อย่าให้เหมือนอินเดีย อากาศเน่า-หายใจไม่ออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397507?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

อย่าให้เหมือนอินเดีย อากาศเน่า-หายใจไม่ออก

8 พฤศจิกายน 2562 – 09:35 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,กรุงนิวเดลี,อินเดีย,มลพิษ,อากาศเน่า,ค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 25
เปิดอ่าน 1,125 ครั้ง

อย่าให้เหมือนอินเดีย อากาศเน่า-หายใจไม่ออก คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

มีข่าวจากอินเดียที่อยากจะแจ้งให้ทราบเป็นตัวอย่างว่าเกิดมลพิษหรือมลภาวะในกรุงนิวเดลี นครหลวงของอินเดีย ถึงระดับหายใจไม่ออกแล้ว

ที่แจ้งมานี่ไม่ใช่ให้กลัวเพราะคนไทยไม่นิยมไปเที่ยวอินเดียแบบญี่ปุ่นหรือประเทศในยุโรปอยู่แล้ว แต่อยากจะบอกว่าประเทศไทยอย่าให้เกิดแบบนี้ขึ้นมา

อย่างทัชมาฮาลที่เมืองอัคราที่เรารู้จักกันดี เวลานี้คนไปเที่ยวชมต้องใส่หน้ากากและมีหมอกควันจนมองไม่ชัดเห็นแค่รางๆ

  ระดับมลภาวะหรืออากาศเน่ามีอันตรายจนอาจทำให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง โรงเรียนทุกแห่งปิดการเรียนการสอนชั่วคราว งานก่อสร้างต้องระงับทั้งหมด เที่ยวบินกว่า 37 เที่ยวเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินอื่นต้องเลื่อนและยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศเพราะทัศนวิสัยแย่ หมอกควันหนาปกคลุม ทางการต้องจำกัดปริมาณยานพาหนะบนท้องถนน

รัฐบาลอินเดียแจ้งเตือนประชาชนให้เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงชั่วโมงเร่งด่วนและควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ปิดประตู หน้าต่างบ้านให้สนิท ทั้งเรียกร้องให้จัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์และช่วยแก้ไขปัญหามลภาวะเป็นพิษ สั่งการเจ้าหน้าที่แจกหน้ากากอนามัยให้เด็กนักเรียนแล้วราว 5 ล้านชิ้น

จากการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 พบว่าขึ้นไปสูงถึงระดับ 810 ถือว่ารุนแรงมากที่สุดตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากเกษตรกรเผาพื้นที่การเกษตรเพื่อเตรียมเพาะปลูกรับฤดูกาลใหม่ เวลานี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวและต่อไปถึงฤดูร้อนในอีกไม่นานและจะเกิดไฟป่าทั้งฝีมือจากมนุษย์และเกิดด้วยธรรมชาติทุกปีเป็นปัญหาโลกแตก

จึงเตือนมาให้เตรียมรับมืออย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับอินเดียเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 อันตรายในสนามกอล์ฟ
 เกิดขึ้นได้ทุกเวลา

2-3 วันที่ผ่านมามีเพื่อนๆ ที่ชอบเล่นกอล์ฟส่งไลน์มาให้ดู น่าหวาดเสียวมากครับ นั่นคือมีนักกอล์ฟคนหนึ่งต้องนอนเปลถูกหามส่งโรงพยาบาลเข้าห้องไอซียู สาเหตุเนื่องจากนักกอล์ฟคนนั้นเดินไปข้างหน้า 40-50 หลาแล้วมีเพื่อนร่วมก๊วนทีออฟพลาดลูกกอล์ฟไปโดนหัวถึงกะโหลกยุบ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสนามกอล์ฟและเป็นอันตรายมากๆ อย่าประมาทเป็นอันขาดเพราะลูกกอล์ฟนี่แข็งเหมือนก้อนหินกลมๆ จึงเตือนมาว่าสี่เท้ายังรู้พลาด อย่าคิดว่าคนตีดีจะพลาดไม่ได้

ผมจึงเตือนมาทางจดหมายฉบับนี้ว่าอย่าประมาท อย่าเห็นแก่ความสนุกหรือเล่นสบายๆ จนลืมอันตราย อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ในเกมกอล์ฟเป็นเรื่องจริง จึงแจ้งมาด้วยความปรารถดีครับ
สาคร (คนชอบกอล์ฟ)

เรียนคุณ ‘สาคร’ คนชอบกอล์ฟ
ผมเองก็ได้รับข่าวนี้เหมือนกันและขอเป็นสื่อกลางเตือนมาอีกคนนะครับ เพราะอันตรายจริงๆ และโอกาสจะพลาดเป็นไปได้ทุกนาที

ปกติแล้วกอล์ฟเป็นกีฬาที่เล่นในเวลากลางวันแต่ประเทศไทยบ้านเรามีหลายๆ สนามที่มีไฟส่องสว่างให้เล่นกลางคืนที่เรียกกันว่าไนท์กอล์ฟ ซึ่งอันตรายมากๆ ครับ เพราะมองไม่ค่อยเห็นลูกกอล์ฟและข้ออ้างที่ว่าเล่นกอล์ฟกลางคืนอากาศไม่ร้อนก็ควรพิจารณาว่าระหว่างอากาศร้อนกับอันตรายโดนลูกกอล์ฟ แบบไหนน่ากลัวกว่ากัน

จึงขอร่วมเตือนอันตรายในสนามกอล์ฟมา ณ ที่นี้ด้วย และช่วงนี้เป็นฤดูหนาว เรียกว่าอากาศดี เย็นสบายเป็นฤดูสวรรค์ของนักกอล์ฟ มีคนในสนามกอล์ฟมากกว่าทุกฤดู

โปรดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกนาที
อ๊อด เทอร์โบ


 ช่วยกันดูแลธรรมชาติ
จดหมายจากคุณ ‘สุรัตน์’ ประชาชื่น ต่อไปนี้ขอแจ้งให้ทราบและต้อนรับเทศกาลลอยกระทงที่กำลังจะมาถึง โดยงดหรือหลีกเลี่ยงการทำกระทงจากโฟมหรือพลาสติก

วัสดุดังกล่าวย่อยสลายยากและไม่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเวลานี้เรากำลังรณรงค์งดใช้โฟม พลาสติก

โปรดร่วมมือกันเพื่ออนาคตและช่วยดูแลโลกให้สวยงามตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 ลอยกระทงทันสมัย
 งดใช้โฟมและพลาสติก

ผมเขียนข้อความจดหมายนี้มาเพื่อสนับสนุนรัฐมนตรีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ‘วราวุธ ศิลปอาชา’ ที่ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมลอยกระทงในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ โดยหลีกเลี่ยงหรืองดใช้กระทงที่ทำจากโฟมหรือพลาสติกที่ย่อยสลายยาก เห็นมีหลายๆ ท่านแสดงความเห็นมาแล้วและอยากให้ร่วมลอยกระทงยุคใหม่ ทันสมัย ใช้วัสดุจากธรรมชาติ เช่น ใบตอง ดอกไม้จริง ฯลฯ

ผมจึงขอร่วมด้วยช่วยกันรณรงค์ก่อนลงมือทำกระทง เพราะโฟมหรือพลาสติกสร้างมลพิษต่อแม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมต่างๆ ช่วยๆ กันทำตัวให้ทันสมัย เริ่มจากลอยกระทงนะครับ
สุรัตน์ (ประชาชน)


ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397756?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน

8 พฤศจิกายน 2562 – 09:05 น.
ชูธงทวนกระแส,สมเด็จฮุน เซน,ส้มหวาน,พรรคอนาคตใหม่,สม รังสี,เข็ม สกคา,มู ซกฮัว,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ปิยะบุตร แสงกนกกุล,ช่อ พรรณิการ์,พนมเปญ
เปิดอ่าน 8,542 ครั้ง

ส่องเขมร เห็นอนาคต ส้มหวาน คอลัมน์…  ชูธงทวนกระแส   โดย…  พรานข่าว

แคมเปญ “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่ กำลังรอคำเฉลยพร้อมอีเวนท์ใหญ่ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2562

จริงๆ แล้ว พอคาดหมายได้ไม่ยาก “อยู่ไม่เป็น” ของพรรคอนาคตใหม่คือ การรักษาฐานเสียง และท้าทายอำนาจ “กลุ่มจารีต” เพราะผู้ก่อตั้งพรรครู้ดีว่า พรรคมีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย และหยุดยั้งการปฏิวัติรัฐประหาร

กลุ่มผู้มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ต้องการให้พรรคอนาคตใหม่เติบใหญ่ แต่ระยะหลัง ความขัดแย้งภายในพรรคสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรค รวมถึงความระแวงในกลุ่มพรรคแนวร่วม

จากการเมืองไทย อยากให้ส่องการเมืองกัมพูชา เพราะ “พรรคอนาคตใหม่” นั้น มีความเหมือนหลายประการกับ “พรรคกู้ชาติกัมพูชา” (ซีเอ็นอาร์พี) ทั้งสองพรรคก่อตั้งโดยกลุ่มปัญญาชน มีฐานเสียงอยู่ที่คนรุ่นใหม่ และผู้ใช้แรงงาน

สม รังสี

ผู้นำพรรคที่โดดเด่น ก็เป็นชาย 2 คน และหญิง 1 คน พรรคซีเอ็นอาร์พี นำโดย สม รังสีเข็ม สกคา และมู ซกฮัว ส่วนพรรคอนาคตใหม่ ก็มี “ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ”

กลุ่มแกนนำผู้ก่อตั้งพรรคซีเอ็นอาร์พี เป็นผู้ลี้ภัยสมัยเขมรแดงครองเมือง พ่อแม่พาอพยพไปตั้งรกรากอยู่ในฝรั่งเศส, สหรัฐ และออสเตรเลีย ครั้นประเทศสิ้นสงคราม พวกเขากลับมาสมัคร ส.ส.ในบ้านเกิดเมืองนอน

ตอนแรก สม รังสี ตั้งพรรคการเมืองชื่อ “พรรคสมรังสี” ส่วน เข็ม สกคา ตั้งพรรคสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 2541 พรรคสมรังสีได้ 15 ที่นั่ง เลือกตั้งปี 2546 ได้ 24 ที่นั่ง และเลือกตั้ง 2551 ได้ 26 ที่นั่ง

ปี 2556 สม รังสี จับมือเข็ม สกคา รวมพรรคกันเป็นพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ผลการเลือกตั้ง 28 กรกฎาคม 2556 พรรคประชาชนกัมพูชา(ซีพีพี) ได้เก้าอี้ ส.ส. 68 ที่นั่ง และพรรคซีเอ็นอาร์พี ได้ 55 ที่นั่ง ซึ่งเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดด

เข็ม สกคา

สมเด็จฮุน เซน ก็ตกใจที่เห็นพรรคคู่แข่งได้ ส.ส.จำนวนมาก และที่สำคัญ เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับคนใช้แรงงานเทคะแนนเลือกพรรคซีเอ็นอาร์พี

6-7 ปีที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน หันไปร่วมมือกับจีน และเปิดทางให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาลงทุนในประเทศมากมาย การหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ พรรคซีพีพีจึงขายฝัน “ความทันสมัยและความมั่งคั่ง” ให้ชาวบ้านได้ตื่นตาตื่นใจ

การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร ทำให้มีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจำนวนมากขึ้นที่เป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาดี และเป็นคนรุ่นใหม่ ดูจะเอื้อต่อพรรคของสม รังสี

มู ซกฮัว

สมเด็จฮุน เซน จึงมอบหมายให้ “ฮุน มานี” ลูกชายคนเล็ก เข้าไปจัดตั้ง “พลังเยาวชน” โดยมีการเคลื่อนไหวสร้างเครือข่ายคนรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง

สำหรับผู้ใช้แรงงานนั้น เป็นจุดอ่อนของพรรคซีพีพีมานาน สมเด็จฮุน เซน จึงดำเนินกลยุทธ์บุก “โรงงาน” ซื้อใจกรรมกรเขมร โดยทุกอีเวนท์ทุกโรงงาน จะมีการไลฟ์สดผ่านแฟนเพจสมเด็จฮุน เซน

อีกด้านหนึ่ง โรงงานขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นใหม่ในช่วงหลังเป็นของกลุ่มทุนจีน จึงไม่ใช่เรื่องยากในการดึงกรรมกรมาเป็นฐานเสียงพรรคซีพีพี

อย่างไรก็ตาม สมเด็จฮุน เซน มีจุดอ่อนให้กลุ่มสม รังสี ได้โจมตีในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยการใช้ศาลและหน่วยงานด้านความมั่นคงในการกำจัดศัตรูทางการเมืองและกลุ่มผู้เห็นต่าง

เข็ม สกคา ยังใช้ชีวิตอยู่ในพนมเปญ ไม่ได้ลี้ภัย

ในที่สุด สม รังสี ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส เพราะถูกดำเนินคดีในกรณีหมิ่นประธานสภา และเข็ม สกคา แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี ผู้นำอีกคนก็ถูกจับในข้อหาบ่อนทำลายชาติ ตามมาด้วยการยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี

ดังที่กล่าวมาข้างต้น แกนนำพรรคซีเอ็นอาร์พี มีฐานการเมืองอยู่ในต่างประเทศ แม้จะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ก็ไม่ได้ลงลึกทำงานมวลชนรากหญ้า เมื่อสมเด็จฮุน เซน เล่นเกมแรงกดดันแกนนำฝ่ายค้านให้หนีไปอยู่ต่างประเทศ ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากสมาชิกพรรคจะลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มระบอบฮุน เซน

การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2561 พรรคซีพีพี ได้ 125 ที่นั่ง เป็นพรรคเดียวที่มีที่นั่ง ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่มีคู่แข่งคนสำคัญอย่างสม รังสี

          วันนี้ สม รังสี แทบจะไม่มีที่ยืนในกัมพูชา หลังต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน ความพยายามปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นสู้ดูจะเป็นความเพ้อฝัน พรรคส้มหวานจะมีชะตากรรมแบบเดียวกันหรือไม่ น่าติดตาม

หนทางสู่สันติสุข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397773?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนทางสู่สันติสุข

8 พฤศจิกายน 2562 – 09:00 น.
ชรบ
เปิดอ่าน 306 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน 2562

เหตุการณ์กลุ่มคนร้ายโจมตี “จุดตรวจ ชรบ.” ใน ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อกลางดึกวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ถือเป็นความรุนแรงที่ทุกฝ่ายสมควรรุมประณามต่อการกระทำที่โหดเหี้ยม ภาพเด็กหญิงวัย 10 ขวบกอดแม่ร่ำไห้น้ำตาเป็นสายเลือดเมื่อเห็นพ่อผู้ให้กำเนิดดับสลายไปต่อหน้า เป็นความเศร้าสลดที่ยากเกินจะบรรยาย…

 เกือบ 20 ปีความรุนแรงในภาคใต้ยังคงคุกรุ่นไม่เว้นวัน แม้ว่าภาครัฐในฐานะฝ่ายปกครองและความมั่นคงจะวางแนวทางป้องปรามไว้อย่างรัดกุมเพียงใดก็ย่อมมีวันเพลี่ยงพล้ำอยู่เสมอ เพราะกลุ่มคนร้ายอาศัยกำลังที่มองไม่เห็นคอยซุ่มทำร้ายซ้ำเติมดินแดนปลายด้ามขวานทองอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้คนไทยต้องบาดเจ็บล้มตายรวมถึงการเสียโอกาสด้านต่างๆ มากมาย ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลลงไปในพื้นที่เพื่อเข้าไปแก้ไข แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นศูนย์ เพราะความรุนแรงในพื้นที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงไปได้

      หลายคนอาจสงสัยว่าคนร้ายที่ลงมือหวังผลอะไร? คำตอบที่ทราบคือ ต้องการแบ่งแยกดินแดน และปกครองตัวเองโดยอ้างเหตุผลทางประวัติศาสตร์ในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา รวมถึงการถูกกดขี่จากภาครัฐ และการไม่ได้รับความเป็นธรรม ฯลฯ แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม…ทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุร้าย กลุ่มคนร้ายไม่เคยแสดงตัวและบอกกับสังคมให้ชัดแจ้งสักครั้งว่า “เขาคือใคร” ซึ่งเรื่องนี้ไม่เหมือนการก่อเหตุของบางกลุ่มในต่างประเทศที่จะแสดงตัวตน และบอกพื้นที่ก่อเหตุล่วงหน้า

การก่อเหตุในจังหวัดชายแดนภาคใต้มิใช่เป็นแบบนั้น และเหมือนว่า ขณะนี้ทางการกำลังสู้รบกับเงาที่ไม่มีตัวตนแม้บางฝ่ายจะเสนอภาครัฐให้ยกเลิกกฎหมายบางฉบับที่อ้างว่าเป็นการลิดรอนสิทธิประชาชนในพื้นที่และน่าจะทำให้ความรุนแรงลดลง แต่ภาครัฐมิได้มองเช่นนั้น ซึ่งประเด็นนี้กลายเป็นข้อถกเถียงกันผ่านสื่อมวลชน ทำให้บางครั้งสถานการณ์เข้าทางคนร้ายไปในตัว

มาถึงตรงนี้หนทางของการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาคใต้อาจยาวไกล แต่ใช่ว่าวันนั้นจะไม่มาถึง… โดยส่วนตัวเชื่อว่า “การเจรจา” โดยผ่านกระบวนการสันติภาพที่น่าเชื่อถือคือหนทางสู่ความสันติสุขอย่างแท้จริง ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องหันหน้าพูดคุยกันอย่างจริงจังและจริงใจโดยผ่านกระบวนการดังกล่าว…จริงอยู่แม้ว่าเป้าหมายสูงสุดของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบคือการแบ่งแยกดินแดน แต่เชื่อว่าพวกเขาย่อมพร้อมที่จะเจรจาต่อรองหากกระบวนการสันติภาพที่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นจริง…แต่สิ่งสำคัญคือเราจะไปถึงวันนั้นได้หรือไม่ ตรงนี้สิน่าคิด…

รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397771?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น

8 พฤศจิกายน 2562 – 08:53 น.
เรื่องน่ารู้วันนี้กับคดีปกครอง,เศษมันสำปะหลังตกหล่น,รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ
เปิดอ่าน 723 ครั้ง

รถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุเพราะเศษมันสำปะหลังตกหล่น คอลัมน์… เรื่องน่ารู้วันนี้…กับคดีปกครอง โดย… นายปกครอง

พูดถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับรถพยาบาลนับว่าเป็นอาชีพที่ต้องมีสติ มีความกดดัน และต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถสูง เพราะต้องเร่งรีบนำส่งผู้ป่วยให้ถึงมือหมอโดยเร็วที่สุด ยิ่งช่วงที่ฝนตกถนนลื่น ผู้ขับขี่ย่อมต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ รวมทั้งกรณีที่มีเหตุเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด เช่น มีสิ่งกีดขวางการจราจร หรือมีสิ่งของตกหล่นบนถนน

โดยหลักการตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2537 กรณีอุบัติเหตุเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น การปฏิบัติหน้าที่ขับรถ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานขับรถจะรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเท่านั้น แต่หากอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อ (ธรรมดา) แล้ว เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะหน่วยงานของรัฐต้นสังกัดจะเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด

ฉะนั้นในกรณีที่มีอุบัติเหตุและมีความเสียหายเกิดขึ้น เช่น รถราชการเสียหาย จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าผู้ขับขี่ใช้ความระมัดระวังแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ ในลักษณะเป็นความประมาทเลินเล่อ (ธรรมดา) หรือมีพฤติการณ์เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีผลต่อความรับผิดของเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวไปแล้ว

เช่นเรื่องที่จะคุยกันวันนี้… กรณีรถพยาบาลเกิดอุบัติเหตุ แต่โชคดีที่เหตุเกิดขึ้นหลังจากที่นำส่งผู้ป่วยเรียบร้อยแล้ว คดีนี้…ผู้ฟ้องคดีตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ของโรงพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ขับรถยนต์ตู้ไปส่งต่อผู้ป่วยที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง โดยมีนางสาวสวยและนายแมน พยาบาลวิชาชีพนั่งไปด้วย เมื่อส่งผู้ป่วยเสร็จจึงขับรถเดินทางกลับ โดยมีนางสาวสวยนั่งคู่อยู่ตอนหน้ากับผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนนายแมนนั่งอยู่ในห้องโดยสารหลังคนขับ

ระหว่างทางมีเศษมันสำปะหลังตกหล่นอยู่และถูกรถทับจนเละและเปียกแฉะเต็มพื้นถนน ผู้ฟ้องคดีไม่สามารถบังคับรถให้แล่นไปได้และลื่นไถลตกลงไปในคูน้ำข้างทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ซึ่งคณะกรรมการเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่ต้องรับผิด แต่กระทรวงการคลังพิจารณาสภาพความเสียหายแล้วเชื่อว่าได้ขับมาด้วยความเร็วสูงถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ว่าราชการจังหวัดจึงมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่ง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว

ประเด็นสำคัญของคดี คือผู้ฟ้องคดีขับขี่รถยนต์ขณะฝนตกและมีเศษมันสำปะหลังบนพื้นถนนด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่?

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าปรากฏเศษมันสำปะหลังตกอยู่เกลื่อนพื้นถนนบริเวณจุดเกิดเหตุ ซึ่งเชื่อได้ว่าเหตุดังกล่าวน่าจะเกิดก่อนที่ผู้ฟ้องคดีขับรถผ่านบริเวณนั้นไม่นาน ส่วนความเสียหายของรถพยาบาลปรากฏว่า ด้านหน้าของเครื่องยนต์ ตัวถังด้านหน้าได้รับความเสียหาย แต่ไม่ลึกถึงห้องโดยสารคนขับและผู้โดยสารด้านข้าง ไฟหน้าสองข้างและกระจกด้านหน้าไม่ได้รับความเสียหาย ผู้ได้รับบาดเจ็บที่ปรากฏชัดมีเพียงนางสาวสวยเพราะเหตุไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ส่วนผู้ฟ้องคดีและนายแมนบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

และเมื่อพิเคราะห์ใบสั่งซ่อมประเมินค่าใช้จ่ายที่มีการซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ตกแต่งรถ ซึ่งโดยสภาพรถยนต์ตู้ที่ดัดแปลงมาเป็นรถพยาบาลด้านหน้ารถมีสภาพหน้าตัด เมื่อรถไถลตกกระแทกพื้นที่ความสูง 5 เมตร ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายตามใบสั่งซ่อม ประกอบกับการที่รถพยาบาลได้รับความเสียหายอย่างหนักเฉพาะด้านหน้าและมีค่าซ่อมสูงจากระบบไฟฟ้า ชุดเกียร์ และกล่องควบคุม นอกนั้นเป็นการซ่อมตามสภาพของรถที่ตกจากที่สูง กรณีนี้จึงน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีไม่ได้ขับรถมาด้วยความเร็วสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดในขณะที่มีฝนตกและถนนลื่น เมื่อมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุได้ชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นคนเก็บมันสำปะหลังข้างทาง แต่การที่มีมันสำปะหลังกระจายและละลายบนผิวถนนยิ่งทำให้ถนนลื่นกว่าสภาพฝนตกโดยปกติ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นตามวิสัยของผู้มีประสบการณ์และอาชีพขับรถ โดยลดความเร็วในระดับที่ขับผ่านได้ปลอดภัยหรือหยุดเพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย การที่ผู้ฟ้องคดีใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของการขับรถในขณะฝนตกและถนนลื่นเท่านั้น จึงยังไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภัยจากความลื่นของมันสำปะหลังซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นพิเศษได้   อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ใช้ความระมัดระวังในฐานะผู้มีอาชีพขับรถโดยไม่ห้ามล้อรถพยาบาลทันที เนื่องจากอาจทำให้รถหมุนและพลิกคว่ำได้ จึงถือเป็นการใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้มีอาชีพขับรถแล้ว ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีใช้ความเร็วสูงความเสียหายน่าจะรุนแรงมากกว่าที่เป็น

พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าผู้ฟ้องคดีกระทำการโดยประมาทเลินเล่อแต่ไม่ร้ายแรงจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 8 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่พิพาท (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 431/2562)

คดีนี้…ถือเป็นตัวอย่างแนวทางในการพิจารณาพฤติการณ์ที่ถือเป็นประมาทเลินเล่อ (ธรรมดา) ของพนักงานขับรถ และยังเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ปฏิบัติหน้าที่ขับขี่ยานพาหนะของทางราชการซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะในภาวะที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น ฝนตก ถนนลื่น มีสิ่งกีดขวางทางสัญจร ภัยธรรมชาติ หรือมีสิ่งของตกหล่นบนพื้นถนน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดการณ์หรือหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ผู้ขับขี่จะต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในขณะขับขี่ด้วยว่าอาจก่อให้เกิดหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายหรือไม่ รวมทั้งไม่ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ผู้โดยสารหรือผู้ร่วมเส้นทางก็ควรต้องคาดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยของตนเองด้วย เรียกว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” นะครับ !
          (ปรึกษาคดีปกครองได้ที่สายด่วนศาลปกครอง 1355 และสืบค้นบทความเรื่องอื่นๆ ได้จาก http://www.admincourt.go.th เมนูวิชาการ เมนูย่อยอุทาหรณ์จากคดีปกครอง)

เมื่อกองกำลังปชช.ตกเป็นเป้าประเมิน4ปัจจัยไฟใต้ปะทุระลอกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397577?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เมื่อกองกำลังปชช.ตกเป็นเป้าประเมิน4ปัจจัยไฟใต้ปะทุระลอกใหม่

7 พฤศจิกายน 2562 – 12:05 น.
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้,จุดตรวจ ชรบ,ชรบ,ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน,ลำพะยา,ไฟใต้
เปิดอ่าน 759 ครั้ง

เมื่อกองกำลังประชาชนตกเป็นเป้าประเมิน 4 ปัจจัยไฟใต้ปะทุระลอกใหม่ โดย…   ปกรณ์ พึ่งเนตร

         5 พฤศจิกายน 2562 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดปฏิบัติการโจมตีที่ก่อความสูญเสียครั้งใหญ่

คนร้ายล็อกเป้า “จุดตรวจ ชรบ.” ใน ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เป็นเป้าหมายและทำร้ายชีวิตประชาชนไปมากถึง 14-15 ราย บาดเจ็บอีก 4-5 คน

อ่านข่าว : Breaking News : คนร้ายยิงถล่ม-ปล้นอาวุธปืน ป้อมชรบ. ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เสียชีวิต 14 ราย
“ลำพะยา” เป็นตำบลหนึ่งของ อ.เมืองยะลา เป็นเขตติดต่อกับ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อ.ยะหา จ.ยะลา และ ต.ลำใหม่ อ.เมืองยะลา เวลาเดินทางจากปัตตานีจะเข้าไปที่ยะลา ต้องผ่าน ต.ลำพะยา ก่อนเข้าเขตตัวเมือง

ที่มาของคำว่า “ลำพะยา” จากเว็บไซต์ของ ThaiTambon.com ระบุว่า แต่เดิมเจ้าพระยาปัตตานีได้ใช้พื้นที่ตำบลลำพะยา เป็นที่พักผ่อนและทรงโปรดการคล้องช้างเป็นอย่างมาก จึงให้สร้างที่พักขึ้นบริเวณหมู่บ้านทำเนียบ ตำบลลำพะยาในปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกที่พักเจ้าพระยาปัตตานีแห่งนี้ว่า “ทำเนียบ” ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของวัดสิริปุณณาราม (วัดลำพะยา) บ้านทำเนียบนี้ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของตำบลลำพะยา โดยการคล้องช้างในสมัยนั้นจะนำช้างมาล่ามไว้ที่บ้านทำเนียบ จนชาวบ้านเรียกกันว่า “ที่ล่ามช้างของพระยา” และต่อมาคำพูดนี้จึงกร่อนสั้นลงเหลือเป็นคำว่า “ลำพะยา”

     ชรบ. หรือชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ซึ่งเป็นกองกำลังภาคประชาชนที่ฝ่ายความมั่นคงสนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นในภารกิจ “ให้ประชาชนดูแลกันเองและดูแลพื้นที่ของตนเอง” เพื่อรองรับนโยบายถอนทหารหลักออกจากพื้นที่และส่งมอบพื้นที่ให้ประชาชนดูแล

  ชรบ.เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. พื้นที่ขนาดเล็กที่สุด รับผิดชอบพื้นที่หมู่บ้านของตนเอง กองกำลังของชรบ.เป็นประชาชนในหมู่บ้านนั้นๆ โดยมีผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) เป็นแกนหลัก ร่วมกับสมาชิกองค์กรปกครองท้องถิ่นและประชาชนจิตอาสา ทั้งหมดได้รับการฝึกอบรมและการสนับสนุนด้านอาวุธจากภาครัฐ

  ชรบ.มีกระจายอยู่แทบทุกหมู่บ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบ ด้านหนึ่งแม้จะทำให้การดูแลความปลอดภัยในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีเช่นกัน และทุกครั้งที่มีความสูญเสียคนที่ต้องสังเวยชีวิตก็คือประชาชนในหมู่บ้าน รวมถึงฝ่ายปกครอง เช่น ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ผรส. และสมาชิกองค์กรปกครองท้องถิ่น ดังเช่นที่ปรากฏรายชื่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี ชรบ.ทางลุ่ม ในพื้นที่ ต.ลำพะยา อ.เมืองยะลา เมื่อคืนวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562

ในช่วงปีหลังๆ นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ฝ่ายความมั่นคงเริ่มจัดตั้งกองกำลังภาคประชาชนในหน่วยที่ใหญ่ขึ้นกว่า ชรบ. เพื่อเสริมความเข้มข้นในการดูแลพื้นที่ เรียกว่า “ชุดคุ้มครองตำบล” หรือ ชคต. โดยตามแผนการจัดตั้งจะมี ชคต.ครอบคลุมพื้นที่ 288 ตำบลของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา จนถึงปัจจุบันตั้งไปแล้ว 164 ชคต.

โดยชุดคุ้มครองตำบล ประกอบกำลังจาก อส. ทหารพราน และชรบ. ปฏิบัติหน้าที่ดูแลพื้นที่และรักษาความปลอดภัยในระดับตำบลทั้ง รปภ.ครู ดูแลสถานที่ราชการและตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่รับผิดชอบเมื่อชุดคุ้มครองตำบลถูกโจมตีก็มักจะมีกองกำลังภาคประชาชน โดยเฉพาะ อส. และชรบ. บาดเจ็บล้มตายเช่นกัน

อย่างเช่นเหตุการณ์รุนแรง 2 ครั้งล่าสุดในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา คือเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2562 คนร้ายบุกโจมตีจุดตรวจและฐานปฏิบัติการ ชคต.บ้านกอแลปิเละ ต.ปะกาฮารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ทำให้ทหาร ชรบ. และอส. เสียชีวิตรวม 4 นาย

          16 กันยายน 2562 คนร้ายลอบวางระเบิดดักสังหารเจ้าหน้าที่ชุดคุ้มครองตำบลนาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ขณะทำหน้าที่ รปภ.ครูกลับบ้าน ทำให้ อส.เสียชีวิต 2 นาย

ขณะที่เหตุการณ์วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 คนร้ายล็อกเป้าไปที่จุดตรวจชรบ. และสาเหตุที่มีความสูญเสียมากถึงกว่า 10 ราย เพราะคนร้ายน่าจะทราบข้อมูลภายในว่าทุกๆ วันอังคาร ชรบ.ทั้งหมดใน ต.ลำพะยา จะมารวมตัวกันตั้งจุดตรวจและปรึกษาหารือกันที่ฐานปฏิบัติการย่อยของ ชรบ.ทางลุ่ม ต.ลำพะยา ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุสลด

ปัจจุบันพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา มีกองกำลังภาคประชาชนที่ผ่านการฝึกอบรมจากหน่วยงานความมั่นคงจำนวน 95,974 คน แยกเป็น ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) อรบ. (อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน) อรม. (อาสาสมัครรักษาเมือง) ทสปช. (สมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ) และ อปพร. (อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน) โดย ชรบ.มีจำนวนมากที่สุด

กองกำลังภาคประชาชนเหล่านี้ทำงานและปฏิบัติภารกิจร่วมกับทหาร ตำรวจ และอส. อีกจำนวน 39,465 นาย เพื่อดูแลพื้นที่ในภาพรวมและทยอยส่งมอบพื้นที่ให้ประชาชนดูแลกันเอง แยกเป็นทหารหลักและทหารพราน 24,004 นาย ตำรวจ 9,809 นาย และพลเรือน อส. 5,652 นาย (ข้อมูลปีงบประมาณ 2561)

สำหรับสาเหตุที่คนร้ายเลือกปฏิบัติการความรุนแรงเพื่อโจมตี ชรบ. จนก่อความสูญเสียอย่างมากมายครั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงประเมินและวิเคราะห์ในเบื้องต้นว่ามาจากปัจจัยอย่างน้อยๆ 4 ประการ คือ

 1.ช่วงที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงมุ่งคุมเข้มและสกัดกั้นความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบและผู้ไม่หวังดีจากพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างเพื่อป้องกันการก่อเหตุนอกพื้นที่ เช่น ในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 35 ซึ่งรัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพในฐานะะประธานอาเซียนส่งท้ายปี ก่อนส่งมอบหน้าที่ให้เวียดนาม ทำให้มีการทุ่มกำลังไปเพื่อภารกิจนี้ ขณะที่ฝ่ายผู้ก่อความไมส่งบรอฉวยโอกาสอยู่แล้ว จึงเลือกปฏิบัติการโจมตีในพื้นที่แทน และเลือกกองกำลังภาคประชาชนที่มีมาตรการรับมือและทักษะการใช้อาวุธน้อยกว่าทหาร ตำรวจ

2.ตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นน้อยมาก แต่มีข่าวแจ้งเตือนว่าจะมีการก่อเหตุต่อชุมชนไทยพุทธและกองกำลังภาคประชาชนมาโดยตลอด เหมือนคนร้ายรอจังหวะและโอกาส

3.ท่าทีของผู้นำมาเลเซีย ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด ที่พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่ยืนยันไม่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน และจะเพิ่มความร่วมมือในการลาดตระเวนร่วมเพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายคนและยุทโธปกรณ์ตามแนวชายแดน อาจทำให้กลุ่มก่อความไม่สงบไม่พอใจและต้องการก่อเหตุแสดงศักยภาพ

4.มีข่าวการเตรียมพบปะหารือระหว่างหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ กับผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยของรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อเดินหน้ากระบวนการพูดคุยรอบใหม่ และมีข่าวการกดดันให้กลุ่มบีอาร์เอ็นสายฮาร์ดคอร์ หรือตัวแทนกลุ่มติดอาวุธเข้าร่วมโต๊ะพูดคุยด้วย อาจเป็นสาเหตุให้กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องสร้างสถานการณ์เพื่อแสดงศักยภาพและเพิ่มอำนาจต่อรอง

มีการตั้งข้อสังเกตจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงว่า ช่วงหลายปีหลังมานี้ การก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่มักมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวเรื่องกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขและความเคลื่อนไหวของต่างประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ประเด็นที่น่าสนใจหลังจากนี้ก็คือการถอดบทเรียนของฝ่ายความมั่นคงว่าการโจมตีที่สร้างความเสียหายระดับนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และจะป้องกันกันอย่างไร รวมถึงอนาคตของสถานการณ์ไฟใต้จะกลับมาปะทุรุนแรงช่วงปลายปีที่กำลังจะริเริ่มกระบวนการพูดคุยรอบใหม่ในวาระใกล้ครบ 16 ปีเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหญ่…หรือไม่?

หนทางอีกยาวไกล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397492?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

หนทางอีกยาวไกล

7 พฤศจิกายน 2562 – 12:05 น.
วงในวงนอก,แก้ไขรธน,ประธานกรรมาธิการวิสามัญ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,ลุงตู่
เปิดอ่าน 1,240 ครั้ง

หนทางอีกยาวไกล คอลัมน์…  วงในวงนอก   โดย…  อสนีบาต aussaneebard@hotmail.com

“ใครจะเป็นก็เป็นไปเถอะ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตอบคำถามสื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (6 พ.ย.) ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) มีมติเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าประกวดชิงตำแหน่ง ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

อ่านข่าว : ไพบูลย์ หนุนตั้งกมธ.ศึกษาแก้รธน.
ขยายความเพิ่มเติมบทสัมภาษณ์ “ลุงตู่” สักหน่อย ท่านบอก “ไม่ได้ขัดข้องเลยใครจะมานั่งหัวโต๊ะ ทุกอย่างต้องเป็นขั้นเป็นตอน แก้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ประชาชนต้องการก่อน ขั้นตอนมีอยู่ ไม่ใช่แก้วันเดียวเสร็จ นี่เป็นแค่ศึกษามิใช่หรือ”

สะท้อนให้เห็นว่า “ลุงตู่” ซึ่งถือเป็นหมากตัวสำคัญในวังวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อ่านเกมออกว่า เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังอีกยาวไกล โดยเฉพาะฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรืออยากแก้ รธน.ใจจะขาด ยังต้องเหนื่อยอีกหลายยก

อีกอย่างการจุดประเด็นใครจะเป็นประธานกมธ.วิสามัญแก้ไขรธน. ไม่ใช่จะเกิดขึ้นวันนี้หรือวันพรุ่ง อีกอย่างการตอบไปในเชิงแนวโน้ม ถ้าจะแก้ไขรธน.ต้องแก้ในประเด็นที่เป็นประโยชน์เป็นความต้องการของประชาชน นั่นแสดงว่า “ไม่ได้ขัดขวางการแก้ไขรธน.” เป็นการตอบโดยจับจังหวะเงื่อนไขเวลาที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้นี้

แต่ถ้าขืนตอบไปว่า “ไม่แก้ไข ไม่เห็นด้วย” ยิ่งจะสร้างประเด็นเข้าทางฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรือ วกกลับมากดดัน “ลุงตู่” อีก ท่านจึงเล่นเป็นในจังหวะ “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง”

ตอนนี้ขอนั่งตีขิมดูบรรดานักการเมืองถกแถลงความเห็นที่ไม่ลงรอย ให้ลงตัวกันให้ได้เสียก่อน นั่นคือ สิ่งที่ “ลุงตู่” มองสถานการณ์ตรงนี้ออกอย่างแหลมคม

ลองไล่ดูเส้นทางความพยายาม “แก้ไขรธน.” บ้าง เริ่มตั้งแต่ยังไม่มีการเลือกตั้งด้วยซ้ำ บรรดานักการเมืองผู้สถาปนาเป็นนักสัมปทานประชาธิปไตย ออกโรงคัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เป็นรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ โวยวายการออกแบบ ส.ว.ลากตั้งเพื่อค้ำยันฝ่ายสืบทอดอำนาจ

ฝ่ายคัดค้านรธน.ฉบับปัจจุบัน ก็อาศัยรธน.ฉบับนี้นี่แหละ เลือกตั้งเข้ามาอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ทำงานกันยังไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ไม่รู้ได้ทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนปวงชนชาวไทยสำเร็จมรรคผลเรื่องใดบ้าง

ทว่าเรื่องเด่นสุดภายในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน ท่านผู้แทนฯ ซึ่งเทน้ำหนักไปทาง 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ฟิตจัดกับการรณรงค์แก้ไข รธน.

ทางหนึ่งสร้างแนวร่วมนอกสภางอกเครือข่ายขับเคลื่อนการแก้ไข รธน. ทางหนึ่งในสภา เริ่มขยับอีกครั้งด้วยการผลักดันญัตติตั้งกรรมาธิการแก้ไข รธน. โดยทันทีที่มีการเปิดประชุมสภา ประเด็นการแก้ไข รธน. จึงถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีพลพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาขอแจมด้วย เพราะนิ่งเฉยไม่ได้เนื่องจากดันไปกำหนดเป็นนโยบายหาเสียงไว้ จะแก้ไข รธน.เพื่อปวงประชา

นายเทพไท เสนพงศ์ จากประชาธิปัตย์ จึงต้องเล่นเกมนี้ต่อไปในลักษณะ “ดันให้สุดหยุดไม่อยู่” ด้วยการเสนอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชิงเก้าอี้ประธานกมธ. พรรคปชป.จึงรับลูกออกมติ ให้ “พี่มาร์ค” ผู้นำทัพส.ส.พ่ายแพ้ในกทม.อย่างหมดรูป และเหล่าขุนพลแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เข้าชิงโควตา กมธ.

เมื่อองคาพยพในสภาจะมาว่ากันด้วยญัตติตั้งกมธ.แก้ไขรธน. ต้องว่ากันไปเป็นลูกระนาด พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล หรือพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่มีนโยบายหาเสียงแก้ไข รธน. แต่เมื่อกระบวนการสภาเดิน เป็นเรื่องที่พลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ต้องรักษาสิทธิ เสนอชื่อบุคคลเข้าไปร่วมใน กมธ.ด้วย

ถึงได้บอกว่า กว่า กมธ.แก้ไขรธน.จะเป็นรูปเป็นร่าง กว่าจะหาบุคลากรนั่งหัวโต๊ะกมธ.ชุดนี้ ยังอีกยาว ที่สำคัญ มั่นใจแค่ไหนเพียงไร ว่า “อภิสิทธิ์” จะเข้าวินเป็นประธานกมธ.

ไหนจะต้องเผชิญกับพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งมีโควตาเหนือกว่า ไหนจะต้องถามใจพรรคร่วมฝ่ายค้านเสียก่อน ยิ่งล่าสุดมีเสียงคัดค้านดังออกมาเป็นระยะ ไม่เอาด้วยกับชื่อ “มาร์ค”

แค่ประกอบร่างเป็น กมธ. ฝุ่นตลบกันพอสมควรแล้วครับ

อีกอย่าง กลับไปดูให้ดี นี่เป็นแค่ กมธ.ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นไปตามที่ “ลุงตู่” กล่าวไว้ข้างต้นในลักษณะอ่านเกมออกอย่างเบาใจ “นี่แค่ศึกษามิใช่หรือ”

อย่าลืม “ลุงตู่” แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ในส่วนที่สาม นโยบายเร่งด่วน 12 เรื่อง โดยเรื่องที่ 12 ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายเสียด้วย ระบุว่า “การสนับสนุนให้มีการศึกษา การรับฟังความความเห็นของประชาชน และการดำเนินการเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ”

นี่แค่ “กำลังจะ” ตั้งกมธ.ชุดประธานอลหม่านกันอยู่เองนะครับ เดี๋ยวต้องไปรับฟังความเห็นประชาชน แล้วลงมือดำเนินการแก้ไข รธน. จะเป็นเนื้อเป็นหนังขนาดไหน

เอาว่าวางปฏิทินคร่าวๆ ยาวไปถึงปีหน้าโน่นล่ะ (ยังไม่ขอกล่าวถึง ส.ว.จะร่วมด้วยช่วยโหวตไหม) แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ…

p22

ปณิธาน เตือนภัย ผู้นำรุ่นใหม่ แสดงศักยภาพโหมไฟใต้ส่งท้ายปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397578?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ปณิธาน เตือนภัย ผู้นำรุ่นใหม่ แสดงศักยภาพโหมไฟใต้ส่งท้ายปี

7 พฤศจิกายน 2562 – 11:55 น.
รศดรปณิธาน วัฒนายากร,ผู้นำรุ่นใหม่,ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน,ชรบ,ไฟใต้
เปิดอ่าน 689 ครั้ง

“ปณิธาน” เตือนภัย “ผู้นำรุ่นใหม่” แสดงศักยภาพโหมไฟใต้ส่งท้ายปีโดย…   ศตคุณ ตันทวีวิวัฒน์, นลิน สิงหพุทธางกูร

 รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อดีตที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มองว่า เหตุการณ์ที่คนร้ายเลือกโจมตีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ซึ่งเป็นกองกำลังภาคประชาชน เพราะ ชรบ.ถือเป็นจุดเปราะบาง เป็นเป้าหมายอ่อนแอ แม้จะไม่เปราะบางเหมือนสถานประกอบการเอกชน แต่การรับมือกับเหตุร้ายหรือการโจมตีก็ยังมีความเชี่ยวชาญน้อยกว่าเจ้าหน้าที่ที่ถูกฝึกมามากกว่า

แต่สาเหตุที่ฝ่ายความมั่นคงต้องใช้กองกำลังภาคประชาชนในการดูแลพื้นที่ ก็เพราะมีข้อดีคือ ถ้าเป็นประชาชนด้วยกันก็จะทราบความเคลื่อนไหวและข่าวสารต่างๆ ของผู้ก่อความไม่สงบซึ่งแฝงตัวอยู่ตามหมู่บ้านเพราะเป็นคนในพื้นที่เหมือนกัน เมื่อได้ข่าวสารก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อประเมินสถานการณ์และประมวลข้อมูลเพื่อวางแผนรับมือ แต่อีกมุมหนึ่งที่ไม่ใช่เรื่องดีก็คือสภาพความเป็นเป้าหมายอ่อนแอ เพราะถึงอย่างไรก็ยังเป็นชาวบ้าน เป็นราษฎรที่เสียสละมาดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัย ฉะนั้นจึงขึ้นอยู่กับฝ่ายความมั่นคงว่าจะพลิกจุดอ่อนนี้มาเป็นจุดแข็งในอนาคตได้อย่างไร

“ผมคิดว่าน่าจะต้องมีการทบทวนถึงเรื่องความเปราะบางในหลายๆ ส่วนที่จะยังตกเป็นเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งในภาพรวมในภารกิจรักษาความปลอดภัย โดยหลังจากนี้การทำงานด้านข่าวกรองของเจ้าหน้าที่จะต้องมีความลึกซึ้งมากกว่าเดิม” อาจาารย์ปณิธาน กล่าว

ส่วนความอ่อนไหวของพื้นที่ตามแนวชายแดนที่มีข่าวว่าผู้ก่อความไม่สงบมักลำเลียงยุทโธปกรณ์และลักลอบข้ามแดนเข้ามาตามช่องทางธรรมชาตินั้น อาจารย์ปณิธาน ยอมรับว่าขณะนี้มีแนวร่วมรุ่นใหม่ที่ถูกฝึกฝนมาจากนอกพื้นที่ลักลอบเข้ามาตามรอยต่อชายแดนประเทศเพื่อนบ้านจริง ซึ่งทางกองทัพก็พยายามสกัดกั้นแต่ไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมดเพราะพื้นที่แนวชายแดนมีระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร จึงต้องทำเป็นจุดๆ เน้นเฉพาะจุดที่สำคัญๆ

“มาตรการดูแลชายแดนของกองทัพอาจจะยังได้ผลไม่เต็มที่ แต่ก็ลดจำนวนเหตุร้ายได้มากขึ้น แต่กำลังพลที่วางเพิ่มตามแนวชายแดนประมาณ 5,000 นาย กับชายแดนที่ยาวหลายร้อยกิโลเมตรน่าจะยังไม่เพียงพอ ฉะนั้นจำเป็นต้องใช้การข่าวในการสืบหาข้อมูล”

เมื่อให้ประเมินสถานการณ์ไฟใต้นับจากนี้ อาจารย์ปณิธาน มองว่า ปัญหาไฟใต้ยืดเยื้อมานานกว่า 16 ปี การประเมินระยะยาวจึงค่อนข้างยาก ขอประเมินจากช่วงระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ก่อน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันลอยกระทง ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะตอนนี้มีกลุ่มผู้นำหน้าใหม่ต้องการแสดงศักยภาพ และอาจจะยาวไปจนถึงช่วงปลายปีด้วย

ส่วนปีหน้าเมื่อคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขเริ่มทำงานก็ควรจะมี “พิมพ์เขียว” ในเรื่องของการลดความรุนแรงควบคู่ไปกับการพูดคุยด้านอื่นๆ และต้องเจรจากับทางการมาเลเซียอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการปิดพรมแดนและควบคุมคนกระทำผิดที่มีหมายจับ หรือหมายพ.ร.ก.ที่หลบหนีข้ามไปมาเลเซีย

กองทัพ แกนนำ อาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397497?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

กองทัพ แกนนำ อาเซียน

7 พฤศจิกายน 2562 – 11:55 น.
ถอดรหัสลายพราง,กองทัพ
เปิดอ่าน 771 ครั้ง

กองทัพ แกนนำ อาเซียน คอลัมน์…  ถอดรหัสลายพราง  โดย… พลซุ่มยิง

แม้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง จะปิดฉากลงพร้อมๆ กับตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยที่ถูกส่งต่อให้แก่ประเทศเวียดนาม หลังได้แสดงบทบาทประสานความร่วมมือระหว่างประเทศที่ครอบคลุมทุกมิติตลอด 1 ปีที่ผ่านมา แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะ รมว.กลาโหม คาดหวังให้ ‘กองทัพ’ ได้เป็นแกนกลางของอาเซียน

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ‘กองทัพไทย’ พยายามเป็นผู้นำร่อง บุกเบิก ชักชวนสมาชิกอาเซียนเข้าสู่ความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ เช่น การก่อตั้งศูนย์แพทย์อาเซียน เพื่อรองรับภัยคุกคามด้านความมั่นคงในมิติใหม่ ที่ไม่ได้มาจากการสู้รบหรือการเผชิญหน้าเฉกเช่นในอดีต แต่มาในรูปแบบภัยพิบัติธรรมชาติ หรือการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย จนได้รับเสียงชื่นชมจากนานาประเทศ

หรือแม้กระทั่งภัยคุกคามด้านไซเบอร์ ในลักษณะสงครามลูกผสม ที่ทุกประเทศได้รับผลกระทบเป็นลูกระนาดแนวเดียวกัน ก็อาศัยเวทีการประชุมในระดับผู้นำทหาร เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และหาวิธีป้องกัน ตลอดจนถึงการก่อการร้ายในภูมิภาค และการหลงผิดของประชาชนที่เข้าร่วมขบวนการ ซึ่ง ‘กองทัพไทย’ เป็นตัวกลางเดินสายสัมพันธ์ที่ดีเสมอมา

นอกจากนี้ กองทัพไทย ยังสร้างความร่วมมือของประเทศสมาชิกอาเซียนและชาติมหาอำนาจผ่านการฝึกในรูปแบบต่างๆ เพื่อเรียนรู้วิทยาการและแลกเปลี่ยนทางด้านยุทธวิธี อาทิ การฝึกคอบร้าโกลด์กับสหรัฐอเมริกา หรือแม้กระทั่งกับสาธารณรัฐประชาชนจีนหรืออินเดีย ที่ต่างจับจ้องและให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนในฐานะพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั้งทางน้ำและทางบก

ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าปัจจัยภายในและนอกประเทศ ล้วนมีความละเอียดอ่อน แม้ภาพลักษณ์ภายนอก กลุ่มอาเซียนจะมีความสัมพันธ์ที่ดียึดมั่นในหลักการ คือการไม่ละเมิดแนวคิดลัทธิ และเคารพสิทธิ์ในรูปแบบการปกครองของแต่ละประเทศ ซึ่งมีความหลากหลายและแตกต่างกันในภูมิภาคนี้ ล้วนขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและประเพณี

แต่กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังมีความคุกรุ่นในกลุ่มชาติสมาชิก ที่สะท้อนออกมาในรูปแบบการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บและสร้างแสนยานุภาพของกองทัพ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่อาเซียนจะกลายเป็นตลาดที่ใหญ่สุด ที่ประเทศมหาอำนาจมองว่ามีกำลังซื้อที่หอมหวนและต่างพุ่งเป้ามายังภูมิภาคนี้

อีกทั้งยังมีปัจจัยการเมืองภายในประเทศที่กลุ่มเคลื่อนไหวมักจะหยิบยกข้อแตกต่างระหว่างชาติสมาชิกอาเซียนมาเป็นประเด็นกดดันในทางอ้อม อย่างกรณีเลิกเกณฑ์ทหาร ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไทยและสิงคโปร์เท่านั้น ที่ยังดำรงรูปแบบจารีตการตรวจเลือกการเกณฑ์ทหาร ในขณะที่ประเทศอื่นใช้รูปแบบการสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับประเทศในอาเซียน ถึงการถ่วงดุลกับชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ถือว่า ‘กองทัพไทย’ มีศิลปะและชั้นเชิงในการรับมือกับสภาวะการปกครองที่อยู่ในรูปแบบ ‘รัฐประหาร’ แต่สามารถบริหารจัดการความสัมพันธ์ได้อย่างราบรื่น ในขณะเดียวกันก็ยังแสวงหาประเทศมหาอำนาจอื่นที่พร้อมยอมรับในสภาวะต้องจัดการเรื่องภายในให้เรียบร้อย ก่อนเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย

ทั้งนี้หาก ‘กองทัพไทย’ จะก้าวไปเป็นแกนนำอาเซียน ต้องยกระดับการเป็นทหารยุคใหม่ที่นอกจากจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องประชาธิปไตยแล้ว เรื่องสิทธิมนุษยชนยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึง เพราะในอนาคตการแก้ไขปัญหาทางการเมืองด้วย ‘รัฐประหาร’ จะไม่ตอบโจทย์ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะเดียวกัน ‘กองทัพ’ ก็เล็งเห็นถึงความจริงในข้อนี้ จึงเริ่มปรับตัวโดยสะท้อนผ่านแนวทางของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ที่ให้ความสำคัญกับการส่งทหารไปศึกษาหลักสูตรต่างๆ ในสหรัฐ นอกจากจะเพิ่มพูนขีดความสามารถแล้ว ยังเรียนรู้กระบวนการของนายทหารภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

แนวโน้ม ‘กองทัพไทย’ ที่จะกลายเป็นแกนนำของอาเซียนนั้นคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ซึ่งสะท้อนผ่านท่าทีของผู้นำเหล่าทัพ ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางความคิดของนายทหารรุ่นใหม่ เพื่อสอดคล้องกับวิถีทางประชาธิปไตย ที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงกองทัพให้เป็นสากลมากขึ้น

เปิดใจ รสนา โตสิตระกูล ลงสู้ศึกเลือกผู้ว่าฯกทม. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397576?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดใจ รสนา โตสิตระกูล  ลงสู้ศึกเลือกผู้ว่าฯกทม.

7 พฤศจิกายน 2562 – 10:20 น.
เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม,รสนา โตสิตระกูล
เปิดอ่าน 1,634 ครั้ง

เปิดใจ รสนา โตสิตระกูล  ลงสู้ศึกเลือกผู้ว่าฯกทม. โดย…   เนชั่นสุดสัปดาห์

สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ลุกเป็นไฟ เมื่อ “รสนา” ผู้เคยคว้าคะแนนถล่มทลาย ถึง 743,397 คะแนน ในการเลือกตั้ง ส.ว.กทม. เริ่มขยับตัวลงชิงชัย

เป็นอีกหนึ่งชื่อที่อยู่ในกระแสล่าสุดสำหรับ “รสนา โตสิตระกูล” ในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

เวทีการเมืองระดับท้องถิ่นคึกคักขึ้นทุกขณะ สำหรับสนามเมืองหลวง ที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองใหญ่เริ่มขยับสรรหาตัวแทนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.กันแล้ว ทำให้สนามเลือกตั้งแห่งนี้ จะเริ่มกลับมาดุเดือดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

“เนชั่นสุดสัปดาห์” มีโอกาสพูดคุยกับ “รสนา” ถึงกระแสข่าวเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

เริ่มต้น “รสนา” ตอบคำถามถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นนั้นยอมรับว่ากำลังคิดอยู่ เพราะมีหลายคนสนับสนุน ส่วนการตัดสินใจอย่างไร จะประเมินจากประชาชนจากการไปพบปะกับกลุ่มต่างๆ

หากตัดสินใจลงสมัครจะลงในนามอิสระ ไม่ใช่จากตัวแทนพรรคการเมือง

ขณะที่การตัดสินใจครั้งนี้จะเกี่ยวกับเสียงคนกรุงเทพฯ 743,397 คะแนน ที่เคยได้รับเมื่อครั้งลงสมัคร ส.ว. ปี 2551 หรือไม่นั้น “รสนา” บอกว่า คนที่เคยเลือกไม่ได้มาจากฐานเสียงของพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นเรื่องการเลือกตั้ง ส.ว.กับผู้ว่าฯ กทม. มีความแตกต่างกันพอสมควร เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาประเมิน แต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จะเกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่มีความชัดเจน ทำให้มีเวลาในการตัดสินใจจากปัจจัยต่างๆ ถ้าชัดเจนเมื่อใดจะเปิดแถลงประกาศให้ทราบ

สำหรับมุมมองการแก้ปัญหาให้กรุงเทพฯ “รสนา” บอกว่า มองเรื่องการแก้ปัญหาทำมาหากินของคนในเมืองจะทำอย่างไรให้คนมีโอกาสและมีพื้นที่ทำมาหากิน

ขณะนี้การทำมาหากินของคนระดับประชาชนทั่วไปถือว่าฝืดเคือง ปัญหาเรื่องขยะ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาเรื่องการบริหารงบประมาณอย่างโปร่งใส จากงบประมาณ 8 หมื่นล้านของหน่วยงาน กทม.แต่ละปี ถ้ารั่วไหล 10% ก็คิดเป็น 8,000 ล้านบาท ถ้า 20% คิดเป็น 1.6 หมื่นล้านบาท หรือถ้ารั่วไหลเกิน 30% ก็เกิน 2 หมื่นล้านบาท

สิ่งเหล่านี้ถ้าตัดสินใจจะลงสมัครรับเลือกตั้ง อยากจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะเสนอการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ในเรื่องคุณภาพชีวิต เป็นสิ่งที่อยากฟังจากเสียงชาวกรุงเทพฯ ก่อนการตัดสินใจเช่นกัน

“กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของการแย่งชิงกันทางการเมือง แต่เป็นเรื่องที่จะทำอย่างไรให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในเมืองมีคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ในกรุงเทพฯ มีความซับซ้อนและไม่ง่าย ไม่เหมือน ส.ว. เพราะไม่มีเรื่องงบประมาณเข้ามาแย่งชิงกัน เรื่องนี้ต้องอยู่ที่ความพร้อมของตัวเอง ถ้าอยากจะทำต้องฟังเสียงสนับสนุนของประชาชนก่อน”

“รสนา” อธิบายถึงการฟังเสียงประชาชน จะมาจากการลงพื้นที่และอาจจะทำข้อมูลให้ประชาชนแสดงความเห็นว่าอยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงในเรื่องอะไร ส่วนตัวสนใจรายละเอียดลงไปในระดับพื้นที่ ถ้าจะทำนโยบายต้องเริ่มต้นพัฒนามาจากระดับล่าง จากปัญหาของประชาชนจริงๆ ด้วยการลงไปฟังประชาชน ซึ่งขณะนี้มีผู้มาชักชวนไปพบประชาชนในแต่ละพื้นที่เพื่อฟังปัญหาและความคิดที่อยากเห็นผู้ว่าฯ กทม. เป็นแบบไหน อยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงอะไร จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลมาประเมินประกอบการตัดสินใจ

ถามไปถึงการตัดสินใจครั้งนี้ จะพิจารณาจากปัจจัยผู้สมัครพรรคการเมืองอื่นด้วยหรือไม่ “รสนา” บอกว่าอยากฟังจากประชาชนมากกว่า ไม่ได้นึกถึงประเด็นว่าใครจะมาแล้วเป็นอย่างไร โดยเฉพาะต้องพิจารณาจากทีมงานที่สนับสนุนว่าตัวเรามีศักยภาพพอหรือไม่ หลายคนมองว่าเราเป็นนักตรวจสอบไม่ใช่ภาพนักบริหาร ซึ่งจุดนี้ทำให้ต้องมีทีมงานและผู้ที่มีความสามารถหลากหลายเข้ามาช่วย ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญจะพิจารณา

แต่สิ่งที่ต้องการเห็นในเรื่องการตรวจสอบหากเป็นการบริหาร จะเป็นงานบริหารที่ต้องมี “ธรรมาภิบาล” จะเป็นไปได้หรือไม่จะทำให้เงินใต้โต๊ะไม่มี งบประมาณไม่รั่วไหลจะทำให้ได้จริงหรือไม่ เป็นสิ่งที่ตัวเองต้องประเมินตรงนี้ เพราะถ้าลงไปสมัครผู้ว่าฯ กทม.จริง อยากเห็นโอกาสที่ทำได้ ไม่ใช่ลงไปแล้วพูดขายฝันเฉยๆ แต่เข้าไปแล้วทำอะไรไม่ได้

“การตรวจสอบจะปรับมาเป็นการบริหารที่โปร่งใส โดยทีมงานที่เป็นดรีมทีมที่จะมาช่วยให้งานบริหารโปร่งใส เพราะกรุงเทพฯ เป็นงานใหญ่ มีปัญหาสะสมค่อนข้างมาก นอกจากดรีมทีมที่เป็นทีมงาน คิดว่าประชาชนต้องมีส่วนเข้ามาช่วยกัน เหมือนคุณพร้อมเข้ามากวาดบ้านทำความสะอาดด้วยกัน ที่เราบอกว่าสังคมดีไม่มีขายและไม่มีใครบันดาลให้ด้วยนะ สังคมดีเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกัน เป็นเรื่องที่ตัวเองต้องประเมินความรู้สึกของคนกรุงเทพฯในจุดนี้ด้วย”

“รสนา” ยอมรับว่า ขณะนี้มีทีมงานอยู่บ้าง แต่ต้องมีเพิ่มเติม ส่วนในแง่ที่ไม่มีฐานการเมืองแบบพรรคการเมืองที่มีเงินนั้น ส่วนตัวไม่มีความคิดอยากจะใช้เงินเข้าสู่อำนาจ เพราะส่วนใหญ่ที่เห็นการลงทุนเข้าสู่การเมือง ที่สุดก็เข้าไปถอนทุน ตรงนี้เป็นโจทย์ว่าถ้าจะเข้าไปสู่ในจุดนี้ โดยไม่ใช้เงินมากมายจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะตัวเองไม่ใช้เงินมหาศาล ลองคิดว่าถ้าทำงานตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. 4 ปี มีเงินเดือนรวมกันประมาณ 4-5 ล้านบาท ถ้าต้องใช้เงิน 30 ล้าน 100 ล้านเพื่อเข้ามาก็ไม่มีเหตุผล เมื่อพรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็มีเยอะ เพราะฉะนั้นหากลงสมัครในนามอิสระโดยไม่ได้มีฐานเสียง ไม่มีเงินทองมากมาย ก็ตั้งใจอยากให้กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลง

ส่วนแนวคิดเรื่องการทำมาหากิน ขณะที่ กทม.ยังมีนโยบายจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย “รสนา” บอกว่าเรื่องนี้ต้องหาจุดร่วมกัน คนชั้นกลางไม่อยากให้มีหาบเร่แผงลอย แต่กลุ่มหาบเร่แผงลอยอาจต้องอาศัยพื้นที่สาธารณะเพื่อทำมาหากิน ต้องดูความเหมาะสมจะแบ่งปันอย่างไร ต้องมีการจัดระเบียบ เป็นประเด็นสำคัญต้องเข้าไปฟังเพื่อทำเป็นนโยบาย ให้หาบเร่แผงลอยมีพื้นที่ประกอบอาชีพ แต่การประกอบอาชีพต้องถูกจัดระเบียบไม่ใช่เลยเถิดจนคนอื่นเดือดร้อน

ขณะที่แนวคิดการแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ เป็นเรื่องต้องช่วยกันหลายส่วน เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ขณะนั้นยังเป็น ส.ว. สมัยนั้นรัฐบาลทิ้งฝั่งธนบุรี เพื่อไปแก้ปัญหาฝั่งพระนคร ซึ่งตัวเองเป็นคนฝั่งธนบุรี แต่ชวนชาวบ้านริมคลองมานั่งคุยกัน ก็รู้มาว่าในกรุงเทพฯ มีคลองแนวดิ่งเยอะมาก แต่ กทม.ไม่ใช่ มีน้ำท่วมบนถนนแต่น้ำในคลองกลับแห้ง จึงไปดูคลองก็เห็นมีขยะ คลองตื้นเขิน ตอนนั้นชาวบ้านแนะนำให้ทำการผลักดันน้ำตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อฟังชาวบ้านแล้วจึงระดมสรรพกำลังเข้ามา ทั้งทหาร จากที่มี ส.ว.เป็นทหารหลายคนสามารถประสานนำทหารไปช่วยลอกคลอง มีชาวบ้านมาช่วยกันเก็บขยะ วัชพืชต่างๆ

“จากที่รัฐบาลบอกว่าจะทิ้งพระราม 2 เพราะท่วมแน่นอนหากมีมวลน้ำไหลข้ามทางรถไฟสายใต้ใหม่ แต่จากการทดลองทำ เราทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2 โดยขณะนั้นกรมชลประทานบอกว่า จากน้ำที่ไหลลงทะเลผ่านคลองอยู่ที่ 3 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่สามารถเพิ่มเป็น 3 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้น้ำไม่ท่วมพระราม 2”

จากเหตการณ์นี้ทำให้ “รสนา” มั่นใจว่าการแก้ปัญหาหลายๆ ต้องดึงสรรพกำลังจากคนในพื้นที่มาร่วมกันปัญหาในกรุงเทพฯ เพราะคลังของคนในกรุงเทพฯ มีเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาส จึงต้องเข้าไปแก้ปัญหาโดยอาศัยการสะท้อนของชาวบ้านในพื้นที่

“เราอยากจะดึงคนที่มีความสามารถ คนคุ้นเคยกับพื้นที่ มาเสนอความเห็นเพื่อแก้ปัญหากรุงเทพฯ ต้องมาจากความร่วมมือกัน แต่ต้องผ่านด่านแข่งขันกว่าจะเข้าไปพื้นที่นั้นได้ ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่ประเมินอยู่ว่าตัวเองมีพละกำลังพอหรือไม่ที่จะเข้าไปต่อสู้ได้”

“สม รังสี” เล่น-ไม่-เป็น จุด “ไฟ” ไม่ติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/397575?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“สม รังสี” เล่น-ไม่-เป็น จุด “ไฟ” ไม่ติด

7 พฤศจิกายน 2562 – 10:15 น.
สม รังสี,กัมพูชา,ฮุน เซน,สมเด็จฮุน เซน
เปิดอ่าน 2,952 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 7 พ.ย.62

*****************************

ในที่สุดประเทศไทยก็ตกอยู่ในสถานการณ์ “เกมชิงอำนาจ” ระหว่าง สมเด็จฮุน เซน” กับ สม รังสี” เมื่ออดีตผู้นำฝ่ายค้านเขมรมีแผนการจะเดินทางออกจากกรุงปารีส ฝรั่งเศส วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 โดยสายการบินไทย เที่ยวบิน ทีจี 931 ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 8 พฤศจิกายน และจะเดินทางไป อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อข้ามพรมแดนเข้าสู่ปอยเปตในวันถัดไป

สม รังสี หวังที่จะไปกราบแผ่นดินเขมร ก่อนตาย 

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวว่า เราดำเนินการตามมติของอาเซียน เราจะไม่ยุ่งกิจการภายในซึ่งกันและกัน และเราจะไม่ยอมให้ผู้ต่อต้านรัฐบาลมาใช้พื้นที่ไทยเป็นพื้นที่ในการเคลื่อนไหว ได้สั่งการไปแล้ว คงไม่ได้เข้ามา

แหล่งข่าวในกลุ่มภาคประชาชนกัมพูชามองว่า สม รังสี เลือกประเทศไทย เพราะเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะไม่ขัดขวางการเดินทางไปปอยเปตของเขา ต่างจากรัฐบาลลาวและรัฐบาลเวียดนาม ที่มีความใกล้ชิดกับสมเด็จฮุน เซน มากกว่า

หมายจับเกลื่อนชายแดน

หลังกลับจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 “สมเด็จฮุน เซน” ได้ย้ำอีกครั้งว่ากองทัพกัมพูชา เตรียมการบังคับใช้กฎหมายตามคำสั่งศาลต่อสม รังสี และอดีตผู้นำพรรคซีเอ็นอาร์พี รวมถึงสมาชิก “กลุ่มกบฏ” ที่กำลังวางแผนจะกลับกัมพูชาในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้

“กัมพูชาไม่สามารถปล่อยให้กลุ่มคนทรยศชาติ ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ มาสร้างความวุ่นวายเพื่อขัดขวางความก้าวหน้าของกัมพูชาอีกต่อไปได้”

หมายจับ สม รังสี และคณะ 8 คน

เวลานี้ทุกด่านพรมแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ด่านช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ไปจนถึงด่านจุดผ่านแดนถาวร อ.คลองใหญ่ จ.ตราด จะมีป้ายไวนิลติดภาพหมายจับ “สม รังสี” และอดีต ส.ส.พรรคซีเอ็นอาร์พีอีก คน เต็มไปหมด

อดีตสมาชิกพรรคฝ่ายค้านถูกจับ

ฝ่ายสมเด็จฮุน เซน ถือโอกาสนี้ปลุกพลังรักชาติและระดมทหารจำนวนมากไปตรึงกำลังที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ราวกับจะไปทำสงครามครั้งใหญ่

ลำพัง สม รังสี คนเดียวคงไม่มีอะไร แต่ฝ่ายพนมเปญคาดว่าจะมีนักสิทธิมนุษยชนจากยุโรปและสหรัฐเดินทางมาเป็นเกราะคุ้มกันอดีตผู้นำฝ่ายค้านเขมรด้วย

จับตาแรงงานเขมร

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 สม รังสี ได้โพสต์ภาพตัวเขาเองยืนอยู่ที่กำแพงเบอร์ลิน สัญลักษณ์แห่งชัยชนะของประชาธิปไตย พร้อมบอกว่า เตรียมตัวจะไปขึ้นเครื่องบิน ออกจากจากปารีสมุ่งสู่กรุงเทพฯ

รถยานเกราะเต็มเมืองปอยเปต

ระหว่างที่ลี้ภัยอยู่ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส สม รังสี ได้พูดถึงการลุกฮือของพลังประชาชนฟิลิปปินส์ ซึ่งดำเนินการต่อสู้โดยสันติวิธี มีการเดินขบวนหลายครั้งจนกระทั่งกองทัพประกาศเข้าร่วมกับประชาชน ขับไล่จอมเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จนต้องหลบหนีไปฮาวายพร้อมครอบครัว

วันจันทร์ที่ผ่านมาแอดมิจแฟนเพจ Sam Rainsy ได้เผยแพร่คลิปแรงงานชาวเขมรในไทย มีการจัดตั้งเป็นกลุ่มเล็กๆ และเตรียมความพร้อมที่จะเดินนำหน้าพาสม รังสี กลับไปกราบแผ่นดินเขมรตามที่วางแผนกันไว้

พลซุ่มยิง เตรียมประจำการหลังคากาสิโนปอยเปต

2 ปีมานี้กลุ่มผู้สนับสนุนสม รังสี และพระสงฆ์ชาวเขมรได้เข้าเคลื่อนไหวจัดตั้งกลุ่มแรงงานเขมรในไทย โดยเย็นวันที่ 7 พฤศจิกายน กลุ่มต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน จะเดินทางไปรวมตัวกันที่ด่านคลองลึก สระแก้ว

สม รังสี ประกาศพร้อมจะยอมตายหากว่าความตายของเขาจะปลุกพลังประชาชนให้ลุกฮือขึ้นมาโค่นล้มรัฐบาลฮุน เซน

กวาดล้างใหญ่

ภายในกัมพูชา กองทัพกัมพูชาภายใต้การนำของสมเด็จพิชัย เตีย บัญ รัฐมนตรีกลาโหม และพล.ท.ฮุน มาเน็ต ผู้บัญชาการทหารบก มีคำสั่งเตรียมพร้อมสำหรับหน่วยทหารประจำจังหวัดต่างๆ ตามแนวชายแดนทุกด้าน

เย็นวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้บุกเข้าตรวจค้นอาคารสำนักงานพรรคซีเอ็นอาร์พี กลางกรุงพนมเปญ ซึ่งศาลพนมเปญได้มีคำสั่งยุบพรรคซีเอ็นอาร์พี เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

ในการตรวจค้นครั้งนี้ตำรวจได้จับกุมอดีตสมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พี 10 คน พร้อมหลักฐานแผ่นวีซีดีคำปราศรัยปลุกระดมของสม รังสี และวิทยุสื่อสาร

เมืองปอยเปต ซบเซา หวั่นเกรงเหตุปะทะ เพราะทหารเยอะมาก

สื่อออนไลน์ในกัมพูชาฝ่ายที่เชียร์รัฐบาลฮุน เซน ออกมาแฉว่า มีอดีตสมาชิกพรรคซีเอ็นอาร์พี ชื่อ Chakchar ได้ประชุมวางแผนอยู่ในกรุงเทพฯ โดยพวกเขาเตรียมสร้างสถานการณ์ความรุนแรงที่ชายแดนด้านปอยเปต

สุดสัปดาห์นี้สงครามความแค้นของ “เขมร ขั้ว” อาจปะทุขึ้นที่ชายแดนไทย คนไทยอาจเจอลูกหลง