุษย์อาจจะยังเหมือนเดิม คือไม่รุนแรง 

จากการใช้ชีวิตในกำปง ศรยุทธมีเรื่องราวมาเล่าไว้ในหนังสือของเขาหลายเรื่อง ผมขอนำมาเล่าสู่กันฟังสัก 3 เรื่อง

เรื่องแรกมีชื่อว่า “มันยากที่จะเป็นนายู” เรื่องที่เล่าเกิดขึ้นในปี 2548 เมื่อบรรยากาศความหวาดระแวงได้ปกคลุมชีวิตประจำวัน ศรยุทธเล่าว่า “ผมกำลังว่ายน้ำในบริเวณชายหาดหน้ากำปง … ผมเห็นแต่สีแดงระเรื่อในฝั่งตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดิน … ผมจึงรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่ง … บริเวณชายหาดมีคนรอผมอยู่แล้วสองคน หนึ่งในนั้นพูดแข่งกับเสียงลมที่เริ่มกรรโชก ทำนองให้ผมรีบกลับบ้านทันที เพราะมรสุมกำลังจะเข้า … ขณะที่ผมวิ่งฝ่าพายุฝนเข้าบ้านพัก มรสุมลูกนั้นได้พัดเข้ามาในบริเวณอ่าว … ส่งผลให้คลื่นกลืนเรือลำหนึ่งม้วนหายไปต่อหน้าต่อตาชาวประมงทุกคนที่กลับคืนฝั่งทัน ทุกคนยืนยันว่าเห็นเจ้าของเรือลำนั้นกับลูกชายกำลังลอยคออยู่กลางทะเล … จึงช่วยกันโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากตำรวจน้ำ ซึ่งมีเรือลำใหญ่สามารถต้านลูกคลื่นได้ แต่คู่สายปลายทางพยายามบ่ายเบี่ยงและปฏิเสธการมาช่วยเหลือ … ทุกคนเห็นชายเจ้าของเรือหมดแรงและถูกคลื่นกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ส่วนลูกชายที่อยู่ในวัยหนุ่มสามารถว่ายกลับขึ้นฝั่งได้อย่างหวุดหวิด …” ในร้านน้ำชา ชายคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยสีหน้ายากจะบรรยายว่า “คนนายูไม่มีสิทธิ์นะสิ ยิ่งคนนายูจน ๆ ยิ่งไม่มีสิทธิ์ … หากมีเรือใหญ่มาช่วย อย่างน้อยก็น่าจะรอดชีวิต แล้วตอนนี้ ลูกกับเมียของเขาจะอยู่กันยังไง”
เรื่องเล่าต่อไปมีชื่อว่า “ตัดขาดจากความทรงจำ” ศรยุทธเล่าว่า “ผมมีโอกาสได้รู้จักกับก๊ะ (พี่สาว) ระห์ เนื่องจากเธอเป็นสะใภ้ “ออแฆสิแย” (คนสยาม) ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามหลังจากแต่งงานกับลูกชายคนโตของครอบครัวที่ผมขอแบ่งเช่าห้อง … เธอมักเอ่ยให้ผมฟังถึงความรู้สึกดีใจที่ได้เจอ “ออแฆสิแย” เพราะเมื่อก่อนก๊ะระห์คือ “ออแฆสิแย” แต่ตอนนี้เธอคือ “ออแฆนายู” กระนั้น ญาติพี่น้องฝั่งไทยพุทธของเธอก็ยังไปมาหาสู่กันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อใกล้เทศกาลสงกรานต์ … ทว่า สงกรานต์ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้วที่ไม่มีการเชื้อเชิญจากญาติพี่น้องไทยพุทธ ก๊ะระห์ยังคงปลอบใจตัวเองมาตลอด 3 ปีว่า “เขาคงเป็นห่วงก๊ะมั้ง กลัวว่าเดินทางไป ๆ มา ๆ จะเกิดอันตราย” … ทว่า สงกรานต์มีเรื่องเล่าว่าวัยรุ่นมุสลิมบางคน แอบไปเล่นน้ำสงกรานต์ที่บ้านชุมชนไทยพุทธ บางคนแอบไปดื่มเหล้ากับญาติมิตรต่างศาสนา และร่วมพูดคุยอย่างสนุกสนานจนต้องค้างแรมอยู่หลายคืนกว่าจะกลับเข้ามาในชุมชนอีกครั้ง วัยรุ่นกลุ่มนี้มักถูกโต๊ะอิหม่ามและโต๊ะครูตำหนิว่าเป็นพวกเกเร ไม่สนใจหลักคำสอนทางศาสนา ขณะที่บรรดาเถ้าแก่หลายคนในชุมชนเตือนผมว่า “แบ (พี่ชาย) อย่าเข้าไปคลุกคลีกับมันเชียวนะ เดี๋ยวของจะหาย เผลอ ๆ มันจะยิงแบตอนไหนก็ไม่รู้” แต่ผมกลับรู้สึกว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้น่าสนใจทีเดียว วัยรุ่นผู้เป็นหัวโจกบอกผมว่า “ญาติห่าง ๆ ที่เป็นไทยพุทธของผมบอกว่า เมื่อก่อนคนนายูตีกลองในขบวนชักพระเก่ง ทำขนมหวานก็อร่อย ปู่ของผมเป็นนายูก็ร้องตะลุงเก่ง แถมยังเข้าทรงได้ด้วย … ผมคิดว่าจะเรียนศาสนาก็ต่อเมื่อจิตใจของผมพร้อม … แบก็เอาแต่วิจัย … รู้มั้ย สาเหตุที่คนมันตายก็เพราะมันชอบแบ่งเป็นพวกนายูกับพวกสิแย อย่างที่แบสนใจนั่นแหละ
 

ผมมักใช้เวลาบางส่วนไปกับการทำความเข้าใจมุมมองและวิธีคิดของเด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ … รวมไปถึงการเข้าร่วมกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง โดยเฉพาะการเล่นฟุตบอลในช่วงเย็นของทุก ๆ วัน …

กระทั่งวันหนึ่ง ผมกลับจากไปสัมภาษณ์ผู้อาวุโสคนหนึ่งในเวลาที่สายเกินกว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกีฬาได้ทัน ผมจึงตัดสินใจไปสนามบอลทันทีทั้งที่นุ่งโสร่ง … ทว่า ฝนได้ตกลงมาอย่างหนักก่อนที่ผมจะเลี้ยวรถเข้าไปในสนาม ผมจึงอาศัยศาลาริมทางแห่งหนึ่งเป็นที่หลบฝนชั่วคราว คนที่หลบฝนอยู่ก่อนแสดงอาการหวาดกลัวและหลบไปอยู่อีกมุมหนึ่งของศาลาอย่างเห็นได้ชัด … ขณะนั้น หมาของคนในกลุ่มได้เดินเข้ามาและพยายามเลียขาผมซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะหลบ จึงยิ่งสร้างความงุนงงให้แก่คนไทยพุทธกลุ่มนี้เป็นอย่างยิ่ง

“เป็นคนไทยใช่ไหม” ชายคนหนึ่งซึ่งแขวนจตุคามรามเทพอยู่เต็มคอ ท่าทางและการแต่งตัวคล้ายตำรวจเป็นคนถามขึ้น เมื่อได้รับคำตอบว่า “ใช่” จากผม

คำถามจำนวนมากได้ประดังเข้ามา อาทิ ทำไมถึงนุ่งโสร่ง มาที่นี่ทำไม นอนที่ไหน มากับใคร ชายผู้แต่งตัวคล้ายตำรวจเริ่มตบปืนที่แนบเอวเบา ๆ บางคนถามออกมาว่า ทำไมมาอยู่กับมุสลิม ที่นี่ไม่มีใครเขาไว้ใจโจรหรอก กลับบ้านไป ไม่ต้องกลับมา บางคนมอบให้ผมเป็น “ไอ้ไทยทรยศ” และมีอยู่คนหนึ่งทำท่าจะสั่งหมาตัวเดิมให้เข้ามากัดผม … ชายคนหนึ่งพยายามไล่ให้ผมออกไปโดยไร้เยื่อใย ขณะที่กำลังตัดสินใจก้าวขาออกไปจากศาลา ผมพลันคิดขึ้นได้ว่า ชะตาของผมในวันนี้เกิดขึ้นมาจากการขีดเส้นแบ่งทางชาติพันธุ์ สัญลักษณ์อย่างโสร่งกลายเป็นตราประทับ “ความเป็นมุสลิม” เพียงหนึ่งเดียวซึ่งดึงความไม่ไว้วางใจออกมาอย่างตัดขาดจากสายสัมพันธ์ในอดีต เมื่อก่อนคนไทยพุทธก็นิยมนุ่งโสร่งและไปมาหาสู่กับมุสลิมอยู่เสมอ

เรื่องสุดท้ายที่จะขอเล่ามีชื่อว่า “(ภูมิปัญญา)ท้องถิ่นกับการจัดการความขัดแย้ง” องค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งเข้ามากระตุ้นให้สมาชิกในชุมชนรวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์และกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อจัดการเงินที่ต้องกู้ยืมจากรัฐบาลอีกทอด จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มซึ่งมีทัศนะต่างกันในการบริหารจัดการเงิน เมื่อเงินก้อนแรกอนุมัติสำหรับจัดซื้อที่ดินและปลูกสร้างที่อยู่อาศัย แกนนำของคนกลุ่มแรกเสนอว่าควรให้สหกรณ์เป็นเจ้าของที่ดินแปลงใหม่ ดีกว่าจัดเป็นแปลง ๆ ที่เอกชนถือกรรมสิทธิ์ เขายังเสนอให้เน้น “วิถีเรียบง่าย” เช่น บ้านต้องเป็นบ้านไม้ทรงท้องถิ่น ไม่มีรั้ว และต้องมีพื้นที่ใช้สอยสาธารณะ เป็นต้น 

แกนนำของกลุ่มที่สองคนหนึ่งเสนอ “วิถีครอบครัว” ให้แต่ละครอบครัวถือกรรมสิทธิ์ที่จะส่งต่อถึงลูกหลานได้ กติกาในการสร้างบ้านต้องยืดหยุ่นได้ การแบ่งเนื้อที่ของที่ดินให้เป็นไปตามความสามารถในการผ่อนชำระเงินที่กู้ผ่านสหกรณ์ หลังการโต้เถียงกันเดือนกว่า ก็ได้ข้อยุติซึ่งประสมทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน คือ แบ่งที่ดิน 1 ใน 3 เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ห้ามสร้างรั้ว เจ้าของบ้านจะปลูกบ้านทรงใดก็ได้ การก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคอยู่ในความรับผิดชอบของกลุ่มแรก ส่วนกลุ่มที่สองจะช่วยจัดหาวัสดุก่อสร้าง โครงการได้ดำเนินไปท่ามกลางข่าวลือว่าอีกฝ่ายหนึ่งโกงบัญชีและยักยอกเงิน ฯลฯ

แต่อันที่จริง สมาชิกของทั้งสองฝ่ายมีเงินไม่เพียงพอสำหรับผ่อนชำระคืนรัฐบาลในแต่ละเดือน ซ้ำร้าย โครงการไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณก้อนถัดไป เพราะประเมินว่าการเงินไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะเกณฑ์การชำระหนี้รายเดือน ทำให้สมาชิกหลายคนต้องกู้เงินจากบรรดาเถ้าแก่ในกำปงเพื่อนำมาชำระหนี้

บ้านผมได้กลายเป็นสถานที่ที่คนทั้งสองกลุ่มต่างแวะเวียนมาระบายความรู้สึกให้ผมฟังแทบทุกวัน ผมเริ่มรู้สึกอึดอัดเพราะคนทั้งสองกลุ่มล้วนเคยช่วยเหลือผมในยามเก็บข้อมูลเท่า ๆ กัน ทั้งยังไม่เคยแบ่งเป็นสองกลุ่มในลักษณะนี้มาก่อน ผมจึงนัดทั้งสองฝ่ายเพื่อชี้แจงให้ทราบว่า ผมไม่ต้องการเป็นที่ระบายทุกข์อีกต่อไป พอถึงวันนัด มีตัวแทนของสองกลุ่มประมาณ 6 คนมาพบผม เป็นชายล้วน ท่าทางจริงจัง ชวนให้จินตนาการถึงการวิวาทกันด้วยกำลัง ผมอธิบายว่า “ผมไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครถูก ใครผิด ผมเป็นคนนอก ทุกคนให้ความช่วยเหลือผมมาตลอด ทำไมแบไม่ให้สภาซูรอ (มักประกอบด้วย โต๊ะครู โต๊ะอิหม่ามและผู้อาวุโสที่เป็นที่เคารพนับถือในกำปง) หรือโต๊ะอิหม่ามเป็นคนตัดสินล่ะ” ท่ามกลางการยืนกราน “ของดออกเสียง” ของผม สถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี ชายทั้ง 6 คนทุ่มเถียงกันเองถึงขั้นออกอาการท้าตีท้าต่อย ชายคนหนึ่งขว้างรองเท้าไปถูกหัวของอีกฝ่ายหนึ่ง แม่บ้านในบริเวณข้างเคียงตะโกนเรียกให้คนเข้ามาช่วยผมแยกคนทั้งสองกลุ่มออกจากกัน พ่อค้าปลาซึ่งเพิ่งเข็นรถเข้ามาลานบ้านสบถออกมาดัง ๆ ถึงความไม่มีหลักศาสนาอยู่ในหัวใจ ผมได้ยินแว่ว ๆ ถึงการใช้สันติวิธี การประนีประนอม และการมอบความรักแก่กัน

ตลกร้ายคือ 2 ใน 6  คนนี้ คนหนึ่งเป็นครูสอนศาสนาในกำปง ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นสมาชิกในสภาซูรอ


ผมเขียนบทความนี้ด้วยความเชื่อว่าคนคนหนึ่งมีหลายอัตลักษณ์ เป็นสมาชิกในหลายกลุ่ม มีบทบาทหน้าที่ต่างกันในต่างกรรมต่างวาระ แต่พอมีเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทถึงขั้นรุนแรง จะถืออัตลักษณ์เชิงเดี่ยวที่ทำให้เห็นว่าคนที่ถืออัตลักษณ์ขัดแย้งในเหตุการณ์เป็นศัตรู เรื่องเล่าเรื่องแรกชวนให้สันนิษฐานว่าตำรวจน้ำคนที่อยู่เวรยาม เห็นว่าไม่ควรต้องลำบากลำบนไปช่วยคนที่ถืออัตลักษณ์นายู  

ในเรื่องเล่าเรื่องที่สอง ชาวไทยพุทธกลุ่มหนึ่งเห็นควรขับศรยุทธ์ออกจากศาลาท่ามกลางสายฝน เพราะทรยศอัตลักษณ์สิแยโดยการสวมโสร่ง

ส่วนเรื่องที่เพิ่งเล่านี้ ชาวนายูด้วยกัน พอฝ่ายหนึ่งถืออัตลักษณ์ “วิถีเรียบง่าย” ส่วนอีกฝ่ายถืออัตลักษณ์ “วิถีครอบครัว” ที่ต่างก็สมมุติขึ้นท่ามกลางความยากจนและการขาดแคลน พวกเขาก็พร้อมที่จะประทุษร้ายกัน และโยนตำนานเรื่อง “ภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการจัดการความขัดแย้ง” ทิ้งไป

หนังสือ “มลายูที่รู้สึก” ยังมีเรื่องเล่าและบทความที่น่าสนใจ ควรแก่การหามาอ่านอีกหลายเรื่องหลายบท และจะเป็นการช่วยสนับสนุนปาตานีฟอรัม ให้พิมพ์หนังสือดี ๆ มาให้อ่านกันอีกหลาย ๆ เล่ม

เช็คจังหวะก้าว”คุณหญิงสุดารัตน์” ตัวแปรทางการเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/485411

26 ก.ย. 2564

นิด้าโพลล่าสุด เผยชื่อ “คุณหญิงสุดารัตน์” ติดกลุ่มอันดับสามจากคำถามประชาชนควรสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ชื่อ”หญิงหน่อย” ปรากฎขึ้นมาดูสอดคล้องจังหวะเจ้าตัวขยันเดินสายโกอินเตอร์และหารือระดับบิ๊กในประเทศเพื่อหวังให้ถึงฝั่งฝัน /เจาะประเด็นร้อน อสนีบาต

เมื่อวันที่ 26  ก.ย.64  “นิด้าโพล”ได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 3/2564”  โดยมีการสอบถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้

ผลการสำรวจมีความน่าสนใจ  ส่วนใหญ่หรืออันดับหนึ่ง ตอบว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ระบุว่า เป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เพราะ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีความเด็ดขาดในการตัดสินใจ แก้ไขปัญหาได้ดี ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

“และอันดับ 3 หรือ 11.15  % ระบุว่าเป็น “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เพราะ ที่ผ่านมาเคยบริหารงานได้ดี มีผลงานที่โดดเด่น ใส่ใจประชาชน และมีประสบการณ์การทำงาน”

…”อสนีบาต”…มองผลการสำรวจครั้งนี้ อยากโฟกัสมาที่อันดับสามนี่หล่ะ ที่มีชื่อ ” คุณหญิงหน่อย” ปรากฎขึ้นมา ถึงกับแซงหน้า น้องใหม่ทางการเมือง อย่าง “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล พรรคที่ยังสาละวนอยู่กับการปฏิรูปสถาบัน  

กรณีของ “คุณหญิงหน่อย” ที่ถูกเอ่ยถึงขึ้นแท่นติดชาร์ตบ็อกซ์ออฟฟิศ คงเป็นจังหวะของความขยันสร้างกิจกรรมทางการเมืองผ่านหน้าสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะกับการไปทัวร์อเมริกาจับไม้จับมือคนโน้นคนนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 


คราวนี้มาดูกัน  “พรรคไทยสร้างไทย”ภายใต้การนำของ“คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์”แตกตัวย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยเพราะความขัดแย้งกับแกนนำสายตรงครอบครัวชินวัตรมาขึ้นโครงด้วยตัวเอง โดยรวบรวมอดีตส.ส.-นักการเมืองท้องถิ่น-คนรุ่นใหม่จากหลากพรรคหลายกลุ่มการเมืองมาเป็นหมากตัวใหม่บนกระดานการเมืองไทยนั้น

“คุณหญิงหน่อย” จะขยับไปถึงฝั่งฝันได้หรือไม่…

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย

หากประเมินสถานการณ์แล้ว แน่นอนว่า”คุณหญิงหน่อย”จะยืนฝั่งประชาธิปไตย(แต่ไม่ล้มสถาบัน) โดยกินแต้มร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านในตอนนี้และอาจเจาะคะแนนจากพรรคร่วมรัฐบาลได้บ้าง

มีการงัดสูตรคำนวณตามแบบฉบับ คุณหญิงหน่อยหวังได้ผู้แทนฯ 50 ชีวิต เพื่อมีอัตราต่อรองทางการเมือง

แต่มองแล้ว โอกาสเป็นพรรคขนาดกลาง (20ส.ส.ขึ้นไป)คือบันไดขั้นสูงสุดของพรรคน้องใหม่พรรคนี้ และขั้นต่ำสุดคือพรรคสิบที่นั่ง(ประเมินจากรายชื่อสมาชิกพรรคในช่วงนี้ที่ปรากฏตามสื่อและสื่อออนไลน์)

พิจารณาบนหน้ากระดานการเมือง  “พรรคไทยสร้างไทย”ภายใต้การนำทัพของ“คุณหญิงหน่อย” ถือเป็นตัวแปรหนึ่งบนสนามการเมืองในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่หากชิงพื้นที่ส.ส.ทั้งสองระบบได้ตามตัวเลขคาดการณ์ 


ฐานเสียงหลักที่คุณหญิงหน่อยวางไว้คือบางเขตเลือกตั้งของสนามกทม.,ภาคอีสานบางจังหวัด(ขอนแก่น,อุดรธานี),ภาคเหนือบางจังหวัด(เชียงราย)

หมากเกมของ“คุณหญิงหน่อย” คือ ออกไปพบมวลชนให้มากที่สุด,คอมเมนท์รัฐบาลในจังหวะที่ก้าวพลาด, ขยับออกสื่อหลากแขนงเพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองในทุกห้วงโอกาส

คุณหญิงสุดารัตน์ไปท่องเที่ยวสหรัฐกับครอบครัวพร้อมกับใช้โอกาสเดินสายพูดคุยสว.สหรัฐคุณหญิงสุดารัตน์ไปท่องเที่ยวสหรัฐกับครอบครัวพร้อมกับใช้โอกาสเดินสายพูดคุยสว.สหรัฐ

อีกทั้งการบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อไปขอความช่วยเหลือเรื่องวัคซีนโควิด-19 จากรัฐสภาสหรัฐฯ โดยมิวายเหน็บรัฐบาลไทยเพื่อเอาแต้มทางการเมือง แต่ก็โดนขั้วรัฐบาลย้อนศรแบบทันควัน(จริงๆแล้ว คุณหญิงหน่อยมีวาระไปพักผ่อนที่ต่างประเทศในช่วงเวลานี้เป็นประจำทุกปี และคราวนี้ก็เช่นกัน โดยคุณหญิงหน่อยได้ฉวยจังหวะทุบรัฐบาลไทยและสร้างราคาว่า“คุณหญิงหน่อย”ก็อยู่ในระดับนักการเมืองชั้นอินเตอร์เช่นกัน)

คุณหญิงสุดารัตน์ พบหารือกับ วุฒิสมาชิก มิตต์ รอมนีย์ แห่งรัฐยูทาห์  อดีตผู้ว่าการรัฐเมสซาชูเซตส์ และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ของพรรคริพับลิกัน เมื่อปี2012คุณหญิงสุดารัตน์ พบหารือกับ วุฒิสมาชิก มิตต์ รอมนีย์ แห่งรัฐยูทาห์ อดีตผู้ว่าการรัฐเมสซาชูเซตส์ และผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ของพรรคริพับลิกัน เมื่อปี2012

และเวทีแรกที่จะวัดกระแสคุณหญิงหน่อยคือสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เพราะตอนนี้ว่าที่ผู้สมัครส.ก.หลายเขตของพรรคนี้เปิดตัวแล้ว  สืบทราบมาด้วยว่า “คุณหญิงหน่อย”จะส่งครบห้าสิบส.ก.และส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ด้วย โดยไม่รั้งไมตรีกับพรรคเพื่อไทยที่ค่อนข้างชัวร์แล้วว่าจะส่งแค่ผู้สมัครส.ก. และหนุน”ชัชชาติ  สิทธิพันธุ์” (อดีต1ใน3แคนดิเดตชิงนายกฯของพรรคเพื่อไทยร่วมกับ“คุณหญิงหน่อย”และชัยเกษม นิติสิริ ) เข้าชิงเก้าอี้ประมุขเสาชิงช้า

แน่นอนว่าคุณหญิงหน่อยกับเจ้าของฉายารมต.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีนั้น ย่อมไม่มีทางลงรอยให้กันเป็นแน่แท้และจะตัดแต้มกันเองเพราะฐานคะแนนมาจากแหล่งเดียวกัน

ตรงนี้คนมุมตรงข้ามจะได้เปรียบไปอีกระดับหนึ่ง  และมีข้อมูลทางลับแจ้งว่าคุณหญิงหน่อย”ดีลลับ”กับว่าที่ผู้สมัครฯผู้ว่าฯ กทม.ไปแล้วบางคน และยังเปิดโต๊ะคุยกับ”อดีตสี่กุมาร”แห่งพปชร.เกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง

การหารือเบื้องต้น “คุณหญิงหน่อย”ยังไม่ตกลงใดๆกับใคร แต่ในอีกแง่มุม พบว่า สนามเมืองหลวงนั้น ว่าที่ผู้สมัครส.ก.ในปีก”คุณหญิงหน่อย” อาศัยชื่อ”พรรคไทยสร้างไทย”ลงสมัคร เพราะจริงๆแล้ว เป็นการฝากเลี้ยงไว้จากใครบางคน และยังมีกระแสว่าหากบรรดาคนฝากเลี้ยงเข้าวินได้นั้น “10 ส.ก.เท่ากับหนึ่งเก้าอี้รองผู้ว่าฯกทม. “จะเกิดขึ้นหรือไม่

แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็น  คือ”ทุนการเมือง”ที่จะนำมาขับเคลื่อนพรรคที่“คุณหญิงหน่อย” วางเป้าหมายไว้ว่าจะมาจากไหนกันแน่

แน่นอนว่ากองเชียร์จะช่วยกันออกเงินหนุนกันเอง  แต่ความจริงแล้วจะพอเพียงในการปักธงระดับชาติได้หรือ  เพราะถ้าบอกว่าการเมืองต้องไม่ใช้กระสุนดินดำ ก็ไม่ตรงกับความจริงเสียทีเดียว

จึงมีกระแสข่าวตามมา “คุณหญิงหน่อย”ไปหารือกับอดีตนายพลบางคนเพื่อการดำเนินการในอนาคตบางสิ่งบางอย่าง


ครั้น“คุณหญิงหน่อย”จะขอ”แรงหนุน”จากคนไกลบ้านก็ใช่ที่ เนื่องจากย้ายสำมะโนครัวออกมาแล้ว ครั้นจะบริหารจัดการเองชนิดทุ่มหมดหน้าตักเลิกคิดได้เลย หรือหากจะเปิดหมวกรับบริจาคใช่ว่าจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับภารกิจทั้งบนดิน-ใต้ดิน

ดังนั้น น่าสนใจว่ากระแสว่า“คุณหญิงหน่อย”ไปหารือกับอดีตนายพลบางคนเพื่อการดำเนินการในวันข้างหน้านั้น  “คุณหญิงหน่อย”  พูดคุยกับ อดีตนายพลชื่ออะไร -ขั้วไหน-มีขุมกำลังเพียงใด

เอาไว้ว่างๆจะมาขยายความการเคลื่อนไหวของ“คุณหญิงหน่อย”ให้สังคมติดตามในบทต่อไป