“อดิศักดิ์” ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อดิศักดิ์” ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด (komchadluek.net)

“อดิศักดิ์” ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 

"อดิศักดิ์" ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 

20 พฤศจิกายน 2563 – 19:21 น.

“อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ” กลับคืนบ้านอีกครั้งในฐานะซีอีโอ เนชั่นทีวี 22กับภารกิจนำพา “เนชั่น” กลับมาสู่ภาพลักษณ์ความเป็นสื่อมืออาชีพ ไม่มีอคติ ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง

นายอดิศักดิ์  ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ซีอีโอ เนชั่นทีวี 22 ให้สัมภาษณ์เพจ The People  ถึงการกลับมาบริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ผมได้รับการติดต่อจากคนเก่าของเนชั่นเดิมอยากให้กลับมาช่วยปรับปรุงช่องเนชั่นทีวีเพราะว่ามีผู้ประกาศระดับแม่เหล็ก 5-6 คน ได้ลาออกไป ขวัญกำลังใจของคนทำงานเสีย ก็อยากต้องการให้ผมกลับมา ก็ได้เรียนทางคุณฉาย บุนนาค ประธานเนชั่นกรุ๊ป ให้ชวนผมกลับมา ซึ่งมีจดหมายน้อยเป็นลายมือของคุณฉาย บุนนาค เขียนถึงผมว่า อยากให้กลับมาช่วยกันพัฒนาช่องเนชั่นทีวี 

ผมก็มีเงื่อนไขไม่มาก ผมเห็นว่าเมื่อคุณฉาย ชวนผม แต่ผมขอย้อนกลับไปเรื่องของปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างผู้ถือหุ้นในเนชั่นกรุ๊ปที่มี 2 ฝ่าย ซึ่งผู้บริหารชุดเก่าซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งได้ออกไป คือคุณสุทธิชัย หยุ่น ผมก็ได้ไปตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น ณ ปัจจุบัน เกือบทั้งหมดยังถือหุ้นอยู่เดิมเพราฉะนั้นผมก็คิดว่าเจตนาของคุณฉาย ต้องการทำให้เนชั่นทีวี กลับมาเป็นช่องข่าวที่มีคุณภาพ เป็นมืออาชีพ ก็อยากให้คุณฉาย เรียนกับผู้ถือหุ้นรายอื่นๆด้วย เพื่อให้เหมือนเป็นความเห็นร่วมกัน ถ้าอย่างนั้นผมยินดีที่จะกลับมา

"อดิศักดิ์" ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 

“ผมได้เรียนกับคุณสุทธิชัย ว่า ผมขอตัดสินใจมาร่วมครั้งนี้ ด้วยเหตุผลอย่างที่บอก คนทำงานที่อยู่ในเนชั่นทีวี ได้ร้องขอผมด้วย ขณะเดียวกันทางประธานของเนชั่น คุณฉาย บุนนาค ได้ให้คำมั่นผมว่า มีเจตนาต้องการให้ผมเข้ามาช่วยที่จะทำให้เนชั่นทีวีกลับมาสู่สถาบันมืออาชีพ  เพราะว่าหลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย อันนี้ก็เสมือนการยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทางผู้บริหารชุดปัจจุบันที่อยู่ในเนชั่นกรุ๊ป อันนี้เป็นสิ่งที่ผมยอมรับได้ และผมได้เรียนกับคุณสุทธิชัยว่า  อันนี้เป็นเหตุผลที่ตนตอบรับเข้ามา ซึ่งคุณสุทธิชัย ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรมาก เพียงแต่ว่าคุณสุทธิชัย ขอยังไม่ยุ่งเกี่ยวอะไร ก็แล้วแต่ผม แต่คุณสุทธิชัยยัง ถือหุ้นอยู่”

"อดิศักดิ์" ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 

กับคำถามที่ว่า รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านหรือไม่ อดิศักดิ์ กล่าวว่า  คือวันแรกที่มา ทางทีมงานพาผมเดินทุกชั้น ได้เจอพนักงานเก่าๆ ที่รู้จักผมอยู่แล้วทุกแผนก ฝ่ายขาย ฝ่ายโฆษณา ฝ่ายธุรการ ฝ่ายกองบรรณาธิการ กรุงเทพธุรกิจ เดอะเนชั่น  คมชัดลึก ทุกคนก็ต้อนรับ ผมอาจจะสรุปด้วยตัวผมเองว่า ต้อนรับ  ผมก็มองเห็นว่า ได้มีการลงทุนพัฒนาเรื่องช่อง สตูดิโอต่างๆ ดีกว่าสมัยที่ผมเคยทำงานอยู่ เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ฮาร์ดแวร์ดีมาก เพียงแต่ว่า ซอฟต์แวร์ คือคนอาจจะต้องปรับระบบการทำงานบ้าง  ปรับทัศนคติ จูน mindsetบางอย่าง เพื่อให้เห็นเป้าหมายร่วมกันว่า เราจะกลับไปสู่สถาบันสื่อมืออาชีพได้อย่างไร และสถานะปัจจุบันของปีที่ 49 ของปีที่ 50 ของเนชั่นกรุ๊ป ส่วนของที่เป็นธุรกิจบรอดแคสติ้งมีสัดส่วน อาจจะใกล้เคียงกับฟากของบริษัทแม่ ในอนาคตบริษัทลูกอาจจะใหญ่กว่าบริษัทแม่ เพราะบริษัทแม่เป็นสิ่งพิมพ์ แต่ทางฝั่งบรอดแคสติ้ง มาทางทีวี มาทางออนไลน์ ดิจิทัล

"อดิศักดิ์" ลั่นความเชื่อทางการเมืองกับการทำงาน แยกกันเด็ดขาด 

“การกลับมาครั้งนี้คือการ ” รีแบรนด์” เนชั่น แผนของเรา ที่ผมเข้ามาแล้วผมได้คุยกับคุณฉาย ตอนที่ชวน เขาถามความเห็นผม ผมคิดว่าต้อง “รีแบรนด์” เพราะว่า ผู้ประกาศชุดเก่าได้ออกไป และต้องยอมรับว่าภาพลักษณ์ในช่วงที่ผ่านมา สังคมก็มีคำถามใหญ่ๆเยอะ เพราะฉะนั้นก็ต้อง”รีแบรนด์” เพื่อให้สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้  เนชั่นทีวีโดยสถานะโดยกลุ่มเป้าหมาย คนรุ่นใหม่ปฏิเสธด้วยเนื้อหา ด้วยท่าทีของช่องไม่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ แต่เราจะมาบังคับให้คนรุ่นใหม่มาดูโทรทัศน์ ก็คงไมได้ เพราะฉะนั้นภายใต้แบรนด์เนชั่นทีวี จะทำอย่างไรให้สามารถเข้าถึงทุกกลุ่มได้ คนดูที่ผ่านช่องทีวีปกติ ก็ยังเป็นคนดูที่มีอายุสูง อาจจะ 40-45 ปี ขึ้น แต่จะทำอย่างไรให้คนที่อายุต่ำกว่านั้น ยอมรับในแบรนด์เนชั่นทีวี เหมือนยุคก่อนๆ เนชั่นทีวี เคยเป็นเหมือนโรงเรียนคนข่าว คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงาน อยากเข้ามาเรียนรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้อง “รีแบรนด์” เพื่อคนรุ่นใหม่ๆ “

ส่วนกรณีที่ว่าความเชื่อทางการเมืองของตัวเขามีผลกับการบริหารเนชั่นหรือไม่ นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า ผมคิดว่าทุกคนมีสิทธิที่จะมีความเชื่อทางการเมืองต่างกัน มันไม่ควรที่จะให้ทุกคนมีความเชื่อทางการเมืองอันเดียว ความเชื่อทางการเมืองของผมกับการทำงาน แยกกันโดยเด็ดขาด  ผมมีจุดยืนสนับสนุนเรื่องการพูดคุยกันอย่างเปิดใจระหว่างคนต่างวัย อย่างน้อง ๆ ที่เคลื่อนไหว เราต้องมองเขาว่า ไม่ใช่มีเจตนาไม่ดี แต่เขาต้องการอนาคตของเขา

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผู้ใหญ่ควรทำ ก็คือ เปิดกว้าง พูดคุย อันนี้เป็นจุดยืน ไม่ได้หมายความว่าเราไปสนับสนุนทุกอย่างที่เขาเสนอ เพราะที่เสนออาจจะมีความเชื่อแบบหนึ่ง แต่เราผ่านเหตุการณ์ ผ่านความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเยอะแยะ เราก็มีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่สามารถที่จะบอกว่าถูกผิดทันที ต้องมาคุยกัน แต่พอเราไปปฏิบัติหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นสื่อ เราผลิตคอนเทนต์ก็เหมือนสินค้า เราต้องผลิตคอนเทนต์ที่ให้ทุกคนสามารถบริโภคได้  สามารถเสพได้ เราต้องเป็นแพลตฟอร์มเปิด ที่ให้ทุกคนเข้ามาแลกเปลี่ยนได้  เพราะฉะนั้นความเชื่อทางการเมืองกับการทำหน้าที่มันคนละอย่างกัน ไม่ควรเอามาตัดสินว่า ผมจะเอาความเชื่อทางการเมืองแบบนี้ มาทำสื่อแบบนี้ ไม่ใช่ มันคนละแบบ ผมจะเลือกพรรคไหน อันนี้เป็นสิทธิของผม”

ส่วนที่ว่าการเข้ามาของเขาช่วยลดกระแส #แบนเนชั่น หรือไม่ นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเรากลับมาทำหน้าที่ของความเป็นสื่อมืออาชีพแล้ว  ผู้ลงโฆษณา ซึ่งเป็นรายได้หลักขององค์กร ย่อมมองเห็นว่าที่ผ่านมา กระแสของการแบนโฆษณามีผลพอสมควร เพราะว่าในโลกยุคปัจจุบัน เจ้าของสินค้า ไม่ต้องการไปอยู่กับแบรนด์ของสื่อที่เลือกข้าง จริงๆเลือกข้างอาจจะไม่เป็นไร แต่เลือกข้างแล้วมีเนื้อหาไปในลักษณะของ hate speech  หรือมุ่งโจมตีใคร แบรนด์สินค้าต่างๆ เขาจะไม่ยินยอม ถึงแม้เจ้าของแบรนด์ จะมีความเชื่อแบบไหน  เพราะว่าเขาขายของให้ทุกคน พอคุณฉาย ได้บอกแนวทางอย่างนี้ แล้วเชิญผมมาร่วมในการบริหาร ผู้ลงโฆษณาส่วนใหญ่ก็จะรู้จักผมอยู่แล้ว เสียงตอบรับค่อนข้างดี ผมมีคิวนัดที่จะต้องไปเจอผู้สนับสนุน ผู้ลงโฆษณาค่อนข้างยาว  ตอนนี้เราก็ต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่นกลับมาว่าช่องเนชั่น จะกลับมาทำหน้าที่สื่อมืออาชีพซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ ผมเชื่อว่าผู้สนับสนุน โฆษณา องค์กรต่างๆจะกลับมาจะกลับมาสนับสนุนนเราเหมือนเดิม

ส่วนแนวทางการนำเสนอเนื้อหาของเนชั่น จากนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือไม่ นายอดิศักดิ์  กล่าวว่า ถ้ามองอย่างปกติไม่ได้เปลี่ยนเลย เรากลับมาทำหน้าที่ปกติเหมือนสื่ออื่น คนดูจำนวนหนึ่ง ที่อาจจะชอบแบบเดิม รู้ว่าสึกว่าเราเปลี่ยนไปเป็นอีกข้างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ แต่ถ้าคนที่มองอย่างปกติ เปรียบเทียบเรากับสื่อโดยทั่วไป ไม่มีอะไรผิดปกติเลย เพราะฉะนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนจุดยืน มันเป็นเรื่องของการกลับมาทำหน้าที่สื่อมืออาชีพอย่างปกติ ไม่มีอคติ ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง เท่าที่ผมเข้าทำงาน 2-3 วันนี้ เหมือนคนทำงานมีอารมณ์ของการถูกปลดปล่อย จากเดิมเขาอาจจะทำงานบนข้อจำกัด บนความไม่มั่นใจสิ่งที่เขานำเสนอไปจะถูกใจใครหรือไม่ ตอนนี้ผมบอกให้ทุกคนทำงานปกติ ก็เหมือนว่าทุกคนถูกปลดปล่อย จากเดิมที่มีข้อจำกัด มีความระแวง ไมมั่นใจในการทำงานของตัวเอง เป็นการปลดปล่อย

ร้าวลึก “นักศึกษา-อาชีวะ” บาดแผล 4 ทศวรรษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ร้าวลึก”นักศึกษา-อาชีวะ” บาดแผล 4 ทศวรรษ (komchadluek.net)

ร้าวลึก”นักศึกษา-อาชีวะ” บาดแผล 4 ทศวรรษ

ร้าวลึก"นักศึกษา-อาชีวะ" บาดแผล 4 ทศวรรษ

20 พฤศจิกายน 2563 – 14:37 น.

เบื้องลึกอาชีวะ ไม่พอใจ “แกนนำราษฎร” จาบจ้วงล่วงละเมิด ไม่ศึกษาบทเรียนหลัง 14 ตุลา  

++
ความขัดแย้งทางความคิดความเชื่อ ระหว่างกลุ่มนักเรียนอาชีวะกับนักศึกษา(แกนนำคณะราษฎร) ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อ 47 ปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเรื่องทำนองนี้มาแล้ว    

กรณีมีข่าวว่า กลุ่มอาชีวะเพื่อนประชาธิปไตย และฟันเฟืองประชาธิปไตย เรียกร้องให้แกนนำม็อบราษฎร ลดการจาบจ้วงล่วงเกิน ด้วยถ้อยคำหยาบคายลง กระทั่งมีการ์ดอาชีวะบางกลุ่มประกาศถอนตัว

อ่านข่าว…   จาบจ้วงอย่างรุนแรง ฟันเฟืองอาชีวะ ชูประชาธิปไตยที่สวยงามขอถอนตัวไม่ร่วม #ม็อบ25พฤศจิกา

ร้าวลึก"นักศึกษา-อาชีวะ" บาดแผล 4 ทศวรรษ

อาชีวะยืนยันร่วมม็อบราษฎร

ต่อมา แกนนำการ์ดอาชีวะทั้งสองกลุ่ม ได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว พร้อมทำหน้าที่ปกป้องการชุมนุมของม็อบราษฎรต่อไป    

อย่างไรก็ตาม มีการ์ดอาชีวะบางกลุ่มได้เรียกร้องให้แกนนำม็อบราษฎร ลดการใช้วาจาจวบจ้วงล่วงเกินลงบ้าง เพราะยิ่งพูดแรงมากขึ้นเท่าใด ก็ไปกระตุ้นฝ่ายตรงข้ามให้ลุกขึ้นมาตอบโต้ การ์ดอาชีวะอยู่แนวหน้า โดนเล่นเป็นกลุ่มแรก    

บทเรียนวันที่ 17 พ.ย.นี้  ทำให้การ์ดอาชีวะบางกลุ่มร้องขอให้เบา “ข้อที่ 3”     

หากย้อนไปดูแถลงการณ์ของอาชีวะ 2 กลุ่มนี้ ก็จะพบว่า พวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านการรัฐประหาร แต่ไม่มีการเสนอให้ปฏิรูปสถาบันฯ

ร้าวลึก"นักศึกษา-อาชีวะ" บาดแผล 4 ทศวรรษ

อาชีวะยืนยันร่วมม็อบราษฎร

ล่าสุด (20 พ.ย.2563) แอดมินเพจฟันเฟืองธนบุรี – Gear Of Red Thonburi ได้ชี้แจงว่า “เสียงสะท้อนของอาชีวะส่วนใหญ่ยังอยากจะขอให้ลดการหยาบคาย การใช้ความพูดที่ความรุนแรงลงหากแกนนำและพี่น้องประชาชนที่รักพวกเราจริง ช่วยทำให้แนวหน้าของพวกเราหน่อยนะครับและเพื่อความปลอดภัยของทุกๆคนครับ”    

ตอนท้ายแอดมินเพจยังยืนยัน “เราไม่มีทางทิ้งอุดมการณ์และพี่น้องไปไหนและไม่ขอรับเงินใดๆทั้งสิ้น”

++
บทเรียนในอดีต
++
ในบันทึกเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 ได้ยกย่องวีรกรรมของนักเรียนอาชีวะ จากหลายสถาบัน ที่มาร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ในนาม “กนก 50” และ “หน่วยฟันเฟือง”    

ช่วงวันที่ 9-12 ต.ค.2516 นักเรียนอาชีวะหลั่งไหลเข้าร่วมการชุมนุมร่วมกับกลุ่มนักศึกษา ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์    

ร้าวลึก"นักศึกษา-อาชีวะ" บาดแผล 4 ทศวรรษ

ฟันเฟืองฝั่งธนฯ ร้องขอให้ลดการจาบจ้วง

วันที่ 13 ต.ค.2516 วันเดินขบวนครั้งใหญ่ นักเรียนอาชีวะในนาม “กนก 50” ทำหน้าที่พิทักษ์รถบัญชาการ  หน่วยฟันเฟือง เป็นการ์ดแถวหน้าร่วมกับนักศึกษาอีกหลายสถาบัน    

ปี 2517 ประชาธิปไตยเบ่งบาน นักเรียน นักศึกษา ได้มีการจัดตั้งองค์กรทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างคึกคัก แต่หลังเหตุการณ์จลาจลพลับพลาไชย ทำให้นักเรียนอาชีวะกับนักศึกษา เกิดช่องว่างทางความคิดการเมือง     

ขณะที่ขบวนการนักศึกษารับเอาแนวคิดสังคมนิยมมาเต็มๆ แต่นักเรียนอาชีวะ กลับตั้งรับไม่ทัน และเริ่มคลางแคลงใจในอุดมการณ์สังคมนิยม    

ประกอบกับฝ่ายความมั่นคง เข้ามาแทรกศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะแห่งประเทศไทย จึงทำให้นักเรียนอาชีวะนำโดยช่างกลบางซ่อน และอีก 2-3 สถาบัน แยกตัวออกไปจัดตั้ง “กลุ่มกระทิงแดง”    

ร้าวลึก"นักศึกษา-อาชีวะ" บาดแผล 4 ทศวรรษ

หน่วยฟันเฟือง ปี 2516

อีกด้านหนึ่ง นักเรียนโรงเรียนช่างกลพระราม 6 ได้ประกาศยืนเคียงข้าศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) กลายเป็นสงครามเชิงอุดมการณ์ของนักเรียนอาชีวะ 2 ขั้ว    

บทเรียนของฟันเฟืองรุ่นพ่อ อาจไม่มีใครเล่าให้ฟันเฟืองรุ่นลูกฟัง ซึ่งในอนาคต อาจมีฟันเฟือง 2 ขั้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากขบวนการนักศึกษายุคราษฎร ไม่สรุปความผิดพลาดจากในอดีต

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติ ‘ธนาธร’ ขีดเส้นตาย ‘ประยุทธ์’ 25 พย.นี้ ต้องลาออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติ ‘ธนาธร’ ขีดเส้นตาย ‘ประยุทธ์’ 25 พย.นี้ ต้องลาออก (komchadluek.net)

‘ซินแสเข่ง’ ผ่าดวงวิกฤติ ‘ธนาธร’ ขีดเส้นตาย ‘ประยุทธ์’ 25 พย.นี้ ต้องลาออก

  'ซินแสเข่ง' ผ่าดวงวิกฤติ  'ธนาธร'  ขีดเส้นตาย 'ประยุทธ์'  25  พย.นี้  ต้องลาออก

20 พฤศจิกายน 2563 – 14:04 น.

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ธนาธร  ขีดเส้นตาย ประยุทธ์ ต้องลาออก  ตกดวงวันพุธที่่ 25 วันโลกาวินาศ ไม่เหมาะทำการมงคล เตือนดาวโจรกดดวงชะตา ส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จ สะท้อนผลให้มีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ก่อให้เกิดการพลัดพราก ตกดาวจร ต้องหลบหนี

ซินแสเข่ง  ผ่าดวงวิกฤติ  ธนาธร  ขีดเส้นตาย ประยุทธ์  25  พย.นี้  ต้องลาออก  ส่งผลวิกฤติชะตาชีวิตธนาธร  ตกดวงวันพุธที่   25  วันโลกาวินาศดวงเมืองปะทะ  แตกแยกตายจาก  ปีปะทะตกดาวมฤตยู  ไม่เหมาะทำการมงคล  เดือนแห่งการแตกแยก  วันอุบาทว์   เตือนดาวโจรกดดวงชะตาส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จสะท้อนกลับส่งผลให้มีเรื่องให้เดือดเนื้อร้อนใจเกิดขึ้นก่อให้เกิดการพลัดพรากตกดาวจร ต้องหลบหนี

“ซินแสเข่ง”    อาจารย์ชนม์ทรรศน์  ฤทัยผ่อง  ผู้อำนวยการ  สถาบันโหราศาสตร์พยากรณ์ แห่งประเทศไทย วิเคราะห์ ผ่าดวงวิกฤติ หัวหน้ากลุ่มก้าวไกล คุณธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ   ยื่นคำขาด  นายกรัฐมนตรี  ประยุทธ์  จันทร์โอชา  ต้องลาออก  ภายในวันที่ 25  พฤศจิกายน  นี้  เพื่อเป็นการบีบรัดให้เข้าสู่วิกฤติหนักมาก   แต่ด้วยสาเหตุที่ดวงชะตาของท่านนายกประยุทธ์   จันทร์โอชา   ถึงแม้นว่าจะประสบปัญหาหนัก   แต่สามารถประคองไปได้  เพราะมี  ดวงชะตาขุนพลคู่กาย เสริมบารมี  พลเอก  ประยุทธ์   จันทร์โอชา   ให้ดวงต้านให้แข็งมากขึ้นในการับมือ  แต่ถ้าหากว่ามีเหตุรุนแรงที่ยั้งไม่หยุด   ก็อาจจะมีตัวแทนที่คอยช่วยเหลือ รับไม้แทน   คือพลเอก  ประวิตร วงษ์สุวรรณ  และ พลเอก อนุพงษ์   เผ่าจินดา   ซึ่งเป็นดวงที่ มั่นคงที่สุด ในช่วงไตรมาส  3  นี้

ซินแสเข่ง   ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมรอยต่อช่วงจังหวะ คุณธนาธร กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น   คงเป็นไปไม่ได้ ที่คุณธนาธร  จะก้าวสู่การเป็นผู้นำรัฐบาล  และไม่มีโอกาศประสบความสำเร็จ   ในการยื่นคำขาดของ คุณธนาธร  แต่จะมีผลลัพธ์ สะท้อนกลับในทางตรงกันข้าม  เพราะช่วงจังหวะเดือน และวันที่มีผลกระทบเกิดขึ้น   เป็นดวงศัตรูสร้างความแตกแยก  ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งรุนแรงเพิ่มขึ้น  สร้างความสับสนวุ่นวาย  ไม่ไว้วางใจที่จะต้องหลีกเลี่ยง ต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้น  บวกกับดวงปีของคุณธนาธร   ที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ   ในสิ่งที่คาดหวังไว้   ต้องระวัง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับความตายของประชาชน  กับความอึดอัดไม่สบายใจไร้สาระไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราว   หรือเบียดเบียนให้เดือดเนื้อร้อนใจ ที่ตกดวงดาวจร  เป็นเหตุให้อยู่บ้านเกิดไม่ได้   ต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิด

  'ซินแสเข่ง' ผ่าดวงวิกฤติ  'ธนาธร'  ขีดเส้นตาย 'ประยุทธ์'  25  พย.นี้  ต้องลาออก

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ “อานนท์” ยกเพดานสันติวิธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ “อานนท์” ยกเพดานสันติวิธี (komchadluek.net)

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ “อานนท์” ยกเพดานสันติวิธี

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ "อานนท์" ยกเพดานสันติวิธี

20 พฤศจิกายน 2563 – 09:07 น.

เลี่ยงแตกหักยาก คณะราษฎรดันทะลุเพดาน ทั้งเนื้อหาและกลยุทธ์ ฝ่ายรัฐก็ยกระดับจัดการม็อบ คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
เป็นไปตามคาด ปฏิกิริยาหลังรัฐบาลประกาศยกระดับการควบคุมม็อบ บรรดาแกนนำและองค์กรเครือข่ายม็อบราษฎร ต่างประสานเสียง “ไม่ถอย” และ “ไม่ลดเพดาน”

อ่านข่าว…  “อานนท์” บนทางเสี่ยงรับไม้ต่อ “แดง 112”

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ "อานนท์" ยกเพดานสันติวิธี

ม็อบยกระดับการต่อสู้ 25 พ.ย.

ยกตัวอย่าง “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ที่เปรียบเสมือนยานแม่ของเครือข่ายราษฎร ได้ตอบโต้ผ่านแฟนเพจว่า “ถ้าผู้มีอำนาจยังดึงดันที่จะปฏิบัติต่อพวกเราด้วยลวดหนาม ปืนยิงน้ำ แก๊สน้ำตา การปล่อยม็อบชนม็อบ และกฏหมายทุกฉบับทุกมาตรา เราก็จะไม่ยอมจำนน”    

“เกด” ชลธิชา แจ้งเร็ว แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ยืนยันผ่านเฟซบุ๊ก Chonthicha Kate Jangrew ว่า พวกเขายื่นทางออกประนีประนอมเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไป ผ่านกลไกสภาและการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน     

เมื่อรัฐสภาไม่เอาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ คณะราษฎรจึงต้องนำสถาบันฯ ลงท้องถนน    

“หนทางข้างหน้าคือการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ที่จะไปไกลอย่างที่คุณไม่คาดคิด และพวกเราจะไม่มีวันยอมถอยหลังอีกเด็ดขาด” คำประกาศของชลธิชา    

สัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.นี้ แกนนำม็อบราษฎร จึงเตรียมจัดกิจกรรมเบิ้มๆ เขย่าทุกองคาพยพของสถาบันฯ  

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ "อานนท์" ยกเพดานสันติวิธี

สองสหาย “ทนายอานนท์-ชลธิชา”

++
สันติวิธีเชิงรุก
++
ปฏิบัติการสาดสีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ก่อให้เกิดวิวาทะภายในกลุ่มราษฎร เนื่องจากแนวร่วมบางกลุ่มมองว่า เป็นการกระทำที่เกินเลยไป     

รวมถึงเสียงสะท้อนจากการ์ดอาชีวะบางคน ต่อการปราศรัย และการพ่นตัวหนังสือ “จาบจ้วงล่วงเกินสถาบัน” ดูจะไปไกลกว่าคำว่า “ปฏิรูป” และแนวโน้มจะ “ล้มล้าง” เสียมากกว่า     

การ์ดอาชีวะมองว่า การปราศรัยแบบไม่รับผิดชอบของแกนนำบางคน ได้กระตุ้นความโกรธแค้นให้คนเสื้อเหลือง ผู้ที่รับเคราะห์ก็คือ การ์ดในแนวหน้า    

ดูเหมือนว่าแกนนำอย่างทนายอานนท์ จะไม่สนใจฟัง เพราะวันก่อน เขาเพิ่งประกาศว่า “พวกเรายืนยันสันติวิธีขั้นสูงสุด ในการต่อสู้ครั้งนี้ และพร้อมจะยกเพดานการต่อสู้ทางสันติวิธีแบบที่เคยยกเพดานด้านข้อเรียกร้องเช่นกัน”        

ยกเพดานการต่อสู้ทางสันติวิธี นั่นก็สุ่มเสี่ยงต่อการถลำไปสู่แนวทางอนาธิปไตย

ยกสุดท้าย กลยุทธ์ "อานนท์" ยกเพดานสันติวิธี

กลุ่มแกนนำราษฎร

++ 
สันติวิธีแบบไหน
++
ถ้ายังจำกันได้ ช่วงมีแฟลชม็อบใหม่ๆ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ได้นำเสนอหนังสือชื่อ “From Dictatorship to Democracy” หรือที่แปลเป็นไทยในชื่อ “จากเผด็จการสู่ประชาธิปไตย” ของ ยีน ชาร์ป (Gene Sharp) นักวิชาการผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง     

ธนาธรรับบทโค้ชชิ่ง (Coaching) ว่าด้วยเรื่องม็อบต้านเผด็จการ ด้วยการเปิดหลักสูตร “ต่อสู้เผด็จการ 101” ยีน ชาร์ป รวบรวมวิธีการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรงเอาไว้ถึง 198 วิธี    

กลยุทธ์ของ ยีน ชาร์ป แบ่งออกเป็น 2-3 ประเภทหลักๆ ได้แก่ การจูงใจสร้างแนวร่วม การหยุดให้ความร่วมมือแก่รัฐบาล และการเข้าแทรกแซงโดยสันติวิธี พร้อมทั้งเสนอข้อควรระวังในสถานการณ์ต่างๆ และแนวทางการวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อต่อสู้ด้วยการเรียนรู้ ฝึกฝน อดทนและรอคอย     

สันติวิธีขั้นสูงสุด หรือยกระดับเพดานสันติวิธีคืออะไร? แท้จริงแล้ว ทนายอานนท์ต้องการสันติวิธีหรืออนาธิปไตย

เบื้องหลัง ‘ธนาธร’ ปราศรัยเบิ้ม-เบิ้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/449545

เบื้องหลัง’ธนาธร’ปราศรัยเบิ้ม-เบิ้ม

เบื้องหลัง'ธนาธร'ปราศรัยเบิ้ม-เบิ้ม

19 พฤศจิกายน 2563 – 17:56 น.

เบื้องหลังเวทีปราศรัยเบิ้มๆ ที่ยโสธร “อดีต ส.ส.” ขอโหน “ธนาธร” หวังอิงกระแสม็อบราษฎร

++
    ทีมงานหาเสียงเลือกตั้งนายก อบจ.ของคณะก้าวหน้า กำลังดำเนินกลยุทธ์หาเสียงเหมือนสมัยที่พรรคอนาคตใหม่ รณรงค์ปูพรมปลุกกระแส “เลือกธนาธร” เพื่อลงโทษเผด็จการ

ยกตัวอย่างเมื่อวันที่ 19 พ.ย.2563 สำนักข่าวออนไลน์ 2-3 รายพร้อมใจกันนำเสนอข่าวเวทีปราศรัยใหญ่ที่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร โดยสำนักข่าวออนไลน์ชื่อดัง ถึงกับส่งนักข่าวไปเกาะติดการหาเสียงของธนาธร
    สำหรับเวทีปราศรัยใหญ่ของคณะก้าวหน้า จัดขึ้นเมื่อตอนเย็นวันที่ 18 พ.ย.2563 ที่บริเวณสนามฟุตบอล หน้าที่ว่าการ อ.เลิงนกทา โดยธนาธร มาหาเสียงช่วย สฤษดิ์ ประดับศรี ผู้สมัครนายก อบจ.ยโสธร โดยมีชาวบ้านมาฟังการปราศรัยนับพันคน

เบื้องหลัง'ธนาธร'ปราศรัยเบิ้ม-เบิ้ม
เบื้องหลัง'ธนาธร'ปราศรัยเบิ้ม-เบิ้ม

                               เวทีปราศรัยใหญ่ที่ อ.เลิงนกทา

++
นักการเมืองเก๋า
++
    “สฤษดิ์ ประดับศรี” อดีตนายก อบจ.ยโสธร และอดีต ส.ส.ยโสธร มีฐานเสียงสำคัญอยู่ที่ อ.เลิงนาทา

เบื้องหลัง'ธนาธร'ปราศรัยเบิ้ม-เบิ้ม

                     สฤษดิ์ อดีต ส.ส. และอดีตนายก อบจ.ยโสธร ขอสวมเสื้อคณะธนาธร 

    ปี 2551 สฤษดิ์ ลงสมัครนายก อบจ.ยโสธร โดยมีกลุ่มอดีต ส.ส.ยโสธร สายกลุ่มบ้านริมน้ำ (สุชาติ ตันเจริญ) ให้การสนับสนุน เอาชนะคู่แข่งจากค่ายพลังประชาชนไปได้ 
    ปี 2555 กลุ่มการเมืองสายบ้านริมน้ำ หนุน สถิรพร นาคสุข เป็นนายก อบจ.ยโสธร ส่วนสฤษดิ์พ่ายแพ้ ได้เป็นนายก อบจ.สมัยเดียว
    ปี 2562 สฤษดิ์พาลูกชายไปลงสมัคร ส.ส.ยโสธร ในสีเสื้อพรรคภูมิใจไทย แต่สอบตก สู้กระแสพรรคเพื่อไทยไม่ได้ 
    ปี 2563 สฤษดิ์ นักการเมืองเก๋าตัดสินใจซุกปีก “ธนาธร” เพราะหวังจะเอากระแสธนาธร และม็อบราษฎร มาบวกกับ “ฐานคะแนนส่วนตัว” กลับเข้าสู่ทำเนียบ อบจ.เมืองบั้งไฟ
    ขณะที่คู่ปรับเก่าอย่าง สถิรพร นาคสุข อดีตนายก อบจ.ยโสธร วางมือ ไม่ลงสนาม แต่หันไปหนุนผู้สมัครนายก อบจ.ในสีเสื้อเพื่อไทยแทน 

ที่มั่นพิจิตร “ภัทรประสิทธิ์” แอบลุ้น อบจ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/449531

ที่มั่นพิจิตร “ภัทรประสิทธิ์” แอบลุ้น อบจ.

ที่มั่นพิจิตร "ภัทรประสิทธิ์" แอบลุ้น อบจ.

19 พฤศจิกายน 2563 – 14:45 น.

ศึกนายก อบจ.เมืองชาละวัน ตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” จับมือ 3 ตระกูลดัง ชนแชมป์เก่าค่าย “ขจรประศาสน์” 

++
47 ปีที่แล้ว “กำนันหย่งคุน” หรือ วิศาล ภัทรประสิทธิ์ คหบดีชาวจีน ต.หัวดง อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เจ้าของโรงกลั่นเหล้าและเอเย่นต์เหล้าขาว ได้ตั้งจดทะเบียนจัดตั้ง “พรรคพัฒนาจังหวัด” พร้อมลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.พิจิตร เมื่อต้นปี 2518

ที่มั่นพิจิตร "ภัทรประสิทธิ์" แอบลุ้น อบจ.

สู้เพื่อตระกูล “ภัทรประสิทธิ์”

กำนันหย่งคุน เป็นหัวหน้าพรรค และน้องชาย วิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค โดยกำนันหย่งคุน เป็น ส.ส.พิจิตร 2 สมัย หลังจากนั้น กำนัน ต.หัวดง ก็วางมือทางการเมือง    

30 กว่าปีผ่านมา “ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” ลูกชายกำนันหย่งคุน จึงสืบทอดภารกิจ “เตี่ยหย่งคุน” และเป็น ส.ส.พิจิตร หลายสมัย ตามมาด้วย “วินัย ภัทรประสิทธิ์” ลูกชาย “เสี่ยเอียง” วิรัตน์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรคพัฒนาจังหวัด     

มาถึงวันนี้ “ผู้กำกับกบ” พ.ต.อ.กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์ ลูกชายวิรัตน์ อดีตกำนัน ต.หัวดง ได้ตั้งกลุ่ม “พัฒนาจังหวัด เพื่อคนพิจิตร” นำทีมลงสมัครนายก อบจ.พิจิตร 

ที่มั่นพิจิตร "ภัทรประสิทธิ์" แอบลุ้น อบจ.

จากพรรคพัฒนาจังหวัด สู่ทีมพัฒนาจังหวัดฯ

++
“ประดิษฐ์-วินัย” พี่เลี้ยง
++
พ.ต.อ.กฤษฎา ภัทรประสิทธิ์ เคยรับราชการตำรวจใน จ.พิจิตร และตำแหน่งสุดท้ายก่อนที่จะลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวคือ ผู้กำกับกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6     

“ผู้กำกับกบ” แต่งงานกับรพีรัตน์ ลูกสาวของ สุชน ชามพูนท อดีต ส.ส.พิษณุโลก 14 สมัย และเปรมฤดี ชามพูนท อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนครพิษณุโลก     

ปีที่แล้ว ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พิจิตร และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง พร้อมกับวินัย ภัทรประสิทธิ์ อดีต ส.ส.พิจิตร ได้เปิดตัว “ผู้กำกับกบ” หัวหน้าทีมพัฒนาจังหวัด เพื่อคนพิจิตร ลุยหาเสียงเตรียมตัวลงสมัครนายก อบจ.พิจิตร    

แทบไม่น่าเชื่อ การเลือกตั้งปี 2562 ตระกูลภัทรประสิทธิ์ ไม่ได้เป็น ส.ส.พิจิตร เช่นเดียวกับตระกูล “แก้วทอง”“บุญเสริฐ” และ “เหลืองวิจิตร”  

ที่มั่นพิจิตร "ภัทรประสิทธิ์" แอบลุ้น อบจ.

ชาติชาย เจียมศรีพงศ์ อดีตนายก อบจ.พิจิตร

++
แชมป์ 6 สมัย
++
เลือกตั้งนายก อบจ.พิจิตร ปีนี้ ดูจะแข่งขันกันดุเดือด เมื่อแชมป์เก่า “ชาติชาย เจียมศรีพงษ์” หัวหน้าทีมเรารักพิจิตร และอดีตนายก อบจ.พิจิตร 6 สมัย ต้องเจอคู่แข่งหลายทีม ที่มีพี่เลี้ยงระดับนักการเมืองใหญ่    

“ชาติชาย” เป็น ส.อบจ.พิจิตร เขต อ.บางมูลนาก มาแต่ปี 2538 และได้รับการสนับสนุนจาก “เสธ.หนั่น” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จึงก้าวขึ้นเป็นนายก อบจ.พิจิตร    

ปี 2561  “ยอด” ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ลูกชาย “เสธ.หนั่น”ย้ายจากพรรคชาติไทยพัฒนา มาสังกัดพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับอดีตนายกฯ ชาติชาย เจียมศรีพงษ์ ที่มีเครือข่าย สจ.อยู่ในทุกอำเภอมาร่วมทีมด้วย    

ศึกนายก อบจ.เมืองชาละวัน จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูล “ขจรประศาสน์” กับแนวร่วม 4 ตระกูล “ภัทรประสิทธิ์” , “บุญเสริฐ” , “แก้วทอง” และ “เหลืองวิจิตร” 

บาดแผลบนความแตกแยกการเมือง “Hate Crimes” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/449514

บาดแผลบนความแตกแยกการเมือง “Hate Crimes”

บาดแผลบนความแตกแยกการเมือง "Hate Crimes"

19 พฤศจิกายน 2563 – 12:25 น.

การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บปมปัญหาที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทกันมาจากสาเหตุความแตกต่างทางทัศนคติด้านการเมือง จนถูกมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะกลายเป็น”อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง”หรือ “Hate Crimes” หรือไม่

ร้อยตำรวจเอก จอมเดช ตรีเมฆ จากคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต  บอกว่า ปัญหาอาชญากรรมที่มีผลมาจากความเกลียดชัง หรือที่เรียกว่า “Hate Crimes” หากเปรียบเทียบภาพให้เห็นกันชัดๆ ก็คือ การก่อเหตุทะเลาะวิวาทของกลุ่มนักเรียนอาชีวะ ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากความขัดแย้งกันส่วนตัว แต่มาจาก “อคติ” เช่น การเรียนต่างสถาบัน ใส่เสื้อผ้าสีแตกต่างกัน จนกลายเป็นการปลูกฝังแนวคิดอคติจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง 

แน่นอนว่า ประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศที่มีความแตกต่างของเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ คดีที่เกี่ยวกับ “Hate Crimes” จึงอาจจะเกิดมาจากทัศนคติที่แตกต่างกัน ซึ่งรวบไปถึงเรื่องของความเชื่อทางการเมือง ชนชั้น หรือสถานะทางสังคม โดยเฉพาะในช่วงที่ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศมีความร้อนแรง ทำให้อาจจะเกิดปัญหาอาชญากรรมการทะเลาะวิวาท หรือ การด่าทอกันผ่านโลกออนไลน์จนกลายเป็นคดีความที่เกิดมาจาก “อคติ” ที่นำไปสู่ความเกลียดชังทางการเมืองได้ 

ยังพบข้อมูลอีกว่า สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ FBI มีการเปิดเผยถึงอัตราการเกิด “Hate Crime” ในสหรัฐฯในรอบปีที่ผ่านมา มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.7 เปอร์เซ็นต์ นับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โดยมีรายงานของ FBI ระบุว่า ปี 2019 ได้เกิดคดีที่เกี่ยวข้องกับ “Hate Crime” จำนวนกว่า 7,314 ครั้ง 

นอกจากนี้ ยังพบว่า คดีอาชญากรรมประเภท “Hate Crime” เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตลอดช่วง 3 ปีแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐฯ เกิดเหตุความเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆอีกด้วย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และศาสนา

 ส่วนทางออกของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง อาจารย์จอมเดช มองว่า สิ่งแรกคือการออกมายอมรับความผิดพลาดในการบริหารประเทศในหลายๆเรื่องของรัฐบาลรวมถึงตัวผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี  แต่บ้านเราไม่มีวัฒนธรรมการรับผิดชอบด้วยการลาออก เพราะจะถูกมองว่า เป็นการยอมแพ้ และไม่ต่อสู้เพื่อหาทางออกให้กับประเทศชาติในฐานะผู้นำ 

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเอง ก็หยิบยกเรื่องราวที่ไม่สมควรมาเป็นประเด็นในการเรียกร้อง ก็คือ ประเด็นการจาบจ้วงล่วงละเมิดหรือต้องการล้มล้างสถาบัน ซึ่งตนมองว่า เป็นสิ่งที่เรียกร้องมากจนเกินไป 

ส่วนตัวมองว่า การเรียกร้องระบบการปกครองที่มีประธานาธิบดี อาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับประเทศไทย เพราะหลายประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ระบบการปกครองที่มีประธานธิบดี ก็ยังมีปัญหาการเมืองและความเหลื่อมล้ำภายในประเทศ

( อนุรักษ์ เพ็ญสวัสดิ์ ทีมข่าวการเมือง เนชั่น ทีวี  รายงาน) 

โหนราษฎร “พท.-ก้าวหน้า” ชิงแต้ม อบจ. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/449501

โหนราษฎร “พท.-ก้าวหน้า” ชิงแต้ม อบจ.

โหนราษฎร "พท.-ก้าวหน้า" ชิงแต้ม อบจ.

19 พฤศจิกายน 2563 – 10:41 น.

เปิดโผ 67 ผู้สมัครนายก อบจ. “เพื่อไทย-ก้าวหน้า” หนีไม่พ้นเกาะกระแสม็อบราษฎร  คอลัมน์… ท่องยุทธภพ โดย… ขุนน้ำหมึก

++
จบไปแล้ว เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภายกแรก ปรากฏว่า ภาคประชาชนพ่ายแพ้ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ ถูกโหวตตกตามความคาดหมาย

อ่านข่าว…  “จอน อึ๊งภากรณ์” เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์กลางสภาฯ

ตอนแรก พรรคเพื่อไทยออกอาการลังเล จะโหวตคว่ำร่าง รธน.ฉบับไอลอว์ดีหรือไม่? แต่เจอกระแสราษฎรกดดัน จึงมีมติโหวตรับทั้ง 7 ญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ    

ท่าทีของเพื่อไทยนั้น แยกไม่ออกจากการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งพรรคจะเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญของม็อบราษฎรไม่ได้    

มินับพรรคก้าวไกล ที่มีความชัดเจนมาแต่แรก รวมถึง “คณะก้าวหน้า” ที่เดินคู่ขนานไปกับ “ม็อบราษฎร” 

โหนราษฎร "พท.-ก้าวหน้า" ชิงแต้ม อบจ.

25 ขุนพล เพื่อไทย

++
25 จังหวัด
++
ดังที่ทราบกัน พรรคเพื่อไทย เปิดหน้าสู้ศึกเลือกตั้งท้องถิ่น กระจายอำนาจรัฐ โดยส่งผู้สมัครนายก อบจ. 25 จังหวัด     

ภาคเหนือ : พิชัย เลิศพงศ์อดิศร เชียงใหม่ ,วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย, อนุสรณ์ วงศ์วรรณ ลำพูน ,นพรัตน์ ถาวงศ์ น่าน, ตวงรัตน์ โล่สุนทร ลำปาง และอนุสรณ์ วงศ์วรรณ ลำพูน    

ภาคกลาง : พล.ต.เทียมศักดิ์ สุขานุยุทธ สุพรรณบุรี, เกรียงไกร กิ่งทอง ระยอง, สิทธิชัย กิตติธเนศวร นครนายก, เกียรติกร พากเพียรศิลป์ ปราจีนบุรี, วินัย วิจิตรโสภณ นครปฐม, ธนวุฒิ โมทย์วารีศรี สมุทรสงคราม, เชาวรินทร์ ชาญสายชล สมุทรสาคร, วิชิต ปลั่งศรีสกุล ประจวบคีรีขันธ์ และสุรสาล ผาสุก สิงห์บุรี    

ภาคอีสาน : สุชีพ เศวตกมล ชัยภูมิ, ศรีเมือง เจริญศิริ มหาสารคาม, ธนพล ไลละวิทย์มงคล หนองคาย, วิชัย สามิตร หนองบัวลำภู, เฉลิมขวัญ หล่อตระกูล กาฬสินธุ์, สมชอบ นิติพจน์ นครพนม, วิเชียร ขาวขำ อุดรธานี, กานต์ กัลป์ตินันท์ อุบลราชธานี และ พ.ต.ท.จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ มุกดาหาร    

ระหว่างวันที่ 14-16 พ.ย.2563 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้นำทัพไปเปิดการปราศรัยใหญ่เพื่อช่วยผู้สมัครนายก อบจ.เชียงราย และผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่    

เฉพาะที่เชียงใหม่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีหาเสียงเป็นครั้งแรก

โหนราษฎร "พท.-ก้าวหน้า" ชิงแต้ม อบจ.

42 ขุนพล คณะก้าวหน้า

++
42 จังหวัด
++
คณะก้าวหน้า ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ส่งผู้สมัครนายก อบจ. 42 คน 42 จังหวัด    

ภาคเหนือ : ชัยประพันธ์ สิงห์ชัย พะเยา, ณชพล พลอาสา พิษณุโลก, สุภวัฒน์ ศุภศิริ แพร่, ปัณณวัฒน์ นาคมูล อุตรดิตถ์, สิทธิชัย ต๊ะอาจ เพชรบูรณ์ ,มาโนช วัฒนประสิทธิ พิจิตร และอภิสิทธิ พรมฤทธิ์ กำแพงเพชร    

ภาคกลาง : ชัชวาล นันทะสาร นครปฐม,ศรัญ ฤกษ์อัตการ นครสวรรค์,ไพบูลย์ กิจวรวุฒิ นนทบุรี ,วัสพงศ์ วิทูรเมธา พระนครศรีอยุธยา, ฤทธิ์ พัวพันธ์ ลพบุรี, อานุภาพ ลิขิตอำนวยชัย สมุทรสงคราม, สุรชัย บุญลือ สิงห์บุรี, อวยชัย จาตุรพันธ์ สมุทรสาคร ,โยธิน เปาอินทร์ อ่างทอง, วิทูลย์ แก้วสุวรรณ สระบุรี ,ภรมน นรการกุมพล ราชบุรี และธัชชัย เมตโต สมุทรปราการ    

ภาคอีสาน : สาธิต ปิติวรา นครราชสีมา, ภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น บึงกาฬ, สุพจน์ สุอริยพงษ์ มุกดาหาร, สถาพร ว่องสัธนพงษ์ ร้อยเอ็ด, กฤศภณ หล้าวงศา หนองคาย, สมเกียรติ เชษฐสุมน หนองบัวลำภู, เชษฐา ไชยสัตย์ อุบลราชธานี, มานพ แสงดำ สุรินทร์ มานพ แสงดำ สุรินทร์ ,ณรงเดช อุฬารกุล สกลนคร ,ณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ นครพนม, ชัยศรี กีฬา อำนาจเจริญ, ฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ หนองบัวลำภู และสฤษดิ์ ประดับศรี ยโสธร    

ภาคตะวันตก : คริษฐ์ ปานเนียม ตาก    

ภาคตะวันออก : ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ฉะเชิงเทรา,สว่างจิตต์ เลาหะโรจนพันธ์ ระยอง,กฤษณ์กมล แพงศรี ปราจีนบุรี ,พลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ชลบุรี    

ภาคใต้ : สุทธิโชค ทองชุมนุม พังงา, พงษ์ศักดิ์ โพธิครูประเสริฐ สุราษฏร์ธานี, สรวุฒิ ปาลิมาพันธ์ ภูเก็ต,อิสระ หัสดินทร์ นครศรีธรรมราช และคอยรูซามัน มะ นราธิวาส    

ทั้งธนาธร ปิยบุตร และช่อ พรรณิการ์ ออกเดินสายหาเสียงกันคึกคัก     

คณะก้าวหน้าจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ปริมณฑลกรุงเทพฯ เพราะหวังรับอานิสงส์จากกระแสม็อบราษฎร

ถอดบทเรียนจากโควิด-19 เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/449451

 ถอดบทเรียนจากโควิด-19 เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต

 ถอดบทเรียนจากโควิด-19  เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต

18 พฤศจิกายน 2563 – 20:10 น.

ถอดบทเรียนจากโควิด-19 เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต

การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้สร้างผลกระทบถ้วนหน้าทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตามการมีแนวทางการรับมือกับวิกฤตดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผลจะสามารถช่วยทุกประเทศเตรียมความพร้อมในการรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

อ่านข่าว : ด่วน ไทยพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มวันนี้แค่ 2 ราย

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติและประสบการณ์จนได้ข้อสรุปในประเด็นดังกล่าวบนเวทีสนทนาเรื่อง ‘Chances Favour the Prepared Mind: Crisis Management Post Pandemic (โอกาสที่เอื้อต่อการปรับทัศนคติ: การศึกษาการบริหารจัดการวิกฤติหลังโรคระบาด)’ ที่จัดโดย สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีสมาชิกสมาคมที่ล้วนเป็นบริษัทที่มีหรือเกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนายาใหม่ๆ เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายที่ยังไม่สามารถรักษาได้ หรือเพื่อให้การรักษาโรค

มีประสิทธิภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป เวทีสนทนานี้เป็นส่วนหนึ่งในงานประชุมด้านชีววิทยาศาสตร์ระดับภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิค 2020 (Bio Asia Pacific 2020) ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ผู้เข้าร่วมการสนทนา ได้แก่ นพ.เฉวตสรร นามวาท ผู้อำนวยการหลักสูตรฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านระบาดวิทยาภาคสนาม กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, ดร. นเรศ ดำรงชัย Co-Chair, APEC Life Sciences Innovation Forum, สิริภัทร สุมนาพันธุ์ ผู้จัดการโครงการโปรแกรมเครื่องมือแพทย์และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS และ

มร. จอห์น แคลร์ รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ประเทศไทยและอินโดจีน (พม่า กัมพูชา ลาว) บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี ดร. นรา เดชะรินทร์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท แบ็กซ์เตอร์ เฮลธ์แคร์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในการสนทนา ดร. นเรศ เริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า ท้ายที่สุดแล้วโรคโควิด – 19 (COVID-19) ก็จะหายไป แต่ทุกประเทศต้องเตรียมตัวรับวิกฤตใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นมาอีกต่อไป

“ยังมีวิกฤตหนัก ๆ อีกมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการโจมตีสร้างความเสียหายบนโลกไซเบอร์ ในตอนนั้นรัฐบาลของแต่ละประเทศควรจะทำอย่างไร และไทยเราเตรียมตัวไว้แล้วอย่างไร”

จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลกมีมากกว่า 40 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 1 ล้านคน เฉพาะในประเทศไทย ณ เดือนตุลาคม 2563 จำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 3,700 ราย และผู้เสียชีวิต 59 ราย

นพ.เฉวตสรร กล่าวว่า ประเทศไทยยังอยู่ในการระบาดระลอกแรก อัตราการติดเชื้อยังมีแค่ 5.6 ต่อประชากรจำนวนแสนคน โดยผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนมากคือผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและประชาชนตามชายแดน โดยที่จำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศไทยยังต่ำ ซึ่งต้องยกความดีให้กับมาตรการ 6C นั่นคือ

การคัดกรองและเฝ้าระวังผู้ป่วย ที่สถานพยาบาล ชุมชน (Capture) การดูแลรักษาผู้ป่วยและป้องกันการติดเชื้อ (Case management and infection control) การติดตามผู้สัมผัสโรคและควบคุมการระบาดในชุมชน (Contact tracing) การสื่อสารความเสี่ยง (Communication) การใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย (Community intervention and Law enforcement และการประสานงานและจัดการข้อมูล (Coordinating and Joint Information Center)

 ถอดบทเรียนจากโควิด-19  เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต

นอกเหนือจากนั้นคือระบบการแพทย์ที่ดี ประสบการณ์ในการรับมือกับโรคระบาดในอดีต เครือข่ายเจ้าหน้าที่สุขภาพที่เข้มแข็ง และความใส่ใจจากรัฐบาล

“ความท้าทายคือเมื่อไรที่ประเทศไทยจะประสบกับการระบาดระลอกสอง ถึงตอนนั้นเราจะควบคุมมันได้ดีหรือไม่ ในภาวะที่เศรษฐกิจทรุดตัวแบบนี้”

สิริภัทร เล่าว่าที่ TCELS มีการระดมทีมรวบรวมวิธีรับมือไวรัส COVID-19 สำหรับให้ทีมแพทย์ และนักพัฒนาเทคโนโลยี AI นำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างแผนภูมิและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการเตรียมการณ์สำหรับอนาคต ข้อมูลเหล่านี้มีตั้งแต่มาตรการควบคุมทั้งหลายและทุกเทคโนโลยีที่นำมาใช้ รวมทั้งการประเมินการนำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า (Big Data) และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้สำหรับการป้องกันและควบคุมโรค เพื่อให้คำแนะนำและวางแผนในการรับมือสถานการณ์โรคอุบัติใหม่ในอนาคต

ด้าน มร. จอห์น แคลร์ รองประธานฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ประเทศไทยและอินโดจีน (พม่า กัมพูชา ลาว) บริษัท ดีเคเอสเอช หนึ่งในผู้นำด้านการจัดหาเวชภัณฑ์และการบริการทางการแพทย์ เรียกการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ว่าเป็น “เหตุการณ์ของหงส์ดำ” (Black Swan event) ที่ทำให้องค์กรของเขาต้องปรับตัวมากขึ้น ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ในปี 2558 บริษัทฯต้องหาวิธีไม่ให้การส่งเวชภัณฑ์และการบริการทางการแพทย์มีปัญหา ด้วยการขนส่งทางเรือ บริษัทฯผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้และมั่นใจว่าพร้อมรับมือกับทุกวิกฤต แต่ COVID-19 ทำให้บริษัทฯต้องเปลี่ยนความคิดนั้น

ขณะนี้บริษัทฯกำลังสร้างวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่ เป็นวัฒนธรรมที่ทุกคนต้องพิจารณาทุก ๆ สถานการณ์และมีแผนสำรองเพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจจะดำเนินต่อไปได้แม้ว่าจะมีโรคระบาด โดยมีการนำผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักระบาดวิทยาเข้ามาช่วยฝ่ายบริหารเตรียมตัวรับมือกับภาวะวิกฤต

“การระบาดครั้งนี้ทำให้ทุกองค์กรต้องคิดใหม่ในเรื่องห่วงโซอุปทาน (Supply Chain) เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะพึ่งซัพพลายเออร์ (Supplier) เพียงรายเดียว”

นอกจากนั้น องค์กรยังต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้มากขึ้นในช่วงที่มีการระบาด ความท้าทายของดีเคเอสเอช คือทำอย่างไรให้การติดต่อสื่อสารกับลูกค้าซึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์และเภสัชกร เป็นไปได้อย่างต่อเนื่องไม่มีปัญหา

“เหตุการณ์แบบนี้คงจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เพราะนี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ดังนั้นเราต้องพร้อม เราต้องมีวัฒนธรรมองค์กรและทีมบริหารที่พร้อม เพราะนี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดในการเตรียมตัวรับมือกับวิกฤต”

ดร. นเรศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเตรียมตัวรับมือถือว่าเป็นจุดเสี่ยงที่สุดในกระบวนการจัดการกับวิกฤตที่รวมถึงการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู เพราะการเตรียมตัวรับมือต้องใช้เวลาและทรัพยากรซึ่งคนมักมองว่า ไม่จำเป็นในขณะนั้น มากไปกว่านั้นคือวิกฤตต้องการการจัดการที่เป็นระบบไม่ใช่พึ่งพิงแค่ทักษะความสามารถเฉพาะหน้า เช่นที่ประเทศญี่ปุ่นก่อนจัดกีฬาโอลิมปิกมีการเตรียมตัวล่วงหน้าหลายปี รองรับการก่อการร้ายด้วยรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งอาวุธชีวภาพ มีการตั้งระบบข้อมูลแบบรวมศูนย์ที่สามารถบอกข้อมูลปัจจุบันได้ทุกจุด เช่นว่า หากเกิดเหตุที่คนจำนวนมากต้องเข้าโรงพยาบาลพร้อมกัน โรงพยาบาลใกล้เคียงแห่งไหนมีเตียงว่างเท่าไหร่

 ถอดบทเรียนจากโควิด-19  เพื่อพร้อมรับมือวิกฤตใหม่ในอนาคต

ดร. นเรศ เสนอว่าประเทศไทยต้องมีระเบียบการจัดการงบประมาณใหม่เพื่อสร้างระบบการรับมือวิกฤตที่มีประสิทธิผล ในปัจจุบันประเทศไทยจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดการกับวิกฤตผ่านกลไกงบกลาง เช่นเวลาเกิดน้ำท่วมและภัยแล้ง การใช้งบกลางมีระเบียบที่เข้มงวดไม่คล่องตัว ในกรณีวิกฤตอาจทำให้ไม่ทันการณ์ นอกจากนั้น ประเทศไทยควรดึงภาคเอกชนเข้ามาผ่านระบบ PPP (Public-Private Partnership) มากขึ้น ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลังจากถูกโจมตีด้วยเชื้อแอนแทรกซ์ (Anthrax) ได้ออกกฎหมายชื่อ BARDA เพื่อให้ระดมกำลังผลิตวัคซีนและยาแบบเร่งด่วนได้เมื่อประเทศเผชิญภัยพิบัติจากโรคติดเชื้อหรือการคุกคามจากการก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพ ภายใต้กฎหมายนั้น รัฐบาลกลางสามารถจัดสรรงบประมาณให้แก่บริษัทผู้ผลิตยาสร้างกำลังการผลิตไว้ล่วงหน้า โดยในยามคับขันบริษัทเหล่านั้นต้องพร้อมผลิตยาและวัคซีนตามที่รัฐบาลร้องขอ

“เราเคยคิดว่าวิกฤตเล็ก ๆ ดีเพราะมันจะสร้างภูมิคุ้มกันให้เรา แต่สิ่งที่เราเห็นหลังการระบาดของCOVID-19 มันไม่เป็นเช่นนั้น เราต้องยอมรับว่าภาครัฐรับมือกับเรื่องนี้โดยลำพังไม่ได้เขาว่าประเทศไทยสามารถมีระบบจัดสรรงบประมาณที่สร้างสรรค์และยืดหยุ่นกว่าที่เป็นอยู่นี้ได้อีก เราควรจะต้องมีระบบที่ดีที่สามารถนำไปปรับใช้ในการรับมือกับวิกฤตต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตด้านใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้า” ดร.นเรศกล่าวในตอนท้าย

พท.อกแตก ‘ทอน’ กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/449441

พท.อกแตก’ทอน’กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร

พท.อกแตก'ทอน'กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร

18 พฤศจิกายน 2563 – 17:00 น.

ซ้ำรอยเดิม เพื่อไทยเมืองหนองหาร ไม่เป็นเอกภาพ โอกาสจึงเป็นของ “ทายาท ส.ส.เก่า” คณะก้าวหน้า

++
    เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เมื่อพรรคเพื่อไทย มี ส.ส.มากที่สุดในภาคอีสาน แต่การเลือกตั้งนายก อบจ.หนนี้ มีการส่งผู้สมัครนายก อบจ.ในนามพรรคเพื่อไทย เพียง 10 จังหวัด จากทั้งหมด 20 จังหวัด
    สาเหตุที่ทำให้พรรคเพื่อไทย ส่งผู้สมัครนายก อบจ.ในอีสาน ไม่ครบทุกจังหวัด เนื่องจากหลายจังหวัด ส.ส.เพื่อไทย ไม่เป็นเอกภาพกัน 
    ดังเช่นกรณีของสนามสกลนคร  สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่น “ชูพงษ์ คำจวง” อดีตผู้สมัครนายก อบจ.สกลนคร หนที่แล้ว กลับมาลงสนามในนาม “คณะ อบจ.เพื่อไทย สกลนคร” แต่ไม่ใช่ในนามพรรคเพื่อไทย

พท.อกแตก'ทอน'กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร

                    ไม่ได้ลงในนามพรรค แต่ก็ใช้ชื่อได้ 

++
เพื่อไทยอกแตก
++
    จ.สกลนคร มี ส.ส. 6 คน สังกัดพรรคเพื่อไทย คือ อภิชาติ ตีร สวัสดิชัย, นิยม เวชกามา, พัฒนา สัพโส, อนุรักษ์ บุญศล, สกุณา สาระนันท์ (ลูกสาวเสรี สาระนันท์) และ เกษม อุประ 
    ดูเหมือนว่า มีนักการเมืองตระกูล “สาระนันท์” และ “บุญศล” ที่มาสมัคร ส.อบจ.สกลนคร ในทีมของ ชูพงษ์ คำจวง สังกัดคณะ อบจ.เพื่อไทย สกลนคร
    ชูพงษ์ เคยเป็น ส.อบจ.สกลนคร เขต อ.พรรณานิคม และอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบัวสว่าง อ.พรรณานิคม 
    ปี 2555 ชูพงษ์ ลงสมัครนายก อบจ.สกลนคร ในนามกลุ่มเพื่อไทย สกลนคร แต่ต้องแย่งชิงฐานคะแนนกลุ่มคนรักทักษิณ กับศักดิ์ระพี พรหมชาติ กลุ่มเพื่อนจตุพร (นปช.สกลนคร) 
    ปรากฏว่า ชูพงษ์ ได้ 125,102 คะแนน และศักดิ์ระพี ได้ 75,000 คะแนน ส่งผลให้ ชัยมงคล ไชยรบ อดีต นายกฯ อบจ.สกลนคร ได้ 134,459 คะแนน คว้าเก้าอี้นายก อบจ.ไปอีกสมัย

พท.อกแตก'ทอน'กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร

                               ชูพงษ์ คำจวง

    “ครูต่าง” หรือ “ชัยมงคล” เล่นการเมืองท้องถิ่นมานาน โดยใช้ฐานคะแนนของ ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย มาก่อน และเมื่อเขาปีกกล้าขาแข็ง จึงสร้างอาณาจักรการเมืองของตัวเอง
    สมัยแรก ชัยมงคล ลงสมัครนายก อบจ.ในนาม “กลุ่มก้าวใหม่ ไทสกล” และครั้งนี้ “ครูต่าง” ลงแข่งในนาม “กลุ่มคิดต่างสร้างเมือง” 
    ครูต่างได้รับการสนับสนุนจากตระกูล “ตรีสวัสดิชัย” มาแต่สมัยแรกๆที่ได้เป็นนายก อบจ.

พท.อกแตก'ทอน'กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร

                              ครูต่าง-ชัยมงคล ไชยรบ 

++
ความหวังธนาธร
++
    สนาม อบจ.สกลนคร ดูจะเป็นความหวังของคณะก้าวหน้า เพราะทั้งธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล เดินทางมาจัดกิจกรรมที่เมืองหนองหารบ่อยครั้ง
    วันที่ 15 พ.ย.2563 “ปิยบุตร” มาเปิดปราศรัยหนุน “ณรงเดช อุฬารกุล” ชิงนายก อบจ. สกลนคร พร้อมชู 3 นโยบายด้านการศึกษา,เกษตร และท่องเที่ยว
    วันที่ 17 พ.ย.2563 “ธนาธร” มาเปิดปราศรัยใหญ่ช่วย “เสี่ยหนุ่ม” ณรงเดช ปรากฏว่า มีแฟนคลับมาขอเซลฟี่มากมาย

พท.อกแตก'ทอน'กร้าว ยึดแอ่งสกลนคร

                           ธนาธร เดินสายช่วยเสี่ยหนุ่ม

    “เสี่ยหนุ่ม” ณรงค์เดช อุฬารกุล อดีตรองประธานหอการค้าจังหวัดสกลนคร และเป็นทายาทของ เฉลิมชัย อุฬารกุล อดีต ส.ส.สกลนคร 5 สมัย ที่เคยสังกัดพรรคความหวังใหม่ และพรรคไทยรักไทย 
    ปี 2551 เสี่ยเฉลิมชัย ก็ลงสมัครนายก อบจ.สกลนคร แต่พ่ายแพ้ทีมชัยรบ ได้หมื่นกว่าคะแนน แต่เที่ยวนี้ “เสี่ยหนุ่ม” ลูกชายได้สีเสื้อดี มีแนวร่วมจากม็อบปลดแอก มีโอกาสลุ้นชนะแชมป์เก่า
    ถามว่า เวที อบจ.อีสาน จังหวัดไหนบ้าง ที่คณะก้าวหน้า ถูกมองว่าเป็นตัวเต็ง ก็ต้องยกให้สนามสกลนครนี่แหละ