จับตาขั้วที่สาม “สมคิด” เปิดตัว “หญิงหน่อย” เปิดพรรค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528618

04 ก.ย. 2565

จับตาขั้วที่สาม "สมคิด" เปิดตัว "หญิงหน่อย" เปิดพรรค

พรรคทางเลือก “สมคิด” เปิดตัวนำทัพสร้างอนาคตไทย คุณหญิงหน่อย เปิดบ้านไทยสร้างไทย ปฐมบทขั้วที่สาม ในสถานการณ์ตู่ไปป้อมมา ไม่มีอะไรใหม่ คอลัมน์ท่องยุทธภพ โดยขุนน้ำหมึก

พรรคทางเลือก “สมคิด” ได้ฤกษ์เปิดตัวนำทัพสร้างอนาคตไทย ตามด้วยคุณหญิงหน่อย เปิดบ้านไทยสร้างไทย ปฐมบทขั้วที่สาม

ตู่ไปป้อมมา ไม่มีอะไรใหม่ “สมคิด” ขออาสาสร้างสมดุลการเมืองใหม่ เช่นเดียวกับคุณหญิงหน่อย ไม่ขวาสุดโต่ง ไม่ซ้ายสุดขั้ว

สุดสัปดาห์หน้า มีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหม่ ที่น่าสนใจคือ พรรคสร้างอนาคตไทย และพรรคไทยสร้างไทย

วันที่ 8 ก.ย.2565 พรรคสร้างอนาคตไทย จะมีการเปิดตัวประธานพรรคสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ วิภาวดีรังสิต

วันที่ 9 ก.ย.2565 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย จะเปิดตัวพรรค “9.9 ได้เวลา ปลดล็อก เปลี่ยนประเทศ สร้างชีวิตที่ดีกว่า กับไทยสร้างไทย” โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ อาคารสยามสแควร์วัน

ทั้งสองพรรคมีความเหมือนกัน ตรงที่ไม่ได้เป็นพรรคอะไหล่ หากแต่เป็นพรรคทางเลือกใหม่ของประชาชนไทย ในสถานการณ์ตู่ไปป้อมมา ,เอา-ไม่เอาทักษิณ และขวาสุดโต่ง-ซ้ายสุดขั้ว

  • ‘ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ’

รอจังหวะอยู่นาน “สมคิด” ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวกับพรรคสร้างอนาคตไทยเสียที หลังจากมีข่าวเฮียกวงได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริษัท บมจ.สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง (SPI)

ก่อนหน้านั้น อุตตม สาวนายน และสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ คนสนิทของสมคิด เดินหน้าขับเคลื่อนพรรคสร้างอนาคตไทย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

สนธิรัตน์ อดีต รมว.พลังงาน เคยเปิดใจผ่านสื่อถึงเหตุผลการหวนคืนสมรภูมิการเมือง เพราะมองว่า หากไม่รีบสร้างดุลการเมืองใหม่ ปล่อยให้ไหลไปตามสถานการณ์การเผชิญหน้า 2 ขั้ว จะนำไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จบ

งานมาสเตอร์พีซชิ้นสุดท้ายของคุณหญิงสุดารัตน์งานมาสเตอร์พีซชิ้นสุดท้ายของคุณหญิงสุดารัตน์

ฉะนั้น สนธิรัตน์ และชาวคณะ จึงขอปั้นพรรคสร้างอนาคตไทย เป็นพรรคการเมืองขั้วที่สาม ไม่ได้เป็นนอมินี เป็นพรรคอะไหล่ของผู้มีอำนาจกลุ่มไหน

คนรุ่นเจนวายเจนแซด ต่างทราบดีว่า เฮียกวง-สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาร่วมงานกับทักษิณ ชินวัตร เป็น 1 ใน 23 ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เมื่อปี 2541 อาศัยความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์และการจัดการด้านการตลาด ร่วมปลุกปั้นนโยบายประชานิยม

สมคิดกลายเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญของรัฐบาลทักษิณ แม้มีการปรับ ครม.นับสิบครั้ง แต่เฮียกวงยังมั่นคงบนเก้าอี้ รมว.คลัง สลับกับรองนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องไปจนถึงรัฐบาลทักษิณหลังเลือกตั้งปี 2548 ที่พ่วงเก้าอี้ รมว.พาณิชย์ เป็นบางช่วง

ชื่อเสียงของทักษิณโดดเด่นเป็นขวัญใจคนรากหญ้า ขุนพลเศรษฐกิจอย่างเฮียกวง ก็พลอยมีชื่อชั้นในเวทีไทยและเวทีโลก

ฉะนั้น ภาพจำของคนไทย เมื่อเอ่ยชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็คือผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ ซึ่งอาจตอบโจทย์ผู้คนที่ต้องการนายกฯใหม่ ในยุคข้าวยากหมากแพง

  • ‘ผู้ช่ำชองการเมือง’

คอการเมืองหลายคน อยากให้ “สมคิด” ผนึกกำลังกับคุณหญิงสุดารัตน์เพราะคนหนึ่งเก่งเรื่องเศรษฐกิจ และอีกคนหนึ่งช่ำชองการเมือง แต่วิถีการเมือง คุณหญิงหน่อยก็ยังต้องการทำมาสเตอร์พีชชิ้นสุดท้ายคือ พรรคไทยสร้างไทย

ทุกเวทีปราศรัยในการเดินสายพบประชาชน คุณหญิงสุดารัตน์ จะพูดว่า นี่คือการต่อสู้ทางการเมืองครั้งสุดท้าย

ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ชื่อของคุณหญิงสุดารัตน์ จึงเปรียบเหมือนแบรนด์เก่าที่มีคนรู้จักอยู่ในตลาดเลือกตั้ง

อย่างผลสำรวจอีสานโพล ไตรมาส 2 ปี 2565 คุณหญิงสุดารัตน์ประธานพรรคไทยสร้างไทย ยังครองใจคนอีสานอันดับ 1 ร้อยละ25.8 (ลดลงจากไตรมาส 1 ที่ได้ร้อยละ 30.6)

ดังนั้น นักการเมืองท้องถิ่นอีสานที่ไม่อยากเลือกข้าง จึงเลือกสวมเสื้อพรรคไทยสร้างไทย เพราะอธิบายกับชาวบ้านได้ง่ายกว่าสวมสีเสื้อพลังประชารัฐ และภูมิใจไทย

หากเปรียบผู้นำ 2 พรรคการเมืองใหม่ สมคิดมีจุดขายอยู่ที่ภาพผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจ แต่มีจุดอ่อนเรื่องการเมือง แต่คุณหญิงหน่อยมีจุดแข็งอยู่ที่ความช่ำชองเรื่องการเมือง

นักธุรกิจรุ่นใหม่บางกลุ่มที่ต้องการเห็นพรรคขั้วที่สาม ก็ยังฝันเห็นภาพสมคิด-สุดารัตน์ ทำงานการเมืองร่วมกัน

ทำความรู้จัก”นายกพร” บ้านใหญ่พัทลุง ขุนพลข้างกาย “พีระพันธุ์”​

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/kom-daily/528604

04 ก.ย. 2565

ทำความรู้จัก"นายกพร" บ้านใหญ่พัทลุง ขุนพลข้างกาย “พีระพันธุ์”​

“นายกพร” วิสุทธิ์ ธรรมเพชร จาก “บ้านใหญ่พัทลุง” กับเก้าอี้ กรรมการบริหาร รวมไทยสร้างชาติ ขุนพลข้างกาย “พีระพันธุ์” มั่นใจภาคใต้ ส.ส.มาเกินเป้าแน่นอน!!

เสียงปี่กลองการเมืองกระหึ่ม ทันทีที่ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” เปิดตัวพรรค “รวมไทยสร้างชาติ” และอาสานำทัพในฐานะหัวหน้าพรรค รวบรวมพี่น้องนักการเมืองอุดมการณ์เดียวกันเตรียมสู้ศึกการเลือกตั้งครั้งใหม่ หลายคนจับตาว่า ดาวเด่นของพรรคใหม่นี้จะมีใครบ้าง เพราะเชื่อว่าต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

และเป็นไปตามคาด หลายคนตบเท้าเปิดตัวอย่างชัดเจนในฐานะสมาชิกพรรค จับมือประกาศร่วมกันสู้ศึก ที่ไม่เพียงจะเป็นศึกในสนามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงศึกที่ต้องต่อสู้กับศัตรูตัวฉกาจ ทั้งปัญหาปากท้องของประชาชน และเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ทำเอาคนไทยอ่วมอรทัยกันทั่วหน้ามาแล้วนั่นเอง

หนึ่งในขุนพลสู้ศึกของ “พีระพันธุ์” ในครั้งนี้ มีหนึ่งในดาวเด่นจากจังหวัดสำคัญอย่าง “พัทลุง” ร่วมกองทัพ “รวมไทยสร้างชาติ” มาด้วย นั่นคือ “วิสุทธิ์ ธรรมเพชร” หรือ ที่ชาวบ้านรู้จักดีในนาม “นายกพร” น้องชายของ สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 6 สมัย และเป็นน้าชายของ สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 2 สมัย หัวเรือใหญ่จากตระกูลนักการเมืองดังแห่งเมืองพัทลุง ที่สร้างนักการเมืองมาแล้วหลายคน 

โดยครั้งนี้ “นายกพร” เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะกรรมการบริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยเพราะเป็นที่รู้กันดีว่า “ผู้ใหญ่พร” มีฐานในพื้นที่มั่นคงแค่ไหน ทำให้เป็นที่หมายปองของหลายพรรคมาตลอด

ผู้ใหญ่พร หรือ นายกพร- วิสุทธิ์ ธรรมเพชร จาก บ้านใหญ่พัทลุงผู้ใหญ่พร หรือ นายกพร- วิสุทธิ์ ธรรมเพชร จาก บ้านใหญ่พัทลุง

“ผมทำการเมืองท้องถิ่นด้วยความเป็นเพื่อนไม่มีการแตกแยกกัน และตอนนี้คงถึงเวลาที่จะมาสู่การเมืองระดับชาติ และเมื่อผมตัดสินใจแบบนี้ ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร อบจ.ก็ดี ท่านสมาชิก อบจ.ก็ดี บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เราจะต้องมาช่วยพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ

ทั้งเรื่องการศึกษาที่ผมทำมาโดยตลอด งานโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งผมมั่นใจในท่านพีระพันธุ์ ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้นได้” นายกพร เปิดฉากเล่าถึงแรงบันดาลใจที่ได้เดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิกร่วมอุดมการณ์กับพรรครวมไทยสร้างชาติ

 วิสุทธิ์ ธรรมเพชรวิสุทธิ์ ธรรมเพชร

นายกกร นอกจากได้แรงสนับสนุนสำคัญจากครอบครัว “ธรรมเพชร” แล้ว ยังมีทีมการเมืองท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกันมาอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เขาเดินหน้าสู่การเมืองในฐานะหนึ่งในผู้บริหารของพรรคด้วย

วิสุทธ์ ธรรมเพชร เป็นสมาชิกจาก “บ้านใหญ่ของพัทลุง” ที่รู้จักกันดีแวดวงการเมืองพัทลุงว่าเป็นตระกูลที่สร้างนักการเมืองมาแล้วมากมาย สืบทอดความเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่รุ่นปู่ มาถึงบิดา ที่ครองตำแหน่ง “กำนัน” มายาวนาน

มาถึง สุพัฒน์ ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 6 สมัย สุพัชรี ธรรมเพชร อดีต ส.ส.พัทลุง 2 สมัย ในพื้นที่ยังมีพี่ชายคนโตอย่างเสถียร ธรรมเพชร นั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลโคกชะงาย และยังมีลูกหลานที่เดินตามเส้นทางนักการเมืองท้องถิ่นตามมาอีกหลายรุ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่วันนี้ “นายกพร” จะมีฐานแน่นหนาในพื้นที่ จ.พัทลุง กว้างขวางไปจนถึง จ.ชุมพร และสุราษฎร์ธานี จนมีหลายพรรครุมล้อมจีบแบบไม่หวาดไม่ไหว

เรียกได้ว่า “เนื้อหอม” แบบหล่อเลือกได้กันเลยทีเดียว แต่ทำไมถึงตัดสินใจร่วมกับ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” เป็นคำถามที่ใครๆ ก็อยากรู้คำตอบจาก”นายกพร”

สำหรับคำถามนี้ “นายกพร” หัวเราะเบาๆ ก่อนบอกว่า เป็นเรื่องจริงที่มีหลายพรรคมาติดต่อ แต่ในการตัดสินใจทางการเมืองสิ่งที่เขามองอันดับแรก “หัวหน้าพรรค” เพราะเห็นว่าคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคไม่ว่าพรรคไหนจะต้องพร้อมที่จะเป็นผู้นำระดับประเทศ สิ่งที่พิจารณาอันดับแรกคือความรู้ ความสามารถ

อันดับที่สอง ทีมงานของพรรค ที่จะต้องมีความตั้งใจในการทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้เห็นตั้งแต่วันแรกที่มาร่วมประชุมกับรวมไทยสร้างชาติ เห็นว่ามีคนเก่งจากหลายๆ พรรคมารวมกันทั้งพรรคเก่าแก่ หรือคนรุ่นใหม่ วันนี้ทำให้เห็นภาพว่าจะทำงานเพื่อประเทศชาติได้อย่างดี

“และนั่นคือเหตุผลที่พวกผมเลือกมาร่วมสร้างพรรคกับที่นี่ครับ” เขาตอบ พร้อมกับเสริมว่า แม้ว่าพรรคนี้จะเป็นพรรคที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ทุกคนต่างก็มีประสบการณ์ในทางการเมืองมามากมาย หลายคนฝากฝีไม้ลายมือในการทำงานเป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นแม้จะได้ชื่อว่าเป็นพรรคใหม่ แต่มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำงานแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างแน่นอน เพราะรู้ปัญหามาก่อน แก้ไขได้

“อย่างผมทำงานในฐานะของข้าราชการมาก่อน รู้ปัญหามาก่อน ที่ผ่านมาก็ทำทั้งเรื่องการศึกษาให้กับชาวพัทลุง และคนภาคใต้ของเรามาเพราะผมเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้น เรื่องงานโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องปากท้องรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราทำให้คนมีคุณภาพต่อไปในอนาคตเขาก็จะกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น ซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของพรรครวมไทยสร้างชาติ และเราจะมุ่งทำงานอย่างเต็มที่”

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการทำงานในฐานะกรรมการบริหารพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกจับตาว่าจะเป็นหัวหอกในการนำทัพขุนพลภาคใต้ลงสนามในระยะอันใกล้นี้ “นายกพร” ตอบว่า มั่นใจมากโดย เชื่อว่าจะสามารถช่วงชิงเก้าอี้ผู้แทนในนามของพรรครวมไทยสร้างชาติมาทำงานให้ประชาชนได้ตามเป้า เพราะแค่เปิดตัวไม่นานก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างน่าชื่นใจแล้ว เป็นสัญญาณที่ดีที่ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้น

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค  หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาตินายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

เหตุผลที่สะท้อนจากเสียงตอบรับที่ดีนั้น “นายกพร” ระบุว่า เกิดจากจุดแข็งหลายประการของ “รวมไทยสร้างชาติ” ไม่ว่าจะเรื่องของความรู้ความสามารถของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคที่เป็นที่ยอมรับ สมาชิกที่มีประสบการณ์ รวมไปถึงคนรุ่นใหม่ที่ประกาศตัวมาร่วมมือกันทำงาน ทำให้ปัจจุบันได้รับโทรศัพท์สอบถามมากมาย คนเก่งหลายคนแสดงความจำนงค์อาสามาร่วมด้วย นั่นหมายถึงสามารถสรรหาคนที่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงมาลงสนามเพื่อเป็นตัวแทนพี่น้องมาทำงานได้อย่างแน่นอน

“หลังจากที่เราเปิดตัวแล้ว กระแสมา ทางภาคใต้ผมยืนยันเลย วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์ทุกวัน คนพร้อมที่จะมาสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ แล้วก็มีผู้สมัครมาเสนอตัวที่จะลง แต่ละเขต แต่ละจังหวัด ขณะที่พรรคอื่นๆยังหาตัวผู้ลงสมัครอยู่เลย ซึ่งผมได้รับมอบหมายจากท่านหัวหน้าพรรคให้สรรหา และนำเสนอผู้สมัครเพื่อจะมาร่วมพิจารณากัน โดยเน้นเรื่องของคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถที่ดีที่สุดเพื่อมาทำงานแทนพี่น้องประชาชน” นายกพร กล่าวปิดท้ายด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

นับเป็นการเปิดตัว “ดาวเด่น” ที่ฮือฮาไม่น้อย สำหรับ “นายกพร” ของชาวพัทลุง หรือ วิสุทธิ์ ธรรมเพชร ที่หลังจากนี้คงจะได้เห็นบทบาทของเขา อย่างเด่นชัด หลังปลุกกระแสการสรรหาบุคคลมาเป็นผู้สมัครในฐานะตัวแทนของ “รวมไทยสร้างชาติ” เข้าสู่สนามเลือกตั้งใหญ่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าให้คึกคักขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนใครจะเข้าเกณฑ์คุณสมบัติของ “นายกพร” เพื่อเข้าสู่การเสนอชื่อในการประชุมของพรรค ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป เพราะเชื่อว่าภายในหลังคาบ้านที่ชื่อ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ที่มี “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” มือกฎหมายระดับแถวหน้าของประเทศเป็นหัวหน้าพรรคพร้อม สกรีนอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน คนที่จะเป็นตัวแทนพรรคได้ย่อมไม่ธรรมดา

อันนี้ “นายกพร วิสุทธิ์ ธรรมเพชร รู้ดีและพิสูจน์มาแล้วด้วยตัวเอง !!!

ขุนศึกคนสุดท้าย “ประวิตร” ในสมรภูมิธนาธิปไตย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528433

02 ก.ย. 2565

ขุนศึกคนสุดท้าย “ประวิตร” ในสมรภูมิธนาธิปไตย

ใกล้สิ้นยุคขุนศึกบูรพา “ประวิตร” พี่ใหญ่ในสมรภูมิธนาธิปไตย จะสืบทอดอำนาจต่อจากน้องเล็ก-ประยุทธ์ ด้วยการทำสงครามเลือกตั้งครั้งสุดท้าย

ใกล้สิ้นยุคขุนศึกบูรพา “ประวิตร” พี่ใหญ่ระบอบ 3 ป. จะสืบทอดอำนาจต่อจากน้องเล็ก-ประยุทธ์ ด้วยการทำสงครามเลือกตั้งครั้งสุดท้าย

“ประวิตร” ต้นทางระบอบ 3 ป. ฉีกกฎทหารยึดอำนาจ ยืนยงยืนยาวมากว่า 10 ปี ขุนศึกบูรพาเหนือชั้นกว่า จปร.5 หรือรุ่น 0143

เพียงสัปดาห์กว่าที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็มีเสียงวิจารณ์เชิงเปรียบเทียบระหว่างพี่ใหญ่กับน้องเล็ก ทำนองว่า บิ๊กป้อมดูสบายๆ ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนบิ๊กตู่

ทีมงานบ้านป่ารอยต่อฯ ก็พยายามใช้สื่อโซเชียลสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ พล.อ.ประวิตร เช่นการคัดลอกประวัติบางตอนในหนังสือพี่ป้อม พี่ใหญ่ พี่ชายที่แสนดี มานำเสนอเป็นตอนๆ 

จะว่าไปแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการรีแบรนด์พี่ใหญ่ จากป้อมป้อแป้ ให้กลายเป็นป้อมคนแกร่ง

‘คนชายแดน’

อย่างล่าสุด แอดมินเพจ พล.อ.ประวิตร ได้นำเรื่องราวสมัยที่เป็นทหารมาบอกเล่า หลายคนอาจไม่รู้ว่า บิ๊กป้อมประจำการอยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงปี 2527-2532 

“..ชีวิตชายแดน มันเป็นอาชีพของเรา และเป็นความภาคภูมิใจของเรา ในการทำงานเพื่อแผ่นดินเกิดอย่างแท้จริง ผมชอบอยู่ชายแดนมากนะ เพราะรู้สึกว่ามันอิสระดี”

พล.อ.ประวิตร มาอยู่ชายแดน ตั้งแต่สมัยเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ค่ายไพรีระย่อเดช จ.สระแก้ว กระทั่งเป็น ผบ.ร.12 รอ. ก่อนจะขยับขึ้นรอง ผบ.พล.ร. 2 รอ.

    พล.อ.ประวิตร ผู้สะสมต้นทุนการทหาร-การเมือง มาจากชายแดน   พล.อ.ประวิตร ผู้สะสมต้นทุนการทหาร-การเมือง มาจากชายแดน

จังหวะที่ พล.อ.ประวิตร อยู่แถวสระแก้ว ถือว่าเป็นยุคทองการค้าขายชายแดน จึงรู้จัก บำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย พ่อค้าชายแดนคนอรัญประเทศ ที่ทำมาค้าขายกับกัมพูชามายาวนาน

วันนี้ บำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย เป็นกำลังหลักของมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด และเป็นคนดูแลนายทหารรุ่นน้องๆ สายพี่ป้อมทุกคน

ชีวิตคนชายแดนนี่แหละ ที่ทำให้บิ๊กป้อม สะสมมิตรสหาย ทั้งสายธุรกิจและการเมืองไว้เป็นต้นทุนในวันที่มีโอกาสสร้างฐานอำนาจในนามพี่น้อง 3 ป.

‘โชคชะตาฟ้ากำหนด’

“ประวิตร” ฉกฉวยวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง 2 ขั้ว 2 สี ให้เป็นประโยชน์แก่กลุ่มขุนศึกบูรพา จนสร้างระบอบ 3 ป.ขึ้นมาครองอำนาจในกองทัพ และรัฐบาล 

ขุนศึกพี่น้อง 3 ป. แตกต่างขุนศึก จปร.5 หรือ 0143 ช่วงปี 2534-2535 ยังไม่มีความแตกแยกในหมู่ประชาชน เมื่อทหารยึดอำนาจ ได้แค่ปีเศษ ก็เจอมวลชนขับไล่ จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ในหน้าประวัติศาสตร์ ขุนศึกไม่ว่ากลุ่มไหน เมื่อก่อรัฐประหารได้สำเร็จก็หาทางยึดกุมอำนาจและสืบทอดอำนาจ ทั้งในกองทัพ และในรัฐสภา

วันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก้าวขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบ 3 ป.

ลมใต้ปีกของ พล.อ.ประวิตร เวลานั้นคือ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร รมว.กลาโหม รัฐบาลทักษิณ ซึ่งบิ๊กป้อมรู้จักมักคุ้น พล.อ.เชษฐา มาตั้งแต่สมัยเป็นเสนาธิการ พล.ร.2 รอ. จนบิ๊กเหวียงขยับเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ก็ดูแลบิ๊กป้อมเรื่อยมา

บิ๊กป้อมอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.แค่ปีเดียว แต่ ผบ.ทบ.คนถัดมา ก็เป็นทหารรุ่นเดียวกันคือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่กลายเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 ก.ย.2549


ด้วยความช่ำชองของบิ๊กป้อม จึงดันน้องรัก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ.ต่อจาก พล.อ.สนธิ และนำไปสู่การตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ภายใต้ร่มเงาของกองทัพบก

ระบอบ 3 ป.หรือระบอบอุปถัมภ์ใหม่ ได้มีการวางเครือข่ายทั้งสายข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และการเมืองในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ แม้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะมาคั่นเวลา ก็ไม่สามารถล้างเครือข่าย 3 ป.ได้ 

ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยปม 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ออกมาอย่างไร ก็เชื่อว่า น้องเล็กของบิ๊กป้อม น่าจะตกผลึกเรื่องอำนาจได้เสียที

การเลือกตั้งครั้งหน้า พล.อ.ประวิตร จะนำทัพพลังประชารัฐ สู่สมรภูมิการเมือง มีเดิมพันด้วยเก้าอี้นายกรัฐมนตรี  

สมรภูมิเลือกตั้งปี 2566 น่าจะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพี่ใหญ่ 3 ป. เพราะบริบทสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง กลุ่มอนุรักษ์นิยมยากจะต้านกระแสพลังก้าวหน้าได้

หนุนแดงนักสู้ “อดิศร เพียงเกษ” ชิงดำลูกสาวเจ้าสัว เด็กพงศกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528390

02 ก.ย. 2565

หนุนแดงนักสู้ “อดิศร เพียงเกษ” ชิงดำลูกสาวเจ้าสัว เด็กพงศกร

ศึกเมืองหมอแคน “อดิศร เพียงเกษ” หนุนคนใกล้ตัวลงสนามขอนแก่น เจอลูกสาวเจ้าสัวแซงคิว เป็นเด็กเสี่ยพงศกร วัดใจคนแดนไกล จะเลือกคนจนหรือคนรวย

นักสู้เมืองหมอแคน “อดิศร เพียงเกษ” หนุนคนใกล้ตัวลงสนามขอนแก่น 2 เจอลูกสาวเจ้าสัวขอแซงคิว เพราะได้แรงเชียร์จากพงศกร อรรณนพพร 

“อดิศร เพียงเกษ” เสื้อแดงคนจน ขอวัดใจคนแดนไกล จะเลือกใคร ระหว่างอดีตข้าราชการลูกชาวบ้าน กับทายาทตระกูลเจริญศรี 

ไม่ได้หายหน้าไปไหน อดิศร เพียงเกษ โฆษกผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯ ยังพร้อมลุยสมรภูมิเลือกตั้ง และที่ต้องลุ้นหนักก็คือ สนามขอนแก่น เขต 2 เพราะอดิศร สนับสนุน พัฒนา นุศรีอัน อดีตเกษตรและสหกรณ์จังหวัดขอนแก่น สวมเสื้อเพื่อไทยลงสนาม 

บังเอิญ พงศกร อรรณนพพร เปลี่ยนใจย้ายจากพรรคไทยสร้างไทย กลับพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คนใกล้ตัวอดิศร มีคู่แข่งชื่อเอม-รัมภามาศ ทีฆธนานนท์ กรรมการผู้จัดการตลาดศรีเมืองทอง

เดิมที พงศกร สมัยที่เป็นแม่ทัพไทยสร้างไทย วางตัวเอม-รัมภามาศ ลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 พอย้ายกลับเพื่อไทย ก็พาลูกสาวเสี่ยอุ้ย เจริญศรี เจ้าสัวใหญ่มาลงเขต 2 

เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสาน ปรากฏว่า จ.ขอนแก่น ยังมีอยู่ 3 เขต ที่มีผู้อาสามากกว่า 1 คน ต้องรอกรรมการบริหารพรรคเคาะอีกที

ดังเช่นกรณีเขต 2 ขอนแก่น ที่เป็นสงครามตัวแทนระหว่าง อดิศร เพียงเกษ กับพงศกร อรรณนพพร

 อดิศร สนับสนุนอดีตข้าราชการ ที่ขออาสาลงเขต 2 ขอนแก่น อดิศร สนับสนุนอดีตข้าราชการ ที่ขออาสาลงเขต 2 ขอนแก่น

‘ตรวจแถวเพื่อไทย’

“อดิศร เพียงเกษ” ปักหลักอยู่พรรคทักษิณ มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย จนถึงวันนี้ ก็หวังที่จะปั้นคนรุ่นใหม่ ลูกชาวบ้านได้เป็นผู้แทนฯสักคน

การเลือกตั้งปี 2562 ส.ส.ขอนแก่น 10 ที่นั่ง ตกเป็นของพรรคเพื่อไทย ได้ 8 ที่นั่ง, พรรคพลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง และพรรคอนาคตใหม่ 1 ที่นั่ง มี ส.ส.หน้าเก่า พรรคเพื่อไทยเข้าสภาฯ 3 คนคือ จตุพร เจริญเชื้อ ,มุกดา พงษ์สมบัติ และนวัธ เตาะเจริญสุข (ถูกจำคุก/ตัดสิทธิ์ทางการเมือง)

ส่วนหน้าใหม่ ส่วนใหญ่เป็นทายาทของอดีต ส.ส. อย่าง ภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น เขต 5 ลูกชายสุชาย ศรีสุรพล อดีต ส.ส.4 สมัย   สิงหภณ ดีนาง ส.ส.ขอนแก่น เขต 6 ทนายความคนใกล้ชิด สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาฯ และอดีต ส.ส.ขอนแก่น

สรัสนันท์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 8 ลูกสาวของพงศกร-ดวงแข อรรณนพพร อดีต ส.ส.ขอนแก่น และบัลลังก์ อรรณนพพร ส.ส.ขอนแก่น เขต 10 น้องชายพงศกร อรรณนพพร รวมถึง วันนิวัติ สมบูรณ์ ส.ส.ขอนแก่น เขต 9 หลานชายของระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช

จักริน พัฒน์ดำรงจิตร อดีต ส.ส.ขอนแก่น เขต 1 หนที่แล้ว พลาดท่าปราชัยให้พรรคอนาคตใหม่ แต่สมัยหน้า พร้อมกลับมาลงสนาม 

สนามขอนแก่น เขต 2 (อ.เมืองขอนแก่น เฉพาะ 12 ตำบล และ อ.ซำสูง) วัฒนา ช่างเหลา ลูกชายเอกราช ช่างเหลา เอาชนะอรอนงค์ สาระผล ภรรยาภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ จึงทำให้พลังประชารัฐ ได้ 1 ที่นั่ง

ตอนนี้ เอกราช ช่างเหลา พาวัฒนา ไปสังกัดภูมิใจไทย ก็ยังรอผู้ท้าชิงจากเพื่อไทยว่าจะเป็นใคร 

‘ลูกสาวเสี่ยอุ้ย’

จะว่าไปแล้ว “อดิศร เพียงเกษ” กับพงศกร อรรณนพพร ก็อยู่กันคนละโซนของขอนแก่น หมอแคนตุ๊มีฐานเสียงอยู่ใน อ.เมืองขอนแก่น ส่วนเสี่ยพงศกรนั้น อยู่แถวชายขอบขอนแก่น-นครราชสีมา

ปีที่แล้ว คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นำทีมไทยสร้างไทย ได้ลงขอนแก่น เปิดตัวรัมภามาศ ทีฆธนานนท์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยสร้างไทย จ.ขอนแก่น เขต 1 

เอม-รัมภามาศ เป็นลูกสาวของเสี่ยใหญ่ ฉายาอุ้ย เจริญศรี หรือ โกเมศ ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีตำบลเมืองเก่า และอดีต ส.ว.ขอนแก่น

เสี่ยพงศกรได้ไปเจรจากับเสี่ยอุ้ย ขอตัวลูกสาวมาลงสนามในนามไทยสร้างไทย เมื่อพงศกรย้ายกลับเพื่อไทย ก็พาลูกสาวเสี่ยอุ้ยไปสวมเสื้อเพื่อไทย และเตรียมดันลงสนามเขต 2

ปัจจุบัน รัมภามาศ เป็นกรรมการผู้จัดการตลาดศรีเมืองทอง ตลาดค้าปลีก-ค้าส่งผักและผลไม้ที่ใหญ่สุดในภาคอีสาน 

ทำไม “ท้าวเวสวัณ” หรือ ท้าวเวสสุวรรณ ถึงเป็นตำนานคนไทย ในยุคข้าวยากหมากแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/528382

เปรียญ12

02 ก.ย. 2565

ทำไม "ท้าวเวสวัณ" หรือ ท้าวเวสสุวรรณ ถึงเป็นตำนานคนไทย ในยุคข้าวยากหมากแพง

“ท้าวเวสวัณ” มักถูกอัญเชิญมาอยู่ในวัดแทบทุกวัดตามความเชื่อที่เริ่มมาตั้งแต่อดีต และหากย้อนตำนานก็พบว่า ท่านเป็นเทพในตำแหน่ง “เทวาธิบดี” ในขั้น “จาตุมหาราชิกา” ที่ใครๆก็มักจะขอพรให้เกิดความร่ำรวยมั่งคั่ง มีโชคมีลาภกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ

คนไทยยุคข้าวยากหมากแพง ค่าแรงถูก ไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “ท้าวเวสวัณ” (ชื่อเดิมตามตำนาน) หรือที่เรารู้จักในปัจจุบันคือ ท้าวเวสสุวรรณ” เทพระดับ “จาตุมหาราชิกา” ตำแหน่ง “เทวาธิบดี” ที่ถูกอัญเชิญมาอยู่ในวัดทั่วไปเพื่อเป็นที่พึ่งชาวพุทธ ที่วิงวอนขอให้รวย ถูกหวย รางวัลใหญ่ๆ หรือเลขท้ายก็ยังดี เพราะเงินทองหายาก ของก็แพง บทบาทในไทยของท้าวเวสวัณ โด่งดังในช่วง 3-5 ปีมานี้
วันนี้ผมขอเล่าตำนานท่านท้าวจากสวรรค์แต่มาช่วยคนไทยให้แฟนๆ ทราบว่า ใครคือ “ท้าวเวสวัณ” ผู้ทรงอิทธิพล
ข้อมูลเรื่องนี้ ผมเอามาจากวรรณกรรมเรื่อง “วิมุตติรัตนมาลี” โดย พระพรหมโมลี (เจ้าคุณ วิลาศ ญาณวโร ป.ธ. 9 อดีตเจ้าอาวาสวัดยานนาวา มรณภาพหลายปีแล้ว) ผู้ชนะเลิศรางวัล วรรณกรรมไทย ชั้นที่ 1 ประเภทร้อยแก้ว จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พุทธศักราช 2515 ซึ่งตำนานท้าวเวสวัณเทวาธิบดี อยู่ที่หน้า 307
เรื่องมีอยู่ว่าภิกษุรูปหนึ่ง บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ในขั้นแก่กล้า จนมีญาณ ซึ่งเป็นวิปัสสนูปกิเลสเกิดในดวงใจ ทำให้คิดว่ามีปัญญากล้าหาญ กำหนดบทพระกรรมฐานได้คล่องอย่างน่าแปลกใจ ทำให้อยากพูดอยากสอน ทั้งๆ ที่วิปัสสนาจารย์บอกว่าห้ามพูด


ในค่ำวันนั้น ท่านนั่งพักผ่อนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ชายคนหนึ่งมีอาชีพขึ้นตาล เอาน้ำตาลสด มาขายยังชีพ เห็นภิกษุหนุ่มหลายวันแล้ว อยากถวายน้ำตาลสดแต่ไม่กล้า เพราะตลอดเวลานั้น ภิกษุหน่มเคร่ง ขรึม ไม่ผ่อนคลายเลย แต่วันนี้ท่านมีหน้าตาอิ่มเอิบ ไม่เหมือนวันที่ผ่านมา จึงสำรวมกาย น้อมนำน้ำตาลสดไปถวาย และบรรยาย คุณสมบัติว่าดื่มแล้วชื่นใจ เพราะมีรสหวาน เป็นน้ำปานะอย่างดี
ภิกษุหนุ่มดื่มก็รู้สึกตามที่ชายนั้นบอก จึงอยากเทศน์อานิสงส์ให้ฟ้ง  เพื่ออนุโมทนา แต่ลืมคำสั่งอาจารย์ว่าห้ามพูดเสียสิ้น

ท่านนึกได้ว่าเคยอ่าน คัมภีร์สุมงคลวิลาสินี ทีฆนิกายอัฐกถา ว่าการถวายน้ำปานะนั้นอานิสงส์ ไม่เฉพาะถวายพระกรรมฐาน ที่กำลังบำเพ็ญวิปัสสนานี้ แต่เลี้ยงคนในศาสนาอื่น หรือคนอื่นๆ ก็มีอานิสงส์ยิ่งใหญ่เช่นกัน
ท่านยกตัวอย่างท้าวเวสวัณ เจ้านายของผี เป็นเทวาธิบดี ปกครองเทพธานีทิศอุดร ณ สรวงสวรรค์ ชั้นจาตุมหาราชิกา มีอำนาจเหนือบรรดาผีและเทวดาทั้งหลาย ก็เนื่องด้วย การให้น้ำอ้อยเป็นทานแก่คนทั้งหลาย ท่านขยายความว่าเมื่อพระพุทธองค์ยังมิได้อุบัตินั้น โลกจึงว่างจากพุทธศาสนา
ครั้งนั้น มีพราหมณ์ นามกรว่า “กุเวร” มีอาชีพทำไร่อ้อย และคั้นนำอ้อยขาย จนมีฐานะดี มีใจเมตตา จึงจัดสร้างที่พักคนเดินทาง โดยมีน้ำอ้อยบริการฟรีแก่คนเดินทางทั่วไปด้วย


จากกุศล การให้น้ำอ้อยเป็นทาน หลังจากถึงมรณกรรม ไปเกิดในสวรรค์ ชั้นจาตุมหาราชิกา มีนามปรากฏว่า “ท้าวกุเวรเทพบุตร” ต่อมาได้รับความไว้วางใจ  จึงยกฐานะและตำแหน่ง เป็นอธิบดีแห่งเทพ ปกครองเทพธานี ทางทิศอุดร หรือทิศเหนือ มีอำนาจเหนือบรรดาเทพทั้งหลาย มีนามาภิไธยใหม่ว่า  “ท้าวเวสวัณเทวาธิบดี” หนึ่งในท้าวมหาราชทั้งสี่

ปรากฏว่าเป็นเทวาธิบดีที่มี รัศมีมาก มียศมาก นอกจากปกครองทิศเหนือแล้ว ยังมีอำนาจเหนือยักษ์และบรรดาผีๆ ทั้งมวล ซึ่งบรรดาผีๆๆ ทั้งหลายไม่ว่า สถิต ณ แห่งใดในโลกมนุษย์ ต่างก็เกรงกลัว ท่านท้าวเวสวัณ ทั้งนั้น
ภิกษุหนุ่ม เล่าอานิสงส์ ถวายน้ำปานะ จนลืมว่าพระวิปัสสนาจารย์เตือนไม่ให้พูด แล้วสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงพระวิปัสสนาจารย์ ที่เดินทางมาถึงที่บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน แล้วถูกเทศนากัณฑ์ใหญ่ จึงหันมาทำวิปัสสนา อันเป็นหน้าที่ของตนต่อไป
ส่วนท้าวเวสวัณ ที่ถูกอัญเชิญมาสถิต ณ วัดต่างๆ ในไทยนั้น มีทั้งขนาดใหญ่ประทับในวัด โดยทำหน้าที่อวยชัยให้พรให้ผู้มาวิงวอนขอให้ถูกหวย ส่วนขนาดพกพา ช่วยให้ผู้ศรัทธาอัญเชิญขึ้นคอ เป็นเครื่องลาง ของขลัง ช่วยให้แคล้วคลาดจากนานาภัย
 
ส่วนวัดต่างๆ ก็พยายามสร้างเทวาธิบดีขึ้นมา ถ้าไม่มีท่าน ชาวบ้านอาจเหงาก็ได้
พุทธกับพราหมณ์ ต่างพึ่งพากันเช่นนี้แล

เรื่อง : เปรียญ12

ยึดแปดริ้ว “ประวิตร” ควงเฮ้ง-พ่อมดดำ ฉายแสงสูญพันธุ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528293

01 ก.ย. 2565

ยึดแปดริ้ว “ประวิตร” ควงเฮ้ง-พ่อมดดำ ฉายแสงสูญพันธุ์

บางปะกงแลนด์สไลด์ “ประวิตร” เหยียบถิ่นฉายแสง มังกรน้ำเค็ม-ต้อย แปดริ้วพร้อมรบ ตั้งเป้า 4 ที่นั่ง พ่อมดดำโผล่รายงานตัว ดับข่าวลือย้ายพรรค

แปดริ้วแลนด์สไลด์ “ประวิตร” เหยียบถิ่นตระกูลฉายแสง ทีมพลังเฮ้งรวมพลต้อนรับ พ่อมดดำโผล่รายงานตัว

“ประวิตร” ฝากหวังไว้กับ 2 ส.คือ สุชาติ ชมกลิ่น และสุชาติ ตันเจริญ ตั้งเป้ายึด 4 ที่นั่ง สนามฉะเชิงเทรา 

วันที่ 1 ก.ย.2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จ.ฉะเชิงเทรา ตรวจบริหารจัดการน้ำ ,พบปะสมาชิก อสม. และถือโอกาสไหว้หลวงพ่อโสธร

เสี่ยเฮ้ง-สุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน ร่วมลงพื้นที่ โดยทีมพลังประชารัฐ ฉะเชิงเทรา สุชาติ ตันเจริญ ส.ส.เขต 3 ,ชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ส.ส.เขต 2 และ อรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้การต้อนรับ

แม่ทัพพลังประชารัฐ เมืองแปดริ้ว ในวันนี้คือ สุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี จับมือต้อย แปดริ้ว หรือชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ ดูแลพื้นที่ฉะเชิงเทรา 3 เขตคือ เขต 1 ,เขต 2 และเขต 4 ส่วนเขต 3 (อ.พนมสารคาม และ อ.สนามชัยเขต) เป็นพื้นที่ของพ่อมดดำ-สุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ 

คู่แข่งของพรรคพลังประชารัฐ หนีไม่พ้นตระกูลฉายแสง และพรรคเพื่อไทย ซึ่งยังไม่มีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.อย่างเป็นทางการ

‘อนาคตพลังเฮ้ง’

“ประวิตร” ตั้งใจลงพื้นที่เขต 1 ฉะเชิงเทรา เพราะเป็นฐานเสียงอันแข็งแกร่งของตระกูลฉายแสง และตัวผู้สมัคร ส.ส.พลังประชารัฐ ยังเป็นคนหน้าใหม่ ไร้ประสบการณ์ทางการเมือง

 พล.อ.ประวิตร นำทีมลุยแปดริ้ว ที่มั่นตระกูลฉายแสงพล.อ.ประวิตร นำทีมลุยแปดริ้ว ที่มั่นตระกูลฉายแสง


สมัยที่แล้ว ตระกูลฉายแสง สวมเสื้อพรรคไทยรักษาชาติ ฐิติมา ฉายแสง ลงสมัคร ส.ส.เขต 1 และวุฒิพงศ์ ฉายแสง ลงเขต 4 พลันที่ไทยรักษาชาติถูกยุบ คะแนนเสียงของตระกูลนี้ก็เทไปที่พรรคอนาคตใหม่

หวยจึงออกที่เขต 1  กิตติชัย เรืองสวัสดิ์ อนาคตใหม่(ปัจจุบันภูมิใจไทย)และเขต 4 จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อนาคตใหม่(ก้าวไกล) 

เสี่ยเฮ้ง สุชาติ ชมกลิ่น ขยายอิทธิพลจากชลบุรีมาฉะเชิงเทรา โดยการวางตัวคนสนิทของตัวเองลงสมัคร ส.ส.เขต 1 และเขต 4     

เขต 4 อ.บางปะกง, อ.แปลงยาว และ อ.บ้านโพธิ์ เป็นรอยต่อ อ.เมืองชลบุรี และ อ.พานทอง จ.ชลบุรี ซึ่งสุชาติ ชมกลิ่น วางตัว จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ เป็นผู้สมัคร ส.ส.

จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ นายกเทศมนตรีตำบลบางผึ้ง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และเป็นสามี สุรีรัตน์ เหลี่ยมเลิศ นายก อบต.บางนาง อ.พานทอง จ.ชลบุรี สังกัดค่ายพลังเฮ้ง

ตอนเลือกตั้งนายก อบจ.ฉะเชิงเทรา จ่าเอกยศสิงห์ ลงสมัครนายก อบจ.ในนามคณะก้าวหน้า และได้ตระกูลฉายแสง เป็นกองหนุน

หลังจ่าเอกยศสิงห์พ่ายกิตติ เป้าเปี่ยมทรัพย์ นายก อบจ.ฉะเชิงเทรา 5 สมัย ก็ลาคณะก้าวหน้ามาซบเสี่ยเฮ้ง และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา รมว.แรงงาน

สมัยหน้า จ่าเอกยศสิงห์ จะต้องพบกับวุฒิพงศ์ ฉายแสง อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ซึ่งเขตนี้ เสี่ยเฮ้งหวังไว้สูง เพราะชื่อชั้นยศสิงห์ไม่ธรรมดา

ส่วนเขต 1 มติชน ชูทับทิม(อาร์ม แปดริ้ว) เจ้าของบริษัท ไก่เทพฟาร์ม จำกัด เด็กปั้นค่ายพลังเฮ้ง ปะทะฐิติมา ฉายแสง อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา

‘พ่อมดดำเหนื่อย’

พ่อมดดำ-สุชาติ ตันเจริญ โผล่มาต้อนรับ “ประวิตร” ที่ตัวเมืองแปดริ้วคงลบข่าวลือเรื่องจะย้ายกลับพรรคเพื่อไทยไปได้  


สมัยที่แล้ว สุชาติวางกลเกมซับซ้อน โดยตัวเขาเองลง ส.ส.เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ ส่วนพี่เขย รส มะลิผล อดีต ส.ส.แปดริ้วลงเขต 3 เหมือนกัน แต่พรรคภูมิใจไทย สุดท้าย สุชาติ ชนะสบายๆ 

ที่น่าสนใจเวลานี้ รส มะลิผล พี่เขยสุชาติ กลับมาสวมเสื้อเพื่อไทย เหมือนจะส่งลูกชายลงสนาม ต้องรอดูพ่อมดดำ จะแก้เกมแบบไหน

ถ้าฝั่งพี่เขยเอาจริง สุชาติก็เหนื่อยหนัก เพราะร้องขอให้ลูกชาย-มดดำ คชาภา ลงสนามแทน ลูกก็ไม่เอาสีเสื้อ พปชร. 

หากเสี่ยเฮ้งหวังแปดริ้วแลนด์สไลด์ ก็ต้องลุ้นที่เขต 3 ให้พ่อมดดำสู้จริง และเคลียร์เรื่องเครือญาติให้จบ

ส.ว.ไร้รอยต่อ “ธานี อ่อนละเอียด” ดอกผลการเมืองอุปถัมภ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528272

01 ก.ย. 2565

ส.ว.ไร้รอยต่อ “ธานี อ่อนละเอียด” ดอกผลการเมืองอุปถัมภ์

รู้จัก “ธานี อ่อนละเอียด” ส.ว.คนดัง มือกฎหมายมากคอนเนกชั่น ดอกผลประชาธิปไตยแบบไทย ไร้รอยต่อ จาก ส.ว.สรรหา ,สนช. และ ส.ว.แต่งตั้ง

รู้จัก “ธานี อ่อนละเอียด” ส.ว.คนดัง ดอกผลรัฐธรรมนูญฉบับกึ่งประชาธิปไตย ได้เป็นนักแต่งตั้งไร้รอยต่อ จาก ส.ว.สรรหา ,สนช. และ ส.ว.แต่งตั้ง

“ธานี อ่อนละเอียด” มือกฎหมาย ผู้มากด้วยคอนเนกชั่น แถลงชัดแค่คนเคยรู้จักสิบตำรวจโทหญิง และสื่ออย่าโยงเรื่องกระทิงแดง

วันที่ 31 ส.ค.2565 ธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนฯ ได้แถลงข่าวกรณีกรรมาธิการฯ มอบให้ตนเองเป็นเจ้าของเรื่องเพื่อสอบสวนกรณี ส.ต.ท.หญิง กรศศิร์ บัวแย้ม ซึ่งมีคดีทำร้ายร่างกายทหารหญิง และถูกเปิดโปงว่าเป็นเด็กฝาก ของ ส.ว. รวมถึงยังมีข่าวว่าได้รับแต่งตั้งให้เป็นสิบตำรวจโทหญิงด้วยระบบอุปถัมภ์และวิธีผิดปกติ 

เบื้องต้น กรรมาธิการฯ จะเชิญบุคคลมาพบเพื่อให้อธิบายว่าความจริงเป็นอย่างไร และเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ ได้แก่ ธานี อ่อนละเอียด ส.ว. ,พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ส.ว. ผู้แต่งตั้ง ส.ต.ท.หญิงกรศศิร์ เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สนช. และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตกรรมาธิการกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สนช.

วันเดียวกัน ธานี อ่อนละเอียด ส.ว.ออกเอกสารชี้แจงว่า ได้ประกอบอาชีพทนายความตั้งแต่ ปี 2521 สถานะโสด หย่าร้างมาเกือบ 30 ปีแล้ว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีการทำร้ายร่างของผู้หญิงสองคนที่ จ.ราชบุรี 

ส.ว.ธานี ยอมรับว่า ตนเคยรู้จัก และเคยสนิทสนมกับตำรวจหญิงตามที่เป็นข่าว แต่ได้ขาดการติดต่อกันมานานแล้ว เพิ่งทราบจากสื่อว่า ปัจจุบันตำรวจหญิงคบหากับชายที่ปรากฎในข่าว 

  ส.ว.คนที่ดังที่สุดในเวลานี้ ธานี อ่อนละเอียด ส.ว.คนที่ดังที่สุดในเวลานี้ ธานี อ่อนละเอียด

‘นักแต่งตั้งไร้รอยต่อ’

“ธานี อ่อนละเอียด” พื้นเพเป็นชาวนครปฐม จบนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบอาชีพทนายความอยู่ใน จ.นครปฐม


ปี 2550 ธานี เป็นประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำ จ.นครปฐม เมื่อครบวาระ ก็ได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.ปี 2554 

นับแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทย มีการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ อันเป็นผลพวงแห่งการรัฐประหาร 2 ครั้ง ในรอบ 10 กว่าปีมานี้ จึงทำให้คนไทยคุ้นเคยกับนักแต่งตั้ง และนักเลือกตั้ง สลับกันไปมา

หลังรัฐประหาร 2549 มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ก็มี ส.ว.สรรหา ชุดแรก (ก.พ. 2551-เม.ย.2554) และ ส.ว.สรรหา ชุดที่สอง (เม.ย.2554-พ.ค.2557)

เมื่อมีรัฐประหาร 2557 ก็มีสมาชิก สนช. (ส.ค. 2557-พ.ค.2562) และ ส.ว.แต่งตั้งโดย คสช. (ปี 2562-ปัจจุบัน)

ธานี อ่อนละเอียด ได้เป็น ส.ว.สรรหา ชุดที่สอง ปี 2554 ชุดเดียวกับบิ๊ก ปุ้ม-พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ น้องชายบิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร


ปี 2557 ธานี ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิก สนช. และใน สนช.ชุดนี้ ธานีเป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ที่มี พล.ร.อ.ศิษฐวัชร เป็นประธาน

ปี 2562 คสช.แต่งตั้ง ธานี เป็น ส.ว. และบทบาทใน ส.ว.ชุดปัจจุบัน ธานี เป็นหนึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ ที่มี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน

‘ไม่เกี่ยวกระทิงแดง’


“ธานี อ่อนละเอียด” ในฐานะที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ได้ทำงานใกล้ชิดกับบิ๊กทหาร ตำรวจ และบุคคลในแวดวงยุติธรรรมในระดับต่างๆ จึงมากไปด้วยคอนเนกชั่น

สมัยที่เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช. ธานี อ่อนละเอียด เคยออกมาชี้แจงเกี่ยวกับการร้องขอความเป็นธรรมของวรยุทธ อยู่วิทยา ต่อคณะกรรมาธิการฯ เพื่อขอให้คณะกรรมาธิการสอบถามข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล และตรวจพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเร็วรถในขณะเกิดเหตุ 

ในคำแถลงเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อ 1 ก.ย.2565 ธานี ก็พูดถึงเรื่องนี้ว่า สื่อมักจะเสนอข่าวในทางเสียหายเกี่ยวกับคดี บอส อยู่วิทยา ขอเรียนย้ำอีกครั้งว่า เรื่องคดีบอส อยู่วิทยา เป็นเรื่องการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการสมัยสภานิติบัญญัติ 

คณะกรรมาธิการรับเรื่องไว้พิจารณาดำเนินการ สอบหาข้อเท็จจริงและสรุปเรื่องราว เพื่อส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ ขอเน้นย้ำว่า หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการไม่ได้เข้าไปเกี่ยวแต่อย่างใด

มองในเชิงโครงสร้างทางอำนาจ ธานี อ่อนละเอียด ก็เป็นหนึ่งในตัวละครของระบบอุปถัมภ์ ที่มาในนามสภาแต่งตั้ง และดอกผลแห่งการรัฐประหาร 

“ท่านเจ้าคุณอนิล” ถอดรหัส “สังเวชนียสถาน”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/528245

เปรียญ12

01 ก.ย. 2565

"ท่านเจ้าคุณอนิล" ถอดรหัส "สังเวชนียสถาน"

พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์ *(อนิล ธมฺมสากิโย) ถอดรหัส สังเวชนียสถาน เพื่อให้ชาวพุทธนำไปพิจารณา จะได้ปฏิบัติให้ตรง ตามวัตถุประสงค์ที่พระพุทธองค์ ตรัสแก่พระอานนท์ พร้อมทั้งอ้างจารึก เสาอโศก หลักที่ 8 มาสนับสนุนว่าไปสังเวชนียสถานแบบไหนจึงจะได้บุญ โดย… เปรียญ12

พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์  อธิการบดี มหาวิทยาลัยพุทธโลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย  แสดงทัศนะ เกี่ยวกับการไปสังเวชนียสถาน คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุธเจ้า ในที่ประชุม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่รัฐบาลอินเดียกับองค์กรอื่น ๆ จัด ที่ห้างแห่งหนึ่งใน กทม.เมื่อ 28 สิงหาคม 2565 ว่า แต่ละสถานที่ที่เป็นสังเวชนียสถาน  ล้วนแต่เป็นที่โบราณ จะพบทรากเจดีย์  วิหาร และอิฐโบราณ ที่หักเป็นส่วนมาก (เว้นแต่มหาเจดีย์ และพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยาที่ได้รับการบูรณะต่อเนื่อง) แล้ว ได้อะไรจากการไป 4 สังเวชนียสถาน
 

พรพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ มีข้อมูลในมหาปรินิพพานสูตร  ว่าผู้มาไหว้สังเวชฯ ตายแล้วไปสวรรค์  แปลว่าคนมีสตางค์ มีความสามารถมาไหว้สังเวชฯ ตายแล้วไปสวรรค์ คนไม่มีสตางค์เดินทางไม่ได้ อดขึ้นสวรรค์ 

"ท่านเจ้าคุณอนิล" ถอดระหัส "สังเวชนียสถาน"“ท่านเจ้าคุณอนิล” ถอดระหัส “สังเวชนียสถาน”


ท่านเจ้าคุณว่าขัดแย้งกับหลักกรรมว่า ทำดีได้ดี ทำไม่ดี ก็ได้ไม่ดี ทั้งนี้คำสอนพุทธองค์ คือ DIY.
 

ท่านเจ้าคุณวิจารณ์ผู้ไปสังเวชฯ ส่วนมากพกกิเลสไปเยอะ บริษัททัวร์จึงต้องจัดที่พักระดับ 5 ดาว จะกิน จะนอนต้องสบาย ทัวร์ต้องหาน้ำพริกไว้บริการ เพราะกินอาหารแขกไม่ได้(เว้นคนชอบ)
 

บางทีไปแสวงบุญ กลายเป็นแสวงบาป เช่นท่านเคยร่วมคณะทัวร์ ครั้งหนึ่ง ลูกทัวร์กินอาหารแบบแขก หรือมังสะวิรัติ ไม่ได้ ท่านต้องไปช่วยเจรจา ตกลงว่า ทาง รร. จะจัดอาหารที่มีเนื้อให้ จึงให้คณะทัวร์ล่วงหน้าไป ท่านจะตามไปทีหลังพร้อมอาหารตามที่ต้องการ
 
 

"ท่านเจ้าคุณอนิล" ถอดระหัส "สังเวชนียสถาน"“ท่านเจ้าคุณอนิล” ถอดระหัส “สังเวชนียสถาน”

ท่านสารภาพว่าวันนั้นตัวท่านฉันอาหารไม่ได้  เพราะแขกจับไก่เป็น ๆ ได้ยินเสียงไก่ร้องจ็อก ๆ  แล้วกลายเป็นไก่ย่างในที่สุด แสวงบุญกลายเป็นแสวงบาป
 

ท่านเล่าว่า การไปสังเวชฯ นั้น เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ท่านเสด็จสารนาถ ที่พาราณสี ทรงกราบพระพุทธรูปด้วยปีติว่า พระองค์ท่าน เป็นพระองค์แรกที่เสด็จสังเวชฯ พอเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรเห็นผ้ากราบ หรือผ้ารับปนะเคนวางที่หน้าพระพุทธ เขียนชื่อว่าพระสมุทรมุนี เจ้าอาวาสวัดบุบผาราม มาสังเวชฯ ก่อนพระองค์ ท่านจึงมิใช่พระองค์แรก (ในส่วนของคนไทย)
 

คำว่าสังเวชฯ แปลว่าการรู้ตัวตน นำไปสู่ความมเข้าใจ
ไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ก็เข้าใจธรรมชาตินั้น พร้อมยกตัวอย่างกระดาษ เมื่อแยกแยะออก ก็จะพบธรรมชาติที่มาของกระดาษ
สอดรับกับคำแนะนำของพุทธองค์ที่ส่งสาวก 60 รูปไปเผยแผ่พระธรรมคำสอน หนแรก ทรงใช้คำว่าให้ จาริกไปสงเคราะห์ ชาวโลก
จาริก คือให้เดินไปจะได้อนุเคราะห์ชาวโลกให้ทั่วถึง ห้ามใช้พาหนะใด ๆ 
 

"ท่านเจ้าคุณอนิล" ถอดระหัส "สังเวชนียสถาน"“ท่านเจ้าคุณอนิล” ถอดระหัส “สังเวชนียสถาน”

ปัจจุบัน ผู้แสวงบุญมาสบาย ถึงสังเวชฯแห่งใดก็สวดมนต์ มาหลายคณะ หลายประเทศก็สวดแข่งกัน รบกวนคนบำเพ็ญสมาธิ ภาวนา ยิ่งนัก
 จะจาริกแสวงบุญ (ท่านว่าคำแสวงบุญ มิใช่คำพุทธเป็นคำศาสนาอื่น) ต้องแสวงหาหลักธรรม ดังจารึกของพระเจ้าอโศก หลักที่ 8 ว่าการจาริกคือการแสวงหาหลักธรรม


เมื่อถึงที่สังเวชฯก็ให้หาหลักธรรม บ่มเพาะให้เกิดปัญญา
หาตัวตนให้พบว่าเรามีกิเลสมากน้อยแค่ไหน
การไปสังเวชฯ เพื่อเตือนให้เราเข้าใจพุทธรรม แล้วจะเกิดปัญญา เกิดบุญเพื่อชำระล้างจิตใจให้สะอาด
สุดท้ายท่านอนุโมทนา กากัน มาลิค ดาราที่แสดงเป็นพุทธเจ้าทางจอ รัฐบาลอินเดีย และคณะที่จัดโครงการนี้
 

"ท่านเจ้าคุณอนิล" ถอดระหัส "สังเวชนียสถาน"“ท่านเจ้าคุณอนิล” ถอดระหัส “สังเวชนียสถาน”

ส่วนพระโพธินันทมุนี หรือหลวงพ่อจิ๋ว ผู้สร้างวัดป่าพุทธคยา ก็บอกว่าไปอินเดียกันเถิด เพราะอินเดียคือเมืองหลากหลายศาสนา เมืองพิพิธถัณฑ์ มีสิ่งมหัศจรรย์ และที่สุดในโลกมากมาย มีแม่น้ำคงคาที่ศักดิ์สิทธิ์
 

หลวงพ่อจิ๋ว อยู่อินเดียนาน เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทย-อินเดีย ของคณะธรรมยุต ว่าท่าพบชาวพุทธเรือนแสนคน เมื่อเดินทางไปทางใต้ของอินเดียพร้อมกับ กากัน มาลิค ขณะบวชพระที่เมืองไทย แล้วนำพระพุทธรูป ไปมอบให้ชาวพุทธ หรือต่างศาสนา เป็นจำนวนมาก  พระพุทธรูปจำนวนมาก นั้นชาวพุทธไทยถวาย กากัน มาลิค ตอนบวชพระ ผู้รับต่างปีติเมื่อได้พระพุทธรูปไปบูชา นี่เป็นความอัศจรรย์ ที่เกิดในอินเดีย เมื่อไม่นานมานี้
หลวงพ่อจิ๋ว สรุป

“ท็อป วราวุธ” จับมือบ้านใหญ่จุรีมาศ เจาะฐานแม้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528163

31 ส.ค. 2565

“ท็อป วราวุธ” จับมือบ้านใหญ่จุรีมาศ เจาะฐานแม้ว

เจาะฐานทักษิณ “ท็อป วราวุธ” ผนึกบ้านใหญ่ “จุรีมาศ” วางตัวคนรุ่นใหม่ ปักธงร้อยเอ็ด-ยโสธร เดินยุทธศาสตร์กินข้าวทีละคำ เจาะทีละเขต สู้แลนด์สไลด์

เจาะฐานทักษิณ “ท็อป วราวุธ” ผนึกเสี่ยแกละ อนุรักษ์ จุรีมาศ วางตัวคนรุ่นใหม่ ปักธงชาติไทยพัฒนาที่เมืองบั้งไฟ

ตระกูลจุรีมาศ อยู่คู่บรรหารมากว่า 30 ปี จนถึงยุค “ท็อป วราวุธ” บ้านใหญ่ร้อยเอ็ด เดินเกมกินข้าวทีละคำ เจาะทีละเขต สู้แลนด์สไลด์

ปี่กลองเลือกตั้งดังกระหึ่มเมือง  กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และวราวุธ ศิลปอาชา ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรค ก็มีการเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.เกือบทุกสัปดาห์

สัปดาห์นี้ อนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.ร้อยเอ็ด และรองหัวหน้าพรรค ได้พาวีระศักดิ์ โคตรสมบัติ รองนายก อบจ.ยโสธร มาเป็นสมาชิกพรรค และเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ยโสธร เขต 1 พรรคชาติไทยพัฒนา


ท็อป วราวุธ กล่าวว่า วีระศักดิ์เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ ตนเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า ปักธงเพิ่มได้อีก 1 คน แม้ในพื้นที่ จ.ยโสธร จะมีเจ้าถิ่น และเขามั่นใจว่าจะแลนด์สไลด์ แต่ผู้ท้าชิงมั่นใจเช่นเดียวกัน

จูดี้-วีระศักดิ์ โคตรสมบัติ มาจากตระกูลการเมือง ในพื้นที่ ต.สำราญ อ.เมืองยโสธร ซึ่งตำบลนี้เป็นชายแดนเมืองบั้งไฟติดกับ จ.ร้อยเอ็ด ตระกูลจุรีมาศ จึงเอื้อมมือมาดูแลให้ชาติไทยพัฒนา 

‘ยืนหนึ่งร้อยเอ็ด’

สนามภาคอีสาน “ท็อป วราวุธ” ยังโชคดีที่ได้ตระกูลจุรีมาศ เป็นแกนหลักพอได้พึ่งพา ฝ่ากระแสแลนด์สไลด์

เสี่ยแกละ-อนุรักษ์ จุรีมาศ เป็นบุตรของสมควร จุรีมาศ และเป็นลูกพี่ลูกน้องกับศิริพันธ์ จุรีมาศ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด โดยปี 2529 เสี่ยแกละลงสมัคร ส.ส.สมัยแรก ก็สอบผ่าน

 เสี่ยแกละ อนุรักษ์ จุรีมาศ ขุนพลอีสานของตระกูลศิลปอาชาเสี่ยแกละ อนุรักษ์ จุรีมาศ ขุนพลอีสานของตระกูลศิลปอาชา


เลือกตั้งปี 2531 อนุรักษ์ ย้ายจากพรรคสหประชาธิปไตย มาอยู่พรรคชาติไทย เป็นขุนพลอีสานให้กับบรรหาร ศิลปอาชา จนชนะเลือกตั้งและได้เป็น ส.ส.ร้อยเอ็ด มาอีกหลายสมัย 

ตระกูลจุรีมาศ บ้านใหญ่ร้อยเอ็ด ลงเล่นการเมืองท้องถิ่นในนามกลุ่มพิทักษ์ท้องถิ่น ตั้งแต่ปี 2517 มีถวิล จุรีมาศ เป็นผู้นำกลุ่ม

ถวิล จุรีมาศ เป็นน้องชาย สมพร จุรีมาศ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด ผู้ล่วงลับ และเป็นพี่ชายสมควร จุรีมาศ (เสี่ยแกละ อนุรักษ์ จุรีมาศ)

กลุ่มพิทักษ์ท้องถิ่นยึดครองเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดมายาวนาน จนกระทั่ง ถวิล จุรีมาศ ส่งไม้ต่อให้ลูกเขย-บรรจง โฆษิตจิรนันท์ เป็นนายกเทศมนตรีร้อยเอ็ดติดต่อกัน 6 สมัย

บรรจง โฆษิตจิรนันท์ เป็น ส.ส.ร้อยเอ็ด อยู่ 2 สมัย ก็วางมือมาเล่นการเมืองท้องถิ่น และเป็นฐานการเมืองระดับชาติให้อนุรักษ์ จุรีมาศ ส.ส.ร้อยเอ็ด


นอกจากฐานเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด “เสี่ยไก่” ทินกร จุรีมาศ อดีตนายก อบจ.ร้อยเอ็ด พี่ชายของเสี่ยแกละ ก็ยังคุมฐานเสียง ส.อบจ.ร้อยเอ็ด และคอยหนุนช่วยนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ทั้งมังกร ยนต์ตระกูล และเอกภาพ พลซื่อ

การเลือกตั้งนายก อบจ.ร้อยเอ็ด ที่กำลังหาเสียงกันอย่างเข้มข้นอยู่ในวันนี้ เสี่ยไก่ ทินกร จุรีมาศ ก็หนุนช่วยจุรีพร สินธุไพร ตัวเต็งคนหนึ่งในสนามนี้

‘เจาะแดงเมืองบั้งไฟ’

“ท็อป วราวุธ” ตั้งเป้าชาติไทยพัฒนา เป็นพรรคขนาดกลาง มี ส.ส.ในมือไม่ต่ำกว่า 25 เสียง จึงต้องเดินเกมกินทีละคำ เจาะทีละเขต

สมัยที่แล้ว อนุรักษ์ จุรีมาศ ซึ่งถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ได้กลับมาลงสนามเขต 1 ร้อยเอ็ด (อ.เมืองร้อยเอ็ด และอ.ศรีสมเด็จ) เสี่ยแกละกวาดแต้มมาได้ 44,899    เอาชนะวราวงษ์ พันธุ์ศิลา พรรคเพื่อไทย ที่ได้เพียง24,000 คะแนน


สำหรับจูดี้-วีระศักดิ์ โคตรสมบัติ รองนายก อบจ.ยโสธร และ ส.อบจ.ยโสธร เขต 1 มีฐานเสียงอยู่ใน ต.สำราญ อำเภอเมืองยโสธร และในเวลานี้ มีญาติพี่น้อง ไพโรจน์ โคตรสมบัติ เป็นนายกเทศมตรีตำบลสำราญ

จูดี้-วีระศักดิ์ อยู่ในกลุ่มการเมืองของ วิเชียร สมวงศ์ นายก อบจ.ยโสธร และเป็นน้องชายบุญแก้ว  สมวงศ์ ส.ส.ยโสธร เขต 2 พรรคเพื่อไทย

คู่แข่งของจูดี้คือ ปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร เขต 1 พรรคเพื่อไทย และเป็นลูกชาย เรืองวิทย์ พันธ์สายเชื้อ อดีต ส.ส.ยโสธร 

ด้วยขุมกำลังการเมืองท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง อนุรักษ์ จุรีมาศ จึงเชื่อว่า จูดี้จะสามารถเจาะฐานเสียงเพื่อไทยในยโสธรได้แน่นอน

ตู่จบแล้ว “ทักษิณ” ฟันธง ป.ที่ 4 แคนดิเดตนายกฯ พปชร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/scoop/thong-yuttaphop/528140

31 ส.ค. 2565

ตู่จบแล้ว “ทักษิณ” ฟันธง ป.ที่ 4 แคนดิเดตนายกฯ พปชร.

ไม่มีกั๊ก “ทักษิณ” ฟันธง พล.อ.ประยุทธ์ จบที่ 8 ปี สมัยหน้า พล.อ.ประวิตร จะเสนอชื่ออดีตนายตำรวจ “ป.ที่ 4” เป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งทักษิณรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี

ไม่มีกั๊ก “ทักษิณ” ฟันธงสมัยหน้า พล.อ.ประวิตร ไม่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ดันอดีตบิ๊กตำรวจ ป.ที่ 4 เสียบแทน

“ทักษิณ” เชื่อบิ๊กป้อม ไม่หยุดแค่รักษาการ ยังฝันไกลถึงเก้าอี้นายกฯ ก๊อกสอง หากบิ๊กตู่ไม่ได้ไปต่อ เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

ช่วงนี้ ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาพักที่บ้านในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเป็นครั้งแรกที่จัดรายการแคร์คลับเฮาส์ จากลอนดอน

แคร์คลับเฮาส์ในคืนวันอังคารที่ 30 ส.ค.2565 ในหัวข้อ “ประยุทธ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่…แล้วไงต่อ” ปรากฏว่ามีคนเข้ามาติดตามมากมาย เนื่องจากทักษิณและผู้เข้าร่วมคลับเฮาส์ ตั้งวงสนทาเรื่องการเมืองล้วนๆ

ทักษิณ ชินวัตร หรือโทนี วูดซัม เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ได้ไปต่อ จึงเป็นโอกาสของพี่ใหญ่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริง ไม่ใช่แค่รักษาการ

“บางคนแต่งนิยายว่าผมกับป้อมคุยกันทุกวัน เอาจริงๆ แม้แต่ในฝันผมยังไม่เคยฝันถึงเลยด้วยซ้ำ…” ทักษิณชี้แจงเรื่องดีลลับกับป้อมอีกครั้ง

ทักษิณยังวิเคราะห์การเมืองหลังจากนี้ไปว่า ถ้าสมมติว่า ประวิตรได้เป็นนายกฯคนนอก พลังประชารัฐคงจะคึกคักขึ้นหน่อย แต่ถ้าหากไม่ได้เป็นแล้ว ยุบสภาเลย พลังประชารัฐคงไม่คึกคักเท่าที่ควร 

การเลือกตั้งสมัยหน้า พล.อ.ประวิตร และพลังประชารัฐ จะเสนอชื่อใครเป็นนายกฯ ทักษิณฟันธงว่า “คงไม่ใช่ประยุทธ์แน่..อาจเปลี่ยนจากทหารเป็นตำรวจ ไม่ใช่ผมนะ ผมไม่มียศแล้ว”

ตำรวจคนที่ว่านี้เป็นใคร มีความสำคัญกับบิ๊กป้อมอย่างไร และทักษิณมีข้อมูลใดมารองรับว่า ต้องเป็นตำรวจ ไม่ใช่ทหาร

‘ขานชื่อนายกฯป้อม’

ฉากทัศน์การเมืองหลัง พล.อ.ประยุทธ์ หยุดที่ 8 ปีตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ “ทักษิณ” ประเมินว่า พล.อ.ประวิตร คงไม่ยอมให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี 

“โดยส่วนตัวคิดว่า พล.อ.ประวิตร ไม่ยอม ทางฝั่ง ส.ว. และส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ไม่เลือกแน่ ส่วนทางฝั่งประชาธิปไตยก็ไม่มีทางเลือก(อนุทิน)..”

นักวิชาการจากรั้วจุฬาฯ ที่เข้าร่วมวงแคร์คลับเฮาส์ ประเมินว่า การสรรหานายกรัฐมนตรี ในก๊อกสอง หรือจากคนนอกบัญชีพรรคการเมือง อาจเกิดเดดล็อก เพราะเสียงสนับสนุนไม่พอตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

ด้านทักษิณมองว่า “…วันนี้แนวโน้มมีแค่ 2 อย่างคือ ถ้าไม่เดดล็อค ก็ได้ พล.อ.ประวิตร เพราะส.ว.เป็นตัวล็อค..พลังของ พล.อ.ประวิตร ยังอยู่ที่ ส.ว. อีกเยอะ”

‘ป.ที่ 4 คือใคร’

ฟังจากแคร์คลับเฮาส์หนล่าสุด “ทักษิณ” ให้น้ำหนักกับเรื่องของ พล.อ.ประวิตร มากเป็นพิเศษ เหมือนรู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อไม่ได้แล้ว

การเลือกตั้งครั้งต่อไป ทักษิณมองว่า มีอยู่แค่ 5 พรรคคือ เพื่อไทย, ก้าวไกล,ประชาธิปัตย์,ภูมิใจไทย และพลังประชารัฐ ที่จะได้ ส.ส.เกิน 25 คน มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

“ขึ้นอยู่กับว่า 5 พรรคนี้จะรวมอย่างไรหลังการเลือกตั้ง….ส่วนการจับมือกันระหว่าง พรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชารัฐนั้น ตนมองอย่างไรก็มองไม่ออก เพราะเมื่อมองจากหลักการของอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว” ทักษิณกล่าว

ในประเด็นนี้ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ก็เสริมทักษิณว่า เพื่อไทยและพลังประชารัฐคงเป็นไม่ได้ แต่หากเป็นเพื่อไทย และภูมิใจไทยก็มีความเป็นไปได้

ส่วนเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคพลังประชารัฐ ทักษิณขุดชื่อ ป.ที่ 4 กลางวงคลับเฮาส์ เรียกเสียงฮือฮาได้พอควร

“..อาจจะเปลี่ยนจากทหาร เป็นตำรวจ แต่ไม่ใช่ผม เพราะผมไม่ได้ตำรวจแล้ว” ระหว่างที่คนร่วมกำลังเดาว่าคือใคร ทักษิณก็หลุดคำว่า “ป.ที่ 4” ออกมา หลายคนถึงกับร้องอ๋อ..รู้แล้ว

ทักษิณ มั่นใจ พล.อ.ประวิตร เสนอชื่อ ป.ที่ 4 เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทักษิณ มั่นใจ พล.อ.ประวิตร เสนอชื่อ ป.ที่ 4 เป็นแคนดิเดตนายกฯ

ชื่อ “ป.ที่ 4” นั้นเป็นอดีตนายตำรวจเก่า ที่สนิทสนมกับทักษิณ ชินวัตร และเคยเป็นใหญ่เป็นโต สมัยรัฐบาลสมัคร 

คอการเมืองทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็นใคร และเป็นครั้งแรกที่ทักษิณพูดถึง “ป.ที่ 4” ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ