โรดแม็พถล่มรัฐบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396907?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โรดแม็พถล่มรัฐบาล

4 พฤศจิกายน 2562 – 11:35 น.
โรดแม็พ,สุทิน คลังแสง,การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,พรรคประชาธิปัตย์,ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
เปิดอ่าน 2,667 ครั้ง

โรดแม็พถล่มรัฐบาล คอลัมน์…  วงในวงนอก    โดย…   อสนีบาต  aussaneebard @ Hotmail.com

เหมันตฤดูมาเยือนแล้ว ตื่นขึ้นมามีลมเย็นๆ พัดผ่านกระแทกใบหน้ากันบ้างหรือยัง ส่วนคนในพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มจะหนาวๆ ร้อนๆ อยู่เหมือนกันครับ พลันได้รับทราบความเคลื่อนไหวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมนัดหารือถึง “โรดแม็พถล่มรัฐบาล”

ทันทีที่มีการเปิดสภาสมัยสามัญเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จะมีอีเวนท์สำคัญสองเรื่อง เรื่องแรก ขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีทัพหน้าจากเหล่าอดีต ส.ส. ตกงาน อาทิ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เดินสายสร้างเครือข่ายอยู่นอกสภาไว้แล้ว ส่วนภายในสภาว่าด้วยการถกญัตติตั้งกรรมาธิการศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย่อมสร้างแรงกดดันพุ่งตรงไปสู่ “รัฐบาลลุงตู่” โดยเฉพาะ พรรคพลังประชารัฐ ที่พยายามแก้เกมด้วยการลงพื้นที่จัดกิจกรรม “ปากท้องต้องมาก่อนแก้ รธน.” จะปรับทัพรับศึกในสภาอย่างไรเพราะไม่ใช่แค่พรรคร่วมฝ่ายค้านแต่ยังมีพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง “พรรคประชาธิปัตย์” มีนโยบายแก้ไข รธน. ร่วมด้วยช่วยผสมโรง
เรื่องที่สอง ถือเป็นไฟท์บังคับ ไม่ทำไม่ได้ เดี๋ยวจะขาดใจตายเพราะช้าไปจะไม่มีพื้นที่เก็บคะแนนหาเสียง นั่นคือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เบื้องต้นวางปฏิทินคร่าวๆ จะเปิดอภิปรายไม่เกินวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ขืนช้าเกินการณ์ไปกว่านี้จะเจอเทศกาลคริสต์มาส ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อีก การเตรียมเสนอหน้าออกสื่อเก็บคะแนนก็จะหมดความหมาย
นอกจากนั้นมีการปล่อยข่าวออกมาอีกว่าบุคคลที่จะถูกซักฟอกคือ 3 รัฐมนตรี ตั้งแต่ “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ด้วยปมการแก้ปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ปล่อยปละละเลยอาจนำไปสู่การทุจริต โครงการอีอีซี รถไฟฟ้า และบีทีเอส “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในกรณีบีทีเอส ซึ่งก่อนหน้านี้ กมธ.วิสามัญในสภาคัดค้านไม่ให้ต่อสัญญาสัมปทานให้บริษัท BTSC ออกไปอีก 40 ปี เพราะเป็นการใช้อำนาจ ม.44 มาต่อสัญญาโดยไม่ชอบและสัญญาไม่เคยผ่าน พ.ร.บ.ร่วมทุน (PPP)
รายที่สามกลายมาเป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เกี่ยวกับการใช้อำนาจและการแต่งตั้งโยกย้ายในระบบราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ในกระทรวงคมนาคม ตลอดจนการแทรกแซงการบริหารในรัฐวิสาหกิจต่างๆ จนงานไม่เดิน
ช้าก่อน! นั่นเป็นแค่การปล่อยหัวเชื้อตามสไตล์พรรคเพื่อไทย หวังสร้างประเด็นข่าวให้ฮือฮา เพราะเอาเข้าจริงยังมีประเด็นอื่นซ่อนอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในรายของ “ลุงตู่” ผู้ต้องนั่งสมาธิสะกดอารมณ์ก่อนเดินเข้าสภา จะถูกหยิบยกกรณี “คดีพิพาทระหว่างรัฐกับเหมืองอัครา” ในยุคที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช. ใช้อำนาจ คสช.มาตรา 44 สั่งระงับการทำเหมืองจนเขาเรียกค่าเสียหายเกือบ 4 หมื่นล้านบาท มาอภิปรายเป็นแน่แท้

กรณีเหมืองอัครา กำลังใกล้ถึงจุดไคลแม็กซ์ซึ่งจะต้องมีการเผชิญหน้าระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับฝ่ายเอกชนต่างชาติราวกลางเดือนพฤศจิกายน ทำให้ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ต้องแจ้งให้ ครม.ทราบ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อหาทางออก แต่ยังไม่มีคำตอบใด
ได้ยินแต่เพียงคำกล่าวสั้นๆ จากนายกฯ ว่า “ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” มาถึงตรงนี้ยังไม่รู้ว่า “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างไร

4 ทางเลือก ระหว่างจ่ายเงินให้บริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) แล้วให้เลิกกิจการ 2.ดำเนินการตามข้อเสนอของบริษัทอัครา ซึ่งจะช่วยให้อาจไม่ต้องจ่ายเงิน 3.รอผลการตัดสินของอนุญาโตตุลาการแล้วปฏิบัติตาม หรือ 4.หาช่องทางจ่ายเงินค่าปรับบางส่วนโดยให้ชดเชยค่าเสียหายแล้วให้ดำเนินกิจการต่อ
อย่าลืมว่ากรณีข้อพิพาทเหมืองอัครา ต่อการใช้อำนาจ คสช.ตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองที่ จ.พิจิตร ถูกพรรคร่วมฝ่ายค้านโดย สุทิน คลังแสง ประเดิมอภิปรายตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วนะจะบอกให้ เดือดร้อนไปถึง สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ต้องลุกขึ้นชี้แจงในตอนนั้นและกำลังเครียดในตอนนี้
          คำมั่น “ผมรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” กับการตัดสินใจทางใดทางหนึ่งซึ่งมีผลประโยชน์ชาติเป็นเดิมพัน จะตามมาหลอกหลอน “บิ๊กตู่” ถึงญัตติอภิปรายไม่ไม่วางใจ เชื่อหัวไอ้เรืองเหอะ!

เงินปลอมระบาด..ประกาศขายโจ๋งครึ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396921?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เงินปลอมระบาด..ประกาศขายโจ๋งครึ่ม

4 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
สายตรวจระวังภัย,เงินปลอม ระบาด,ธนบัตรปลอม
เปิดอ่าน 2,665 ครั้ง

เงินปลอมระบาด..ประกาศขายโจ๋งครึ่ม คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ปัญหาเรื่อง “เงินปลอม” ระบาด เกิดขึ้นมานานและมีให้เห็นเป็นระยะ ซึ่งที่ผ่านมาส่วนใหญ่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นพ่อค้าแม่ขาย และตำรวจมีการจับกุมขบวนการทำเงินปลอมมาแล้วหลายกลุ่มแก๊ง แต่ก็ไม่วายมีเงินปลอมออกอาละวาดสร้างความเดือดร้อนได้ตลอด

ล่าสุดเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีการประกาศขายเงินปลอมผ่านโลกออนไลน์อย่าง “โจ๋งครึ่ม” นั่นคือเว็บไซต์ “fakethaibills.com” พร้อมการันตีว่าเนียนตาสุดๆ แบบ “เกรดพรีเมียม” ผ่านระบบการตรวจขั้นพื้นฐานแบบสบายๆ หนำซ้ำยังแนะนำวิธีการใช้แบบละเอียดยิบว่าเอาไปใช้อย่างไร แบบไหนได้ประโยชน์สูงสุด เช่น ซื้อของด้วยธนบัตรจริง แล้วกลับมาที่ร้านอ้างว่าลืมซื้อของบางอย่าง ก่อนยื่นธนบัตรฉบับละ 500 บาท อย่านำธนบัตรจริงและปลอมใช้ครั้งเดียวกัน รวมทั้งให้ใช้กับงานเทศกาล งานลดราคาที่มีเวลาขายจำกัด จ่ายค่าแท็กซี่ ค่าทางด่วน สถานบันเทิงที่มีไฟสลัว และอ้างถึงประโยชน์ในการใช้ธนบัตรปลอม หนึ่งในนั้นคือกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน เงินปลอมเยอะสะท้อนถึงเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่ดี โดยเปิดให้สั่งซื้อและชำระเงินผ่านสกุลเงินดิจิทัล “บิทคอยน์” ซึ่งตรวจสอบเส้นทางการเงินยาก

โฆษณาชวนเชื่อของเว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่า ธนบัตรปลอมคุณภาพสูง ผลิตจากกระดาษใยฝ้ายคุณภาพดี มีลายน้ำฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ มีจุดสังเกตในธนบัตรตามคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยครบถ้วน และชัดเจน เมื่อทดสอบด้วยปากกาตรวจธนบัตรปลอมและแสงยูวี ก็จะผ่านการตรวจสอบไม่มีปัญหา แต่ไม่สามารถนำธนบัตรไปใช้กับธนาคารหรือเครื่องเอทีเอ็มได้ พร้อมอ้างว่าจัดส่งสินค้ามาจากประเทศอิตาลีและโปแลนด์ โดยใช้วิธีพรางสินค้า ซ่อนธนบัตรปลอมลงในกล่องพัสดุและใส่ถุงป้องกันรังสีเอ็กซ์เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสแกนจากเครื่องเอกซเรย์ รวมทั้งนำถุงมาเช็ดทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดกลิ่น และยังมีเทคนิคในการพรางสินค้าอีกหลากหลายวิธี โดยวิธีการซื้อ รับชำระเงินด้วยบิทคอยน์ และจะจัดส่งสินค้าถึงประเทศไทย 5-7 วัน หรือเร็วที่สุด 2-4 วันโดยมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

เมื่อตรวจสอบตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าวยังพบว่าธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท (ปลอม) มีมาตรฐานการผลิตระดับเดียวกันกับธนบัตรปลอมเงินสกุลหลักอย่างเงินปอนด์สเตอร์ลิง หรือเงินยูโร ที่ซื้อขายกันในตลาดมืดกลุ่มประเทศยุโรป แต่ยังถือว่าความวิตกกังวลครั้งนี้ยังมีความโชคดีเพราะยังไม่มีรายงานว่าธนบัตรปลอมจากกลุ่มดังกล่าวถูกนำไปใช้ตามท้องตลาดจริง

เกี่ยวกับเรื่องนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก็ไม่รีรอ โดย นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า กรณีเว็บไซต์ fakethaibills.com มีการประกาศจำหน่ายขายธนบัตรปลอมคุณภาพสูง ขอเรียนว่า ธปท. อยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย และขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเว็บไซด์ดังกล่าว โดยหากผู้ใดนำเข้าหรือมีไว้ซึ่งธนบัตรปลอมเพื่อนำออกใช้ มีความผิดตามมาตรา 243 มาตรา 244 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499

ทั้งนี้โทษฐานปลอมหรือแปลงธนบัตรคือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-400,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 240 ส่วนคนที่นำธนบัตรปลอมไปใช้โดยรู้ว่าเป็นของปลอมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-300,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 244 แต่ถ้าคนที่นำธนบัตรปลอมไปใช้ ถ้าต่อมารู้ว่าเป็นของปลอมยังขืนนำออกใช้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 245

คำถาม กรณีสหรัฐตัดจีเอสพีไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396912?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

คำถาม กรณีสหรัฐตัดจีเอสพีไทย

4 พฤศจิกายน 2562 – 10:45 น.
สหรัฐอเมริกา,จีเอสพี,ภาษีศุลกากร,สารเคมี,เกษตรก
เปิดอ่าน 431 ครั้ง

คำถาม กรณีสหรัฐตัดจีเอสพีไทย คอลัมน์…  รู้ลึกกับจุฬาฯ

ข่าวสหรัฐอเมริกาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้านำเข้าจากไทยโดยเหตุผลว่ายังไม่พอใจการแก้ปัญหาละเมิดสิทธิแรงงานของประเทศไทยตามอนุสัญญาขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยเฉพาะกรณีไม่คุ้มครองแรงงานประมงต่างด้าว กรณีนี้ยังถูกโยงไปกับการที่ไทยประกาศแบน 3 สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่ามีบริษัทผลิตสารเคมีใหญ่ของสหรัฐเป็นผู้ส่งออก

ข่าวนี้สร้างความกังวลต่อวงการเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคาดการณ์ว่าไทยอาจได้รับผลกระทบเป็นค่าความเสียหายจำนวนมหาศาล เพื่อไขข้อข้องใจต่อกรณีนี้ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์หาวิทยาลัย จึงได้จัดงานเสวนา ฬ จุฬาฯ นิติมิติ ในหัวข้อ “ความจริง จากข้อเท็จจริง กรณีสหรัฐ ตัดจีเอสพีประเทศไทย” เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา

 ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร์ ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีการเผยแพร่ในหน้าสื่อว่าประเทศไทยเสียหายเป็นหมื่นล้านจากการตัดสิทธิจีเอสพี เป็นคำพูดที่เกินจริง เพราะสินค้ายังสามารถส่งออกได้แต่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 4.5 ทำให้ประเทศไทยอาจสูญเสียความได้เปรียบทางเรื่องราคาเท่านั้น ซึ่งนับเป็นมูลค่าพันล้านบาท นอกจากนี้สินค้าที่ถูกตัดสิทธิมีทั้งหมด 573 รายการ ซึ่งคิดเป็นเพียงร้อยละ 40 จากสินค้าส่งออกทั้งหมด

ศ.ทัชมัย ฤกษะสุต ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายอาเซียน คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงที่มาที่ไปของจีเอสพี ในฐานะสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรว่า มีจุดเริ่มต้นมาจากความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) ซึ่งไทยเข้าร่วมเป็นภาคตั้งแต่ปี 2525 ก่อนจะกลายเป็นองค์กรการค้าโลกตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปัจจุบัน

“จุดเริ่มต้นของจีเอสพี เนื่องจาก GATT ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2491 มีสมาชิกเข้าร่วมมากขึ้น ขณะเดียวกันสมาชิกที่เพิ่มเข้ามาก็มีทั้งกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา หรือพัฒนาน้อย ซึ่งกลุ่มนี้มองว่า GATT ไม่เอื้อประโยชน์ให้ประเทศตัวเองและควรให้ความช่วยเหลือด้านภาษี จึงยื่นเรื่องเสนอไปยัง UNCTAD ซึ่งทาง UNCTAD เห็นว่าการค้าควรมีแต้มต่อเพื่อช่วยเหลือกลุ่มประเทศยังไม่พัฒนา ต่อมาในปี 2522 เลยบรรจุจีเอสพีเข้ามาใน GATT แต่มีสภาพแบบไม่ถาวร ภายใต้กรอบที่ UNCTAD กำหนด”

ด้วยการกำหนดสภาพแบบ “ไม่ถาวร” ดังกล่าว ทำให้จีเอสพีเป็นสิทธิแก่ประเทศผู้ให้สิทธิ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ซึ่งประเทศผู้รับสิทธิไม่สามารถไปบังคับได้และมีโอกาสถูกยกเลิกได้ตลอด แต่จะใช้เหตุผลอะไรมายกเลิกก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของประเทศผู้ให้สิทธิ ในพระราชบัญญัติการค้าของสหรัฐ (Trade Act of 1974) มาตราที่ 501–503 กำหนดเงื่อนไขที่สามารถยกเลิกสิทธิ จีเอสพี แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้หลากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการละเมิดเรื่องสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า การก่อการร้าย ปัญหาแรงงาน เป็นต้น

“สหรัฐชี้ว่าไทยไม่ให้สิทธิแรงงานมากพอ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิรวมตัวเพื่อต่อรองของแรงงานต่างชาติ แต่จากการค้นคว้า พบว่าสหรัฐเองก็ไม่ได้ให้สิทธิส่วนนี้แก่แรงงานต่างชาติ ไม่ว่าจะเข้าประเทศมาถูกหรือผิดกฎหมาย มิหนำซ้ำสหรัฐเองก็ไม่ได้เซ็นเข้าร่วมอนุสัญญาแรงงาน ILO หลายสิทธิ โดยการอ้างว่าไม่ต้องเข้าร่วมเพราะปฏิบัติอยู่แล้ว”
อ.ทัชนัย ตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศอื่นก็มีปัญหาสถานการณ์ด้านแรงงานเช่นเดียวกันกับไทย แต่เพราะเหตุใดประเทศไทยจึงถูกตัดสิทธิจีเอสพีเพียงประเทศเดียว หรือถามกลับไปที่สหรัฐว่าประเทศอเมริกาเองก็ยังมีปัญหาต่างๆ แล้วคาดหวังให้ประเทศอื่นๆ จัดการปัญหาฝ่ายเดียวได้อย่างไร
“สมมุติว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องสิทธิแรงงานเลย เราก็อาจหลุดจีเอสพี เพราะเรื่องอื่นได้ เช่น ถ้าหากเขามองว่าเรารวยแล้ว ไม่ต้องให้แล้ว เขาก็ยกเลิกได้ ดังนั้นจีเอสพี ไม่จำเป็นต้องอยู่กับประเทศไทยไปตลอด แต่ด้วยความที่เป็นประเทศอเมริกาซึ่งเป็นมหาอำนาจ เวลายกเลิกก็ควรให้คำอธิบายหน่อยว่าทำไมถึงต้องยกเลิก”
อย่างไรก็ตาม อ.ทัชนัย ชี้ว่า การที่ประเทศพัฒนาแล้วให้สิทธิจีเอสพี แก่ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้หมายความว่าประเทศเหล่านี้มีจิตใจโอบโอ้มอารี หรือต้องการให้ความช่วยเหลือแก้ผู้ด้อยโอกาส เพราะข้อมูลทางสถิติพบว่าฝ่ายประเทศที่ให้สิทธิก็ได้ประโยชน์ในเชิงการถ่ายโอนองค์ความรู้และนวัตกรรมต่างๆ จากประเทศผู้ได้รับสิทธิซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบทางเศรษฐกิจ
อ.ทัชนัย กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้ถูกถอนสิทธิในปีนี้ แต่ในปีถัดไปก็อาจจะถูกพิจารณาถอนสิทธิจีเอสพีได้อยู่ดี ดังนั้นการถูกถอดถอนสิทธิครั้งนี้จึงควรตั้งคำถามได้แล้วว่าประเทศไทยควรพึ่งพาสิทธิจีเอสพีอีกต่อไปหรือไม่
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องคิด ถ้าได้สิทธิมาแต่ต้องแลกด้วยภาระเกินควร เราเสียประโยชน์มากไป เราควรจะทำอะไรต่อไป เพราะจีเอสพีไม่ได้อยู่กัลปาวสาน สินค้าไทยของเราเป็นสินค้ามีคุณภาพเพียงพอที่จะให้คนเลือกซื้อแม้จะมีราคาสูงขึ้นหรือไม่ เราต้องหาทางออกตรงนี้”

“ยม หาดใหญ่” ชื่อนี้ “เสรี” รู้แล้วจะหนาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396909?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ยม หาดใหญ่” ชื่อนี้ “เสรี” รู้แล้วจะหนาว

4 พฤศจิกายน 2562 – 10:35 น.
เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,รายงานพิเศษ,ยม หาดใหญ่,เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเ,พอสุชาติ จันทรโชติกุล,ผู้การชาติ,สามมิตร
เปิดอ่าน 12,372 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 4 พ.ย.62

*****************************

นับวัน “วีรบุรุษนาแก” จะสร้างประเด็นข่าวร้อนๆ ให้ “เกรียนโซเชียล” เอาไปขยายผล เพราะคำให้สัมภาษณ์สื่อแต่ละครั้ง คนธรรมดาไม่กล้าพูด

ล่าสุด “พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส“ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ในฐานะประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนฯ ได้พูดถึงการลาออกจากโฆษก กมธ.ของ “พยม พรหมเพชร“ ส.ส.สงขลา พรรคพลังประชารัฐ ว่า “นายพยม จบวุฒิการศึกษาอะไร มาอยู่ใน กมธ.ชุดนี้ ต้องรู้กฎหมาย ท่านไม่ได้จบด้านกฎหมายมา”

ส.ส.พยม ยึดอาชีพครูมาจนเกษียณ ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย แต่ตำแหน่ง ส.ส.ของเขา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย คนที่เล่นการเมืองหาดใหญ่ ไม่แน่จริง ยืนอยู่ไม่ได้หรอก

ครูยม” โฆษกชาวบ้าน

พรรคพลังประชารัฐ มี ส.ส.สงขลา 4 คน ประกอบด้วย วันชัย ปริญญาศิริ เขต 1,ศาสตรา ศรีปาน เขต 2, พยม พรหมเพชร เขต 3 และ ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี เขต 4

ชั่วโมงนี้ ไม่มีใครดังเท่ากับ “ครูยม” หรือ “พยม พรหมเพชร” ซึ่งเป็นผู้แทนฯ เขต 3 อ.หาดใหญ่ (รอบนอก) และ อ.นาหม่อม

ครูยม ทอดกฐิน มีถาวร เสนเนียม และ สิระ มาร่วมงานด้วย

คนแถวรอยต่อเมืองกับชนบทของนครหาดใหญ่ ต่างรู้จัก “ครูยม” เจ้าของฉายา “โฆษกงานบุญ” โดยเฉพาะงานศพ เจ้าภาพจะเชิญ “ครูยม” ไปเป็นโฆษกเกือบทุกงาน

ด้วยเหตุนี้ ครูยมจึงได้เป็น ส.อบจ.สงขลา เขต 9 (อ.หาดใหญ่) สังกัดกลุ่มสงขลาพัฒนา และเคยลาออกจาก ส.อบจ.มาสมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลควนลัง แต่ก็อกหัก

“ครูยม” รู้จักนักการเมืองประชาธิปัตย์เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย, ถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา เขต 5

สิระ เจนจาคะ บินลงใต้ มางานกฐินของครูยม

ในฐานะครูยม เป็นชาว อ.รัตภูมิ โดยกำเนิด จึงนำองค์กฐินไปทอดที่วัดบ้านเกิด โดยมี “เดชอิศม์” เป็นผู้สนับสนุน และ “ถาวร” ให้เกียรติเป็นประธานทอดผ้ากฐิน

หลังชนะเลือกตั้ง ชีวิตครูยมก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ไม่เคยทิ้งความเป็น “ครูยม” โฆษกงานบุญ

สงขลา-สามมิตร

เมื่อไม่นานมานี้ “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ พรรคพลังประชารัฐ ยอมรับว่ามี ส.ส.ใต้ 3 คน ได้แยกจากกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ ไปสังกัด กลุ่มสามมิตร”

ส.ส.สงขลา 3 คน ที่แสดงตัวว่าเป็นสมาชิกกลุ่มสามมิตร ประกอบด้วย “วันชัย ปริญญาศิริ” อดีตประธานสภา อบจ.สงขลา และอดีตผู้สมัคร ส.ส.สงขลา พรรคเพื่อไทย

ตามมาด้วย ครูกอล์ฟ” ศาสตรา ศรีปาน ผู้บริหารโรงเรียนบุญเลิศอนุสรณ์ และโรงเรียนศรีปัญญานุรักษ์ และ พยม พรหมเพชร”

ศาสตรา ศรีปาน และ สุริยะ

ถ้ายังจำกันได้ ตอนที่ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กรุงเทพฯ ล่องใต้ไปทวงผืนป่าที่ภูเก็ต ก็จะมี ศาสตรา ศรีปาน และพยม พรหมเพชร ไปยืนเคียงข้างสิระ ขณะที่ ส.ส.ภูเก็ต พลังประชารัฐ ไม่ได้ออกมาร่วมวงด้วย

จะอย่างไรก็ตาม ส.ส.สงขลาทั้ง 4 คน ก็ยังเคารพนับถือ “ผู้การชาติ” เพราะถือว่า การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม่ทัพใต้อย่างผู้การชาติก็ช่วยพรรคพลังประชารัฐเต็มที่

ส่วน  ร.ต.อ.อรุณ สวัสดี” ส.ส.สงขลา เขต 4 เป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนในในพื้นที่คาบสมุทรสะทิงพระ โดยมี “ผู้การชาติ” ให้การสนับสนุน จึงมีความสนิทสนมส่วนตัว

ไม่น่าแปลกที่แกนนำ “กลุ่มสามมิตร” จะลงไปทำกิจกรรมแถวสงขลา และนราธิวาสบ่อยครั้ง

อบจ.สีขาว

เป็นที่ฮือฮาไปทั่วสงขลา เมื่อ “ผู้การชาติ” พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล จับมือ “แอ๊ด คาราบาว” จัดคอนเสิร์ตคาราบาวมหากุศล 5 วัน 5 อำเภอ (อ.เมืองสงขลา อ.หาดใหญ่ อ.เทพา อ.สะเดา และอ.สะทิงพระ) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

พ.อ. สุชาติ จันทรโชติกุล

ทุกเวที “แอ๊ด คาราบาว” ประกาศให้คนสงขลาเลือก “ผู้การชาติ” อดีตนายทหารคนดัง เป็นนายก อบจ.สงขลา

ครูยม และครูกอล์ฟ บนเวทีคอนเสิร์ตของผู้การชาติ

ในชีวิตราชการทหาร “ผู้การชาติ” เคยเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 5 (สงขลา) และผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 จังหวัดนราธิวาส จึงมีเพื่อนพ้องน้องพี่มากมาย

ปี 2558 ผู้การชาติเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และลาออกจาก สปท. มาก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับชวน ชูจันทร์

แอ๊ด คาราบาว ผู้ศรัทธาในตัวผู้การชาติ

ปี 2562 ผู้การชาติ เปิดตัว “กลุ่มสงขลาประชารัฐ” ชูคำขวัญ “อบจ.สีขาว” หาเสียงเก็บแต้มไปเรื่อยๆ แค่จัดคอนเสิร์ตคาราบาว คนหาดใหญ่ก็โจษจันอึงมี่

แอ๊ด คาราบาว” การันตียี่ห้อ “ผู้การชาติ” คนจริง ไม่ทิ้งเพื่อน

เดินหน้าทวงคืนพื้นที่ป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396906?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เดินหน้าทวงคืนพื้นที่ป่า

4 พฤศจิกายน 2562 – 08:22 น.
ทวงคืนผืนป่า
เปิดอ่าน 883 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2562

นับแต่ปี 2557 ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ออกคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ทวงคืนผืนป่าเพื่อแก้ไขปัญหานายทุนบุกรุกป่า ซึ่งแม้ว่านโยบายจะกระทบชาวบ้านทั่วประเทศหลังการยึดคืน แต่รัฐบาลก็ได้แก้ปัญหาด้วยการผ่อนผันให้ชาวบ้านผู้ยากไร้ ถือได้ว่านโยบายทวงคืนป่าในรัฐบาล คสช.จนถึงปัจจุบันได้ผลดี จากเดิมประเทศไทยเคยมีปัญหาบุกรุกป่ามากกว่าปีละแสนไร่ ลดลงเหลือปีละหมื่นไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 ผลการดำเนินการ 532 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 11,120.53 ไร่ เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2561 ผลการดำเนินการ 1,488 คดี เป็นพื้นที่ความเสียหาย 32,637.41 ไร่ หากมองย้อนกลับไปปัญหาการบุกรุกป่าถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ทุกรัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขแต่ก็ไม่เห็นเป็นรูปธรรมสักเท่าใด จนถึงปัจจุบันนับเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง สรุปในช่วงปี 2560-2562 พบแนวโน้มการบุกรุกป่าลดลง และมีป่าเพิ่มขึ้นกว่า 3 แสนไร่

ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้ความสำคัญในการป้องกันรักษาป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ จากสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศไทยใน พ.ศ. 2558-2561 แนวโน้มโดยเฉลี่ยพื้นที่ป่าไม้ของประเทศเพิ่มขึ้น โดยใน พ.ศ. 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ คิดเป็นร้อยละ 31.68 ของพื้นที่ประเทศ แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนด ดังนั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) จึงได้เร่งขับเคลื่อนและผลักดันยุทธศาสตร์ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู และใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งบูรณาการและสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคีทุกภาคส่วน ในการดำเนินการด้านต่างๆ

ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้วางมาตรการขับเคลื่อนงานด้านการป่าไม้ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ โดยการนำอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) มาใช้ในการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ และเตรียมรับมือในการป้องกันแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน เพื่อช่วยเรื่องการป้องกันรักษาป่า การนำภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ในการบริหารจัดการที่ดิน ตลอดจนการบริหารจัดการข้อมูลต่างๆ ให้สามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นๆ นอกจากนี้ ทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ ได้มอบให้ ทส. เร่งรัดจัดทำอนุบัญญัติหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ รวมถึงการขออนุญาตให้เอกชนส่งไม้สักสวนป่าออกจำหน่ายต่างประเทศ และการขอยกเว้นพิกัดอัตราอากรขาออก

ปัญหาการบุกรุกป่าของนายทุนและปัญหาประชาชนผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลและจัดสรรที่ดินทำกินให้ผู้ยากไร้เข้าทำประโยชน์ ดูแลการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และส่งเสริมให้อยู่ร่วมกับป่าอย่างดีที่สุด ที่ผ่านมาผู้ยากไร้มีปัญหาเรื่องนี้มาตลอด บางครั้งได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และถูกละเลยจากภาครัฐ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการมุ่งเน้นให้เกิดกระบวนการการมีส่วนร่วม ที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการจัดการแก้ไขปัญหา เพื่อทำให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้ ต้องสางความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ทั้งกรณีของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตป่า ปัญหาคนรุกป่า หรือป่ารุกคน ในภาคต่างๆ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม

“ส้ม”ต้ม”ส้ม” ปมชิงท้องถิ่น คัดทิ้ง “สนิมส้ม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396809?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ส้ม”ต้ม”ส้ม” ปมชิงท้องถิ่น คัดทิ้ง “สนิมส้ม”

3 พฤศจิกายน 2562 – 12:25 น.
พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ส้มหวาน,พรรคส้มหวาน,เลือกตั้งท้องถิ่น,รายงานพิเศษ,ท่องยุทฑภพ,ขุนน้ำหมึก,เจาะประเด็นร้อน
เปิดอ่าน 3,973 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ วันอาทิตย์ที่ 3 พ.ย.62

*************************

ปฏิบัติการ ทิ้งพรรคอนาคตใหม่” ของอดีต ส.ส. และสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งนั้น มาจากปมขัดแย้งการเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นสำคัญ

12 ตุลาคม 2562 พรรคอนาคตใหม่ได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น “นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด” 18 จังหวัด ได้แก่พิษณุโลก, ตาก, อุบลราชธานี, สกลนคร,

มุกดาหาร, ยโสธร, หนองบัวลำภู, หนองคาย, ร้อยเอ็ด, บุรีรัมย์, นครปฐม, อยุธยา, สระบุรี, สิงห์บุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง และ จันทบุรี

พลันที่ทราบว่า คณะบุคคลใดบ้าง? ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการดีเบต ก็มีเสียงเอะอะโวยขึ้นมาจากพื้นที่ภาคตะวันออกทันที

เริ่มจาก “เจ๊ดา อนาคตจันท์” หรือ “ลัดดา จตุอุทัยศรี” ที่ถูกกีดกันไม่ให้เข้าสู่เวทีดีเบตนายก อบจ.จันทบุรี เพราะ ส.ส.หญิง เขต จันทบุรี เป็นสายตรงผู้อำนวยการพรรคอนาคตใหม่ และไม่เห็นด้วยที่จะเลือกทีมเจ๊ดา ตามมาด้วยกลุ่มอดีต ส.ส.ชลบุรี และระยอง

มิเพียงแค่ภาคตะวันออก ยังลามไปถึงอีสาน โดยเฉพาะนครราชสีมา โดยก่อนหน้านั้น มีความชัดเจนว่า ทีม ดร.สาธิต ปิติวรา” อดีตผู้สมัคร ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ จะเป็นตัวแทนลงชิงตำแหน่งนายก อบจ.นครราชสีมา ในนามพรรคอนาคตใหม่

ทีม ดร.สาธิต เตรียมลงสนาม อบจ.

แม้ว่าจะมีทีม “มหานครสุรนารี” นำโดย อุบล เอื้อศรี ประธานที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานพรรคอนาคตใหม่ นครราชสีมา และทีม “อนาคตใหม่นครชัยบุรินทร์” ที่เคยแถลงข่าวไปก่อนนั้น ก็จะถอยให้ทีม ดร.สาธิต

13 ตุลาคม 2562 แอดมินเพจ”อนาคตใหม่นครราชสีมา“ ได้แจ้งข่าวว่า “ทีมที่เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง อบจ.ของนครราชสีมา ไม่ผ่านการคัดเลือกครับ จะมีการนัดพูดคุยผู้ที่สนใจจริงๆอีก ติดตามได้ที่เพจนี้เท่านั้นนะครับ”

ปมแตกหัก เพราะแกนนำไม่เอา ดร.สาธิต

ตลอดเวลา 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทีม ดร.สาธิต ได้เปิดตัวอย่างคึกคัก ว่าจะลงสมัครนายก อบจ.โคราช แม้แต่แอดมินอนาคตใหม่นครราชสีมา ก็ยอมรับว่า เสนอชื่อ ดร.สาธิตทีมเดียว

ไม่มีปฏิกิริยาจาก ดร.สาธิต แต่ทีมงานอย่าง “วรพจน์ บุ่นจันทึก” อดีตผู้สมัคร ส.ส.เขต 13 นครราชสีมา พรรคอนาคตใหม่ ได้ไปยื่นหนังสือลาออกจากพรรคอนาคตใหม่ พร้อมกับกลุ่มชลบุรี และระยอง ที่สำนักงานใหญ่ของ กกต.

เมื่อ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา “วรพจน์” ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่พรรคอนาคตใหม่จะส่งผู้สมัครลงแข่งขัน โดยในการคัดเลือกผู้สมัครทุกคนจะต้องไปแสดงวิสัยทัศน์ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรค

วรพจน์ บุ่นจันทึก

“สุดท้ายพรรคก็เลือกคนของตัวเองไปสมัคร ซึ่งเป็นการสร้างวาทกรรมให้ประชาชนรับรู้ว่า พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่เปิด แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่ เพราะในพรรคจะฟังแค่ 2 คนเท่านั้น”

มีรายงานว่า แกนนำอนาคตใหม่ นครราชสีมา ที่เป็นนักเคลื่อนไหวภาคประชาชน และคนเสื้อแดง มีแผน จะส่ง “อุบล เอื้อศรี” อดีต ส.ว.นคร ราชสีมา และประธานที่ปรึกษาค่ายสีส้มเมืองย่าโม ลงชิงชัยนายก อบจ.โคราช

เนื่องจาก “อุบล” มีอุดมการณ์เดียวกัน เพราะเคยเป็นประธาน นปช.โคราช และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงโคราชมาโดยตลอด

หลังตกเป็นข่าวก่อกบฎในพรรค ล่าสุด “วรพจน์” ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊คชื่อ”ออโต้ ครับ”

ธนาธรกับวรพจน์ ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

“สนิมสีส้ม!!!!!!!! ไม่ได้อยากดังแบบนี้..สื่อนำข้อมูลไปเองเบื่อพวกติ่ง ไม่เห็นด้วยก็เลื่อนผ่านไป.. อย่ามาล้ำเส้น เพราะไม่เคยไปล้ำเส้นใคร.. ไม่ใช่คนใน ไม่รู้หรอก.. บอกแล้วว่าอยากรู้อะไรให้ถาม อย่าสักแต่ปิดหูปิดตา เที่ยวเม้นด่าคนโน้นคนนี้ สมองมีหัดคิดเอง อย่ารักใครจนไม่ลืมหูลืมตา..”

การแบ่งเขาแบ่งเรา เกิดขึ้นจริงในพรรคสีส้มมานานแล้ว ระหว่าง “นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน”สายตรงแกนนำพรรคส่วนกลาง กับนักการเมืองท้องถิ่น โดยกลุ่มแรกจะมองว่า พวกหลังมาโหนกระแสธนาธร เป็นนักฉวยโอกาส ไม่ใช่เลือดสีส้มแท้

‘แชร์ลูกโซ่’ เหยื่อไม่เคยหมด ความโลภไม่มีประมาณ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396655?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘แชร์ลูกโซ่’ เหยื่อไม่เคยหมด ความโลภไม่มีประมาณ

2 พฤศจิกายน 2562 – 09:50 น.
แชร์ลูกโซ่,ชม้อย ทิพย์โส,แชร์แม่ชม้อย,แชร์ยูฟัน,รายงานพิเศษ,เจาะประเด็นร้อน,ความโลภ,ผลพวงของความโลภ
เปิดอ่าน 3,524 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย. 62

**************************

หลวงตา “มหาบัว” บอกไว้แล้ว “น้ำมหาสมุทรยังมีฝั่ง แต่ความโลภไม่มีฝั่ง”

ข่าว “แชร์แม่มณี” ที่ทำเอาคนไทยอ้าปากค้าง ไม่น่าจะใช่ยอดเงินที่ถูกต้มเปื่อยล่อนถึงกระดูก มีผู้เสียหายหลักพันคน มูลค่าหลายร้อยล้าน

แต่น่าจะเป็นความพิศวง งงงวย มากกว่า ว่ามาจนถึงโลกยุคใหม่ เอไอ ไซเบอร์แล้ว เรายังไม่รู้กันอีกหรือว่า หนทางรวยทางลัดแบบนี้มันหลอกลวงกันชัดๆ!!

และทั้งหมดมันมาจากคำว่า “อยากรวย” ช่วยไม่ได้จริงๆ!

ทำไมต้องเล่นแชร์

เรื่องการเปียแชร์นั้นมีมาเนิ่นนานหาต้นกำเนิดไม่เจอ แต่ว่ากันว่ามาจากกิจกรรมของชาวจีนที่เรียกว่า “โต๊ะแชร์” สมัยก่อน คือการกินข้าวกัน ลงขันกัน ลงทุนทางการเงินร่วมกันเพื่อขยายกิจการทางการค้า

โดยถ้าใครได้เงินจากการเล่นแชร์ในกลุ่มหรือที่เรียกว่า “เปียแชร์” มาก ก็จะเลี้ยงอาหารคนทั้งวง เพียงแต่ตอนหลังมีการนำมาใช้ในทางที่ผิด เกิดเป็นแชร์ลูกโซ่ฉ้อโกงกันซะงั้น

ถามว่าทำไมยังมีคนเล่นแชร์ลูกโซ่กันมาก มีผลสํารวจความคิดเห็นเรื่องการลงทุนในลักษณะบอกต่อหรือ “แชร์ลูกโซ่” ของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยสํานักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ ช่วงปี 2588

พบว่าสาเหตุสําคัญที่ผู้คนสนใจ หลงเชื่อเข้าร่วมลงทุนแชร์ลูกโซ่ เหตุผลหลักๆ เพราะต้องการหารายได้เพิ่ม ได้รับการชักชวนจากคนรู้จัก เช่น ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน แถมยังลงทุนง่ายไม่ยุ่งยาก และที่สำคัญคือได้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนประเภทอื่น

ขณะที่ในการถามความเห็น ปรากฏว่าจำนวนเกินครึ่งระบุว่าปัจจัยสําคัญที่ทำให้การลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่มีมากขึ้นก็คือ “ความโลภ”!!

และถ้าจะนับย้อนไปดูคดีโกงแชร์บ้านเราในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ถ้าเริ่มราวๆ ปี 2527 ในรัฐบาลป๋า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยุคนั้นว่ากันว่ามีโต๊ะแชร์เกิดขึ้นมากมายเพราะยังไม่มีกฎหมายเข้ามาดูแล

แต่ก็มีสองสามรายที่เป็นที่จับตาทั้งจากสื่อและภาครัฐเพราะเป็นข่าววงในว่ามีวงเงินที่สูงมากจนขนลุก เช่น แชร์แม่นกแก้ว แชร์ชาร์เตอร์ และ แชร์แม่ชม้อย อันเป็นตำนานโกงตัวแม่ของเมืองไทย

เพราะแชร์แม่ชม้อยนั้น เรียกว่าสั่นสะเทือนวงการจนภาครัฐต้องตัดสินใจทำให้ “การเล่นแชร์” ถูกกฎหมายด้วยการจัดตั้ง พระราชบัญญัติการเล่นแชร์” ขึ้นเมื่อปี 2534

แต่ก่อนหน้านั้นยังมีเรื่องราวที่สนุกยิ่งว่า ซีเอสไอ ไมอามี

แม่ชม้อย-แชร์สุดขีด

จากหนังสือ “100 ชีวิตบนเส้นทางมาเฟีย” เล่าไว้ว่า แชร์แม่ชม้อยเกิดขึ้นช่วงปี 2526-2528 ตอนนั้นเรียก แชร์น้ำมัน” เพราะมีหน่วยลงทุนเป็นคันรถน้ำมัน ราคาอยู่ที่คันละ 160,000 บาท ได้เงินคืนเดือนละ 10,400 บาท

แต่ถ้าใครไม่มีทุนก็ลงทุนเป็น “ล้อ” ล้อละ 40,000 (หนึ่งคันมีสี่ล้อ) จะได้เงินคืนเดือนละ 2,600 บาท ด้วย “ดอกเบี้ยงามจ่ายตามเวลา” ทำให้แชร์แม่ชม้อยเติบโตเร็วมากตลอดระยะเวลา 3 ปีมีเงินหมุนเวียนแปดพันล้าน

ชม้อย ทิพย์โส ตำนานเจ้าแม่แชร์อันกระหึ่ม

และทำให้ชม้อย หรือ “ชม้อย ทิพย์โส” จากสาวสิงห์บุรี เสมียนธุรการองค์การเชื้อเพลิง ร่ำรวยขึ้นอย่างกับเสกได้ จนสื่อเริ่มคุ้ยขุดที่มาที่ไป แต่ด้วยเหตุที่ยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการเล่นแชร์ใครจึงทำอะไรเธอไม่ได้

จนกระทั่งพฤศจิกายน 2527 รัฐบาลได้ออกพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงเงิน และให้กรมสรรพากรเข้าตรวจสอบยอดเงินฝากแม่ชม้อย และสั่งให้เธอชำระภาษีเป็นเงิน 41.6 ล้านบาท และอายัดเงินฝากทุกบัญชี

เมื่อแม่ชม้อยถอนเงินมาจ่ายลูกแชร์ไม่ได้ความวุ่นวายก็เกิดขึ้น จนมีการเข้าแจ้งความกระหน่ำ เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามจับแม่ชม้อยได้ในวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 จับพวกได้อีก 7 คน

ขอบคุณภาพข่าวจากไทยรัฐ

ช่วงนั้นเธอบอกว่าหมดตัวแล้วเพราะถูกโกง แต่ปีเดียวกันเจ้าหน้าที่เปิดปฏิบัติการค้นหาทรัพย์สินที่บ้านและพบห้องลับที่มีวอลเปเปอร์อำพรางและมีตู้เสื้อผ้าบังไว้ พบทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากมายมหาศาล

คดีนี้มีผู้เสียหาย 18,281 ราย วงเงินสี่พันแปดร้อยล้านบาท ศาลพิพากษาแม่ชม้อยติดคุก 154,005 ปี โทษจริงเหลือ 20 ปี ติดจริง 7 ปี เพราะได้รับการลดลงโทษ 2 ครั้ง และพ้นโทษเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2536

แต่นอกจากคดีแม่ชม้อยแล้วยังมีแชร์ดังที่ถูกไล่ล่าจากทางการเช่นกัน คือ แชร์แม่นกแก้ว” โดยพันจ่าอากาศเอกหญิงนกแก้ว ใจยืน หัวหน้าวงแชร์แม่นกแก้ว และ แชร์ชาร์ตเตอร์” ของเอกยุทธ อัญชัญบุตร

สำหรับแชร์แม่นกแก้วนั้น เกิดขึ้นช่วงปี 2528 จนถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย แม่นกแก้วถูกตัดสินเป็นบุคคลล้มละลาย ศาลมีคำสั่งให้ชำระหนี้ 12,189 ราย คิดเป็นหนี้ 1,977 ล้านบาท

ที่ผ่านมากรมบังคับคดีได้ยึดอายัดทรัพย์และขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้คืนเจ้าหนี้แล้ว 5 ครั้ง รวมจำนวนเงิน 361 ล้านบาท และช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา กรมบังคับคดีมีการแบ่งการชำระหนี้แล้วครั้ง 6

ส่วนแชร์ชาร์เตอร์ เอกยุทธ อัญชัญบุตร ก็หนีคดีไปต่างประเทศจนหมดอายุความ เหล่านี้ล้วนบอกเราว่าคดีแชร์ลูกโซ่ไม่เคยจบสวยสักรายโดยเฉพาะเหยื่อที่ต้องสูญเงินเสียค่าความโลภ

ยูฟัน-ฟันเละ

อย่างที่บอกหลังจากเกิดคดีแชร์ชม้อย ก็เกิด พ.ร.บ.การเล่นแชร์ขึ้นเมื่อปี 2534 ทำให้การเล่นแชร์ถูกกฎหมาย โดยระบุห้ามนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ ห้ามนายวงแชร์ตั้งวงเกิน 3 วง และจำกัดสมาชิกในวงแชร์ทุกวงเกิน 30 คน รวมจำกัดเงินกองกลางแชร์แต่ละงวดห้ามเกิน 300,000 บาท

แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ทยอยเปิดธุรกิจโต๊ะแชร์ออกมาเรื่อยๆ อย่างช่วงปีที่แล้วไม่นานมานี้เองข่าวครึกโครมกับเรื่องราวของแชร์ลูกโซ่หลายรายการ

ที่โด่งดังจนคนไทยตามทั่วบ้านทั่วเมืองก็คือคดี ยูฟัน” ที่เกิดขึ้นช่วงเดือนตุลาคม 2556 ถึงเดือนมิถุนายน 2558 บริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด ได้ชักชวนบุคคลและประชาชนเข้าร่วมในเครือข่ายการประกอบธุรกิจน้ำผลไม้ และสมุนไพรกับเครื่องสำอางผิวหน้า โดยมุกเดิมเลยคือให้ผลตอบแทนจากการหาผู้เข้าร่วมเครือข่าย

ตู้เซฟผู้ต้องหาคดีแชร์ยูฟัน พบเงินสด-ทองคำแท่งเต็มตู้ รวมยึดทรัพย์ในคดีเบื้องต้นกว่า 200 ล้าน

แต่ภายหลังหลอกลวงขายหน่วยลงทุนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ U–TOKEN จำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยอ้างว่าได้รับความนิยมและยอมรับในต่างประเทศซึ่งจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

คดีนี้มีทั้งอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นักเคลื่อนไหวความหลากหลายทางเพศชื่อดังและชาวต่างชาติที่เป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคาร โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนผู้เสียหาย

ในตอนแรกมีการขอให้ทรัพย์ของกลางคดีนี้ คือเงินจำนวน 288 ล้านบาทตกแก่แผ่นดิน ต่อมาก่อนที่ศาลพิพากษา ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่ออัยการเพื่อขอให้แก้ไขคำขอท้ายฟ้องเพื่อให้เงินดังกล่าวตกเป็นของผู้เสียหาย เพราะเงินดังกล่าวไม่ใช่เงินของจำเลย แต่เป็นเงินของผู้เสียหายซึ่งถูกจำเลยฉ้อโกงไป และศาลได้พิพากษาให้คืนเงินดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 22 คน ยกฟ้อง 21 คน แต่ปัจจุบันคดีนี้ยังไม่จบ!

จบได้ถ้าไม่โลภ

ราวปีก่อนยังมีคดีแชร์ลูกโซ่ที่มีชื่อคนดังมีเอี่ยวคือ อมลวรรณ ศิริกิตติรัตน์ นางแบบเซ็กซี่ที่เราเรียกว่า เอมมี่ แม็กซิม” ตั้งวงแชร์ทางกลุ่มไลน์ เชิญชวนร่วมเล่นแชร์ “บ้านเอมมี่” ข่าวว่าโกงเงินแชร์ไปกว่า 28 ล้านบาท มีผู้เสียหายกว่า 80 ราย

แต่เจ้าตัวระบุว่าตัวเองโดน “เปียมือที่ 2” โกงมาก่อนกว่า 40 ล้านเช่นกัน จึงทำให้ไม่มีเงินส่งให้ลูกแชร์หลายราย หลังจากนั้นเราก็ได้ยินข่าวว่าเธอหันไป “ขายทองม้วน” เป็นอาชีพเสริมเพื่อชำระหนี้

อย่างคดีแชร์แม่มณีล่าสุด ต้องบอกว่ามาไวไปไว ทั้งขาขึ้นและขาลง แต่แม้คนไทยจะเห็นอย่างนั้นทำไมหลายคนเชื่อว่ามันจะต้องมีอีกและอาจมาในรูปแบบอะไรก็ได้

เช่นแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมากับการลงทุนน้ำมันดิบ ทองคำ สกุลเงินต่างประเทศ โดยชักจูงในการเก็งกำไรจากการ “ซื้อขายล่วงหน้า” หรือการลงทุนสินค้าเกษตร หรือ ธุรกิจขายตรง” สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จะว่าไปข่าวดังเรื่อง เมจิกสกิน” ช่วงปีก่อนก็เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ไหนจะยังมีแชร์ลูกโซ่ที่แฝงมากับกองทุน ฌาปนกิจสงเคราะห์”

ผู้เสียหายจากแชร์แม่มณีหลายสิบราย เข้ายื่นหนังสือต่อ ที่กระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ ณ ศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข ก.ยุติธรรม

แถมในยุคสมัยใหม่ยังมีการอัพเลเวลเข้าไปอีก คือ แชร์ลูกโซ่ออนไลน์” ที่ใช้ช่องทางโลกไร้สายในการทำมาหากิน โดยวิธีการต่างๆ ที่เข้าถึงเราได้ง่ายดาย ถึงขนาดหลอกให้ลงทุนสกุลเงินดิจิทัลสร้างกำไรด้วยการเทรด เอไอ ก็มี

จะบรรยายลีลาของแชร์หลอกลวงแต่ละชนิดเห็นจะว่ากันยาว แต่เอาง่ายๆ ไม่ว่าจะหลอกลวงรูปแบบไหน ถ้ามาแบบมีหัวหน้าทีม ให้เราหาสมาชิก แล้วให้ผลตอบแทนสูงมากช่วงแรก ให้เราหาผู้มาลงทุนเพิ่ม บอกว่าผลตอบแทนมากขึ้นตามจำนวนสมาชิกในทีม

นั่นละแชร์ลูกโซ่ อย่าโลภ และถอนตัวด่วน!

p22

“รักฉุดใจ” คุณหมอตี๋ งานฟิตต้องมา งานโซเชียลต้องแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396653?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“รักฉุดใจ” คุณหมอตี๋ งานฟิตต้องมา งานโซเชียลต้องแรง

2 พฤศจิกายน 2562 – 09:05 น.
สาธิต ปิตุเตชะ,หมอตี๋ สาธิต,พรรคประชาธิปัตย์,กระทรวงสาธารณสุข,กระทรวงคุณหมอ,หมอหนู,อนุทิน ชาญวีรกูล,เจาะประเด็นร้อน,คมชัดลึก
เปิดอ่าน 588 ครั้ง

รายงานพิเศษจากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 2-3 พ.ย.62

*****************************

จะว่าไป ช่วงหลังๆ กระทรวงเกษตรโขมยซีนไปเยอะกับการเดินหน้าแบน 3 สามพิษภาคเกษตร แต่หลังจากนั้นฝ่ายกระทรวงสาธารุณสุข โดย “หมอหนู อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็ออกมาโชว์ฟอร์มสด ขอแบ่ง “มาร์เกตแชร์แรงเชียร์” จากประชาชนบ้าง

วันที่หมอหนูออกมายืนยันไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ยกเลิกการใช้สารเคมี พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต พร้อมระบุ “ไทยไม่ใช่เมืองขึ้นอเมริกา”!! วันนั้นเสียงปรบมือดังกึกก้องทั่วไทย กระทรวงคุณหมอกลับมายืนหยัดบนแผงหน้า 1 ในใจคนไทยอีกรอบ

และก็ไม่รู้เพราะกระทรวงเกษตรเขาแท็คกันเป็นทีมหรือไม่ก็ตาม คือมาหมดทั้งรมต. และรมช. ปรากฏว่าที่กระทรวงคุณหมอ รมช.อย่าง สาธิต ปิตุเตชะ ก็เริ่มออกมาเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์แบบไม่เคยปรากฏมาก่อนบ้าง

งานนี้เจ้าตัวเองก็ยอมรับว่าเป็นการปรับรูปแบบใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์งานสาธารณสุข ใครบอกหน่อมแน้ม ไม่รู้ แต่อะไรที่ถูกใจชาวโชเชียล ล้วนมีผลทางจิตวิทยาทั้งนั้น เพราะเรื่องการเมืองกับการตลาด มันไม่เคยแยกจากกันได้

หมอตี๋มาแล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับ สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลุกขึ้นมายิงมุกกระจายในโลกโซเชียล บนเฟซบุ๊ก “หมอตี๋ สาธิต ปิตุเตชะ”

แต่จะว่าไป ก็เป็นมุกกระจายที่เต็มไปด้วยสาระทางสุขภาพ จนแม้แต่หมอแลบแพนด้ายังยอมใจ ว่างานนี้ที่ทำมันสร้างสรรค์จริงๆ

ที่จริงแฟนเพจของ สาธิต ปิตุเตชะ ที่แอคทีฟอยู่นั้น มี 2 อัน คือเฟซบุ๊ก “สาธิต ปิตุเตชะ” ที่เริ่มเปิดใช้งานตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2554 นัยว่า คงต้องใช้โซเชียลสู้ศึกปูแดงที่กำลังมาแรง

กับแฟนเพจ หมอตี๋ สาธิต ปิตุเตชะ” ที่ข้อมูลระบุเพิ่งเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 หรือหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยแบบเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ก่อนหน้านั้นแค่ 8 วันนี่เอง

แน่นอนงานนี้ไม่ต้องสงสัยนัยใดๆ เพราะเปิดขึ้นมาเพื่อภารกิจในกระทรวงคุณหมอโดยเฉพาะ!

อย่างไรก็ดี เมื่อย้อนไปดูบรรยากาศในเพจช่วงแรกๆ พบว่ายังไม่แตกต่างจากเพจนักการเมืองทั่วไป คือเป็นภาพความชื่นมื่นของการรับตำแหน่งใหม่ๆ ของคนบ้านค่าย จังหวัดระยองที่ชื่อ “ตี๋”

แต่พอตั้งหลักได้เท่านั้น วันที่ 24 กรกฎาคม รมช.ก็ออกลีลาเลย ลุกขึ้นมาประกาศว่า “จัดมา! ท่านอยากให้ผมท้า บุคคลดัง หรือ รัฐมนตรี ท่านไหนออกกำลังกาย พิมพ์คอมเม้นท์เพื่อโหวตกันเข้ามาได้เลยครับ!!

เลื่อนลงไปดูยอดไลค์ 142 ไลค์ แชร์ 17 ครั้ง และคอมเมนท์ 32 รายการ ยอดไลค์เพจภาพรวมราวสองพันกว่าๆ ก็นับว่ามาถูกทางแล้วเบาๆ

งานสร้างสรรค์มันๆ

ที่จริงเจ้าตัวก็พอรู้ว่าสิ่งที่ทำมันเกิดคำถาม ว่าแล้วจึงออกมาไขข้อข้องใจในเฟซบุ๊ก ท่วงทำนองว่า ไม่มีอะไรมาก แต่นี่คือการทำหน้าที่ชองคนเป็นรมช.สาธารณสุข ที่ต้องเล็งเห็นถึงสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ

ยกตัวอย่างงานสร้างสรรค์ที่หมอตี๋ทำออกมา นับแต่เปิดหน้าท้าชนกับโลกการเมืองที่ต้องเฟื่องเรื่องโซเชียล เช่นวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้โพสต์เฟสบุ๊กเตือนของทอด 6 อย่าง ที่ไม่ควรบริโภค

ด้วยเนื้อหาที่เกรียนขนาดหนัก คือ “แห สมอเรือ ผ้าบังสุกุล ผ้าป่า กฐิน สะพาน” งานนี้ไม่ต้องถามสาระ เอาฮา เอายอดไลค์ ยอดแชร์ไว้ก่อน แถมชาวเน็ตยังเอาไปทำมีมต่อ เป็นไวรัลทั่วไทยแล้ว!

ไหนจะมุกชวนบริจากโลหิตด้วยชุดแวมไพร์รับกระแสวันอาโลวีน โอ๊ย ต้องนับถือไอเดีย

แตทั้งหมดนี้ แน่นอนเหตุผลต้องมี โดยเจ้าตัวพูดถึงมุมนี้ว่า หากสื่อสารเฉพาะเนื้อหาสาระจะไม่ได้รับความสนใจ จึงต้องมีการนำเสนอในมุมคลายเครียด เพื่อให้ได้รับความสนใจจากกลุ่มวัย ซึ่งหากเข้าไปดูรายละเอียดเนื้อหาจะมีคำอธิบายโทษของอาหารประเภททอด ทำให้ได้รับประโยชน์ เด้ง คือต้องทานอาหารให้เป็นแระโยชน์ไม่เป็นโทษกับร่างกาย และทำให้ยิ้มตามไม่เครียด สุขภาพจิตดี

และต้องบอกว่า ทีมที่ทำประชาสัมพันธ์เป็นทีมงานส่วนตัวที่เป็น “นักศึกษา” ที่เข้าใจวัยรุ่น และอารมณ์สังคม จึงทำให้ข้อมูลได้รับความสนใจโดนมีคนเข้ามาดูและแชร์ต่อเป็นล้านแล้ว

งานล่าสุดที่ต้องบอกว่าเด็ด คือการเล่นกับ “หมอเป้ง” ของสาวๆ กับการทำภาพกราฟฟิคตนเองกับ “ทานตะวัน” นางเอกของหมอเป้งในซีรีย์ดัง “รักฉุดใจ นายฉุกเฉิน” พร้อมติกแอชแทกว่า #หมอเป้งหรือจะสู้หมอตี๋

อ่านแล้วต้องบอกเลยว่า แม้เนื้อหาจะพูดอย่างหล่อว่าดีใจที่มีละครน้ำดีที่ให้ความรู้เรื่องทางการแพทย์ และขอขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ด้วยหัวใจบริการ เพื่อช่วยชีวิตและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีของทุกคน

แต่งานนี้ เด็กน้อยยังรู้ว่า “งานโหน” ก็เอาอ่ะ…หมอตี๋!!

ฟิตตัวจริง

ไม่รู้ว่ากำลังจะสอยตำแหน่ง “รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุด” มาจากบางคนหรือเปล่า แต่ที่แน่ ครม.ชุดนี้ที่โดดเด่นเห็นตามงานวิ่ง ก็คงเป็น “หมอตี๋–สาธิต ปิตุเตชะ” นี่แหละ

แต่ว่ากันว่า นอกจากเที่ยวโพสต์เที่ยวแชร์ตามโลกโซเชียลแล้ว ชีวิตจริงก็มีการออกกำลังกายหลังเลิกงานอยู่แล้วสม่ำเสมอ ไม่งั้นปีนี้ 52 ขวบแล้ว คงไม่ดูหนุ่มขนาดนี้ (ฮา)

ที่สำคัญ รู้ยังว่าเจ้าตัวเป็นกัปตันทีม ประชาธิปัตย์ เอฟซี” อีกด้วย ช่วงวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่งแท็คทีม อดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. อดีต สก. อดีต สข. สมาชิกรุ่นเก๋า และคนรุ่นใหม่ มาได้เหงื่อตามๆ กัน

วันนั้น กระจอกข่าวรายงานว่า หมอตี๋ลั่นกลางสนามว่า “บอลประเพณีกับสื่อปีนี้ เจอผมแน่!!!”

แต่เดี๋ยวก่อน สำหรับการลงมาใช้การตลาดแบบโซเชียลครั้งนี้ หมอตี๋ไม่เพียงโลดแล่นในหน้าเฟซบุ๊ก แต่ยังเปิดฉากที่จอ “ยูทูบ” ด้วย กับรายการ “หมอตี๋พาฟิต” คลับคล้ายคลับคลาชื่อรายการดังอย่าง “โมเมพาเพลิน”  (ฮา)

แต่ของหมอตี๋ งานนี้เพื่อปลุกกระแสให้คนทุกเพศทุกวัย หันมาออกกำลังกายกันเยอะๆ แถมเจ้าตัวยัง่เป็นผู้ดำเนินรายการเอง รูปแบรายการจะไลฟ์สดตระเวนไปทุกที่ เพื่อชวนคนมาออกกำลังกาย

ใครที่ตกข่าวไปดูย้อนหลังได้ จะได้พบลีลาหมอตี๋บุกไปถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปลุกคนรุ่นใหม่ใส่ใจออกกำลังกาย ตามสโลแกนประจำใจคือ “…ออกกำลังกายทุกวัน ไม่แข็งแรงให้มันรู้ไป!!!…”

รู้ไม่รู้ ช่วงวันที่ 26-27 ตุลาคมที่ผ่านมา หมอตี๋ก็เพิ่งจัดไป 2 งาน งานแรกคือแวะเวียนไปให้กำลังใจและร่วมวิ่งกับทีม “ก้าว” นำโดย พี่ตูนของพวกเรา “อาทิวราห์ คงมาลัย” ที่ได้จัดทำโครงการวิ่งเพื่อระดมทุนช่วยเหลือ 7 โรงพยาบาลในภาคใต้ งานที่สองคือ งานเดินวิ่งการกุศล เพื่อโรงพยาบาลลันตา ครั้งที่ 2 RUN FOR LANTA มาหมาดๆ พร้อมยืนยันว่า ตนเองนั้น “ยังฟิตเหมือนเดิม!”

ตี๋-หนู คุณหมอคู่ใจ

เมียงมองไป ใครๆ อาจเม้าท์ว่าหมอตี๋โดดขึ้นมาเทียบฟอร์ม หมอหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่รายนั้นเล่นโซเชียลกับการทำการเมืองมาก่อน

หากสไตล์หมอหนูนั้น ต้องบอกว่าทำมาแบบเรื่อยๆ เรียงๆ อย่างที่รู้ว่าคนชื่อหนู ถึงไม่ได้เป็นหมอจริง เป็นหมอการเมืองที่ได้มาเพราะขึ้นแท่นเจ้ากระทรวงคุณหมอ

แต่ที่ผ่านมากับ ภารกิจหัวใจติดปีก” ที่เจ้าตัวสวมวิญญาณกัปตัน พาเครืองขึ้นบินนำคณะแพทย์และพยาบาลไปรับอวัยวะหัวใจที่ได้รับการบริจาคจากที่ต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจแข่งกับเวลาเพียง “6 ชั่วโมง”

นี่ก็คือสปิริตของคนที่แม้จะไม่ใช่หมอ แต่ก็หล่อระดับเดียวกัน!! แถมยังโพสต์ลงโซเชียล ขอกำลังใจจากแฟนคลับไม่ได้ขาด

หันมาข้าง “หมอตี๋” เจ้าตัวเองคงไม่ถึงขึ้น “ท้าชน” หรือขโมยซีนตัวจริงเสียงจริงรายนั้น เพราะยังไงก็คือคนกระทรวงสาธารณสุข ทีมเดียวกัน หัวใจต้องดวงเดียวกัน!

และที่จริง ถ้าพูดถึงเนื้อหาสาระของนโยบายที่รัฐมนตรีกระทรวงคุณหมอต้องขับเคลื่อนให้เกิดผลก็มีมากมาย เช่น ยกระดับมาตรฐานสตรีทฟู้ด, ทำโคงการเทเลฟาร์มาซี ลดขั้นตอนรับยา

หรือโครงการ “บล็อกเชนนำร่อง 6 เขตสุขภาพ”  ตลอดจนเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้คนอย่าง เปิดเวทีถกหาข้อสรุปบุหรี่ไฟฟ้า, เดินหน้าเพิ่มค่าตอบแทน อสม. โดยเฉพาะเรื่อง ต่อยอดเทรนด์ออกกำลังกาย” นี่แหละ ที่รัฐมนตรีช่วยชื่อตี๋ต้องทำด้วย

งานนี้ถามว่าต้องไปยังไง หรือจะเปิดอีเวนท์ชวนออกกำลังกายวันพุธหรือวันไหน แล้วจบไปแบบไม่มีการติดตามผล พูดง่ายๆ ทำแบบเดิมแต่หวังผลต่าง หมอตี๋คงไม่สะดวกทำแบบนั้น!

ว่าแล้ว สู้ลงเองลุยเองดีกว่า ได้ใจทั้งวัยโจ๋-วัยเก๋า แถมสื่อก็ตามติด แบบนี้ดีกว่ากันเยอะ ใช่หรือไม่คุณหมอตี๋!

สอนลูกให้ดีการดำเนินชีวิตถูกต้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396342?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สอนลูกให้ดีการดำเนินชีวิตถูกต้อง

1 พฤศจิกายน 2562 – 14:25 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน
เปิดอ่าน 662 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

จดหมายจาก ‘แม่ลูกสอง’ ต่อไปนี้มีสาระน่าคิดน่านำไปปฏิบัติมากแม้จะทำไม่ได้ทั้งหมดแต่เป็นข้อคิดที่น่าพิจารณา

มาดาม ‘เผิง ลี่หยวน’ ภรรยาของประธานาธิบดี ‘สี จิ้นผิง’ ของจีน นับเป็นผู้นำทางความคิดและข้อความเหล่านี้สะท้อนถึงการศึกษาให้มีแนวคิดที่ดี จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองอยากให้ลูกหลานมีชีวิตที่ดีต่อไปอย่างแน่นอน
อ๊อด เทอร์โบ


 ลูกที่ดีต้องเป็นอย่างไร
 ข้อคิดจากภรรยาประธานาธิบดีจีน
(ผ่านไปยังพ่อแม่ทุกคน)

จดหมายต่อไปนี้ขอนำเป็นสื่อกลางมายังทุกคนที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองลูกหลานและมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งส่งไลน์มาให้และขออนุญาตผู้แปล ‘แอม’ (สุวิไล) มา ณ ที่นี้

เมื่อภรรยาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (เผิง ลี่หยวน) ได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องคะแนนสอบเอนทรานซ์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการศึกษาของประเทศจีนว่า คะแนนสอบของลูกไม่ได้มีความสำคัญเทียบเท่ากับการสอนให้ลูกรู้จักสำนึกในบุญคุณ รู้จักเรียนรู้การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ลูกจะมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ผู้ปกครองจะมีวิธีอบรมปลูกฝังอย่างไรการที่จะให้ทรัพย์สินแก่ลูกหลาน ทำไมไม่คิดจะสร้างลูกให้กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าเล่า นั่นคือการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม

การเก็บสะสมทรัพย์สินมหาศาลให้ลูกหลานไม่สามารถเทียบเท่ากับการให้ข้อคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตดังต่อไปนี้

1.ลูกรัก…ลูกต้องเรียนรู้ที่จะทำอาหาร นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการดูแลปรนนิบัติคนอื่น แต่เมื่อคราที่คนที่รักลูกไม่ได้อยู่ข้างกายลูก ลูกก็จะสามารถดูแลตนเองได้ (อยู่รอดได้ด้วยตนเอง)

2.ลูกรัก…ลูกจะต้องเรียนรู้ที่จะขับรถ นี่ไม่ได้เกี่ยวกับฐานะตำแหน่งหน้าที่ เพราะเช่นนี้แล้วลูกก็จะสามารถไปในทุกๆ ที่ที่ลูกอยากไปทุกเวลา ไม่ต้องไปขอร้องใคร (มีอิสระเสรี)

3.ลูกรัก…ลูกจะต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยและต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ได้มาตรฐาน นี่ไม่ได้เกี่ยวกับการรับรองฐานะการศึกษา ในชีวิตคนเราจำเป็นต้องผ่านประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยสัก 3-4 ปี ซึ่งเป็นชีวิตที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นชีวิตที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะให้มีสติปัญญา ความนึกคิดและการใช้เหตุผล (เมื่อเข้าไปสู่สังคมก็เสมือนเข้าไปสู่ชีวิตจริง)

4.ลูกรัก…ลูกรู้หรือไม่ ฝากรอยเท้าไกลเท่าไหน จิตใจจะกว้างเท่านั้น เมื่อใจกว้างแล้วลูกจึงจะมีความสุข หากเดินไปได้ไม่ไกล ให้หนังสือช่วยพาลูกเดินไป (เปิดกว้างโลกทัศน์ของตนเองโดยอาศัยโลกแห่งความรู้)

5.ลูกรัก…หากโลกนี้เหลือเพียงน้ำสองถ้วย ให้เก็บถ้วยหนึ่งเอาไว้ดื่ม ส่วนอีกถ้วยหนึ่งใช้ทำความสะอาดใบหน้าและชุดชั้นในของลูก (การเห็นคุณค่าของตัวเองไม่เกี่ยวกับความจนความรวย)

6.ลูกรัก…หากฟ้าถล่มทลายลงมาก็ไม่ต้องร้องไห้ และไม่ต้องบ่นว่าอะไร เพราะไม่อย่างนั้นจะทำให้คนที่รักลูกยิ่งเจ็บปวดใจ ส่วนคนที่เกลียดลูกจะยิ่งได้ใจ (ยอมรับชะตากรรมอย่างสงบ คนที่เรารักจะมีความสุข)

7.ลูกรัก…ต่อให้ต้องกินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว ก็ต้องปูผ้าปูโต๊ะที่สะอาด และนั่งลงไปอย่างสง่างาม ใช้ชีวิตที่เรียบง่ายอย่างใส่ใจในคุณภาพ (มารยาทและสถานการณ์ไม่เกี่ยวข้องกัน)
8.ลูกรัก…เมื่อไปยังสถานที่ไกลๆ จำไว้ว่านอกจากจะต้องนำกล้องถ่ายรูปไปแล้วก็ต้องนำปากกาและกระดาษไปด้วย วิวทิวทัศน์นั้นเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่ดูวิวทิวทัศน์นั้นไม่สามารถกลับมาซ้ำเหมือนเดิมได้อีก สวี่เสียเค่อ (xu xia ke) นักภูมิศาสตร์ นักเดินทางชาวจีนที่เป็นสวี่เสียเค่อในวันนี้ มิใช่เพราะเดินทางมากที่สุดเขายิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงเพราะการบันทึกเรื่องราวและประสบการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนที่ได้จากการเดินทางที่ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง

9.ลูกรัก…ลูกจะต้องมีพื้นที่เป็นของตนเอง ต่อให้มีแค่ 5 ตารางเมตรก็ตาม เพราะตอนที่ลูกทะเลาะกับคนรักและฉุนโกรธเดินออกมาก็ไม่ถึงกับร่อนเร่ไปตามถนน พบเจอคนไม่ดี สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเมื่อตอนที่ลูกใจร้อนก็จะมีสถานที่ที่ทำให้ลูกใจเย็นลงได้ ให้หัวใจของลูกได้พักไว้ในมุมนั้น (อุปนิสัยแบบอิสระ)

10.ลูกรัก…เมื่อตอนยังเด็กจะต้องมีความรู้ เมื่อโตขึ้นจะต้องมีประสบการณ์ ลูกจึงจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพ (อ่านประสบการณ์ของผู้อื่นและหาประสบการณ์ให้ตัวเอง)

11.ลูกรัก…ไม่ว่าเวลาใดก็ตามก็จงเป็นคนดีมีเมตตา โปรดจำไว้ว่าการมีจิตใจดีก็จะทำให้ลูกเป็นผู้ที่ได้รับความคุ้มครองดูแลอย่างดีที่สุดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (การคุ้มครองดูแลนี้ไม่ใช่ความร่ำรวยและอำนาจ ทำดีย่อมได้ดีตอบแทน)

12.ลูกรัก…รอยยิ้ม ความสง่างาม ความมั่นใจ นั้นเป็นทรัพย์สินทางจิตใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากมีสิ่งเหล่านี้ลูกจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง (นี่ก็คือจิตวิญญาณของ “ผู้ดี”)

จึงขอให้ทุกท่านได้พิจารณาและนำข้อความนี้ไปสั่งสอนลูกหลานเพื่อประโยชน์ในอนาคตจะได้เติบใหญ่เป็นคนดีต่อไป
แม่ลูกสอง (ปากน้ำ)


ไขสงสัย’บ้านอยู่สบาย’ไม่ปลอดภัยจริงหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/396471?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไขสงสัย’บ้านอยู่สบาย’ไม่ปลอดภัยจริงหรือ

1 พฤศจิกายน 2562 – 12:55 น.
สายตรวจระวังภัย,สื่อโซเชียลมีเดีย,โจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้าน
เปิดอ่าน 551 ครั้ง

ไขสงสัย’บ้านอยู่สบาย’ไม่ปลอดภัยจริงหรือ คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…  ทีมข่าวอาชญากรรม

หลายเดือนก่อนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทางสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อมีผู้โพสต์เรื่องราวระบุว่าเป็นลูกบ้านโครงการบ้านจัดสรรชื่อดังไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เนื่องจากทางโครงการดังกล่าวปล่อยปละละเลย บกพร่องเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย จนทำให้โจรขโมยเพ่นพ่านและเข้าไปก่อเหตุงัดแงะบ้านขโมยทรัพย์สินสร้างความเสียหาย ถือเป็นภัยใกล้ตัวที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนที่ตัดสินใจและอยู่ระหว่างตัดสินใจซื้อบ้านอยู่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธวัช วีระสวัสดิ์ ทนายความ บริษัทพหุธน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ออกมาอธิบายพร้อมเรียกร้องให้ นายเจษฎา (ขอสวงนนามสกุล) ลูกบ้านของหมู่บ้านอยู่สบาย 8 จ.นครปฐม ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลจังหวัดนครปฐม ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2562 หลังจากที่มีคดีฟ้องร้องหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย กล่าวหาว่าโครงการอยู่สบาย 8 ละเลยการดูแลรักษาความปลอดภัย ทำให้เกิดการโจรกรรมทรัพย์สินภายในบ้านของ นายเจษฎา ทั้งนี้หลังจากที่มีคดีความฟ้องร้องนั้น ทางศาลได้ไกลเกลี่ยและเจรจายอมความระหว่างกัน โดยในสัญญายอมความดังกล่าวระบุให้ นายเจษฎา ลงโฆษณาผ่านสื่อสารมวลชนเพื่อขอโทษและชี้แจงว่าเรื่องที่กล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง

“เรื่องนี้ผ่านไปกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ลูกบ้านที่เป็นคู่ความยังไม่ดำเนินการตามสัญญายอมความ ซึ่งสร้างความเสียหายให้โครงการเป็นอย่างมาก เพราะเกิดความเข้าใจผิดแก่ประชาชนทั่วไป และบุคคลที่เข้ามาชมบ้านตัวอย่างจนทำให้โครงการไม่สามารถขายบ้านในโครงการได้ตามเวลาที่บริษัทพหุธนฯ วางแผนไว้ โดยข้อกล่าวหาของลูกบ้านที่โพสต์ข้อความเรื่องถูกโจรกรรมทรัพย์สินนั้น ตำรวจท้องที่ได้เข้าตรวจสอบแล้วไม่พบร่องรอยการงัดแงะ หรือรื้อค้นบ้าน แม้ในชั้นการไกล่เกลี่ยของศาลจะไม่นำพยานหลักฐานสืบค้นข้อเท็จจริง แต่เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดขึ้นและลงนามรับทราบร่วมกันแล้ว ควรต้องรับผิดชอบเพื่อไม่ให้ความเสียหายเกิดขึ้นอีก ซึ่งเหตุที่นายเจษฎายอมความเรื่องนี้ต่อศาล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีทีท่าว่าจะยอมความ และยังนำเรื่องฟ้องร้องต่อ สคบ. เป็นไปได้ว่าสิ่งที่เป็นข้อกล่าวหาโครงการนั้นไม่ใช่เรื่องจริง อีกทั้งหากคดีที่ฟ้องร้องและมีการเรียกค่าเสียหาย 10 ล้านบาท หากนำไปสู่การสืบพยานและตรวจสอบอาจต้องแพ้คดีและจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย” นายธวัช กล่าว

ด้าน น.ส.กษมา อเนกวรพงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดโครงการอยู่สบาย กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นว่า ตามแผนของโครงต้องปิดการขายบ้านในโครงการทั้งหมด 49 หลัง ตั้งแต่ปี 2561 แต่ปัจจุบันยังคงบ้านในโครงการอีก 12 หลัง เนื่องจากหลังเกิดเรื่องถูกกล่าวหาด้านมาตรการรักษาความปลอดภัยและการดูแลลูกบ้านในโครงการผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจของประชาชนที่เข้ามาติดต่อชมโครงการ มีลูกค้าที่เดิมตกลงจะซื้อบ้านในโครงการ ยกเลิกการจองและซื้อขายกว่า 10 ราย หากคำนวณเป็นค่าเสียหายทั้งหมดจะอยู่ที่ 50 ล้านบาท ดังนั้นเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นและคาดว่าจะมีต่อไปทางโครงการ ขอเรียกร้องให้ นายเจษฎา ลบข้อความที่โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และลงโฆษณาขอโทษรวมถึงชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อสารมวลชนโดยทันที

“ยืนยันว่าทางโครงการดูแลความปลอดภัยของลูกบ้านและตรวจตราพื้นที่อย่างเข้มงวด ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุโจรกรรมเกิดขึ้นในโครงการแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งบ้านของคุณเจษฎาขณะนี้ยังพบผู้อาศัย แต่เป็นการปล่อยให้บุคคลอื่นเช่าอาศัย ขณะที่เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ไม่เคยพบเหตุการณ์ขโมยขึ้นบ้าน หรือทรัพย์สินสูญหายจากการโจรกรรม ดังนั้นขอความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อลูกค้าด้วย” น.ส.กษมา ระบุ

เรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมปัจจุบันหากจะโพสต์อะไรต้องตรองให้ถ้วนถี่ นอกจากจะสร้างความเสียหายให้คนอื่น ก็อาจจะพาให้ตัวเองถึงคราวซวยโดนฟ้องร้องได้เช่นกัน